เวียดนามในโลกเงียบ

ผมเป็นคนหูหนวกเนื่องจากติดเชื้อไวรัสเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จากโลกสดชื่นๆ ทำให้งโลกทั้งใบอยู่ในความเงียบทันที เฮ้ออ เพราะฉะนั้นรีวิวนี้ เน้นตามอารมณ์ ความรู้สึกผมที่ได้ไปสัมผัส บางอย่างก็ข้ามๆไปเพราะมันไม่มีอะไรเลย แบบจุดจอดให้ซื้อของตามร้านที่ดีลกับทัวร์ ไม่เน้นข้อมูลรายละเอียดทั้งเงิน ทั้งท่องเที่ยวอะไรสักเท่าไรนะครับ เพราะผมฟังไกด์พูดไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆๆ เอาน่าา
จะไปคนเดียวแต่ก็กลัวหลงๆ เลยไปดูในกลุ่มหาเพื่อนเที่ยว ว่าจะมีใครอยากไปตรงกับเรามั้ย ก็ได้เจอเพื่อนคนหนึ่ง ระหว่างทริปก็เจออีกหลายคนเลยครับ
นี่ไปกัน 4 วัน 3 คืนนะ
• วันแรก โฮจิมินห์ > ดาลัด (นอนบนรถนอนตอนกลางคืน)
• วันที่สอง นอนที่ดาลัด (นอนโฮสเทล)
• วันที่สาม มุยเน่ > โฮจิมินห์ (นอนบนรถนอนตอนกลางคืน ละมานอนที่โฮสเทลต่อถึงเช้า)
• วันที่สี่ เดินเล่นในโฮจิมินห์ และเดินทางกลับไทยตอน 2 ทุ่ม

เลือกบินกับ Nokair กรุงเทพฯ-โฮจิมินห์ ราคาตั๋วคิดว่าแพงอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ได้ซื้อล่วงหน้า แบบใจจะไปก็กดจองตั๋วซื้อไปเลย
ละก็แลกเงินไป 5,000 บาท ไปเป็น USD ละค่อยไปแลกเป็นเงิน VND ที่สนามบินเวียดนามอีกทีครับ

เครื่องออก 07:35 ถึงโฮจิมินห์ 9:15 นะครับ เวลาเท่าไทยเราไม่ต้องห่วง
ลงจากเครื่องก็เดินไป ตม. อื้อหือ คนเยอะมากๆครับ คนไทยทั้งนั้นอะแหละ เรามีเพื่อนแล้ว
ผ่านออกจาก ตม. ไปหน้าสนามบินจากที่อ่านรีวิวมา ออกมาปุ๊ป หันไปทางขวาจะเจอรถ 152 จอดรออยู่ ก็เจอจริงๆครับ พรหมลิขิต?
ที่นี่อากาศร้อนเหมือนไทยเลยครับ เหงื่อหยดแหมะๆๆ ไปลงตลาด Ben Thanh ราคา 5,000 VND กระเป๋าผมก็แบคแพกธรรมดานะ แต่ไหงโดนเก็บ 10,000 VND ก็ไม่รู้

เราก็นั่งเข้าเมืองกันครับไปลงที่ตลาดเบนถัน (Ben Thanh) หลงๆอยู่เลยอาศัย Google maps ผมว่ามี app นี้เป๊ะมากเลยนะ นำทางถูกเป๊ะ
ที่นี่ของกินเยอะมากมาย ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นจตุจักร ขายของเครื่องใช้ ของฝากเพียบ
อีกครึ่งนึงเป็นตลาด อตก เดินหลงไปนะคุณ แม่ค้าจะรีบพุ่งเข้ามา ทานร้านชั้นไหมจ้าาา ร้านนี้เลยจ้าา แล้วเราก็ตกเป็นเหยื่อร้านหนึ่ง! สั่งเฝอ ราคาหลายหมื่น VND อยู่เท่าไรผมจำไม่ได้ แพงอยู่เหมือนกันอ่ะ รสชาติก็ปกติดีครับ เฉยๆมากเลย หวังไว้เยอะไรงี้ อ่ะหน้าตามื้อแรกในเวียดนามของผม


