เป็นหูดหงอนไก่ทำไงดี รักษาอย่างไร

หูด เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่สร้างความรำคาญใจ ลดความมั่นใจ และสามารถติดต่อกันได้ง่ายเพียงสัมผัสโดนกับแหล่งแพร่เชื้อ ไม่ว่าจะบริเวณผิวหนังที่เกิดรอยโรค และการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วยก็สามารถติดได้แล้ว จะทำอย่างไรดีล่ะเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นหูด หรือสงสัยว่าตัวเองกำลังถูกโรคหูดแทรกตัวเข้ามาอยู่ร่วมกับเราในชีวิตประจำวัน จะรักษาและป้องกันได้อย่างไรบ้างนั้น ติดตามอ่านได้จากบทความนี้เลย

เรื่องของหูด

หูด เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางผิวหนังที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย ส่วนใหญ่พบในเด็ก วัยรุ่น รวมไปถึงวัยเจริญพันธุ์ หูดมีหลายขนาด หลายลักษณะ เกิดขึ้นตามผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย บริเวณที่พบได้บ่อยคือ มือและเท้า รวมไปถึงผิวหนังที่มีความอับชื้นมาก เช่น อวัยวะเพศ ข้อพับต่าง ๆ เนื้อเยื่อเมือก ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก ผิวหนังลำไส้ตรง

จากข้อมูลทำให้ทราบว่าประชากรไทยราว 20–40 % เมื่อได้รับเชื้อไวรัสหูดแล้วไม่พบการแสดงอาการ

จากการศึกษาวิจัยมนุษย์ทุกคนจะติดเชื้อหูดนี้อย่างน้อยที่สุด 1 ครั้งในชีวิตเพื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือสัมผัสกับเชื้อโอกาสติดเชื้อนี้คือ 98% โดยเชื้อไวรัสนี้มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ แต่มีเพียงไม่กี่ชนิดที่ก่อให้เกิดโรคหูด บางสายพันธุ์ทำให้เนื้อเยื่อกลายพันธุ์จนเป็นมะเร็ง โดยเมื่อรับเชื้อแล้วอาจจะแสดงอาการภายใน 2 สัปดาห์หลังจากสัมผัสเชื้อ หรืออาจใช้เวลาเป็นปีในการฟักตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 3–6 เดือนจึงเริ่มจะแสดงอาการออกมา

โรคนี้พบได้มากในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนเพศชายส่วนมากเป็นพาหะเพราะซุกซนบางคนไม่ใส่ถุง พอติดขึ้นมาก็ไม่แสดงอาการไปเสียบต่อที่อื่นคนอื่นก็ติด เหมือนแฟลชไดรฟ์ที่มีไวรัส Autorun ดังนั้นหากคุณรักแฟนของคุณโปรดพากันไปตรวจรักษา ปัญหาจะได้จบอย่าง Happy Ending

รวมสายพันธุ์หูด

หูดมีหลากหลายสายพันธุ์และมีหลายรูปแบบ วันนี้เราจะมาทำการจำแนกเชื้อไวรัสที่ก่อหูดและก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ที่พบได้บ่อยสุด ๆ ในชีวิตของเรา วันนี้เราได้รวบรวมมาไว้ที่นี่แล้ว

ชนิดที่มีความเสี่ยงต่ำในการเกิดการกลายพันธุ์เป็นมะเร็ง ส่วนใหญ่มักก่อให้เกิดหูดหงอนไก่มากกว่า ได้แก่
- HPV-6 พบได้มากในวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน
- HPV-11 พบได้มากในวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน

ชนิดที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดการกลายพันธุ์เป็นมะเร็ง ได้แก่
- HPV-16 พบได้บ่อย
- HPV-18 พบได้บ่อย
- HPV-31
- HPV-35
- HPV-39
- HPV-45
- HPV-51
- HPV-52
- HPV-58

