20–25

21st CHAOS ช่วงนี้ที่โรงเรียนผมยุ่งมากครับ มันมีคำไหนจำกัดความว่ายุ่งมาก ๆ ได้ยิ่งกว่าคำว่า “ยุ่งมาก” อีกปะ? เออ ถ้ามีฝากบอกผมด้วย ผมจะได้ใช้คำนั้น… คือผมยุ่งจริง ๆ ตั้งแต่ ตอนหนึ่งถึงยี่สิบ ทุกคนอาจจะไม่รู้สึกเลยใช่ไหมครับว่าผมเป็นประธานชมรมดนตรีจริง ๆ… เออ ผมก็ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกันว่ามีเวลาเจียดไปทำเรื่องไร้สาระขนาดนั้น ด้วย ทั้งที่อีกไม่กี่อาทิตย์พวกเราทุกคนจะเดินทางไปถึงงานบอลอยู่แล้ว โดยปกติถึงผมจะเป็นประธานชมรม แต่ในฐานะสมาชิก ผมเคยอยู่ในตำแหน่ง live band มาก่อน ผมไม่เคยอยู่ marching band เลย ถึงแม้จะพอมีความรู้อยู่บ้างก็เถอะ แต่ไอ้การที่อยู่ดี ๆ จะให้มาจับงานพวกนี้เต็มตัวทันที ก็ทำเอาผมประสาทเสียได้เหมือนกัน ต้องวิ่งโร่ให้รุ่นพี่ม.หกกับศิษย์เก่าช่วยเหลือซะให้วุ่น ตาราง การซ้อมของพวกเรามหาโหดครับ เช้าน้อง ๆ จะเริ่มมาซ้อมตั้งแต่เจ็ดโมง กลางวันก็หอบข้าวไปกินในห้องชมรมกัน ส่วนเย็นก็ต้องอยู่โยงกันถึงเกือบทุ่ม (สองสามทุ่มก็มี) ตารางตอนเช้าผมไม่ค่อยมีส่วนร่วมเท่าไหร่ นอกจากเข้าไปดูแลน้อง ๆ ตอนเล่นเพลงชาติหน้าเสาธง ตอนกลางวันผมก็ไม่ค่อยมีส่วนร่วมเท่าไหร่ (วันก่อนยังหนีไปเล่นอูโน่อยู่เลย) เพราะเป็นความรับผิดชอบของไอ้ฟิล์ม ส่วนตอนเย็น…. อันนี้จำเป็นต้องเข้าไปครับ ผมเป็นเหมือนขวัญกำลังใจ ฮ่า ๆๆ (ก็ว่าไป…) ช่วง นี้ห้องชมรมเราดูวุ่นวายมากครับ เสียงดนตรีอะไรต่อมิอะไรตีกันเต็มไปหมด (มันจะเป็นเพลงได้ไหมเนี่ย) สลับกับเสียงพวกผมตะโกนดุน้องเป็นระยะ ๆ เวลาที่เล่นเพลงไม่ได้ดั่งใจ… คือจะหาว่าใจร้ายก็ยอมอะครับ เพราะเราอยากให้ทุกอย่างออกมาเพอร์เฟคที่สุดในวันจริง จะได้ไม่ขายหน้าอีก 3 โรงเรียนที่เหลือ และผมมั่นใจว่า น้อง ๆ ทุกคนเข้าใจ (หรือถ้ายังไม่เข้าใจตอนนี้ อีกซักสองสามปีก็จะเข้าใจ) “พี่โน่!!!!!!!!!! มันมาแล้วอะ ทำไงดี!!!” เฮ้ย! กูยังไม่ทันจะอธิบายอะไรให้คนอ่านรู้เรื่อง พวกมึงโวยวายกันทำไมวะ!!!! เชื่อปะว่าผมไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าใคร แม่งต้องเป็นไอ้เป้อกับไอ้น็อต มือวางอันดับหนึ่งในการทำลายกำแพงตึกเรียนเราด้วยเสียงโวยวายของมันตลอดเวลา ผมคิดพลางเหล่มองกำแพงตึกฟ.ที่เริ่มจะมีรอยปูนแตกหน่อย ๆ “อะไร ของพวกมึง..” ผมปั้นหน้าเหวี่ยงพลางเดินไปหาพวกมัน หลังจากที่บอกให้น้อง ๆ ในห้อง

ชมรมซ้อมกันต่อ ไม่ต้องสนใจ.. ภาพตรงหน้าผมคือไอ้ลูกหมาสองตัวยืนหอบแดกอยู่ตรงกรอบประตูเข้าห้องเหมือนคน เพิ่งหนีตำรวจมา “พี่ โน่…. ร้านเฮียปุ้ยเค้า….. แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก..” ผมล่ะสมเพชความพยายามในการอยากพูดของไอ้น็อตจริง ๆ มันพยายามโงหัวมาพูดแล้วก็ต้องลงไปนั่งหอบกับพื้นต่อ ตาไอ้เป้อบ้าง “เฮียปุ้ยเค้า…. แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก…” ไอ้สัดนี่พูดได้สั้นกว่าไอ้น็อตอีก -_-”… แล้ววันนี้กูจะรู้เรื่องไหมเนี่ยยยยย!!!!!!!!!!!!! “โดนเฮียปุ้ยไล่ตุ๋ยตูดมารึไง!! กูขอสั่งให้มึงกลับไปพลีกาย แลกกับค่ากลองสองหมื่น เดี๋ยวนี้!!” ผมแค่ตั้งใจจะพูดกับมันขำ ๆ แต่ไม่นึกว่าไอ้เป้อกับไอ้น็อตจะอยู่ดี ๆ ยกมือขึ้นมาชี้แบบคุณลุงปัญญาพร้อมกัน “นะ… นั่นแหละ.. พี่!… เฮียปุ้ยเอากลองชุดใหม่มาส่งตรงตึก 2003” เช็ดแม่!!!!!! ซวยชิบหายแล้วไงกู!!!!!! โอ่ย…. อยากจะเป็นลม ตอนนี้ผมลงไปนั่งกองรวมกับไอ้เป้อไอ้น็อต ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้วิ่ง เรียบร้อยแล้ว “เอาไงดีพี่ โทรเรียกพี่ดิวเลยมั้ย เงินเรามีสำรองพอปะ” พี่ดิวอยู่ม.6ครับ เป็นเหรัญญิกของชมรม ภายใต้การดูแลของมิสภัทรพร แต่……. “ไอ้ มีน่ะก็มี แต่ต้องสำรองจ่ายค่าชุดวันงาน ค่าซ่อมอุปกรณ์ที่พวกมึงซ้อมกันจนสึกให้ทันวันงาน ค่าสวัสดิการของพวกมึง… โอ๊ยย หลายค่าว่ะ แม่งเอ๊ยย ไหนจะลอยกระทง live contest แล้วยังคริสมาสต์แฟร์อีก.. กูว่ามึงโทรไปเรียกไอ้ง่อยมาให้กูเตะตูดดีกว่า!” สรุปได้ว่าช่วงนี้ชมรมมีเรื่องต้องใช้เงินเยอะมากครับ!! ผมไปขายตัวพลีชีพดีไหมเนี่ย!! “ผมว่าพี่โทรเรียกพี่ปุณณ์ดีกว่า… ซี้กันไม่ใช่เหรอพี่” “มึงเลิกพูดว่ามันซี้กับกูซักทีได้ปะ” แทงใจดำจริง ๆ… “เฮ้ย! ทำไมอะพี่ ทะเลาะกันเหรอ” “ปล่า วววววววววววววววว” ผมพูดปัด ๆ ความเสือกของไอ้เป้อไปอย่างนั้น พลางคิดถึงที่ปุณณ์เคย

บอกว่าจะช่วยจัดการเรื่องเงินชมรมให้ แต่ต้องใช้เวลาอีกซักหน่อย เนื่องจากงบประมาณถูกปิดไปแล้ว… แต่มันก็สัญญากับผมเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่ายังไงก็จะจัดการให้ได้แน่นอน (เหอะ ๆ.. ไอ้คนเก่งเอ๊ย!) “ไม่อยากรบกวนมันว่ะ.. ตอนนี้มันก็ช่วยอยู่แล้ว… เป้อ! มึงพากูไปหาเฮียปุ้ยดิ๊ เดี๋ยวกูไปคุยเอง เค้าคงไม่ใจร้ายกับกูเท่าไหร่หรอก” ผมว่าพลางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่แล้วลากไอ้รุ่นน้องหน้าตี๋นี่ให้ลุกตาม ดูมันงง ๆ ปนขี้เกียจเดินตากแดด แต่ผมไม่สนใจมัน พากูไปเดี๋ยวนี้เลยเมิงงง เราสองคนเดินข้ามไปตึก 2003 ที่เป็นที่ตั้งของฝ่ายธุรการ แน่นอนว่าไม่มีเวลาให้ผมทำใจ เพราะเห็นเฮียปุ้ยกับลูกน้องพากันขนกลองชุดใหญ่มาแต่ไกล โอ่ย……….. ถ้าผมตายในหน้าที่จะมีธงชาติคลุมศพผมกลับบ้านไหมเนี่ย! “อ้าวน้องโน่! หวัดดี!” เฮียปุ้ยตะโกนทักผมจากระยะร้อยลี้ว่ะครับ.. ส่วนผมที่ยืนหน้าซีดอยู่นี่ ไม่รู้ว่ามองจากระยะร้อยลี้จะสังเกตเห็นรึเปล่า ผม สาวเท้าเข้าไปใกล้พร้อมกับพยายามฉีกยิ้มให้ดูแหยน้อยที่สุด “หวะ… หวัดดีฮะ เฮียปุ้ย… สะ.. สบายดีเปล่า” ดูเป็นคำถามโง่ ๆ ใช่ไหมครับ -_-” “บายดีสิวะ! เตรียมงานบอลเป็นไง มึงได้ใส่ชุดหมีสมใจรึยัง ฮ่า ๆๆ” โห…. ถามเรื่องแทงใจผมมาได้นะเฮีย T__T เฮียเขาเป็นศิษย์เก่าครับ รุ่นพี่ผม 6–7 ปีได้ เมื่อตอนสมัยเรียนเขาก็อยู่ชมรมเหมือนกัน “ใส่บ้าอะไรล่ะเฮีย เป็นประธานดนตรีจะให้สะเอ่อะไปอยู่กับแสตนได้ไง พูดแล้วเศร้าว่ะ” แต่เฮียมันหัวเราะเยาะผมเสียงดังเลยว่ะเฮ้ย!! มีความสุขบนความทุกข์คนอื่นนี่หว่าาาา ชุด หมีเป็นชุดสต๊าฟงานบอลครับ พวกที่ได้ใส่ก็เป็นพวกทีมงานทั้งหลายเช่น พี่เชียร์ สวัสดิการ พัสดุ ดีไซน์เนอร์ เทคนิค มันเป็นชุดเหมือนชุดช่างไฟ ช่างดับเพลิง อะไรเทือก ๆ นั้นนั่นแหละครับ แต่เป็นสีครีมโทนกากีอ่อน ๆ (เขาเรียกสีอะไรวะ!?) ซึ่งแม่งโคตรเท่ห์เลยในความคิดผม ผมใฝ่ฝันอยากจะใส่มากกกกกกกกก (สงสัยผมอยากเป็นนักดับเพลิง) “เออ กูเห็นมึงเศร้าตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่มึงจะหนีไปทำพัสดุงานบอลแล้วโดนไอ้โอ๊คลากคอกลับมาทำวง ตอนนั้นกูฮาหน้ามึงชิบหาย ฮ่า ๆๆ” พี่โอ๊คคือประธานชมรมปีที่แล้วครับ ไม่รู้มันเป็นอะไร รักผมจังเลย ไม่ยอมให้ผมห่างวงไปไหน ต้องลากกกผมมามีส่วนร่วมในงานสำคัญ ๆ ทุกครั้ง จนพอมันพ้นตำแหน่งแล้ว ก็

ยังมาโยนหน้าที่ประธานชมรมคนต่อไปให้ผมอีก… เวรรกรรมไอ้โน่จริง ๆ “เออดิเฮีย แม่งโคตรดับฝันผมอะ รู้ปะ การได้ใส่ชุดหมีเป็นความฝันผมเลยนะเฮีย!” “แต่การที่จะได้เห็นวงก้าวหน้า ไม่น้อยหน้าโรงเรียนไหน ก็เป็นความฝันของเด็กโรงเรียนเรา และชาว band ทุกรุ่นเหมือนกันนะ…” เฮียปุ้ยพูดยิ้ม ๆ เรียกให้ผมยิ้มตาม… ก็เพราะเหตุผลนี้นี่แหละ ผมถึงได้ยอมมาเป็นประธานชมรมแบบนี้ “ปี นี้ยิ่งใหญ่แน่นอน” ผมว่างั้นแล้วก็โดนเฮียปุ้ยถองศอกกลับ โทษฐานขี้โม้ใส่รุ่นพี่ ฮ่า ๆๆ แต่ในที่สุด มันก็พูดคำที่ผมกลัวโคตร ๆ จนได้ “ไอ้เชี่ยโน่ มึงอย่ามัวแต่โม้ จ่ายตังมาก่อน สองหมื่นสี่” เฮือกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก… ทำไงดีวะ!!!!!!!!!!!!!! “คือ…เฮีย…………..” “มึงอย่าบอกว่าไม่มีตัง………” ไม่ให้พูดคำนี้แล้วจะให้พูดคำไหนล่ะครับ!!!! “งั้น.. ผมไม่มีเงิน” เหมือนกันปะ.. “กวนตีนนะมึง.. ช่วงนี้บราเดอร์ไม่ให้รึไง” เห็นถามแบบนี้ค่อยชื้นใจหน่อยว่าเฮียปุ้ยอาจจะเข้าใจ.. รึเปล่าวะ ผม เกาหัวกลับ “ก็ประมาณนั้นอะเฮีย ช่วงนี้โรงเรียนปรับภูมิทัศน์เยอะ ไม่ค่อยจะเจียดเงินมาให้เด็กเลย ขนาดพวกงานบอลยังต้องเข้าพิจงบ แถมควักเงินตัวเองออกอีกหน่อยด้วย” “บ๊ะ!! โรงเรียนก็สวยอยู่แล้วยังจะทำอะไรอีก ไปเดินขบวนประท้วงไป” “เออเนี่ยย พวกผมก็ว่าจะเดินประท้วง จากโรงเรียนเราไปถึงคอนแวนต์ เฮียว่าดีปะ” “เออดี กูไปด้วย… ไอ้สาดด อย่ามานอกเรื่อง เรื่องเงินไม่มีพี่มีน้องเว่ย!” โห…. นึกว่าจะรอดแล้ว

เชียว “คือ เฮียยยย ผมให้แน่ ไอ้พวกสภาฯมันสัญญากับผมไว้ว่าจะหามาให้ แต่คงต้องรออีกซักพักอะเฮีย… ได้ปะ.. นะ ๆๆ” ผมเริ่มเกาะแขนอ้อนเฮียปุ้ยเป็นปลิงแล้วครับ หวังว่าคงจะน่ารักมากพอ แต่ มันดันทำท่าเขี่ยผมออกเหมือนขยะแขยงหวะ ไรว้าา “พอเลยไอ้โน่ ถ้ามึงเป็นเด็กคอนแวนต์กูจะไม่ขนลุกเลย.. บรื๋ออว์” เฮียปุ้ยว่าพลางทำท่าสั่นเป็นภาพประกอบ (เห็นแล้วผมก็ขนลุกเหมือนกันครับ) “เออ ไอ้นี่เอาไปก่อนก็ได้ แต่กูขอโอนภายในอาทิตย์นี้ได้ปะ เดี๋ยวเตี่ยกูด่า ชอบเอาของมาปล่อยให้พวกมึง ๆ เนี่ย” โอ๊ยยยยยยย ผมล่ะอยากจะกระโดดจูบเหม่งเฮียปุ้ยซักทีสองทีสามทีด้วยความดีใจจริง ๆ เล้ยยยย “โอเคเฮีย!!” *** ปาก ดีบอกว่าโอเคไปอย่างนั้น.. ทั้งที่โคตรไม่มั่นใจเลยว่าไอ้ปุณณ์จะเอาเงินมาให้ทันอาทิตย์นี้รึ เปล่า……….. เฮ้ออ ปัญหาหนักอกของประธานชมรมจริง ๆ ผม นั่งแหงนคออยู่บนแสตนหน้าตึกฟ. ทั้งที่บรรยากาศมืดตึ๊ดตื๋อ เนื่องจากวงเพิ่งซ้อมเสร็จ (ตะโกนด่าน้องจนเสียงแหบเลยด้วยว่ะครับ แค่ก ๆๆ) แล้วผมก็ขี้เกียจกลับบ้านตอนนี้ด้วย เพราะรถแม่งกำลังติดชิบหาย (ซึ่งจริง ๆ แล้วถนนเอกมัยบ้านผมก็รถติดตลอดเวลานั่นแหละ) จนสุดท้ายเลยต้องมานั่ง ๆ นอน ๆ บิดรูบิคอยู่หน้าตึกฟ. อย่างไม่รู้จะทำอะไร.. เรื่องของเรื่องคือผมเห็นแสตนเชียร์ยังซ้อมกันไม่เสร็จ เลยแวะมาดูซักหน่อย.. จริง ๆ ตอนแรกมันก็ไม่ได้ซ้อมตรงนี้หรอกครับ ผมเห็นพวกมันเพิ่งย้ายมา ไม่รู้มีแผนอะไรใหม่ ๆ เหมือนกัน “เฮ้ยโน่! เด็กวงกลับบ้านแล้วเหรอวะ” เสียงใครวะเรียกผม.. ผมเลิกคิ้วพลางหยุดบิดรูบิค เงยหัวขึ้นมองก็เห็นเป็นหน้าคม ๆ ของไอ้เอิ้นกำลังหย่อนตูดนั่งลงข้าง ๆ ผม.. เอิ้นมันเป็นประธานเชียร์ปีนี้ครับ นับว่าเป็นชายไทยตัวใหญ่ใช้ได้ (เพราะต้องปกครองน้อง ๆ หลายร้อย) ผมชอบมองลักยิ้มตรงแก้มมันครับ น่ารักดี

