แสวงบุญที่ Manchester

เพิ่งจะมาคิดทบทวนย้อนหลังว่า แมนเชสเตอร์ คือเมืองแรกและเมืองสุดท้ายในอังกฤษที่เราไปเที่ยวคนเดียว ใช่…เมืองแรก เราไปในวันที่พูดภาษาอังกฤษได้แบบงูๆปลาๆและยังไม่รู้ว่าสำเนียงแมนคูเนียนมันต่างกับสำเนียงยอร์กเชียร์ในระดับหน้ามือกับหลังเท้า ต้องขอบคุณระบบการขนส่งมวลชนของประเทศอังกฤษเมื่อสิบปีที่แล้ว ที่มีข้อมูลทุกอย่างว่ารถออกจากเมืองกี่โมง ถึงแมนเชสเตอร์กี่โมง ถึงแล้วต้องเดินไปกี่เมตรเพื่อขึ้นรถสายไหน นั่งไปกี่สถานีแล้วเดินอีกกี่ป้ายถึงจะถึงจุดหมายปลายทาง ข้อมูลทั้งหมดที่อ่านจากอินเตอร์เน็ตทำให้เราตัดสินใจจัดทริปแสวงบุญไปเมืองแมนเชสเตอร์คนเดียว เดี่ยวๆอะโลน

ว่ากันว่าเมื่อเราไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เราจะเริ่มมองหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ถ้าอยู่เมืองไทยก็คงวิ่งแจ้นไปทำบุญใส่บาตร ปล่อยนกปล่อยปลา แต่ถ้าอยู่ต่างบ้านต่างเมืองจะทำยังไง? ตื่นตอนเช้าเดินดุ่มๆไปตลาดก็ไม่มีพระนั่งรอรับบิณฑบาตเป็นแน่แท้ เราเลยตัดสินใจหาข้อมูลว่ามีวัดไทยใกล้ๆที่ไหนบ้าง อยากจะไปทำบุญอุทิศส่วนกุศล แล้วก็พบว่าที่แมนเชสเตอร์มีวัดไทยอยู่สองวัด เป็นวัดพุทธไทยหนึ่งวัด และวัดในเครือธรรมกายหนึ่งวัด เราหาข้อมูลและตกลงใจจะไปวัดไทย ในการเดินทางครั้งนั้น ทำให้เรารับรู้และเชื่อในพลังของความศรัทธาว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหน

เราไปถึงเมืองแมนเชสเตอร์ประมาณเก้าโมง จากข้อมูลในอินเตอร์เน็ตบอกเราว่าให้ไปต่อรถเมล์ ณ พิคคาดิลลี่ การ์เด้น ( Piccadilly Gardens) ซึ่งคล้ายๆจะเป็นจัตุรัสกลางเมือง มีสวนสีเขียว ห้างร้านแบรนด์ดังๆ และศูนย์รวมป้ายรถเมล์เพื่อจะออกไปยังนอกเมืองสายต่างๆ ด้วยความเด๋อด๋าของเรา เราก็เดินวนหาป้ายรถเมล์ที่จะต่อไปยังวัดไทย ก็ได้แต่เดินวนไปมา เมื่อหาป้ายไม่เจอก็ถามลุงตำรวจแถวๆนั้นเพื่อความไม่ประมาท ก็จดชื่อป้ายและสายรถเมล์ให้ลุงดู ซึ่งลุงก็น่ารักมาก ชี้จุดขึ้นรถเมล์ให้ เราก็แอบคิดว่าด้วยพลังแรงบุญศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้เมื่อเราขึ้นรถเมล์ เราก็ได้เจอกับผู้หญิงผิวคล้ำ หน้าตาแบบที่คุ้นเคย แบบที่สามารถพบเจอได้มาแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ เราเลยตัดสินใจถามไปว่าเป็นคนไทยใช่ไหม และเมื่อพี่สาวคนนั้นตอบว่าใช่ เราเลยบอกว่าเราอยากจะไปวัดไทย พี่คนนั้นก็แสนดี ชี้จุดให้กับเราว่าต้องลงป้ายไหน และต้องเดินต่อเข้าหมู่บ้านไปอย่างไร ในที่สุดเราก็ได้เจอวัดไทย ที่ต้องยอมรับว่าเมื่อเจอครั้งแรกก็ได้แต่ถามตัวเองว่า นี่วัดจริงๆหรือ?

