Design Thinking for Business Innovation — Museum Experience
ไปหอศิลป์อย่างจริงจังครั้งแรกในชีวิต แต่ไม่ได้ไปดูงานศิลป์นะ ไปดู ‘คนที่ไปดูงานศิลป์’
เชื่อว่าทุกคนคงรู้จัก “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร “กันดี อย่างน้อยก็คงต้องเคยนั่งรถผ่านตึก 9 ชั้นหัวมุมแยกปทุมวันแห่งนี้สักครั้ง
ผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าไปครับ เท่าที่จำได้เคยไปแค่ไม่ถึง 5 ครั้ง และส่วนใหญ่ก็ไปทำในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับตัวหอศิลป์สักเท่าไหร่
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2/9/61) น่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ชื่อว่า “ไปเดินหอศิลป์” อย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าจะไปเพราะเป็นการบ้านก็ตาม แต่ที่ครั้งนี้มันจริงกว่าทุกครั้งเพราะเราไปเพื่อสัมผัสมันจริงๆ และมากกว่านั้นคือสัมผัสความรู้สึกว่าทำไมคนรอบกรุงเทพฯ ถึงมาที่นี่กัน ด้วยกระบวนการ Observe, Interview, Immerse ที่เรียนมา
เริ่มจาก Observe ก่อน
หนึ่งในวิธีของการทำ Empathy Work ที่ง่ายที่สุดคือการแค่ยืนดูเฉยๆ เก็บรายละเอียดสิ่งที่เขาทำ แล้วตีความ แต่จะตีความยังไงให้ตรงกับความเป็นจริง ไม่ใช่ Solution ที่คิดเองเออเองโดยไม่สนใจ User ก็คงต้อง “ให้คุกกี้ทำนายกัน” 555
เราเจอคนหลายกลุ่มปะปนกันที่นี่ มาคนเดียวบ้าง มาเป็นคู่บ้าง มาเป็นกลุ่มก็เยอะ ส่วนช่วงอายุนี่หลากหลายมากตั้งแต่เด็กประถมไปถึงคนใกล้ๆ เกษียณ ถ้าเป็นวัยรุ่นประมาณม.ปลาย-มหาลัย
ส่วนใหญ่นอกจากมาดูผลงานก็มาถ่ายรูปกันด้วย มุมที่คุ้นตาสักหน่อยก็คงเป็น Slope (ที่ผมเพิ่งรู้ว่าอยู่ที่ชั้น 6–9 หลังจากเห็นรูปอยู่บ่อยๆ) แต่ถ้าคนมีอายุหน่อยก็มักจะหยุดที่ชั้น 2 ที่เป็นมุมขายผลงานของศิลปินที่มาตัวเป็นๆ เผลอๆจะวาดกันสดๆ ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีคนที่มาเพื่อทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การดูนิทรรศการด้วย เช่นมาสอนพิเศษ หรือแม้กระทั่งมาเล่นไวโอลินเปิดหมวก
จากนั้นก็เริ่มจะ Interview
เราเริ่มจากผู้หญิงคนนึงที่เราตาม Observe เขามาสักพัก พอได้คุยก็พบว่าจริงๆแล้วเขาชอบวาดรูปและพักอยู่แถวนี้ด้วย แต่กลับไม่เคยมาที่นี่เลย วันนี้ว่างๆ เลยเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินเล่นที่นี่บ้างจากที่ปกติก็ชอบเดินที่อื่นอยู่แล้ว สิ่งที่ต่างออกไปจากการเดินที่สวนสาธารณะเฉยๆ คือการได้มองเพิ่มด้วย ซึ่งให้ความรู้สึกอีกแบบ สิ่งที่เขาชอบในภาพคือชื่อภาพที่สื่อความคิดของภาพนั้นได้อย่างเข้าใจ ครั้งแรกที่มองภาพอาจจะยังไม่เข้าใจแต่พอได้อ่านป้ายที่กำกับอยู่ก็ตีความได้ทันที และที่สำคัญเขาออกจะชอบรูปวาดมากกว่ารูปถ่าย เพราะรูปวาดถูกวาดออกมาจากความคิด จินตนาการของเจ้าของผลงาน แต่รูปถ่ายเป็นเพียงแค่การเก็บสิ่งที่เจ้าของภาพเห็นมาถ่ายทอดต่อเท่านั้นเอง
