16–20

16th CHAOS ผมยอมปล่อยเรื่องทั้งหมดให้เกิดขึ้นตามที่อีกฝ่ายต้องการ.. รวมถึงตัวผมเอง โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและสิ่งที่จะตามมาเบื้องหลังอีก จูบ ของปุณณ์ดูขลาดกลัว แต่ก็หนักแน่นในความรู้สึก เช่นเดียวกับอ้อมกอด.. เราสองคนปล่อยให้ร่างกายเดินไปทางเดียวกับหัวใจ เป็นไปตามความต้องการ ที่สู้ทนเก็บไว้ จนพอถึงเวลาปลดปล่อย เราก็หยุดไม่ได้อีกต่อไป .. .. .. เวลา ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ กว่าผมจะลืมตาโพลงในความมืดมิด เมื่อสำนึกแห่งผิด ชอบ ชั่ว ดี ย้อนคืนกลับมาอีกครั้ง คนที่นอนกอดผมไว้แนบกายคือไอ้ปุณณ์ เพื่อนที่ปั่นหัวผมมากที่สุดในระยะหลายวันที่ผ่านมา ท่าม กลางแสงจันทร์สาดส่อง เปิดทางให้ผมเห็นใบหน้าปุณณ์หลับไหลในความมืด ขนตายาวของมันแนบชิดติดแก้มซ่อนเอาดวงตาคู่นั้นที่เคยแทบจะแผดเผาผมเมื่อไม่ กี่ชั่วโมงก่อน เอาไว้ภายหลังเปลือกตาที่ปิดสนิท สัน จมูกโด่งพ่นลมหายใจเข้าออกสมํ่าเสมออยู่เหนือริมฝีปากบางสีธรรมชาติ เป็นเครื่องหมายให้เห็นชัดว่าเจ้าของร่างที่กอดผมนิ่งอยู่นี้ดำดิ่งในห้วง นิทราขนาดไหน ผมมองใบหน้าสงบนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลายอยู่ภายในหัวใจ สิ่งที่วิ่งนำความรู้สึกอื่นมาไกลคือ ความกลัว ความ รู้สึกเจ็บที่ยังคงแล่นริ้วอยู่ เตือนให้ผมรู้สึกว่าเราสองคนทำผิดชิบหาย ผิดแบบไม่น่าให้อภัย ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นคนบอกมันเองว่าให้เลิกคิดถึงเหตุผล สิ่งที่ถูกต้องสมควรทำ หรือแม้กระทั่งบอกให้ลืมไปซะว่าเราเป็นอะไร… แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ผมกลับพบว่า เรื่องพวกนั้นไม่มีเรื่องไหนที่สามารถทำได้จริงสัก

เรื่อง สิ่ง ที่เคยหลอกหลอนปุณณ์เมื่อวันก่อนถูกส่งมาหลอกหลอนผมต่อเหมือนกับจดหมายลูก โซ่ เมื่อพบว่าจริงอย่างที่ปุณณ์บอกทุกอย่าง ผมไม่อาจวิ่งหนีความจริงนี้ไปไหน ว่าทั้งผมและปุณณ์เป็นผู้ชาย เราสองคนมีแฟนแล้ว และที่สำคัญ เราเป็นเพื่อนกัน… ผมไม่อยากเสียความสัมพันธ์เช่นนี้ไป ผม ไม่รู้ว่าสำหรับผม ความรู้สึกที่มีให้ปุณณ์คือแบบไหน รวมถึงจากฝ่ายปุณณ์ ที่ก็ไม่รู้ว่ากำลังหยิบยื่นความรู้สึกประเภทใดมาให้ ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดทบทวนซํ้าว่าเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมาเกิดจากอะไร ผมกลัวว่าแท้จริงแล้วมันจะไม่ได้เกิดจากอะไรเลย นอกจากความใคร่ของเราสองคน.. แต่มีอีกสิ่งนึงที่ผมกลัวมากกว่า.. ผมกลัวว่าทุกอย่างจะมากกว่าความใคร่ มากกว่าความผูกพัน มากกว่าความพลั้งเผลอของใจ… ผมกลัวว่ามันจะมากกว่านั้น เพราะหากใจผมเลยเถิดถึงขั้นนั้น…. ผมคงไม่รู้หาวิธีการไหนมาจัดการตัวเองได้.. ผมไม่รู้เลย.. “อืม… โน่…. ไม่นอนเหรอครับ” โชคดีที่เสียงงัวเงียของไอ้ปุณณ์ขัดขึ้นมาก่อนผมจะคิดต่อ.. ริมฝีปากมันหาวหวอดจนผมต้องขยับตัวนิดหน่อยเพราะชักร้อนขึ้นมาตะหงิด ๆ แต่ปุณณ์เพียงคลายอ้อมแขนให้นิดเดียวเท่านั้น ดูเหมือนมันยังยืนยันว่าจะกอดผมอยู่ดี “เฮ้ย กูร้อน” “อะไร.. งั้นเพิ่มแอร์” เชี่ยนี่กวนประสาท มันเอื้อมมือไปคว้ารีโมทแอร์มากดปรับอุณหภูมิหน้าตาเฉยเพื่อที่จะได้ไม่ต้อง ปล่อยผม ไม่ได้สำเหนียกเลยว่าโลกร้อนนะมึง! ผมเขม็งตามองมันแต่ในห้องคงมืดจนเห็นได้ยาก ปุณณ์แค่เกร็งแขนบิดขี้เกียจนิดหน่อยแล้วดึงผมไปกอดอีกเท่านั้น “พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้า แล้วเดี๋ยวพาไปเอาของที่บ้านก่อนไปโรงเรียน ดีมั้ย?” ปุณณ์งึมงำถามผมเหมือนคนขี้เกียจอ้าปากพูด

“อืมม..” แต่เสียงผมคงแปลกไปจนมันรู้สึกได้ “เป็นอะไรรึเปล่า” คือคำที่มันถามผมด้วยสำเนียงคนตื่นแล้วเต็มตา “มึง…….” “ว่าไง?” “ที่ เราทำกันมันผิดไหมวะ..” ผมไม่แน่ใจว่าที่บอกไปนี่เป็นประโยคคำถามหรือผมแค่อยากพูดกับตัวเอง… แต่สายตาที่เห็นกรอบรูปบนหัวเตียงนั้น ถึงแม้ห้องจะยังมืดมิดอยู่ ก็มีแสงจันทร์ยังสาดให้เห็นว่าคือรูปปุณณ์กับเอมแน่แท้.. ปุณณ์หันกลับไปควํ่ากรอบนั้นไว้ แล้วมาตระกองกอดผมเหมือนเดิม “คืนนี้เลิกคิดก่อน… พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที.. นะ” “แต่…..” “ไม่พูดแล้ว…” ปุณณ์ปิดปากของผมด้วยริมฝีปากมันครู่หนึ่งก่อนจะถอนออก “วันนี้มีแค่เรา..” ผม หลับตารับริมฝีปากจากมันอีกครั้ง พร้อมโอบกอดร่างของปุณณ์ที่เคลื่อนมาทาบทับผมเอาไว้เบื้องบน เป็นดั่งสัญญาณว่าทุกอย่างกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง ผมบอกตัวเองว่าคืนนี้จะปล่อยเรื่องทั้งหมดไว้ข้างหลัง.. และไม่ว่าพรุ่งนี้เช้า.. ปุณณ์และผมจะต้องกลายเป็นของใคร เราจะไม่มีทางลืมวันนี้เลย

***

เสียงเจ้าพวกเด็กม.ต้นเล่นบาสเตะบอลกันดังลั่นโรงเรียนยามเย็นจนผมอยากจะชะโงกหัวออกไปตะโกนด่าแต่ก็ทำไม่ได้(ขี้เกียจ)….. เป็นเวลาปกติคงไม่หงุดหงิดขนาดนี้หรอกครับ แต่นี่มันไม่สบายตัวอยู่ แล้วยังเสือกมีเสียงกวนใจอีกมันน่าหงุดหงิดน้อยที่ไหน ผมนอนตัวยาวบนโซฟาในห้องชมรมพลางบิดรูบิคไปพลาง เชี่ยแม่ง.. เพราะ ไอ้โอมนั่นแหละ มันโยนไอ้ลูกบาศก์นี่มาให้ผมเล่นต่อเมื่อคาบบ่าย จนถึงตอนนี้ เลยเวลาเลิกเรียนแล้ว ผมยังทำได้ไปแค่หน้าเดียวแถมเหนื่อยจะแย่……. แล้วไอ้เก่งบิดเป็นดอกไม้ไปได้ไงวะ ไม่เข้าใจ ผมคิดพลางหงุดหงิดไปพลาง.. สะโพกก็ปวด รูบิคก็เล่นไม่ได้ จะมีชีวิตใครเหี้ยเท่าผมมั่งเนี่ย!! “โห……. หน้าเครียดเชียวพี่ วันนี้คิดจะทำไอ้นี่ทั้งวันเลยเหรอ” ไม่ต้องเสียเวลามองหน้า แค่กวนประสาทแบบนี้ผมก็รู้แล้วว่าเป็นไอ้เป้อ แต่ขี้เกียจเถียงกับมัน (ไม่ว่าง) เลยได้แต่ส่งเสียงอือ ๆ ออ ๆ กลับไปว่าอย่ามากวนใจ แต่ถ้าคิดว่าจะไล่ไอ้เด็กนี่ไปง่าย ๆ น่ะผิดถนัด! เพราะมันดันยกกีต้าร์ไฟฟ้ามานั่งดีดตรงหน้าผมอย่างไม่รู้ไม่ชี้ “เบื่อว่ะพี่ ห้องชมรมกลองไม่ดีไม่มีใครอยากตีเลย ผมเลยอดซ้อมวง” “แล้วไงวะ…” ไม่เห็นรึไงว่ากูไม่ว่าง “ก็เมื่อไหร่กลองจะมาอะพี่ — — -” ตื้อจริงวุ๊ย! ผมหยุดเล่นรูบิคครู่หนึ่งแล้วหันไปเหล่หน้าตี๋ ๆ ของมัน “รอเงินอยู่ เข้าใจปะ” “โห่ย….. พี่โน่กับพี่ปุณณ์สนิทกันจะตาย ช่วงนี้” ห๊ะ… ผมไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากปากไอ้นี่! “เดี๋ยวนะ… มึงรู้ได้ไง”

“เค้ารู้กันหมดแล้วพี่! ว่าพี่สองคนน่ะสนิทกัน ขนาดมีแฟน แฟนยังอยู่กลุ่มเดียวกันเลย” อ้อเรอะ……. ผมล่ะอยากจะหัวเราะเป็นภาษาตุรกี “แล้วไงวะ….” “ก็บอกพี่ปุณณ์ให้รีบปล่อยเงินให้เราสิพี่ — -” “เฮ้ย! พูดอะไรง่าย ๆ ว่ะ จะให้กูเข้าไปปล้นห้องสภาฯตอนนี้เลยรึไง” ถ้าทำได้กูก็ทำไปแล้วด้วยซํ้า เมื่อ โดนผมเหวี่ยง ไอ้เป้อเลยทำหน้าเซ็งอยู่ครู่หนึ่ง ผมเข้าใจว่ามันคงอยากซ้อมวงมาก แต่ก็ไม่รู้จะช่วยไง ให้ทวงไอ้ปุณณ์บ่อย ๆ คงดูไม่ดี…. ผมคิดพลางบิดรูบิคในมือต่ออย่างสนใจของเล่นตรงหน้ามากกว่า ‘ใครจะไปดีได้ทุกชั่วโมง ก็เรามันคนไม่ใช่ละครทีวี~’ “นั่นไง พี่ปุณณ์โทรมาแล้ว!!!!!!” อะไรนะ!? มันรู้ได้ไงเนี่ย ผมสะดุ้งเฮือก บ้าจี้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูตามคำไอ้เป้อบอก ก่อนจะแทบเขวี้ยงทั้งรูบิคและมือถือใส่กะบาลเหม่ง ๆ ของมันแม่งงง “ปุณณ์ แม่…. มึงสิ!!…… หวัดดีฮะยูริ” ผมก่นด่ามันก่อนจะเปลี่ยนโหมดเป็นรับโทรศัพท์เสียงง่วง รูบิคในมือก็ทำท่าจะไปไม่สวย เลยตัดสินใจปล่อยให้มันไหลลงพื้นห้องชมรมไปแต่โดยดี “โน่ยังอยู่โรงเรียนรึเปล่าคะ” “ผม อยู่ชมรมน่ะ ยูริมีอะไรรึเปล่า” เพราะโทรมาเวลานี้ไม่ใช่วิสัยของยูริ ปกติหากเธออยากชวนผมไปไหน จะโทรมาก่อนเลิกเรียนเพื่อให้ผมเคลียร์งานได้ทัน แต่ถ้าไม่ไปไหนกัน เธอจะโทรมาอีกรอบตอนดึก ๆ ก่อนเข้านอน “ยู อยู่……… หน้าโรงเรียนโน่…. มีธุระนิดหน่อย ออกมาหาแป๊บนึงได้มั้ยคะ” ได้ฟังคำนั้นแล้วผมแทบจะกระเด้งจากโซฟาโดยไม่สนเลยด้วยซํ้าว่าตัวเองกำลัง เจ็บอยู่ยังไง… ก็ไอ้การมีนักเรียนคอนแวนต์มายืนแกร่วอยู่หน้าโรงเรียนชายล้วนอย่างโรงเรียน ผมนี่มันน่าเป็นห่วงน้อยที่ไหน!

