ความใจแคบของมนุษย์

สำหรับปรัชญาในโลกตะวันตก การพยายามหาความเป็นจริงถือเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับต้นๆ ความพยายามนั้นดูเหมือนจะครอบคลุมไปถึงการพยายามหา “มนุษย์” ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสมบูรณ์แบบไปด้วยในเวลาเดียวกัน

แต่การพยายามหาเช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการปฏิเสธความเป็นจริงที่ว่า มนุษย์นั้นไม่มีสถานะของความสมบูรณ์แบบ ความสมบูรณ์แบบของมนุษย์จึงเป็นรูปแบบทางจินตนภาพที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ มีความคาดหวังว่านั่นจะเป็นธรรมชาติอันเป็นปกติ (normal) ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน

ในแง่นี้มิได้หมายความว่า การกระทำผิดของมนุษย์ที่ดีบ้าง ชั่วบ้าง เป็นสิ่งที่ควรมองผ่านๆ ไม่มีการแก้ไข เพราะหลายสิ่งก็มีความชั่วที่เราไม่อาจจะมองข้ามไปได้โดยง่าย แต่สิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับมนุษย์เป็นสิ่งปกติ กระบวนการทดลองแล้วทำพลาด (trial and error) จึงเป็นสิ่งที่เป็นปกติชีวิตมนุษย์ ที่ต้องมีการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตนเอง

สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญคือถ้าหากไม่ใช่ความผิดอันหนักหนา มนุษย์จำเป็นที่จะต้องพร้อมและยอมให้อภัยกับความผิดพลาดอันไม่ใช่สารัตถะสำคัญ หรือไม่ได้เป็นความผิดพลาดอันจะทำให้ชีวิตเพื่อนร่วมมนุษยชาติ ต้องพังทลายหรือฉิบหายลงไปต่อหน้าต่อตา หากผู้ที่กระทำขอโทษและพร้อมที่จะปรับตัว รวมถึงแสดงความรับผิดชอบทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

เรื่องเช่นนี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องราวที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกวันหรือทุกลมหายใจ เช่น พูดไม่เข้าหู หรือไปเหยียบเท้าคนอื่น เป็นต้น

แต่หลายครั้ง ก็ด้วยความสะใจของมนุษย์ที่อยากจะ “กระทืบ” ให้จมดิน ทำให้บางคนในสังคม พร้อมที่จะฟื้นฟอยหาตะเข็บ พร้อมที่จะรุมกระทืบเอาเพราะความสะใจ และพร้อมที่จะกระทำการ “สำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม” ทั้งที่เมื่อเอากระจกชะโงกดูเงาหัวตัวเองแล้ว ตนเองก็เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ไม่ต่างไปจากเขา ซึ่งสามารถทำผิดพลาดได้เป็นของธรรมดา

“ความใจแคบ” ทางทัศนคติที่แคบเสียยิ่งกว่าท้องลูกไก่เช่นนี้ ถือเป็นความใจแคบที่ผิดปกติอย่างน้อยสองประการ

ประการแรก “ความใจแคบ” ลักษณะนี้ คือการมองว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ไม่สามารถทำผิดพลาดได้ เมื่อมีความผิดพลาด จึงต้องซวกกระซ้ำห้ำหั่นให้เขาสิ้นความเป็นคน ในแง่นี้ก็แปลว่าคนที่กระทำ ไม่ได้มองอีกฝ่ายว่ามีสถานะเป็นมนุษย์ แต่หากเป็นเพียงวัตถุที่หายใจได้เท่านั้น ซึ่งพร้อมที่จะกระทืบไล่ตบตี ไม่ต่างจากสัตว์ตัวเล็กที่เที่ยวไล่บี้ให้ตายทุกวัน

ประการที่สอง “ความใจแคบ” ลักษณะนี้คือการไม่ให้โอกาสแก่ผู้อื่น หากแต่จะเอาความสะใจที่เกิดขึ้นจากสาเหตุแรกเป็นหลักใหญ่ อาจด้วยความเพียงคะนองปาก หรือไม่ก็ด้วยทัศนคติที่ผุกร่อนทลายจากการไม่ “ตักน้ำใส่กระโหลก” ตัวเอง จนหลงคิดว่าตัวเองคือผู้ชี้ขาดทางศีลธรรม ทำให้เลือกจะมองข้ามการให้โอกาสไป

เรื่องตลกอย่างหนึ่งของ “คนใจแคบ” เหล่านี้ คือเมื่อตัวเองทำผิดพลาด ก็เลือกจะมองปัญหาความผิดพลาดของตนเอง หรือไม่ก็คนรู้จักตัวเองว่าความผิดเล็กๆ น้อยๆ เท่ากับฝุ่นผงเล็กๆ ทั้งที่ความผิดบางอย่างมันเป็น “elephant in the room” หรือความผิดที่เห็นกันได้ชัดๆ แต่เลือกที่จะไม่พูด หรือไม่ก็เรียกร้องโอกาสให้กับความผิดของตัวเอง เข้าสำนวนที่ว่า “โทษผู้อื่นแลเห็นเป็นภูเขา โทษของเราแลไม่เห็นเท่าเส้นขน”

ที่น่าสมเพชคือ คน “ใจแคบ” เหล่านี้ เวลาทำผิดพลาด ก็มักจะไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ นอกจากกลบเรื่องเกลื่อนให้ผ่านไปตามกาลเวลาและสายลมก็เท่านั้น เมื่อผู้อื่นถูกถามถึง ก็มักจะตอบปฏิเสธอย่างอ้อมๆ หรือไม่ก็แกล้งตีหน้าเรียบเฉย ทำราวกับว่าความผิดในอดีตที่ตนเองก่อไว้นั้น เป็นความผิดที่มีมาก่อนตนเองจะเกิด

เราต่างพบเห็นมนุษย์ผู้ใจแคบเหล่านี้ในสังคมมากมาย คนเหล่านี้พร้อมเสมอที่จะสร้างมลภาวะให้กับชีวิตที่เหนือไปกว่าความรำคาญในชีวิตประจำวันอีกมาก เพราะในท้ายที่สุดคนเหล่านี้ก็ไม่ต่างแร้งที่จ้องหาซากศพ เมื่อได้กลิ่นศพเน่าขึ้นอืดก็รุมจิกรุมทึ้งอย่างสนุกสนาน แต่พอจะไปไล่จับ ก็โวยวายว่าทำไมไม่ให้โอกาสตนเองได้อยู่แบบที่ตนเองอยู่บ้าง

โดยไม่ได้นึกถึงว่า สิ่งที่ตัวเองทึ้งไป คือความรู้สึกและความเป็นคนของอีกฝ่าย หรือเป็นเพราะโดยสัญชาตญาณ ความหิวกระหายในการได้เห็นความฉิบหายของผู้อื่น คือเรื่องที่ตนเองดูจะตื่นเต้นที่สุด?