หูดสามารถติดต่อได้ทางไหนบ้าง

  • มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ไม่สวมถุงยางอนามัย โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นพาหะแต่ไม่แสดงอาการ โอกาสติดเชื้อได้จะยิ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
  • การสัมผัสกับรอยโรคของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผล รอยถลอกโอกาสติดเชื้อจะสูงกว่าผู้ที่มีผิวหนังปกติ เพราะเชื้อไวรัสนี้จะแทรกตัวลงใต้ชิ้นผิวหนังกำพร้าลึกประมาณ 3–5 มิลลิเมตร
  • การใช้อุปกรณ์ สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย เชื้อไวรัสจะมีชีวิตอยู่ได้นานหากสิ่งของนั้นเปื้อนสารคัดหลั่ง หรือมีความชื้นที่เหมาะสม
  • สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่
  • สำส่อนทางเพศ เปลี่ยนคู่นอนบ่อย โดยเฉพาะชาวรักร่วมเพศพบได้มากที่สุด
  • การใช้ห้องน้ำสาธารณะ แหล่งที่พบมักอยู่บนก๊อกน้ำ ฝาสุขภัณฑ์ สายยางล้างก้น บริเวณด้ามจับและหัวฉีด

ป้องกันหูดง่าย ๆ เริ่มได้ที่ตัวเรา

อย่างที่เราได้กล่าวกันไปแล้วในหัวข้อ “หูดสามารถติดต่อได้ทางไหนบ้าง” ทีนี้ เราจะมาบอกทุกคนในการป้องกันตัวเองจาก “หูด” ว่าทำอย่างไรได้บ้าง มาดูกันเลย

  • ไม่สำส่อนทางเพศ รักเดียวใจเดียว
    - ก่อนมีเพศสัมพันธ์ควรสวมถุงยางอนามัย จะลดโอกาสการติดเชื้อนี้ได้ ในผู้ที่เป็นพาหะและไม่แสดงอาการ
  • ล้างมือทุกครั้ง ก่อนและหลังการทำกิจกรรมต่าง ๆ 
    - ไม่ว่าจะรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย ขับถ่าย หรือจับต้องสิ่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยสบู่ หรือ แอลกอฮอลเจลสำหรับล้างมือ ซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา และร้านอุปกรณ์ทางการแพทย์
  • ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายมีความแข็งแรงทนทานต่อเชื้อต่าง ๆ ได้ดี
  • รับประทานผักและผลไม้สดที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เช่น ฝรั่ง ส้ม มะละกอ หรือผลไม้รสเปรี้ยวชนิดต่าง ๆ และผักสดสีต่าง ๆ ในปริมาณที่แนะนำคือ ผลไม้ประมาณ 3 ผล ขนาดเท่ากำปั้นมือ และผักสด วันละ 4-5 ทัพพี ก็เพียงพอ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6–10 ชั่วโมงต่อวัน
  • ดื่มน้ำให้มาก
  • รักษาความสะอาดร่างกายโดยเฉพาะบริเวณ ทวารหนัก อวัยวะเพศ มุมอับชื้นต่าง ๆ ภายในร่างกาย 
    - หลังจากทำความสะอาด หรืออาบน้ำเสร็จแล้วควรซับให้แห้งอยู่เสมอ
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปี ในผู้หญิง และตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนักทุก 6 เดือนในชาวรักร่วมเพศเพราะมีอัตตราความเสี่ยงที่สูงกว่าจึงต้องตรวจถี่กว่า

ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV จะได้ประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อผู้ที่มารับวัคซีนนั้นไม่เคยสัมผัสกับเชื้อมาก่อน หรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุ 9–25 ปี และประสิทธิภาพจะลดลงตามอายุของผู้ที่มารับวัคซีน สามารถป้องกันได้ 5–10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับร่างกายว่าตอบสนองได้ดีหรือไม่ บางรายฉีดไปแล้วไม่ได้ผลบ้างก็มี

ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไปก็ยังสามารถไปฉีดวัคซีนนี้ได้ตามสถานพยาบาลต่าง ๆ ที่ให้บริการ แต่ประสิทธิภาพที่ได้จะไม่เท่ากับผู้ที่มีอายุ 9–25 ปี