เดินดุ่ยๆไป Vietsea เพื่อจองรถนอนไปดาลัด กับมุยเน่ ไว้ล่วงหน้าครับ พอเสร็จอะไรเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาเที่ยวละน้า
เริ่มแรกเลยไปที่ โบสถ์ Notre Dame Cathedral ตัวโบสถ์ใหญ่มาก ด้านหน้ามีรูปปั้นพระแม่มารี งดงามมากๆครับ ผมไม่ได้เข้าข้างในนะครับ เนื่องจากตอนไปเค้ายังไม่เปิดให้เข้าครับ


เสร็จแล้วก็เดินข้ามถนนมาไปรษณีย์กลาง มีโปสการ์ดสวยๆ ของฝากกุ๊กกิ๊กเยอะเลยครับ น่ารักดี แต่แอบแพงนิดนึง ซื้อข้างนอกจะถูกกว่าสักหน่อย
ไปรษณีย์ผมว่าสวยมากเลย ออกแบบตกแต่ง กับสร้างเก่งมากๆครับ


ต่อๆ เดินยาวไปที่ศาลาว่าการโฮจินมินห์ครับ อยู่ใจกลางเมืองเลยครับ มาดูโดยรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ กันครับ ด้านหลังเป็นศาลาว่าการเมือง สร้างสวยอีกละ เก่งจริงๆครับที่นี่

แล้วก็เดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปครับ ดูนี่นู่นนั่นตามภาษาคนไม่เคยมา แบบว่าเห่ออะ สวนสาธารณะที่นี่มีแต่คนมาออกกำลังกาย กล้ามล่ำๆทั้งนั้น สาวๆน่าจะชอบ ขนาดผมยังชอบเลย >///< ไม่ใช่ละ
เดี่ยวหาไรกินก่อน พอถึงเวลาค่ำแล้ว ก็มารอรถบัส รถมาก็รับไปขึ้นรถนอนที่อู่อีกแห่ง ละก็ไปดาลัดกัน
จะบอกว่ารถนอนแต่ก็ไม่ได้นอน ผมได้นอนชั้นสอง ไฟแบบดิสโก้มากติ๊ดชึ่งๆ แต่สักพักก็ปิดไฟ นึกว่าจะได้เต้นกันซะแล้ว ระหว่างทางนี่สะเทือน เหวี่ยงๆ เอียงซ้ายขวา ใจหายใจคว่ำ ใครเมารถเตรียมยาให้พร้อม รถนอนคันนี้ฆ่าคุณแน่นวลลล

ถึงดาลัดประมาณ 05:30 ลงจากรถนอนมา ลมพัดใส่หน้าป๊าปๆๆ อื้อหือ หนาวมากอะ อากาศคนละเรื่องกับโฮจิมินห์เลยครับ

รอให้น้ำแข็งเกาะตัวแปปนึง แล้วรถก็มารับไปส่งที่โฮสเทลในตัวเมืองครับ บรรยากาศที่นี่ตอนเช้า ให้อารมณ์เหงาดีครับ เมืองสงบๆ ไม่ค่อยพลุกพล่านแบบโฮจิมินห์ แง เหงาา


เอาของมาเก็บแล้วที่โฮส เราก็เดินไปหาอะไรกิน ระหว่างรอทัวร์ดาลัดที่จองไว้มารับครับ

อันนี้เป็นเฝอรวมมิตร รสชาติเหมือนต้มเลือดบ้านเราเลย แทบทุกเมนูของเค้าต้องมีผักสด อร่อยดีๆ

แล้วรถทัวร์ที่นัดไว้ก็มารับครับ ไกด์ น่ารักดี กันเองมากๆครับ เฮฮา เล่าเรื่องหลายอย่างเลยครับ (ผมฟังไม่รู้เรื่อง) ส่วนลุงคนขับรถหน้าเข้มๆ แนวคนอินเดียสายชิลล์
รอบแรกพามาที่ โบสถ์คริสต์ที่ดาลัด Dalat Cathedral เป็นโบสถ์สไตล์โรมัน ใช้เวลาสร้างถึง 11 ปีเลยทีเดียว ดูยิ่งใหญ่ คุ้มค่ามากๆ มีคู่นึงมาถ่าย Pre Wedding ด้วย เจ้าบ่าวก็หล่อ เจ้าสาวก็สวย น่าอิจฉาจริงๆ ฮือออออ


ต่อกันที่บ้านศิลปะ บ้านเล็กๆ แต่ความสามารถไม่เล็ก เป็นงานแสดงผ้าปักด้วยมือทั้งหลังเลยครับ สวยงามมาก ฝีมือระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว





