Make Me a Match by Freakonomics — podcast episode ที่ชอบที่สุดประจำปี 2017

ในเช้าวันนั้น ภรรยาของผมตื่นขึ้นมาราวตีสามและพูดว่า “โทรศัพท์ดัง” ผมตื่นขึ้นแต่เสียงโทรศัพท์นั้นดับไปแล้ว ผมกลับไปนอนต่อ เธอเดินลงไปชั้นล่าง โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง พวกเขาโทรกลับมา โทรศัพท์สายนั้นมาจากคณะกรรมการรางวัลโนเบล
- Prof. Al Roth (Nobel laureates in Economics 2012)

ช่วงปลายปีที่แล้ว ตอนหนึ่งของรายการ Freakonomics Radio ได้เล่าเกี่ยวกับงานของ Prof. Al Roth นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2012 จาก podcast ที่ฟังมาทั้งปี 2017 คิดว่าน่าจะหลายสิบ episodes อยู่ ขอยกให้เป็นเรื่องที่ชอบที่สุด


ถ้านึกถึงตลาดทั่วๆ ไป แน่นอนว่าเราใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า Prof. Roth ได้กล่าวในรายการว่า เงินเป็นการคิดค้นด้าน market-design ที่ยิ่งใหญ่มาก หากลองจินตนาการว่าโลกนี้ไม่มีเงิน และสมมุติว่าเราปลูกกล้วย แล้วเกิดไม่สบาย ต้องการยารักษา เราต้องไปตามหาร้านขายยาที่กำลังต้องการกล้วยพอดี จึงจะได้ยาที่เราต้องการ โดยการนำกล้วยไปแลก หรือที่เรียกเท่ห์ๆ ว่า “double coincidence of wants” ซึ่งชีวิตก็ยากลำบากน่าดู แต่เงินทำให้หน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในตลาดปัจจุบัน เรานำเงินไปที่ได้จากการขายกล้วยไปแลกยาจากร้านยาที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องสนใจว่าเจ้าของร้านยามีความต้องการอะไรอยู่ แต่งานของ Prof. Roth ไม่ได้เกี่ยวกับตลาดทั่วๆ ไปในแบบที่กล่าวมา

Prof. Roth ศึกษาเกี่ยวกับ “Matching market” หรือตลาดที่เงินไม่ใช่ปัจจัยเดียวของตลาด (markets where prices don’t do all the work) เช่น การเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งเงินค่าเทอมเป็นแค่เงื่อนไขขั้นต้นเท่านั้น หรือในกรณีสุดขั้วที่เงินไม่สามารถมีบทบาทในตลาดเลย เช่น “ตลาดการแลกเปลี่ยนไต”

ที่อเมริกา (และไทย) การขายไตเป็นเรื่องผิดกฎหมาย (ดังนั้นมุกขายไตแลก iPhone X ทำจริงไม่ได้นะ ฮาๆ) ไตที่ใช้ในการปลูกถ่ายมาจากการบริจาคเป็นหลัก ส่วนใหญ่แล้วการบริจาคมักมาจากคู่รักของผู้รับบริจาค เช่น คู่สามี-ภรรยา แต่มีปัจจัยที่น่าสนใจอย่างนึงคือ ถ้าคู่สามี-ภรรยามีลูกด้วยกันแล้ว โอกาสที่ภรรยาจะรับไตจากสามีลดลงจาก 50% เหลือ 30% เพราะการมีลูกทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของแม่เคยเจอกับโปรตีนของพ่อและได้สร้าง antibody ไปแล้ว หรือบางคู่ก็มีหมู่เลือดที่ไม่เข้ากัน

Non-directed kidney donation. ครอบครัว A มอบไตให้ครอบครัว B, ครอบครัว B ให้ C, ครอบครัว C ให้ D, และ D ให้ A ทำให้เกิดห่วงโซ่การบริจาคขนาดใหญ่

Paired Kidney Exchange Program จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยในการเพิ่มโอกาสให้กับผู้รอรับไต โดยอาศัยการแลกเปลี่ยนไตเป็นทอดๆ เช่น นาง A ต้องการเปลี่ยนไต นาย A ซึ่งเป็นสามีที่ดีของนาง A ต้องการบริจาคไตข้างหนึ่งให้นาง A แต่นาง A รับไตของสามีไม่ได้ (เพราะนาง A มี pre-formed antibody ที่ต่อต้านโปรตีนของสามีแล้ว) ดังนั้นนาย A จะเข้าร่วมโปรแกรมแลกเปลี่ยนไตนี้ในฐานะ paired-donor ของนาง A หากโชคดี วันหนึ่งครอบครัว B ซึ่งมี paired-donor ที่มอบไตให้กับนาง A ได้ มาเข้าร่วมโปรแกรมและไตของนาย A ช่วยผู้ป่วยของครอบครัว B ได้ ทั้งสองครอบครัวก็แลกเปลี่ยนไตกัน win-win ทั้งคู่ กรณีนี้เป็นแค่ตัวอย่างง่ายๆ ที่เกิดขึ้นได้ บางครั้งการจับคู่อาจจะซับซ้อนขึ้น เช่น ครอบครัว A ให้ B, ครอบครัว B ให้ C, ครอบครัว C ให้ D, และ D ให้ A ทำให้เกิดห่วงโซ่การบริจาคขนาดใหญ่ ไม่จำกัดแค่การบริจาคให้กันโดยตรง ช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเจอไตที่เข้ากันให้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐ เคยเกิดห่วงโซ่การแลกเปลี่ยนไตจำนวน 68 ชิ้นมาแล้ว

ข่าวจาก ABC News เกี่ยวกับห่วงโซ่การแลกเปลี่ยนไตขนาดใหญ่ในอเมริกา (เลื่อนไปนาที 1:12 ถ้า VDO กระตุก)

งานวิจัยของ Prof. Roth ช่วยทำให้ Market matching ของไตเกิดขึ้นได้ จากงานวิจัยทางเศรฐศาสตร์ สู่ระบบแลกเปลี่ยนไตที่สามารถช่วยชีวิตคนได้มากมาย ไม่รู้ว่าที่ไทยมีโปรแกรมแลกเปลี่ยนไตแบบนี้รึเปล่า ถ้าไม่มี สนใจอยากทำเหมือนกันนะ

อีกจุดหนึ่งที่สะกิดใจใน podcast episode นี้คือ ช่วงแรกที่ Prof. Roth เริ่มทำวิจัยเรื่องนี้ อาจารย์เขาใช้ toy model เป็นตลาดการซื้อขายบ้านที่ไม่สามารถใช้เงินได้ ซึ่งแน่นอนเวลาไปสอนนักเรียน นักเรียนก็มักจะบอกว่ามันไม่ make sense เลย เพราะปกติเราใช้เงินซื้อบ้านกัน แต่ใครจะไปคิด วันหนึ่งงานวิจัยบน toy model จะสามารถช่วยคนได้จำนวนมาก เรื่องนี้ทำให้นึกถึงบทสนทนาของ Faraday หลังจากเขาได้สาธิตการทดลองหนึ่งให้นายกรัฐมนตรีดู

นายกรัฐมนตรี: What good is it ? (ประโยชน์ของงานนี้คืออะไร ?)
Faraday: What good is a new-born baby ? (ประโยชน์ของเด็กแรกเกิดคืออะไร ?)

ใครสนใจเนื้อหาแบบละเอียด ลองไปฟังต้นฉบับที่รายการ Freakonomics ผ่าน app podcast ใน iPhone หรือหน้าเว็บของรายการ ครับ