Special Reflection: Design Thinking x MGT

“หรือว่าจริงๆ แล้ว Design Thinking ไม่ใช่เรื่องใหม่?”

ขอเกริ่นก่อนว่านอกจากวิชาบังคับแล้ว เทอมนี้ผมเรียน 2 วิชาที่ทุกคนบอกว่าเจ๋งพร้อมกัน วิชาแรกคือ Design Thinking อย่างที่ทุกคนคงได้เห็นที่ผมเขียน reflection ลงใน FB/Medium เป็นประจำ เรียนกับพี่ต้อง หนึ่งในผู้ที่มีประสบการณ์สอนเรื่องนี้มานานที่สุดในเมืองไทย

ส่วนอีกวิชานึงคือวิชา MGT หรือ Management สอนโดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ วิชา Discussion อันเลื่องลือในหมู่เพื่อนๆ พี่ๆ วิศวฯ และบัญชีฯ ที่มีไฟอยากเป็นผู้บริหาร ใครอยู่ ChAMP คงคุ้นชื่ออาจารย์ดีอยู่แล้ว

พอดีว่าวันนี้ในคลาส MGT เราเรียนเรื่อง Managerial Decision Making หรือการตัดสินใจทางการบริหาร ผมขอโฟกัสเข้าไปที่กระบวนการที่บทนี้บอกเอาไว้เลยซึ่งมี 5 ขั้นตอน เริ่มจาก

1.การกำหนดประเด็นปัญหา ดูว่าสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นเหตุของปัญหามันเป็นต้นเหตุจริงๆ หรือเป็นแค่อาการของปัญหา จากนั้นลองพิจารณาปัจจัยแวดล้อม ดูสัญญาณของปัญหา หาเหตุที่แท้จริง แล้วจึงมากำหนดประเด็นที่จะแก้ไข

2.การสร้างทางเลือก โดยใช้เทคนิคการระดมสมอง หรือ Brainstorming ซึ่งมีข้อกำหนดอยู่ว่า เราอยากได้จำนวนความเห็นที่มากที่สุด คิดกันอย่างอิสระ ไม่วิจารณ์ แล้วจึงจัดรวมและปรับปรุงให้ใช้ได้จริงต่อไป

3.การประเมินทางเลือก จากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเป็นไปได้ คุณภาพของทางเลือก การยอมรับของคนรอบข้างที่เกี่ยวข้อง ต้นทุนที่จะเสียไป วิธีแก้ไขสำรอง และจริยธรรม

4.การตัดสินใจเลือก โดยอาจจะเลือกมากกว่า 1 ทางเลือกมาใช้พร้อมกันก็ได้

5.การปฏิบัติตามทางเลือกและประเมินผลลัพธ์ ผ่านการ Feedback

ในคลาสได้คุยกันถึงตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง คือการมาสายประมาณ 20 นาทีของเพื่อนคนนึงในห้องที่อาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นเป็นประจำ และโดยข้อตกลงก็จะส่งผลให้คาบนี้เลิกสายไปตามเวลาของคนสุดท้ายที่เข้าห้องเรียนมา

อาจารย์เปิดโอกาสให้เราตั้งคำถามถึงสาเหตุย้อนกลับไปจากสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าคือ “การมาสาย(โดยอ้างว่ารถติด)” เช่น นอน/ตื่นกี่โมง เมื่อคืนทำอะไรถึงนอนดึก แล้วคืนก่อนๆ ในรอบสัปดาห์นอนดึกมั้ย หรือกับวิชาอื่นล่ะเข้าสายบ้างรึเปล่า ระหว่างการถามตรงนี้อาจารย์ก็พยายามจำควบคุมคำถามของเราไม่ให้ไปถึงการแก้ปัญหา เพียงแต่ต้องการให้กำหนดประเด็นปัญหา โดยเช็คว่าคำถามนั้นเราต้องการรู้อะไรใน 4 ขั้นตอนของการกำหนดประเด็น

สุดท้ายพอ dig deep ลงไปก็พบว่าจริงๆ การมาสายอาจจะไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง แต่ปัญหาที่แท้จริงน่าจะมีได้ 3 อย่าง คือ 1.นิสัยของตัวเขาเอง 2.การไม่ให้ความสำคัญกับการมาสาย หรือ 3.ความเชื่อที่ผิดว่ามาสายแล้วไม่เป็นไร

จากนั้นอาจารย์นำพวกเราไปถึงการสร้างทางเลือก โดยให้ทุกคนลองเสนอมาว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่ช่วยแก้ 3 ปัญหาข้างต้นได้ แน่นอนว่าคำตอบหลั่งไหลมาในหลายรูปแบบมากๆ ตั้งแต่การบอกพ่อ ไปจนถึงการตีก้นด้วยไม้เรียว จากนั้นจึงนำมาวิเคราะห์ว่าวิธีไหนสามารถใช้แก้ปัญหาข้อไหนได้บ้าง ส่วนใหญ่แล้ววิธีการที่ได้ผลมักจะไปแก้ที่ข้อ 2 คือการไม่ให้ความสำคัญกับการมาสายมากที่สุด ตัวอย่างในหมวดนี้ก็อย่างเช่นการจัดให้มีควิซทุกต้นคาบ ล็อกห้องเมื่อเลยเวลาที่เริ่มสอน ไปจนถึงการรอเพื่อนให้มาครบแล้วค่อยเริ่ม

