มองเอเชียผ่านบริบทโลก @ Asian Civilisations Museum

ภาพจากนิทรรศการเรือล่ม (Tang Shipwreck) ที่ Asian Civilisations Museum

พีได้มีโอกาสไปชม Asian Civilisations Museum ที่สิงคโปร์ พิพิธภัณฑ์เเห่งนี้ปลุกประวัติศาสตร์ของเอเชียให้มีชีวิตอีกครั้งผ่านการเชื่อมโยงมิติทางเวลาเข้ากับบริบทของโลกผ่านการนำเสนอที่มีชั้นเชิง เท่าที่สังเกตวิธีการนำเสนอของ Asian Civilisations Museum เน้นไปที่การเล่าเรื่องผ่านวัตถุตัวอย่าง (Artifact) เช่น หม้อ ชาม งานศิลปะ เเละงานปติมากรรม ว่าวัตถุเหล่านี้สะท้อนการเดินทางของความคิด ความงาม เเละความจริงของโลก ณ ขนาดนั้นได้อย่างไร

บันทึกของพีนี้มาจากการอ่านเเละบันทึกส่วนที่หน้าสนใจของการจัดเเสดงในครั้งนี้ บางส่วนที่มีความคลาดเคลื่อนโปรดให้คำเเนะนำด้วยครับ

อาคารภายนอกของ Asian Civilisations Museum นั้นอาจจะไม่ได้ดูหวือหวามากในสไตล์เเบบ colonialism เเต่ก็มีความเรียบง่ายที่ลงตัวทีเดียว

ใน Exhibition เเรกที่ได้ไปคือ Trade and the exchange of ideas นำเสนอเรื่องราวของการค้าในเอเชียโดยเฉพาะเซรามิก

สิ่งที่จัดเเสดงเป็นอย่างเเรกคือ กระถาง porcelain เซรามิกจากจีนที่บันทึกกระบวนการปั้น ไปจนถึงการเผา กระถางอันนี้เเสดงภาพรวมความเป็นอุตสาหกรรมในจีนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางนวัตกรรมด้านเครื่องปั้นดินเผา

ใน คศ. 14–15 เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ในจีนทำให้เกิดความวุ่นวาย โรงผลิตเซรามิกจำนวนมากไม่สามารถผลิตเซรามิกได้ ทำให้เกิดผู้ผลิตกลุ่มใหม่ขึ้น หนึ่งในนั้นคือเวียดนามซึ่งนำ Cobalt มาจากตะวันออกกลางเพื่อสร้างเซรามิกลายคราม

รูปด้านล่างเเสดงตัวอย่างงานจากเวียดนามซึ่งมีลักษณะลวดลายบางส่วนคล้ายจีน เช่น ลายรูปเมฆ เเต่ก็มีการผสมผสานขนบความเชื่อเเบบ SEA (Southeast Asia) เช่น ปลางวงช้างในป่าหิมพานต์

จุดสังเกตนึงที่น่าสนใจคือปลาทุกตัวบนงานชิ้นด้านล่างนี้จะกำลังกินปลาตัวอื่นอยู่ ต่อกันเป็นทอดๆ เเสดงให้เห็นลักษณะความเชื่อเรื่องวัฏจักรสงสาร

เซรามิกหัวหมูเป็นถ้วยซุปซึ่งเมื่อร้อนจะมีควันออกมาทางจมูก เป็นตัวอย่างความต้องการเซรามิกจากเอเชียของคนในยุโรป นอกจากจะมีการออกเเบบเป็นหัวหมูเเล้วถ้วยประเภทนี้อาจมีรูปร่างเลียนเเบบสัตว์ เช่น เป็ด ปลา เเละไก่ ขึ้นกับซุปที่ใส่

งานชิ้นล่างเป็นการผสมผสานเซรามิกจากฝรั่งเศษผ่านการเติมเเต่งประการังเเละถ้วยติดทองจากเอเชียเพื่อเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานจากถ้วยธรรมดามาเป็นอุปกรณ์ตกเเต่งที่ส่งกลิ่นได้จากการเผาเทียนหอมในถ้วย

