26–30

26th CHAOS ปวดหัวชิบหาย……… นี่ คือความคิดเดียวที่วนเวียนรบกวนผมตอนนี้… แม่งปวดหัวมากจนแทบสลบ อยากจะนอนผึ่งอยู่ตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอดด้วยซํ้าไป แต่ใครวะดันลากผมเดินไม่ยอมหยุด “ปล่อยกู……… กูจะ…. นอนนนน” “เดี๋ยว ได้นอนแล้ว” ไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยว่านี่เสียงใคร… ผมรู้ได้ทันที “ไอ้ปุณณ์…. มึงจา.. ลากกู.. ไปหนายยย” แต่กว่าจะพูดออกมาได้แต่ละคำนี่ยากลำบากจริงเว้ยเฮ้ย! “ไป นอนไง.. โน่อย่าดิ้นสิครับ กูหนัก” เสียงปุณณ์ตอบพลางขยับท่อนแขนผมให้พาดลำคอมันถนัด ๆ ผมรู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้นิดหน่อย เหมือนมีอะไรกำลังจะขย้อนออกมา “ใกล้ถึงแล้ว” พอได้ฟังคำมันพูดแบบนั้น ใจผมค่อยชื้นขึ้นหน่อย เรา สองคนเดินทุลักทุเลขึ้นบันได ขณะที่ความรู้สึกปวดหัวยังคงเล่นงานผมอยู่ไม่หายระหว่างปุณณ์กำลังเปิดประตู อะไรซักอย่างออก จนเมื่อลืมตาดูผมก็เห็น………….. ห้องนอนมัน.. ผมรีบหลับตาลงอย่างปวดหัวทันที พากูมาทำไมวะ!! กูจะกลับบ้าน!!!!! “กลับบ้าน! กลับบ้านน! กลับบ้าน! จาา กลาบบ บ้านนน!!” ผมใช้แรงทั้งหมดที่มีดิ้นขลุกขลักทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ไหน ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเอะอะโวยวายไปทำไม ปุณณ์ กระชับแขนผมที่พาดบ่ามันอยู่แน่นยิ่งขึ้น “อย่าดื้อได้มั้ย เมาขนาดนี้กลับไปให้อาป๊าตีรึไง” ตามด้วยเสียงบ่นผมอะไรต่ออีกก็ไม่รู้งึมงำ กระทั่งรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าหลังตัวเองกำลังสัมผัสลงบนเตียงนุ่มเหมือนได้อยู่บนสวรรค์ แต่ดันไม่มีแรงแม้แต่จะเขยิบตัวขึ้นไปนอนดี ๆ นี่สิ ผม ดิ้นขลุกขลักไปมาบนเตียงเพราะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เดือดร้อนปุณณ์ต้องสอดมือช่วยดันหลังผมให้เคลื่อนขยับขึ้นไปนอนบนเตียงดี ๆ แต่ผมกำลังปวดหัวมากกกกกกกกกกกก จนต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้น

ยึดไหล่มันเอาไว้ “ไหวป่าวโน่?” จะบอกว่าไหวหรือไม่ไหวดีล่ะ… หัวแทบจะระเบิดแล้วตอนนี้ แค่อ้าปากพูดยังไม่ค่อยมีแรงเลยด้วยซํ้า อาการปวดหัวของผมดูรุนแรงขึ้นจนต้องฝืนลืมตาตัวเองขึ้นมา.. สิ่งแรกที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าคือ ใบหน้าของปุณณ์ ภูมิพัฒน์ที่ใกล้ซะจนสัมผัสลมหายใจ ทันที ที่ผมเห็นดวงตาคมสีดำแลดูตระหนกคู่นั้นจับจ้องอยู่ตรงหน้าผม ครู่หนึ่งกลับลืมความปวดหัวทั้งหมดเป็นปลิดทิ้ง.. น่าแปลกที่ในดวงตาปุณณ์มักมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้ละสายตาไปไม่ได้เสมอ ราวกับถูกนัยน์ตาสีนิลคู่นั้นร้องขอให้อย่าจากไป.. ผม มองลึกเข้าไปในดวงตาวูบไหวคู่นั้น ที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ผมอย่างช้า ๆ จนเราต่างเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน… ผมรู้สึกได้ถึงฝ่ามือปุณณ์ที่ลูบไล้บนศรีษะผมเล่นอย่างอ่อนโยน เช่นเดียวกับริมฝีปากของเราที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวสัมผัสกัน.. แต่.. “อุ๊บ……………………. แหวะะะะะะะะะะะะะะ” ฉุกเฉินแล้วครับพี่น้อง!!!!!!!!!!!!!!!!!! ต้องรีบเอาออกด่วน!!!!!!!!!!!! ผมผลักไอ้ปุณณ์กระเด็นพลางพุ่งเข้าห้องนํ้าเพื่อกอดโถชักโครกทันที “แหวะะะะะะะะะะะะะะะ” “หึ หึ…… อ้วกด้วยเหรอวะ อ่อนว่ะ” เสียงกวนประสาทของไอ้ปุณณ์ยังคงดังตามหลังผมมาไม่ไกล แต่ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว เพราะการเบ่งอ้วกให้ตัวเองสำคัญกว่า ผมได้ยินเสียงมันหัวเราะในลำคอก่อนจะรู้สึกได้ว่ามีมือหนา ๆ กำลังช่วยลูบหลังให้ผมอยู่ “อ้วกก็ดีจะได้สบายตัว” แค่พูดมันก็ง่ายแต่ให้ทำจริงน่ะยาก!! ผมอยากจะหันไปด่ามันจริง ๆ แต่ติดอยู่ว่าตอนนี้รู้สึกผะอืดผะอมอยากจะอ้วก พอไอ้ครั้นพยายามเบ่งออกมาจริง ๆ ก็ดันเสือกมีแต่นํ้าย่อย ปุณณ์คอยลูบหลังให้ผมอย่างใจเย็น จนเวลาผ่านไปนานเหมือนกัน “อ้วกปะวะ?” มันคงเห็นว่านาน

