รู้จักการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)

สำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ใน 2 นาที

การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นข้อมูลเชิงคุณลักษณะที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ความเชื่อ หรือพฤติกรรมมนุษย์ที่ได้จากการรับรู้ การสังเกตของนักวิจัยที่เข้าไปสัมผัสในเหตุการณ์หรือชุมชน เครื่องมือสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลของการวิจัยคือนักวิจัย ข้อมูลที่ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลขหรือปริมาณ (พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2554, น.19) แต่เป็นข้อมูลเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ ภาพถ่าย คลิปวิดิโอ เกี่ยวกับเรื่องที่ทำการวิจัย

นายเชาวลิตร เนินพรหม ครูช่างเขียนจิตรกรรมฝาผนังไทยประเพณี วัดกก กรุงเทพฯ

นางสุมนมาลย์ เนินพรหม นักอนุรักษ์ อนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังไทยประเพณี วัดกก กรุงเทพ ฯ

การวิจัยเชิงคุณภาพในมุมมอง “สร้างสรรค์นิยม” (Constructivism) นั้นมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา ดังนี้

1. เป็นการวิจัยที่มี สมมติคติในแง่ของธรรมชาติที่เป็นจริง (ontological) ที่เน้นความจริงแบบอัตวิสัย (subjective) เป็นความจริงที่มาจากโลกภายในของบุคคลในการอธิบายปรากฏการณ์รอบตัวผู้นั้น เป็นความจริงที่ตั้งต้นมาจากตัวผู้ศึกษาหรือนักวิจัยที่อยู่ในเหตุการณ์ เป็นความจริงจากมุมมองที่ลุ่มลึกซึ่งงานวิจัยเชิงปริมาณไม่อาจให้ได้แม้ว่าจะมีความพยายามแก้ไขด้วยคำถามปลายเปิด จึงเป็นความจริงที่ไม่สามารถแยกออกจากนักวิจัย นักวิจัยต้อง “เข้าถึง” ความจริงและสร้าง “ความเข้าใจ” (understanding) ในเนื้อหาที่ศึกษาอย่างลุ่มลึกเสมือนมองจากตัวผู้ให้ข้อมูลเอง

2. เป็นการวิจัยที่มี สมมติในแง่ของญานวิทยา (epistemological) แบบสัมพันธภาพ (relativism) เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นในหมู่คนกลุ่มเดียวกัน เป็นความจริงที่อยู่ในใจ ไม่เห็นได้อย่างเด่นชัด (intangible mental constructions) เป็นความจริงที่มีรูปแบบหลากหลาย (the form of multiple) เป็นความจริงเชิงสังคมที่เกิดจากการมีประสบการณ์ร่วมกัน (socially and experientially based) เป็นความจริงในท้องถิ่นหรือความจริงเฉพาะกลุ่มทางสังคมที่มีความหมายเฉพาะโดยธรรมชาติ (local and specific in nature) เป็นความจริงที่แบ่งปันกันเฉพาะปัจเจกบุคลที่อยู่ในสังคมเดียวกันและอาจข้ามวัฒนธรรมก็เป็นได้ จึงไม่ได้เน้นการหาความจริงแบบปฏิฐานนิยม แต่เน้นหาความจริงที่คนในสังคมนั้นคิด เชื่อ และยึดโยงเรื่องราวเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะของสังคมนั้น เป็นความจริงที่เป็นทางเลือกแบบอัตวิสัย จึงเป็นการศึกษาที่มีอคติหรือค่านิยมจากผู้วิจัยต่อเรื่องที่ศึกษาได้ เพราะผู้วิจัยต้อง “เข้าถึง” เรื่องที่ศึกษาอย่างลุ่มลึก

3. เป็นการวิจัยที่มี สมมติคติในแง่ของระเบียบวิธีการ (methodological) เป็นการศึกษาตามหลักอุปนัย คือทยอยสะสมความรู้ที่ก่อตัวจนกำหนดสรุปเป็นรูปแบบขององค์ความรู้เฉพาะ เน้นศึกษาความรู้ความจริงที่คนในกลุ่มนั้นสร้างขึ้น ใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากปฏิสัมพันธ์ พฤติกรรม แล้วบันทึกเป็นเนื้อหาและ/หรือภาพ มุ่งเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก (key informant) ที่มีความรู้ในเรื่องนั้น ไม่ต้องการสร้างข้อสรุปทั่วไปแต่ต้องการสรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์ความจริงเชิงอัตวิสัยที่ได้จากสังคมที่ศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลตามหลักการวิเคราะห์ สังเคราะห์ (สุรพงษ์ โสธนะเสถียร, 2555, น.47 ; Guba & Lincoln as cited in Denzin & Lincoln, 1994, p.105–117)

ตัวอย่างการวิเคราะห์การวิจัยเชิงคุณภาพกับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ได้แก่ การวิจัยเรื่อง “การจัดการความรู้ด้านการจัดการเทคโนโลยีในการอนุรักษ์ การเขียน และการสืบทอดจิตรกรรมฝาผนังไทยประเพณี (ระพีพรรณ ภู่ผกาพันธ์พงษ์ ตัณฑรัตน์, 2562) เป็นการศึกษาด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษาและทฤษฎีฐานราก มุ่งศึกษากระบวนการจัดการความรู้ด้านการจัดการเทคโนโลยีในการอนุรักษ์ การเขียน และการสืบทอดจิตรกรรมฝาผนังไทยประเพณีในโบสถ์วัดกก จากผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ “นายเชาวลิตร เนินพรหม” ครูช่าง “นางสุมนมาลย์ เนินพรหม” นักอนุรักษ์ และลูกศิษย์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์และการบันทึกภาพ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.การจัดการเทคโนโลยีในการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังไทยประเพณีมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมการและการวางแผน การดำเนินการ การวัด ควบคุม ประเมิน และพัฒนาเทคโนโลยี 2.การจัดการเทคโนโลยีในการเขียนจิตรกรรมฝาผนังไทยประเพณีมีทั้งหมด 10 กระบวนการ เช่น การคัดลอกลายออกจากผนัง การเตรียมผนัง การทำพื้น 3.กระบวนการสืบทอดความรู้เป็นการสืบทอดตามแบบโบราณในลักษณะ “ครูกับลูกศิษย์” เน้นการอบรมขัดเกลา การแบ่งปันประสบการณ์ การปฏิบัติตนเป็นเยี่ยงอย่าง การปลูกฝังความคิด ความเชื่อ ค่านิยม บรรทัดฐาน ซึ่งเป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นเฉพาะกลุ่มช่างและนักอนุรักษ์และยึดถือไว้ร่วมกัน

อ้างอิง

พิชิต ฤทธิ์จรูญ, ผศ. ดร. . (2554). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : เฮ้าส์ ออฟ เคอร์มิสท์.

ระพีพรรณ ภู่ผกาพันธ์พงษ์ ตัณฑรัตน์. (2562). การจัดการความรู้ด้านการจัดการเทคโนโลยีในการอนุรักษ์ การเขียน และการสืบทอดจิตรกรรมฝาผนังไทยประเพณี. ดุษฎีนิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา.

สุรพงษ์ โสธนะเสถียร. (2555). หลักและทฤษฎีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ระเบียงทอง.

Guba, E.G. and Lincoln, Y.S. (1994) Competing Paradigms in Qualitative Research. In: Denzin, N.K. and Lincoln, Y.S., Eds., Handbook of Qualitative Research, Sage Publications, Inc., Thousand Oaks,105–117.

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

rapeepan.po@bsru.ac.th