เช่นเดียวกับงานด้านบน ถ้วยสีนำเงินสองใบนี้มีการผสมผสานระหว่างถ้วยไหเเบบเอเชียเติมชอบทองที่ตกเเต่งเเบบตะวันตก จุดที่หน้าสนใจคือถ้วยนี้มีมังกรจีน (ที่จับของไห) เเละมังกรยุโรป(ด้ามจับทอง)ผสมกันอยู่

ชิ้นงานด้านล่างยังนำเสนอเเนวคิดเดิมคือการนำไหธรรมดามาปรับปรุงโดยการตกเเต่งเพิ่มเติมด้วยวัสดุประเภทอื่น

รูปด้านล่างคือไหของหมอผีในอินโดนีเชีย ซึ่งก็คือไหธรรมดาที่ได้รับการตกเเต่ง

การจัดเเสดงที่ Asian Civilisations Museum มีอีกย่างนึงที่น่าสนใจ คือการ contrast เเละเปรียบเทียบชิ้นงาน เช่น การจัดเเสดงจานสามใบในภาพด้านล่าง ขวาสุดคือ จานเซรามิกจากญี่ปุ่นที่ผ่านการตกเเต่งเเบบ Imari (ใช้สีน้ำเงินเเละเเดง มาจากเหมือน Imari) ภาพตรงกลางคือจานเซรามิกจากจีนที่นำเอาเทคนิคนี้มาใช้เนื่องจากความต้องการมหาศาล จะสังเกตว่าเเม้จะมีสีเดียวกันเเต่เรื่องราวบนจานนั้นต่างออกไป ภาพซ้ายสุดคือจานเซรามิกจากอังกฤษที่นำสไตล์การตกเเต่งเเบบเดียวกันเข้ามาเเละเพิ่มสีชมพูเเละเขียวเข้าไป

พอเห็นงานทั้งสามชิ้นนี้ทำให้พีคิดถึงคำพูดของอาจารย์วินัย ผู้นำพลที่ว่า

“โลกนั้นเชื่อมต่อกันด้วยปัญญา”

ภาพล่างคือกระบอกใส่เกลือพริกไทย ที่ยุโรปออกเเบบรูปร่างเเละส่งมาให้เอเชียสร้างเเละตกเเต่ง เเสดงให้เห็นความสัมพันธ์ทางการค้าที่มากกว่าการค้าขายข้ามประเทศเเต่รวมไปถึงการ Co-design

นอกจากตัวอย่างด้านบนเเล้ว จานทั้งสามใบนี้เป็นจานที่มีตราประทับของตระกูลสำคัญในยุโรปที่สั่งให้ช่างในเอเชียประทับตราประจำประตูลลงไปในระหว่างการสร้างด้วย

อย่างไรก็ตามจานที่หน้าสนใจคือจานด้านขวาสุดซึ่งมีลายหมอกปนอยู่ด้วย คาดว่าเป็นความผิดพลาดระหว่างการถ่ายทอดภาพประจำตระกูลซึ่งสีอาจจะเลอะขึ้น ทำให้ช่างในเอเชียเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นหมอก

ถ้วยด้านล่างเป็นถ้วยปิดท้ายเเต่ไม่ท้ายสุด เเสดงสถานีการค้าเวลาที่คนต่างชาติมาเเลกเปลี่ยนซื้อขายถ้วยในเอเชีย จะเห็นถงชาติต่างๆอยู่

ถ้วยชาเซรามิกด้านล่างเเสดงรูปปลางวงช้างซึ่งพบมากในงานศิลปะเเละปติมากรรมใน SEA

ถ้วยชาเซรามิกที่เป็นรูปจนยุโรปนั่งดื่ม นึกถึงพี่เเบงค์เเละอาจารย์วินัยเช่นเคย

ภาพล่างเป็นถ้วยชาที่มีการออกเเบบที่เเตกต่างกันไป เมื่อนำมาเรียงกันจะเเสดงการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ถูกปรับปรุงด้วยความเชื่อเเละวัฒนธรรม

ภาพด้านล่างเเสดงฟังก์ชันอื่นๆของเซรามิกเช่นการนำมาทำเป็นโคมไฟ (ภาพกล่าง) ถ้วยชารูปผู้หญิงเต้น (ภาพซ้าย) เเละถ้วยชาเยียวยา (ภาพขวา)

ถ้วยด้านล่างทำให้พีนึกถึงงาน DNA Origami ของ Hao Yan ที่ Biodesign Institute ภาพขวาคือภาพจากงานวิจัย Complex wireframe DNA origami nanostructures with multi-arm junction vertices.”

