14 days in Japan | เที่ยวญี่ปุ่นกับช่างภาพ.. นัวร์ๆใน 14 วัน

(โตเกียว-ทาคายาม่า-ชิราคาวาโกะ-โอซาก้า-เกียวโต-คาวากุชิโกะ)


ต้องยอมรับว่า ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวไทยชื่นชอบกันเป็นอย่างมาก และที่สำคัญเป็นประเทศที่ ทีม Perfectto photo group ของเรา อินแบบสุดๆ (ในเวลา 2 ปีไปกันมา 3 รอบแล้ว555)

หลังจากการแพลนทริปของเรา กับผู้ร่วมทริปอีก 2 คน (ทอมมี่ และ น้องฝน) เป็นเวลาเกือบ 1 ปี เราได้เลือกช่วงเวลาหน้าหนาวที่น่าจะมีหิมะตกแล้ว นั้นคือตั้งแต่ คริสมาสต์ ถึง ปีใหม่ (DEC 21 2017 — JAN 4 2018)

ซึ่งหลังจากที่กลับกันมา มีคนมาสอบถามถึงแพลนการเที่ยวอันยาวนานของเรากันมาอย่างท่วมท้น ถือว่าเป็นโอกาสอันดีในการเขียนบล็อกแรกของเราใน Medium นี้เลยละกันนะคะ :)


วันแรก-Tokyo

ยามค่ำที่ญี่ปุ่น

เราออกเดินทางกันตอนสายๆ ถึง นาริตะ ก็ประมาณเกือบสองทุ่ม หลังจากทำธุระๆต่างๆ ในการแลก JR PASS ตัวจริง และจองรอบ Shinkanzen เราก็เปิดใช้เพื่อนั่ง Narita Express เข้าไปยังโตเกียวเลย คืนนี้เราพักกันที่ OAK Hostel โรงแรมที่เราเคยมาพักไปแล้วหนึ่งรอบ อยู่ระหว่าง Nippori/Ueno เป็นที่ถูกใจของคนไทยเยอะอยู่เหมือนกัน เพราะเดินทางสะดวก และห้องพักส่วนตัวคือมีห้องน้ำมีอ่างน้ำในห้องเลย ราคาไม่แพงด้วย จองผ่าน Agoda ได้เลย :)

หน้าร้านมีได้ฟิลเหมือนอยู่ในหนังญี่ปุ่นนิดๆ

เนื่องจากอากาศกำลังดี ประมาณ 8 องศา เราเลยออกไปหาสาเกจิบกันสักหน่อย แนะนำร้าน GOKAN in Uguisudani (IG) เมนูแนะนำ ข้าวหน้าเนื้อ และ เนื้อตุ๋น ข้างๆมีร้านขายเครื่องปิ้งแบบไร้เมนู ต้องใช้ความสามารถในการซื้อนิดนึงด้วย555

สายเนื้ออย่าพลาดนะ อร่อยมาก ~

วันที่ 2 — Tokyo

ระหว่างทางจากโรงแรมไปขึ้น JR ตรงนี้จะเห็นรถไฟวิ่งตลอด เพลินๆดี

เป้าหมายหลักของเราในวันนี้คือ ซื้อ Heat tech และ เครื่องกันหนาวเพื่อเตรียมพร้อมเดินทางไป ทาคาย่ามา ขึ้นกระเช้า ชินโฮทากะ และ ชิราคาวาโก ในวันถัดๆไป

เช้าๆ คนยังไม่เยอะมาก เดินสบายๆเลย

ช่วงสายๆ เดินทางไปย่านยานากะ ถนนแมว แถวๆ Nippori อาจจะเพราะอากาศหนาวเจอแมวจริงๆ 1 ตัวถ้วน นอกนั้นมีทั้งขนมหางแมว ตุ๊กตาแมว ร้านขายของ ฯลฯ

