แรงจูงใจเป็นวิธีที่ดีกว่าในการเรียนวิทย์ คณิต เสมอไปหรือเปล่า?

เขียนตอบโพสต์ของสหายท่านหนี่ง ว่าด้วยแรงจูงใจสำคัญในการเรียนวิทย์คณิตของเด็ก:

เคยเล่าให้คนอื่นฟังแต่เรื่องเล่นดนตรี อยากแชร์ ปสก ส่วนตัวเรื่องการเรียนคณิตศาสตร์บ้าง (เพราะจริงๆไม่มีใครเคยถาม)

ตอนเด็กๆ อย่างที่ <redacted> ว่าเลย เจอครูคณิตศาสตร์ดีๆและเก่งๆมาตลอดจนจบ ม. 6 คือโอเคมาก (ขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่าน) เกรดกระจอก แต่คณิตศาสตร์ชิลล์ สนุก ถนัด ไม่เคยเป็นปัญหา จนไม่รู้ตัวว่าชอบด้วยซํ้า

เรียนๆเล่นๆมาจนจบตรีใบแรก เกรดเบๆ ทำงานก๊อกแก๊กๆ 1–2 ปีมาจนสุดทางตัน ต้องเรียนจริงจังละ เคยเรียนเลขได้ไม่ยาก เลยตัดสินใจ ไปเรียนตรี pure math อีกใบ ด้วยว่ามันคงต่อยอดได้หลายอาชีพ

หนนี้อาจารย์ก็ยังสุดยอดทุกท่าน เก่ง สอนดี สอนใกล้ชิด ส่งเสริมทุกด้าน (ขอขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่าน) แต่ปัญหาคือ แรงจูงใจที่เต็มเปี่ยม กลับไม่พอจะตะลุยเนื้อหาสาย pure math ที่ทั้งหนักหน่วง และต่างมิติ (เราไม่ได้สนใจทุกด้านใน math บางด้านไม่เคยได้ยิน) ด้วยนิสัยการเรียนที่ต้องรู้สึกดีก่อนถึงจะไปต่อ ดันกลับกลายเป็นตัวถ่วง

ดิ้นรนอยู่สักพัก (รวบรัดเลยนะ) ค้นพบว่า การเปิดใจรับแบบเนื้อหาแบบดําดิ่ง ราวหุ่นยนต์ ไร้อารมณ์ ไร้การคิดฝืน กลับกลายเป็นกระบวนท่าก้าวกระโดดที่ดีที่สุดในการเรียนเนื้อหาที่ไม่คุ้น และ เข้าใจยาก ซี่งอันนี้ขัดกับสิ่งที่เคยเชื่อ หนนี้ค้นพบว่า การคอยตั้งคำถามอย่างที่นีกว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์(แบบที่มีความสังกาแคลงใจมากกว่าการศีกษา) นั้นแท้จริงเป็นเพียง distraction ที่ถ่วงและขัดขวางการเรียนรู้

ใช้ท่านี้มาตลอดจนจบ มาด้วยเกรดที่โอเคสุดในชีวิต บทเรียนที่สำคัญคือ เราเข้าใจแล้วว่า ทําไมถึงมีคําพูดที่ว่า Happiness (and fun) is just an option และทื่สําคัญ ความรักในคณิตศาสตร์ที่แท้จริง มาเกิดหลังจบตรีใบนี้ ไม่ใช่ก่อนหน้า

กลับมาสู่ชีวิตจริง การทํางาน ยิ่งเห็นเด็กใหม่ๆที่เข้ามาในสายงาน มีนิสัยเหมือนเราคือรอความจูงใจ ซี่งที่จริงสมัยนี้ มีมากมาย ง่าย และราคาถูก กว่า 30 ปีก่อนมาก แต่เท่าไร ก็จูงใจไม่พอ น่าสนใจไม่พอ ไม่ว่าจะการเรียนรู้เรื่องใดๆก็ทําไม่ได้ นึกถึงตัวเราเองตอนที่เรียนไม่ไหว ขนาดไม่ได้เกลียด ไม่ได้เกเรียน อาจารย์ก็ดีงาม ก็ทําไม่ได้ เพราะใจเราเป็นนํ้าเต็มแก้ว แถมเปิดรับความสนุกเป็นหลัก คอยรับความรู้แค่ในโหมดผลพลอยได้

คนอ่านอาจจะบอกว่า มันก็ไม่ได้สามารถแยกใจได้อย่างนั้นทุกคน ก็อาจจะจริงโดยเฉพาะในไม้แก่ ซี่งเดี๋ยวนี้อายุแค่ 13–15 ก็ถือว่า ดัดได้ยากแล้ว แต่ลองดูการเรียนเลขใน ปท ที่ประสบความสำเร็จด้านคณิตเช่นในสิงคโปร์ หรือญี่ปุ่นนะ เค้าก็มีบันเทิง แต่ก็เริงใจน้อยกว่าเราเยอะ เพราะมีหลายสายหลายวิธีการสอน เช่น การสอนเลขแบบคุมองแบบญี่ปุ่นที่มีผลความสำเร็จสูง (ผมไม่ได้ค่าโฆษณาจากคุมอง) เด็กจะต้องตะบันทำโจทย์แบบหุ่นยนต์เป็นร้อยๆข้อ ไม่มีครูสอนตลกๆ ไม่มีเทคนิคทำสอบคิดลัด และมักเริ่มในเด็กเล็ก แต่ผลที่ได้คือเด็กถีงไม่อัจฉริยะโอลิมปิก แต่ก็จะไม่โง่เลขเลย การแก้ปัญหาแก้โจทย์ซีมลีกเข้าไปในมือที่จับดินสอทดเป็นร้อยเป็นพันข้อ เข้าไปอยุ่ในระดับนิสัย ไม่ทันได้คิดว่า ชอบ หรือ เกลียด หรือ ยาก หรือ เบื่อ คณิตศาสตร์ ไม่โตทันที่จะได้ปฏิเสธความรู้ ก็ทำได้ซะแล้ว เป็น skill basic ติดตัว

ขอโทษที่เขียนมายาวมาก สรุปคือ ผมว่าแรงจูงใจในการเรียนอาจจะได้ผลในระยะแรก แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้พาเราไปได้ไกลในการเรียนรู้วิทย์ คณิต ที่ต้องใช้พลังใจอย่างมาก และที่บอก ก็ไม่ได้ว่าเราไม่ควรใช้แรงจูงใจ เราควรเลยแหละ …แต่ในขณะเดียวกันต้องฝีกทักษะจิตให้ตัวเด็กด้วย ทักษะในทำงานได้ลุล่วงโดยไม่ได้ต้องชอบสิ่งนั้น จะทำอะไรไม่ต้องขี้นกับความอยากไม่อยากเป็นหลัก ให้เด็กเข้าใจว่าชีวิตเราไม่ได้ต้องทำแต่เรื่องที่สนุกสุขสันต์ เพราะ Happiness is just an option นะเอง ซี่งเรียกง่ายๆคือ ขัดใจมันบ้าง ให้มันทำอะไรเครียดบ้าง น่ะแหละ ไม่งั้นสมองมันจะไปได้รับทักษะในการอดทน เข้มแข็ง ฝ่าฝันตอนไหน ซี่งอะไรแบบนี้ ยั่งยืนกว่าแรงจูงใจมากในการเรียนรู้ ยิ่งถ้าเราต้องเรียนรู้ลีกๆไปยาวๆนะครับ

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Nor Oh’s story.