ลวดลายบนโต๊ะด้านล่างมีความละเอียดมากๆ จนน่าทึ่ง อาจารย์ Galina ที่ไปกับพีบอกว่าเครื่องจักรอาจจะสร้างงานละเอียดเเบบนี้ได้ เเต่มันจะ spirit บางอย่างที่หายไป

ภาพเขียนเเสดงความวุ่นวายในการค้าของสิงคโปร์ในอดีต

พีก็อยากจะบอกว่ามีชิ้นงานอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึงใน Exhibition นี้ จึงอยากเชิญชวนให้ได้ไปดูกันครับ

คำถามนึงก็คือว่าเซรามิกเหล่านี้ถูกนำไปค้าขายได้อย่างไร ? นิทรรศการต่อไปเรื่องเรือล่มจะนำเราไปไขคำตอบเรื่องนี้กันครับ

นิทรรศการต่อไปเป็นเกี่ยวกับการค้นพบเรือล่มบริเวณใกล้ชวา ประเทศอินโดนีเซีย นิทรรศการนี้เชื่อมโยงเส้นทางการค้าใน SEA กับเส้นทางการค้าโลกโดยการใช้สิ่งที่ถูกค้นพบในเรือเล่าเรื่องราวต่างๆ

ทางเข้านิทรรศการมีเเบบจำลองของเรือเเล่นอยู่บนคลื่นที่สร้างมาจากถ้วยเซรามิกที่พบบนเรือ เมื่อส่องไฟทำให้เห็นตัวเรือล่องอยู่กลางทะเลสีทอง การออกเเบบนี้น่าสนใจเเละเเสดงให้เห็นรสนิยมที่ดีของทีมงาน

ทุกๆนิทรรศการของ Asian Civilisations Museum จะมีการโชว์เเผนที่โลก (ภาพล่าง)เเละโยงให้เห็นบริบทใหญ่ นิทรรศการเรือล่มนี้ก็เหมือนกัน เเสดงให้เห็นตำเเหน่งที่พบเรืออัปปาง

การค้นพบเรือโบราณที่จมอยู่ใต้ทะเลในครั้งนี้ทำให้นักวิจัยต้องทบทวนเรื่องเส้นทางสายใหมใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เชื่อว่าเรือจากจีนจะเเล่นผ่านสิงคโปร์ (เส้นสีเเดง) เเต่ตำเเหน่งที่พบเรือนั้นออกนอกเส้นทาง

จุดที่น่าสนใจของเรือประเภทนี้คือการสร้างที่ไม่ใช้ตะปูในการยึด เเต่อาศัยการขัดกันของไม้ที่ออกเเบบมาอย่างดี เเละเชือกที่ใช้มัด

ในเรืออัปปางลำนี้พบไหซึ่งบันจุเครื่องปั้นดินเผาอยู่มากมายภายใน

นอกจากการจัดเเสดงที่น่าสนใจเเล้ว ในนิทรรศการนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง Virtual Reality ให้ผู้เยี่ยมชนได้เห็นภาพสามมิติของสถานที่จริง

ถ้วยชามที่พบในเรือลำนี้เป็นเซรามิกที่พีคิดว่าประหลาด ตรงที่ลวดลายเป็นการวาดเเบบ Free hand ซึ่งจะไม่มีให้เห็นเลยในนิทรรศกาลก่อนหน้า

คำถามที่น่าสนใจคือเมื่อดูจากลวดลายเเล้ว เราจะตั้งข้อสังเกตได้ไหมว่าเรืออัปปางลำนี้ตั้งหน้าจะเดินทางไปไหน ?