อีก 2 คนที่เราได ้Interview เป็นเพื่อนกัน มาเดินหอศิลป์ด้วยกัน โชคดีมากๆ ที่ผมรู้จักหนึ่งคนในนั้นเลยชวนมานั่งคุยกันสักหน่อย(จนน้องกลับบ้านไปโดยที่ได้เดินแค่ครึ่งชั้น! 555) น้องคนที่รู้จักเป็นรุ่นน้องผมที่เตรียมฯ ส่วนอีกคนเป็นเพื่อนบ้านใกล้กัน สนิทกันตั้งแต่เด็กๆ
น้องคนแรกชื่อน้องน้ำเมย คนนี้แหละครับที่เป็นรุ่นน้องผมที่เตรียมฯ เรียนสายศิลป์ฝรั่งเศส น้องอยากเข้าคณะนิเทศ จุฬาฯ ส่วนอีกคนช่องน้องพลอย เรียนอยู่ส.ว.2 อยากเข้าอักษรจุฬาฯ
น้องทั้งสองคนมากันตั้งแต่ช่วงม.4 ปกติก็นัดไปเที่ยวพักผ่อนกันในวันหยุดด้วยกันอยู่แล้ว แถมสนิทกันทั้งครอบครัวเลยด้วย และตัวน้อง 2 คนเองก็ชอบอะไรเหมือนกัน ตอนแรกๆ ก็ไม่รู้จะไปไหนด้วยกัน แต่พอได้มาที่หอศิลป์ฯ แล้วรู้สึกสบายใจที่ ก็เลยมาด้วยกันบ่อยๆ
ส่วนใหญ่ก็จะได้แวะที่ร้าน happening ที่ชั้น 3 น้องๆ ชอบเข้าไปดูของเล็กๆ น้อยๆ และโดนตกไปหลายครั้งเหมือนกัน (555) ส่วนผลงานที่น้องทั้งสองคนดูจะชอบเหมือนๆ กันก็เป็นงาน thesis ของม.ศิลปากร น้องพบว่ามีหลายความคิดถูกใส่ลงไปในผลงาน เช่นงานที่มี post-it แปะให้กำลังใจเจ้าของผลงาน และใบที่สำคัญที่สุดก็เป็นกำลังใจจากแม่ของเขา อีกงานคืองานที่แสดงชุดของผู้หญิงที่ถูกข่มขืน น้องชอบงานนี้เพราะพอได้เห็นตัวผลงานแล้วก็นึกภาพออกได้ทันทีเลยว่าต้องการสื่ออะไร และส่วนหนึ่งของนิทรรศการนั้นสะท้อนความคิดของคนที่มีต่อนิทรรศการนั้นด้วยว่าเขารู้สึกอินไปกับมันมากน้อยแค่ไหน
น้องเล่าให้ฟังว่ามีช่วงนึงที่ไม่ค่อยได้เจอกันคือช่วงม.5 ที่น้องน้ำเมยทำกิจกรรมที่โรงเรียนค่อนข้างเยอะ (ผมก็รู้จักน้องจากการทำกิจกรรมที่ว่านี่แหละครับ) แต่พอม.6 ก็กลับมาเจอกันบ่อยขึ้น และที่สำคัญเลยคือน้องพบว่าไม่ค่อยมีเพื่อนคนอื่นๆ ที่อินกับการมาหอศิลป์ พอเจอว่าอินเหมือนกันก็เลยมาด้วยกันซะเลย
เป็นการพูดคุยที่สนุกมากๆ และทำให้ได้รู้จักน้องในมุมอื่นๆ มากขึ้นกว่าเดิมมาก
จบจากตรงนี้เราก็ไปลองวิธีสุดท้าย นั่นคือ Immerse
ลองสวมบทเป็นคนที่มาเดินหอศิลป์ดู เพื่อที่จะได้เข้าใจมากขึ้นอีกระดับว่าในระหว่างที่กำลังเดินดูนิทรรศการเขาคิดอะไรอยู่
อย่างแรกเลยคือใน 9 ชั้นไม่ได้มีผลงานแค่เรื่องเดียวจัดแสดงอยู่ แต่ละชั้น แต่ละมุม ก็แบ่งเป็นคนละเรื่องต่างๆ กันไป มีทั้งรูปวาดด้วยเทคนิคต่างๆ และรูปถ่ายขนาดต่างๆ