หลังจากเดินชมกันทั่วแล้ว ด้านหน้ามีขายผักผลไม้สดจากแม่ค้า วางแบกับพื้นให้เลือกชิม เลือกซื้อกันได้เลยนะครับ

ต่อๆเลยมาที่เขาโรบิน มานั่งกระเช้าลอยฟ้ากันเถอะ ใครกลัวความสูงอาจจะมีสั่นบ้าง เพราะมันสูงมาก ตกลงไปนี่ไม่น่ารอดแน่นอน ตายแน่ๆ
ได้มองวิวแบบพาโนรามาเลยครับ ลมเย็นๆ พัดมาเรื่อยๆ เพลินดีนะ แต่กระจกกระเช้าไม่ค่อยใสครับ มีคนมือบอนขีดเขียนนู่นนี่ อย่างกระเช้าผมมีรอยขีดกระเช้าเป็นคำว่า S.O.S รู้สึกถึงลางร้ายป่ะ แต่ก็รอดมาได้อย่างปลอดภัย อะดีใจอ่ะ 555 ได้เหยียบพื้นอีกครั้ง



ลงกระเช้าอะไรเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาไปต่อที่ วัดตั๊กลัม ครับ
เป็นวัดพุทธในนิกายเซน แบบญี่ปุ่น สร้างได้สวยมากครับ อีกอย่างมีแมงมุมเต็มไปหมดเลยระหว่างต้นสนใหญ่ๆ ใครกลัวแมงมุม เดินห่างๆหน่อยก็ดีนะครับ เพราะผมเดินผ่านใยแมงมุมเต็มหน้าเลยครับ ตกใจสุดๆ คือแหงนขึ้นไปนี่รังแมงมุมทั้งนั้น ยึ๋ยยๆๆ




ที่นี่คนมาทำบุญเยอะพอสมควรครับ แต่ก็สงบร่มรื่น มีแปลงดอกไม้สวยๆเต็มไปหมดเลย ส่วนมากมากันเป็นครอบครัวครับ ดูอบอุ่นดี


ไหว้พระเสร็จแล้ว เรามาที่น้ำตกดาลันตาครับ ไฮไลท์ของที่นี่คือเล่น Roller Coaster จากบนเขา ลงไปที่น้ำตกครับ มันส์ดีจริงๆครับ พอมาด้านล่างเราก็จะพบกับน้ำตก ถ่ายรูปไรให้เพลินๆ ชมวิวสักแปป ก็กลับขึ้นไปครับ เป็น Roller Coaster เหมือนเดิม แต่คราวนี้เค้าจะดึงเราไปด้านบน เราแค่นั่งเฉยๆ ไม่ต้องทำไรครับ
อ่ะไปไหนต่อมาที่ Valley of Love ครับ เป็นสวนมีดอกไม้ ป่า ตกแต่งด้วยรูปปั้นตามจุดต่างๆ บางมุมก็สวยดี กว้างมาก แต่ดูไม่ค่อยมีอะไรครับที่นี่ เก่าๆ ร้างแปลกๆครับ หรือเพราะไม่มีคู่มาด้วยก็ไม่รู้นะ อคติไรงี้ หลังจากโดนไกด์ทิ้งที่นี่น๊านนาน ก็ได้ไปต่อกันสักทีครับ



สุดท้ายของทัวร์ได้พามาที่ Statue Of Golden Buddha เป็นวัดเล็กๆที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากๆครับ รอบๆภายในบริเวณวัดก็มีรูปปั้น เกี่ยวกับศาสนาพอสมควรครับ ไหว้ขอพรกันก่อนกลับที่พัก ชีวีจะได้สดใส


หลังจากกลับมาที่พักแล้วก็นั่งๆนอนๆพักผ่อนให้หายเหนื่อย รอช่วงค่ำจะไปตลาดดาลัดตอนกลางคืนกันครับ
ก่อนไปตลาดแวะไปหาอาหารเวียดนามทานกัน มีพี่พาไป จานนี้เรียก Bun Cha (บุ๋มจ่า) อร่อยมากอ่ะ