น้องแมว 1 ตัว กับร้านขนมแมว และนู่นนี้เยอะมากๆ แต่ไม่มีแมวเลย ฮืออออๆ

ชิวๆสักพัก เราก็ขึ้น Yamanode line ไปลุย Harajuku กันต่อ เริ่มที่ Kyushu Jangara Ramen ร้านโปรดของสมาชิกเรา และ มีเมนูภาษาไทยนะ อร่อยคุ้ม~ พร้อมเดินลุย ฮาราจุกุ แต่เดินไปได้แปปเดียว ก็แว่บลงไปดู คาเฟ่นกฮูก (650 JPY) ในซอยซะแล้ว ที่นี่สามารถลูบน้องนกฮูกได้ แต่ว่าต้องใช้หลังมือเท่านั้นนะจ้ะ

อร่อยและคุ้มค่าสุดๆ
มีสาวกระพริบตาให้

จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยัง Shibuya สู่ Uniqlo, GU, ABC Mart, และ Matsumoto kiyoshi เพื่อเตรียมอุปกรณ์กันหนาว รองเท้า และ ยาให้พร้อมสู่รบกับความหนาวกันต่อ 5555

เดินเล่นตรงถนน Cat’s Street แหล่งขึ้นชื่อเสื้อผ้ามือสองด้วยนะ
Shibuya Crossing ~ ที่นี้เหมือนเป็น Landmark ของ Tokyo มากๆ 55

วันที่ 3— From Tokyo to Takayama

สิ่งที่แนะนำให้ทำคือกินข้าวกล่องบนรถไฟ ได้ฟิลไปอีกแบบ :)

ออกเดินทางจากด้วย Shinkanzen ไปยัง Nagoya และต่อ Hida wide view Express ไปยัง Takayama พอถึงแล้วเราต้องไปซื้อ Okuhida Marugoto Value Kippu (5,XXX JPY) ที่ ตึก JTB อยู่ตรงข้ามกับ Tourist office แถวๆที่ขึ้นรถบัส (เปิด10:00 to 16:00) ซึ่งเป็นตั๋วเราไว้ขึ้นรถบัส+ออนเซ็น และกระเช้า ของ Shinhotaka Ropeway ของวันพรุ่งนี้

ระหว่างทาง~
HIDA WIDE VIEW ถ้าได้นั่งหน้าๆจะเห็นรอบๆสวยมากเลย

วันนี้เราพักที่พักของพี่คนไทย TAKAYAMA TANYAPORN GUEST HOUSE ซึ่งพี่ปุ๋ยน่ารักมาก ดูแลเราเป็นอย่างดี

ที่พักของเราจ้าาาาาาาา

ขับรถพาชมตรงเมืองเก่า บอกเส้นทางพวกเรา รวมถึงบอกทางไปร้านสะดวกซื้อ และร้านข้าวกล่องแถวๆที่พัก พร้อมให้พักที่บ้านหลังใหม่ และให้ไวน์เรามา 1 ขวด สำหรับวันคริสมาสต์อีกด้วย

พอเก็บของเรียบร้อย เราก็ไปเที่ยวในโซนเมืองเก่ากัน ซึ่งไม่ไกลไม่ใกล้จากที่พักมาก เดินก็ใช้เวลาพอสมควร แต่พี่ปุ๋ยอาสาไปส่งเราตรงแถวๆนั้น ที่มีสะพานแดงสัญลักษณ์ของที่นี้อีกอย่างนึงพอดี

นักท่องเที่ยวเยอะมากกกกกกกกก ก.ไก่ล้านตัว
ร้านนี้ในเมืองเก่าขายแกงกะหรี่เนื้อ น่ากินมากแต่ราคาก็แพงระดับนึง

สำหรับสายเนื้อ น่าจะทราบกันแล้วว่า ที่นี้ดังเรื่องเนื้อ Hida beef มาก มาถึงแล้วก็ต้องลองนะจ้ะ ระหว่างเดินตรงโซนเมืองเก่า เนื้อไม้ย่างๆจะแพงนิดนึง ตกไม้ละ 600–1000 JPY เราแนะนำว่าให้หาร้านอาหารนั่งกินจริงจัง ได้ข้าวหน้าเนื้อในราคา 1500–1800 JPY แบบเน้นๆอิ่มดีกว่า

วันที่ 4— Takayama (Shinhotaka-Ropeway)