“แป๊บนึงนะ โน่กำลังรีบไป อย่าเดินไปไหนนะยูริ” ผมลนลานวางสายพลางพุ่งไปหน้าห้องชมรมเพื่อใส่รองเท้าทันที “แฟนโทรมาเหรอพี่” ไอ้เป้อเดินตามผมมาหน้างง ๆ ผมได้แต่พยักหน้ารับก่อนจะตบบ่ามันสองที “ฝากห้องชมรมด้วย เดี๋ยวมา” *** ผม เดินกึ่งวิ่งทั้งที่ยังใส่รองเท้าไม่เสร็จดี แถมยังมีอาการปวดสะโพกไม่หายไปยังหน้าประตูโรงเรียน… ยูริยืนรอผมอยู่ตรงนั้นตามคำสั่ง แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนขาว ซํ้ายังหน้าตาอาโนเนะแบบญี่ปุ่น จึงช่วยไม่ได้ที่นักเรียนชายหลายคนจะกำลังลอบจ้องเธอตาเป็นมัน ก็ไม่ได้หวงหรอกครับ แต่เป็นห่วงมากกว่า -_-”….. สาวน่ารักอย่างยูริหลุดมากลางดงผู้ชายคนเดียวแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน “ทำไม จะมาไม่โทรบอกโน่ก่อนครับ ไม่ดีเลยรู้มั้ย” ผมพูดกับเธอกึ่งตำหนิเมื่อวิ่งมาถึงแล้ว ก่อนจะอาสาถือกระเป๋านักเรียนให้แล้วพายูริเดินออกนอกบริเวณโรงเรียนไป “ขอโทษค่ะ.. พอดียูรีบ แล้วก็ ใช้โทรศัพท์อยู่ตลอด จนได้โทรหาโน่ตอนมาถึงแล้วนั่นแหละ”….. อืม.. ฟังดูแปลก ๆ แฮะ? “มีอะไรรึเปล่า?” “โน่……… รู้เรื่องของปุณณ์บ้างมั้ยคะ?” ผมล่ะแทบอยากจะหายตัวไปเดี๋ยวนั้นเลย ดวง ตากลมสีดำสนิทของยูริจ้องมายังผมอย่างต้องการจะค้นหาความจริงบางอย่าง ซึ่งผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ยูริต้องการนั้นคืออะไร… เธอพูดกินนัยผมแค่ไหน?

“เรื่องไหนล่ะ” “เฮ้อ………” อ้าว!!! ทำไมคำตอบกลายเป็นเสียงถอนหายใจอย่างนั้นล่ะครับ -_-”… ผมงงไปหมดกับท่าทีกระอั่กกระอ่วนของผู้หญิงตรงหน้า ที่ดูราวกับกำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับเรื่องบางอย่างอยู่ “มีอะไรเกิดขึ้น?” “คือ โน่………. เมื่อวานโน่รู้รึเปล่าว่าปุณณ์ไปไหน..” ถึงตรงนี้ผมรู้สึกลังเลอย่างหนักที่จะตอบ ในเมื่อรู้ดีว่าเมื่อวานมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง “ทะ…. ทำไมล่ะ” “โธ่……. ยูพยายามบอกเอมแล้วว่าอย่าให้ยูถามโน่เลย… เพราะยูรู้ว่าโน่กับปุณณ์เป็นเพื่อนกัน ยังไงก็คงช่วยปิดกัน ไม่ยอมบอกความจริงแน่ ๆ” ถึงตรงนี้ผมเริ่มงงไปหมดแล้ว นี่ผมจะควรจะพูดอะไรออกไปดี ยูริหยุดครวญครางกับตัวเอง ก่อนจะเงยหน้ามองผมนิ่ง.. จนไม่อาจละสายตาไปทางไหนได้ “ขอร้องนะโน่… เอมเครียดมาก” ริมฝีปากเธอขยับช้า ๆ ชัด ๆ ให้ผมทั้งเห็นและได้ยินทุกประโยค “บอกยูได้ไหมโน่ ว่าเมื่อคืนปุณณ์นอนกับใคร” เหมือนฟ้าผ่าลงกลางกบาลผม เมื่อได้ยินคำนี้

17th CHAOS “ขอร้องนะโน่… เอมเครียดมาก… ช่วยบอกยูได้ไหมว่าเมื่อวานปุณณ์นอนกับใคร” คำ ๆ นี้ยังวนเวียนไปมาในหัวผมไม่ยอมหยุด… แม้จะกลับมาถึงบ้าน ลองเอามือก่ายหน้าผากอย่างที่เห็นพระเอกในทีวีเขาทำกัน แต่ไอ้ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวก็ยังไม่หาย.. “หมู่นี้ปุณณ์กับโน่ชอบหายไปติดต่อไม่ได้บ่อย ๆ เอมเขาเครียดมากรู้มั้ย… ส่วนยูไม่เป็นไรหรอก แต่ยูเป็นห่วงเพื่อน” “โน่ ไม่บอกยูว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เป็นไร… แต่ช่วยบอกปุณณ์ได้ไหมว่าเอมเสียใจมาก บอกให้เขาไม่ทำแบบนั้นอีกได้ไหม… ปุณณ์กับเอมเป็นแฟนกันนะ ทำไมมีอะไรปุณณ์ไม่มาหาเอม ทำไมต้องไปหาผู้หญิงอื่น ปุณณ์เห็นเอมเป็นอะไรไปแล้ว” สอง ตาของผมหลับสนิทราวกับต้องการหลีกหนีจากความจริง… แต่จะให้ผมหนีมันพ้นได้ยังไง ในเมื่อความจริงเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังมองเห็น แต่เป็นถ้อยคำที่ก้องดังในหัวผมตลอดเวลาต่างหาก “ถุง ยางที่ปุณณ์เคยพกไว้ในกระเป๋าสตางค์หายไป… โน่… ปุณณ์กับเอมเขาไม่เหมือนพวกเรานะ… เขาเป็นของกันและกันแล้ว… ปุณณ์จะทำเหมือนผู้หญิงเราเป็นของเล่นแบบนี้ไม่ได้ ยูไม่ยอม” “แม่งเอ๊ย!!!!!!!!!!!!!!” ผมสบถกับตัวเองเสียงลั่นพลางปาหมอนที่หนุนอยู่จนกระแทกอีกฝั่งห้อง หวังให้เสียงนั้นดังกลบถ้อยคำของยูริ ที่ยังคงย้อนวนไปวนมาราวกับมีใครกรอเทปซํ้า ๆ ให้ผมฟังในหัว ผม ไม่ได้โกรธยูริที่เอาเรื่องพวกนี้มาขอร้อง ไม่ได้โกรธเอมที่เสียใจนั่งร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ได้โกรธแม้กระทั่งปุณณ์ ที่เคยมีความสัมพันธ์แบบนั้นกับเอม ที่ผมรู้สึกคือ ผมเกลียดตัวเอง เป็นเพราะผมเองที่ทำให้เรื่องทั้งหมดกลายเป็นแบบนี้ ไอ้คนไม่มีความรับผิดชอบชั่วดีน่ะมันตัวผมเอง “เหี้ย…..” เสียงก่นด่าตัวเองดังขึ้นอีกครั้งขณะที่ผมเดินสะเปะสะปะไปรอบห้อง คว้าเอาข้าวของเครื่องใช้จำเป็นทั้งหมดยัดใส่กระเป๋าเป้โรงเรียนใบสีดำหม่น

มันจะต้องจบ.. ไม่ว่าด้วยอะไรก็ตาม.. *** ในรอบ 7 วัน ผมโผล่มาบ้านหลังนี้เกิน 8 ครั้งรึยังวะ.. ผมคิดพลางแหงนมองบ้านหลังใหญ่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า ก่อนจะสูดหายใจเฮือกหนึ่งแล้วตัดสินใจกดออดลงไป เป็น ป้าน้อยเช่นเคยที่กุลีกุจอรีบวิ่งมาเปิดประตูให้ผม เธอคลี่ยิ้มอ่อนโยนพลางอาสาช่วยถือเป้เข้าบ้านอย่างแข็งขัน แต่ขืนผมปล่อยให้คนแก่ถือของให้ก็อย่าเรียกว่าผู้ชายเลยครับ ขอผมถือเองดีกว่า ^^” ป้า น้อยถอนหายใจยาวเพราะผมดื้อไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากแก ก่อนจะบอกว่า “คุณปุณณ์อยู่บนห้องแหละค่ะคุณโน่ ขึ้นไปได้เลย เดี๋ยวป้าไปเรียนคุณแป้งให้เองว่าคุณโน่มา” เอ๊ะ… แล้วทำไมต้องบอกแป้งด้วยล่ะป้า -_-”… เออ ผมเกือบลืมไป ว่าทุก ๆ ครั้งที่มาบ้านหลังนี้ ผมมาในฐานะอะไร ทุเรศตัวเองจริง ๆ… กะอีแค่เงินสองหมื่นบาทต้องเป็นจุดกำเนิดเรื่องเหี้ย ๆ พวกนี้เลยรึไง เป้ปักสัญลักษณ์ตราโล่ (ไม่ได้ใช้ตั้งแต่ขึ้นม. 3 แล้ว) ถูกลากผ่านไม้ปาร์เก้เนื้อดีจนถึงหน้าประตูห้องที่ผมคุ้นเคย… ไอเย็นพวยพุ่งจากใต้ประตูบานนั้นบ่งบอกว่าเจ้าของห้องหมกตัวเปิดแอร์อยู่ตาม ปกติ ไม่ได้ผิดจากที่คิดแม้แต่น้อย แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เคาะประตูเรียกลงไปดี เสียงโทรศัพท์มือถือกลับดังขึ้นก่อน ‘ใครจะไปดีได้ทุกชั่วโมง ก็เรามันคนไม่ใช่ละครทีวี~’

ไอ้ห่านี่สงสัยจะมีพลังจิต… “โทร มาไม กูอยู่หน้าห้องมึง…….” สั้น ง่าย ได้ใจความ… เล่นเอาปลายสายถึงกับรีบกดวางหูไป ก่อนจะกระชากประตูห้องตัวเองทันที “เฮ้ย!?”

“ตกใจ ไร เชี่ย… มึงดูหนังโป๊อยู่เหรอ” ผมไม่สนใจใบหน้าอันหรอหราของมันแต่กลับเดินผ่านปุณณ์เข้าไปข้างในหน้าตาเฉย จัดแจงโยนเป้โรงเรียนกองไว้มุมห้อง แล้วสาวเท้าไปหน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างไว้อยู่ ผมทำเป็นแซวแก้เซ็งไปอย่างนั้นแหละ จริง ๆ มันเปิด msn อยู่… ทันทีที่ผมล้มตัวนั่งบนเก้าอี้ ก็เห็นเอมกำลังพิมอะไรบางอย่างผ่านทางโปรแกรมแชทนี้มาพอดี Aim : ยูริออนแล้วเรียกด้วยจ้ะ พูดว่า: ปุณณ์ยังรักเอมอยู่ใช่ไหมคะ? ตัว อักษรสีชมพูนั้นบาดลึกลงไปถึงกลางใจผม แต่กลับต้องพยายามฝืนหัวเราะให้.. น่าขำที่เอมช่างถามอะไรเพี้ยน ๆ ไปได้……. เพราะถ้าปุณณ์ไม่ได้รักเอมจะให้ไปรักใคร… ผมยอมรับว่าในเวลานี้ การจะยิ้มแต่ละทีมันช่างยากลำบากเหลือเกิน ภาพ ดิสเพลย์ของเอมเป็นรูปทั้งคู่ถ่ายด้วยกันโชว์หรา ราวกับจะประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่าเขารักกันขนาดไหน ผมจ้องมองภาพนั้นพักหนึ่งแล้วกลับมาพิจารณาตัวเองว่าเราเป็นใคร.. ก่อนจะตัดสินใจพรมนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ เพื่อบอกอะไรเอมบางอย่าง.. SuperPunn พูดว่า: อยู่แล้ว “เฮ้ยโน่!!!! นี่มันอะไรวะ!!?” เสียงไอ้ปุณณ์โวยวายดังจากมุมห้องทำเอาผมสะดุ้งเฮือกจนต้องรีบหันกลับไปมอง เห็นมันกำลังยกกระเป๋าเป้ผมมาพลิกดูไปมาอย่างพิจารณาอยู่ “ผ้าอาบนํ้าฝนมั้ง… ห่า..” ถามมาได้ ตาก็ไม่บอด… ผมด่ามันพลางหันกลับมาจะเล่น msn ต่อ.. ตอนนี้ผมจัดการ log off เมลล์มันและ log in เมลล์ผมแทนเรียบร้อยแล้ว ส่วนไอ้เรื่องขออนุญาตเจ้าของก่อนน่ะฝันไปเถอะ!

