ข้อสังเกตบางประการ ต่อพุทธวัชรยาน ตามที่ “วิจักษณ์ พานิช” นำเสนอ

เมื่อวานนี้ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีการนำเสนอเรื่อง “พุทธศาสนานิกายวัชรยานกับจิตวิญญาณในโลกสมัยใหม่” โดย วิจักษณ์ พานิช ซึ่งผมได้มีโอกาสไปนั่งฟังอยู่ด้วย

ข้อสรุปที่ได้โดยคร่าวคือ วิจักษณ์ พยายามบอกว่า พุทธนิกายวัชรยาน ถือเป็นตัวเลือก (alternative) ที่ไปไกลเกินกว่าพุทธหินยานหรือพุทธมหายานแบบเดิมๆ โดยพยายามจะบอกว่าเป็นตัวเลือกที่น่าจะเข้ากันได้ดีกับสังคมแบบสมัยใหม่ (Modernity) และเคารพเรื่องของสิทธิในปัจเจกบุคคล และพยายามจะชี้ให้เห็นว่า พุทธแบบวัชรยานน่าจะเป็นคำตอบทางหนึ่ง ที่นอกเหนือไปจากพุทธนิกายหลักของสังคมไทย ที่ผูกรวมเอาความเป็น “รัฐ” ประสานเข้ามาเป็นหนึ่งกับ “ศาสนา” (ว่าง่ายๆ ในทางอ้อม คือ วิจักษณ์ พยายามเสนอว่ารัฐไทยไม่มีกระบวนการทำให้เป็นฆราวาส — secularization) เลย

โดยส่วนตัวแล้ว ข้อเสนอและทัศนคติของวิจักษณ์ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า อย่างน้อยที่สุดคือการเปิดพื้นที่ (space) ให้กับคำอธิบายของพุทธแบบอื่นที่อยู่นอกเหนือไปจากพุทธศาสนาในแบบของรัฐ แต่ในเวลาเดียวกันผมก็มีข้อสังเกตที่อาจถือเป็นข้อวิจารณ์กับพุทธแบบนิกายวัชรยาน ซึ่งวิจักษณ์พยายามจะนำเสนอว่าเป็นทางเลือกใหม่ให้กับพุทธแบบสังคมไทย ดังต่อไปนี้

  1. มุมมองที่วิจักษณ์ใช้ เป็นมุมมองแบบตะวันตกที่มองเข้ามายังโลกตะวันออก

วิจักษณ์ พยายามชี้ให้เห็นถึงความเป็นท้องถิ่น (locality) ของพุทธวัชรยาน ซึ่งมีความแตกต่างไปจากพุทธศาสนาหินยาน และมองว่าพุทธแบบวัชรยาน เป็นพุทธที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น (ในงานเสวนา ผมมักจะได้ยินคำสำคัญอย่างเช่น “มันแจ๋วมาก” มาเป็นระยะ และพยายามชี้ให้เห็นว่า ในโลกตะวันออกไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับพุทธแบบนี้ ทั้งที่เป็นของที่มาจากตะวันออกเอง

ปัญหาก็คือ มุมมองแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากมุมมองของโลกตะวันตกที่มองมาสู่โลกตะวันออกด้วยความทึ่ง มุมมองที่วิจักษณ์ใช้ เป็นมุมมองซึ่งไม่ต่างจากที่นักมานุษยวิทยาในช่วงยุคสมัยหนึ่ง พยายามเข้ามาศึกษาโลกตะวันออกแล้วตื่นเต้น ภายใต้วิธีคิดในการ “หาอะไรใหม่ๆ” เช่นนี้ ก็ทำให้วิจักษณ์พยายามสื่อว่า พุทธแบบวัชรยาน ดูจะเป็นทางออกใหม่ๆ ที่น่าจะเข้ากับสังคมสมัยนี้ และพยายามบอกเพิ่มเติมว่า คนในโลกตะวันออกที่เป็นต้นกำเนิดนิกายวัชรยาน ต่างลืมรากเหง้าของตัวเองไปแล้วเสียสิ้น

การมองเช่นนี้ แม้จะเป็นสุนทรียศาสตร์ของแต่ละคน (ไม่มีถูกหรือผิด) แต่โดยส่วนตัวแล้วการที่วิจักษณ์รู้สึกตื่นเต้น กับพุทธวัชรยานแบบโลกตะวันตก แล้วเรียกร้องให้คนในโลกตะวันออกกลับมาพิจารณาด้วยแว่นของตะวันตก เป็นอะไรที่มีความ “ลักลั่น” พอสมควร ในแง่นี้แปลว่า ในท้ายที่สุดเราก็หนีไปไม่พ้นจากความเป็นตะวันตก แม้เราจะแสวงหาจิตวิญญาณและแนวคิดแบบตะวันออกก็ตาม