เราไปขึ้นรถ Nohi bus ที่มุ่งหน้าไปยัง Shinhotaka Ropeway ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ ระหว่างทางเริ่มเห็นหิมะมากขึ้นๆเรื่อยๆ จนพอถึงที่กระเช้า อากาศก็หนาวได้ที่พอดีค่ะ 5555 กระเช้าที่นี้เป็นกระเช้า 2 ต่อ แต่ถ้าเราซื้อตั๋ว Okuhida Marugoto Value Kippu มาแล้วให้เอาไปแลกเพื่อขึ้นได้เลยค่ะ ชั้นแรกอาจจะไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร พอชั้น 2 เป็นกระเช้าแบบสองชั้น (คนไปแย่งกันขึ้นชั้นบน จริงๆ ชั้นล่างนี้วิวเหมือนกันเลย แถมคนน้อยกว่าด้วย) ขึ้นมาถึงที่ความสูง 2,156m วันนี้ฟ้าโปร่งถือว่าโชคดีมากๆค่ะ หิมะกำลังฟูด้วย ถ่ายรูปจากชั้นบนเพลินๆ สามารถเดินมาทานอาหารที่โรงอาหาร แนะนำโอเด้งและราเม็งแกงกะหรี่ :) และออกไปตรงทางเดินด้านข้างๆ เพื่อเดินลุยหิมะ ถ่ายรูปเขาตรงนี้ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบค่ะ

คนไม่เยอะมาก ขึ้นมาแล้ว เราถ่ายภาพไม่หยุดเลย หันไปทางไหนก็สวย
มีที่กั้นแต่ก็ยังเสียวๆอยู่นะ 555

วันที่ 5 และ 6 — Shirakawa-go

ตื่นสายๆมาขึ้น Nohi bus อีกรอบกันค่ะ แต่วันนี้เราจะไปกันที่ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ เพื่อไป ฉลองคริสมาสต์ด้วยการนอนในบ้านของคุณยาย Etsuko ซึ่งชื่อบ้าน Gensaku (源作) เป็นบ้านที่มีอายุหลายร้อยปี วันนี้หิมะเริ่มกลับมาตกหลังจากหายไปสามสี่วัน ถ่ายรูประหว่างทางเพลินๆเลยค่ะ ถึงชิราคาวาโกะ เราทุกคนก็ตื่นเต้นกันมาก อารมณ์คือสวยแบบเหมือนกับอยู่ในนิทานจริงๆ ด้วยรูปทรงบ้านแบบบ้านขนมปังแล้วมีน้ำตาล(หิมะ)โรยข้างบนทั้งหมู่บ้านเลย หลังจากแว่บขึ้นไปจุดชมวิว เราลงมา Check in กับคุณยายและออกไปเดินถ่ายรูปกันต่อในหมู่บ้าน กลับมาอีกทีก็ทานอาหารเย็นที่มีเนื้อฮิดะ ปลาย่าง ซุป ขนม ข้าวแบบเติมไม่อั้น อร่อยมากกกก

ทางเดินเข้าไปยังบ้านคุณยาย
สวยแบบสุดๆไปเลยจ้าตรงนี้
บ้านของคุณยาย Etsuko
สำหรับคนที่อยากจองที่พัก เราจองผ่าน Gassho Travel Concierge โดยจะมี Agent ส่ง Email บ้านต่างๆให้เราเลือกค่ะ แต่เพราะว่าเราไปช่วง High season เราจองล่วงหน้าไปประมาณ 5 เดือนค่ะ ราคาต่อหัว 13,000 JPY รวม อาหารเย็นและเช้าที่คุณยายทำแบบญี่ปุ่นแท้ให้เรากิน (ย้ำว่าอร่อยมาก~)
ซ้าย — ข้าวเย็น (มีเนื้อ Hida ถ้าไม่กินเนื้อจะเป็นหมู) ขวา— ข้าวเช้าก่อน Check out

ที่พักแม้ว่าจะปิด Heater ในเวลากลางคืน ผ้าห่มคุณยายอุ่นมากๆ และถึงจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ทั้งครอบครัวน่ารักและดูแลดีๆมากเลย เราแชร์ทั้งบ้านกับ กลุ่มคนไทย และ คนเอเชียอีกคู่ ที่นี้ผนังจะบางมากๆค่ะ สามารถได้ยินเสียงกันชัดเหมือนกัน อาจจะต้องระวังนิดนึง :) ตื่นมาตอนเช้า กินข้าวเช้าพร้อมๆกัน และออกไปถ่ายรูปกันซึ่งสวยกว่าเมื่อวานเพราะหิมะตกทั้งคืนเลย ก่อนจะโบกมือลา เพื่อจะไป Kanazawa เพื่อต่อ JR ไปยัง OSAKA กันค่ะ