‘โป๊ก!!’ “โอ๊ย!!!!!!!” แม่งเคาะหัว!!!!! “ถามดี ๆ เสือกตอบกวนตีน…. นั่น.. sign out เมลล์ กูอีก… ตกลงมึงเอากระเป๋ามาทำไม จะหนีตามกูรึไง” แต่กูว่ามึงกวนตีนกว่า… ผมคิดในใจพลางลูบหัวที่โดนเคาะอย่างเคือง ๆ “เออ พากูไปที่ไหนก็ได้” “เอา จริงปะ…” ไม่อยากจะเชื่อว่าแม่งเชื่องมาก เพราะทันทีที่ผมพูดจบ ปุณณ์ก็เอื้อมมาหยิบกุญแจรถที่แขวนอยู่เหนือโต๊ะคอมอย่างไว จนผมต้องรีบฉกกลับมาไว้ในมือตัวเองก่อน “เฮ้ย! บ้าจี้จังวะ พูดเล่น!” “ก็ถ้าอยากไปจะพาไปไง บางแสนมะ ใกล้ ๆ?” ปุณณ์ทำท่าคิดหนัก แต่ผมนั้นหนักใจมากกว่า ไม่คิดว่าแม่งจะบ้าจี้ขนาดนี้ “ตลก ๆๆ ไปได้ที่ไหน พรุ่งนี้บราเดอร์ศักดาเทสต์ย่อยห้องกู” แต่ คำตอบที่ได้รับกลับมานั้น กลายเป็นรอยยิ้มจากปุณณ์ มันยิ้มไม่พอยังยักคิ้วให้ผมอีก ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อคลุมกันหนาวจากตู้เสื้อผ้าออกมาสองตัว “เดี๋ยวตอนเช้าพาไปส่งให้ทันสอบ… มาเร็ว!” ปุณณ์ไม่พูดเปล่ายังแบกเอาเป้ผมขึ้นหลังแล้วลากแขนให้ตามออกไปอีก อย่างงี้ไม่ให้โวยวายยังไงไหวล่ะวะ “เฮ้ย!!! ปิดคอม ปิดแอร์ ปิดไฟก่อน!” แน่นอนว่ามันไม่เห็นสนใจฟัง “เดี๋ยว ก็มีคนมาปิดให้เองแหละน่า…” ไอ้คนขี้บังคับพูดพลางเดินผิวปากนำผมไปอย่างอารมณ์ดี ขณะที่มืออีกข้างก็ยังลากข้อมือผมไปด้วยไม่ยอมปล่อย ผมเห็นไอ้ปุณณ์ยิ้มร่ามากขึ้นเมื่อลงบันไดมาเจอป้าน้อยงก ๆ เงิ่น ๆ เดินผ่าน “ป้าน้อย ผมออกไปเที่ยวกับโน่นะ” แต่ยังไม่ทันที่ป้าน้อยจะตอบอะไรดี ก็มีใบหน้าซุกซนโผล่มาจากด้านหลังป้าน้อยเสียก่อน “ไปไหนอะพี่ปุณณ์!!!” -_-”….. น้องแป้งครับ โผล่มาจากไหน (ตกใจหมด นึกว่าผี) ดึกแล้วทำไมไม่นอน (เดี๋ยวตีเลย) -_-” ถึงตอนนี้ผมจะมีความสัมพันธ์กับปุณณ์อย่างที่น้องแป้งหวังเรียบร้อยแล้ว แต่เอาเข้าจริง ๆ แม่งยังไม่ชินแหะ.. “พา พี่โน่ไปเที่ยวน่ะ ไว้จะซื้อขนมมาฝากนะ” ปุณณ์ตอบน้องมันพลางขยี้หัวอย่างเอ็นดู ถ้าเป็นผมคงต่อยพี่ชายควํ่าไปแล้ว (เล่นหัวอยู่ได้) แต่น้องแป้งกลับยิ้มกว้างงง จนผมผวาวาบเพราะพอจะรู้ว่าเธอคิดอะไร -_-”

“อื้อ… ดูแลพี่โน่ดี ๆ นะ” ห้ามบ้างไรบ้างก็ได้ครับแป้ง!! พรุ่งนี้พวกพี่มีเรียนนะ!!! แน่นอนว่าเมื่อไร้คนขัดใจแล้ว ไอ้ปุณณ์ก็ลากผมเดินผิวปากไปอย่างสบายใจยิ่งกว่าเดิม TT___TT ปุณณ์พาผมมาจนถึงรถเก๋ง 2 ประตูของมัน แล้วส่งเสื้อคลุมกันหนาวให้ตัวนึง “อะ เอาไปคลุม เดี๋ยวสารวัตนักเรียนจับหวะ” มันพูดติดตลกเพราะตอนนี้ผมยังใส่ชุดนักเรียน โชว์กางเกงสีนํ้าเงินหราอยู่เลย “เออไอ้สัด ให้กูเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนก็ไม่ได้” มัน หัวเราะรับคำบ่นนั้นพลางเอื้อมมือจะเปิดประตูให้นั่ง แต่อย่าหวังว่าไอ้โน่จะยอม (เหอ ๆๆ) ผมคว้าประตูได้ก่อนมันก็เปิดเข้าไปนั่งเองเลย แว่วยินเสียงไอ้ปุณณ์หัวเราะขำ (ขำเชี่ยไรของมัน) ก่อนจะวนไปนั่งทางฝั่งคนขับเองบ้าง “มึงนั่นแหละ มาหากูจะเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนก็ไม่ได้เนอะ” ผมฟังประโยคนั้นแล้วก็ได้แต่เงียบ… จริงของมัน…….. ผมรีบจริง ๆ นั่นแหละ…. สำหรับผม วันนี้ผมอยากใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่าที่สุด.. ปุณณ์สตาร์ทรถพลางมองหน้าผมล้อ ๆ “คิดถึงรึไงครับ” “………………………..” ผมนิ่ง ไม่ได้ตอบคำถาม.. หรือถึงอยากพูดอะไรตอบก็คงไม่ทัน เมื่อท่อนแขนแกร่งพาดมาโอบรั้งไหล่ผมไว้ ให้เข้าไปใกล้เจ้าของแขนท่อนนั้นเสียก่อน ปุณณ์ ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากผมแน่นราวกับจะส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่ปุณณ์ มีผ่านมาทางจูบนี้.. “คิดถึงจังเลย วันนี้ไม่เห็นเจอ แวะไปหาที่ชมรมก็ไม่อยู่” “ไปมาตอนไหนวะ” ผมเบี่ยงหน้าหลบมันนิดหน่อย แต่อีกฝ่ายยังคงตามมาหอมแก้มได้ไม่ยอมหยุด “ตอนเย็น… ไปแล้วเจอแต่น้องม.4 หน้าตี๋ ๆ บอกว่าถูกโน่ใช้เฝ้าห้องชมรม”

“ไอ้เป้อ… น่ะ..” ผมตอบพลางผลุบสายตาลงตํ่า…. เพราะรู้ตัวเองดีว่าตอนเย็นที่หายไปนั้น ผมออกไปทำไม และคุยเรื่องอะไร…. ปลาย จมูกโด่งของปุณณ์คลอเคลียไปเรื่อยเช่นเดียวกับริมฝีปาก จนสุดท้ายมาหยุดตรงปากผมเนิ่นนาน…. นานจนต้องผลักออก “จะไปมั้ย บางแสน…” “เออ ว่ะ.. อยู่กันแบบนี้ต้องไม่ได้ไปไหนแน่เลย” มันว่าพลางขำ ก่อนจะปล่อยให้ผมเขยิบตัวกลับมานั่งข้างเบาะคนขับได้อย่างอิสระเหมือนเดิม “แล้วเดินไปเดินมานี่ไม่เจ็บแล้วรึไง หึ๊?” เสียงปุณณ์ถามขึ้นอีกครั้งเมื่อจอดรถรอเลี้ยวออกจากซอยหน้าถนนทองหล่อ ผมยักคิ้วให้กับคำถามนั้นเรียบ ๆ “ก็ดีขึ้นเยอะ ขืนนอนเฉย ๆ ทั้งวันมีหวังง่อยแดก.. มึงอะ” “ยา แก้ปวดช่วยได้…” ปุณณ์พูดพลางหัวเราะหึหึจนผมต้องหัวเราะตาม มันยื่นมือมาคว้ามือผมไปจับไว้บนเกียร์พลางใช้นิ้วชี้เขี่ยหลังมือผมเล่นช้า ๆ “เอ… งั้นคืนนี้ก็ต่อได้แล้วสิ” ทำเสียงซะแอ๊บแบ๊ว แต่ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ดีว่าไอ้ห่านี่ทำหน้าหื่นแบบไหนอยู่ ผมมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เห็นแสงไฟสีส้มเรียงแถวเป็นแนวยาวตลอดสองข้างทาง “อืม….”

18th CHAOS ไอ้ ปุณณ์ขับรถเร็วก็จริงอยู่ แต่กว่าเราทั้งคู่จะเห็นทะเลบางแสนก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มแล้ว ผมกับมันตัดสินใจจอดรถเข้าข้างทางเพื่อหามื้อดึกกินกันในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าพวกนักศึกษาแถวนั้นแวะจอดรถอุดหนุนกันเยอะแยะ “คน เยอะสงสัยจะอร่อย” นี่คือคำพูดของไอ้สารถี ที่ทำเอาผมยิ้มแป้น เพราะแสดงให้เห็นว่าตรรกะร้านไหนคนเยอะแสดงว่าร้านนั้นอร่อยไม่ได้มีคนคิด แค่ผมคนเดียว หึหึหึ.. ต้องเอากลับไปเย้ยไอ้โอมซักหน่อยแล้วว (มันด่าผมเพี้ยนประจำเวลาผมพูดงี้ครับ ผิดตรงไหนเนี่ย) ปุณณ์ดับเครื่องยนต์ลงแล้วเอื้อมมือมาจัดเสื้อกันหนาวผมให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะเปิดประตูรถ และ แล้วการปรากฏตัวของเราสองคนก็ดูยิ่งใหญ่ขึ้นทันใด เมื่อทันทีที่ก้าวขาเข้าร้าน ก็ถูกจับตามองเป็นตาเดียว คงเพราะชุดนักเรียนโชว์ตัวอักษรย่อโรงเรียนซะหรา ประกอบกับกางเกงนักเรียนสีนํ้าเงินของผมทำให้ทุกคนในร้านสะดุดตามากกว่าชุด อื่น ๆ… หรือถ้าลองคิดดูดี ๆ อีกทาง.. ไอ้คนที่มากับผมมันหล่อเกินไป -_-”…………… สรุป ว่าคงจะสองอย่างรวมกันครับ คนนึงหล่อ คนนึงชุดนักเรียนมัธยม ผสม ๆ ปนกันเข้าเลยกลายเป็นจุดเด่นในที่สุด แน่นอนว่าผมล่ะเกร็งแทบแย่ กับสภาพที่ต้องแวดล้อมด้วยสายตาจากคนแปลกหน้าอย่างนี้ ในขณะที่ปุณณ์ดูสบายดี จนผมดูไม่ออกด้วยซํ้าว่ามันรู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังถูกรุมมองด้วยสายตาจากคน ทั้งร้านพุ่งมาที่เราสองคนเป็นทางเดียว -__-” เออ ช่างแม่ง.. อย่าสนใจดีกว่า -_-” หลัง จากที่ปล่อยให้ปุณณ์และผมยืนหมุนกันไปมาในร้าน เพราะหาที่นั่งไม่เจออยู่สักครู่แล้ว ก็มีบริกรหญิงหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเข้ามาเชื้อเชิญหาที่นั่งให้พวกเราในที่ สุด.. ผมล้มตัวลงกับเก้าอี้แล้วก็ยังงง ๆ ว่าบรรยากาศในร้านนี้ให้อารมณ์แบบไหนกันแน่ ระหว่างร้านข้าวหรือร้านเหล้า เพราะผมเห็นบางโต๊ะก็มีแต่ข้าวไม่มีเหล้า ส่วนบางโต๊ะก็มีแต่เหล้าไม่มีข้าว (อะไรเนี่ย) แล้วก็อดสงสัยอีกไม่ได้ว่า ที่ใส่ชุดนักเรียนมานั่ง

หน้าตาหรอหราในสถานที่แบบนี้นั้น จะไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอออ แต่โต๊ะข้าง ๆ ผมที่นั่งกดเบียร์กันทั้งที่ใส่ชุดนักศึกษาอยู่สลอน คือคำตอบ -_-”…. โดย ไม่ปล่อยให้ผมได้คิดอะไรเพ้อเจ้อนาน เสียงคนสั่งกับข้าวก็ดังขึ้นไม่ไกลจากตัวผมเสียก่อน “เอา…… ยำหนังหมู ลาบ เอ็นข้อไก่ทอด ข้าวเกรียบพริกเผา แล้วก็ไฮเนเก้น 1 ทาวเวอร์” ไอ้สัด……. กูว่าแล้วเมนูมันแปลก ๆ.. ผมรีบเอื้อมมือไปโบกหัวไอ้นักเรียนดีเด่นทันที “กูหิวข้าวมั่งเหอะ สัด!” “อ้าววว ยังไม่กินมาอีก!?” “เออ…..” ก็จะเอาเวลาที่ไหนไปกินล่ะวะ ตอนเย็นผมมัวแต่นั่งคุยกับยูริเรื่องมันน่ะแหละ กว่าจะกลับถึงบ้านก็เล่นเอาเซ็ง เซ็งแล้วยังต้องเดินเก็บข้าวของยัดใส่กระเป๋าเพื่อแบกไปจนถึงบ้านมันนั่นอีก! จากตอนแรกกะว่าอยากแค่ไปนอนค้างด้วยเฉย ๆ แต่ดันเสือกโดนเจ้าของบ้านยิงยาวมาไกลถึงนี่…. ดวงเดินทางดีชิบหาย “สั่ง สิ อะ..” เสียงไอ้ปุณณ์บอกพลางยื่นเมนูส่งมาทางผม ทั้งที่มันไม่ได้เปิดเลยสักนิดตอนที่สั่ง สรุปว่าจะเอาไปยึดไว้แต่แรกทำห่าอะไร ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน… ผมเกาหัวตัวเองแกรก ๆ พลางเปิดเมนูเพียงสองวินาทีแล้วปิดฉับ “เอาข้าวผัด… แค่นั้นแหละ” “กินไรไม่สร้างสรรค์เลยว่ะโน่” ไอ้ห่านั่นยังมีหน้ามาบ่น เป็นเพราะใครล่ะวะ “ก็ มึงเสือกสั่งเบียร์ จะให้กูแดกไร ไอ้นี่มันเข้าสุดแล้ว…. เอาตามนี้แหละพี่” ผมว่าพลางยื่นหนังสือเมนูคืนกลับไป บวกกับรอยยิ้มแค่นิดหน่อยก็มากพอจะทำให้พี่สาวคนสวยที่รับออเดอร์ถึงกับ เคลิ้มได้แล้ว หึหึ.. บางทีผู้ชายเราก็ต้องหัดบริหารเสน่ห์ตัวเองกันบ้างง “ทำเป็นยิ้ม… ตั้งใจยั่วรึไง” อ้าวไอ้นี่.. หาเรื่องไรอีกวะ!! “ยั่วห่าไร… หิวชิบหาย ใครจะกินอิ่มมีสุขเหมือนมึงล่ะ” “แน่ น้อน….” ฮึ่ม… ตอนยังไม่สนิทกันมันกวนตีนน้อยกว่านี้ใช่ปะคับ… แม่ง.. ไม่น่าเลยกู ผมทำ