ลองเช็คซิมีอาการเหล่านี้มั้ย

สำหรับเพศหญิง
- มีติ่งเนื้อขึ้นผิดปกติที่บริเวณ ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก ผิวหนังลำไส้ตรง และฝีเย็บ ผิวหนังตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่อับชื้น
- มีอาการตกขาวบ่อย ๆ มีกลิ่นคาวมากกว่าปกติ
- มีอาการคันร่วมกับมีติ่งเนื้อยื่น
สำหรับเพศชาย
- มีติ่งเนื้อขึ้นผิดปกติที่บริเวณ ปลายอวัยวะเพศ คอหยัก เส้นสองสลึง ปลายท่อปัสสาวะ ถุงอัณฑะ ขาหนีบ ร่องก้น ทวารหนัก ผิวหนังลำไส้ตรง ผิวหนังตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่อับชื้น

เมื่อเป็นหูดรักษาอย่างไรให้หายดี

โดยปกติร่างกายของมนุษย์เมื่อได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายจะทำการกำจัดออกโดยระบบภูมิคุ้มกัน แต่บางรายไม่สามารถกำจัดออกเองได้เนื่องจากมีปริมาณเชื้อที่สูงมากและมีรังโรคอยู่เยอะต้องอาศัยการกำจัดออกด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งเราจะนำมาเสนอต่อไป

ร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสนี้ออกได้ 50–75% ได้ภายใน 1 ปี และอีก 76–95% กำจัดออกได้ภายใน 2 ปี บางรายรอยโรคอาจหายไปได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล

ในบางรายที่มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ขอเรียกย่อ ๆ ว่า น้อง H หากมีน้องอยู่ด้วยก็จะมีภาวะเป็นหูดเรื้อรังเนื่องจากค่า CD4 ต่ำ ไม่พอที่จะกำจัดเชื้อ และพบว่าผู้ที่มีน้อง H และสำส่อนทางเพศในผู้ที่ทำงานขายบริการทางเพศมักเป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าบุคคลอื่น ๆ

การรักษาหูดมีดังนี้ โดยครั้งนี้เราพิเศษกว่าบทความอื่น ๆ เนื่องจากเราไปตามแกะตามอ่านจากบทความหลาย ๆ บทความและสรุปได้ใจความดังนี้ เอาไว้ใช้เป็นทางเลือกในการรักษาที่ได้ผลดี เห็นผลชัวร์ และโอกาสกลับมาเป็นซ้ำน้อย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศ

หูดที่มีขนาดเล็กกว่า 2 มิลลิเมตร 
— ทายา Aldara Cream ( Imiquimod 5%) ราคา 180 -290 บาท 
1 ซอง ใช้ทาได้ 2–3 สัปดาห์หรือขึ้นอยู่กับปริมาณหูดที่เป็น
สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายยาที่มีขนาดใหญ่ตาม ฟาร์แม็ก วัตสัน บูสต์

- แต้มยาบริเวณที่เป็นหูดหรือเกิดรอยโรค 6–10 ชั่วโมง วันเว้นวันเป็นประจำ เนื่องจากฤทธิ์ของยาสามารถกัดกร่อนผิวหนังที่เกิดโรคและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายให้มาจัดการกับเชื้อไวรัสที่ฝังตัวอยู่บริเวณโรคแล้วจึงล้างออก ลักษณะของยาตัวนี้คือจะทำให้หูดยุบลง เมื่อรอยโรคหายเกือบหมดแล้วให้ทาต่อเนื่องไปอีกจนครบ 16 สัปดาห์ หรือเมื่ออาการของโรคลดลงแล้วจนหายเป็นปกติให้ทาต่อเนื่องอีก 2 เดือน เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ แต่ยังมีโอกาสเป็นซ้ำได้อีกหากไปสัมผัสกับเชื้อเดิม