มากแล้วที่ผมมานั่งกอดโถส้วมไว้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแบบนี้ “อยาก ก… แต่… ม่ายยอ้วก…” ในที่สุดก็เป็นผมที่ต้องยอมจำนนให้สถานการณ์เลวร้ายแต่โดยดี ทั้งที่ยังรู้สึกพะอืดพะอมจนเหมือนจะทนไม่ไหว แต่ครั้นจะมานั่งแกร่วกอดคอโถส้วมโดยให้ปุณณ์คอยดูแลลูบหลังลูบไหล่ก็น่า เกรงใจมากอยู่ ผมจึงตัดสินใจปล่อยมือออกจากคอห่าน ปล่อยให้ปุณณ์เป็นธุระช่วยประคองผมลุกขึ้นยืนเพื่อกลับไปนอนบนเตียงดังเดิม แต่ระหว่างที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ นั้นเอง ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองทนไม่ไหวแล้ว “อ้วกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” ทะยานเต็มตัวทั้งมันและผมเลยครับ พี่น้อง -_-”……. พอทันทีที่กระสุนนัดแรกพุ่งออกมา ผมก็ขาอ่อนลงไปกองปวกเปียกกับพื้นห้องนํ้าอย่างคนหมดแรง “ไหวป่าวโน่!” น่าแปลกที่ปุณณ์ไม่ด่าผม แต่กลับนั่งลงประคองร่างกะปลกกะเปลี้ยของผมยกใหญ่ซะงั้น ผมกำลังจะอ้าปากบอกมันว่าไม่เป็นไร แต่.. “อ้วกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” ก๊อกสองครับท่าน!!! นี่ควบคุมตัวเองไม่ได้จริง ๆ นะ!!!! ปล่าวแกล้ง!!! สิ่งเดียวที่รู้ในตอนนี้ก็คือไหน ๆ อ้วกออกมาแล้วดังนั้นต้องล้วงออกมาให้หมด ตอนนี้ผมไม่สนแล้วว่าจะอ้วกรดใส่ใครบ้าง เอาเป็นว่าขอฉวยโอกาสที่ปุณณ์ไม่ด่าเป็นโชคงาม ๆ ของผมหน่อยแล้วกัน “อ้วกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” “หมดยัง?” มันลูบหลังลูบไหล่ผมเป็นการใหญ่จนได้ขย้อนอีกสองสามทีก่อนจะรู้สึกว่ากระเพาะตัวเองกลวงโบ๋และว่างเปล่า “หมดแล้วววว” “แน่นะ?” ปุณณ์ถามยํ้าผมอีกครั้งก่อนจะพาไปล้างปากล้างตัวในอ่าง ตอนนี้เราเหม็นอ้วกกันทั้งคู่เลยครับ ถ้าจะอ้วกอีกรอบก็เพราะเหม็นอ้วกตัวเองนี่แหละ ผม นั่งหมดแรงอยู่บนขอบอ่างกลายเป็นโน่เชื่อง ๆ ยอมให้ปุณณ์ถอดเสื้อผมออกแต่โดยดี รวมถึงกางเกงยีนส์ที่เลอะเทอะหมดแล้วนี่ด้วย ผมนั่งก้มหน้าให้สายนํ้าจากฝักบัวรดหัว ขณะที่รอปุณณ์ถอดเสื้อผ้าของมันเองออกบ้าง จนเราสองคนเหลือแต่บ๊อกเซอร์ตัวเดียวกันทั้งคู่ “เมิงจะทำรายย” เมาแล้วขี้ระแวงไปหมดนั่นแหละครับ