หน้าเซ็งพลางใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะตามดนตรีที่วงของร้านเล่น อยู่ ร้านนี้มีวงดนตรีสดเล่นด้วยครับ แนวเพลงเป็นแบบฟังสบาย ๆ ตามประสาวงเล็ก ๆ ทั่วไป นับได้อยู่ 5 คน ผมเห็นแล้วโคตรคันไม้คันมืออยากจะขึ้นไปแจมด้วยเลยครับ… แต่เออ พูดถึงเรื่องวงดนตรีแล้วนึกออก “เมื่อตอนเที่ยงกูไปส่งโครงการงานคริสมาสต์ที่สภาฯมา ไม่เห็นเจอมึง” “เอ๋า… ผมไม่ใช่ยามเฝ้าห้องสภาฯนี่หว่า.. เที่ยงก็ไปหาข้าวกินสิครับ!” สรุปว่าที่ผมถามเมื่อกี้กลายเป็นคำถามโง่ ๆ ไปซะงั้น แม่ง.. อารมณ์เสียว่ะ… ไม่มีอารมณ์จะเถียงกับมันแล้วด้วย คนยิ่งหิว ๆ อยู่ ผม เบ้ปากพลางแค่นหัวเราะ “เหอะ ๆ…. แล้วกับข้าวคอนแวนต์อร่อยไหมล่ะคุณปุณณ์…” ตั้งใจจะพูดประชดสะเปะสะปะไปงั้น.. แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะสะอึกไปจริง ๆ “ก็ ดี…….” ปุณณ์ตอบผมสั้น ๆ ก่อนจะเงียบเสียงไป นำให้คิ้วทั้งสองข้างของผมเลิกขึ้นสูงอย่างใช้ความคิด… เอมคงจะรู้เรื่องนั้นเมื่อตอนบ่ายที่ปุณณ์ออกไปกินข้าวด้วยสินะ “กู เจอน้องมึงที่คอนแวนต์ด้วย… ไอ้ตี๋น่ะ” เสียงไอ้ปุณณ์เริ่มชวนคุยต่อพลางเอื้อมรับเมนูแรกที่เป็นยำหนังหมูจากพี่ พนักงานเสิร์ฟคนนั้นมาด้วย กลิ่นเปรี้ยวจากมะนาวโชยผ่านเตะจมูกผมทำเอานํ้าลายสอเพราะตอนนี้กำลังเริ่ม หิวจัด ผมยกส้อม ขึ้นหมายจะจิ้มหนังหมูพลางพูดต่อ “เออ ไอ้เป้อมันฝากท้องไว้กับสาวแถวนั้นประจำแหละ” แต่เพราะพูดไปตักไปความเร็วมือเลยช้ากว่าไอ้แสบปุณณ์ที่ดันเสือกจงใจเขี่ย ชิ้นที่ผมหมายปองไว้ได้ แล้วเอาขึ้นไปจิ้มเข้าปากมันเองเสร็จสรรพ “สัด…” ขอด่าหน่อยเหอะ “เออ ก็อยากจะบอกเหมือนกันว่าเจอทุกครั้งที่ไป ฮ่า ๆ” มันว่าพลางเคี้ยวชิ้นที่ควรจะเป็นของผมตุ้ย ๆ แต่รอไม่นานนักกับข้าวจานอื่นก็ทยอยเข้ามาพร้อม ๆ กับทาวเวอร์เบียร์ที่ปุณณ์สั่ง “เด็กชมรมกูก็ต้องเนื้อหอมเหมือนประธานชมรมมันเป็นธรรมดา” ผมได้ทีเกทับมัน จนมันต้องส่งเสียงหัวเราะหึหึกลับมา “แต่ไม่เท่ากูหรอกมั้ง..” อืมม กล้าพูดดดนะไอ้ปุณณณ์ ผมเหลือบตามองมันพลางยักคิ้วข้างนึงล้อ ๆ

“กู ก็ว่า…. พี่สาวโต๊ะข้างหลังจะแดกมึงอยู่แล้วหวะ” เพราะผมเห็นมาตั้งนานแล้วว่านักศึกษาสาวโต๊ะข้าง ๆ จ้องเพื่อนผมตาเป็นมัน แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจซะเพราะแบบนั้นคงปลอดภัยมากกว่า “ข้าง หลังมึงก็จะแดกมึงว่ะ…” ไอ้ปุณณ์โต้กลับมายิ้ม ๆ แต่ผมว่าไม่ต้องพูดจะดีกว่านะ เหอะ ๆๆ ผมยักไหล่ไม่สนใจคำพูดมันก่อนจะยื่นกดเบียร์ใส่แก้วตัวเองจากหลอดสูงเพื่อ ล้างปากก่อนหน่อยซักยกหนึ่ง

ฟองเบียร์ที่เริ่มฟูปีนขอบแก้วทำให้ผมต้องยกมาดื่มเพื่อกันไม่ให้หก ก่อนจะรู้สึกเศร้าหนึบ ๆ ตรงอกข้างซ้ายขึ้นมาแปลก ๆ… ผม ไม่เคยชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้เลย.. มันเหมือนมีอะไรมาติดถ่วงเอาไว้ ให้ผมหัวเราะไม่ออก ยิ้มได้ไม่เต็มที่.. แม้ว่าจะพยายามพูดจากวนตีนปุณณ์มั่ง ด่าปุณณ์มั่ง ให้ดูเหมือนคนปกติทุกอย่าง แต่ในใจลึก ๆ จริง ๆ แล้ว ทั้งหมดที่ผมทำออกไปเป็นเพียงแค่หน้ากากที่ถูกสร้างขึ้นมาบดบังความเศร้าไว้ เท่านั้น.. ผมปิดมันไว้ ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่ายังไงก็ไม่มีทางหนีไปไหนได้ แต่อย่างน้อย ๆ ขอแค่ในเวลานี้ ผมได้หลอกตัวเองว่าผมยังสบายดีก็พอ บท สนทนาบนโต๊ะเราเงียบลงเมื่อปุณณ์เพียงนั่งจิบเบียร์อยู่เงียบ ๆ ไม่ได้กวนประสาทอะไรต่ออีก… ผมลอบมองดวงตาคมคู่นั้นที่ดูทั้งหม่นหมองและเหม่อลอยพิกล จนบางทีก็อยากจะรู้ว่าเจ้าของดวงตาคู่นั้นกำลังคิดอะไรอยู่ ผม ไพล่นึกไปถึงจูบของปุณณ์บนรถที่ดูทั้งหงอยเหงาและเว้าวอนเหลือเกิน.. ไม่รู้เป็นแค่ผมที่คิดมากไปเองหรือเปล่าว่าอีกฝ่ายก็ดูมีเรื่องในใจมากมาย ไม่แพ้กัน ทำนองเศร้าของเพลง thank you ดังคลอระหว่างผมยกเบียร์ขึ้นกระดกแก้วแล้วแก้วเล่า จนดูผ่าน ๆ เหมือนกับลุงแก่ที่โดนเจ้านายหักเงินเดือน เลยแวะมาดื่มย้อมใจยังไงยังงั้น (พบเห็นได้บ่อย ๆ ตามลานเบียร์) ซึ่งไอ้ปุณณ์ก็คงสังเกตเห็นพฤติกรรมนั้นอยู่เหมือนกันถึงได้คว้าข้อมือผมเอา ไว้ทันก่อนจะซดแก้วที่ห้าลงคอแบบ non-stop hits

“เฮ้ย!! ท้องว่างไม่ใช่รึไง! ดื่มแบบนั้นกระเพาะแหกพอดี” เป็นไปตามคาด.. มันโวยใส่ผมพลางยึดแก้วเบียร์ไปจากมือโดยละม่อม.. หึหึ.. ได้ข่าวว่ามึงเป็นคนสั่งมาเองแท้ ๆ แต่พอกูจะกินเสือกห้าม หึหึ.. ไอ้เวร.. ผม ยักไหล่ด้วยท่าทางกวนตีนที่สุดกลับไปหามัน แล้วคว้าแก้วนํ้าเปล่ามาดื่มตามเพื่อล้างคอ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาจัดการกับข้าวผัดชามใหญ่ ขณะที่ปุณณ์ก็แลดูมีความสุขดีกับเอ็นข้อไก่ทอด “วันนี้ ยูริบุกมาหากูถึงโรงเรียน ตกใจหมดเลย” ผมเริ่มพูดทำลายความเงียบบนโต๊ะ (ที่มีแต่เสียงเพลงจากวงดนตรี) จนแอบเห็นมันสะดุ้งนิดหน่อย น่าสงสัยว่าอีกฝ่ายคงกำลังเหม่ออยู่ นัยน์ตาของปุณณ์วูบไหวไปครู่หนึ่งก่อนจะคลี่ริมฝีปากยิ้มกลับมาเหมือนเคย “เหรอ… เออ เป็นไงอะ” “มึงออกกฏปราบเกรียนโรงเรียนเรามั่งเด่ะวะ! เห็นผู้หญิงขาว ๆ ญี่ปุ่นหน่อยเป็นไม่ได้… กูโผล่ไปหายูริช้ากว่านั้นหน่อยน่ากลัวจะโดนลากเข้าข้างทางว่ะ” ผมบ่นเป็นชุดไปพลางพุ้ยข้าวในแก้มไปพลาง ได้ยินเสียงหัวเราะของไอ้คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามแว่วดังมาเป็นระยะ ๆ “ด่าคนอื่นเค้าเกรียน.. หัวมึงขนเยอะตายล่ะ” อ้าวไอ้สาดดดดด ด่ากูไม่ว่าแต่เสือกตบเหม่งด้วยนี่มีเฮ แน่นอนว่าผมปัดมือมันทิ้ง “ของกูเค้าเรียกสกินเฮดเว้ย สาดดด” “มึง เมายาคุมเหรอ สกินเฮดพ่อมึงสิเป็นงี้… แล้วอยู่ดี ๆ พูดเรื่องยูริทำไม” นั่นสิวะ.. ผมพูดทำไม.. ไม่อยากบอกเลยว่าจริง ๆ ที่ยูริมาก็เกี่ยวกับมึงทั้งนั้นนั่นแหละ “ไม่ รู้ว่ะ แล้วมึงกับเอมเป็นไงมั่ง…” ทางที่ดีต้องรีบปัดออกให้พ้นตัวจะฉลาดกว่า.. จริง ๆ แล้วผมไม่ได้ตั้งใจถามกินนัยอะไรปุณณ์มากมาย แต่ดูเหมือนมันสะอึกอุก “ก็ ไม่เป็นไง………..” เสียงเบา ๆ ของปุณณ์ตอบมาว่าอย่างนั้น ก่อนที่มันจะเว้นระยะคำพูดต่อไปอยู่พักหนึ่ง… “ยังสวยหล่อเหมือนเคย” หื้ม ไอ้สาดดดดดดดดดดดด กูจะเริ่มเกลียดมึงก็ตอนนี้แหละ

ผม ไม่รู้จะด่ามันต่อว่าอะไรดี (เสือกจะเป็นความจริงอีก) เลยแกล้งทำเป็นสำลักข้าว ยกนํ้า(เปล่า)มาซด แล้วชูนิ้วกลางให้มันดูเป็นขวัญตาอย่างนั้น เหอะ ๆ เห็นมันหัวเราะตาหยียกใหญ่เหมือนกำลังถูกใจแล้วก็ยิ่งรู้สึกหมั่นไส้หนัก ขึ้นกว่าเดิม เดี๋ยวพ่อเอาจิ้มตาแม่งเลย ผมวางแก้วที่นํ้าหมดเกลี้ยงในมือลงก่อนจะหยิบช้อนส้อมเพื่อโซ้ยต่อ แต่แล้วกลับมีคำพูดหนึ่งหลุดออกมาจากปากของผมเอง “ก็ ดี… กูล่ะกลัวใจมึงจะได้หลังแล้วลืมหน้า ฮ่า ๆๆๆ” หัวเราะครับ… ผมหัวเราะ… ทั้ง ๆ ที่แม่งไม่ได้น่าขำสักเท่าไหร่….. เอาจริง ๆ คือผมไม่ขำเลย สิ่งที่ทำได้มีเพียงส่งเสียงหัวเราะฮ่า ๆ ส่งเดชไป ทั้งที่ในใจรู้สึกแปลบไปหมดเหมือนมีมีดพันเล่มปักอยู่ตามขั้วหัวใจ ยิ่งผมหัวเราะดังเท่าไหร่ ก็แสดงว่าผมสมเพชตัวเองมากเท่านั้น… แค่นั้นเอง “หึหึ……” ปุณณ์แค่นหัวเราะตามผมก่อนจะเอี้ยวตัวไปกดเบียร์เพิ่มแก่แก้วมันที่พร่องลงไปเยอะแล้ว แต่ดวงตาคมคู่นั้นกลับไม่แสดงความรู้สึกอะไรขณะที่พูดคำต่อมา “ไม่หรอก…” ผมรู้สึกเจ็บปลาบตั้งแต่ปลายเท้าลามถึงหัวใจเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ก่อนจะยักคิ้วข้างหนึ่งอย่างคนที่ยอมรับมัน.. ก็บอกแล้วว่าที่เฮงซวยน่ะ… ตัวผมเอง