วิวหน้าบ้านคุณยาย Etsuko
หิมะตกจนกล้อง White balance เพี้ยนกันเลยจ้า

ที่ OSAKA เราพักที่ โรงแรม Drop Inn Osaka อยู่ไม่ไกลจากสถานี และ แว่บไป Dotonburi ช่วงค่ำๆ ก่อนจะกลับมาสลบกันที่พัก เพราะเดินทางมาทั้งวัน


วันที่ 7 — Osaka

ท้องฟ้าสดใส ต่างกับเมื่อวานเชียว

หลังจาก Check out เราก็ขอฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม ก่อนจะออกเดินทางไป Kaiyukan หรือ Aquarium กัน กลุ่มเราเป็นสายรักสัตว์ไม่เกี่ยงว่าจะบกหรือน้ำนะ ดังนั้นการไป kaiyukan คือ A MUST มากๆ

น้อง ๆ ๆ เต็มไปหมดเลย วันนี้ถ่ายรูปเยอะสุดตั้งแต่มา 5555

หลังจากเที่ยวเล่นกับบรรดา น้องหลามวาฬ น้องอุ๋ง น้องเบน เราก็กลับมาเอาของและ ออกตัวไปยัง เกียวโต กันต่อ ที่เกียวโตเราเลือกที่พักจาก AirBnb ให้ใกล้กับย่าน Gion เพื่อความสะดวกในการเดินชิวย่ามค่ำคืน และเราก็ได้เจอ เมโกะ ระหว่างทางเดินเข้าบ้านถือว่าเป็นความโชคดีสุดๆเลยทีเดียว

ระหว่างทางเดินไป Kaiyukan จาก JR :)

วันที่ 8 — Kyoto & Kimono ~

มาถึงเกียวโตเมืองเก่า เราก็เลยตัดสินใจจากสถานที่เที่ยวว่า “เราควรเช่ากิโมโน”

เราเลือกเช่าจากร้าน Yumeyakata ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสถานี Gojo Station สามารถจองผ่านเวปได้ง่ายๆ (มีภาษาไทย) ซึ่งเราจอง 2 คู่ละ 7,000 JPY ไม่รวมแต่งหน้าทำผมนะคะ เข้าไปในตึกของทางร้านแล้ว รู้สึกว่าทุกอย่างเกินขึ้นเร็วมาก 555 เราเข้าไปเลือกผ้าต่างๆ จะมีพนักงานมาช่วยดูและเอาของเราใส่กระเป๋าให้ พอเลือกของต่างๆเสร็จ (บางอย่างจะมีการบวกเพิ่ม) เราก็ไปยังห้องแต่งตัวชั้นบน (ของผู้ชายจะชั้นล่างค่ะ) ทุกอย่างเสร็จภายใน เวลาประมาณ 1 ช.ม. โดยที่เราฝากของไว้กับเขาและมารับตอนเย็นได้เลย
รุปกลางเราเอามาจาก GOOGLE นะคะ :)

เรามีเวลาตั้งแต่ 11 โมง ถึงประมาณ ทุ่มครึ่ง ในการใส่ชุดเลยไปแค่สองที่คือ ป่าไผ่ (Arashiyama) และ วัดเสาแดง (Inari) ซึ่งจริงๆแล้วก็เสร็จประมาณ 5โมงค่ะ หลังจากคืนชุด ก็เดินหาอะไรทานกันชิวๆไป :)


วันที่ 9 — Universal, Osaka

นั่งรถจากเกียวโตกลับเข้าไป Osaka เพื่อตรงดิ่งไปยัง Universal city station กันตั้งแต่ 9โมงเช้า เป้าหมายหลักๆของเราคือไปโซน Harry Potter ซื้อมินเนี่ยน และเล่นเครื่องเล่น (เนื่องจากหนุ่มๆ ไม่อินกับเครื่องเล่นหวาดเสียวกันเลยต้องตัดทิ้งไป) วันที่เราไปคนค่อนข้างเยอะ จึงได้เล่นแค่ Jurasic Park — The Ride กับเดินดูขบวนมินเนี่ยน และ ซื้อของต่างๆเท่านั้นเอง