Aldara Cream เหมาะที่จะทาผิวหนังภายนอกมากกว่า ทาบนผิวหนังภายในเนื่องจากเนื้อเยื่อบอบบาง แต่สามารถทาได้ แต่ต้องระวังอาการระคายเคืองต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ หากมีอาการแสบร้อนมากจนทนไม่ไหว ผิวหนังแดง อักเสบ เป็นแผลให้หยุดใช้ยาทันที

หูดที่มีขนาด 3–5 มิลลิเมตร
 — จี้ยา Podophyllin 
ราคา 80-200 บาท ในโรงพยาบาลของรัฐ และ คลินิกนิรนาม
ราคา 400-800 บาท ในโรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกที่ให้บริการรักษาหูด
รักษาฟรีสำหรับเยาวชนที่อายุไม่เกิน 20 ปีเท่านั้น ที่โรงพยาบาลบางรัก
หรือใช้สิทธิ์ประกันสังคมตามโรงพยาบาลที่เลือกไว้

-แต้มยาบริเวณที่เป็นหูดหรือเกิดรอยโรค 30–40 นาที 1 ครั้ง/ สัปดาห์แล้วล้างออก จะรู้สึกแสบร้อนหลังจี้ ที่สถานพยาบาลตามนัดแพทย์ การใช้ยาชนิดนี้ควรอยู่ในการกำกับดูแลการใช้ยาโดยแพทย์และพยาบาล ไม่ควรนำมาแต้มเองที่บ้านเนื่องจากยาชนิดนี้มีความแรงสามารถกัดกร่อนผิวหนังปกติให้เกิดร้อยไหม้และบวม จนเกิดแผลอักเสบได้ ทุก ๆ ครั้งที่แพทย์แต้มยาให้จึงต้องทาวาสลินปกคลุมผิวหนังดีที่อยู่บริเวณรอบ ๆ หูด ก่อนจี้ยาเสมอ

ยานี้มีฤทธิ์ในการกัดกร่อนสูงและยุติการแบ่งเซลล์และทำลายเซลล์ผิวบริเวณที่เกิดโรคได้ดี ทำให้หูดฝ่อ แห้ง และหลุดหลอกออกไป ซึ่งจะต่างจาก Aldara Cream ที่มีฤทธิ์ในการทำให้หูดยุบอย่างช้า ๆ โดยสิ้นเชิง ความถี่ในการใช้น้อยกว่า แต่ต้องสม่ำเสมอนาน 3–6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการรักษาของบุคคลนั้น ๆ ยานี้ไม่สามารถใช้ได้กับ หญิงตั้งครรภ์เนื่องจากยานี้สามารถดูดซึมผ่านผนังลำไส้ได้ และส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์

Podophyllin เหมาะที่จะจี้ผิวหนังภายนอกมากกว่าจี้บนผิวหนังภายในเนื่องจากเนื้อเยื่อในบริเวณนั้นบอบบาง ยานี้สามารถจี้หูดภายในได้ด้วยแต่จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ทุกครั้งเสมอ หากแต้มไม่โดนบริเวณที่เป็นหูดจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงที่ผิวหนังอ่อน และกลายเป็นแผล Burn ระดับ 1 ได้หลังจากใช้ยานี้ผิดวิธี

เมื่อการรักษาด้วยการจี้ยา Podophyllin จบลงให้ดำเนินการป้องกันด้วยการทา Aldara Cream ต่ออีก 2 เดือน แต่จะต้องไม่มีแผลเกิดขึ้นบริเวณ ณ ที่จี้ยา ทา 2 วันครั้ง จะช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้ค่อนข้างดี

หูดที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 6 มิลลิเมตรขึ้นไปสามารถรักษาได้ด้วยวิธีดังนี้
- จี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลว 
ราคา 160–200 บาท ในสถาบันโรคผิวหนัง
ราคา 800 บาทขึ้นไป ในโรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกที่ให้บริการรักษาหูด
-
โดยแพทย์จะพ่นไนโตรเจนเหลวไปที่บริเวณที่เกิดหูดหลาย ๆ รอบ จนกระทั่งเซลล์ของหูดระเบิดแตกออก แพทย์อาจจะนัดมาพ่นซ้ำเป็นระยะจนกว่ารอยโรคจะหายไป แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อที่อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณรอยโรคได้ เป็นวิธีการตัดผิวหนังที่เกิดโรคหูดเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ค่อนข้างสูง

