แชร์ประสบการณ์ เที่ยว น่าน-ปัว 3 วัน 2 คืน แบบไม่ได้แพลนล่วงหน้า(Part 2)

วันที่ 2 Let’s go to ปัว!

ตื่นเช้ามาในเมืองน่านแบบนี้ เราก็เลยปั่นจักรยานออกไปหาอะไรกินที่ตลาดตั้งจิตนุสรณ์ คิดว่าคงจะมีกาแฟโบราณ ปาท่องโก๋ ขายให้นั่งกินสงบๆเหมือนตลาดแถวบ้านที่ต่างจังหวัด แต่พอไปถึงจริงๆแล้ว เป็นเหมือนตลาดสดขนาดใหญ่ คนพลุกพล่านมาก เราก็เลยเปลี่ยนใจมองหาร้านกาแฟ+อาหารเช้า ไปนั่งฟินแทน

ปั่นจักรยานไปซักพัก ก็เจอร้านกาแฟร้านนึงตรงเส้นถนนสุมนเทวราช(เสียดายจำชื่อร้านไม่ได้ แต่จำได้ว่าติดกับร้านขายเครื่องเงิน) เป็นร้านกาแฟเล็กๆ ที่มีกระบะขายผลไม้ด้วย แล้วก็มีเงาะกองโตอยู่หน้าร้าน เป็นภาพที่แปลกๆตาไปเหมือนกันนะ นอกจากกาแฟแล้วเค้าก็ยังมีแซนด์วิช กับ ไข่กะทะด้วย เราสั่งแซนด์วิชมากิน รสชาติพอใช้ได้ ส่วนกาแฟต้องบอกว่าเข้ม(ขม)ไปหน่อยสำหรับเรา แต่ก็ช่วยเติมเต็มมื้อเช้าในวันฝนตกแบบนี้ได้บรรยากาศดีเหมือนกัน

ถึงเวลา แพ็คกระเป๋า เดินทางต่อ วันนี้เราจะไปค้างที่อ.ปัวกัน 1 คืน ที่พักที่เราจองไว้ก็คือ ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำโฮมสเตย์ วิธีไปปัวจากน่าน มี 2 ทาง คือ นั่งรถ 2 แถวสีฟ้า ที่ป้ายจะเขียนว่า ปัว-ท่าวังผา กับนั่งรถเมล์(หวานเย็น) เราเลือกนั่งรถ 2 แถวเพราะถึงเร็วกว่า ค่ารถคนละ 50 บาท ระหว่างทางถนนก็มีบางช่วงที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฝนก็ตกปรอยๆมาตั้งแต่เช้าแล้ว เป็นการเดินทางที่สมบุกสมบันทีเดียว ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง ครึ่ง ก็มาถึงปัวจนได้ ทีนี้เราก็ต้องเหมารถ 2 แถวนั้นแหละ ให้ไปส่งเราที่ที่พัก จ่ายเพิ่มไปอีก 180 บาทสำหรับ 2 คน

พอถึงที่พัก บอกเลยว่าคุ้มค่ามากกกกกก บรรยากาศตรงนั้นเหมือนอยู่บนภูเขา แล้วมองลงไปด้านล่างเป็นทุ่งนากว้างเขียวขจี(โชคดีของการมาเที่ยวช่วงหน้าฝน) มองไปไกลๆก็เป็นวิวภูเขากว้างแบบ 180 องศาเลย แล้วก็ได้ยินเสียงน้ำดังมาก จากฝายที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก(ประมาณ 500 เมตร) ภายในตัวที่พักเองก็ถือว่าทำได้ดีมาก ต้นไม้งี้สวยงามทุกต้น ดูสะอาด บอกไม่ถูกแต่มันคือป่าที่ดูสะอาดตามาก

เป็นเวลาเที่ยงพอดี กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้องชิมิ เราก็เลยนั่งกินข้าวแล้วก็รอเช็คอินไปด้วย ที่ร้านอาหารในที่พักนั่นแหละ(ที่นี่เช็คอินได้บ่าย 2 โมง) กินข้าวไป ชมวิวสวยๆไป สุดแสนจะฟินนนนนนนนนนนนน ;)