จากนั้นจึงเริ่มประเมินทางเลือก บางข้อที่ไม่มีความเป็นไปได้เลยในการปฏิบัติจริงอย่างการเก็บเงินตามเวลาเป็นนาทีที่มาสาย อาจารย์มองว่าจุฬาฯ ก็คงจะไม่ยอม ก็ถูกตัดไป หรือข้อที่มีคนไม่ยอมรับก็ถูกตัดไปเช่นเดียวกัน และก็ลองถามเจ้าตัวดูด้วยว่าวิธีไหนจะ effective ต่อตัวเขามากที่สุด ก็คล้ายกับการขอ feedback ในตัว

สุดท้ายแล้วจึงมาดูว่าวิธีการไหนที่เกิดขึ้นได้อย่างเร็วที่สุด มีวิธีนึงที่เร็วและกว้างมากคือการให้เพื่อนเขียน feedback ว่าการเลิกเรียนสายทำให้เพื่อนแต่ละคนมีปัญหาอะไรบ้าง แล้วให้เขาได้อ่านดู อาจารย์จึงจบคลาสที่ตรงนี้


ไม่รู้ว่าในห้องนั้นมีใครคิดเหมือนผมรึเปล่า แต่ผมว่ากระบวนการนี้มันคุ้นๆ

มาเริ่มจับทางได้ตอนที่อาจารย์ให้ทำ Brainstorm วิธีแก้ 3 ปัญหา พออาจารย์พูดมาว่าเราไม่ควรวิจารณ์ ก็เลยนึกถึงส่วนที่สนุกที่สุดของการทำ Project Design Thinking ที่เสร็จไปแล้ว นั่นคือการทำ Ideate

ตอนที่ทำ Ideate เราใช้ Yes, and… กับ context อื่นๆ เพื่อ create content ที่ต้องการ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมามันเหมือนกันเป๊ะๆ เลยคือไอเดียจำนวนมากกว่าที่คาดหวังไว้และไม่รู้ว่าจะใช้ได้ผลรึเปล่า

ก็เลยลองมาดู 5 กระบวนการข้างบนอีกที แล้วลองเทียบดู

ทีนี้ชัดเจนเลยว่ามันเหมือนมากจริงๆ

ถ้าลองไล่จากฝั่ง Design Thinking กลับมาบ้าง

Empathize คงเหมือนตอนที่พิจารณาปัจจัยแวดล้อมของปัญหาว่าชีวิตเขาเป็นไงมาไงถึงกลายมาเป็นปัญหาที่เราเห็นตรงหน้านี้
Define นี่ใกล้เคียงมากกับการกำหนดประเด็นในขั้นตอนที่ 4
Ideate แน่นอนว่าเป็นการสร้างทางเลือก และการประเมินทางเลือก
Prototype ผมมองว่าน่าจะเป้นการตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหาที่สุดท้ายไม่จำเป็นต้องเป็นทางเดียว แต่อาจจะ Lean กว่าเยอะเลย เพราะเราแทบจะไม่เอาปัจจัยต่างๆ ของขั้นตอนนี้มาคิด พวกความเป็นไปได้ คุณภภาพ วิธีสำรอง ต่างก็คือการปๆ
Test ก็คือการปฏิบัติตามทางเลือกและการประเมินผลลัพธ์ เพราะสิ่งเดียวกันที่ได้จากขั้นตอนนี้คือ Feedback ที่เราจะเอาไปปรับทางเลือกของเราต่อไป

ถ้าจะใกล้เคียงขนาดนี้ งั้นหมายความว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่รึเปล่า

เพราะหนังสือเรียนเล่มนี้เขียนมาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว (สังเกตจากกรณีตัวอย่างที่ยกมาในหนังสือที่มีประวัติขนถึงช่วงปี 2549)

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสังเกตของผมเองหลังจากที่ได้เรียนมาถึงตรงนี้ ใครที่เคยเรียนทั้ง 2 วิชานี้หรือเคยใช้ทั้ง 2 เรื่องนี้เยอะๆ มาแชร์กันได้นะครับ

อยากให้รุ่นพี่ที่เคยเรียนวิชานี้ไปก่อนที่ประเทศไทยจะรู้จักคำว่า Design Thinking ลองหยิบเอาหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิดบทที่ 9 อีกสักครั้ง อาจจะเข้าใจสิ่งที่ผมเล่าให้ฟังมากขึ้น

ถ้ายังขาดเรื่อง Design Thinking ว่าเป็นยังไง Google มีคำตอบคร่าวๆ ให้คุณ แต่ถ้าใครไม่มีหนังสือจะเปิดขึ้นมาเช็คดู ลองซื้อหนังสือของอาจารย์มาอ่านดูนะครับ :)