- จี้ด้วยไฟฟ้า
ราคา 300–1,200 บาท เช่น สถาบันโรคผิวหนัง รพ. กลาง รพ.รัฐบาล
ราคาเริ่มต้น 1,500 บาทขึ้นไป ในโรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกที่ให้บริการรักษาหูดโดยคิดตามจำนวนรอยโรคที่เป็น
-
โดยแพทย์จะจี้หูดด้วยปลายเหล็กแหลมที่มีความร้อนตั้งแต่ 60–75 องศาเซลเซียสไปที่บริเวณที่เกิดหูดหลาย ๆ รอบ จนกระทั่งหูดหลุด หรือขาดออกมา อาจจะได้กลิ่นไหม้ และเป็นแผลได้หลังจากทำการจี้ออก มีเลือดไหลออกมากในบางราย เป็นการกำจัดรอยโรคที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เลือกทำเนื่องจากเห็นผลเร็ว สามารถกำจัดเชื้อบริเวณผิวหนังที่เป็นได้บ้างแต่ไม่ทั้งหมด มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้เช่นเดียวกัน

- จี้ด้วยเลเซอร์
ราคา 1,200 บาทขึ้นไป เช่น สถาบันโรคผิวหนัง รพ. กลาง รพ.รัฐบาล
ราคาเริ่มต้น 3,000 บาทขึ้นไป ในโรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกที่ให้บริการรักษาหูดโดยคิดตามจำนวนรอยโรคที่เป็น
-
โดยแพทย์จะจี้หูดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ทำให้เกิดรอยไหม้บนหูดและหลุดลอกออกไป การรักษาด้วยวิธีนี้แทบไม่แตกต่างจากการจี้ไฟฟ้า แถมมีราคาสูงกว่าการจี้ด้วยวิธีอื่น ๆ มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้เช่นเดียวกัน

- ผ่าตัดออกและใช้วิธีจี้อื่น ๆ ผสมผสานกันไปในการรักษา
ราคาเริ่มต้น 2000 บาท เช่น สถาบันโรคผิวหนัง รพ. กลาง รพ.รัฐบาล
ราคาเริ่มต้น 4,000 บาทขึ้นไป ในโรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกที่ให้บริการรักษาหูดโดยคิดตามจำนวนรอยโรคที่เป็น ไม่รวมค่าห้อง ค่ายา ค่าบริการทางการแพทย์
-
การรักษาด้วยวิธีสุดท้ายนี้จะใช้ในรายที่ไม่มีการตอบสนองการรักษาแล้ว หรือดื้อยาโดยแพทย์จะทำการคว้านเนื้อบริเวณที่เป็นโรคออกมา ผู้ป่วยอาจเสียเลือดมากในการผ่าตัด และการทำวิธีเช่นนี้จะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นสำคัญเราไม่สามารถตัดสินใจทำเองได้ แต่หากต้องการทำอาจจะต้องยื่นความต้องการเจตจำนงในการรักษาซึ่งการรักษาแบบนี้ได้ผลไม่ต่างจากวิธีอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายต่อครั้งก็สูงมาก การรักษาบางครั้งอาจสูญเสียงเงินถึง 30,000–50,000 บาทเทียบเท่ากับการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีการใดก็ตาม หากผู้ป่วยยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยงและติดเชื้อซ้ำ ๆ การรักษาก็ยังคงดำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าผู้ป่วยจะถึงขีดจำกัดไม่สามารถรักษาได้และอาจจะต้องสูญเสียเงินจำนวนมากในการรักษาเนื่องจากยังประพฤติตัวไม่ถูกตามหลักสุขอนามัย บางรายอาจรักษาไม่ได้ผลอาจมีปัญหาบางประการเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การมีโรคแทรกซ้อนบางอย่างทำให้รอยโรคยังคงปรากฏ ดังนั้นทุกครั้งที่รักษาจึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดเสมอ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ระหว่างรับการรักษา หรือหายแล้วทำอย่างไรให้ร่างกายต่อต้านเชื้อ โดยการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง (วิธีลัดแต่ใช้เงินมาก)