พอมาเจอที่พักแบบนี้เข้า ไม่อยากออกไปเที่ยวที่ไหนเลยยย ตอนแรกคิดไว้ว่าอยากไปวัดภูเก็ตเพราะเห็นใครๆก็ไปกัน แต่ด้วยอารมณ์อยากมาพักผ่อน บวกกับเจอสิ่งที่ต้องการ(วิวสวยๆ)ในที่พักแล้ว ก็เลยตัดสินใจไม่ไปเที่ยวไหนแล้ว อยู่ชิวๆที่นี่แหละ ซึ่งใกล้ๆที่พักจะมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ที่นึงคือ วังศิลาแลง ตัดสินใจเดินไปกันแล้ว(ทั้งที่มีฝนตกปรอยๆ) แต่ไปได้แค่ครึ่งทาง เพราะพบว่าทางขึ้นนั้นรกมาก เต็มไปด้วยต้นไม้ที่คงโตเพราะหน้าฝน จนเดินขึ้นไปลำบาก บวกกับการที่เป็นผู้หญิง 2 คน และไม่เห็นมีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลย เลยไม่อยากเสี่ยงขึ้นไป กลัวว่าจะอันตราย

ที่นี่ไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำเลย นอกจากลงไปเดินเล่นตามท้องทุ่งนาด้านล่าง แล้วก็ไปดูเค้าเก็บเห็ดกัน(ซึ่งไม่ได้ไป) แต่เพียงแค่ เราได้นั่งกินข้าว ชมวิว คุยกันบ้าง เล่นไลน์บ้าง ถ่ายรูปบ้าง อ่านหนังสือบ้าง นอนกลิ้งไปกลิ้งมา แอบงีบหลับไปบ้าง มันก็แสนจะสบายใจ หลุดพ้นจากความวุ่นวาย แล้วก็รู้สึกเป็นอิสระสุดๆเลย

วันนี้ มีฝนตกปรอยๆมาบ้างทั้งวัน หลับสบายเลยทีเดียว zZ

วันที่ 3 กลับกรุงฯ

เช้านี้อยู่ที่ปัว จากวิวในห้องนอนที่เป็นกระจกฝั่งนึง ภาพแรกที่เห็นลางๆคือภูเขาที่คลุมด้วยหมอก เปิดประตูออกไปดูชัดๆ อื้อหือออออ…สวยอ่ะ เป็นเช้าที่รู้สึกสดชื่นที่สุดในรอบ 3 ปี

ตอนแรกมีแค่หมอก ต่อมาเป็นฝนตก มีความเป็นหมอกหนาทึบขึ้นไปอีก ก็สวยไปอีกแบบ :)

มีเวลาฟินอยู่พักใหญ่ๆ ก็ไปอาบน้ำเตรียมกินข้าวเช้ากัน จุดเด่นของที่นี่อีกอย่างคือ ห้องน้ำแบบ Open Air! เงยหน้ามองเห็นท้องฟ้าและต้นไม้ ถึงจะเป็นห้องน้ำแบบเปิด แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกเขินอายแต่อย่างใดนะ เพราะเค้าทำกำแพงสูงมิดชิดมาก แล้วข้างบนก้อเหมือนมีต้นไม้ปกคลุม และมองเห็นท้องฟ้าบางส่วน ทำให้รู้สึกว่าปลอดภัยไร้กังวล55 ห้องน้ำก็กว้าง เป็นแนวห้องน้ำในป่าที่สะอาดสะอ้าน(อีกแล้ว) ยอมรับเลยว่าเค้าทำมาดี ดูแลดี มีความสะอาดและเป็นธรรมชาติไปในเวลาเดียวกัน (ถึงบางจุดจะมีแมลง มด บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่คงเลี่ยงไม่ได้จริงๆสำหรับที่ในป่าแบบนี้) เป็นประสบการณ์อาบน้ำที่สนุกมากกกกก )))