19th CHAOS หลังจากที่กินทั้งข้าวและกับแกล้มเสร็จจนอิ่มแปร้ ซัดตามด้วยเบียร์ 1 ทาวเวอร์ ทั้งผมและปุณณ์ก็กึ่ม ๆ กันไปเรียบร้อย ถ้าจะถามว่ากึ่มขนาดไหนลองคิดดูว่าหนึ่งชั่วโมงสุดท้ายก่อนออกจากร้าน ผมถึงขั้นขึ้นไปโชว์สกิลความเป็นประธานชมรมดนตรี ด้วยการเปิดมินิคอนเสิร์ตร่วมกับพี่นักดนตรีในร้านยาวรวด 12 เพลง (หนึ่งโหล) ทั้งเล่นกีต้าร์ ร้องเพลง คีย์บอร์ด ตีกลอง ตบเบส ผมแจมหม๊ดดด… โห… พูดแล้วจะหาว่าคุยครับ ดนตรีไทย วงโย เครื่องออเคสตร้า ผมเล่นได้ทั้งนั้น ไม่งั้นจะเป็นประธานชมรมดนตรีได้ไง ฮ่า ๆๆ (แต่ถ้าไม่เมาผมคงไม่ทำอะ คิดแล้วอายตัวเอง) แน่ นอนว่าตอนเข้าร้านฮือฮาขนาดไหน ขาออกมานี่ฮือฮายิ่งกว่า ฮ่า ๆๆ พวกผมเดินออกจากร้านด้วยเสียงกรี๊ดกระหึ่มของพี่สาว ๆ นักศึกษาที่เริ่มนั่งก้นไม่ติดโต๊ะกันเพราะแต่ละเพลงที่เล่นไป ช่างเปลี่ยนคอนเซปต์จากร้านอาหารธรรมดาให้กลายเป็นผับย่อย ๆ ได้ในพริบตา หึหึ.. ก็แหม… เห็นทุกโต๊ะเขามีเหล้ามีเบียร์ตั้งอยู่นี่ครับ ไอ้จะให้นั่งฟังเพลงสบาย ๆ ช้า ๆ ก็กลัวว่าเดี๋ยวจะง่วงหลับคาโต๊ะกันพอดี เวลาเกือบเที่ยงคืน เราเช็คบิลออกจากร้านด้วยราคาที่พี่เจ้าของลดให้เกินครึ่ง! แหม… ไม่รู้จะยกความดีความชอบให้ใคร ระหว่างผม ที่เปิดมินิคอนเสิร์ตกางเกงนํ้าเงินเอาใจแม่ยกสาขาบางแสน หรือไอ้เชี่ยปุณณ์ ที่หล่อสะท้านชายหาดจนป้า ๆ นักศึกษาแถวนั้นรีบกดโทรศัพท์เรียกเพื่อนยิก ๆ ให้เข้ามากินข้าวร้านนี้จนคนแน่นขนัด แต่ ยังไงก็เหอะ เราสองคนขับรถออกจากร้านด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มกว้างง อย่างหุบไม่อยู่ ปุณณ์พารถฮอนด้าสองประตูของมันขับลัดเลาะถนนริมชายหาดไปเรื่อยเปื่อย ขณะที่เปิด moon roof ให้ผมได้ชมพระจันทร์ดวงสวยเต็มตา มีความสุขจนไม่อยากให้คืนนี้ผ่านไปเลยแฮะ… เวลาเล่นเกมจับผิดยังมีปุ่มหยุดเวลาเลย แล้วทำไมในชีวิตจริงถึงไม่มีมั่ง ผมแอบมองใบหน้าด้านข้างของปุณณ์ที่เจือรอยยิ้มอยู่เช่นเดียวกัน เรา สองคนขับรถวนรอบชายหาดไปเรื่อย พลางซัดเบียร์จากเซเว่นอีกสามสี่กระป๋อง ก่อนจะหยุดรถลงเช็คอินที่โรงแรมริมหาดแห่งหนึ่ง แม้จะว่าแพงหูฉี่สำหรับทะเลบางแสน แต่บัตรวีซ่าสีทองของไอ้ปุณณ์ช่วยได้ “ไว้ มีตังค์แล้วจะใช้ให้นะ” ผมว่าพลางตบไหล่มันปุ ๆ ระหว่างเดินไปห้องพักริมทะเลของเรา ได้ยินเสียงมันหัวเราะรับคำพูดผม ก่อนจะยื่นมือมาตบเกรียนผมดังปั้ก! ถ้าเยี่ยวรดที่นอนคืนนี้มึงก็เปียกนั่นแหละไอ้เวร!! “คิดมากไร ตังค์นี่เดี๋ยวกูหักจากค่าชมรมมึง” อ้าววววววว พูดงี้ก็สวยดิ่ครับ!! ผมถลึงตามองหน้าไอ้ปุณณ์ที่ทำเป็นผิวปากไม่สนใจ พลางไขประตูห้องหมายเลข 17 อยู่ นี่ถ้าเหวี่ยงเป้ฟาดหัวมันได้ผมคงทำไปแล้ว ติดแต่เป้โคตรหนัก ให้เหวี่ยงขึ้นมาล่ะแขนผมคงได้มีหัก

“โอ่ ยยยยย สบายยยยยยยยยยยยยยยยยย” ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก ผมก็รีบเขวี้ยงเป้โรงเรียน แล้วปรี่ไปเปิดประตูกระจกรับลมทะเลทันที ขณะที่ไอ้ปุณณ์ยังคงสาละวนอยู่กับการล็อคประตูห้องให้แน่นหนา ไม่รู้แม่งกลัวโจรเข้าหรือกลัวผมหนี ผม ยืนสูดลมทะเลตรงริมระเบียงได้ซักพักก็รู้สึกถึงวงแขนอุ่นที่ตระกองกอดรอบเอว ผมไว้หลวม ๆ จากด้านหลัง พร้อมทั้งใบหน้าคนมาด้วยกันก้มซุกอยู่บริเวณไหล่.. ผมเหล่ตามองปุณณ์พลางยักไหล่ขึ้นลงให้หัวมันเด้งดึ๋งเล่น ๆ “เฮ้ย! เพิ่งมาถึงจะปลํ้ากูเลยเหรอ ไม่ไหว ๆๆ หื่น” แกล้งกวนตีนมันไปอย่างนั้นแหละ หึหึ “มึง แหละหื่น กูยังไม่ได้ทำไรเลย” แน่นอนว่ามันต้องด่าผมกลับ แต่เสียงฟังดูอู้อี้มากเพราะยังคงซุกหน้ากับบ่าผมอยู่ ผมหัวเราะกับคำตอบนั้นพลางลดมือที่เกาะราวระเบียงอยู่ ลงมาจับมือปุณณ์ที่โอบผมไว้แทน “เป็นอะไรห๊ะ?” เพราะอยู่ดี ๆ เข้ามาอ้อนแบบนี้ต้องมีอะไรแน่ ๆ “ขอ อยู่แบบนี้ซักพักได้มั้ย…………” เสียงนั้นของปุณณ์ฟังดูอ่อนแรงจนทำให้ผมระลึกได้ว่าควรหยุดกวนตีนมันซักที สิ่งที่ทำในเวลาต่อมาจึงกลายเป็นการอิงหัวตัวเองลงกับหัวมันแล้วยืนนิ่ง ๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายกอดผมได้นานเท่าที่ต้องการ “แต่ถ้าตะคริวกินขากู มึงโดน…” *** ‘I could be brown, I could be blue, I could be violet sky~’ เวลา ผ่านไปพักใหญ่ที่เรายืนกอดกันจนโทรศัพท์เครื่องสีดำของปุณณ์ส่งเสียงทำลาย ความเงียบ ผมเหลือบมองโนเกียเครื่องนั้นที่ทั้งร้องทั้งสั่นอยู่บนโต๊ะวางของซึ่งปุณณ์ วางทุกอย่างทิ้งไว้บนนั้น “ลืม ปิดเครื่องเหรอเนี่ย…” เสียงทุ้มนั้นบ่นกับตัวเองเบา ๆ ข้างหูผม ก่อนจะคลายวงแขนออก เตือนให้นึกไปถึงเรื่องที่เพิ่งคุยกับยูริเมื่อตอนเย็นอีกครั้งทันที.. ผม มองตามแผ่นหลังภายใต้เสื้อยืดสีเขียวทหาร ที่เดินผละไปยังที่วางโทรศัพท์ แต่ไม่ยักเห็นวี่แววหรือทีท่าใด ๆ บอกว่าปุณณ์จะกดปุ่มรับสายเลย “เฮ้ย! ปุ่มนั้นมันปิดเครื่อง ไอ้ควายยย” เมื่อเห็นว่าปุณณ์งก ๆ เงิ่น ๆ แถมยังคลำมืออยู่บริเวณปุ่มปิดเครื่องแทนที่จะเป็นปุ่มรับสาย ผมก็รีบปรี่เข้าไปโบกเหม่งมันเพื่อเตือนสติทันที ก่อนจะถูกอีกฝ่ายโบกหน้าผากกลับคืนมา “ก็กูจะปิดเครื่อง

ไง ไอ้นี่…” แต่ อย่าคิดว่าผมจะยอมมันง่าย ๆ.. ในที่สุด เหตุการณ์ยื้อยุดฉุดกระชากโทรศัพท์ (ที่ยังคงดังอยู่) จึงเกิดขึ้น ผมเหลือบตามองเบอร์โทรเข้าโชว์เป็นรูปเอมหรา จนรู้สึกเจ็บขึ้นมาแปลก ๆ “เอมโทรมา มึงจะปิดเครื่องทำไม” เจ้าของมือถือหลบสายตาผมวูบทันที……………. ‘Why don’t you like me? Why don’t you like me? Why don’t you walk out the door’……………………. เสียง ริงโทนโทรศัพท์มือถือดังเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเงียบไป ปุณณ์ฉวยโอกาสนั้นกดปิดเครื่องอย่างไม่รอรี แต่ยังช้ากว่ายูริที่โทรเข้ามือถือผมอย่างรวดเร็ว ‘ใครจะไปดีได้ทุกชั่วโมง ก็เรามันคนไม่ใช่ละครทีวี~’ ผมเหลือบมองไอโฟนตัวเองที่ร้องอยู่ข้างเป้อย่างขำ ๆ “พ่อ บ้านหนีเมียว่ะ โทรตามกันให้วุ่น หึหึ..” แต่ขณะที่ผมกำลังจะเดินไปกดรับสายยูรินั้นเอง ดันไม่ทันคนที่ไวเป็นลิงกว่าอย่างไอ้ปุณณ์ เพราะพ่อคุณเล่นคว้าโทรศัพท์จากมือผมไปกดตัดสายปิดเครื่องหน้าตาเฉย ไม่ฟังอีร้าค้าอีรมผมที่ยืนอ้าปากค้างอยู่นี่เลย “เห้ย!! น้อย ๆ หน่อย นั่นมือถือกูนะ…” ถึงตรงนี้ก็เริ่มจะมีนํ้าโหนิด ๆ แล้วครับ ใครแม่งสอนให้มันทำตัวไม่มีมารยาทแบบนั้นฟะ

แต่ คำประท้วงไหนก็ดูเหมือนจะไม่สะดุ้งสะเทือนกระดูกค้อน ทั่ง โกลนของปุณณ์ เพราะพี่แกเล่นทำหน้าเฉยสนิทก่อนจัดการโยนไอโฟนลงเตียงอย่างไม่ใยดี ขณะที่ผมอ้าปากหมายจะด่าต่ออีกซักรอบสองรอบ ปุณณ์กลับคว้าตัวผมไปกอดไว้แนบแน่นเสียก่อน และผมก็คงจะขัดขืน ถ้าไหล่ของมันไม่ได้สั่นจนน่าตกใจ…………… “เป็นไรวะปุณณ์?” คนที่กอดผม ทั้งตัวสั่นและเสียงแหบพร่า.. “คืนนี้ให้มีแต่เราก่อนนะ…. อย่าเพิ่งมีคนอื่นเลย…” “……………………” ผม นิ่งมองศีรษะของคนที่กอดผมแน่นด้วยความรู้สึกหลากหลาย.. ถึงในอกจะรู้สึกโหวงไปหมด

แต่ในหัวกลับมีเรื่องราวและความรู้สึกมากมายว่อนไปมาอยู่อย่างประหลาด ผมพยายามจะมองไปบนทางข้างหน้าแต่ก็รู้สึกว่า ผมมองไม่เห็นอะไรนอกจากทางตัน.. จริง ๆ แล้วในเรื่องนี้ ผมเองต่างหากที่เป็นคนอื่น.. ระหว่างปุณณ์กับผมใช้คำว่า ‘เรา’ ไม่ได้ด้วยซํ้า ผมกับมันไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่ควรเป็นอะไรกัน และไม่มีวันเป็นอะไรกัน ต่อให้ความรู้สึกที่ปุณณ์มีต่อผม หรือผมมีต่อปุณณ์มันจะคืออะไร และมากน้อยเพียงไหน ภาพที่มองเห็นตรงหน้า ก็ยังคงมีแต่ภาพปุณณ์กับเอมที่ควรจะมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่นี้อยู่ดี ผม กอดมันกลับด้วยความรู้สึกเจ็บไปทั้งตัวเหมือนคนกอดลูกทุเรียน.. เพราะยิ่งผมกอดมันแน่นเท่าไหร่ ความรู้สึกเจ็บก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเท่านั้น มันเจ็บจนผมไม่แน่ใจว่าจะทนกอดมันได้ไปถึงเมื่อไหร่ “มึงอย่ามีปัญหากับเอมเพราะกูเลยว่ะ… พูดจริง ๆ” นี่คือคำที่ผมอยากพูดที่สุดในเวลานี้… ปุณณ์ ส่ายหัวไปมาในอกผม “กูไม่ได้มีปัญหากับเอมเพราะมึง… กูมีเพราะตัวกูเอง..” เสียงมันฟังดูทั้งสั่นเครือและสับสน เหมือนคนจัดการอะไรตัวเองไม่ถูก อ้อมแขนที่กอดผมไว้นั้นกำลังสั่นไหว บอกถึงสภาพจิตใจเจ้าของมันได้เป็นอย่างดี และผมไม่ควรทำให้แย่กว่านี้.. “พวกมึง… มีปัญหาอะไร.. กัน?” คำถามนี้ต้องการคำตอบ.. แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดกับผม “กูมันเหี้ย…. กูมีเอมแล้วแต่ก็ยังมายุ่งกับมึง..” “คน เหี้ย ๆ เขาไม่ด่าตัวเองว่าเหี้ยกันหรอก… มา มานั่งคุยกันดี ๆ” ผมว่าพลางถอนหายใจพรูแล้วคลายวงแขนออก เป็นฝ่ายนำมันนั่งลงมานั่งบนเตียงเอง ปุณณ์กดปากเม้มแน่น จ้องผ้าปูที่นอนตลอดเวลา ไม่ยอมเงยหน้ามองผม “มึง… กู… ขอโทษว่ะ..” “ขอโทษไร พูดมาให้จบ”