ในขณะที่อยู่ในระหว่างรับการรักษานั้นผู้ป่วยบางคนคงยังไม่ทราบว่าโรคนี้มันไม่มียาใดรักษาให้หายได้ เราจะหายได้ก็ต่อเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแกร่งแล้วเท่านั้น และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ร่างกายจะลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้ไม่มากก็น้อย เรามีสูตรลัดดังนี้ ผลที่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ได้ผลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตัวคุณแล้ว ขอให้โชคดีเริ่มได้

  1. ทุก ๆ การรักษาแนะนำว่าให้มาจบด้วยการทา Aldara Cream ประมาณ 2 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันออกมาต่อต้านเชื้อ การทายานี้จะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อหูดมีขนาดเล็กลงมาก หรือ หายไปหมดแล้วหลังรับการรักษาประมาณ 1 สัปดาห์ ให้ทา 2 วันครั้ง ใน 3 สัปดาห์แรก และเลื่อนมาเป็น 4 วันครั้งในสัปดาห์ที่ 4 จนกระทั่งครบ 2 เดือน
  2. หากคุณมีทุนทรัพย์มากพอ แนะนำให้ซื้อวิตามินซี 1000 mg วิตามินรวมที่มีส่วนผสมของ Folic Acid ยี่ห้อใดก็ได้นำมาทานเสริมคู่กับอาหารมื้อหลักของคุณ เพราะวิตามินซีและวิตามินต่าง ๆ จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของคุณให้หนาแน่นและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น “แต่คุณก็ยังต้องกินผลไม้และผักอยู่เช่นเดิม เพราะร่างกายยังต้องการวิตามินซีที่มาจากธรรมชาติ แต่วิธีการนี้จะเป็นการเร่งให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เร็วขึ้น” ในผู้ป่วยที่มีน้อง H ให้ปรึกษากับแพทย์เจ้าของไข้ก่อนการใช้อาหารเสริมทุกครั้ง เพราะอาหารเสริมบางตัวมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาที่คุณใช้ด้วย ไปศึกษามาก่อนก่อนเริ่มใช้
  3. หากหาน้ำมันถั่วดาวอินคาแคปซูลได้ก็จะยิ่งเพิ่มความแข็งแรงให้กับระบบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้นอีก เนื่องจากถั่วดาวอินคามีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อมะเร็ง เพราะมี Antioxidant อยู่มาก รวมไปถึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มความแข็งแรงให้กับเซลล์บริเวณผนังเซลล์ได้ดีขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยในต่างประเทศรับรองแล้วว่ามีส่วนช่วยทำให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงยิ่งขึ้น แต่ไม่มีผลในการรักษาโรคผิวหนัง
  4. หมั่นสำรวจรอยโรคอยู่เสมอ การที่มันหายไปใช่ว่ามันยอมแพ้ต่อคุณแล้ว แต่มันกำลังรอฉวยโอกาสโผล่มาเกิดซ้ำอีกรอบอาจไม่ได้เกิดที่รอยเดิม และคราวนี้มันอาจจะมีแผนลุกลามในเซลล์ต่าง ๆ ได้อีก
  5. หากจำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ให้พึงระรึกอยู่เสมอว่า เราอยู่ในระยะที่ยังเอื้อต่อการติดเชื้อดังนั้น สวมถุงยางอนามัยซะเถอะ
  6. หมั่นตรวจเลือดอยู่สม่ำเสมอเดือนละ 1 ครั้ง หรือ 3 เดือนครั้ง การที่เราติดเชื้อหูดมานั้นมันบ่งบอกถึงระบบภูมิคุ้มกันที่แย่ และการเป็นหูดอาจนำมาซึ่งการติดเชื้อจากโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น ซิฟิลิส HIV เป็นต้น