“เออ เพิ่งเลิกเมื่อกี้ เลยแวะมาดูเชียร์ว่าจะเจ๋งแค่ไหน” ผมตอบพลางขยับท่าทาง(จากนั่งเลื้อย)ให้ลุกขึ้นมาคุยกับมันดีดี ได้ยินเสียงมันหัวเราะร่าพอผมพูดจบ “อะไร… มึงกล้าพูดคำนี้กับกูเลยนะ” “แหม… นิดหน่อยน่าา ท่านประธาน ฮ่า ๆๆ” ผมหัวเราะต่อพลางเตะหน้าขามันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไปด้วย ซึ่งไม่ไกลนัก ก็เป็นบรรดาน้องแสตนที่กำลังถูกพี่สวัสฯด่าอยู่ สงสัยว่าเมื่อกี้การซ้อมคงจะไม่ได้ดั่งใจ เอิ้นมองภาพเหล่านั้นพลางพูด “เสียดาย อยากให้โน่มาช่วยทำเชียร์ จะตั้งให้เป็นรองประธานเลย” เอ่อ…. พอเห๊อะ!!! กูอยากเป็นคนธรรมดาบ้างไรบ้าง ไม่เอาตำแหน่งแล้ว ๆๆ -*- แน่นอนว่าผมส่ายหัวพรืดด “แล้ว วงเป็นไงมั่ง เจ๋งป่ะ เห็นว่าปีนี้เขาขอแรงกลองยาวด้วย” ไอ้เชี่ยเอิ้นป้อนคำถามต่อ แต่แม่งกวนตีนเหอะ เพราะกลองยาวน่ะ.. คนขอผมคือมัน! “เออ ไอ้สัด! กูเลยยุ่งชิบหาย กลองใหม่เพิ่งมาส่งไม่มีตังจ่ายด้วยเนี่ย โคตรเซ็ง” “เฮ้ย! เรื่องใหญ่! เท่าไหร่วะ?” “สองหมื่นกว่า.. ใหญ่พอปะ?” ผมตอบพลางยักคิ้วให้มันกวน ๆ เห็นหน้ามันเหวอไปเลย… เหอะ ๆ.. เออ ไอ้หน้าแบบนี้น่ะ กูทำมาแล้วตอนเห็นงบชมรมโดนตัดไปสองหมื่น “โคตรใหญ่… แล้วโรงเรียนไม่ให้ตังเหรอวะ” พูดแล้วหงุดหงิดดดดดดดดด “กูพิจงบพลาด เงินเลยช้า ไม่รู้จะมาตอนไหนเนี่ย…” ผมตอบมันเรียบ ๆ พลางคิดถึงหน้าไอ้ปุณณ์ขึ้นมา “เอาเงินกูไปโปะก่อนมะ..” แต่.. หาาาาาาาาาาาาาาาาาา?? ผมได้ยินอะไรผิดรึเปล่าวะ!? ตอนนี้ตาผมโตเท่าไข่ห่านแล้วว ผมมองมันตาค้าง แต่ไอ้เอิ้นกลับแค่ยิ้มแปล้ให้ผม… แบบนี้ยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่เลยว่าผมฟังผิดแน่ ๆ “มึงว่าอะไรนะ? มามี้โป๊ะโกะ?” หรือมันจะพูดถึงผ้าอ้อมเด็กไซส์เอ็ม?

สิ่ง ที่ผมเห็นต่อมาคือไอ้เอิ้นเงยหน้าหัวเราะร่า ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วฉุดให้ผมยืนตาม ผมยืนบ้างอย่างไม่ค่อยเข้าใจ พลางมองมันที่ทำท่าหันไปบอกเพื่อน ๆ คนอื่นที่กำลังซ้อมเชียร์ให้น้องอยู่ “เดี๋ยวกูมานะ!!” ไอ้เด็กสายวิทย์สองสามคนตรงนั้นยกมือขึ้นเป็นเชิงรับรู้ “ตามมา…..” อะไรของมึง!? *** หลัง จากเห็นว่าเงินสองหมื่นสี่ถูกโอนไปให้เฮียปุ้ยผ่านทางตู้เอทีเอ็มของธนาคาร กรุงศรีฯกับตา ผมก็แทบก้มลงไปกราบกรานไอ้เอิ้นงาม ๆ ที่ปลายรองเท้า “ไอ้เอิ้นนนนนนนน กูขอบคุณอะะะะะะะะะะะ ขอบคุณณณณณณณณ!!!!” คำนี้ถูกผมพูดมาเป็นรอบที่ร้อยกว่า ๆ แล้ว ในขณะที่คนฟังได้แต่หัวเราะรับ “เฮ้ย! ไม่ต้องไหว้!!” แถมแม่งยังวิ่งหนีมือผมที่ประนมเป็นดอกบัวอีกต่างหาก ทำไมวะ!! นี่กูซาบซึ้งจริง ๆ นะเนี่ย!!! “มึง กูจะรีบคืนให้ทันทีที่เงินมา กูขอโทษนะเว่ยย ที่รบกวน” “เออ ไม่เป็นไร” ไอ้เอิ้นโบกมือตอบ “แต่ขอไรอย่างนึงได้ปะ….” ……….. อืม.. คำนี้ฟังดูคุ้น ๆ นะ.. ทำไมใครจะช่วยอะไรผมแต่ละทีมันต้องขอมีข้อแลกเปลี่ยนด้วยวะเนี่ย.. !! “ได้ปะ?” มันถามยํ้าอีก ยิ่งทำเอาผมกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะตอบ เพราะยังเข็ดจากคราวไอ้ปุณณ์ไม่หาย “อะ… อะไรอะ… ถ้าช่วยได้จะช่วย..” เห็นมันยิ้มกริ่มแบบนั้นแล้วหัวใจหล่นวูบลงไปอยู่ตาตุ่มเลยว่ะ “กูอยากให้มึง……………”

“…………………….” “ให้มึง……………………..” “ไอ้สัด! รีบพูด!” ผู้มีพระคุณผมก็ด่าได้ครับ! “ฮ่า ๆๆ เออ ไม่แกล้งแล้ว.. กูอยากให้มึงแบ่งนํ้าจากวงมาให้กูหน่อยน่ะ ตอนวันงานอะ” ธ่อออออออ.. แค่นี้เอง แม่งทำท่าซะน่ากลัว พอได้ยินอย่างนั้นผมรีบยิ้มสู้ทันที “ได้สิวะ แต่นํ้าเด็กวงกูก็แบ่งมาจากสแตนนั่นแหละ มึงบ้าปะ” ของมึงเองก็มีแท้ ๆ “ไม่ ใช่….. หมายความว่า.. วันจริงกูคงเหนื่อยมาก.. มึงช่วยยย….. ดูแลเรื่องนํ้าท่าให้กูหน่อยได้ปะ กูไม่อยากรบกวนพวกสวัสฯอะ” หมายความว่าจะให้กูเป็นคนป้อนข้าวป้อนนํ้าส่วนตัวให้มึง ว่างั้น??… เออ.. ประหลาด ๆ ว่ะ.. ปีอื่น ๆ เขามีตำแหน่งนี้ปะวะ ฟัง ดูแปลก แต่ผมก็ตอบตกลงไป เพราะมันไม่ได้เสียหายอะไรนิ่.. ยังไงพอเดินขบวนเสร็จพวกผมก็ว่าง ๆ ชิว ๆ อยู่แล้ว “เออได้ วันจริงจะไปคอยอยู่ด้วย แต่กูไม่มีชุดหมีนะ” ชุดหมี ชุดทีมงานแสตนไงครับ เพราะผมมันต๊อกต๋อย ไม่มีชุดหมีกับเขาหรอก คงได้แต่ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา T___T “ไม่เป็นไรหรอก มานะ..” แหม่…….. ขอเรื่องง่ายกว่าไอ้ปุณณ์ตั้งเยอะ ทำไมกูจะไม่ทำ

22nd CHAOS ตอน เช้าที่ใกล้วันจริงเข้าไปทุกที.. ผมเดินมองรองเท้าตัวเองพลางวนไปวนมาหน้าห้องสภานักเรียน ด้วยความลังเลว่าจะเปิดประตูเข้าไปเลยดีไหม หรือทำแบบนั้นจะดูแปลก ๆ ไปหว่าา….. เอาแต่คิดแล้วก็วนนนนนอยู่อย่างนั้นจนชักมึน ขืนให้วนต่ออีกรอบคงไม่ไหว มีหวังได้ฝากของขวัญไว้บนพื้นตึกอำนวยการแหง๋… ว่าแต่ เออ.. แล้วจะมาเดินวนหาอะไรวะ? ผม คิดด่าตัวเองอยู่แป๊บหนึ่งก่อนตัดสินใจควักมือถือขึ้นมามองหน้าจอนิ่ง…. อืม… มีเรื่องต้องคุยกับปุณณ์นิดหน่อย เกี่ยวกับงบประมาณชมรมดนตรีที่เคยตกลงไว้ เพราะไม่อย่างนั้นแย่แน่…. เอาไงดี.. หรือจะเปลี่ยนเป็นโทรไปหามันแทน…. แต่ว่า……… จริง ๆ แล้วก็แอบอยากเจอ.. เฮ้ย!! คิดอะไรวะ! ไร้สาระว่ะ!! ผมเขกกะบาลตัวเองแรง ๆ ที่บังอาจคิดเรื่องผิดผีกับแฟนชาวบ้าน ก่อนตัดสินใจจิ้มเบอร์ปุณณ์ที่หน้าจอแล้วกดปุ่มโทรออกทันที ‘ได้ แค่เพื่อนก็ดีเท่าไหร่ แม้จะได้แค่เพียงใกล้กัน ใครคนนั้นคงไม่ว่า.. ช่วยไม่ได้ถ้ารักเขาก่อน ฉันต้องซ่อนอาการมากมาย ไม่ให้เธอรับรู้ได้จากสายตา…’ อื้อหือ………… caller ring เพลงเชี่ยอะไรของมันเนี่ยย ทำเอาผมต้องรีบผลักโทรศัพท์ออกจากหูตอนได้ยินเสียงเนื้อร้องเพลงทันที (ของใครวะ ไม่เคยฟัง) แต่คิดสงสัยได้ไม่นานเพลงนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงทุ้มของปุณณ์อย่างรวดเร็ว “ครับโน่?” มึงอย่าทำมาเป็นพูดเพราะได้ปะ กูจั๊กจี้! “อยู่ไหนวะ.. มึง” “ห้องสภาฯ โน่อยู่ไหน ให้ไปหารึเปล่า?” เสนอตัวจริง ๆ.. ผมหัวเราะหึหึใส่มือถือพลางแหงนหน้าเงยมองป้ายห้องสภาฯที่แขวนตระหง่านอยู่บนหัว “อีกครึ่งวิเจอกัน”

แล้ว ก็แค่ครึ่งวินาทีจริง ๆ เพราะผมกดทิ้งสายปุณณ์พร้อมผลักประตูห้องสภาฯเข้าไปเลย ทำเอาหน้ามันเหวอโคตร (ในมือยังถือโทรศัพท์ค้างอยู่เลยครับ หึหึ) แต่ห้องนั้นดันไม่ได้มีมันอยู่แค่คนเดียวว่ะ ผมคงลืมไปว่านี่ไม่ใช่ห้องส่วนตัว เพราะในนั้นยังมีฟี่ (ประธานนักเรียน) แบงค์ (ตำแหน่งไรไม่รู้) กับรุ่นน้องม.4 อีก 2 คน แล้วก็….. ไอ้เอิ้น ประธานเชียร์ เงยหน้ามองผมกันสลอน “อ้าวโน่! มาทำไร!” เจ้าของเสียงที่ร้องทักผมก่อนใครคือเอิ้น ขณะที่ปุณณ์เพียงแค่ยิ้มให้นิ่ง ๆ พลางเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกงมันก่อนจะพูด “ทำไมไม่เข้ามาแต่แรกล่ะ” เหอ ๆๆ ได้ยินปุณณ์พูดแบบนี้เอิ้นคงรู้แล้วมั้งว่าผมมาหาใคร แน่ นอนว่าผมยักไหล่กวน ๆ ให้ปุณณ์กลับ พลางหันไปยิ้มให้เอิ้นที่กำลังนับของกองโตอยู่ เรื่องของเรื่องคือต่อมเสือกเริ่มตอกบัตรทำงานนั่นเอง “อะไรอะเอิ้น! ถุงใหญ่โคตรร” “ของ ที่ระลึกน้องขึ้นแสตนน่ะ” มันตอบกลับพร้อมลักยิ้ม พลางหยิบของที่ว่ามาโชว์ ของที่ระลึกปีนี้เป็นป้ายเหล็กสีเงินสลักชื่อโรงเรียน ส่วนด้านหลังสลักคำว่า ALL IS ONE ครับ! สวยชิบหาย! “แม่ง เท่ห์โคตรรรรรรรรรรรรรร กูอยากได้ว่ะ ถ้าเหลือขอกูนะ ๆๆ” ทันทีที่ได้เห็น ผมรีบกระโดดใส่แท็คเหล็กพวกนั้นด้วยความอยากได้(เชี่ย ๆ) ทำเอาไอ้เอิ้นหัวเราะใหญ่ คงเพราะผมโดดเกาะแขนมันแจเหมือนลูกแมวไม่มีผิด ว่าแต่ไอ้ปุณณ์จะกระแอมกระไอเชี่ยไรของมันวะ สงสัยคงไม่สบายอีก “มึง น่ะไม่ต้องรอเหลือหรอกโน่…” อยู่ดี ๆ เอิ้นก็พูดคำนี้ขึ้นมา แน่นอนว่าผมไม่ค่อยรู้สึกกระจ่างซักเท่าไหร่ ยิ่งพอเห็นเอิ้นทำท่ายุกยิกเหมือนจะหยิบของในถุง ผมก็ยอมปล่อยแขนมันแต่โดยดี “กูให้ตอนนี้เลย” แถมไอ้เอิ้นไม่พูดเปล่า เพราะมันหยิบแท็คเหล็กออกจากถุงมายื่นให้ผมด้วย! ทำเอาผมตาโตพอ ๆ กับตอนได้ยินว่ามันจะให้ยืมเงินนั่นแหละ แต่แน่นอนว่าถึงจะน่าดีใจแค่ไหน ไอ้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง “เฮ้ย! ไม่เอา!!” ผมรีบเบี่ยงตัวหลบประธานเชียร์ที่เอื้อมมือมาจะคล้องแท็คเหล็กใส่คอผม พร้อมกับคำโวยวายอีกยืดยาว

“มึง!! มันเป็นของน้องแสตน ไว้เหลือก่อนแล้วค่อยให้คนอื่นสิวะ น่าเกลียดว่ะ” ซึ่งหมายความตามที่พูดเป๊ะ ๆ ครับ ผมได้ของที่ระลึกจากแสตนงานบอลแทบทุกปีก็จริง แต่ทุกครั้งเป็นของเหลือจากแสตนทั้งนั้น ไม่เคยมีใครเอามาแจกคนนอกก่อน เพราะจุดประสงค์ของของที่ระลึกก็เพื่อมอบเป็นค่าตอบแทนนํ้าใจน้อง ๆ ม.ต้นที่เสียสละเวลามาให้ความร่วมมือกับรุ่นพี่ ขึ้นแสตนกันทุกคน (โดนดุโดนด่าอีกต่างหาก) ไม่ได้มีไว้เพื่อให้รุ่นพี่เอามาแจกกันเองแบบนี้ แต่ เอิ้นทำท่าไม่สนใจ มันยักไหล่ “เออน่า.. เหลืออยู่แล้วล่ะ… ให้โน่ไว้ก่อนไง จะได้ไม่ถูกคนอื่นแย่งไป” แถมทำท่าจะคล้องแท็คลงคอผมให้ได้อีก! แม่ง…. ไม่ว่าจะพยายามเอี้ยวตัวหลบไปทางไหน ก็หนีไม่พ้นตัวควาย ๆ ของเอิ้นเลยสิน่าาาาา “เฮ้ย ไม่เอาาาาาาาาาาาาาาาา” “ไม่ รู้แหละ… อะนี่ ถือว่าให้แล้ว ไม่รับคืน” มันปลํ้าใส่สร้อยคอให้ผมเสร็จจนได้แล้วยังยิ้มแปล้… ส่วนผมคลำแท็คที่คล้องอยู่บนคอตัวเองแบบมึน ๆ เพราะรู้สึกเหมือนโดนบังคับอีกแล้ว “เดี๋ยวกูมานะฟี่…” เฮ้ย!.. นั่นมันเสียงไอ้ปุณณ์นี่หว่า!! เกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองมาทำไม!!!!!! ผมหันควับมองหน้าปุณณ์ที่ไม่ยอมสบตาผม.. ไอ้ห่า… มันเดินตัวปลิวออกไปโน่นแล้ว หมดกัน ๆๆๆ “ฝากไว้ก่อนเหอะเอิ้น! เดี๋ยวกูมา!!” *** “ปุณณ์!!! ปุณณ์!!!! ปุณณ์!!!!!! ปุณณ์โว๊ย!!! สัด… กูเหนื่อยย” ขาก็ยาวเสือกจะก้าวฉับ ๆๆ ยังกะตามควายหาย ไม่สงสารคนวิ่งตามมึงอีกทีมั่งรึไง ยิ่งไม่ได้ออกกำลังกายอยู่ รู้บ้างมั้ยว่าโคตรเหนื่อย “นี่กูจะมาถามเรื่องเงินชมรมนะ!!!” วิ่งไม่ทันก็เอาเสียงเข้าสู้นี่ล่ะวะ! ผมคิดพลางตะโกนออกไปลั่นทางเดินที่ไม่ค่อยมีคนของตึกอำนวยการ ซึ่งก็ได้ผล.. ปุณณ์ชะงักฝีเท้ากึก เปิดโอกาสให้ผมวิ่งตามทัน