หลังจากเข้าไปในโซน Harry Potter ได้แล้ว เราแนะนำว่าให้กินข้าวกลางวันที่ ร้านไม้กวาดสามอันนะคะ สามารถสั่งเซต 4 คน (Chrismas feast for 4)ได้ไก่ 2 ตัว สลัด ผัดต้ม ไส้กรอก ในราคา 8,500 JPY และบัตเตอร์เบียร์คนละแก้ว
จะบอกว่าของในนี้ชวนเสียตังมาก ต้องมีสติกันนิสสสสสส

วันที่ 10— Back to TOKYO

ไม่แน่ใจว่ารูปนี้คือตอนกลับมาหรือเปล่า นั่งเยอะเกินจนงง 55555

นั่ง Shinkanzen กลับมาที่ โตเกียว เราเลือกพักกันที่ย่าน Akihabara ด้วยความสะดวกหลายๆอย่าง ที่พักของเราเป็น AirBnb ที่ใกล้กับ JR มากๆ เดินทางสบายสุดๆ หลังจากเดินเล่นสำรวจกันเล็กน้อย ก็จบที่ร้าน HUB บาร์ใต้ดินที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว cocktails และ เบียร์มากมาย

ระหว่างข้ามจาะ JR และก่อนจะถึงห้อง จะมีร้านเล็กเต็มไปหมด

วันที่ 11— Countdown to 2018

ร้านนี้ขายเครื่องสำอางแบบOrganic และเป็น Cafe ที่มีขนมปังทอดรสต่างๆขาย (Jiyugaoka)

วันนี้เป็นวันสิ้นปี ตื่นเช้ามาพร้อมหิมะที่ตกในโตเกียว (หายากมากในเดือนธันวา) วันนี้ร้านส่วนใหญ่ปิดแต่เราก็มีโอกาสได้ไปย่าน Jiyugaoka เพื่อทานกาแฟ หลังจากนั้นก็ลุยกับที่ Ueno กันยาว ด้วยปิ้งย่างทะเลร้านดัง

ร้าน Isomaru Suisan ร้านดังของย่านนี้

รวมถึงไหว้พระที่ Asakusa ซึ่งวันนี้คนญี่ปุ่นจะมาต่อแถวกันตั้งแต่หัวค่ำเพื่อสักการะศาลเจ้าในวันปีใหม่ ซึ่งทำให้บรรยากาศครึกครื้น เพราะมีงานวัดให้เดิน ซึ่งบรรยากาศมันญี่ปุ่นแบบสุดๆไปเลย

ถ่ายได้แค่นี้ คนเยอะแบบสุดๆ 5555

เราไป Countdown ที่ ห้าแยกชิบูย่า เอาจริงๆไม่มีพิธีอะไรเลย นอกจากคนเยอะสุดๆ และมี screen ที่ตึก SHIBUYA 108 สำหรับการนับถอยหลังสู่ปี 2018

วันที่ 12— LUCKY BAG 2018 : ODAIBA, Here we go!

คิดว่าหลายๆคนเคยได้ยินเกี่ยวกับถุงโชคดี ในญี่ปุ่นทุกปีในวันที่ 1–2 มกราคม ทางร้านต่างๆจะทำถุงโชคดีที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 JPY ถึง หลายหมื่นเยนออกมาขาย ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะได้อะไรบ้าง แต่ทางร้านจะบอกว่ามูลค่าของนั้นเยอะกว่าที่เราจ่ายแน่นอน (บางร้านก็เหมือนคัดของมาให้ดูเลยว่ามีแบบนี้ เช่น ADDIDAS)

พวกเราไปลุยกันที่ ODAIBA เพราะห้างต่างๆวันนี้จะยังไม่ค่อยเปิดดี แต่ที่ ODAIBA นี้เปิดแน่นอน 55 นอกจากมาที่นี้เพื่อ Shopping แล้ว เราก็มาเพราะอยากเจอน้องกันดั้มตัวใหม่ คือ Unicorn Gundam นั้นเอง เราแนะนำว่ามาดูแสดงตอนกลางวัน แล้วเข้าไป Shopping แล้วออกมาดูอีกรอบตอนค่ำๆเพราะจะมีแสงสีเพิ่มเติมด้วยนะ!