  7. ในผู้หญิงให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์นัด
    ในผู้ชายให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งทวารหนักอย่างสม่ำเสมอ ในผู้ชายกลุ่มรักร่วมเพศควรที่จะตรวจอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งในรายที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ ยิ่งต้องตรวจ
  8. ระหว่างรับการรักษาให้ทำใจให้สบาย อย่าเครียด เนื่องจากโรคพวกนี้จะแปรผันตรงกับความเครียดในร่างกาย เมื่อร่างกายหลั่งคอติซอลที่เป็นฮอร์โมนความเครียดยิ่งจะทำให้เชื้อหูดเจริญงอกงามดี
  9. เมื่อรักษาหายขาดแล้ว ก็ควรที่จะป้องกันเวลามีเพศสัมพันธ์โดยการใช้ถุงยางทุกครั้ง หากต้องมีกับคนแปลกหน้าและไม่ทราบว่าเค้าเป็นพาหะหรือไม่ และสามารถไปรับวัคซีนป้องกัน HPV ได้ตามปกติ เพื่อช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันออกมาป้องกันเชื้อ HPV ประสิทธิภาพอาจไม่เทียบเท่ากับคนที่ไม่เคยรับเชื้อ แต่การฉีดนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและเพิ่มความมั่นใจและความแข็งแรงให้กับระบบภูมิคุ้มกันให้มากยิ่งขึ้น
  10. เมื่อคุณรู้ตัวแล้วว่าเป็นโรคนี้จงจำไว้ว่ามันสามารถโผล่มาตอนไหนก็ได้ การที่คุณหายแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าคุณอยู่ในโซนปลอดภัยหากคุณยังมีพฤติกรรมแย่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสำส่อนทางเพศ หรืออะไรก็ตามที่เป็นแหล่งสุ่มเสี่ยงของการติดเชื้อ
  11. เมื่อรักษาหายแล้ว คุณควรงดการดื่มแอลกอฮอล รับประทานเนื้อวัว และอาหารหมักดองประเภทต่าง ๆ ให้น้อยลง เพราะการรับประทานอาหารประเภทนี้ร่างกายจะต้องใช้ระบบภูมิคุ้มกันเพื่อมาป้องกันสารพิษหรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้ามาภายในร่างกาย หากคุณทำได้ เท่ากับว่าคุณชนะโรคนี้ได้สำเร็จ และอาจเป็นไปได้ว่าคุณจะมีโอกาสหายขาดได้เลยทีเดียว
  12. เมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยคุณควรเปิดใจกับคนที่คุณรักว่าคุณป่วยอยู่ จะเป็นการลดโอกาสการติดเชื้อลงได้ หากเค้ารักเราจริงเค้าจะรับได้ในส่วนนี้ หากต้องมีการเลิกรากันเกิดขึ้นให้รักตัวเองให้มาก เพราะโรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อร้ายแรงแต่เป็นโรคที่สามารถเปิดโอกาสให้โรคอื่นฉวยโอกาสเกิดขึ้นได้กับเรา ดังนั้นรักตัวเองให้มากที่สุด สุขภาพต้องมาก่อนนะจ๊ะ

ฝากทิ้งท้าย หูดไม่ใช่โรคน่ากลัวอะไร แต่พึงระวังการกินอาหาร การประพฤติตัวต่าง ๆ เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์เพียงคุณทำได้สัก 80% ที่เราบอก คุณก็ปลอดภัยจากโรคนี้และสามารถหายขาดได้ เป็นกำลังใจให้ทุกคน หากมีข้อสงสัยคุณสามารถทิ้งคำถามของคุณไว้ในโพสต์นี้ได้เลย เรายินดีให้คำปรึกษาและแนะนำทางออกให้คุณ เราหวังว่าหากคุณรักตัวเองมากพอ คุณจะไม่ทำร้ายตัวเองซ้ำ ๆ

Like what you read? Give The ink Clinic by Bay a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.