2. พุทธวัชรยานมีคุณสมบัติที่ทำให้ไปได้ไม่ไกล และทำให้เสื่อมสลายมนต์ขลัง

คุณสมบัติอันหนึ่งของศาสนาของสากลที่มีอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม ประการหนึ่งคือสิ่งที่เรียกว่า “ตัวบท” (text) ในแง่นี้ก็คือสารพัดคัมภีร์หรือพระไตรปิฏกที่ถูกเขียนขึ้นมาเป็นอักขระ สิ่งเหล่านี้พกติดตัวได้ง่ายและถือเป็นลักษณะที่ตายตัว (definite) ไม่มีการแปรเปลี่ยนไปตามผู้สอนได้โดยง่าย

วิจักษณ์ พยายามนำเสนอว่า พุทธวัชรยาน เป็นศาสนาที่มีความเป็นท้องถิ่นสูง และยึดติดกับระบบการสอนที่ไม่มีการอ้างอิงที่ตัวอักษร แต่ด้วยระบบการพูดแล้วฟัง รวมถึงปฏิบัติเป็นหลัก แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือ ภายใต้ระบบที่การส่งต่อความรู้ด้วยการพูดและการฟัง มีความหลากเลื่อนได้หลากหลาย (ลองสมมติว่าเล่นเกมส่งข่าวสำคัญจากคนสู่คนด้วยวิธีพูดและฟัง พอถึงคนที่ 8 ใจความก็เริ่มเพี้ยนแล้ว) พุทธวัชรยานจะเผยแพร่ศาสนาได้อย่างไร

ในแง่นี้ก็แปลว่า พุทธวัชรยาน มีการอ้างอิงอยู่กับที่ตัวบุคคล ซึ่งปัญหาของลัทธิหรือศาสนาที่อิงกับตัวบุคคลก็คือ การสิ้นสุดของตัวบุคคลที่เป็นเสมือนแกนหลักไป ก็เท่ากับการจบสิ้นของความเชื่อเช่นว่าในระยะยาวไปด้วย สำหรับ Max Weber คุณสมบัติของผู้นำแบบต่างๆ โดยเฉพาะความมีบารมี (charisma) เป็นสิ่งที่ไม่สามารถส่งต่อให้ผู้อื่นได้โดยง่าย การอ้างอิงกรอบศาสนาด้วยบารมีของคนๆ เดียว จึงเป็นการลดทอนความสามารถในการส่งต่อศาสนาให้กับประชากรในวงกว้าง

จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่ในท้ายที่สุดแล้ว พุทธศาสนานิกายวัชรยาน จึงไม่สามารถรับมือกับกระแสอันถาโถมของมุสลิม ที่เข้ามาอยู่ในดินแดนของอินเดียได้ในท้ายที่สุด เพราะโครงสร้างของศาสนาที่อิงตัวบทและมีความตายตัวสูง ย่อมมีความได้เปรียบในการเผยแพร่และเข้าถึงง่ายกว่าศาสนาที่ต้องอิงตัวบุคคล

นอกจากนั้นปัญหาในข้อนี้ ทำให้พุทธวัชรยานสามารถแตกสายย่อยออกไปได้ง่ายอย่างมาก นั่นก็เพราะหากเกิดความเห็นในแก่นของคำสอนที่ไม่ตรงกัน พุทธวัชรยานจะไม่มีคัมภีร์กลางใดๆ ในการเป็นตัวยุติปัญหา แน่นอนว่าวิจักษณ์อาจจะตอบคำถามต่อในจุดนี้ว่า จริงๆ แล้วมีคัมภีร์กลาง แต่ปัญหาก็คือ คัมภีร์กลางเหล่านั้นก็ขัดกับคำสอนของศาสนาเองที่ว่า คัมภีร์ไม่ใช่สารัตถะสำคัญ มากเท่ากับประสบการณ์ตรง

3. พุทธวัชรยานมีความย้อนแย้ง โดยเฉพาะสายสัมพันธ์ระหว่างครูและศิษย์

วิจักษณ์ เสนอเอาไว้ตอนหนึ่งว่า พุทธกระแสหลักของไทย เป็นพุทธที่มีความเป็น hierarchy (โครงสร้างลำดับชั้น) สูง และทำให้เสื่อมมนต์ขลัง (disenchanted) ของความเป็นศาสนาไป ขณะที่พยายามเสนอว่าในโลกของวัชรยาน ไม่ได้มีการหย่าขาดตรงนั้น และมีความพยายามในการเสนอว่าพุทธวัชรยาน มีการเรียกร้องให้กลับไปสู่แก่นแท้ด้วยการตัดขาด (ในแง่นี้หมายถึงการอยู่ป่า) และไม่มี hierarchy โดยให้สิทธิเต็มที่ (freedom/liberty) กับผู้ที่นับถือ