ถึงแม้มันจะยังไม่ยอมหันมาก็เถอะ “เป็นไร วะ ท่าทางแปลก ๆ ไม่สบายปะ” เห็นดังนั้น เมื่อมาถึงผมจึงรีบใช้หลังมืออังต้นคอปุณณ์เพื่อวัดอุณหภูมิดูทันที (จริง ๆ ก็ไม่รู้หรอกว่าแบบไหนร้อนแบบไหนเย็น แค่ทำพอเป็นพิธีไปงั้นแหละครับ) แต่สังเกตได้ว่าปุณณ์เบี่ยงตัวหลบ ก่อนจะยอมหันกลับมามอง “เรื่อง เงินชมรมมีอะไรรึเปล่า.. กูกำลังช่วยอยู่ ขอโทษนะ” อืม… ตอนนี้หน้ามันดูรู้สึกผิดจนผมต้องตบบ่าปลอบ ช่างเถอะ แค่ได้ยินปุณณ์พูดแบบนี้ก็สบายใจแล้วล่ะ ผมรู้ยังไงมันก็เป็นคนที่ช่วยเหลือผมอยู่เสมอ ไม่มีทางทำให้เสียแรงที่ไว้ใจเด็ดขาด แต่วันนี้แค่แวะมาถามเพื่อยํ้าดูอีกที “มึงรีบมากรึเปล่า?” ปุณณ์ถามผมอีก ถึงตรงนี้รู้สึกอึกอักนิดหน่อย เหมือนปากจะขยับไม่ได้ดังใจคิด… ให้ตอบว่ายังไงดีวะ.. “ก็…… ตอนแรกก็รีบอะนะ เพราะเฮียปุ้ยมาส่งของเมื่อวาน แล้วจะเอาเงินภายในอาทิตย์นี้… แต่ตอนนี้ก็… ก็รีบอยู่ดีอะ แต่ไม่รีบเท่าไหร่แล้ว” คำที่ตอบออกไปฟังดูเบลอ ๆ ใช่ปะ? เออ.. ผมก็งงกับตัวเองเหมือนกัน “หมายความว่าไงอะ ตกลงต้องใช้อาทิตย์นี้รึเปล่า ถ้าอย่างนั้นเอาเงินกูไปก่อน” แหม….. คนรวยมันเยอะจริงโว๊ยโรงเรียนเรา!! “ไม่ เป็นไร ๆ เมื่อวานกูเจอเอิ้นพอดี มันเลยช่วยโอนให้ก่อนแล้ว… เหลือแต่…. เอาตังค์ไปคืนนี่แหละ.. ติดแม่งนาน ๆ กูก็เกรงใจ..” ผมอธิบายเสียงอ่อย พร้อม ๆ กับสังเกตได้ว่าสีหน้าปุณณ์ยิ่งแปลกไป “มึง…… คุยเรื่องนี้กับเอิ้นเหรอ..?” “อืม.. เมื่อวานบังเอิญเจอตอนเย็น ๆ อะ” “แล้วก็คุยเรื่องเงินชมรมนี่น่ะเหรอ” “เออ…. ปรึกษานิดหน่อย”

“ปรึกษา?” ถึงตรงนี้ผมเริ่มรำคาญที่มันถามยุกยิกแล้วว่ะครับ “มึงอะไรเนี่ย เค้นกูจังงง!!!” แน่นอนว่าผมโวยใส่มันตามระเบียบ แต่แค่อีกฝ่ายหันขวับมาจ้องหน้าผม ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มหด เหลือเล็กเท่าลูกเทนนิสเท่านั้น…. ทำไมมันน่ากลัวจังว๊าาา T__T ผม สะดุ้งนิดหน่อยที่ถูกปุณณ์ปั้นหน้าดุใส่ ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวถอยหลัง เพราะคนตรงหน้ากำลังต้อนมาเรื่อย จนในที่สุด ผมก็รู้สึกได้ว่าด้านหลังเป็นกำแพว… โฮ.. ไม่มีที่หนีแล้วว่ะ จะฆ่ากูหมกตึกเรียนแล้วโบกปูนทับทำลายหลักฐานปะวะ! T__T เสียงแหบของปุณณ์ดังขึ้นเหมือนคนไม่อยากเปล่งเสียง “มึง………………” กู ?.. ทำไม.. ผม มองตอบมันที่จ้องตาผมนิ่งก่อนที่เจ้าของคำนั้นจะเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีเอง จนผมต้องแอบถอนหายใจโล่งที่เป็นอย่างนั้นซะได้ เพราะไม่เคยเห็นสายตาปุณณ์เป็นแบบนี้มาก่อน แอบคิดในใจว่าหรือปุณณ์จะใจเย็นลงบ้างแล้ว.. แต่ว่า… ‘ปึง!!!’ เชี่ยแม่ง! ทุบตึกเรียนทำไมวะ!!!!! ปูนร้าวขึ้นมาเดี๋ยวอธิการก็เรี่ยไรตังค์พวกกูอีก!!!!!!!!!!! ผมคิดเล่น ๆ ทั้งที่ไม่รู้สึกขำเลยสักนิด เพราะใบหน้าปุณณ์ที่ถึงจะมองเห็นไม่ถนัดแต่ก็จับพลังได้ว่ากำลังเดือด มากอยู่.. เสียงปุณณ์สูดลมหายใจลึกดังก่อนที่เจ้าตัวจะพูดอะไรบางอย่าง “มึงมีอะไร.. ทำไมไม่บอกกู..” ปุณณ์ถามทั้งที่ไม่มองหน้าผมซักแอะ… แน่นอนว่าผมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ปุณณ์อยากจะสื่อ “อะไรวะปุณณ์?” “มึง…….. ไม่เชื่อใจกูเลยสินะ..” นั่นเป็นคำพูดสุดท้าย ก่อนปุณณ์จะลดมือที่คาอยู่บนกำแพงลง ผม

มองหน้ามันไม่ถนัดว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน แต่ปุณณ์ก็เดินหลบผมไปไกลแล้ว…. กูไม่เชื่อใจมึง? *** วันนี้ทั้งวันผ่านไปแบบเหนื่อย ๆ เพราะถึงผมจะไม่ใช่โต้โผในการฝึกซ้อม marching band แต่หน้าที่เตรียมงานทั้งหมดให้วงก็ตกเป็นของผมแบบเต็ม ๆ อยู่ดี… ที่แน่ ๆ วันนี้นั่งซ่อมเครื่องดนตรีให้เกือบทั้งวงจนคิดว่าเรียนจบไปคงเปิดร้านซ่อม ได้เองแน่ ๆ แล้ว ผม กลับถึงบ้านโดยมีนาฬิกาข้อมือบอกเวลาสี่ทุ่มกว่า หลังจากโยนกระเป๋าลงบนเตียงเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ต้องหงายตัวลงนอนพ่นลมหายใจ ออกมาพรู เรื่อง ของไอ้ปุณณ์เมื่อตอนกลางวันยังรบกวนความคิดไม่หาย.. คำที่อีกฝ่ายบอกว่าผมไม่เชื่อใจมัน.. ผมรู้ดีว่าปุณณ์กำลังหมายถึงเรื่องอะไร ผม ยอมรับว่าตัวเองผิดโคตร ๆ ที่ไม่โทรบอกมันตั้งแต่ทีแรก ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าคนที่พร้อมช่วยเหลือผมมากที่สุดคือใคร.. ผมยอมรับว่าผมผิด ที่ทำร้ายจิตใจปุณณ์ด้วยการปล่อยให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แทนที่จะเป็นมัน… แต่ จริง ๆ แล้วผมแค่รู้สึกเกรงใจ เพราะตัวเองรู้ดีว่าคนที่พยายามช่วยผมอย่างเต็มที่มากที่สุดก็คือปุณณ์.. ผมรู้ดีว่าหากเงินออกแล้วจริง ๆ คนที่จะวิ่งเอาเงินมาให้ผมด้วยความดีใจที่สุดก็ต้องเป็นปุณณ์.. มันคือความเชื่อใจที่ผมมีให้ปุณณ์เต็มร้อย จนไม่เคยคิดแม้แต่จะเร่งรัด หรือทวงถามอะไรสักคำ เพราะมั่นใจว่าปุณณ์ไม่มีวันละเลยเรื่องนี้เด็ดขาด

ที่ จริงผมไม่ตั้งใจจะให้เอิ้นยื่นมือมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่บอกกับเอิ้นไปวันนั้นก็แทบไม่ใกล้เคียงคำว่าปรึกษา แล้วผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนด้วยว่าเอิ้นจะยอมลงมาช่วยมากขนาดนั้น (ทั้งที่มันเองก็มีส่วนของแสตนเชียร์ที่ต้องใช้เงินตัวเองโปะเหมือนกัน) ผมไม่เคยตั้งใจจะให้ใครแทรก เรื่องราวระหว่างผมกับปุณณ์เลยจริง ๆ.. “แม่ง ๆๆๆ…” นอนคิดมากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ป่านนี้มันโกรธผมชิบหายแล้วมั้ง (เป็นผม ผมก็โกรธว่ะ..) เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็สะบัดถุงเท้า แล้วเดินออกไปหยิบกุญแจรถมอไซค์ทันที “ม๊า… เดี๋ยวมานะ” เตาะแตะลงมาข้างล่างก็เจอป๊ากับม๊านั่งดูหนังกันอยู่ สองคนนั้นโบกมือให้เป็นเชิงรับรู้ก่อนที่ผมจะออกไปเข็นมอเตอร์ไซค์คันเก่ง เพื่อเผชิญโลกกว้างอีกครั้ง แต่ เข็นออกมานอกรั้วบ้านยังไม่ทันจะสตาร์ทเครื่องได้ทันไหร่ ดันเห็นใบหน้าขาว ๆ ของไอ้บ้านั่น นั่งแหมะตรงกระถางต้นไม้หน้าบ้านทำเอาใจหายใจควํ่าซะก่อน “เฮ้ย!!!!!!!!!!!” มึงเป็นไรเนี่ยยย มานั่งเงียบ ๆ คนเดียว! “จะไปไหนอะ….” ไอ้ปุณณ์เมื่อเห็นผมตั้งท่าออกจากบ้านพร้อมรถมอเตอร์ไซค์คันเก่ง ก็รีบเดินเข้ามาถามทันที แล้วจะให้ผมตอบยังไงวะ “มึง เหอะ ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก” เท่าที่สังเกตสภาพไอ้ปุณณ์จากหัวจรดตีน.. มันเล่นมาแบบเต็มยศเลยครับ ชุดนักเรียน ถุงเท้า รองเท้าหนัง กระเป๋านักเรียน… รูปการณ์อย่างนี้ยังไม่เข้าบ้านแน่นอน “กู…” มันอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรซักอย่างแล้วก็เงียบไป…. ผมมองดวงตาคมคู่นั้นที่เอาแต่หลบไปมา ก่อนเจ้าของมันจะวางกระเป๋าลงบนเบาะหลังมอเตอร์ไซค์ผม เหมือนกับจะยังไม่ยอมให้ไป “แล้วมึงอะ.. จะไปไหน…” สรุปว่ามีแต่คนถาม ไม่มีคนไหนยอมตอบว่ะ -_-”… ผม เหล่มองหน้ามันที่ยังดูขุ่นเคืองอยู่ (ถ้าโกรธแล้วมาไมวะ) ก่อนจะเป็นฝ่ายหยิบกระเป๋านักเรียน

ที่วางไว้ เปลี่ยนเป็นให้มันถือ พลางดึงคนตัวสูงให้ขึ้นมาซ้อนท้ายมอไซค์ไว ๆ “หิวปะ” มันส่ายหัว “แต่กูหิว…” ไม่รู้แหละ ผมดึงมันขึ้นซ้อนแล้วตบเกียร์ออกรถจนมันต้องร้องลั่นซอย …. เรา สองคนลัดเลาะตามทางเปลี่ยวของซอยเอกมัย (บ้านผมเอง) ทะลุไปยังถนนทองหล่อ (บ้านไอ้ปุณณ์มัน) เก๋าปะล่ะครับ.. หมวกกันน็อคก็ไม่มี แถมยังใส่ชุดนักเรียนอีกต่างหาก (เครื่องหมายของการไม่มีใบขับขี่แน่นอน) แต่ไม่เป็นไร อาป๊าผมใหญ่ (เหรอ..) ฮ่า ๆ ล้อเล่นครับ แค่จอดรถทุกครั้งที่เห็นหัวปิงปองไหว ๆ อยู่ตามปากซอย ^^” ใน ที่สุดเราก็รอดคุกรอดตารางมาถึงปากซอยทองหล่อตรงช่วงถนนสุขุมวิทจนได้ ผมตัดสินใจเบรคเอี๊ยดหน้าร้านโจ๊ก เพราะสำเหนียกว่ากินอะไรหนัก ๆ กระเพาะตอนสี่ทุ่มมันจะไม่หล่อเอา.. “มึง กินร้านนี้ไปกินบุฟเฟ่ต์โออิชิไป..” ปุณณ์บ่นผมยิ้ม ๆ เมื่อเห็นป้ายโจ๊กทองหล่อ ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจเพราะรวยซะอย่าง ฮ่า ๆๆ… ไม่ใช่และ เรื่องของเรื่องคือลูกสาวซ้อสวยดี ผมชอบมานั่งกินเหล่สาว หึหึ หลัง จากที่สั่งเสร็จ เราสองคนก็จัดการโจ๊กในชามตัวเองเงียบ ๆ… ผมเหล่มองไอ้ห่าตัวไหนไม่รู้ที่ตอนก่อนออกบอกว่าไม่หิว แต่ดันสั่งชามที่สองหน้าตาเฉย.. แถมเหมือนจะจำได้ว่าไอ้ห่าคนเดียวกันบ่นว่าร้านนี้แพง แต่สุดท้ายมันก็เบิ้ลสองอยู่ดี ผมกินไปมองหน้ามันไปขำ ๆ พอปุณณ์เห็นอย่างนั้นจึงคอยยื่นเท้ามาเตะขาผมใต้โต๊ะเป็นระยะ “ขำไร” “กู คงหูแว่วอะ.. ตอนอยู่หน้าบ้านกูได้ยินคนบอกไม่หิว” ผมแซวมันล้อ ๆ พลางยกเป๊บซี่ขึ้นมาดูด โจ๊กของผมหมดแล้ว แต่ไอ้ปุณณ์ยังกินต่อเป็นชามที่สอง “เออ หูมึงไม่ดีอย่างงี้เป็นประธานชมรมดนตรีได้ไงวะ” อ้าวว เล่นด้วยเข้าหน่อยลามเป็นขี้กลากเลยนะมึง “สาดด” ผมเตะขามันกลับ เห็นมันสะดุ้งโหยงจนโจ๊กแทบลวกปากแล้วก็ต้องขำออกมาอีก “เลอะ หมดแล้ว แดกโสโครกเป็นเด็กอนุบาล เอาไป ๆๆ” ผมดึงทิชชู่ส่งให้มันโดยที่ไม่คิดจะกลั้นขำ เห็นปุณณ์ใช้หลังมือปาดรอยเลอะแล้วรับทิชชู่ไปจากผมแบบเคือง ๆ “เพราะใครล่ะ” หึหึหึ

เรา นั่งกินโจ๊กกันไป (จริง ๆ คือมันกินโจ๊ก ผมดูดเป๊บซี่) แหย่กันไปเรื่อย ๆ กระทั่งปุณณ์กวาดโจ๊กคำสุดท้ายเข้าปากพร้อมชมเปาะ “อร่อยว่ะ กูไม่เคยกินร้านนี้ เคยแต่ผ่าน” มันว่างั้น “ได้ ข่าวว่าอยู่ปากซอยบ้านมึง” ผมแขวะกลับ ก่อนจะชักขาหลบ เพราะรู้ทันว่าเดี๋ยวมันต้องเตะอีก “ทำเป็นรู้ทันนะมึง” อ้าว… คนหลบทันก็ด่าอีกวะไอ้ห่านี่ ผม นั่งมองปุณณ์กลืนโจ๊กคำสุดท้ายลงคอก่อนซดนํ้าตามเอื้อก ๆ ริมฝีปากบางนั้นคลี่ยิ้มให้ผมผ่านทางก้นใสของแก้วนํ้าที่ดื่มอยู่ “จริง ๆ ก็กะจะขับมอเตอร์ไซค์ไปหากูอยู่แล้วล่ะสิ” เอ๊ะ.. ไอ้ห่า… อยู่ดี ๆ พูดทำไมวะ ผม เลิกคิ้วทำเป็นกวนตีนผิวปากแซวลูกซ้อ ไม่ได้ตอบอะไรมัน แต่ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ แล้วก็ยิ่งยั่วโมโห อยากจะเอาฝ่ารองเท้าส่งไปยันหน้าแข้งแม่งอีกซักที เราสองคนนั่งเงียบ ๆ โดยที่ผมลอยหน้าลอยตาไม่มองปุณณ์อยู่พักใหญ่…

“ขอโทษนะเว้ย..” แต่คนที่ทำลายความเงียบด้วยคำพูดนั้นไม่ใช่ผม!?….. ผมสะบัดหน้ามองมันทันที ปุณณ์ขอโทษผมทำไมวะ!!? “ขอโทษทำไม??” คำพูดไปไวเท่าใจคิด ผมเห็นปุณณ์เม้มปากแน่นเหมือนอยากพูดอะไรยาว ๆ “ก็กู….. อารมณ์เสียใส่มึงเมื่อตอนกลางวัน โทษทีว่ะ มึงคงตกใจ” “แล้วมึงเป็นไรอะ” ถึง ตรงนี้มันถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ก็มึง… มีเหี้ยอะไรทำไมไม่บอกกูวะ เสือกเอาไปบอกไอ้เอิ้นเฉยเลย.. มันเป็นใครวะ.. ถ้าคนที่มาช่วยมึงเป็นคนในวงกูจะไม่คิดอะไรเลย แต่ไอ้เอิ้นมันเป็นใครอะ ทำไมมึงต้องให้มันมาช่วยด้วย แล้วมึงมีกูไว้ทำไม กูไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่ไหมในสายตามึง” โห.. ไอ้นี่…… ท่าทางจะอัดอั้นมาก.. มันรัวบ่นผมเป็นชุดจนต้องแกล้งยื่นนํ้าให้ เพราะกลัวว่ามันจะคอแห้งเสียก่อน “ไม่ต้องกวนตีน.. มึงตอบกูมาเลย” อ้าว คนหวังดีก็หาว่ากวนตีนอีก ยังไงวะไอ้นี่

