My Trip To Hokkaido — Beppu — Fukuoka 2017

สวัสดีครับ ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวกับครอบครัวและญาติพี่น้องที่ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้ไปงานรับปริญญาของลูกพี่ลูกน้องมาด้วยครับ จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างเชิญติดตามได้เลยครับ

วันที่ 1 : การเดินทางครั้งนี้ผมเดินทางกับสายการบินการบินไทย จากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานชิโตะเซะแห่งใหม่ (新千歳空港, New Chitose Airport) โดยออกเดินทางในเวลาประมาณ 23.50 นาฬิกาของวันที่ 10 มีนาคม 2560

ทิวทัศน์จากบนเครื่องบิน

วันที่ 2 : เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานชิโตะเซะแห่งใหม่ในเวลาประมาณ 8.00 นาฬิกาของวันถัดมาตามเวลาของประเทศญี่ปุ่น จากสนามบินไปยังโรงแรมได้เดินทางโดยรถไฟฟ้า ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงซัปโปโร — เมืองหลวงของจังหวัดฮอกไกโดแล้วครับ

เกี่ยวกับจังหวัดฮอกไกโด — ฮอกไกโด (北海道) เดิมเรียก เอะโซะ (蝦夷 ) เป็นจังหวัดและเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศญี่ปุ่น รองจากเกาะฮอนชู แต่มีอุโมงค์ใต้ทะเลเซกังเชื่อมถึงกัน นอกจากนี้ฮอกไกโดยังเป็นเขตการปกครอง ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่เกาะ โดยมีเกาะฮอกไกโดเป็นศูนย์กลาง และเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขต คือ ซัปโปโร
ฮอกไกโดเป็นเขตที่มีคนอาศัยอยู่เบาบาง มีประชากรทั้งเกาะประมาณ 5 ล้านคน คนส่วนใหญ่ย้ายมาจากเกาะฮอนชูเมื่อราว 100 กว่าปีก่อน โดยเป็นแหล่งที่ซามูไรแพ้สงครามจึงต้องหนีมาอยู่ที่เกาะนี้ ความจริงแล้วที่เกาะนี้มีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่มานานแล้ว คือ ชาวไอนุ แต่โดนกลืนชนชาติไป ปัจจุบันหลงเหลืออยู่น้อยมากและมีชีวิตเช่นชาวญี่ปุ่นทั่วไป
การเดินทางในรถไฟฟ้า (ในภาพคือน้องชายฝาแฝด คุณแม่ และคุณพ่อครับ)

หลังจากที่เดินทางถึงโรงแรม “Apa Hotel Sapporo Susukino Ekimae” และนำสัมภาระไปเก็บเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ไปรับประทานอาหารเที่ยงกัน โดยมื้อแรกเลือกเป็นร้านราเมง (บะหมี่ญี่ปุ่น) ร้านหนึ่งในตรอกที่มีร้านราเมงชื่อดังมากมายของเมืองซัปโปโร

สถานที่แรกที่ไปท่องเที่ยวคือ “โรงงานช็อกโกแลตอิชิยะ” หรือโรงงานที่ผลิตขนมของญี่ปุ่นยี่ห้อดัง “ชิโระอิโคะอิบิโตะ” นั่นเอง โดยภายในโรงงานได้ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม การจัดแสดงคอลเลคชั่นถ้วยช็อกโกแลต รวมถึงร้านคาเฟ่ขนมหวานและเครื่องดื่มต่าง ๆ ด้วย นอกจากนี้ก็ยังสามารถชมขั้นตอนการทำขนมภายในโรงงานได้อีกด้วย และภายนอกของโรงงานก็ถูกห้อมล้อมด้วยสวนดอกกุหลาบและพันธุ์ไม้นานาชนิด และประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

ขนมในร้านคาเฟ่ รสชาติดีและน่าทานมาก
บรรยากาศรอบ ๆ โรงงาน

หลังจากเที่ยวชมโรงงานและรับประทานขนมแล้ว ก็กลับมาทานอาหารเย็นโดยอาหารเย็นมื้อนี้เป็นบุฟเฟ่ต์ปูและเนื้อย่างครับ

สำหรับสภาพอากาศในช่วงที่ไปท่องเที่ยว มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็นถึงขั้นมีหิมะตกในบางวัน อุณหภูมิเฉลี่ยในแต่ละวันไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส และมีติดลบในวันที่มีหิมะตกครับ

วันที่ 3: ในตอนเช้าได้เดินทางไปยัง “ศาลเจ้าฮอกไกโด” ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับคนท้องถิ่นได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวฮอกไกโด

บรรยากาศต่าง ๆ ภายในและบริเวณรอบศาลเจ้า

ต่อมาได้ไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ “โรงเบียร์ซัปโปโร” โดยได้รับประทานบุฟเฟ่ต์เนื้อแกะเจงกิสข่านอันมีชื่อเสียงของที่นี่

เจงกิสข่านนี่มีที่มามาจากชื่อของกษัตริย์มองโกเลีย เพราะว่าเมนูนี้ถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัยสงคราม โดยกระทะที่ใช้ย่างเจงกิสข่านมีหน้าตาเหมือนหมวกของทหารมองโกเลียเพราะพวกทหารใช้หมวกเหล็กของตัวเองเป็นเตาย่างเนี้อจริง ๆ และกระทะในรูปแบบนี้ก็ถือเป็นกระทะที่ทำไว้เฉพาะสำหรับทานกับเมนูเจงกิสข่านในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น และเนื่องจากในยุคนั้นญี่ปุ่นมีฟาร์มแกะเยอะมาก แต่พอหลังสงครามฟาร์มแกะทั่วญี่ปุ่นก็หายไปหมด เหลือไว้ก็แต่ที่จังหวัดฮอกไกโด จึงทำให้การย่างเนื้อแกะกินกันยังแพร่หลายอยู่แค่ในจังหวัดฮอกไกโดเท่านั้น และทำให้จังหวัดฮอกไกโดค่อย ๆ พัฒนาการปรุงเนื้อแกะที่ถือเป็น Soul Food ของจังหวัด จนได้เนื้อแกะแบบที่ไม่มีกลิ่นเหม็น เหมือนที่เคยเป็นมา ฮอกไกโดจึงถือว่ามีเมนูเจงกิสข่านที่อร่อยที่สุดเลยทีเดียว
บรรยากาศรอบโรงเบียร์

ในตอนบ่ายได้เดินทางไปยังเมืองโอตารุ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองโบราณของญี่ปุ่น และเคยเป็นเมืองท่าสำคัญเมืองหนึ่งครับ

บรรยากาศภายในเมืองโอตารุ โดยในเมืองจะมีร้านรวงมากมาย รวมถึง “พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีฮอกไกโด” อันโด่งดัง
“คลองโอตารุฮอกไกโด” แลนมาร์คของเมืองนี้ โดยคลองแห่งนี้ในตอนกลางคืนจะสะท้อนภาพของโกดังเก่าขึ้นบนผิวน้ำ เกิดเป็นทิวทัศน์อันสวยงาม

วันที่ 4: เช้าวันนี้หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อย ก็ออกเดินทางออกจากเมืองซัปโปโรไปยังเมืองโนโบริเบทสึ โดยก่อนเดินทางไปยังที่พักก็ได้ไปท่องเที่ยวที่ “จิโกกุดานิ” หรือหุบผานรก ซึ่งยังคงมีควันพวยพุ่งออกจากน้ำพุร้อนและบ่อโคลนเดือด

ทิวทัศน์อันสวยงามที่ “จิโกกุดานิ”

ตอนเย็นก็ได้เข้าเช็กอินในโรงแรม “Toya Kohantei Hotel” ซึ่งโรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมแบบญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า “เรียวกัง” ด้วยครับ

ทิวทัศน์ด้านหลังโรงแรม สามารถมองเห็น “ทะเลสาบโทยะ” อันสวยงามได้
บรรยากาศภายในโรงแรม

วันที่ 5 : เดินทางไปยัง “เมืองฮาโกดาเตะ” โดยได้แวะถ่ายรูปและชมความงามของ “อุทยานแห่งชาติโอนุมะ” ก่อนครับ

หลังจากนั้นได้เดินทางไปยัง “Goryokaku Tower” (五稜郭タワー) ซึ่งเป็นหอคอยเก่าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1964 ในโอกาสฉลองปราสาทโกะเรียวคะคุครบรอบ 100 ปี เดิมมีความสูง 60 เมตร ต่อมาได้มีการพัฒนากลายเป็นหอคอยที่ทันสมัยและเปิดบริการครั้งแรกในวันที่ 1 เมษายน 2006 ปัจจุบันหอคอยมีความสูง 107 เมตร