ละก็เดินมาตลาด ที่นี่ถ้าจะพูดก็เหมือนกับถนนคนเดินเชียงใหม่เลย อากาศก็ใช่ เย็นสบาย มีของขายเยอะแยะไปหมด ทั้งของฝากของกิน ที่นี่ต้องต่อราคาด้วยนะ ไม่งั้นช๊อต ผมได้พี่ที่เจอตอนมาเที่ยวที่นี่ช่วยต่อราคาให้ ต่อเก่งมาก ลดไปแบบครึ่งต่อครึ่ง โอ้โห้ ถ้ามาคนเดียวคงต่อไม่ได้มากขนาดนี้เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง
ช๊อปอะไรเสร็จแล้วแวะดื่มน้ำเต้าหู้กัน ที่นี่ดื่มน้ำเต้าหู้กับขนมปังอะครับ พวกแยมโรล เค้กนิ่มๆ แต่บ้านเราดื่มกับปาท่องโก๋ ไม่ก็ใส่เครื่องไรงี้เนอะ รสชาติอร่อยดีครับ ร้านนี้หวานไปหน่อยนึงครับ

ป่ะเหนื่อยยัง หมดวันแล้วได้เวลากลับไปนอนกันครับ เตรียมพร้อมพรุ่งนี้จะไปมุยเน่

ตื่นมาก็อาบน้ำแปรงฟัน ไปทานมื้อเช้าหน้าที่พักครับ สั่งไข่กะทะกับขนมปังฝรั่งเศษ อร่อยมากอ่า ขนมปังคือดี

ทานเสร็จ รถก็มารับพอดี ป่ะไปมุยเน่กันเลยยยย

จะบอกว่าดาลัดหนาวใช่มะ มุยเน่ ร้อนมากครับ แบบอากาศเปลี่ยนไวเกิน


ที่แรกเราไปคือ แกรนด์แคนยอนเวียดนาม
คนขับปล่อยเราให้ลงไปเดินเล่น มันเป็นทางตรงอะครับ เข้าไปลึกมาก คนขับแบบว่าเอ็งพอใจละก็ค่อยเดินย้อนกลับมาละกัน
ที่นี่มีแต่หินกับหินแล้วก็หินครับ ไม่มีไรมากกว่านั้น ทางเดินก็ต้องระวังๆตัวด้วยนะครับ เพราะมันมองยาก น้ำมันเป็นสีแดงจากทราย ผมได้แผลมาบะเริ่มที่ข้อเท้า โดนหินบาด เพราะเดินอยู่ดีๆ ขาข้างนึง พรวดตุ๋มลงไปเลย มันเป็นรูโบ๋อะ ใจจะวาย ฝรั่งที่เดินข้างๆก็ตกใจ 555 are you ok? ท่องไว้ “ลูกผู้ชาย ต้องมีแผลเป็น”


เบื่อแล้วก็เดินกลับไปที่รถกันครับ แวะทางผ่านให้ไปถ่ายรูปแปปเดียว แค่จอดริมทาง หมู่บ้านชาวประมงครับ จะออกไปแตะขอบฟ้า สุดท้ายแม้โชคชะตาไม่เข้าใจ อารมณ์คนที่ฟังเพลงน่าจะประมาณนี้นะ


แล้วเราก็ตรงไปที่พีคของวันนี้ ทะเลทราย นั่นเอง ตอนแรกก็คิดว่าคงไม่มีอะไรมากมั้ง พอไปแล้วโอ้โห สวยมาก แบบนี่ผมอยู่อีกโลกนึงใช่ไหมเนี่ย
ที่นี่แดดร้อนสุดๆ สาวคนไหนห่วงผิวสวยๆ อย่าลืมทาครีมกันแดดมานะครับ รับรองไม่เหลือ อีกอย่างลมแรงมากจริงๆ พัดทรายเข้าหน้า หาแว่นกันแดดใส่ไว้ด้วยครับ ตาจะได้ไม่อักเสบ

ก่อนอื่นก็ไปเช่ารถอีกรอบนึงนะครับ เพื่อที่จะเข้าไปในเขตทะเลทราย มีให้ขับเอง ATV อะไรงี้ด้วยครับ
เราเลือกเหมารถกัน ขับได้กระชากมาก อย่างกับเล่นรถไฟเหาะ ขึ้นๆลงๆ อะโค้งซ้าย โค้งขวา ประมาณนี้ ตามสันทราย