“กูไม่ตั้งใจจะบอกเอิ้นมันนะเว่ย วันนั้นมันถามว่าวงเป็นไง กูแค่บ่นให้มันฟังขำ ๆ ใครจะไปรู้ว่าอยู่ดี ๆ แม่งดันลากกูไปโอนเงินที่ ATM สองทุ่มเฉยเลย กูยังตกใจอะตอนนั้น” “แล้วทำไมมึงไม่บอกกูตั้งแต่ตอนเฮียปุ้ยแบกของมา…” อ้าว มันทำเสียงหาเรื่องผมอีกครับพี่น้อง “ก็ กูรู้ว่ามึงพยายามให้กูอยู่ กูเชื่อใจไงว่ามึงจะเอามาให้กูจริง ๆ กูเลยไม่อยากทวง เดี๋ยวได้ตังเมื่อไหร่มึงก็รีบเอามาให้กูเองแหละ..” ผมตอบ เห็นมันทำท่ายิ้มพอใจกับคำตอบผม แต่แล้วก็ปั้นหน้าขรึมออกมาเหมือนเดิม “แต่เสือกไปอ้อนไอ้เอิ้นนะ….” “อ้อนเชี่ยไร” ขอเตะหน้าแข้งแม่งอีกซักทีแล้วกันครับ หมั่นไส้ มัน หัวเราะพลางชักขาหลบ (แต่ไม่พ้น) ก่อนจะลุกขึ้นยืนควักกระเป๋าเงินในกางเกงออกมา “กูเลี้ยงเอง… ป้าครับ เก็บตังค์” มันพูดคำแรกกับผมเบา ๆ ก่อนจะชูนิ้ววนเรียกซ้อมาคิดเงิน ผมลุกขึ้นยืนตามมันมั่ง ก่อนจะเดินตามออกไปนอกร้าน แผ่นหลังกว้างที่นำหน้าอยู่ ทำให้ผมอยากจะพูดคำหนึ่งออกมา… “กูก็… ขอโทษนะ.. ไม่ตั้งใจทำให้มึงเสียความรู้สึก..” รอยยิ้มกว้างจากปุณณ์คือคำตอบที่ผมต้องการมากที่สุด ผมยิ้มตอบรอยยิ้มนั้น ก่อนที่ปุณณ์จะโอบเอาไหล่ผมให้เดินไปคู่กัน *** เรา สองคนขี่มอเตอร์ไซค์ต๊อกต๋อยฝ่าทั้งความมืดและรถยนต์จำนวนมากของนักท่อง ราตรีกลับมายังหน้ารั้วบ้านหลังใหญ่ (แน่นอนว่าหลบตำรวจเป็นพัก ๆ ตามเคย) มองเข้าไปเห็นไฟบางห้องยังเปิดอยู่ แม้จะใกล้เวลาเที่ยงคืนเข้าไปแล้วก็ตาม

“มึงบอกใครยังว่าจะกลับบ้านดึก” ผมถามมันระหว่างที่ตบเกียร์หยุดรถจอดหน้าบ้าน “บอกแล้ว บอกแป้งว่าไปกับมึง.. หึหึ” “หาเรื่องให้กูจังวะ!” ไอ้ห่านี่นิ่… ผมปัดขาหมายจะเตะตูดมันที่เพิ่งลงจากมอไซค์ แต่มันเสือกเอี้ยวตัวหลบทันแถมยังหัวเราะหึหึใส่ผมอีก “เจอ กัน ๆ” แต่ก็ช่างเห๊อะ.. ผมโบกมือรํ่าลามัน ก่อนทำท่าจะตบเกียร์มอเตอร์ไซค์ให้ออกตัวต่อ แล้วก็คงขับไปถึงถนนใหญ่แล้ว ถ้ามันไม่เรียกผมเอาไว้เสียก่อน “โน่………” “ว่าไง?” ผมหยุดการกระทำพลางหันกลับไป แต่ไม่ได้ยินคำตอบ นอกจากไอ้ปุณณ์ที่สาวท้าวเข้ามาใกล้ผม.. ผมมองมือมันที่โอบมารอบคอเหมือนพยายามทำอะไรบางอย่าง “ทำเชี่ยไรวะ!?” “อยู่ นิ่ง ๆ น่า….” มือมันยุกยิก ๆ อยู่แถวคอผมแว่บนึง ก่อนที่ผมจะถึงบางอ้อ เมื่อเห็นสร้อยคอเส้นนั้นถูกถอดออก “ใส่ของสแตนไม่อายรึไง” มันว่างั้น ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับมันทุกประการ “เออ อาย ลืมถอด มัวแต่ยุ่ง ๆ อยู่… ขอบใจหวะที่เตือน” ผมว่าพลางยื่นมือออกไป หมายจะรับแท็คเหล็กที่ไอ้เอิ้นใส่ให้เมื่อตอนกลางวันคืน แต่ไอ้ปุณณ์ดันยัดแท็คลงกระเป๋าเสื้อตัวมันเองหน้าตาเฉย… ไอ้ห่านี่ กวนตีน “กูเอาไปคืนเอิ้นให้เอง…” อ้าวว น่าเกลียดว่ะมึง! ผมอ้าปากค้างมองมันอย่างไม่เข้าใจ “กู คืนเอง เอามานี่” แล้วศึกชิงแท็คก็เกิดขึ้น.. ผมเอื้อมตัวหมายจะคว้าสร้อยคอโลหะจากกระเป๋าเสื้อปุณณ์แต่มันเสือกเบี่ยงหลบ ผม แถมยังผลักหัวอีกด้วย หน็อยย ไอ้ห่านี่ ถือว่าสูงกว่าแล้วจะทำอะไรก็ได้รึไงวะะะะะะะ “มึง อะปฏิเสธคนไม่เป็น เดี๋ยวมันบังคับเข้าหน่อยมึงก็เอามาใส่อีก กูคืนให้เองดีแล้ว” มันว่าพลางตบกระเป๋าเสื้อปุ ๆ เป็นเชิงว่ายังไงก็ไม่คืนให้ผมแน่… ซึ่งก็จริงของมัน มาลองคิดอีกที ผมก็ไม่ค่อยสู้คนจริง ๆ ใครบังคับอะไร ผมยอมตลอด.. ดูตัวอย่างไอ้ปุณณ์สิ ไม่งั้นจะเป็นอย่างนี้เหรอ

“เออ ๆ งั้นฝากด้วย” “แล้ว ไม่ใช่ใครให้อะไรก็รับไปทั่วอีกล่ะ โดยเฉพาะไอ้เอิ้นน่ะ” แต่คำพูดแบบนั้นของปุณณ์ ดันสะกิดให้ผมรู้สึกแปลก ๆ จนได้ว่ะ… เหมือนกับว่ามัน… ไม่พอใจที่ผมรับของจากเอิ้น มากกว่าไม่พอใจที่ผมรับแท็คเหล็กแสตน ยังไงยังงั้น “ปุณณ์….” ผมออกเสียงเรียกมันเบา ๆ ให้อีกฝ่ายหันกลับมามองผม “ว่าไง” เสียงปุณณ์ถามอย่างอ่อนโยนจนผมกลืนนํ้าลายฝืดคอ.. “เราไม่ใช่เจ้าของกันหรอกนะ…” แม้ กระทั่งตัวผม ที่เป็นคนพูดออกไปเอง ก็ยังอดรู้สึกจุกแปลก ๆ ในอกไม่ได้.. ประสาอะไรกับคนฟังอย่างปุณณ์.. ที่คงรู้สึกไปไม่น้อยกว่าผมเลย.. แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องพูด… เราต่างต้องเตือนตัวเองบ่อย ๆ จริง ๆ.. ผมบอกตัวเองให้ทำใจให้ชิน กับสภาพของการไม่มี ‘เรา’ ปุณณ์คลี่ยิ้มเหงา ๆ กลับมาให้ผม ก่อนจะสาวเท้ามาใกล้มากขึ้น.. ใบหน้าคมนั้นมองมาพลางยื่นมือลูบแก้มผมอย่างอ่อนโยน “จะ ให้ปุบปับกูตัดใจเลย… ทำไม่ได้หรอก” ผมสบตามันพร้อมอมยิ้มให้สัมผัสนั้น อดคิดในใจไม่ได้ว่า ถ้าขอแค่เป็นเพื่อนกันแบบนี้ต่อไป จะมากเกินไปไหม แต่ ยังไม่ทันจะได้ปริปากอะไรออกมา ใบหน้าปุณณ์ที่คุ้นเคยดีก็โน้มมาใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจเสียก่อน ผมเกร็งตัวหลับตาแน่น พร้อม ๆ กับความรู้สึกหยุ่นแต่อบอุ่นที่ประทับลงบนหน้าผากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนออก ผมเลือกยักคิ้วให้มันข้างหนึ่งกวน ๆ แก้เขิน “ก็ทำได้แค่นี้แหละ หึหึ..”

“แค่นี้ก็ยังดีน่า…” เสียงปุณณ์ตอบว่าอย่างนั้นก่อนจะโบกมือให้ เป็นเครื่องหมายว่ากำลังจะเข้าบ้านไป “ขี่รถระวัง ๆ นะ” “เออ.. เจอกัน” ผมบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในตอนนี้คืออะไร.. ผมไม่รู้จริง ๆ

23rd CHAOS ใน ที่สุดก็มาถึงวันจริงของงานบอล ที่วันซ้อมว่าเหนื่อยแล้ว แต่วันจริงเหนื่อยชิบหาย ผมไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืนเพราะต้องวิ่งวุ่นเรื่องชุด เรื่องเครื่องดนตรี เรื่องจิปาถะอะไรทั้งหลาย งีบไปหน่อยนึงตอนตีสอง โดนไอ้โอมเตะปลุกตอนตีสองยี่สิบห้า เพราะฮอร์นมีปัญหา เชี่ยไรวะ วันก่อนก็ซ่อมไปแล้วทำไมยังพังอีก ถึงเวลาทำเรื่องซื้อฮอร์นใหม่ได้แล้วมั้งเนี่ย สรุปว่าจนถึงตอนนี้ผมเพิ่งได้นอนไปยี่สิบห้านาที และก็สะโหลสะเหลมาถึงสนามศุภฯตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ แดด ตอนเช้าส่องลงมาแรงมากจนน้อง ๆ ในวงโยฯทำท่าจะเป็นลมหลายคน ผมต้องวิ่งวุ่นไปคุ้ยกล่องปฐมพยาบาลซึ่งโชคดีที่เตรียมมา มาถือไว้ กลายเป็นมือหนึ่งถือวอ (วอล์กกี้ทอล์กกี้) มือหนึ่งถือกล่องปฐมพยาบาล แถมยังต้องวิ่งเอาเครื่องดนตรีไปซ่อมเป็นระยะ ๆ หรือถ้ามีของบางอย่างที่ขาดจริง ๆ ก็ต้องใช้ให้รุ่นน้องที่ว่างอยู่วิ่งไปซื้อจากสยามมาให้ เฮ้อ.. วุ่นวายดีแท้ “เฮ้ย! อย่าเพิ่งเป็นลม ๆๆ” นั่นไง! ยังไม่ทันขาดคำ.. ผมรีบหันไปประคองน้องเอตำแหน่งคลาริเน็ตที่หน้าไม่เหลือสีเลือดแล้ว พลางคว้าเอาผ้าขนหนูชุบนํ้ามาซับให้มันเพราะดูซีดมาก แถมนอกจากต้องดูแลน้องในวงแล้ว หูก็ยังต้องคอยฟังและตอบวอจากคนโน้นคนนี้เป็นระยะอีก ทำเอามึนไปเหมือนกัน “แบงค์เรียกโน่ วงพร้อมยังครับ” เสียงเรียกชื่อผมดังก้องอยู่ในเฮดโฟนจนสะดุ้ง ต้องรีบกดวอตอบกลับเป็นการใหญ่ “โน่ตอบแบงค์ ก็พร้อมแล้วครับ” “ครับ งั้นตั้งแถวได้เลยครับ” เอาวะ… สู้ ๆ ผมตบหลังเรียกน้องวงโยฯทั้งหมดให้ลุกขึ้น ก่อนจะวอส่งต่อไปให้ไอ้ฟิล์มที่ตอนนี้เสือกหายหัวไปไหนแล้วไม่รู้ “โน่เรียกฟิล์ม ไปประจำจุดด้วยครับ กำลังจะส่งน้องไปแล้ว” “ฟิล์มตอบโน่ ครับ กำลังไปครับ” มึง หายไปหลีหญิงมาชัวร์ ๆ ผมส่ายหัวให้ไอ้เพื่อนหน้าม่อ ก่อนจะเดินนำน้องในวงไปยังจุดตั้งแถว แต่ก็มีเสียงหนึ่งเรียกชื่อผมดังเข้ามาในวอซะก่อน “เอิ้นเรียกโน่ อย่าลืมนัดของเรานะ” เอ๊ะ ไอ้ห่านี่… มึงโผล่มาจากไหนวะ?? ผมมองวองง ๆ แต่ก็กด

ตอบกลับไป “โน่ตอบเอิ้น เออ รอกูเสร็จก่อนครับ” วอเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะมีคนพูดต่อเข้ามา “อย่าเล่นวอครับ..” เล่นเอาผมหลุดขำเสียงดังทันทีจนรุ่นน้องแถวนั้นต้องหันมามองด้วยสีหน้างง ๆ ก็นี่มันเสียงไอ้ปุณณ์นี่หว่าาาา *** เมื่อแถว marching band ทยอย เดินขบวนลงสนามศุภชลาศัย ผมก็ไม่มีหน้าที่อะไรต้องสะเออะไปเจ๋อแถวนั้นอีก (เพราะมีไอ้ฟิล์มกับไอ้โอมคุมอยู่แล้ว) แต่หน้าที่ใหม่ของผมคือวิ่งไปใต้แสตนเพื่อขอเช็คภาพจากจอมอนิเตอร์ว่ามีข้อ ผิดพลาดตรงไหนในขบวนบ้าง แล้ววอบอกไอ้ฟิล์มอีกที ผม เดินกึ่งวิ่งไปใต้แสตนที่มีทั้งฝ่ายเชียร์ เทคนิค ดีไซน์เนอร์ นั่งใส่ชุดหมีปฏิบัติงานกันอยู่ พลางโบกมือไอ้ให้มาร์คฝ่ายดีไซน์ที่วาดผังแก้แสตนใหม่หน้าตาตื่นแต่ก็ยังมี อารมณ์ชูมือทักผม (ยังมีเวลานะมึง) ตรงใกล้ ๆ กันนั้นเป็นไอ้โมที่วันนี้รับหน้าที่ฝ่ายเทคนิค ยืนหน้าเครียดคุยกับเหน่งฝ่ายสวัสฯ พร้อมกางแปลนอะไรไม่รู้ในมือ ท่าทางตอนนี้มีแต่คนยุ่งว่ะ ผมลุกลี้ลุกลนหามอนิเตอร์ที่จะช่วยผมได้ แต่ยืนเคว้งอยู่แค่ไม่นาน น้องแพงม.4 ก็กวักมือเรียกผมยิกทันที “เครื่องนี้พี่!” ผม ยิ้มพลางวิ่งไปนั่งปุลงข้าง ๆ น้อง ภาพที่เห็นในจอคือวงโยฯและขบวนย่อยกองร้อยต่าง ๆ ที่เดินอยู่ในสนาม อันที่จริงแล้วผมไม่ได้ตั้งใจดูเท่าไหร่หรอกเพราะมัวแต่คุยกับไอ้แพงเรื่อง ปังย่าเพลิน เหอ ๆๆ (ห้ามบอกไอ้ฟิล์มกับไอ้โอมเรื่องนี้เด็ดขาด) แน่ นอนว่าผมเห็นหลังไอ้ปุณณ์ใส่ชุดหมีอยู่ไว ๆ แถว ๆ นั้น (มันอยู่ฝ่ายเทคนิคครับ อันนี้ผมก็เพิ่งรู้ตอนเห็นมันใส่ชุดฟอร์มเหมือนกัน) แต่ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะกำลังยุ่งอยู่ จนน้องแพงที่กำลังคุยกับผม อยู่ดี ๆ ก็เงียบไป

“มีไรฮะพี่ปุณณ์?” หา??? อะไรวะ? พอผมได้ยินน้องแพงพูดอย่างนั้น ก็ต้องหันกลับไปมองด้านหลังตัวเองทันที กลายเป็นหน้าไอ้ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ สะเออะมานั่งยอง ๆ เจ๋ออยู่ข้างหลังผม ทั้งที่บนหัวมันเองยังมีเฮดโฟนอันเบ้อเร้อครอบอยู่ “ขอ นั่งนี่ได้ปะ แลกกัน” มันพูดงั้นกับน้องแพง ผมล่ะแทบอยากตบกะโหลกมัน.. แน่นอนว่าด้วยอำนาจแห่งรุ่นพี่รุ่นน้อง น้องแพงจึงต้องยอมลุกเปลี่ยนหน้าที่กับไอ้ปุณณ์ ผู้มีอิทธิพลแต่โดยดี.. เหอะ ๆๆๆ… มันยังมีหน้ามายิ้มกว้างพลางถอดเฮดโฟนที่ครอบหัวตัวเองออกส่งให้น้องต่อ “เอานี่ไปด้วย เอิ้นกำลังสั่งงานอยู่ช่อง 2” แถวบ้านกูเรียกโยนงานปะวะ “แล้วน้องเขาจะทำได้เหรอ?” ผมกระซิบถามมันแผ่ว ๆ แต่เห็นมันแค่คลี่ยิ้มสบาย ๆ พลางรับเอาเฮดโฟนน้องแพงมาใส่ ตอนนี้มันเลยได้ฟังสัญญาณช่อง 11 เหมือนกันกับผม “ทำได้สิ ดูถูกทำไมวะ” ปุณณ์ พูดพลางกดคอมพิวเตอร์ยุกยิกนิดหน่อยเพื่อเปลี่ยนมุมกล้องให้เห็นแถววงโยฯที่ กำลังเดินอยู่ชัดขึ้นไปอีก พลางหันมายิ้มเผล่ “กูรู้ใจมึงมากกว่า” “ปากดีนะมึง……..” ผมด่ามันอย่างนั้นแต่ก็อดยิ้มไม่ได้ที่เห็นวงชัดขึ้น ก่อนจะวอไปบอกไอ้ฟิล์มว่ามีอะไรผิดพลาดตรงไหนบ้าง ใช้ เวลาไม่นานเท่าไหร่ในการเดินขบวนทั้งของกองร้อยและวงโยฯเมื่อรุ่นน้องคนสุด ท้ายเดินออกจากสนามศุภฯ ผมถอนหายใจโล่งเฮือกใหญ่ เพราะทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ยกเว้นแต่เสียงฟลุทของไอ้ง่อยที่แหวผิดคีย์ 2 ครั้ง น่ากระทืบนัก “เฮ้ออออ” “วันนี้ เสร็จแล้วสิ” ปุณณ์ถามพลางเปลี่ยนหน้าจอเป็นกลับไปที่แสตนเชียร์เหมือนเดิม แต่ผมตอบไม่ถูก เพราะจะว่าเสร็จแล้วก็เสร็จ แต่จะว่ายังไม่เสร็จ มันก็ไม่ยังเสร็จ “มีติดค้างไอ้เอิ้นอยู่อีกนิดหน่อยว่ะ” “เออ ที่มันพูดในวอคืออะไรวะ” พอได้โอกาสปุณณ์รีบถามผมทันที ผมบิดขี้เกียจใส่มัน “ก็ที่มันช่วยค่ากลองให้ชมรมกูไง มันเลยขอกูให้แบ่งนํ้าวงโยฯไปช่วยมันหน้าแสตนหน่อย เพราะแม่งบ่นว่าไม่มีใครคอยให้นํ้ามันเลย” ผมพูดจบแล้วทำท่าจะลุกขึ้นไปทำอย่างที่บอก แต่ปุณณ์กลับดึงผมไว้ให้ลงมานั่งต่อ “งั้นก็ไม่