“กู กับเอม……….. มีอะไรกันแล้ว..” ในที่สุดคำนี้ก็หลุดมาจนได้… ทั้งที่เป็นคำเดียวกัน แต่เวลาฟังจากปุณณ์มันช่างบาดได้ลึกกว่ายูริหลายสิบเท่า จนผมรู้สึกเหมือนตัวเองถูกน็อคหน้าชา.. นัยน์ตาผมไหวอยู่วูบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปมองหน้ามันต่อดังเดิม “เออ… แล้วไงอีก” ปุณณ์ สูดลมหายใจลึกอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเงยขึ้นมาสบตาผมเต็มตา “แต่กูก็ยังไม่ห้ามตัวเอง… เวลาอยู่กับมึง..” ดวงตาคมที่มองมา ผมเห็นแต่ความเจ็บปวด… จนบางทีอดคิดไม่ได้ว่า ปุณณ์เองก็คงจะเห็นสายตาแบบเดียวกันจากผมเหมือนกัน ริม ฝีปากบางนั้นยังคงพูดต่อทั้งที่ผมเริ่มไม่อยากฟังขึ้นไปทุกที ๆ “กูทิ้งเอมไม่ได้ แต่กับมึงกูก็…………….. กูไม่รู้จะทำยังไง..” ถึงตรงนี้ปุณณ์เริ่มผลุบหน้าลงตํ่า พร้อมขยำผ้าปูที่นอนจนยู่ยี่.. เห็นดังนั้นผมจึงเอื้อมมือตัวเองไปกุมมือมันไว้แผ่ว ๆ เพราะผมรู้ว่าเรื่องแบบนี้ต้องเป็นผมเท่านั้นที่พูดเอง “มึงฟังนะ…” นี่คือความพยายามที่ลำบากมากที่สุดในชีวิตผม.. “เอม เป็นผู้หญิง.. เขาเสียหายแล้ว มึงจะทำงั้นไม่ได้… มึงต้องกลับไปดูแลเขา…. ส่วนกูเป็นผู้ชาย กูไม่มีอะไรเสียหาย” ทั้งที่คิดว่าเป็นแค่คำพูดธรรมดาที่สุดแล้ว แต่ปุณณ์กลับสปริงหัวขึ้นมาราวกับได้ยินเรื่องผีอย่างไงอย่างงั้น “โน่…. ไม่พูดต่อ…” เสียงนั้นขู่แกมบังคับผม แต่ผมรู้ดีว่าจะยอมมันไม่ได้.. ความพยายามที่เหนื่อยที่สุดในเวลานี้คือการส่งยิ้มออกไป “ไป หาปืนกาวมายิงปากกูเด่ะ… เอาเป็นว่าเรื่องมึงกับกูเฉย ๆ ไปแล้วกัน กูไม่คิดมาก” ผมพูดทั้งรอยยิ้มพลางมองหน้าปุณณ์ที่อ้าปากทำท่าอยากเถียงอยู่แว่บหนึ่ง แต่ไม่มีทางไวกว่าผม “บอกอีกรอบ กูไม่ใช่ผู้หญิง สาดด” จบคำนี้ผมถูกปุณณ์รวบข้อมือไว้ทันที “โน่เข้าใจไหมว่ามันไม่เกี่ยว.. ไม่เกี่ยวกับว่าใครเป็นอะไร แต่เกี่ยวกับปุณณ์ทำอะไรลงไปแล้วบ้าง โน่เข้าใจรึเปล่า!” นัยน์ตาคมนั้นจ้องผมนิ่งจนไม่กล้าหลบตา ผมมองลึกลงไปในลูกแก้วสีดำสนิทคู่นั้นที่หมองจนดูยังไงก็ไม่คุ้น.. ริมฝีปากบางของปุณณ์ยังคงพูดต่อ “ในเมื่อเรื่องทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว.. โน่ไม่พูดได้มั้ยว่าจะไป..”

แน่ นอนว่าผมขืนมือออกจากพันธนาการนั้นพร้อมเสียงหัวเราะที่สู้อุตส่าห์เค้นแทบ ตาย “ฮะฮะฮะ.. ไอ้ห่า……. มึงอย่ามาทำเป็นพระเอก อยากเป็นอิสลามเมียสี่รึไง” แม้จะรู้สึกเหมือนร่างกายไม่เหลือเรี่ยวแรงอะไรอีก แต่ก็ยังคงมีเรื่องที่ต้องพูดต่อไป.. “แล้วก็อย่าลืมว่ากูมีแฟนแล้วเหมือนกัน.. ช่วงนี้งานบอลทำกูโคตรยุ่งด้วย ไอ้เอิ้นจะให้ band ช่วย ตั้งหลายอย่าง ดังนั้นกูไม่ว่างรับจ็อบเป็นแฟนมึงอีกคนหรอก เหนื่อยย โอทีก็ไม่ได้” ตลกปะครับ… มันไม่ขำหวะ… ผมฝืนหัวเราะให้มันฟังทั้งที่ก้อนนํ้าตามาจุกอยู่ตรงคอหอยแล้ว ผมอ่านออก ว่าสายตาของปุณณ์ที่มองมาทางผมต้องการจะบอกว่าอะไร และผมก็รู้ ว่าปุณณ์อ่านออก.. ถึงสายตานี้ที่ผมต้องการบอกมัน เรื่องหลังจากนี้ คงไม่เหลืออะไรให้ปากพูดอีก.. ผมกับปุณณ์หยุดมองหน้ากันนิ่ง จนเดินมาถึงจุดสุดท้ายของอารมณ์.. ผมยอมรับว่าตัวเองไม่เหลือความอดทนอีกต่อไป “ปุณณ์!” ผมโพล่งชื่อมันออกมาพลางโถมตัวเข้ากอดเจ้าของชื่อนั้นแน่น อ้อมแขนปุณณ์ที่ตอบรับผมเป็นไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ในเวลานี้ผมไม่เหลือความเข้มแข็งอีกต่อไป มีแต่เสียงคนเห็นแก่ตัวดังก้องอยู่ในใจว่า ผมไม่อยากปล่อยปุณณ์ไป

“โน่…?” “มึง….” “ว่าไงครับ..” “จนกว่าจะเช้า…. อย่าเพิ่งปล่อยกูนะ” ตอนเริ่มรักแทบไม่ต้องใช้เวลา… แต่ทำไมพอจะจากลา มันทรมานอย่างนี้ล่ะครับ

Special CHAOS Can you hear it. เสียงจากปุณณ์ “ปุณณ์! ช่วยดูงบชมรมเราให้หน่อยสิ นะ ๆๆ หายไปตั้งสองหมื่นกว่าแน่ะ จะบ้าตายอยู่แล้ว” นี่ คือการปรากฎตัวของโน่ที่เซอร์ไพร์สผมที่สุดในรอบหลาย ๆ ปี.. เรารู้จักกันก็จริงครับ แต่ไม่เคยมีเรื่องต้องคุยกันสองคนแบบนี้มาก่อน และแต่ละครั้งที่คุย ก็ไม่เคยมีประโยคไหนที่ยาวขนาดนี้มาก่อนเช่นกัน.. นึก ถึงวันนั้นทีไรก็ยังอดยิ้มไม่ได้ เพราะปกติแล้ว หน้าขาว ๆ ของโน่ที่ผมเห็นประจำมักเต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์เสมอ เดี๋ยวมันก็โวยวาย เดี๋ยวทำหน้ากวนตีน บางทีทำเหมือนกำลังวางแผนชั่วอะไรซักอย่างอยู่กับบรรดาเพื่อนของมัน หรือไม่ก็ทะเล้นทะลึ่งไปเรื่อย แต่วันนั้นแปลกหน่อยที่มันทำหน้าเดือดร้อนสุดชีวิตมาหาผมแบบที่ไม่เคยเห็นมา ก่อนทำเอาต้องกลั้นขำ สารภาพก็ได้ครับว่าผมชอบแอบมองโน่บ่อย ๆ เพราะมันหลากหลายดี เห็นหน้ามันทีไรก็ผ่อนคลายอารมณ์จากเครียด ๆ ให้ได้หัวเราะขำทุกที แต่ สาบานได้ว่าถึงจะเป็นอย่างนั้นผมก็ไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับโน่สักครั้ง เพราะโน่เป็นเพื่อน(ห่าง ๆ)ที่ร่าเริงของผมเสมอ ผมรู้ว่าโน่น่ะแมนเต็มร้อย เคยได้ยินว่ามีแฟนอยู่ที่เดียวกับแฟนผม แต่ไม่เคยรู้ว่าคนไหนเหมือนกัน ก็ได้แต่แอบคิดว่าเวลาเจ้านี่อยู่กับแฟนจะเป็นยังไง จะกวนตีนเหมือนเวลาอยู่โรงเรียนไหม (แฟนมันคงเครียดอะครับ) หรือที่จริงแล้วอาจจะสวีทหวานนํ้าตาลขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเลยก็ได้.. ใครจะรู้ คำ ที่ผมต่อรองโน่ไปวันนั้นก็เกิดจากความบริสุทธิ์ใจล้วน ๆ เช่นกัน… ผมขอร้องมันโดยไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่ง ทั้งผมและโน่ จะตกหลุมกันและกันจนแทบถอนตัวไม่ขึ้น Aim : ยูริออนแล้วเรียกด้วยจ้ะ พูดว่า: ปุณณ์อย่าทิ้งเอมไปไหนนะ แต่ความจริงไม่เคยมีอะไรง่ายอย่างที่ใจคิด.. ผมนิ่งมองข้อความนั้นที่ส่งผ่านโปรแกรม msn มาทางจอคอมพิวเตอร์ของผม ก่อนจะถอนหายใจยาว

ผม รู้สึกว่าปลายนิ้วชี้ตัวเองเคาะเม้าส์เบา ๆ เหมือนคนคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ทั้งที่จริง ๆ แล้วสมองว่างเปล่า… ไม่ใช่ว่าผมจะใจร้ายไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าพยายามคิดแล้วคิดอีกยังไงก็ไม่เคยเห็นทางออก จนกระทั่งเรื่องเดินทางมาจนถึงจุดนี้… ผมก็กลายเป็นเหมือนคนวิ่งหนีความจริงไปโดยปริยาย.. หลายครั้งผมทบทวนตัวเองจนไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง สิ่งที่ผมรู้สึกกับโน่คืออะไรกันแน่… ผมรักโน่งั้นเหรอ?… ผมไม่กล้าคิดว่าตัวเองจะมอบสิ่งยิ่งใหญ่ขนาดนั้นให้เพื่อนที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ชีวิตผมแบบเต็ม ๆ เมื่อวันพุธได้ ผมไม่สามารถจำกัดความคำว่า ‘รัก’ ให้เจ้านั่นได้อย่างเต็มปาก… แต่ผมอยากมีมัน การมีโน่อยู่ข้าง ๆ ผมในระยะเวลา 1 อาทิตย์ที่ผ่านมากลายเป็นสมบัติที่มีค่ามาก ทุกครั้งที่ผมตื่นมาแล้วเห็นหน้าโน่หลับอยู่ข้าง ๆ ผมอดคิดไม่ได้ว่าในเช้าวันต่อ ๆ ไปก็ขอให้เป็นแบบนี้อีก… จนกระทั่งเราก้าวลํ้าเส้นความเป็น ‘เพื่อน’ ระหว่างกัน ผมรู้ว่ามันเชี่ยมากที่ทำอย่างนั้น ทั้งที่คนอย่างผมไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้นกับใครได้อีกแล้ว ผมอยากเป็นลูกผู้ชายพอที่จะรักเอมได้ตลอดรอดฝั่ง ผมอยากประคับประคองความสัมพันธ์ของผมกับเอมไว้ให้สมกับที่เธอไว้ใจ แต่ผมกลับแพ้ภัยตัวเองอย่างร้ายกาจ ผมโกหก… ที่พูดว่าบริสุทธิ์ใจตอนขอให้โน่แกล้งมาเป็นแฟนด้วย.. ผมโกหก.. ที่ จริงแล้วผมดีใจมากที่เป็นโน่เข้ามาในช่วงเวลานั้นพอดี… โน่ที่เป็นเพื่อนห่าง ๆ ของผม โน่ที่เมื่อแปดปีก่อน เคยชักเย่อแข่งกับผมจนล้มระเนระนาดหัวเข่าถลอกกันทั้งคู่ โน่ที่เมื่อห้าปีก่อนเคยแสดงเป็นโหรคู่กับเจ้าเมืองซึ่งคือผมในงานสัปดาห์ วันภาษาไทย โน่ที่เมื่อสองปีก่อนเคยถูกรถเก๋งลากมางานเลี้ยงวันเกิดบ้านผมด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ และพยายามพูดเพราะตลอดเวลาจนอดแอบมองไม่ได้ ว่ามันจะทำตัวเปิ่น ๆ อะไรในงานบ้างหรือเปล่า… โน่ คนที่ผมคิดเสมอว่าถ้าเจอเด็กผู้หญิงแบบนี้คงจะดีไม่น้อย… ผมคิดอยู่บ่อย ๆ ว่าอยากให้เอมสดใสได้เท่าโน่ ถึงจะโวยวายกระโชกโฮกฮากทำตัวนักเลงโตไปบ้าง แต่ดวงตากลมแป๋วนั้นก็ฉายแววเป็นมิตร และความจริงใจอยู่เต็มเปี่ยม