ป้อมโกะเรียวคะคุ (五稜郭) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ป้อมดาว 5 แฉก” เพราะบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่รูปดาวเนื่องจากต้องการเพิ่มพื้นที่ในการวางปืนใหญ่นั่นเอง ซึ่งจะมองเห็นได้จากมุมสูง ป้อมสร้างตามสไตล์ตะวันตก สร้างขึ้นในปีสุดท้ายของสมัยเอโดะเพื่อป้องกันเมืองฮาโกดาเตะจากการคุกคามจักรวรรดินิยมที่เกิดจากมหาอำนาจตะวันตก ไปกี่ปีต่อมาป้อมแห่งนี้กลายเป็นฐานของสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพผู้สำเร็จราชการ และกองกำลังของรัฐบาลเมจิที่จัดตั้งขึ้นใหม่
หลังจากป้อมแห่งนี้ไม่ได้ใช้งานแล้ว จึงถูกดัดแปลงให้กลายเป็นสวนสาธารณะในช่วงปี 1910 ปลูกต้นซากุระกว่า 100 ต้นตามแนวคูน้ำ ให้เป็นจุดชมดอกซากุระที่สวยงามในช่วงฤดูใบไม้ผลิต้นเดือนพฤษภาคม
ทิวทัศน์ของ “ป้อมโกะเรียวคะคุ” จากหอคอย

ต่อมาได้เดินทางไปยัง “โกดังอิฐแดง” หรือโกดังคาเนโมริ ซึ่งสร้างตามแบบตะวันตกด้วยอิฐแดง แต่เดิมที่แห่งนี้เป็นโกดังของพ่อค้าผู้มั่งคั่งที่สร้างเอาไว้เก็บสินค้าจากท่าเรือฮาโกดาเตะ แต่ปัจจุบันโกดังจำนวน 5 หลังถูกดัดแปลงให้กลายเป็นร้านค้าของที่ระลึก ร้านอาหาร โรงเบียร์ และอื่น ๆ ด้านที่หันออกทะเลจะเขียนป้ายตัวโต ๆ ว่า BAY จัดเป็นย่านช้อปปิ้ง ที่ตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม น่าเดินเล่นชิลล์ๆ จะนั่งกินกาแฟหรือทานอาหารก็มีหลายร้านให้เลือก

ทิวทัศน์รอบ ๆ โกดัง
ในความจริงวางแผนไว้ว่าวันนี้จะขึ้นกระเช้าชม “ภูเขาฮาโกดาเตะ” ในตอนกลางคืนเนื่องจากจะมีทิวทัศน์สวยงาม แต่เนื่องด้วยในวันนั้นมีฝนและหิมะตกกระเช้าจึงปิดทำการไป

วันที่ 6 : วันนี้ต้องเดินทางไปยังเมืองเบปปุแล้ว หลังจากเก็บสัมภาระเสร็จจึงออกเดินทางมารับประทานอาหารเช้าที่ “ตลาดเช้าเมืองฮาโกดาเตะ” ซึ่งเปิดขายสินค้านานาชนิด อาทิ อาหารทะเล ผักและผลไม้สด รวมถึงเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ

บรรยากาศในตลาด
ฝาท่อระบายน้ำของเมืองฮาโกดาเตะที่มีลวดลายสวยงาม

และในตอนเย็นก็เดินทางถึงจังหวัดเบปปุ โดยโดยสารเครื่องบินในประเทศจากสนามบินฮาโกดาเตะไปยังสนามบินโออิตะแล้วโดยสารรถบัสไปครับ

เมืองเบปปุ (別府市) เป็นเมืองในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชูของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองท่องเที่ยวแช่น้ำพุร้อนยอดนิยอมของญี่ปุ่น สามารถเดินทางมายังเมืองนี้ได้โดยนั่งรถไฟสายหลักนิปโปจากเมืองคิตะคิวชูราวสองชั่วโมงครึ่งเท่านั้น

วันที่ 7 : ตอนเช้าได้เดินทางไปยัง “เบปปุโรปเวย์” หรือกระเช้าสำหรับขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเมืองเบปปุ รวมถึงทิวทัศน์บนภูเขาอันสวยงามด้วย

ต่อมาได้ไปยัง “จิโกกุเมกุริ” หรือบ่อน้ำแร่นรก ซึ่งเป็รบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายหลังการระเบิดของภูเขาไฟ ประกอบด้วยแร่ธาตุที่เข้มข้น อาทิ กำมะถัน แร่เหล็ก โซเดียม คาร์บอเนต เรเดียม เป็นต้น และมีความร้อนเกินที่จะลงอาบได้ มีลักษณะแตกต่างกันไปในเมืองเบปปุทั้งหมด 8 บ่อ เป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวหลักของเมืองเบปปุที่นอกจากการมาแช่ออนเซน มีไว้เพื่อการชมเท่านั้น โดยจะแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดแรกจะมีอยู่ด้วยกัน 6 บ่อในเขตคันนาว่า (Kannawa) คือ Umi Jigoku, Oniishibozu Jigoku, Shiraike Jigoku, Kamado Jigoku, Oniyama Jigoku, Yama Jigoku ซึ่งจะอยู่เกือบติดกันหมด สามารถเดินถึงกันได้ง่ายๆ แต่อีก 2 บ่อจะอยู่ที่เขตชิบาเซกิ (Shibaseki) ที่อยู่ห่างไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร คือ Chinoike Jigoku, Tatsumaki Jigoku โดยจะมีรถบัสให้บริการที่วิ่งไปลงที่ด้านหน้าของบ่อทั้ง 2 นี้เลย