ฟินขึ้นได้อีกกับอาหารเช้าที่นี่ ทีมีทั้ง American Braekfast และ ข้าวต้ม ให้ทานสำหรับแต่ละท่าน(ไม่ต้องเลือก ได้กินทั้งคู่) และตรงส่วนกลางก็มีขนมปังโฮลวีตส์ (ซึ่งน่าจะเป็นโฮมเมด) แล้วก็ชาร้อนๆ ขอบอกว่าอาหารอร่อยทุกอย่าง ดูแล้วทำแบบพิถีพิถัน จุดเด่นอีกอย่างของที่นี่คือ เค้าจะมีเห็ดเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารอยู่หลายเมนู (ไม่งั้นเสียชื่อฟาร์มเห็ดน่ะสิ) และวัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่ก็จะมาจากธรรมชาติ กาแฟที่นี่เค้าก็ไม่ใส่ครีมเทียม ไม่ใส่นมข้น มีความเพื่อสุขภาพสูง

11.30 ถึงเวลาต้องกลับแล้ว เราสังเกตุว่าคนที่อยู่ที่นี่ เค้าดูไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกับวิวสวยๆพวกนี้เลยนะ ไม่มองออกไปด้วยซ้ำ เพราะก็คงเห็นอย่างนี้ทุกเช้าอยู่แล้วจนชิน เค้าจะรู้มั๊ยน้าว่าเราแอบอิจฉาเค้าขนาดไหน เดี๋ยวต้องไปฝ่าฟันกับมลพิษและสภาพรถติดในกทม.ทุกเช้า ฮือๆ…. (จะดราม่าทำไมเนี่ยย)

ฝนก็ยังคงตกปรอยๆเป็นอุปสรรคของการเดินทางอีกเช่นเคย เราก็เหมารถ 2 แถว กลับไปขึ้นรถ 2 แถวกลับน่านที่เดิม ง่ายขึ้นหน่อยตรงที่รถ 2 แถวนี้จะผ่านหน้าสนามบินน่านเลย เราก็บอกลุงคนขับให้จอดที่สนามบินให้ แล้วนั่งวินเข้าไปอีกคนละ 30 บาท สุดท้ายก็ขึ้นเครื่องกลับโดยสวัสดิภาพจ้าา

สรุป

ทริปน่าน-ปัว ครั้งนี้ถือว่าบรรลุจุดประสงค์ในการได้ไปพักผ่อน หย่อนใจ หย่อนกาย ได้ไปตามหาตัวเอง และตามหาทุกสิ่งทุกอย่าง(เพราะว่าไม่ได้วางแผนอะไรไว้เลย 555)

ตอนนี้เราก็พอจะได้ไอเดียแล้วว่า การท่องเที่ยวมันดียังไง..

ความจริงแล้วมันก็คล้ายๆกับการใช้ชีวิตเหมือนกันนะ เวลาเราไปเที่ยว ก็เหมือนกับต้องออกจาก comfort zone คือไปอยู่ในที่ๆไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย เจอกับสถานการณ์ที่หลายครั้งยากจะจินตนาการถึง ทำให้เราต้องคิด ต้องตัดสินใจ

แล้วเราก็ยังต้องคอยวางแผน ว่าจุดหมายต่อไปเราจะไปไหน บางทีมันก้อทำให้เราเครียด กับความไม่รู้ว่าจะไปไหน หรือ ไม่รู้ว่าจะไปยังไง(เพราะเราจะอยู่กับที่ไม่ได้ใช่มั๊ย ก็เหมือนกับชีวิตน่ะแหละ) แต่บางที มันก็ทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระ ที่ได้กำหนดจุดหมายด้วยตัวเอง แค่เราต้องคิดให้ได้ว่าเราอยากไปไหนก็พอ(เราต้องรู้จักตัวเองมากขึ้น) สุดท้าย พอเราหาทางไปจนถึงจุดหมายได้จริงๆ เราก็จะรู้สึกภูมิใจ ❤