ผม ท้าทายตัวเองด้วยการขอร้องคนที่ผมสนใจเป็นพิเศษมาตลอดให้แกล้งเป็นแฟนผมให้ โดยปลอบใจตัวเองว่าถึงยังไงโน่มันก็เป็นผู้ชาย ถึงจะน่ารักน่าเอ็นดูยังไง ผมก็คงไม่มีทางคิดอะไรแปลก ๆ กับเจ้านี่ได้เด็ดขาด แต่ยิ่งนานวัน ผมก็ยิ่งรู้ว่าผมประเมินค่าตัวเองสูงไป…. ใจผมไม่ได้แข็งเท่าที่คิดเลย.. โทรศัพท์เครื่องสีดำตั้งเงียบ ๆ อยู่ตรงหน้า เช่นเดียวกับผมที่ยังคงเงียบ.. ไม่ได้ตอบอะไรเอมกลับไปในหน้าต่าง msn บานนั้น ผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรไปแล้ว.. เพราะถ้าเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนผมคงพิมพ์ตอบเอมกลับไปด้วยความยินดีว่าไม่ว่าวันไหนผมก็จะไม่มี วันทิ้งเธอ… แต่วันนี้ผมกลับรู้สึกว่ามือแข็งเป็นหิน ไม่สามารถตอบอะไรเพื่อทำให้ตัวเองดูดีได้เลยจริง ๆ เพราะผมรู้อยู่แก่ใจว่าผมมันเลวแค่ไหน.. นิ้ว ชี้ผมเลื่อนจากเม้าส์ที่จับอยู่ไปจิ้มยังปุ่มเบอร์โทรออกล่าสุดที่เพิ่ง พยายามกดหาไปเมื่อหัวคํ่า แต่ก็ตัดสินใจวางสายก่อนเสียงสัญญาณจะดัง เพราะผมไม่ค่อยแน่ใจว่าโทรไปหาแล้วจะคุยอะไร (ถ้าถามว่าเจ็บไหมก็คงโดนมันด่ากลับ)… แล้วเจ้าตัวจะยินดีคุยกับผมอยู่รึเปล่า แต่ นิ้วมือก็ไปได้ไวกว่าความคิด เมื่อมันกดโทรออกทันที ผมกดเปิดลำโพงโทรศัพท์ ได้ยินเสียงสัญญาณดังเพียงไม่นาน อีกฝ่ายก็รับสายด้วยนํ้าเสียงนักเลงตามแบบฉบับมัน “โทรมาไม กูอยู่หน้าห้องมึง…….” ผม แทบไม่เชื่อสายตาเมื่อเปิดประตูออกไปพบว่าโน่ยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ.. โลกของผมหยุดนิ่ง เพราะหลังจากนั้นไอ้คนท่าทางกวนตีนตรงหน้าจะทักทายด้วยคำว่าอะไรผมไม่สนแล้ว สิ่งเดียวที่ร้องก้องอยู่ในหัวผมตอนนี้คือ

ผมอยากมีโน่ อยากให้โน่อยู่ข้าง ๆ ผมต่อไป ไม่ต้องถึงกับตลอดชีวิตก็ได้ ขอแค่ในเวลานี้ ที่เรายังรู้สึกดี ๆ ต่อกัน ผมอยากเก็บรักษาช่วงเวลาเหล่านี้ไว้ให้ลึกที่สุด เผื่อว่าวันหนึ่ง วันที่ผมอาจจะต้องกลายเป็นของใคร ผมจะได้ไม่ลืมเวลานี้ เวลาที่เคยมีโน่… เวลาที่เป็นเหมือนสมบัติชิ้นลํ้าค่าในใจผม “บางแสนมะ ใกล้ ๆ?” “เดี๋ยวตอนเช้าพาไปส่งให้ทันสอบ… มาเร็ว!” หึหึ… หน้ามันเหวอตลกดีครับ โวยวายเสียงดังอย่างที่ผมคิดไว้เปี๊ยบ แต่โบราณว่าด้านได้อายอด ผมไม่สนใจหรอกว่าโน่จะโวยวายขนาดไหน เพราะหลังจากวันนี้ไป ก็ไม่รู้แล้วเหมือนกันว่าเราจะยังเหลือโอกาสกันอยู่อีกหรือเปล่า เพราะแววเศร้าหมองในดวงตาโน่ แจ้งให้ผมรู้ดีว่าโน่มาทำไม.. หากหลังจากนี้จะมีอะไรเปลี่ยนไป.. ผมขอแค่โอกาสสุดท้าย.. ที่เราจะอยู่ด้วยกันนาน ๆ ตลอดทางบนรถ ถ้าแค่โน่หันมามองผมบ้าง โน่คงรู้ว่าผมกลํ้ากลืนฝืนทนขนาดไหน กับคืนสุดท้ายที่กำลังจะผ่านพ้นไป ที่ ร้านอาหาร ถ้าแค่โน่เชื่อใจผมบ้าง โน่คงรู้ว่าถึงผมจะไม่สามารถลืมเอมได้ แต่ความคิดว่าจะทอดทิ้งโน่ไปไหน ก็ไม่เคยมีอยู่ในหัวผมเช่นกัน ในห้องคืนนั้น… ถ้าแค่โน่เห็นแก่ตัวกับคนอย่างผมบ้าง.. ถ้าแค่โน่เชื่อ.. และปล่อยเรื่องทั้งหมดให้ผมตัดสินใจ.. ผมพร้อมจะทิ้งความจริง ความดีงาม ความถูกต้องทุกอย่าง ผมพร้อมเสมอ ที่จะกอดโน่ให้นานเท่าที่โน่ต้องการ

แต่โลกแห่งความจริงและความฝันก็เป็นแค่เส้นขนาน ผมเหลือเพียงคืนนี้เท่านั้น… ที่ผมกับโน่จะไม่ใช่เพื่อนกัน ผมไม่สามารถกอดโน่ได้นาน เท่าที่ผมต้องการ.. อีกต่อไป ปุณณ์.

20th CHAOS ตอน เช้าเราออกจากบางแสนกันตั้งแต่ตีห้า (เชื่อรึเปล่าว่าเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ผมไม่เค๊ยยย ไม่เคยกระปรี้กระเปร่าตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ขนาดนี้มาก่อน) เรียกว่ามีเวลาเหลือเฟือพอให้ผมกับปุณณ์แวะกินอาหารเช้าข้างทางกัน แถมยังโชคดีอีกเพราะรถไม่ติดมาก พวกเราจึงมาถึงกรุงเทพกันในเวลาที่น่าพอใจ รถยนต์ Honda Civic สองประตูคันสีดำเมื่อมของปุณณ์จอดเทียบข้างทางแถว ๆ หน้าโรงเรียนผมทันเวลา 8 โมงพอดีเด๊ะ แอบเห็นมิสวันทนาและมาสเซ่อบรรชากำลังดุเด็กม.ต้นที่เอาเสื้อออกนอกกางเกงอยู่พอดี ว่าแล้วก็ต้องรีบยัดชายเสื้อตัวเองเข้ากางเกงมั่งดีกว่า ไม่อยากโดนด่าแต่เช้า แหะ ๆๆ “มึง เข้าสายไม่เป็นไรเหรอวะ” ผมยัดชายเสื้อพลางถามไอ้ปุณณ์ที่ยังใส่ชุดไปรเวทอยู่ตรงเบาะคนขับ เนื่องจากเราขับรถตรงจากบางแสนมาถึงโรงเรียนเลย ไม่มีการแวะบ้านใครก่อนทั้งสิ้น ไอ้ปุณณ์ได้ยินอย่างนั้นก็ส่งยิ้มให้ผมจาง ๆ “ไม่เป็นไรหรอก มึงรีบไปเหอะ” “เออ… ขับรถระวังอะ ตอนเช้าตำรวจเยอะ ใบขับขี่ก็ไม่มี ไอ้เกรียน” “เออ กูหน้าแก่ สบายมาก” เข้าใจประชดตัวเองอีกนะ.. “รู้ ก็ดี..” ผมว่ามันปนขำก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบกระเป๋าสะพายสีดำบนเบาะหลัง จนกระทั่งหันกลับมา พบว่าใบหน้าของปุณณ์ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาประชิดหน้าผมในระยะใกล้ ริม ฝีปากบางสีอมส้มนั้นหยิบยื่นสัมผัสร้อนแรงให้กับผมเนิ่นนาน เหมือนจะไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ.. ผมเอื้อมมือข้างหนึ่งลูบเส้นผมที่ค่อนข้างยาวกว่าเด็กม.ปลายทั่วไปของปุณณ์ ในขณะที่มันรั้งวงหน้าผมไว้ไม่ให้หนีไปไหน นานจนแทบไม่เหลือลมหายใจ เมื่อปลายลิ้นของเราทั้งคู่หยอกล้อกันไม่ห่าง จนผมต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะหยุดไม่ได้อีกต่อไป “ปุณณ์….” ผมกระซิบชื่อเจ้าของสัมผัสนั้นทั้งที่ริมฝีปากเรายังชิดกันอยู่ รอจนมันหยุดมามองหน้า

ผมแล้วจึงค่อย ๆ ผละออก รอยยิ้มที่ผมมอบให้ปุณณ์ คือสิ่งที่ตั้งใจสร้างที่สุดแล้ว “ไปก่อนนะเว้ย” ผม ไม่รู้ว่าเสียงมันที่แว่วมาหลังจากนั้นต้องการบอกอะไร เพราะผมรู้เพียงว่า.. ประตูรถสีดำคันนั้นถูกปิดลงแล้ว พร้อม ๆ กับเรื่องของโน่และปุณณ์ ที่จบลงไป.. *** “เห้ยไอ้โน่!!” ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ครับว่าใคร ผมหยุดรอไอ้โอม และรถเก๋ง ที่พากันวิ่งแพ็คคู่กระหืดกระหอบตามกันเข้ามาในโรงเรียน.. เออเว้ย วันไหนกูมาเช้า พวกมึงก็มาเช้า วันไหนกูมาสาย พวกมึงก็มาสาย สัณชาตญาณดีจริง ๆ “ไงสาด รอดมาสเซ่อมาได้ด้วยเหรอวะ” “ก็รอดแบบวิ่งหนีมานี่แหละ” ไอ้โอมว่าพลางดึงชายเสื้อนักเรียนออกให้หย่อนยานยิ่งกว่านมคุณยายอายุ 80 ผมเห็นดังนั้นเลยเอามั่ง ก็เก็บชายเสื้อไว้ในกางเกงนาน ๆ แม่งโคตรอึดอัดนี่ครับ!! “แล้วมึงไปไงมาไง ทำไมไอ้ปุณณ์มาส่ง แล้วมันไปจอดรถตรงไหนเนี่ย” อะ.. อะไรนะ!!!!!!!?! ผมที่กำลังง่วนกับการดึงชายเสื้อออกจากกางเกงต้องเงยหน้ามองไอ้รถเก๋งเจ้า ของคำพูดนั้น ด้วยนัยน์ตาแทบจะถลนทันที….. มันรู้ได้ไงวะว่าผมมากับไอ้ปุณณ์!!!!!!!!!!!!? “แม่ง ไปค้างด้วยกันมาอีกชัวร์ วันดีคืนดีเชี่ยโน่เคยแบกเป้มาโรงเรียนที่ไหน” ไอ้เชี่ยโอมตัวดีฟันธงซะจนผมแทบสะดุดหัวทิ่มหน้ารูปปั้นคุณพ่อ แม่งเอ๊ย… เรื่องแบบนี้มึงคิดในใจไม่ต้องพูดเสียงดังก็ด๊ายยยยยย สาดด

“เฮ้ยจริงเด่ะ!? มึงกะไอ้ปุณณ์สนิทกันขนาดนั้นเลยเหรอวะ เพิ่งรู้!?” พอ ๆๆ เลิกถามซักที กูมีเรื่องจะถามมึงมากกว่า “แล้วมึงรู้ได้ไงว่ากูมาพร้อมไอ้ปุณณ์” “ก็กูเห็นรถไอ้ปุณณ์ ซีวิกสองประตูสีดำ ทะเบียน 8899 ติดสติ๊กเกอร์อนุญาตเข้ารัฐสภา กับจุฬาลงกรณ์ได้” อื้อหือ…. ไอ้ห่านี่มันบรรยายได้เป็นฉาก ๆ จนผมคิดว่าเจ้าของรถมาได้ยินเองก็คงตกใจ… แม่งรู้ดีขนาดนั้นผมว่ายอมแพ้ไอ้รถเก๋งมันดีกว่า “เออ กูยอมแพ้ กูมากับไอ้ปุณณ์” พอใจยัง… เหอะ ๆๆ ผมตอบกลับไปอย่างหัวเสียหน่อย ๆ ที่โดนเห็นเข้าจนได้… เฮ้ย….. … โดนเห็นงั้นเหรอ??…. แม่งเห็นอะไรมั่งวะ!!!!!!!!!!!! ผม ตาเหลือกมองไอ้รถเก๋งกับไอ้โอมที่เงียบไปแล้ว เพราะตอนวิ่งเมื่อกี้โอมมันทำสายไอพอดพันกันยุ่งไปหมด ส่วนรถเก๋งก็กำลังกดมือถือเช็คอะไรเรื่อยเปื่อยของมันไป ไม่มีใครแสดงท่าทีสงสัยอะไรผมสักคน… แต่… เพื่อความแน่ใจ.. “แล้ว มึงเห็นไอ้ปุณณ์บนรถปะ” ผมพยายามเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามอย่างอ้อมโลกที่สุดเท่าที่สมองผมตอนนั้นจะคิดได้ แต่ไอ้โอมกับไอ้รถเก๋งที่กำลังแก้สายไอพอดและเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ ต่างพากันส่ายหัวดิ๊กส่งกลับมา “จะ ไปเห็นได้ไง รถแม่งฟิล์มดำยังกะทาสีดำไปถึงกระจก กูรู้เพราะกูจำทะเบียนกับสติ๊กเกอร์มันได้หรอก” เออ ค่อยยังชั่ว…. เกือบไปแล้วไหมล่ะกู…. “ทำไม เมื่อกี้มึงกะไอ้ปุณณ์เอากันบนรถรึไง” ปากเสียงี้มีไอ้เชี่ยโอมคนเดียวครับ ไอ้ขายเพื่อน… ผมกระทืบเท้ามันทันทีที่แม่งพล่ามเสร็จ “อ๊าก!!!!!!!!!!!!!!” “คราว หน้ากูเอารองเท้าหัวปลาวาฬยัดตูดมึงแน่” คำพูดอาฆาตพยาบาทของผมทำไอ้รถเก๋งหัวเราะลั่น.. จริง ๆ มันหัวเราะตั้งแต่ได้ยินคำว่าผมกับไอ้ปุณณ์เอากันบนรถแล้วแหละครับ (ใครจะไปทำอย่างนั้น!!!! รถมันโหลดตํ่า………. เฮ้ย!! ไม่ใช่!)