อยู่ที่นี่นานมากๆครับ ไม่เบื่อเลยอะ ชอบจริงๆ อ่าวถึงเวลากลับแล้ว ขากลับคนขับก็แวะพาไปเนินทรายอีกที่หนึ่งครับ ไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก อะไรประมาณนี้ อันนี้ต้องเดินเข้าไปเองนะ โห จะบอกว่าเมื่อยมากอะ เดินแล้วทรายดูดยวบๆ บวกกับข้อเท้าที่เป็นแผลของผมเมื่อเย็น หู้ยแสบจริงๆคุณ

หลังจากนี้ก็หมดวันแล้วครับ เดินทางกลับไปที่บริษัทขายทัวร์ มีร้านขายอาหารทะเลสดๆตรงข้ามพอดีเลย คือเจ้าของเดียวกันประมาณนั้นแหละ อวยกันเองสุดๆ 555 แต่เค้าไม่ได้โม้นะ มันอร่อยจริงๆอะแหละ ร้านนี้มีให้เลือกแบบทั้งเป็นทั้งตายครับ ผมเลือกแบบตายแล้ว ไม่อยากไปชี้ๆเอาตัวนี้ ดูหน้ากุ้งในตู้ดิ้ ร้องไห้ละมั้ง คือสงสารมัน อ่อนแอก็แพ้ไป ไรงี้มันไม่ใช่ แต่แบบตายแล้วก็ยังสดนะครับ กุ้ง หมึก ปลาเนื้อเด้งๆเลย แหล่มแท้ สายกินคอนเฟิร์มมม

มื้อนี้ไปกันหลายคนเลยครับ หารกันเยอะ เลยไม่แพงเท่าไร แต่ถ้าคนเดียวคงอ่วมแน่นอน
มาดูกันดีกว่าว่าเรากินอะไรกันมั่ง






โอยอิ่มมากครับ เป็นมื้อในมุยเน่ที่อร่อยมากๆเลย
พักให้หายอิ่มแปป ละก็มาอาบน้ำ น้ำเย็นสะท้านใจมากครับที่นี่ มานั่งชาร์จแบต รอรถนอนมารับครับ เวลาที่รอน่าจะประมาณ 3–4 ทุ่ม … รถนอนมาเลทมากล่อไป ตี 1 ครึ่ง โอ้โห เพราะบริษัททัวร์ ร้านอะไรต่อมิอะไรก็ปิดหมดแล้ว ต้องมานั่งตากยุงรอข้างนอกร้านเป็นชั่วโมงๆ
ข้ามตรงนี้ไปเลยละกันเนอะ เพราะผมหลับสนิทจริงๆ บนรถนอนรอบนี้ แบบงงๆอยู่ๆรถเปิดไฟ อ้าว ถึงแล้ว โฮจิมินห์ วันนี้ต้องกลับแล้วครับ เราเลยเดินไปที่โฮสที่จองไว้ในตรอก มีของกินเพียบเลย แต่ตอนนั้นสติยังไม่มาด้วย เดินมึนๆไป เข้าที่พัก มานอน ตื่นอีกทีประมาณ 9 โมงครับ ละไปอาบน้ำ

ออกไปหาอะไรทาน เฝอ อีกแล้วครับ พี่กับเพื่อนเดินมาส่ง เพราะพวกเค้าจะไปดื่มกาแฟกัน ผมไม่ดื่มกาแฟอ่า เลยแยกมาคนเดียว เฝอร้านนี้ริมถนน แบบอร่อยล้ำมากครับ ไม่รู้ทำจากอะไร น้ำซุปนี่ยกซดได้เลยนะถ้าไม่อายใคร แค่ 10,000 VND เท่านั้น เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในเวียดนามอ่ะ บอกเลย คนขายใจดีด้วย เป็นมิตรกันทั้งร้านอ่ะ 5555

พี่ๆเพื่อนๆเค้านั่งดื่มกาแฟกัน กับจะไปไหนกันอีกก็ไม่รู้ ผมเลยขอแยกตัว เพราะผมอยากไปพิพิธภัณฑ์ครับไหนๆมาทั้งที ต้องได้ความรู้กลับไปใช่ป่ะ
เริ่มเลย พิพิธภัณฑ์เมืองโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City Museum) บอกเล่าเกี่ยวกับความเป็นมาของเมืองครับ มีความรู้เยอะดี แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษกำกับ เลยดูได้แต่ภาพ กับของที่นำมาแสดง เจ๋งๆทั้งนั้นเลย ค่าเข้า 15,000 VND ไม่แพงเลย