นอกจากลวดลายบนภาชนะจะเเปลกเเล้ว เรือลำนี้ยังเจอเซรามิกลายสีฟ้าที่เก่าเเก่มาก เเละทำให้นักวิชาการต้องคิดใหม่ว่าการนำ Cobalt มาใช้ในเซรามิกนี้มาจากไหน

ถ้วยด้านล่างสีเขียวนี้มีความพิเศษตรงที่หลอดดูนั้นติดอยู่กับตัวถ้วยเลย ชาวจีนเรียกถ้วยนี้ว่า “Nose drinking cup” ซึ่งทำให้สันนิษฐานว่าถ้วยนี้ต้องดื่มด้วยจมูก

การวางลวดลายไว้ที่ก้นของชามเเละเเก้วก็เป็นการออกเเบบที่น่าสนใจเเละเฉพาะตัว

รูปด้านล่างเเสดงเข้าของเครื่องใช้ของคนบนเรือ ซึ่งเหตุผลที่ทำให้รู้ว่าไม่ใช่สินค้า คือจำนวนที่พบ หนึ่งในนั้นคือลูกเต๋าโบราณที่เก่าเเก่ที่สุดในโลก ทำให้พีรู้ว่าลูกเต๋าไม่ได้เพิ่งเกิดมากับการละเล่นเกมส์กระดานยุคใหม่ เเต่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าน้ันมาก

ในนิทรรศการยังมีตัวอย่างที่น่าสนใจอีกมากครับ :)

นิทรรศการต่อไปที่จะพูดถึงคือนิทรรศการว่าด้วยนักวิชาการของจีน (Chinese Scholar) นิทรรศการนี้ให้ความสำคัญกับสังคมนักคิด นักปราชญ์เเละวิถีทางของพวกเค้า

ในนิทรรศการจำลองห้องทำงานของนักคิดจีน (ภาพด้านล่าง) ซึ่งในสมัยราชวงศ์ หมิง นักวิชาการที่มีความสำคัญจะสร้าง Studio เป็นของตัวเองเพื่อฝึกสมาธิ ฝึกการเขียนอักษร calligraphy การวาดรูปเเละการเข้าสังคมกับนักวิชาการคนอื่นๆ

ในห้องทำงานของนักวิชาการจีนจะออกเเบบให้สะท้อนความงาม ความดี เเละความจริงโดยการตกเเต่งอย่างเรียบง่ายเพื่อไม่ให้ทำลายสมาธิ เเต่จะมีส่วนที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติภายนอกเพื่อรับเเรงบันดาลใจ ห้องทำงานเเละเฟอร์นิเจอร์ส่วนมากจะทำมาจากไม้ท้องถิ่นเเละไม้นำเข้าจาก SEA

หนึ่งในสิ่งพึงมีของนักวิชาการจีนในอดีตคือ Chinese scholar’s rocks ซึ่งเป็นหินรูปร่างประหลาด เพื่อที่จะให้เหล่านักวิชาการได้มองหาความจริงเเละพิจรณาความเป็นไปของโลกมนุษย์

รูปปั้นนักบวช สำหรับพีเป็นเรื่องเเปลกที่จะเห็นจีนสร้างงานปั้นที่ไม่ใช่คนอ้วนถ้วนสมบูรณ์

หนึ่งในสิ่งที่พีอ่านเเล้วสะดุดคือการซื้อขายตำเเหน่งจากราชสำนัก ช่วงคศ.ที่ 19 ชาวจีนอภยพข้ามทะเลไปสู่ดินเเดนใหม่ รัฐบาลจีนจึงขายตราตำเเหน่งตามหนังสือพิมพ์ให้ชาวจีนนอกประเทศเหล่านั้นซื้อไปใช้ในงานสำคัญ เช่น พิธีงานเเต่งงาน

ภาพด้านล่างคือม้านินมังกรหรืออะไร ?