“แล้ว ตกลงทำไงมาไงมึงถึงไปสนิทกับปุณณ์ได้วะ สองปีก่อนที่กูลากมึงไปงานวันเกิดมัน มึงยังอิดออดจะไม่ไปอยู่เลย” ไอ้รถเก๋งยังคงป้อนคำถามผมต่อระหว่างเดินขึ้นตึกเรียนด้วยกัน ผมชะงักนิดหน่อย เพราะไม่รู้จะอธิบายสาเหตุไหนให้มันฟังดี “ก็สนิทกันตอนตามเรื่องเงินชมรมนั่นแหละ มันช่วยอยู่” “เอาตูดเข้าแลก!” หน็อยยย ไอ้เชี่ยโอม! มึงอยากลิ้มรสรองเท้าหัวปลาวาฬสวนทวารมึงจริง ๆ ใช่มะ ผมหันซ้ายหันขวามองหารุ่นน้องม.สอง (กลุ่มผู้โชคร้ายในการโดนสั่งให้ใส่รองเท้าหัวปลาวาฬและเข็มขัดไอ้มดแดงโดย อธิการ) แต่เมื่อหาไม่เจอจึงยกเอารองเท้าหนังหัวคว้านของผมเองให้มันดูไปพลาง ๆ ก่อน แน่นอนว่าแม่งวิ่งจู๊ดขึ้นบันไดไปอย่างโคตรเร็วปานได้ยินเสียงคนเคาะจานข้าวเรียกมัน “ไอ้เชี่ยโอม…” ผมสบถไล่หลังมัน โดยมีเสียงรถเก๋งหัวเราะชอบอกชอบใจเป็นแบ็คกราวด์ *** จน มาถึงคาบพักกลางวัน หลังจากที่ผมเพิ่งสอบวิชาสังคมศึกษาของบราเดอร์ศักดาเสร็จ (ด้วยความมึน) ก็ได้เวลาปลดปล่อยอารมณ์กันเล็กน้อย ตามหลักธรรมเนียมปฏิบัติภายในห้องเรียน โต๊ะ เรียนทั้งห้องถูกแหวกออกเป็นรูว่างตรงกลางขนาดใหญ่ เพื่อใช้วางลานประลองของพวกผม.. ซึ่งแน่นอนว่าจำเป็นต้องใช้เนื้อที่ประมาณหนึ่งเพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวไป มาได้สะดวก แต่ไม่ได้ต่อยกันนะครับ ^^”… เรียนชายล้วนก็จริงแต่ใจอย่างกับปลาซิว… พวกผมเล่นไอ้นี่กันอยู่.. “มึงแย่แน่ตานี้… ไอ้เก่ง ตูดหมา” เสียงไอ้พ้งตะโกนแซวไอ้เก่ง ที่เดินวนไปวนมารอบโต๊ะเป็นรอบที่ 5 หรือไม่ก็ 6 (จนผมล่ะมึนหัวแทนมัน) ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าตัวไม่มีการตอบโต้ใด ๆ นอกจากเริ่มเดินวนต่อเป็นรอบที่ 6 หรือไม่ก็ 7 เพื่อเล็งหามุมว่าจะดึงบล็อคไม้ตัวไหนออกอย่างไรดี ตึกถึงจะยังไม่ถล่ม..

ใช่ ครับ พวกผมเล่นอูโน่กันอยู่ จับวงคลายเครียดกันเป็นสิบคนได้ โชคดีชิบหายที่ตอนโอน้อยออกผมดวงเฮง ได้หยิบเป็นคนแรกก็เลยสบายไป แต่ตอนนี้ชักจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเข้าขั้นซวยตะหงิด ๆ เพราะแค่ถัดจากไอ้เก่ง กับ ไอ้คม ก็วนมาถึงตาผมอีกรอบแล้วว จะเอาปัญญาที่ไหนทำให้ไม้ไม่หล่นล่ะเนี่ย!!!! โฮ ๆๆ…. รีบถล่มตึกซะตั้งแต่ตอนนี้เถอะพวกมึง กูขอร้องงงงงงง ToT… “ไอ้ สัด กูรอจนช้างแอฟฟริกาจะคลอดลูกแล้ว ขอแวะไปทำคลอดให้มันก่อนแล้วค่อยเดินกลับมาดูมึงได้ปะวะ” เสียงโวยวายจากไอ้รถเก๋งดังอย่างรำคาญความเจนจัดของไอ้ห่าเก่งมัน… ก็แหม๊…. ทีคนอื่นช้าล่ะแม่งปากดีด่าเอา ๆ แต่พอถึงตาตัวเองเสือกล่อซะจนแทบหมดคาบพักกลางวัน คนอื่นเขาไม่ต้องเล่นกันพอดี “เออ มึงไปเลย ปั่นจักรยานไปก็พอนะ กูคงใช้เวลาอีกนาน” “ไอ้ขนตูด มึงจะเอาออกดี ๆ หรือให้กูดีดแม่งล้ม” “เออ ๆๆๆ ออกแล้ว ๆๆๆๆ” มันว่าพร้อมกับรีบดึงบล็อคไม้อันหนึ่งออก ทั้งที่แทบไม่ได้เล็งด้วยซํ้า (เพราะไอ้รถเก๋งทำท่าจะเดินไปดีดจริง ๆ) จนเพื่อน ๆ ทั้งห้องต้องสูดลมหายใจกันเฮือกใหญ่ เนื่องจากลุ้นจัด.. เพราะไอ้ตึกอูโน่มันกำลังเอนไปเอนมาอย่างน่าหวาดเสียวว่าเดี๋ยวคงมีสิทธิ์ พังลงมาทั้งแท่งแน่นอน! “ฟู่! ฟู่! ฟู่!” เป็นไอ้เชี่ยโอมที่ยืนกวนตีนอยู่ฝั่งตรงข้าม กำลังพยายามเป่าอูโน่ตาไอ้เก่งให้ล้มสมใจอยากมัน ด้วยวิธีการที่พวกผมมักใช้แกล้งกันประจำ แต่ครั้งนี้ไอ้เก่งเสือกรู้ทัน เพราะมันใช้รองเท้าหนังเบอร์ 43 ยันเข้าให้กลางเป้าไอ้โอมก่อนไปถึงฝัน “ไอ้สาดดดดด” แต่ ยิ่งพวกนี้ทำเสียงโครมครามมากเท่าไหร่ พื้นห้องก็ยิ่งกระเทือนมากเท่านั้น ตอนนี้อูโน่ไอ้เก่งโยกไปโยกมากอย่างน่าหวาดเสียวขั้นสุดท้าย “เฮ้ย ๆๆๆ” แล้วมึงจะร้องเสียงหลงทำเชี่ยไร ได้ข่าวว่ามึงนั่นแหละทำพื้นห้องกระเทือนเอง เชี่ยเก่ง ผมมองบล็อคไม้ทรงสูงที่เอียงไปทางซ้ายที ขวาที ทำเอาลุ้นไปตาม ๆ กัน ไอ้ เก่งก็อ้าปากค้าง อุทิศคอหอยมันให้เป็นที่อยู่อาศัยของแมลงวันประมาณสี่ตัว ก่อนจะค่อย ๆ หุบปากลงเมื่อแท่งอูโน่เริ่มทรง

ตัวเองดีขึ้นเรื่อย ๆ… เรื่อย ๆ…. เรื่อย ๆ…. จนกระทั่ง……….. “เย้!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” ถามจริง ตอนมึงหุงข้าวให้แม่กินได้ครั้งแรก มึงดีใจงี้ปะวะ… ผม เหล่ตามองไอ้เชี่ยเก่งที่วิ่งเป็นซุปเปอร์แมนรอบห้องอย่างกับมันเป็นฮีโร่ โอลิมปิก (คราวหน้ามึงเพิ่มท่าไหว้สี่ทิศด้วยนะสาด) แถมยังหันไปยักคิ้วให้ไอ้คม คนที่จะโดนเชือดเป็นรายต่อไปอีก “ตาย.. แน่… เหี้ย…” ผมทำปากบอกไอ้คมว่าอย่างนั้น เลยโดนมันโบกหัวหนึ่งฉาดใหญ่ สาดดด… ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลยกู แต่ ระหว่างที่ไอ้คมกำลังถูกวิญญาณอูโน่เข้าสิง เดินวนรอบโต๊ะเรียนเป็นครั้งที่สามนั้นเอง (กูว่ามึงวนขวาสามรอบอย่างนี้แล้วขึ้นเผาไปเลยดีกว่าว่ะ) เสียงเรียกจากเพื่อนร่วมห้องอีกคนหนึ่งที่เพิ่งกลับจากพักกลางวันก็ดังขึ้น “โน่!! มีคนมาหา!!” ใครวะ? “รีบไปเลยเมิงงง หน้าเมิงกวนตีน กุไม่มีสมาธิ” อ้าวไอ้เชี่ยคม ความผิดกูซะงั้น! ผมได้ยินดังนั้นเลยถีบตูดมันซะหนึ่งทีก่อนจะวิ่งไปดูหน้าห้องว่าใครมา เผื่อว่าเป็นน้อง marching band มีปัญหาอะไรตอนซ้อมรอบกลางวัน ผมจะได้ช่วยเหลือพวกมันทัน แต่ไอ้คนตรงหน้าผมมันยิ่งใหญ่กว่าน้อง marching band ทั้งวงอีกว่ะ………………………… เลขานุการสภาฯเนี่ย .. ผมยืนเอ๋อมองหน้าคนที่เพิ่งแยกกันเมื่อตอนเช้า ก่อนจะพยายามปั้นยิ้มออกมาให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด.. “มี เชี่ยไรวะ ถ้าจะเรี่ยไรตังค์ ห้องนี้จนหวะ ไม่มีให้” ผมเอาจุดอ่อนของสภานักเรียนช่วงนี้มาล้อไอ้ปุณณ์มัน เนื่องจากโรงเรียนกำลังมีจุดก่อสร้างปรับปรุงอยู่หลายจุด เป็นสาเหตุให้อธิการพาลมาขูดรีดนักเรียนตาดำ ๆ อย่างพวกผมเป็นว่าเล่น.. ซึ่งก็ได้ผล… ไอ้ปุณณ์มอบรางวัลให้ผมเป็นหลังมือเขกเข้ากลางกะบาลซะหนึ่งที… อูยยย… เพิ่งจะโดนไอ้คมเขกมาแท้ ๆ

“ตังค์อะเอาแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้” โห… คำตอบมันไม่สร้างสรรค์เลยว่ะ “แล้วมึงทำข้อสอบได้ปะ” คำถามนี้ก็ไม่ค่อยสร้างสรรค์เหมือนกัน -_-”…. “ได้ ทำว่ะ มึงมาถึงโรงเรียนตอนไหนอะ” ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะคุยกับมันแบบปกติ (ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ถือว่าไม่ค่อยปกติ เพราะผมไม่เคยมายืนคุยกับมันหน้าห้องเรียนซักหน่อย) เห็นปุณณ์ทำหน้าเซ็งทันทีที่พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเดินทาง “เพิ่ง ถึงเนี่ย เมื่อเช้าเกือบโดนลูกเสือโบก ดีรถแม่งเยอะ กูไม่จอด เหยียบหนีเลย ฮ่า ๆ” ภูมิใจไหมนั่น ไอ้เกรียน… ผมเหล่มองมันอย่างกลุ้ม ๆ… ก็กูบอกแล้วว่าอย่าขับรถ.. ผมอ้าปากจะด่าอะไรมันต่ออีกหน่อย แต่ก็ดันสบตาเข้ากับปุณณ์ ที่อยู่ดี ๆ เปลี่ยนมาเป็นมองผมแบบหงอย ๆ เสียก่อน เรา ยืนเงียบกันอยู่อย่างนั้นพักนึง ด้วยเพราะไม่รู้จะพูดอะไรดี…. ผมรู้สึกว่าตอนนี้…. แค่จะเอื้อมมือไปจับตัวปุณณ์.. ผมยังทำไม่ได้.. “ไอ้เชี่ยโน่!!!!! มึงซวยแน่ ไอ้คมผ่านแล้ว!!!!” ชิบหาย!! เสียงนรกของไอ้เก่งลอยมาจากในห้องเล่นเอาผมสะดุ้งเฮือก ต้องหันไปมองมันสุดตัว “เออ ๆๆ กูไปเดี๋ยวนี้แหละ สาดดด แม่งเก่งกันจังวะ!!!… เอ่อ ปุณณ์ มีไรอีกปะ?” ผมหันไปตะโกนตอบไอ้เก่งก่อนจะหันมาถามปุณณ์ ซึ่งก็ได้คำตอบเป็นหัวทุย ๆ ของมันที่ส่ายดิ๊กเหมือนกับคนตั้งตัวไม่ทัน “ถ้าไม่มีงั้นกูไปเล่นเกมต่อก่อนนะ.. บาย” ไม่รอฟังอีร้าค่าอีรมอะไรทั้งสิ้น เมื่อผมรีบวิ่งกลับไปยังลานประลองกลางห้องเรียนทันที ให้มันเป็นแบบนี้ก็แล้วกัน..

Like what you read? Give Korawan Wisetsri a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.