ที่นี้มีร้านหลายร้านจะแนะนำสาย Shop ทั้ง WEGO (ของชิคๆแนวๆ มีตั้งแต่เสื้อฟ้ายันเคสโทรศัพท์) , Flying tiger (ถ้าชอบของมี Gimmic k ต้องร้านนี้ ราคาถูกมากๆ 100 เยนเยอะแยะไปหมด), DAISO (ถุงสุญญากาศ ของฝาก และอีกมากมาย)

ตอนเย็นๆออกมาเดินที่ฝั่ง Dock จะเจอ เทพีเสรีภาพขนาดย่อ และ Rainbow Bridge ซึ่งสวยๆมากเลย แนะนำจ้า ~

พระอาทิตย์ตอนเย็นฝั่งตรงข้ามห้าง Diversity สวยมาก
คนมาถ่ายรูป นั่งชิว จิบกาแฟกันเยอะมากๆ

วันที่ 13— Shimokitazawa ~ ย่านเด็กแนว

ที่นี้จะมีร้านแบบนี้เต็มไปหมด หาดีๆเจอของดีเพียบนะจ้ะ

ใครที่ชอบเสื้อผ้ามือสอง แนะนำให้มาที่ ชิโมคิตาซาว่า นั่งรถต่อจาก ชินจุกุมาแค่นิดเดียวก็ถึงแล้ว แถมมีร้านคาเฟ่น่ารักๆเต็มไปหมดเลย ซึ่งที่นี้จะมีร้านแพนเค้กนุ่มๆดังๆอยู่ 1 ร้าน แต่เราเคยไปกินเมื่อ 3 ปีก่อนรู้สึกไม่ว้าวมาก… รอบนี้อีกร้านโปรดที่ชอบไปดันปิดปีใหม่ซะนี้ เลยได้ลองเดินตามน้องที่มาเรียกลูกค้าเข้าร้านไปร้านนึง

Pluffy Cafe ร้านน่ารัก แสงดี ขอแนะนำค้า

ชื่อว่า Pluffy cafe ซึ่งตอนแรกแบบเออลองๆดู คนไม่เยอะด้วย แต่พอเห็นลาเต้อาร์ตของที่นี้แล้วใจละลายมาก เพราะสาวๆบาริสต้าที่นี้ทำเป็นตัวการ์ตูนน่ารักจนนั่งกินข้าวกันยาวเลย 555 ที่นี้มีอาหารคาวเป็นวาฟเฟิลกับเครื่องเคียงต่างๆ แนะนำ Salmon&Avocado อร่อยมากกกกกก หลังจากนั้นก็ต่อด้วย แพนเค้กดึ๋งๆของร้านนี้ ราคาแพงนิดหน่อยแถมมาชิ้นใหญ่มากแนะนำให้แชร์กันนะจ้ะ

หน้าร้านเล็กนิดนึง ต้องหาดีๆ555

สำหรับคนชอบกาแฟเข้มๆ ไหม้ๆ เราแนะนำอีกร้านชื่อว่า Urban local living เจ้าของน่ารักมากๆ ที่ร้านขายทั้งกาแฟสูตรพิเศษของเค้าเอง และขายของเท่ๆแนวช่างไม้ จากโซนอเมริกา เวลาไปร้านนี้เจ้าของจะขอถ่ายรูปลง IG ร้านเค้าด้วย น่ารักมากๆ 55

Thanks for the photo :) ขาดไปหนึ่งสาว เพราะไปช้อปอยู่55

วันที่ 14— Fuji san~

ปิดท้ายทริปยาวๆของเราด้วยการ นั่ง Highway bus (ที่จองล่วงหน้า) จาก Shinjuku station ไปยังภูเขาไฟฟูจิ ใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง เราก็ถึงที่ Kawaguchi-go station ซึ่งอากาศที่นี้เพียงแค่ -3 แต่ด้วยความที่อยู่ใกล้กับทะเลสาบทำให้ทั้งหนาวและลมแรงตลอดเวลา (Feel like -10) มาถึงที่นี้เราควรซื้อตั๋ว Retro bus แล้วนั่งไปให้สุดสาย กินไอติมบลูเบอร์รี่ และค่อยนั่งรถย้อนกลับมาที่ สถานีหลักๆต่างๆ (มีรีวิวในพันทิพเยอะมากๆ)