กำลังดูๆอยู่ฝนตก แบบงงๆ เลยนั่งรอข้างในจนฝนหยุด ละก็เดินไปพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)
เดินไกลมากครับ ระหว่างทางอันตรายมาก อยู่ๆมีคนขายมะพร้าว ทำท่าบอกให้ถ่ายรูปผมสิ้ อ่ะ ขอมาก็จัดให้ เสร็จแล้วพี่แกหยิบมีดเคาะมะพร้าว ต้องรีบตะโกนปฏิเสธแล้วเผ่นนะครับ เพราะมันแพงมาก
แก๊งลุงๆหลายคนก็ คัมมอนๆมานั่งซ้อนมอเตอไซค์ลุงมั้ย ไรงี้ ลุงชวนเป็นว่าเล่น ขี่ตามมาตลอด รึลุงตกหลุมรักผมซะแล้ว? พรหมลิขิตแบบรถเมล์ 152 มันก็ไม่ใช่ จริงๆมันก็น่ากลัวอะเพราะผมหูหนวก ไม่ได้ยินไร เจอไรก็ต้อง ลุงno ลุงno ลุงno ลุงงงงnooooooo

ตึก Stark Industry ไม่ใช่ละ Bitexco ต่างหากครับ ขึ้นไปถ่ายรูปมุมสูงของเมืองได้ครับ แต่ผมไม่ได้ขึ้นไป เดี่ยวเวลาไม่ทัน
แล้วเราก็วาร์ปมาถึง หลังจากเดินตากแดด หลบมอเตอไซค์ เหงื่อแตกมาเกือบ 20 นาที อะไรจะลงทุนขนาดนั้น ห้ะ ยังไม่เปิด!! เปิดบ่ายยย ผมก็เลยไปนั่งดูเค้าตกปลากันครับ ตกได้กันหลายคนเลย ปลาตัวเล็กๆ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีภาพ เพราะว่าไม่อยากหยิบมือถือออกมาใช้ แบบอยู่ใต้สะพาน มีแต่คนจรจัดนอน น่ากลัวเหมือนกันครับ

รอจนพิพิธภัณฑ์เปิดเราก็เข้าไปกันครับ ที่นี่มีแต่ประวัติลุงโฮครับ ว่าเป็นมายังไง อะไรงี้ ที่สำคัญแทบทั้งหมดเป็นภาษาเวียดนาม น้ำตาจะไหล เดินมาเป็นกิโล เพื่อมาอ่านภาษาที่เราไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นไร ถ่ายรูปไว้ ค่อยแปลกับ Google Translate เหมือนว่าพิพิธภัณฑ์ที่นี่เค้าไม่ค่อยเปิดให้คนต่างชาติสักเท่าไรครับ



ละไงต่อ เสร็จแล้วก็เดินกลับครับ เดินยาวเหมือนเดิม ลุงมอไซค์ก็มาทักทายกันเหมือนเดิม แหม่ ก่อนกลับที่พักไปเก็บของผมหิวๆ เลยแวะ Steet Food Market ข้างๆตลาดตลาดเบนถันครับ เป็นของกินแบบฝรั่งๆ ไปเจอร้านซี่โครง เค้าให้ชิม เออ อร่อยดี เอาไอนี่แหละ


ได้มาแบบเกรียมๆเลย มะเร็งๆๆๆๆๆช๊าน เลยกินเท่าที่กินได้ ก็อร่อยดีนะครับ หมักดีมาก เนื้อนุ่มดี แต่เนื้อน้อยไปหน่อย มีแต่กระดูก กินไม่ทันไร อ่าว หมดละเหลือแต่ข้าว
ละก็เดินกลับไปเก็บของไปรอรถเมล์ 152 เหมือนเดิมแต่อีกฝั่ง เตรียมไปสนามบินขึ้นเครื่องกลับไทยเวลา 20:45 ครับผม ถึงไทยก็ห้าทุ่มกว่าๆ

กลับบ้านกัน บ๊ายบาย เวียดนาม สนุกมากเลยทริปนี้ครับ
จบแล้วครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน
ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ได้มาเจอกันในทริปนี้ครับ
ไว้หาที่เที่ยวใหม่
สวัสดีครับ