ผมได้ใช้เวลามากๆ ไปกับชั้น 9 ที่เป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ(ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำนี้ได้ไหม) ภาวะโลกร้อนต่างๆ จริงๆเป็นส่วนที่อินพอสมควรเลย น่าจะเพราะเคยได้มีส่วนร่วม ได้เข้าใจงานสิ่งแวดล้อมอยู่พอสมควร ที่อินที่สุดน่าจะเป็นภาพที่เป็ดโดนน้ำมันดิบที่รั่วออกมาปกคลุมจนเหลือแต่ตาสีแดงๆ
พฤติกรรมอย่างนึงที่เจอกับตัวเองคือคนที่เดินหอศิลป์มักจะถ่ายรูปผลงานที่ชอบเก็บไว้ อย่างวันนั้นก็ถ่ายมาบางรูป
ส่วนชั้นถัดๆ ลงมาที่เป็นภาพวาด ต่อให้เดินยังไงก็ยังไม่ค่อยอินอยู่ดี คือบางรูปมันก็ทำให้เราประทับใจได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อยากจะมาเดินบ่อยๆ อยู่ดี บางรูปอาศัยการตีความที่คำอธิบายด้านข้างไม่ได้ช่วยอะไรก็มี มันก็ท้าทายคนที่มาเดินไปอีกแบบ
พอได้ตามรอยน้องๆ ลงไปดูที่ร้าน happening ก็พว่าเราเองก็ชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน ชอบของที่เต็มไปด้วยไอเดียมากมาย เราได้เจอของแปลกๆ เช่นซองใส่เอกสารที่ทำจากแผ่นยางรองตัดกระดาษ หรือเสื้อที่เปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ เอาจริงๆ ก็เกือบโดนตกไปเหมือนกัน 5555
ถามว่าพอ Reflect ออกมาแล้วได้อะไร?
อย่างแรกคงเป็นการได้ใช้เวลากับเพื่อน หลายคนไปกับเพื่อนใหม่ แต่ครั้งนี้ผมได้ไปกับเพื่อนที่รู้จักกันอยุ่แล้ว ก็ได้แลกเปลี่ยนและรู้จักกันมากขึ้นนะ ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ผ่านประเด็นใหม่ๆ ที่คุยกัน ความสนิทสนมไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ความคิดคนเปลี่ยนได้
เป็นอีกครั้งที่ได้ทำความเข้าใจคนอื่นในสิ่งที่คนอื่นคิดมากขึ้น อย่างที่ได้เรียนมาว่าสิ่งที่สำคัญคือเราพยายามจะเข้าใจเขามากน้อยแค่ไหน เราไม่ได้ต้องรู้สึกกับตัวเองแต่ต้องรู้สึกในสิ่งที่คนอื่นกำลังรู้สึก
สุดท้ายสิ่งที่ได้มากที่สุดคงเป็นความรู้สึกผ่อนคลายไปกับบรรยากาศที่คนอื่นๆ เป็น ถึงแม้ว่าที่นี่จะอยู่ใจกลางเมือง แต่มันน่าจะเงียบสงบมากกว่าสวนสาธารณะซะอีก เป็นที่ๆ ซ่อนความนิ่งเงียบไว้ภายใต้ความวุ่นวายของชีวิต แต่ก็ไม่ได้นิ่งสงบ ภายใต้กระแสน้ำที่ไหลไปช้าๆ ก็ประกอบด้วนคลื่นลูกเล็กๆ อยู่ทุกมุม ถึงจะงีบหลับไม่ได้แต่ก็ทำให้จิตใจได้พักผ่อนพอสมควรทีเดียว
ไว้จะลองเอาวิธีและประสบการณ์นี้ไปลองทำกับเรื่องอื่นๆ ที่เราอินกว่านี้ดู คงได้เข้าใจสิ่งที่เราสนใจในมุมของคนอื่นๆ ที่สนใจเหมือนกันมากขึ้น :)
ปล.ใครสนใจนิทรรศการที่อ้างอิงถึง เข้าไปดูในลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับบ https://www.facebook.com/303ATTRA/ และ https://www.jeban.com/topic/256028