ต้องไปแล้ว” “ทำไมวะ???” ผม ขมวดคิ้วมองหน้าปุณณ์ที่ยิ้มกับจอคอมพิวเตอร์เมื่อแสตนเชียร์แปรอักษรเป็นคำ กวนตีน ๆ หราอยู่หน้าจอ แต่ผมคิดว่า หน้าตาไอ้ปุณณ์ตอนนี้กวนตีนกว่า “ก็กู.. คืนเงินให้เอิ้นไปแล้ว แท็คเหล็กด้วย” มันตอบเร็ว ๆ พลางยกวอขึ้นมาคุยต่อ “มอนิเตอร์เรียกเชียร์ครับ s-30 ผิด ช่วยดูด้วย” “เห้ย! มึงพูดไม่เคลียร์!!!” ผมดึงแขนเสื้อมันไปมาจนมันกดคีย์บอร์ดไม่ได้ “กูพูดเคลียร์แล้วววว” แต่ปุณณ์ยังเถียงผมพลางหัวเราะแล้วยื้อแขนไปกดเปลี่ยนมุมกล้องต่อ “อะไรของมึงวะ คืนเงินแล้ว? โรงเรียนออกเงินให้ชมรมกูแล้วเหรอ?” “ยัง” “แล้วมึงคืนเงินมันได้ยังไง” “ไม่บอก…… มอนิเตอร์เรียกเชียร์ครับ e-14 ครับ” มันเฉไฉไปเรื่อย ไอ้กวนประสาทนี่…….. ผมย่นจมูกใส่มัน (ทั้งที่มันไม่ได้มอง) แล้วยกตูดจะลุกขึ้นต่อทันที “แต่ยังไงก็ต้องไปว่ะ กูสัญญาไว้แล้ว” รอบที่สองที่มันดึงผมให้นั่งลง ทีงี้ล่ะเร็วนะมึง “มึงคุมมอนิเตอร์เป็นใช่ปะ” ปุณณ์ถามผมอย่างนั้น ผมพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยเก็ทอะไร “อยาก ใส่ชุดหมีใช่ปะ” แต่พอถึงตรงนี้ผมชักไม่ค่อยแน่ใจว่าควรพยักหน้าดีหรือเปล่า แม้ในใจจะโคตรรรรรรรรรร อยากก็เหอะ.. ผมขมวดคิ้วมองมันตาเขม็ง “ไม่ต้องทำหน้างง รู้ว่าอยาก ตามมานี่… เติ้ล ผมฝากหน่อยนะ เดี๋ยวมา” มันว่าพลางลุกขึ้นยืนแล้วดึงผมให้ตามไปด้วย อะไรของแม่งวะ!!!!!!!!!!??

*** เรา สองคนมาหยุดตรงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าหลีด ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครเลยยย เพราะหลีดพากันออกไปแสตนบายตรงหน้าประตูหมด ผมยืนขมวดคิ้วงง ๆ มองมันที่รูดซิปชุดหมีตํ่าลงเรื่อย ๆ “เฮ้ย ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!! มึงทำไรวะ!!!!!!!!!!!” จะปลํ้ากูตรงนี้กูไม่เอานะเว่ย!!!! พื้นมันแข็ง.. เอ๊ย! กูไม่ยอม!! มัน ไม่สนใจคำโวยวายของผม แต่ยังคงหน้าด้านถอดชุดหมีออกเรื่อย ๆ ขณะที่ผมต้องหลับตาปี๋ เพราะไม่อยากเห็นภาพอุจาด หูยังได้ยินเสียงสวบสาบ ๆ ดังจากมันไม่หยุด ไม่ นานนักก็รู้สึกว่ามีอะไรถูกโยนมาที่ไหล่… ผมลืมตาขึ้นข้างหนึ่งเผยให้เห็นไอ้ปุณณ์อยู่ในเสื้อยืดสีขาว กางเกงบ๊อกเซอร์ มันยิ้มพลางส่ายหัวเหมือนจะขำผม “แลกกัน เอาที่โน่ใส่มา” โห…….. มึงพูดง่ายยยยยย มึงใส่ชุดหมีก็ต้องมีเสื้อกับกางเกงข้างในนี่!! แต่กูน่ะ เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ที่เหลือมีแต่เนื้อหนังมังสาล้วน ๆ !!! “ไอ้สัด ไม่เอา กูไม่อยากใส่แล้ว” “แต่กูถอดแล้ว เร็ว ๆ ฝากงานไว้ที่เติ้ลนานไม่ดี” ผมลังเลชั่วครู่ก่อนจะชี้มือบอกมัน “งั้นมึงหันไป!” แล้วคำนี้มันตลกตรงไหนวะ มันถึงได้ขำแตกงั้นเนี่ย!! “อายอะไรวะ… ก็……… ผู้ชายเหมือนกัน” ผมว่าก่อนมันจะพูดว่า “ก็ผู้ชายเหมือนกัน” มันต้องคิดอย่างอื่นก่อนแน่ ๆ ไอ้สัดเอ๊ย!! แน่นอนว่าถึงผมจะยอมคนง่าย แต่คราวนี้อย่าหวัง! ผมยังไม่ลดมือที่ชี้อยู่ให้มันหันไป มัน ขำพลางบอกผมว่า “มึงจะถอดหมดรึไง ถอดแต่กางเกงยีนส์เอามาให้กูใส่ก็พอ เสื้อกูมีของกู

ส่วนเสื้อมึงใช้รองในชุดหมี ไม่งั้นมึงคันนะเว่ย!” เออว่ะ……… ทำไมผมโง่งี้วะ.. ผมมองชุดหมีงง ๆ แล้วก็ตัดสินใจถอดกางเกงยีนส์ออก (ยังมีบ๊อกเซอร์เหลือครับ) ก่อนจะโยนให้มัน แล้วเราก็ต่างคนต่างใส่เสื้อผ้าที่ไม่ใช่ของตัวเอง ผมมองชุดหมีสีกากีอ่อน ๆ นี่อย่างปลาบปลื้มใจ ถึงแม้บนหน้าอกจะไม่ได้ปักคำว่า swasdikarn อย่างที่เคยใฝ่ฝันไว้ แต่ techque นี่มันก็เท่ห์น้อยอยู่ที่ไหน “กูไม่ถอดคืนนะ!” ผมขู่มัน “เออ หน้าด้านใส่กลับบ้านก็เอาเลย” ไอ้ปุณณ์ว่างั้นก่อนจะเดินนำผมออกไปจากห้องแต่งตัวหลีด ผม เดินกลับไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ ก่อนจะยิ้มให้เหน่งที่ทำหน้ามึนนิดหน่อย เพราะคนที่เดินไปเป็นไอ้ปุณณ์แต่ดันกลับมาเป็นผม แหะ ๆๆ.. แหม ผมทำเป็นจริง ๆ นะ คุมมอนิเตอร์เนี่ย เชื่อมือผมสิ ผม สะบัดคอนิดหน่อยไล่ความเมื่อย ก่อนจะหยิบเอาเฮดโฟนที่วางบนพื้นอยู่ข้าง ๆ มาครอบหัวแล้วกดดูภาพหน้าแสตนทันที ตรงนั้นผมเห็นเอิ้นยืนบอกคิวน้องอยู่ และ……… นั่นไง… ไอ้ปุณณ์เดินถือนํ้าออกไปแล้ว ผม หลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่เมื่อเห็นสีหน้าช็อคสนิทของไอ้เอิ้นที่ เจอปุณณ์กับนํ้าในมือเข้าไป แทนที่จะเป็นผม มันรีบวอมาโวยในช่อง 11 ที่ผมฟังอยู่ทันทีว่าผมหลอกมัน พร้อมเสียงหัวเราะฮ่า ๆ ของไอ้ปุณณ์เป็นแบ็คกราวด์ เออ ผมก็ขำหวะ (ฮ่า ๆ) แต่หัวเราะไม่ได้ เดี๋ยวโดนด่า เลยได้แต่ขอโทษขอโพยมันไปแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก เพราะต้องคอยดูแลภาพบนแสตนคู่กับฝ่ายดีไซน์มากกว่า เวลา ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเกมการแข่งขันบนสนาม และบรรยากาศการแปรอักษรบนแสตน มีเสียงเฮเป็นระยะ ๆ เพราะลูกบอลเฉียดประตูไปหลายรอบ อีกทั้งเสียงเฮจากอัฒจรรย์ เพราะพวกมันแปรอักษรโต้ตอบกับโรงเรียนฝ่ายตรงข้ามอย่างเมามันส์ ไหนจะรุ่นพี่ศิษย์เก่าอีกที่โวยวายไม่แพ้ศิษย์ปัจจุบัน ทำเอาผมที่เฝ้าจอมอนิเตอร์อยู่ (เห็นทุกเหตุการณ์) พลอยคึกคักไปด้วย หน้า ที่ของปุณณ์ที่ผมสวมรอยมาทำต้องเฝ้าทั้งหน้าจอมอนิเตอร์ และดูแลอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีปัญหา หลายครั้งก็ต้องเดินไปหน้าแสตนเพื่อคุยกับฝ่ายอื่น ๆ เพราะในวอมีคนคุยกันหลายคนจัด จน

บางครั้งฟังไม่ถนัดว่าใครเป็นใคร สรุปว่าเดินคุยกันเองง่ายกว่า แน่นอนว่าทุกครั้งที่ผมโผล่หัวไปหน้าแสตนไอ้เอิ้นก็จะค้อนกลับมาจนเพื่อน ๆ คนอื่นยังขำ ส่วนไอ้ปุณณ์ก็กวนตีนตลอดโดยการพยายามป้อนข้าวป้อนนํ้าไอ้เอิ้น ดูเหมือนจะเอาใจ แต่ผมว่ามันน่ารำคาญมากกว่า จนกลายเป็นเรื่องโจ๊กหน้าแสตนไป (ฮ่า ๆ) ผมขำกับบรรยากาศการทำงานหนักที่ดูสบาย ๆ ของพวกเรา เพราะถึงแม้จะเหนื่อยแต่แค่มีเพื่อน ๆ ร่วมมือร่วมใจกันเยอะแบบนี้ ไอ้ความรู้สึกฮึกเหิมอยากจะสามัคคีกันทำงานก็เลยมีมากกว่า ปุณณ์ ยังคงอาสาเป็นคนดูแลส่วนตัวให้เอิ้นอยู่ตลอดงาน แต่ก็เจียดเวลาเข้ามาดูผมเป็นระยะเช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่มันเข้ามามักจะมีนํ้า ขนม ที่บางครั้งผมคิดว่ามันคงบังคับใครซักคนให้เดินไปซื้อจากสยามมาให้ เพราะขนมปัง bread papa’s ร้านอร่อยในพาราก้อนนี่ไม่น่าจะมีแจกบนแสตน (ถ้ามีไอ้เอิ้นก็จะลงทุนเกินไปและ)… ผมส่ายหัวในความแอ๊บแบ๊วของมัน เพราะถามกี่ครั้งมันก็ปฏิเสธตลอด บอกแต่ว่าของบนแสตนนั่นแหละ สงสัยคิดว่าผมโง่นักรึไง แต่ก็เอาเหอะ ขี้เกียจเถียง ขนมปังอร่อยดี นอก จากเอานํ้าเอาขนมมาให้แล้ว ปุณณ์ก็ยังขยันถามอย่างสมํ่าเสมออีกว่าผมเหนื่อยรึเปล่า อยากจะแลกชุดคืนมั้ย แต่ผมก็ขี้เกียจเปลี่ยนเสื้อผ้าซะแล้วว่ะ เลยได้แต่ตอบมันทุกครั้งว่าไม่เป็นไร จนกระทั่งฟ้ามืดเสียงเฮก็ดังลั่นเมื่อนักฟุตบอลทีมโรงเรียนเราซัดประตูนำ ฝ่ายตรงข้ามเข้าไปตุงตาข่าย ก่อนจะป้องกันประตูตัวเองเอาไว้ได้จนในที่สุด ผลคะแนน 1–0 ก็โชว์หราบนสกอร์บอร์ด เป็นหลักฐานแห่งชัยชนะที่พวกเรารอคอยมาแสนนาน! ผม กับเพื่อนทุกคนถอดเฮดโฟนกระโดดดีใจวิ่งโห่ร้องกอดกันชุลมุนภายในส่วนเตรียม งานใต้แสตน ก่อนจะเฮโลขึ้นไปบนสนามเพื่อแหกปากร้องทั้งเพลงเชียร์ เพลงโรงเรียน และกอดคอกันบูมให้เสียงดังก้องทั่วทั้งสนามกีฬา เป็นความเต็มตื้นที่ผมอธิบายได้ยากมาก เพราะความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่มีหายเป็นปลิดทิ้งเพียงแค่ได้เห็นความสำเร็จ ของพวกเรา ผมเห็นเพื่อนทุกคนที่อยู่หน้าแสตนเปื้อนคราบนํ้าตากันถ้วนหน้า แม้แต่ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ ก็ยังมีรอยรื้นของคราบนํ้าตาปรากฏอยู่ มาสเตอร์ บรรชายกป้ายสั่งบูมชูขึ้นสูงให้พวกเราทุกคนกอดคอกันแล้วประสานเสียงบูมดัง ลั่น…. ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่มีวันลืมวันนี้เลยจริง ๆ …

หลัง จากจบเกมแล้ว นักเรียนทุกโรงเรียนยังคงใช้เวลาอยู่กับเพื่อนตัวเองภายในสนามกีฬาอีกระยะ เพื่อแสดงความยินดีกับที่งานทุกส่วนผ่านราบรื่นไปได้ด้วยดี (แถมโรงเรียนเรายังได้แชมป์อีกต่างหาก) ซึ่งอันที่จริงแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาแพ้หรือชนะ ช่วงเวลาที่ผมชอบมากที่สุดก็คือช่วงเวลานี้อยู่ดี เพราะเราจะได้เจอเพื่อนต่างโรงเรียนมากมาย อย่างเมื่อกี้ผมเพิ่งแยกมาจากบรรดาเพื่อนที่นั่งอยู่อีกแสตน (มันกางเกงดำครับ อิอิ) หลังจบงานพวกมันรีบวิ่งเข้ามาแสดงความยินดีกับโรงเรียนผม ทำให้เห็นสปิริตความมีนํ้าใจนักกีฬา ที่ไม่ว่าคนไหนจะแพ้หรือชนะ สิ่งที่เราได้รับกลับมาจากงานนี้ก็คือ มิตรภาพ ที่ไม่มีสีกางเกง หรือรั้วโรงเรียนไหน ๆ มากางกั้น ^___^ ระหว่าง ที่ผมกำลังคุยกับรุ่นพี่ศิษย์เก่าที่ปรี่เข้ามาแสดงความยินดีอยู่ด้วย อีกกลุ่มนั้นเอง (เห๊ย.. ผมไม่ใช่นักบอลว่ะ มาแสดงความยินดีกับผมนักหนาทำไมวะ) เสียงเจื้อยแจ้วที่โคตรคุ้น ก็ดังขึ้นขัดจังหวะสนทนาจากด้านหลังเสียก่อน.. “โน่!!!!!!! ยูหาตั้งนาน!” เฮ้ย!! แบบนี้ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าใครครับ!! ผมเริ่มสงสัยว่ายูริแอบติด GPRS แถวตัวผมรึเปล่า ทำไมคนเยอะขนาดนี้ยังอุตส่าห์หาจนเจอ -_-” “แหม ไอ้โน่.. เดี๋ยวนี้มีแฟนเป็นสาวน่ารักนะมึง เออ ไว้ค่อยเจอกัน เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะเข้าไปโรงเรียน” พี่โมทย์ศิษย์เก่าที่ผมคุยด้วยอยู่ยิ้มล้อ ๆ พลางตัดบทสนทนาทันที แล้วทีนี้ผมจะทำไงได้ล่ะครับ นอกจากต้องฝืนยิ้มให้เขากลับไป แล้วโบกมือลา “ไว้เจอกันครับพี่ ^^;;;” หลังจากที่คล้อยหลังพี่โมทย์ไปแล้ว จึงเป็นคิวของผู้หญิงตัวเล็กข้าง ๆ ผมบ้าง “ยูริตามหาผมมีอะไรรึป่าว” “มีสิ.. แต่ยูเพิ่งรู้ว่าโน่เป็นสต๊าฟแสตนด้วย!” ก็กะแล้วว่าต้องถูกทักแบบนี้ เพราะยูริรู้ดีว่าหน้าที่ผมจริง ๆ แล้ว อยู่กับวงโยฯ (ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์) ไม่ใช่เจ้าหน้าที่แสตน ใส่ชุดหมีรุงรังอย่างที่เห็นนี้แน่นอน.. แต่ถึงผมจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าต้องโดนถาม ก็ยังอดกระอั่กกระอ่วนแปลก ๆ ไม่ได้ ที่จะต้องบอกยูริว่านี่… “ของปุณณ์น่ะ แลกกัน” สิ้นคำตอบผม ก็ได้เห็นรอยยิ้มกว้างของยูริที่เล่นเอาเสียวสันหลังประหลาด ๆ ทันที

ผมพูดอะไรผิดรึเปล่าวะ!?!? เธอ คลี่ยิ้มน่ารักอยู่แป๊บนึงก่อนจะเอื้อมมือมาเกาะแขนผมแจ “ออกไปกินข้าวกันนะ” เอาล่ะเหวย………….. ผมเหลือบมองใบหน้าขาว ๆ ขี้อ้อนนั่นพร้อมกับรู้สึกหนักอกหนักใจขึ้นมาทันที เอาไงดีวะ… ผมมองหน้ายูริขณะที่หูได้ยินเสียงเพื่อน ๆ คนอื่นเริ่มนัดแผนการณ์ฉลองคืนนี้ผ่านวอเช่นเดียวกัน..