แต่ปัญหาก็คือ วิจักษณ์กลับเสนอหลังจากนั้นไม่นานว่า ในโครงสร้างของวัชรยาน จำเป็นที่จะต้องมี “ครู” เป็นผู้นำทางและช่วยสอนเสมอ แถมไม่สามารถตั้งคำถามอะไรได้ด้วย โดยจะต้องให้ครูเป็นคนนำทางให้ โดยที่ลูกศิษย์ก็ต้องยอม ซึ่งนั่นก็แปลว่าในท้ายที่สุด คนที่อยู่ภายใต้พุทธแบบวัชรยาน ก็ไปไม่พ้นความไม่เท่าเทียมกับในโครงสร้างอำนาจ และมีระบบโครงสร้างลำดับชั้นที่ไม่เท่ากันอยู่ดี

ในท้ายที่สุด พุทธศาสนานิกายแบบวัชรยานเอง ก็ไม่ได้เสนอทางออกที่เท่าเทียม ผิดกับแนวทางของศาสนาเอกเทวนิยมอย่างคริสต์หรืออิสลาม ที่ทุกคนจะต้องเท่าเทียมต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด ไม่ว่าจะเกิดมาเท้าเปล่า หรือคาบช้อนทองคำขาว

มากไปกว่านั้น การที่วิจักษณ์พยายามบอกว่าพุทธแบบวัชรยานพยายามจะนำเสนอแนวทางที่ไม่มีความเป็นชนชั้นนำ (elite) แบบพุทธหินยาน ก็เป็นสิ่งที่ย้อนแย้งกับความเป็นจริงในข้อนี้ เพราะพุทธแบบวัชรยานต้องมีการอาศัยผู้สอนที่เป็นแกนกลาง ภายใต้โครงสร้างนี้ ในที่สุดก็ทำให้มีคนอื่นเหนือกว่าอีกคนอยู่ดี ไม่ต่างอะไรจากบรรดาผู้สอนศาสนาผ่านโทรทัศน์ (tele-evangelist) ของสหรัฐอเมริกา และนั่นก็คือการสร้าง elite ทั้งที่พยายามจะปฏิเสธ elite ของโครงสร้างศาสนาแบบเดิม

นี่ยังไม่นับถึงการสูญหายของสิทธิของบุคคล ที่วิจักษณ์พยายามนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลกของวัชรยานไปด้วย เพราะในท้ายที่สุดเมื่อคนๆ หนึ่ง ต้องตกอยู่ภายใต้โครงสร้างที่ถูกชี้ขาดจากอีกคนหนึ่ง สิทธิและเสรีภาพของคนเหล่านั้นย่อมมีสิทธิที่จะสูญหายไปด้วย จากการใช้เสรีภาพของอีกคนหนึ่ง ในท้ายที่สุด พุทธแบบวัชรยานจึงไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องของสิทธิเสรีภาพอยู่ดี

สรุป

ในท้ายที่สุดแล้ว แก่นศาสนาของพุทธแบบวัชรยานตามที่วิจักษณ์เสนอ จะติดปัญหา ที่ทำให้ไปไม่พ้นจากแนวทางเดิมๆ ของศาสนาอื่นๆ ไม่ว่าจะด้วยในกรอบของศาสนาตามปกติ หรือด้วยแนวทางที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของศาสนา ซึ่งวิจักษณ์ พยายามจะขับเน้นออกมาตลอดการบรรยาย ในฐานะความตื่นเต้นชุดใหม่สำหรับสังคมไทย

กล่าวให้ถึงที่สุด สิ่งที่วิจักษณ์นำเสนอ ก็ไม่ต่างจากลัทธิศาสนาต่างๆ ที่เคยระบาดอยู่ในสังคมไทยที่มาแล้วก็ไป ไม่ต่างอะไรจากกระแสพระเครื่องหรือเทพ ที่มาแล้วก็ไป เป็น “อนิจจัง” ที่ไม่เที่ยงแท้

อย่างไรก็ตาม ข้อวิจารณ์นี้ไม่ได้แปลว่า วิจักษณ์ ไม่ควรมีสิทธิพูดในเรื่องนี้ ตรงกันข้าม ผมกลับเห็นด้วยว่ารัฐไทยควรใจกว้างกับพุทธอื่นๆ (และรวมถึงศาสนาอื่นๆ) และควรเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้ได้มีที่ยืนในสังคมนี้ ว่าง่ายๆ คือรัฐต้องวางตัวเป็นกลางทางศาสนาให้มากที่สุด

โจทย์ใหญ่จึงไม่ได้อยู่ที่ พุทธวัชรยานเหมาะสมกับโลกสมัยใหม่และสังคมไทยหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าทำไมรัฐไทย ถึงไม่ถอดรื้อโครงสร้างที่ผนวกเอาศาสนาและรัฐมาอยู่รวมกันเสียที โครงสร้างที่ว่านี้ซึ่งอยู่มาเป็นนับร้อยปี น่าจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของศาสนาและนิกายย่อยอื่นๆ เหล่านี้ทั้งหมด และทำให้พุทธวัชรยาน ไม่ได้รับการถกเถียงในสังคมไทยอย่างที่ควรจะเป็น

Like what you read? Give Patranun Limudomporn a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.