ทฤษฎี “ไข่ดาว” (Fried egg theory)

เกริ่นนำ

หลายคนอาจเคยได้ยินทฤษฎีนี้กันมาบ้างแล้ว ซึ่งผมไม่ใช่คนคิดทฤษฎีนี้หรอกครับ เป็นเพียงทฤษฎีที่เคยได้ยินรุ่นพี่คนหนึ่งเขากำลังสอนเพื่อนผมอยู่ตอนช่วงฝึกงาน แล้วแอบไปฟังมา แต่พอได้ยินและทำความเข้าใจ ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง หรือหลายงานเลยทีเดียว

ทฤษฎี “ไข่ดาว” นั้นกล่าวไว้ว่า

“อย่ามองไข่ดาว เป็นเพียงแค่ไข่ดาว”

งงกันไหมครับ ? ว่าทำไมทฤษฎีนี้ถึงกล่าวไว้อย่างงี้ 
ปกติคนเราพบเจอไข่ดาวกันประจำ ตามเมนูข้าวต่างๆ เคยลองพิจารณา 
หรือ มองไข่ดาวในมุมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่อาหารที่มาคู่กับกระเพราจานโปรด 
ถ้ายังไม่เคย.. งั้นลองมามองไข่ดาวในมุมมองต่างๆกันนะครับ

มุมมองแรก.. เคยมองไหมครับว่าไข่ดาวที่กิน เป็นไข่ของตัวอะไร?

มุมมองสอง.. เคยมองไหมครับว่าปกติเราชอบกินไข่ดาวกับอะไร?

มุมมองสาม.. เคยมองไหมครับว่านอกจากไข่ดาวแล้ว มีไข่อะไรบ้างที่เรารู้จัก​?

มุมมองสี่.. เคยมองไหมครับว่าตัวเราชอบไข่ดาวแบบไหน และคนอื่นชอบไข่ดาวแบบไหน ?

มุมมองห้า..​ เคยมองไหมครับว่าเมนูไข่ดาวที่เราทานกันอยู่แทบทุกวัน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นคนคิด แล้วเค้าคิดยังไงถึงตั้งชื่อว่า “ไข่ดาว” ?

ห้ามุมมองนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ยกขึ้นมา คนอื่นๆ อาจจะมีมุมมองที่เกี่ยวกับไข่ดาว ก็ลองคิดดูเล่นๆนะครับ แล้วจะพบว่า ถ้าเรามองไข่ดาวดีๆ และเลิกคิดเพียงว่า ไข่ดาว ก็คือ ไข่ดาว เราจะพบว่า เราสามารถมองไข่ดาวในมุมมองอะไรใหม่ และมีเรื่องให้เราคิดได้มากขึ้นครับ

หลายคนพออ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีเครื่องหมายคำถาม (?) ขึ้นมาในหัวนะครับ 
ว่าแล้วมีประโยชน์ยังไง ดูแล้วไร้สาระมาก

ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่น่าจะทำให้เห็นภาพของการนำทฤษฎีนี้ไปใช้ดูครับ

เช่น

สายงาน Programmer สิ่งที่เป็นปัญหาก็คงหนีไม่พ้น คำว่า “บั๊ก (Bug)”!!!

เวลาเราเจอบั๊ก! สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือ แก้บั๊กสินะครับ แต่ก่อนที่จะลงมือแก้ ขอให้ลองนั่งพิจารณาดูก่อนครับ ว่าบั๊กที่เราเจอนั้น เกิดความเสียหายอย่างไร ? ถ้าแก้แล้ว ลูกค้าได้ประโยชน์อย่างไร ? สำคัญจริงๆ รึปล่าวที่ต้องแก้ไขบั๊กนี้ ? มีเวลาในการแก้ไขบั๊กนี้เท่าไหร่? มีอะไรที่สำคัญควรทำก่อนรึปล่าว?

อย่ามอง “บั๊ก” เป็นเพียงแค่ “บั๊ก” ที่เจอแล้วต้องแก้เลย

ขอให้สนุกกับการมองสิ่งๆหนึ่ง ในหลายๆมุมมองครับ

ปล. อ่านแล้วช่วยกันคอมเมนท์หรือ Feedback ด้วยนะครับ (ขอบคุณครับ __/|\__ )