24th CHAOS ใน ที่สุดก็ถ่อมาถึงนี่จนได้……….. ผมนั่งแหมะหันรีหันขวางภายในร้านอาหารตกแต่งสไตล์เก๋ ที่ตั้งอยู่แถวเอกมัยบ้านผมเอง เคยได้ยินยูริบ่นอยากมากินหลายรอบแล้วแต่ก็ไม่เคยมาซักที (เพราะร้านมันเปิดแต่ตอนดึก ๆ นี่ครับ) ครั้งนี้คงสมใจอยาก เพราะยูริเป็นคนเลือกร้านอาหารเอง จัดการอะไรเองเสร็จสรรพ แต่ผมน่ะงง… ไม่ใช่เพราะงงว่าที่ไหน (ก็มันแถวบ้านผม) แต่งงว่า ตกลงผมละเมอตามยูริมาถึงนี่ได้ยังไง..? ผม ขมวดคิ้วมองไปรอบ ๆ ร้านที่ตกแต่งอย่างทันสมัยด้วยตู้ปลามากมายเข้ากันกับทั้งคอนเซปต์และชื่อ ร้านที่ต้องการให้เป็นตู้ปลาขนาดใหญ่ ที่นี่มีชื่อมากในเรื่องสไตล์การจัดแต่งร้านและรสชาติอาหารครับ ผมเคยมากินกับเพื่อน ๆ หลายที (เวลามีตังค์) หรือบางครั้งอาป๊าก็พามาเองบ้าง แต่วันนี้นอกจากปลาตัวเบ้อเริ่มที่ว่ายวนอยู่รอบร้านแล้ว ข้าง ๆ ผมยังมียูริ และ……………. ไอ้ปุณณ์กับเอมที่นั่งอยู่อีกฝั่งโต๊ะ -_-” “ดีใจจังที่ปุณณ์กับโน่สนิทกัน รู้งี้ชวนไปเที่ยวกัน 4 คนนานแล้วเนอะเอม~” เสียงเจื้อยแจ้วของยูริยังคงดังข้าง ๆ ผม ก่อนจะตามมาด้วยรอยยิ้มสวยจากเอมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ผมฟังคำนั้นแล้วโคตรอึดอัด… ไม่รู้ปุณณ์ฟังแบบนี้แล้วจะรู้สึกยังไง แต่สำหรับผมน่ะ กระอั่กกระอ่วนพิลึกว่ะ ถึง ตรงนี้หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่าไปทำอีท่าไหนผมดันมาโผล่ที่นี่กับยูริ เอม แล้วก็ปุณณ์ได้… คืออันที่จริงผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ แค่ถูกยูริอ้อนซะจนไม่รู้จะบอกปัดยังไง สุดท้ายเลยลงเอยแบบเดิมตรงที่เธอคิดเองเออเองว่า ผมไปด้วยแน่นอน (เฮ้ย!?) แล้วเรื่องก็จบแบบเดิม ๆ คือ.. ผมกลายเป็นเหยื่อความคิดไปเองของยูริทู้กกกกกทีสิน่า!! ตอน แรกแค่นึกว่าเราจะมากินกันสองคน แบบสบาย ๆ แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านเฉย ๆ แต่ที่ไหนได้วะ ผมคิดผิด.. เพราะพอยูริตกลงกับตัวเองเสร็จว่าผมจะไปด้วย (หมายความว่าไงวะนั่น) เธอก็โทรหาเอมทันที เป็นอันว่าชีวิตผมจบเห่… ปุณณ์ไปด้วยแน่นอน เมื่อ กลายเป็นเหยื่อของผู้หญิงของตัวเองด้วยกันทั้งคู่.. เราสองคนก็ได้แต่ปลงในชะตาชีวิต เดินกลับไปทำพิธีเปลี่ยนเสื้อผ้ากันที่ห้องเปลี่ยนชุดหลีดห้องเดิม แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะจากหลังเลิก

งานคนก็ทะลักทะลายมาก กว่าพวกผมจะทำใจถอดกางเกงได้แต่ละที พลพรรคแก็งค์นางฟ้าเล่นกรี๊ดกร๊าดซะจนห้องแทบแตก ทำเอาคนจะถอดเสียเซลฟ์ไปหลายนาที นึกว่าตูคงไม่รอดออกมาซะแล้ว (โดยเฉพาะไอ้ปุณณ์) -_-” แถม ไอ้ปุณณ์ยังกวนตีนชิบหายอีก เพราะตอนแรกผมงงว่ามันจะใส่ชุดหมีไปกินข้าวรึไง (ก็ผมจะเอากางเกงยีนส์คืน) แต่ปรากฏว่าไม่…………. เพราะจริง ๆ แล้วมันก็เอากางเกงยีนส์มาเหมือนกัน ไอ้สัด!!!!!!!! แล้วใส่กางเกงยีนส์กูอยู่ได้ทั้งวัน โคตรเหม็นเหงื่อชิบหาย ไอ้ห่า……….. กวนตีนนัก แต่ไม่เป็นไรครับ คนอ่านไม่ต้องกลัวว่าโน่จะเสียเปรียบ เพราะผมดึงกางเกงยีนส์มันมากระทืบ ๆๆ ซํ้า แก้แค้นเรียบร้อยแล้ว ก๊าก ๆๆๆ โอ เค.. ตัดกลับมาที่ห้องส่ง ผมแค่นั่งเหม่อแป๊บเดียว สองสาวก็จัดการสั่งอาหารกันเรียบร้อยเสร็จสรรพ โดยที่ทั้งปุณณ์และผมไม่ต้องเสียเวลาอ้าปากออกความคิดเห็นอะไรเลย.. ดีเหมือนกันครับ เพราะพวกผมมันลิ้นจระเข้ ให้กินอะไรก็กินได้ทั้งนั้น ขอแค่เป็นของที่มนุษย์เขากินกัน “ยู สั่งขาหมูเยอรมันนํ้าตกของโปรดโน่มาให้ด้วยแหละ” ยูริหันมาพูดกับผมยิ้ม ๆ ซึ่งผมก็ยิ้มกลับไปแบบ งง ๆ……. เอ.. ผมเคยชอบด้วยเหรอวะ? “ขอบคุณครับ” แต่ก็เอาเหอะ.. ชอบก็ชอบ..-_-”.. ไม่ได้ถึงกับไม่ชอบอะไรนี่หว่า.. แหะ ๆๆ “แหม… เอมก็สั่งไก่ทอดฟาโรห์ของโปรดปุณณ์ให้เหมือนกันนะ รู้ใจรึเปล่า?” นั่น…. จะขยันทำคะแนนไปไหนกันครับสาว ๆ!! แค่นี้พวกผมก็แข่งกันยิ้มแหะ ๆๆ จะแย่อยู่แล้วว ผมเหล่มองไอ้ปุณณ์ที่ยิ้มแหะ ๆ (ท่าเดียวกะผมเดี๊ยะ) ก่อนมันจะเหลือบตามองผมนิดหน่อยแล้วตอบเอมว่า “ครับ.. ขอบคุณมาก” เล่น เอาผมขมวดคิ้วเป็นเงื่อนพิรอดทันที.. มึงจะทำท่ากระมิดกระเมี้ยนทำไมวะะ กูไม่เกี่ยวซักหน่อย.. ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่นั่นเอง (ว่ามันจะต้องสนใจผมทำไม) ก็มีอาหารจานแรกซึ่งเป็นรวม

appetizer ต่าง ๆ ถูกบริกรพามาเสิร์ฟตรงหน้าเรียกความสนใจไปจากผมเสียก่อน น่ากินนนนนนนนนนน จนลืมเรื่องอื่นเลยแหะ! “อัน นี้ให้โน่ ๆๆ” ยูริรีบยกช้อนส้อมขึ้นตักขาหมูเยอรมันในนั้นให้ผมทันที ขณะที่เอมไม่ยอมแพ้ เธอยกมือตักแซลม่อนแช่นํ้าปลาให้ปุณณ์เป็นการใหญ่… เฮ้ย! แต่ผมก็อยากกินแซลม่อนแช่นํ้าปลานะะะ! แน่ นอนว่าผมต้องยับยั้งความตะกละของตัวเองเอาไว้ เนื่องจากติดภาระกิจต้องปฏิบัติตนเป็นสุภาพบุรุษที่ดีก่อน “อะครับ…” แต่แค่ผมตักปลาหมึกวงทอดให้ยูริแค่นี้ เธอเล่นดีใจซะจนออกนอกหน้า รีบยกขึ้นมาอวดเอมเป็นการใหญ่ ^^”… เอาเข้าไปครับ ผู้หญิงสองคนนี้ ผมหลุดหัวเราะขำออกมาเบา ๆ เอม หน้างํ้าลงไปเล็กน้อยเมื่อปุณณ์ยังคงง่วนกับการรินนํ้าเติมให้แก้วทุกคนอยู่ เลยไม่ทันสนใจตักของกินให้เอม ผมแอบเห็นมือเล็ก ๆ ของเธอกระตุกชายเสื้อยืดปุณณ์เป็นการใหญ่ “ปุณณ์อะ… ไม่ตักให้เอมบ้างเลย” เอาแล้วไงเมิง หึหึ.. ปุณณ์ หันมาทำหน้าเหวอไปกับคำนั้นทำเอาผมขำนิดหน่อย ก่อนที่จะเห็นมันรีบเอื้อมมือตักชีสทอดให้เอม “นี่ไงครับ ปุณณ์มัวแต่รินนํ้าให้อยู่ ขอโทษนะ” แต่สาวเจ้าไม่เห็นมีท่าทีจะดีใจขึ้นเลยแหะ? ผม ขมวดคิ้วอย่างสงสัยในท่าทางงอนหนักกว่าเก่าของแฟนเพื่อนตรงหน้า แต่ดูไอ้ปุณณ์จะไม่ทันสังเกต เพราะหลังจากนั้น มันก็เสือกตักแซลม่อนแช่นํ้าปลาในจานมันแบ่งมาให้ผมแทนซะงั้น “อะมึง.. ขอขาหมูเยอรมันกูมั่งดิ แลกกัน” อ้าวไอ้นี่… ขี้โมเมอีกคนละ “ตลก ใครตกลงกะมึงวะ แต่ขอบใจนะสำหรับแซลม่อน กูอยากพอดี” ผมว่าพลางจิ้มเนื้อแซลม่อนเข้าปากแล้วกั๊กขาหมูไว้ไม่ให้ไอ้ปุณณ์ขโมยได้ แว่วเสียงมันร้องโอดครวญยกใหญ่ หึหึ ไอ้ปัญญาอ่อน.. “ถ้าแดกคนเดียว ขาหมูเยอรมันมึงจะยกพวกตีกันกับแซลม่อนกูในหลอดอาหาร แล้วบึ้ม!!!…” “กลาย เป็นโกโก้ครั้นรึไง.. มึงบ้าป่าวววววววววววววววววว หลอดอาหารกูไม่ใช่ทุ่งข้าวสาลี อยากแดกขนาดนั้นเอาไปเลยสาดดด” ทุเรศมากครับ ผมโวยใส่มุขควายของไอ้เชี่ยปุณณ์ (ที่ได้ยินทุกเช้าเสาร์อาทิตย์เวลาดูช่องเก้าการ์ตูน) ก่อนจะยอมแบ่งขาหมูเยอรมันให้มันเสี้ยวหนึ่งจากที่ผมมี ทั้งที่มันตักให้แซลม่อนผมมาครึ่ง ๆ เด๊ะ ๆ.. ฮ่า ๆ ผมไม่ใช่คนเอาเปรียบใช่ปะคับ

ใน ที่สุดระหว่างผมกับมันก็กลายเป็นสงครามแย่งของกินย่อย ๆ ไป ช้อนส้อมเราปัดกันมั่วไปมาบนจานข้าวผมบ้างจานข้าวมันบ้าง จนโต๊ะนี้มีแต่เสียงเด็กผู้ชายโวยวายอยู่พักหนึ่งแบบน่าผิดสังเกต? ไอ้ปุณณ์เป็นคนแรกที่รู้สึกได้ก่อนผม มันรีบหยุดสู้แล้วหันกลับไปหาเอมทันที “เป็นไรป่าวครับเอม? เงียบเชียว หืม?” พอ ผมเห็นเอมยังคงนั่งหน้าบึ้งอยู่อย่างนั้นแล้วก็ต้องปรับลดดีกรีความซ่าส์ของ ตัวเองลงบ้าง โดยไม่ลืมจะแอบมองหน้ายูริไปด้วย (เผื่อไวรัสงอนจะเป็นโรคติดต่อ) แต่รายนี้เขายังยิ้มสนุกอยู่ว่ะ ท่าทางจะดูผมกับไอ้ปุณณ์ตีกันเพลิน “ปุณณ์ ตักชีสทอดให้เอมทำไม… ปุณณ์จำไม่ได้เหรอว่าเอมไดเอท” เอาแล้วไงครับพี่น้อง เรื่องของครอบครัวเขาเราไม่เกี่ยวว่ะ… ผมคิดได้ดังนั้นก็รีบคว้าแก้วนํ้ามาดื่มทันที ทำทีเป็นไม่ได้ยิน “โธ่… ปุณณ์ขอโทษนะ” แว่วเสียงมันง้องอนกันอยู่พักหนึ่ง พี่บริกรก็เอาอาหารจานอื่น ๆ มาเสิร์ฟ ผมเห็นมือปุณณ์รีบคว้าเอาสลัดจานสีสดใสไปอย่างว่องไว “นี่ไง Rocket Salad ของเอม ปุณณ์จำได้ เห็นมั้ยครับ” เออมันเก่งว่ะ.. ขณะที่ผมยังมึนอยู่เลยว่าอันไหนของยูริ เธอก็คว้าสปาเกตตี้เบค่อนกุ้งของตัวเองไปก่อน เออดี.. รายนี้ก็ไม่ค่อยคิดเล็กคิดน้อยอะไรดี ผมชอบ หลัง จากที่นั่งฟังไอ้สองคนฝั่งตรงข้ามง้องอนกันมาได้พักใหญ่ (พักใหญ่มากจริง ๆ เอมงอนโคตรนาน) ในที่สุดเอมก็พอยิ้มออกบ้างเมื่อปุณณ์คอยตักยำวุ้นเส้นซีฟู้ด และสารพันอาหารอร่อยต่าง ๆ เอาใจเธอไม่ขาด ส่วนผมที่นั่งมองภาพตรงหน้า ยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าเกิดความรู้สึกอะไร ช้อนส้อมที่ถืออยู่มันหนักอึ้ง เสียจนทำได้แค่เขี่ยข้าวในจานไปมา.. “โน่….. โน่………. โน่………………. โน่!!!!!!” ห๊ะ!!!?? สะดุ้งสุดตัวเลยครับเพราะยูริเขย่าผมในตอนท้ายจนตกอกตกใจ เออนี่ผมมัวแต่เหม่อไปไหนวะ ยังถือช้อนส้อมคามืออยู่แท้ ๆ น่าอายจริง… ผมสะบัดหัวตัวเองไล่ความคิดแปลก ๆ นิดหน่อยก่อนจะหันไปมองคนที่เรียกชื่อผมทั้งตัว “วะ ว่าไงครับ??”

“เหม่อจัง… เสียดายขาหมูเหรอ ยูสั่งให้อีกก็ได้” “ไม่ใช่ ๆ อะไรจะขนาดนั้นเล่า” ผมรีบปฏิเสธจนเธอขำคิกคัก ก่อนจะวางช้อนส้อมในมือลงแล้วเอื้อมไปสะกิดเอมบ้าง “นี่ ๆ เอม พูดซักทีสิ ฉันรออยู่นะ” เป็นเพราะอยู่ดี ๆ ยูริก็พูดจาแปลก ๆ แบบนั้น ทำเอาผมกับปุณณ์ต้องมองหน้าสองสาวแบบงง ๆ พร้อมกัน ด้วยตามไม่ทันว่าพวกเธอวางแผนอะไรอยู่ เอมมีท่าทีกระมิดกระเมี้ยนเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสะกิดไหล่ปุณณ์ทั้งที่ปุณณ์เองก็มองเธออยู่แล้ว “มีไรป่าวครับ?” “ปุณณ์ สุดสัปดาห์หน้าว่างไหมคะ” แม้ท่าทางปุณณ์จะงง ๆ แต่ก็หยิบมือถือออกมากดดูตารางแต่โดยดี แน่ นอนว่ายูริไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน “โน่ดูด้วยสิ ๆๆ” เธอคะยั้นคะยอ แต่คนอย่างผมมีเหรอจะเซฟตารางงานไว้ในมือถือ (ใช้ระบบความจำล้วน ๆ ครับ.. ถึงได้ลืมบ่อย) เท่าที่จำได้ก็คงไม่มีอะไรมั้ง? ปุณณ์กดมือถือยุกยิก ๆ อยู่สองสามทีก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาตอบ “ก็ว่างอยู่ครับ อยากไปไหนรึเปล่า?” ด้วยคำตอบนี้ทำเอาเอมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ในขณะที่ยูริเองก็ใช้ไหล่ถองผมไม่หยุดเช่นกัน “โน่ล่ะ ๆ” “ว่างมั้งครับ มีอะไรกันเนี่ย” อมพะนำอยู่ด๊ายย อยากรู้จะแย่แล้วว! ทั้ง ที่ผมเป็นคนออกปากถามอย่างนั้นเอง แต่พอเห็นรอยยิ้มแปลก ๆ ของยูริกับเอมแล้วดันรู้สึกไม่แน่ใจว่าอยากฟังคำตอบอย่างประหลาด… ผมกลืนนํ้าลายเอื้อกเพราะจับพลังได้ว่าสองสาวมองหน้ากันอย่างมีเลศนัยแปลก ๆ แถมยังเลยมามองพวกผมสองคนอย่างมีนัยแฝงไปด้วย….. ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่วะเนี่ย!? “เอม เขาได้ไอ้นั่นมาล่ะ” คนเริ่มพูดก่อนคือยูริ เธอเกริ่นพลางยื่นมือมาตีมือเอมยกใหญ่เหมือนจะให้โชว์ “ไอ้นั่น” ที่เพิ่งพูดถึง… ว่าแต่.. “ไอ้นั่น” มันคืออะไรวะ????? นักเรียนชายเขาคิดลึกกันนะเฮ้ย!!