หัวขวานสีขาวเป็นหนึ่งในสิ่งที่พีเห็นเเละไม่เเน่ใจว่าทำจากอะไร เพราะดูบางเเละไม่น่าใช้งานได้

นิทรรศการสุดท้ายที่พีอยากจะเเนะนำเป็น Heightlight ของ Asian Civilisations Museum ช่วงนี้เลยครับ ตัวอย่างจัดเเสดงนำมาจาก 19 ประเทศทั่วโลก นิทรรศการนี้ก็คือ Christianity in Asia: Sacred Art and Visual Splendour

นิทรรศการนี้นำเสนอวิธีการเเละความเป็นมาของศาสนาคริสต์ในภูมิภาคเอเชีย คำถามนึงที่เป็นคำถามหลักของนิทรรศการนี้คือ

“ศิลปะที่เล่าเรื่องทางศาสนาคริสต์ เเต่สร้างโดยศิลปินที่อาจจะไม่ได้เป็นศาสนิกนั้นจะนับเป็น Christian art หรือไม่?”

ตัวนิทรรศการไม่ได้ตั้งคำตอบเเต่ชวนให้คนเช้าชมตั้งคำถามนี้อยู่เสมอ ภาพด้านล่างเป็นเข็มกลัดของนักบวชศาสนาคริสต์ในเอเชีย ซึ่งจะสังเกตเห็นอิทธิพลของศิลปะจีน ลายสวัสดิกะ ลายดอกบัว รวมทั้งศิลปะเเบบตะวันออกกลางเข้ามาผสมอยู่ด้วย

ภาพด้านล่างคือชุดนักบวชคริสต์ใช้ใส่ในช่วงทำพิธีในโบสถ์ เเต่ทำด้วยผ้าทอที่มีลวดลายเเบบ Isalamic

ภาพด้านล่างก็เช่นกันเป็นเรื่องราวของพระเยซูซึ่งทำโดยศิลปินอิสลามในอินเดียใช้เป็นสื่อในการเผยเเพร่ศาสนาเนื่องจากภาพเขียนที่เหล่า Missionary นำมาจากยุโรปนั้นมีจำนวนไม่เพียงพอ

การที่ศิลปะที่เล่าเรื่องราวของศาสนาคริสต์ได้รับอิทธิพลจากศิลปะท้องถิ่นนั้นช่วยทำให้ศาสนาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่นภาพข้างล่าง คือรูปปั้นของพระเเม่มารีอุ้มพระเยซู ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับเจ้าเเม่กวนอิมพระโพธิสัตว์ในตามคติมหายาน

นอกจากนี้เรายังเห็นศิลปะพื้นเมืองจากที่ต่างๆในเอเชียที่น่าสนใจ เเต่มีเครื่องหมายทางศาสนาเเฝงอยู่

ภาพด้านล่างมุมซ้าย เป็นรูปสลักของอดัมและอีฟมนุษย์คู่เเรกที่ใช้ชีวิตในสวนเอเดนตามพระคัมภีร์เก่า

การเข้ามาของศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นสร้างความหวาดกลัวของชนชั้นนำเเละก็ให้เกิดการกวาดล้างคริสตศาสนิกชนโดยคำสั่งของโชกุน ในช่วง คศ 15 -16 (ภาพล่างเป็น)

งานศิลปะหลายชิ้นที่สร้างขึ้นเพื่อศาสนาคริสต์ดูภายนอกจะกลมกลืนไปกับศิลปะท้องถิ่น เช่น ตู้สวดมนต์ด้านล่างซึ่งเมื่อปิดประตูด้านข้างจะเหมือนตู้ใส่ของเเบบจีน

ในจีน Missionary มีการเเต่งตัวเลียนเเบบนักปราชญ์จีนเพื่อง่ายที่จะเผยเเพร่ศาสนา

งานปติมากรรมที่ทำในอินเดียเพื่อประกอบพิถีทางศาสนา

ภาพล่างคือตู้เก็บอัฐิของนักบวชคนสำคัญในเอเชีย ตัวตู้เเทบไม่มีสัญลักษณ์บ่งชี้ทางศาสนาอยู่เลย

รูปปั้นพระเยซู ในเเบบ “good shepherd” ซึ่งสลักจากงาช้าง

การผสมผสานของศิลปะเเบบ Islamic มีความน่าสนใจมากสำหรับพี

ภาพด้านล่างคือรูปปั้นของพระเเม่มารีที่ทำในฟิลิปปินซ์ มีเทคนิคการเเกะสลักผ้าได้น่าสนใจเเละงดงามมาก