วันที่ 8 : วันนี้เป็นพิธีรับปริญญาของลูกพี่ลูกน้องของผมครับ วันนี้จึงได้ไปเดินเล่นในเมืองเบปปุ และไปถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัย Ritsumeikan Asia Pacific หรือ APU ครับ

ทิวทัศน์ของเมืองเบปปุ
บรรยากาศของมหาวิทยาลัย

วันที่ 9 : หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อย ก็เดินทางออกจากเมืองเบปปุไปยัง “เมืองฟุคุโอกะ” ครับ

ฟุคุโอกะ (福岡) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะคิวชู (Kyushu) และใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศญี่ปุ่นด้วย ฟุคุโอกะเป็นเมืองท่าที่สำคัญของญี่ปุ่นมานานหลายร้อยปี เพราะว่าตั้งอยู่ใกล้กับเขตแผ่นดินใหญ่ที่สุด (อยู่ใกล้กับเมืองโซลของเกาหลีมากกว่าเกียวโตซะอีก) จึงถูกเลือกเป็นจุดยกพลขึ้นบกของชาวมองโกลที่ต้องการจะมายึดญี่ปุ่นเมื่อประมาณช่วงปี 1300 ด้วย
ตัวเมืองฟุคุโอกะทุกวันนี้เป็นผลจากการรวมกันของเมืองท่าเก่าชื่อว่า Hakata รวมกับเมืองรอบปราสาทฟุคุโอกะ โดย Hakata ยังคงเป็นชื่อเขตหนึ่งของ ฟุคุโอกะ และยังเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟสายหลักอีกด้วย
ถึงแม้เมืองนี้จะเป็นเมืองใหญ่ และมีความเจริญครบครันก็ตาม แต่ก็ยังมีบรรยากาศที่ดูสบาย ๆ ไม่อึดอัดเหมือนกับเมืองอื่นๆของญี่ปุ่น ด้วยระบบการขนส่งที่ดี ถนนหนทางที่กว้างขวาง ความสะอาด ปลอดภัยของเมือง และความเป็นมิตรของผู้คนที่นี่จนทำให้ติดหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดในโลกด้วย

เมื่อไปถึง ได้เดินทางไปยัง “ศาลเจ้าดาไซฟุ” หรือศาลเจ้าดาไซฟุเท็มมังงู ซึ่งเป็นสถานที่ใกล้เคียงก่อนครับ โดยศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าที่มีผู้คนแวะเวียนมาเยือนกันเป็นจำนวนมากเพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จด้านการเรียนและสอบผ่านเป็นประจำทุกปี ที่นี่สักการะบูชา “ฟูจิวาระโนะมิจิซาเนะ” เทพเจ้าแห่งการศึกษาขึ้นชื่อในญี่ปุ่น บนทางเดินของวัดเรียงรายไปด้วยร้านค้ามากมาย จึงสามารถลิ้มลองขนมขึ้นชื่ออย่าง “อุเมกาเอโมจิ” โมจิสอดไส้ถั่วแดงได้ที่นี่ด้วย

เทพเจ้าแห่งการศึกษา หรือ “ฟูจิวาระโนะมิจิซาเนะ”

หลังจากนั้นจึงกลับมาที่ฟุกุโอกะอีกครั้ง และทำการเดินเล่นและซื้อของต่าง ๆ ตามสถานที่ชอปปิงชื่อดัง เช่น ศูนย์การค้าคาแนลซิตี้ และย่านชอปปงเทนจิน

“ศูนย์การค้าคาแนลซิตี้” ในตอนกลางคืนจะมีการแสดงน้ำพุอย่างสวยงาม (ขอบคุณรูปภาพจาก วิกิพีเดีย)

วันที่ 10 : และแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับแล้วครับ โดยเดินทางจากสนามบินฟุคุโอกะถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงครับ

“สำหรับการท่องเที่ยวครั้งนี้ก็จบลงแล้วครับ ขอบคุณและขอโทษหากมีข้อผิดพลาดใด ๆ ด้วยนะครับ”

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Pasin Supawan’s story.