เมื่อเราไปถึงวัด ก็เลยเวลาเพลไปแล้ว เราพลาดที่จะได้ถวายภัตตาหาร (อ้อ..เราแวะซื้อน้ำผลไม้กล่องไปสองกล่องด้วยเพื่อเตรียมถวายพระ) และวันนี้เราก็ได้รู้ซึ้งถึงความหมายของสุภาษิตไทยที่ว่า ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ เมื่อหลวงพี่เจ้าอาวาสเห็นเราเด๋อด๋าเข้ามา ก็บอกให้เราไปหาอะไรกินในครัวก่อน แล้วค่อยมาพูดกัน วันนั้นมีเจ้าของร้านอาหารไทยมาถวายเพล ทำให้มีอาหารส่วนหนึ่งที่เหลือจากพระเหลือเก็บในครัว ซึ่งเราก็ไม่ขัดศรัทธาหลวงพี่ เก็บกวาดอาหารไม่เหลือซาก ในเวลานั้น เวลาที่ยังทำอาหารไทยไม่เป็น เวลาที่การไปซื้อของที่ร้านซุปเปอร์ไทย แล้วยังคิดแลกเปลี่ยนหน่วยเงินมาเป็นเงินบาท การได้กินอาหารไทยรสชาติเหมือนเมืองอยู่เมืองไทยนั้น ไม่ใช่นิพพานก็ใกล้เคียง

สรุปว่าวันนั้นเราได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คุณยายที่เพิ่งเสียไปก่อนเราเดินทาง 6 เดือน เราได้เข้าคอร์สนั่งสมาธิ ซึ่งตอนแรกเราบอกหลวงพี่ว่าเรานั่งสมาธิไม่เป็น หลวงพี่ก็สอนแล้วก็นั่งไปพร้อมๆกับเรา ด้วยความที่เรายังไม่เข้าสมาธิ เราแอบเปิดตา แล้วก็แอบเห็นว่าพระก็นั่งสมาธิโงกเงกไปมาเหมือนกันแฮะ ^^

เรากลับจากวัดต่อรถเมล์สายเดิมไปพิคคาดิลลี่การ์เด้นอีกครั้งเพื่อต่อรถไฟกลับเมือง สุดท้ายสิ่งที่ได้จากการไปวัดครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่าถ้าหากขาดซึ่งศรัทธาเสียแล้ว สิ่งต่างๆก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ

และนี่ก็คือการเดินทางคนเดียวครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเราพบว่าหากหาข้อมูลและเตรียมการดีๆแล้ว เราแทบจะไม่ต้องพูดคุย สนทนากับชาวเมืองท้องถิ่นเลย ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างมีในอินเตอร์เน็ต ยิ่งตารางรถแทบจะละเอียดถึงระดับวินาที(ถึงแม้จะมีดีเลย์บ้างก็เถอะ) และระบบป้ายที่เยี่ยมยอด ทำให้เรากล้าที่จะเดินทางคนเดียวในหลายๆครั้งต่อมา

PS.1 ยังขุดหารูปวัดไม่เจอ แปะไว้ก่อนแล้วกัน

PS.2 ปัจจุบัน เมืองที่เราอยู่มีวัดไทยแล้ว 2 วัด วัดแรกเปิดในปีที่เรากลับเมืองไทย ได้เคยไปช่วยงานตอนเริ่มเปิดวัดอยู่บ้าง ส่วนวัดที่สองตอนเรากลับยังเพิ่งจะซื้อที่ดินและตึกได้เลยไม่เคยได้ไปชม