ภาพที่พีถ่ายมาเป็นเเค่บางส่วนของนิทรรศการนี้ครับ ขอบคุณผู้นำชมจากพิพิธภัณฑ์ทุกท่านที่นำเสนอเรื่องราวได้สนุกเเละทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิตอีกครั้ง

ภาพที่เหลือเป็นส่วนจัดเเสดงที่พีได้เดินไปดูเเบบเร็วเพราะเวลาอันจำกัดครับ ขอไม่ขยายความทุกรูปนะครับ

ภาพด้านล่างพีถ่ายจากหนังสือ เป็นรูปถ่ายของผ้าที่เล่าเรื่องราวรามายณะจากเบงกอล มีสไตล์ที่โดดเด่นเเละเท่มากครับ โดยเฉพาะรูปทศกัณฐ์ (มุมซ้ายล่าง)

ภาพล่างเป็นการตั้งเปรียบเทียบของยักษ์ Atlan ตามความเชื่อกรีก เเละ พระพุทธรูป ศิลปกรรมทั้งสองชิ้นสะท้อนเเนวคิดของ “คนเเบกโลก” จากสองมุมโลก

การนำเสนอเสือชีตาร์ที่ Mughal Empire ในสมัยของกษัตริย์ Akbar‎ (1556–1605)

การเเสดงกายกรรมต่อตัวของคน 11 คน ในช่วง Mughal Empire

ภาพล่างคือรูปปั้นพระพุทธเจ้านั่งสมาธิอยู่ในป่าไผ่เเละมีพญานาคปกอยู่ มาจากตอนเหนือของจีน

รูปปั้นสิทธัตถะในสมัยเป็นเจ้าชาย พีเห็นเเล้วไม่รู้ทำไมนึกถึงอาจารย์กฤษณพงศ์ กีรติกร

รูปปั้นส่วนหัวของสิทธัตถะโดยได้รับอิทธิพลในการปันมาจากกรีกเเละโรม (คศ. 4)

รูปปั้น Garuda จากอินเดียในสมัยราชวงศ์ Gupta

เศียรของพระศิวะจากอินเดียในสมัยราชวงศ์ Gupta

เซรามิกลายค้างคาว

ภาพล่างคือปติมากรรมรูปคนเต้นเเละตัวตลกที่พบในจีน

อวโลกิเตศวรจาก Dali Kingdom (จีน) ประมาณ คศ. 10

ศิลปกรรมจากศาสนาพุทธเเละพราห์มที่น่าสนใจสำหรับพี

อุปกรณ์การคำนวณทางคณิตศาสตร์ใช้ในศาสนาอิสลาม

ภาพล่างคืองานศิลปะร่วมสมัยที่มาเเสดงที่ Asian Civilisations Museum ด้วยครับ

พีอยากจะสรุปบทความอันนี้ด้วยภาพลิงข้างบนนะครับ พีไม่เเน่ใจว่าคืออะไร เเต่พีรู้สึกว่ามันทำให้เราตั้งคำถามเเละสงสัยต่อไป พีว่าความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลปะนั้นเต็มไปด้วยไอเดียเเละเเรงบันดาลใจ การเล่าเรื่องเเละนำเสนอความมหัศจรรย์ของอารยธรรมในเอเชียที่เชื่อมโยงไปหาบริบทโลกได้อย่างน่าสนใจนั้นเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกเเห่เข้ามาที่ Asian Civilisations Museum อย่างเนืองเเน่น พีก็หวังว่าประเทศเราจะมีพิพิธภัณฑ์ดีๆเเละบทเรียนประวัติศาสตร์ที่สนุกนะครับ เพราะอย่างที่ Edmund Burke กล่าวไว้ “Those who don’t know history are doomed to repeat it”

ผู้ไม่รู้ประวัติศาสตร์เหมือนถูกสาปให้ทำผิดซ้ำเเล้วซ้ำอีก