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้คิดไปถึงไหนต่อไหน บางอย่างสีขาว ๆ ก็ปรากฏตรงหน้าเสียก่อน… มันคือการ์ด gift voucher ครับ ผมพยายามจะเพ่งมองว่ามันคือ gift voucher ของอะไร แต่ยูริคงเห็นหน้าผมยังไม่ฉลาดซักที เธอจึงพูดให้ฟังต่อ “เอมเขาได้ gift voucher มาจาก serenade น่ะ เป็นที่พักของรีสอร์ทในหัวหิน ได้มาตั้งสองห้องแน่ะ ไปกันนะ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ถึงตอนนี้แขนผมแปรสภาพเป็นต้นไผ่ที่มีหมีโคอาล่าเกาะแจไปแล้ว เอา ไงดีวะเนี่ย.. เมื่อเงยหน้ามาก็พบกับไอ้ปุณณ์กำลังมองหน้าผมแปลก ๆ ซึ่งคงเป็นแบบเดียวกันกับที่ผมมองมัน เพราะผมเองก็รู้สึกแปลก ๆ… ที่จะต้องไปไหนมาไหนกัน… สี่คนอย่างนี้ “ตกลงว่าไงอะโน่….. ไปนะ!!!” เอาแล้วไงครับ โรคคิดเองเออเองของยูริ บวกกับรอยยิ้มหวานบาดใจจากเอม “ปุณณ์ไปนะคะ” แล้วผู้ชายหน้าไหนจะปฏิเสธสองคนนี้ลงล่ะครับ! *** หลัง จากที่ท้องอิ่มแปล้ (จะแข่งกันเอาใจแฟนไปไหน ผู้หญิงสมัยนี้) จนเช็คบิลค่าเสียหายไปเป็นเลขสี่หลักกว่า ๆ ก็ถึงเวลาที่พวกผมต้องเดินไปส่งเธอ ๆ ขึ้นรถแท็กซี่กัน โดยไม่ลืมจะเลือกคันสีฟ้า เพราะมี GPS ติดอยู่ (เห็นมันโฆษณาว่างั้น) และถ่ายรูปทะเบียนรถเก็บไว้ในมือถือเสร็จสรรพ (ปลอดภัยไว้ก่อนครับ ดึกแล้ว) ถ้าจะถามว่าทำไมไม่ไปส่งน่ะเหรอ………………… ก็เพราะพวกผมยังมีภาระกิจต่อน่ะสิ ‘อูโว่ อูโว๊ะ โอ๊ะ ก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น น่ารัก.. ก็เลยเข้าไปทำความรู้จัก’ ไอ โฟนผมแหกปากร้องเพลงดังลั่น (เพิ่งเปลี่ยนริงโทนตอนทำงานบอลครับ น้องแพงบลูทูธให้) หลังจากรถแท็กซี่สีฟ้าคล้อยหลังไปได้ไม่เกินครึ่งวิ ผมลุกลี้ลุกลนควักมันออกมา มองแค่หน้าจอปราดเดียว

ก็รู้ว่าหน้าเหี้ย ๆ อย่างนี้ ไอ้โอมแน่นอน “อาราย…” “แยกกะแม่มึงยังวะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” หูยยยยยย….!!!! จะตะโกนเสียงดังไปเพื่อใครวะ!! ผมสะดุ้งจนไอ้ปุณณ์ยังขำ (อายเค้ามั้ยมึง) แน่นอนว่าอย่าหวังจะได้คำตอบ ขอกูด่าก่อนเหอะ “มึงตะโกนหาผู้ว่ากทม.เหรอ!!!!!!!!! อยู่ไหนวะ เสียงดังสาดด!!” “อยู่ร้านแล้วสิวะ!!!!!! เขามากันครบหมดทั้งองค์ประชุม เหลือแต่มึงกับพ่อมึงอะ!!!!!!!!!!” แล้วไอ้ห่านี่นี่มันยังไง… จะให้กูมีทั้งแม่ทั้งพ่อ “เออ ๆ กูกับพ่อกูกำลังจะไป!! เพิ่งแยกกะแม่ มึงรอขัดรองเท้าให้กูที่หน้าร้านได้เลย ไม่เกินยี่สิบนาที ไปละ!” ผมรีบคุยรีบวางทันทีเพราะเสียงมันค่อนข้างดังมาก ทั้งดนตรี (ไม่ได้ไปผับหรอกครับ แต่ร้านอาหารที่มันนัดเลี้ยงกันมีดนตรีสดเล่นด้วย) แล้วยังเพื่อนโวยวายกัน… นี่เดาจากแค่เสียงก็รู้ว่าแม่งต้องยกกันไปถล่มร้านเขาชัวร์ ล้านเปอร์เซ็นต์ “ตกลงร้านไหนวะ” ปุณณ์ถามผมพลางโบกแท็กซี่ให้จอดแล้ว ผมเปิดประตูรถเข้าไปแล้วบอกพี่คนขับทันทีว่า “สวนลุมครับ” ใช้ เวลาไม่นานในการบึ่งมาถึงร้านที่เพื่อน ๆ นัดหมาย.. ซึ่งจริง ๆ ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่าร้านไหนเพราะมันชอบมาชิวกันที่นี่บ่อย ๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมเหมือนกัน รู้แต่ว่ามีเพื่อนที่ไหน ผมก็ว่าดีทั้งนั้นนั่นแหละ ผม กับปุณณ์ลงจากรถก่อนจะเดินมาด้วยกันจนถึงโซนที่พวกมันนั่งอยู่ ได้ยินเสียงเฮรับอย่างกะหมาเวลามันหอนรับกันเป็นทอด ๆ (อายเชี่ย) แล้ว.. อื้อหืออออ………. แม่งยกกันมาหมดทั้งโรงเรียนเลยปะวะะะ โซนนี้ผมเห็นแต่เพื่อนตัวเองหมดเลยครับ สี่สิบห้าสิบคนได้ “คู่รักใหม่ว่ะ!!!!!! ฮิ้ว ๆๆๆๆๆๆๆ” ไอ้เชี่ยโอมร้องเย้ว ๆ เหมือนคนเมา (ก็คงจะเมา) เรียกให้เพื่อนคนอื่นเฮตามจนผมล่ะอยากจะกุบขมับแล้วเดินกลับบ้านให้รู้แล้ว รู้รอด แต่ปุณณ์แค่ทำท่ายิ้ม ๆ ก่อนจะดึงผม

ไปโอบไหล่ เล่นเชี่ยอะไร!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! สวนลุมจะแตกก็เพราะเสียงพวกแม่งโห่ฮากันนี่ล่ะครับ -_-” “เฮ้ย! ปุณณ์! มึงก็เล่นไปได้ โน่มานั่งนี่เร็ว ๆๆๆๆ” ขอบคุณพระเจ้า…. เสียงสวรรค์ที่ส่งมาช่วยชีวิตผมคือไอ้เอิ้น มันตะโกนชวนผมไปนั่งใกล้ ๆ ขณะที่ปุณณ์เองก็มีเพื่อนอีกกลุ่มนึงเรียกให้ไปนั่งอีกฝั่ง ผมแหมะลงบนเก้าอี้ที่พวกมันเว้นว่างไว้เผื่อ ตรงนี้มีบรรดาม.5 สุมกันอยู่หลายคน ทั้งพวกช่วยงานบอล หลีด กองร้อย พาเหรด สแตน วงโยฯ หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ยังมาโมเมฉลองด้วย ซึ่งไม่มีคิดมากอยู่แล้วครับ ยังไงเราก็เพื่อนกัน ^___^ แต่ที่เซอร์ไพร์สสุด ๆ เห็นทีจะเป็น… ไอ้กอล์ฟ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ไอ้กอล์ฟ!! มันมาด้วยครับ!!!!!!!!!!!!!!! กอล์ฟ เป็นเพื่อนสนิทผมคนหนึ่ง (ซึ่งก็เคยอยู่วงนะ แต่อยู่แป๊บ ๆ ก็ขี้เกียจซ้อม ลาออก ไอ้ห่านี่…) มันเป็นคนดีใช้ได้ รักสนุก รักเพื่อนฝูง (เพื่อน ๆ ก็รักมันครับ) เฮไหนเฮนั่น เสียแต่ดันเป็นคนใจร้อน มุทะลุ แล้วก็ไม่ค่อยรอบคอบไปหน่อย บวกกับหน้าตามันกวนตีนด้วย เลยโดนรุ่นพี่กับพวกโรงเรียนอื่นเขม่นบ่อย ๆ จนชกต่อยกันประจำ (ลากเอาผมไปซวยด้วยก็หลายครั้งอยู่) แต่ล่าสุดไอ้คนที่มันมีเรื่องเสือกเป็นหลาน ๆ ของอธิการโรงเรียน กอล์ฟมันเลยซวย ถูกไล่ออกไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง (ตอนนั้นพวกผมเกลียดอธิการแทบแย่… ตอนนี้ผมก็ยังเกลียดอยู่เหมือนกัน) แต่ ถึงอย่างนั้น เราก็ยังติดต่อกันประจำครับ บางทีก็นัดไปเที่ยวบ้าง หรือมันแวะมาหาผมที่บ้านบ้าง โทรคุยกันก็บ่อย แต่ผ่านมาระยะนึงแล้วที่ผมไม่ค่อยได้เจอมันเลย (ตั้งแต่ช่วงเตรียมงานบอลยุ่ง ๆ นี่ล่ะ) จนมาวันนี้ถึงได้เจอซักที “เป็นไงมาไงวะสาด! หายหัวไปเลยนะมึง!!” ผมตบบ่ามันดังป้าบบ เริ่มต้นทักทายทันที “ก็ ดีว่ะ โรงเรียนใหม่สาวลูกครึ่งน่ารักตรึม กูเปรม” มันได้ทีรีบเกทับพวกผม เออ.. ใช่ซี่…. พวกกูมันเจอแต่ผู้ชายด้วยกันเองจนเอียนกันไปข้างแล้วเนี่ย อิจฉาว่ะ ไอ้กอล์ฟมันย้ายออกไปอยู่นานาชาติแถว

สุขุมวิทครับ “กู อยากได้ลูกครึ่งมั่งว่ะ หาให้กูคนดิ่” หื่นอย่างนี้ไม่ใช่ผมแน่ครับ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไอ้โอม ที่ยื่นหน้ามาซะจนกลิ่นเหล้าตลบอบอวลไปหมดแล้วว “มันก็มีนะเว่ย แต่ผู้หญิงเขาก็เลือกว่ะ” “ไอ้สาดดดดดดดดดด ด่ากู!” เออ… ไอ้กอล์ฟมันพูดความจริงก็หาว่ามันด่าอีก ฮ่า ๆๆ ผมขำหน้าไอ้โอมว่ะ ตอนนี้มันเป็นสีดำ ๆ แดง ๆ แสดงว่าเมาได้ที่ (ไอ้โอมมันเป็นคนผิวคลํ้าแดดครับ ไม่ถึงกับดำแต่ก็แทน ๆ) แต่แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ไอ้โอมที่หื่นอยู่คนเดียว.. เพราะไอ้เวรนี่ก็ไม่ได้แพ้กันเลย.. “เฮ้ย! กูไม่ขอฝรั่ง แต่กูอยากได้ญี่ปุ่นแบบน้องยูริของไอ้โน่อะ หาให้คนดิ่” ไอ้เชี่ยฟิล์ม.. มึงลามปามและ ผมตบหัวมันทันทีปั้กใหญ่ “อู๊ย!!!! ตบทำเชี่ยไรวะ เออ มึงยกน้องยูริให้กูเลยดีกว่า ได้ข่าวว่าไม่อยากได้… แล้วมึงก็เอากะไอ้ปุณณ์ ผัวใหม่มึงไป” ไอ้เชี่ยพวกนี้ ปากหมามันเป็นโรคติดต่อทางลมหายใจหรือเพศสัมพันธ์วะ ทำไมกระทรวงสาธารณสุขไม่ลงมาดูแล ‘อูโว่ อูโว๊ะ โอ๊ะ ก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น น่ารัก.. ก็เลยเข้าไปทำความรู้จัก’ แต่ ยังไม่ทั๊นน….. ที่ผมจะต่อปากต่อคำอะไรกลับ คู่กรณีฝ่ายหญิงของผมดันโทรเข้ามาซะก่อน สงสัยคงอยากรายงานว่าถึงบ้านแล้วมั้ง.. ผมกดรับโทรศัพท์พลางชี้หน้าไอ้ฟิล์มเป็นเชิงฝากไว้ก่อน เห็นมันทำหน้าลิงใส่ผมกลับแล้วอยากกระทืบซักทีจริง ๆ ผม เดินออกจากโต๊ะเลี่ยงมาคุยยังด้านนอกของร้านเพื่อไม่ให้เสียงดังรบกวน ยูริโทรมาบอกผมว่าถึงบ้านแล้วจริง ๆ ก่อนจะกำชับให้ดื่มเหล้าน้อย ๆ อย่าเมา และส่ง sms บอกเธอเมื่อถึงบ้าน… เอาน่า มีคนคอยเป็นห่วงยังดีกว่าไม่มี ผมบอกตัวเองว่าอย่างนั้น ผม ยืนคุยกับยูริอยู่พักนึงก่อนจะสังเกตเห็นว่ากอล์ฟตามมาสมทบอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับมองหน้าผมแบบแปลก ๆ เหมือนมีเรื่องอยากจะคุยด้วยจนผิดสังเกต ความ รู้สึกผมมันบอกว่ากอล์ฟไม่ได้แค่บังเอิญมายืนสูบบุหรี่อยู่ข้าง ๆ แน่ ๆ จึงรีบตัดสินใจวางสายยูริลง “งั้นแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวถึงบ้านจะส่งข้อความไป… ครับ ๆ หวัดดี”

เมื่อ ผมวางสายเสร็จกอล์ฟก็ยื่นบุหรี่มาให้ตัวนึงทันที แต่พอดีผมไม่ใช่คนสูบบุหรี่ว่ะ เพราะกลัวปากไม่ชมพู… ตลกละครับ อย่าเชื่อทุกเรื่องที่ผมพูดได้ปะ.. ผมสูบไม่เป็นต่างหาก แล้วถ้าอาป๊ารู้มีหวังบ่นหูชาาา “ไม่เอาว่ะ มึงมีไรป่าววะกอล์ฟ” ที่แน่ ๆ ผมไม่เคยเห็นมันทำท่าซีเรียสแบบนี้มาก่อน “ช่วงนี้มึงสนิทกับปุณณ์เหรอวะ” โอ่ย……………. เบื่อตอบคำถามนี้จริงโว๊ย!!! เป็นคนอื่นมาถามผมคงด่ากลับไปแล้ว แต่เผอิญไอ้กอล์ฟมันทำหน้าจริงจังชอบกลว่ะ? “ก็ เออ.. นิดหน่อย มึงเป็นไรเนี่ย” ยิ่งเห็นมันทำท่าทีลุกลี้ลุกลนผมยิ่งนึกสงสัย แล้วแม่งไม่บอกซักทีเนี่ยก็ทำให้อยากรู้เข้าไปใหญ่ “มึงมีไร บอกกูมา….” เร็ว ๆ!! “มัน…. ไอ้ปุณณ์น่ะ… ยังคบกับแฟนอยู่ป่าววะ”

25th CHAOS “มัน…. ไอ้ปุณณ์น่ะ… ยังคบกับแฟนอยู่ป่าววะ” ผม งง ๆ กับคำถามนั้นของกอล์ฟเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าอยู่ดี ๆ มันจะถามขึ้นมาทำไม และที่สำคัญ เรื่องแบบนี้ไม่ถามเจ้าตัว แต่ดันมาถามคนเป็นเพื่อนอย่าง ผม? “กับ เอมน่ะเหรอ คบดิ่ เพิ่งไปกินข้าวด้วยกันมาเนี่ย” ผมตอบทั้งที่รู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจขึ้นมาอย่างประหลาด จนต้องบอกตัวเองยํ้า ๆ ซํ้า ๆ ว่า มันคือความถูกต้องที่สุดแล้ว ที่สองคนนี้ยังไม่เลิกกัน.. จมูกผมสูดลมหายใจลึกพลางมองหน้ามึน ๆ ของไอ้กอล์ฟ ที่ดูจะไม่ซึ้งกับรักนิรันดร์ของเพื่อนเอาซะเลยยย เป็นไรของมันวะ “มีไรปะวะ?” แต่ถึงจะถูกถามอย่างนั้น มันก็ยังคงไม่ตอบ ผมมองกอล์ฟที่ส่ายหัวดิก พลางอัดควันบุหรี่เข้าปอดก่อนจะยื่น XDA โอทูมาให้ผม อะไรของมันเนี่ย??? “หืมม? ทำเป็นอวด หมั่นไส้คนรวยเว๊ย!” ผมแกล้งด่า เลยโดนมันบ้องหัวเข้าให้ สงสัยจะผิดประเด็น ^^” “ไอ้ ควาย กูไม่ได้เอามาอวด… มึงเปิดวีดีโอดูดิ่” แม่ง.. แหย่แค่นี้ทำเป็นซีเรียส ผมเหล่มองใบหน้าเครียด ๆ ของมันแล้วก็ยอมคลำโทรศัพท์ไฮโซเปิดดูแต่โดยดี… ว่าแต่ไอ้มือถือแบบนี้มันใช้ยังไง ต้องจิ้มตรงไหนวะเนี้ยยย “เปิดไงวะ!!!!!!!!” ผมโวยวายไปใช้ปากกาจิ้มโน่นจิ้มนี่ไป แต่ไอ้กอล์ฟไม่แม้แต่จะสนใจมองผม (พังแล้วอย่าโทษกูนะมึง) มันเดินเลี่ยงไปสูบบุหรี่อีกที่หนึ่งไม่ไกลจากผมนัก คงกลัวว่าผมจะเหม็นควันบุหรี่ จนในที่สุด ผมที่มึน ๆ ก็คลำหาทางไปยังส่วนของคลังวีดีโอสำเร็จจนได้ ไอ้สาดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด มึงมีคลิปโป๊ตรึม!!! “ห่า… บ้ากามนะมึง ไรท์ให้กูมั่งดิ่ หึหึหึ” ผมตะโกนบอกมันขำ ๆ แต่พอกอล์ฟได้ยินดังนั้นถึงกับรีบปรี่เดินมาหาผมทันที