ที่เราแนะนำคือลงป้ายที่ใกล้ๆกับ Music forest และเดินเลียบทะเลสาบด้านหลัง ตรงนั้นจะเห็น Fuji ชัดและคนน้อยมาก ทำให้มีเวลาถ่ายรุปกันแบบสนุกสาน แต่ก็ต้องต้านลมสุดๆ555 ถ้ามีเวลาหลังจากนั้น จะแนะนำให้ขึ้นกระเช้าไปดูฟูจิจากด้านบน แต่วันที่ไป ลมแรงๆมากๆ พนักงานบอกว่าต้องดูสถานการณ์ที่กระเช้าอีกทีว่าขึ้นได้มั้ย พวกเราเลยตัดไป
รูปบางส่วนจากหลัง Music Forest :)
ถ้ามาช่วงนี้ ต้นไม้แถวนี้จะมีหลากหลายสีมากเลย ถ่ายสนุก ปลื้มใจช่างภาพเลยละ

บ่ายสองกว่าๆ เราก็นั่งรถกลับมายังชินจุกุ หลังจากแยกย้ายกันไปซื้อของฝากก่อนกลับเรียบร้อยแล้ว เลยขอแวะร้านเหล้าญี่ปุ่นก่อนกลับอีกสักรอบ คืนนี้เราแวะร้านชื่อ Kurayoshi ร้านนี้อยู่แถวๆที่พักเหมือนเดิม คนเยอะมากจนเราต้องขึ้นไปถึงชั้น 4 เลยทีเดียว แต่ได้บรรยากาศ แนะนำ Maguro sashimi ทูน่าสดมากกกกก และลอง Hoppy เป็นสาเกผสมโซดา? เข้าจะให้มาเป็นขวด กับแก้วน้ำแข็งที่ใส่สาเกไว้แล้ว ผสมก่อนดื่มนะจ้ะ

หน้าร้านแบบนี้จ้า
คนแน่นเอียดเลย เมนูภาษาอังกฤษก็มีนะ

วันที่ 15 — Bangkok, we are back.

แสงตอนเช้าก่อนกลับ :)

เดินทางสู่สนามบินด้วย Keisei-Skyliner กันตั้งแต่เช้า และต่อด้วย Airasia ยาวๆ

กลับถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ :)


เนื่องจากเราแพลนกันไปหลายที่ค่าใช้จ่ายเลยแจกแจงคร่าวๆประมาณนี้จ้ะ

ตั๋วเครื่องบิน AIRASIA (15,XXX THB)

ที่พัก AGODA & AIRBNB (29,XXX THB)

JR PASS 14 DAYS จาก KLOOK (13,XXX THB)

ค่า USJ TICKET จาก KLOOK (2,7XX THB)

SIM 8 วัน จาก LOSTTRIP THAILAND (9XX THB)

นอกจากนี้จะเป็นค่าเข้าตามสถานที่ต่างๆ ค่ารถยิบย่อย ประมาณ (5,XXX THB)

รวมๆแล้วประมาณ 6X,XXX THB ไม่รวมค่ากินช้อป ต้องยอมรับว่าเป็นทริปที่ใช้เงินจริงๆนั้นละ5555


เราคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อจริงๆ และต่อให้เที่ยวยาวขนาดไหนก็ไม่เคยพอ เรายังมีอีกหลายที่ ที่เราอยากไปเห็นด้วยตาของเราสักครั้งนึงในชีวิต :) และคิดว่าคงได้กลับไปญี่ปุ่นอีกเร็วๆนี้แน่ๆเลย 555

สุดท้ายแล้วหวังว่าบทความเราจะเป็นประโยชน์กับคนที่อยากไปญี่ปุ่นยาวๆหลายๆวันและไม่รู้จะไปไหนดี หากมีคำถามเพิ่มเติม หรืออยากติดต่อเรา ไปคุยกันได้ที่นี้เลยจ้า
PERFECTTO PHOTO GROUP

พลอย