ใบ หน้าเคร่งเครียดของมันทำผมงง ก่อนจะใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งบังจอโทรศัพท์มือถือไว้ แล้วมองผมนิ่ง “มึงดูนี่………. แล้วบอกกูว่ามึงเห็นอะไร……” กอล์ฟบอกโดยไม่รอให้ผมถามต่อเพราะพอพูดเสร็จมันก็ผละไปสูบบุหรี่ต่อทันที ปล่อยให้คนอย่างโน่งงต่อไป? มีวิธีเดียวที่จะทำให้หายงงได้คือ ต้องเปิดดู ผมกดเล่นคลิปวีดีโอที่มันเลือกไว้ อย่างกระหายใคร่รู้ ในจอนั้นฉายภาพเหมือนเป็น home video อะไรซักอย่าง เพราะเห็นหน้าผู้ชายเต็มจอกำลังตั้งกล้องอยู่ ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียง…… ถึงตรงนี้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย เพราะไม่แน่ใจว่าที่ดูอยู่มันคือคลิปโป๊รึปล่าววะ!!!! แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ -_-”… ในจอมือถือตรงหน้าผมกำลังเล่นคลิปวีดีโอโป๊อย่างโจ๋งครึ่ม ตรงหน้ากล้องตอนนี้เผยร่างชายหญิงเปลือยเปล่าคู่หนึ่งกำลังผวาเข้ากอดจูบกัน บนเตียง (ท่าทางจะเป็นโรมแรม) อย่างนัวเนียไม่มีใครยอมใคร แต่กล้องดันตั้งตํ่าเกินไป ผมเลยมองเห็นหน้าผู้หญิงไม่ถนัด (ส่วนผู้ชายน่ะเห็นตั้งแต่ตอนมันตั้งกล้องละ) แต่ หูยยยย…. ผู้หญิงหุ่นดีน่าฟัดเป็นบ้าเลยว่ะ ขาวจั๊วะ เนียนนนนซะอย่าบอกใคร หน้าอกหน้าใจก็กำลังพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ทำเอาผมเริ่มกลัวใจตัวเองจนไม่ค่อยกล้าดูต่อ เพราะเดี๋ยวคึกคักขึ้นมาแถวนี้จะลำบาก แล้วไอ้เชี่ยกอล์ฟเป็นเชี่ยไรเนี่ยยย!! มันแกล้งผมเล่นรึเปล่าวะ!! ใน ขณะที่ผมกำลังจะหันไปด่าเจ้าของมือถือนั่นเอง ภาพตรงหน้ากลับทำเอาผมพูดไม่ออกซะก่อน… มาถึงตรงนี้ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำ ว่าผมไม่มีทางเกิดอารมณ์กับคลิปวีดีโอนี้เป็นอันขาด ผมเบิกตากว้างเพื่อเพ่งดูให้ชัด ๆ อีกครั้ง เพราะเมื่อชายหญิงคู่นั้นค่อย ๆ ล้มตัวลงบนเตียง ทำให้ผมเห็นหน้าฝ่ายหญิงชัดเจน………. สิ่ง ที่ฟ้องเต็มตาผมคือเครื่องหน้าสวยไร้ที่ติซึ่งคุ้นเคยดี กับดวงตาคมคู่ที่เคยเห็นประจำกำลังหรี่ปรือราวกับเต็มไปด้วยแรงปรารถนาเต็ม ที่ อีกทั้งภาพเคลื่อนไหวในโทรศัพท์ยังฉายให้เห็นจมูกโด่งรั้นและริมฝีปากอิ่มสี แดงจัด ที่ถูกกัดเมื่อเจ้าตัวกำลังถึงจุดหนึ่งของอารมณ์ ผม ไม่เคยเห็นใบหน้าของเธอในเวลาแบบนั้นมาก่อน แต่ทั้งหมดที่เห็นในตอนนี้ ก็มากพอจะปลุกทุกสำนึกในตัวผมให้ร้องบอกตัวเองดังก้องว่า ผู้หญิงคนนี้คือ

เอม แฟนของ ปุณณ์ เพื่อนผมแน่นอน ผม มองดูภาพหน้าจอนั้นด้วยความคิดที่หลากหลาย ยิ่งเห็นทุกการกระทำกำลังดำเนินต่อไปก็ยิ่งรู้สึกว่าทนดูมากกว่านี้ไม่ไหว ผมเลือกที่จะกดหยุดแล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง แม้วีดีโอจะยังคงเหลือความยาวอีกหลายนาทีก็ตามที กอล์ฟ ท่าทางจะเห็นว่าผมรู้ในสิ่งที่มันอยากบอกแล้ว จึงได้เดินมาลูบหัวผมเบา ๆ หลังจากที่ดึงมือถือกลับไป “กูก็ดูไม่จบเหมือนกัน รู้สึกแย่โคตร ๆ ว่ะ” “นี่หมายความว่าไงวะ” ผมถามพลางล้มตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นอย่างหมดแรง ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะต้องพบเจอกับเรื่องแบบนี้ กอล์ฟล้มตัวนั่งยอง ๆ ข้าง ๆ ผม “ผู้ชายในนั้นเพื่อนกูเอง.. มึง… ที่โรงเรียนกูน่ะนะ..” มันเริ่มเกริ่น “เอมดังมาก…. เพื่อนกูนอนกับผู้หญิงคนนี้มาจะครบทุกคนแล้ว” “เป็นไปได้ไง….” “แถมยังไม่ต้องเสียตังซักบาท…” มันว่าต่อพลางพ่นควันบุหรี่ออกมาอีก ผมไม่รู้ว่ากอล์ฟหมายถึงอะไร แต่ไม่ชอบคำ ๆ นี้เอาซะเลย “มึง… เข้าใจอะไรผิดปะ เอมเค้าเสียหายนะเว้ย” “กู… เจอมากับตัวเองแล้วด้วยโน่..” แต่เป็นเพราะคำพูดนี้ ทำให้ผมต้องรีบหันหน้าไปมองมันทันที “มึงเจอไรวะ?” “วันก่อนกูไปเจ็ท เจอเอมอยู่กับกลุ่มเพื่อนกู…” “แล้วไงต่อ”

“พอเริ่มเมาก็เข้ามานัวเนียกูใหญ่ สงสัยไม่รู้มั้งว่ากูเคยอยู่โรงเรียนอะไร ตอนนั้นกูก็คิดว่าหรือเอมจะเลิกกับปุณณ์แล้ว” “…………” “กู หิ้วไปถึงโรมแรมแล้วด้วย แต่ทำไม่ลงว่ะ สวยขนาดไหนก็คนเคย ๆ เห็นกันมา… กูรู้สึกแปลก ๆ เลยทำไม่ลง ของกูไม่แข็งเลยด้วยซํ้า แม่ง.. เปลืองค่าโรมแรมชิบหาย หึหึ” ผมแค่นหัวเราะตามมัน เพราะคำหลังไอ้กอล์ฟคงตั้งใจบ่นกวนตีนไปงั้น ๆ ผมรู้ว่าคนรักเพื่อนอย่างกอล์ฟ ไม่มีทางทำอะไรแบบนี้เด็ดขาด ถึงแม้มันกับปุณณ์จะไม่ได้สนิทอะไรกันมากมายก็ตามเถอะ ผม ไม่รู้จะพูดอะไรต่อเพราะกำลังรู้สึกสับสนไปหมด ทุกอย่างมันฟ้องทั้งภาพ ทั้งเรื่องที่กอล์ฟเล่า แต่ผมก็กลัวเกินกว่าจะยอมปักใจเชื่ออะไร สมองเอาแต่คิดว่าอาจมีบางอย่างผิดพลาด ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ ๆ เพราะผมอยากจะเชื่อว่าอย่างนั้น.. กอล์ฟ ดูท่าทางเข้าใจความสับสนที่ผมกำลังเผชิญอยู่ดี.. มันยื่นมือมาบีบไหล่ผมเบา ๆ “มึงเตือน ๆ ไอ้ปุณณ์หน่อยก็ดีนะ กูว่ามันน่าสงสารว่ะ” “ได้ที่ไหน… กูไม่รู้จะพูดยังไง..” ผมตอบมันพลางบีบมือตัวเองแน่น เห็นใบหน้าไอ้กอล์ฟพยักเพยิดขึ้นลงเป็นเชิงเข้าใจ เราสองคนนั่งเงียบ ๆ กันอีกพักใหญ่ก่อนกอล์ฟจะตบไหล่แล้วชวนผมให้เดินกลับไป…. ตอนนี้ผมรู้สึกมึนไปหมดจริง ๆ *** เมื่อกลับมาถึงโต๊ะ สิ่งที่ผมถามหาอย่างแรกคือเหล้า..

“เฮ้ย! มึงไปเสี้ยมไรไอ้โน่มา ทำไมกลับมากลายเป็นตาแก่ขี้เมางี้วะ!” เสียงเอิ้นตะโกนด่ากอล์ฟดังแว่วเข้ามาในหูผม คงเพราะตั้งแต่กลับมาหลังจากหายไปด้วยกัน แก้วผมก็ยังคงเต็มไปด้วยเหล้าไม่มีขาด.. แล้วใครบอกว่าผมขี้เมาวะ!!! ยังไม่เมาซักหน่อยโว๊ย!!!! แค่รู้สึกว่าโลกเราวันนี้แรงดึงดูดเยอะจัง… ทำไมหัวมันทิ่ม ๆ ตลอดเวลาเลยวะ.. “เอา มาอีกแก้ววว” แต่ถึงเอิ้นจะบ่นเอา ๆ ยังไง ก็ยังมีไอ้โอมที่รู้ใจ มันกุลีกุจอผสมเหล้าแก้วใหม่ให้ผมจนไม่รู้แล้วว่านี่เป็นแก้วที่เท่าไหร่ ท่าทางโอมจะเมาพอดูเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่ามันยิ่งชง เหล้าก็ยิ่งเข้มขึ้นทุกที ๆ ผม ปรือตามองแบล็คขวดใหม่ที่เพื่อน ๆ สั่งเพิ่มมาอีก พลางรู้สึกว่าภาพเบลอเล็กน้อย สงสัยเพราะม่านตาผมไม่สามารถปรับโฟกัสอะไรได้ถนัด เงาลาง ๆ ของไอ้เก่งยื่นมือมาตบหัวผม พร้อม ๆ กับเสียงที่ลอยมาว่า “ไอ้ห่านี่แม่งเมา” เอ๊ะ.. กูไม่ได้เมาซักหน่อย!! ผมชักฉุนว่ะ แต่ไม่สนใจหรอกว่าใครจะพูดยังไง รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้ปวดหัว ไม่มีอารมณ์จะเถียงด้วย ยิ่งก้มหน้าลงตํ่าก็ยิ่งอยากจะคะย้อนเอาขาหมูเยอรมันกับแซลม่อนแช่นํ้าปลา เมื่อเย็นออกมา สงสัยเป็นเพราะอย่างนั้นเลยคิดว่าเปลี่ยนมานั่งเงยหน้าท่าทางจะดีกว่า ผม เงยหน้าขึ้นสู้แสงจากเสาไฟของร้าน พลางรู้สึกว่าหัวคิ้วตัวเองย่นหากันแน่นราวกับมีแม่เหล็กคอยดูด.. ไม่ว่าผมจะพยายามยังไง ก็แก้มันไม่ออก สิ่งที่ผมคิดภายในหัวตอนนี้ล้วนตีกันวุ่นไปหมด จนผมสับสนไม่รู้จะทำยังไง ภาพ วีดีโอที่เห็นเพียงแว่บเดียว แต่กลับเด่นชัดในความคิด คอยสะกิดบอกทุกจิตสำนึกในตัวผมตลอดเวลาว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร เช่นเดียวกับเสียงของกอล์ฟที่ยังคงดังก้อง วนซํ้าไปมา ยํ้าว่ามีเกิดอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยที่ปุณณ์ไม่เคยรู้มาก่อน… ผม คิดถึงรอยยิ้มของปุณณ์ ไม่ว่ารอยยิ้มนั้นจะมีให้ผม ให้เอม หรือให้ใคร มันก็เป็นรอยยิ้มที่สวยเสมอ จนผมไม่อยากให้อภัยคนที่ทำลายมัน ผมไม่อยากให้อภัยคนที่ไม่เห็นค่าของปุณณ์ คนที่ทำให้ความรู้สึกดี ๆ ของปุณณ์ต้องสูญเปล่า

วันนี้ผมเจ็บยิ่งกว่าวันที่เราต้องแยกจากกันซะอีก ผม กำมือตัวเองแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ.. แค่คิดว่าปุณณ์จะต้องเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นขนาดไหน ในใจผมกลับบีบตัวเองจนเจ็บยิ่งกว่า ผมไม่สมควรมารับรู้เรื่องนี้เลยจริง ๆ เพราะผมไม่รู้จะทำอะไรให้ปุณณ์ได้บ้าง.. หรือต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นอย่างนี้ต่อไป.. ในหัวมีแต่คำถามว่าทำไม ทำไม ทำไม.. เสียง เพื่อน ๆ ยังคงเฮฮากันดังลั่นไม่ยอมหยุด ในขณะที่ผมไม่มีแรงจะออกไปแจมด้วยเท่าไหร่ ไม่ใช่เป็นเพราะผมเมา แต่ความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับความคิดตัวเองกำลังเล่นงานผมมากกว่า ผมยอมรับว่าทนเห็นเรื่องราวผิดพลาดอย่างนี้ไม่ได้ จนไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าเรื่องที่เห็นวันนี้เป็นความจริง หรือแค่ฝันไป.. มันอาจมีอะไรผิดพลาดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เอมอาจจะมีเหตุผลอะไรบางอย่าง (ที่ผมคิดไม่ออก) หรือนั่นอาจไม่ใช่เอมเลยก็เป็นได้.. ผม ตะโกนบอกตัวเองในใจเป็นร้อยครั้งว่าจะยังไม่ปักใจเชื่อเรื่องใด ๆ เป็นอันขาด เพราะสุดท้ายคนเสียหายที่สุดจะเป็นเอม และคนเสียใจที่สุดก็คือเพื่อนผมเอง ผม.. ไม่เชื่อ.. “โน่.. เป็นไรวะ?” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยมากที่สุดเสียงหนึ่งดังขึ้นรบกวนความคิด จนเมื่อผมลืมตาดู ก็พบคนที่กำลังคิดถึงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมรอยยิ้มเผล่ “ใครให้มันดื่มขนาดนี้เนี่ย ตัวแดงเลยว่ะ” ปุณณ์หันกลับไปถามเพื่อน ๆ ผม “เออ ดูแลมันหน่อยดิ๊ แฟนมึงลำยองว่ะ” เป็นเสียงไอ้รถเก๋งแน่นอนที่ร้องตอบพลางหัวเราะคิกคัก.. หน็อยย ไอ้ห่าพวกนี้ ถ้ามีแรงซักนิดจะเดินไปกระทืบซะให้เข็ด.. แต่มันไม่ค่อยมีแรงว่ะ ซ่าส์ไม่ไหวจริง ๆ

ผม นั่งอยู่นิ่ง ๆ มองปุณณ์ที่หย่อนก้นลงบนพนักแขนเก้าอี้ผม พลางหันไปคุยสนุกสนานกับบรรดาเพื่อน ๆ คนอื่น ได้ยินเสียงหัวเราะของปุณณ์ดังแว่วมาตลอด เช่นเดียวกับใบหน้าคมนั้น ที่หันมาดูเป็นระยะ ๆ ว่าผมตายไปรึยัง “โน่ อีกแก้ว ๆๆ” แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ไอ้โอมก็ยังคงกระดี๊กระด๊าจะส่งเหล้ามาให้ไม่ยอมหยุดอยู่ดี แน่นอนว่าของแบบนี้ไม่มีปฏิเสธ ผมเอื้อมมือไปจะรับแก้วเหล้าจากมัน แต่มีมือของใครบางคนสกัดกั้นเอาไว้ก่อน “โน่มันเมาแล้วโอม ผมว่าพอเหอะ” ขี้ขัดใจกูแบบนี้มีคนเดียวแน่ ๆ “เฮ้ย! ไม่ได้ว่ะปุณณ์ ขวดนี้สั่งมาแล้ว ไอ้โน่ต้องรับผิดชอบเด่ะะ” เสียงอ้อแอ้ของโอมบ่งบอกว่ามันไม่ยอมแน่นอน ตัวผมเองมองไม่เห็นหรอกว่าปุณณ์กำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ แต่เงาลาง ๆ ที่ปรากฏ เห็นเป็นมือของคนที่นั่งบนแขนเก้าอี้ผม ยื่นไปรับเหล้าแก้วนั้นมาไว้กับตัวเอง “งั้น โอมก็ชงให้ผมแล้วกัน เดี๋ยวผมดื่มเอง” เมื่อได้ยินคำนั้น มือของผมก็เอื้อมไปจับแขนปุณณ์ไว้โดยอัตโนมัติทันที “ไม่เอาปุณณ์… ให้กูเมาคนเดียวพอ…” “ผม ไม่เมาหรอกโน่.. ไม่อ่อนว่ะ” เสียงมันเจ้าเล่ห์จนน่าถีบ แต่ผมถีบมันไม่ไหว ยิ่งพอมันจิ้มหน้าผากผม ผมถึงกับหงาย เพราะไม่มีแรงต้านมือมัน “เมาขนาดนี้จะดื่มต่อได้ไงหืม?” สัมผัสอ่อนโยนจากฝ่ามือข้างเดิมนั้นที่ลูบผมหน้าผมแผ่ว ๆ ทำให้รอยยิ้มอดจะปรากฏออกมาไม่ได้ ผมเอื้อมจับมือมันที่วางอยู่บนหน้าผากผมด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย “ปุณณ์………….” “ว่าไงครับ?” “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น.. ก็ยังมีเรานะ”

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.