“ทำอะไรล่ะ! ล้างตัวสิวะ!” มันตอบกลั้วหัวเราะพลางดึงสายฝักบัวมาฉีดทำความสะอาดล้างตัวให้ผม ผมปัดป้องตัวเองนิดหน่อยเมื่อปุณณ์ทำท่าจะถูสบู่ให้ “จะทามรายกู — — — — — “ “ถ้า มึงนอนไม่อาบนํ้า กูลากลงไปนอนโรงรถแน่” มันขู่ว่างั้นแล้วก็ยกแขนยกขาผมถูสบู่ต่อ ซึ่งจะเถียงก็ไม่ได้เพราะผมคิดว่าวันนี้ตัวเองก็โสโครกจริง ๆ ผม นั่งเฉย ๆ ปล่อยให้ปุณณ์ทำความสะอาดตัวผมไปขณะที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มสร่างเมาขึ้น เรื่อย ๆ จนตาสว่างเต็มตื่นแล้ว จึงได้เห็นว่าตอนนี้ปุณณ์กำลังอาบนํ้าให้ตัวเองอยู่ ผมมองภาพนั้นพลางคิดว่ามันออกจะแปลก ๆ กับการอาบนํ้าโดยยังใส่กางเกงบ๊อกเซอร์อยู่อย่างนี้… “ปุณณ์…” “ว่าไง สร่างยัง?” มันหันมาถามผมทั้งที่ยังขยี้หัวตัวเองด้วยแชมพูอยู่ “ก็ดี… มึงไม่อึดอัดเหรอวะ” “อึดอัดไรวะ” มันถามต่อพร้อมกับหันหลังล้างผมไปด้วย “ใส่ บ๊อกเซอร์อาบนํ้าเนี่ย……..” อืม… ถึงแม้ผมจะคิดว่าเป็นคำถามที่ออกจะล่อแหลมไปหน่อย… แต่คงเป็นเพราะความที่กำลังกึ่ม ๆ เลยกล้าถามออกไปอย่างง่ายดาย แน่นอนว่าปุณณ์หยุดล้างผมตัวเองไปพักหนึ่ง หน้าหล่อ ๆ ของมันหันมายักคิ้วล้อ ๆ “แล้วไง จะให้กูถอดหมดรึไง” “ปกติมึงไปเข้าค่าย มึงใส่งี้อาบนํ้ากะเพื่อนป่าวล่ะ” ผมถามกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ “ไม่.. ล้อนจ้อน” มันตอบมากลั้วหัวเราะ ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่อยากนึกจินตนาการ “เออ แล้วนี่บ้านมึง ก็เอาที่มึงสะดวกสิ” แล้วทำไมผมพูดงี้วะเนี่ยยยยยยยย ปากนะปากกกก มีแรงหน่อยจะตบให้เข็ด! หลังจากคำพูดนั้น ผมสังเกตเห็นว่าปุณณ์นิ่ง แล้วหันไปล้างผมต่อจนเสร็จ ก่อนจะคว้า

ผ้าขนหนูมาเช็ดตัวเราทั้งคู่ “นี่….” มันเกริ่น “กูก็ไม่ใช่คนดีขนาดนั้นอะนะ… แล้วก็ไม่อยากจะเลวกว่านี้ด้วย” รอยยิ้มเหงา ๆ ของมันทำให้ผมจุกในอกอย่างบอกไม่ถูก ปุณณ์ยิ้มให้ผมแว่บหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกถึงริมฝีปากนุ่ม ที่โน้มลงมาสัมผัสหน้าผากผมแผ่ว ๆ “แค่นี้ก็ดีใจแล้ว……… ไปนอนกันเหอะ อย่าอ้วกบนเตียงอะ” มันพูดแค่นั้น ก่อนจะลากผมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้านอนด้วยกัน เรานอนห่างกันโดยมีหมอนข้างกั้น.. แต่เพียงแค่มือที่จับกันไว้ก็ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ถ้าความอ่อนโยนนี้เป็นสิ่งเดียวกับที่ปุณณ์ให้เอม.. ผมไม่อยากให้มันเสียเปล่า ***

ผม โผล่หน้าไปโรงเรียนในวันจันทร์เพื่อจะโดนไอ้โอมแซวชิบหายเรื่องที่เมาคาสวน ลุมจนถูกไอ้ปุณณ์หิ้วกลับบ้าน แถมยังวีรกรรมเชี่ย ๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่ทำไว้อีก… โอ๊ยยยยย ขายหน้า! “เชี่ย แม่งเมาแล้วเก๋าชิบหายอะ ใครขัดใจพ่อจะตื้บหมด” มันยังไม่เลิกครับ ตอนนี้มันกำลังเดินขบวนแห่ประจานผมอยู่ นับได้เป็นรายที่สามของเช้านี้แล้วที่ไอ้โอมเอาผมไปขาย “จริงเหรอวะ ไอ้โน่อะนะ!?” ไอ้ปาล์มอุทานเสียงหลงจนผมฉุนปึ๊ด! ทำไมวะ! คนอย่างกูจะเก๋ามั่งไม่ได้รึไง!

“เออ ไอ้โน่นี่แหละ เห็นแม่งเพี้ยน ๆ งี้ เมาแล้วเก๋าชิบหาย ไอ้ปุณณ์อุตส่าห์ช่วยมันดื่มตอนขวดสุดท้าย แต่แม่งเสือกตบหัวไอ้ปุณณ์ควํ่า คุณชายเขาเหวอจนเพื่อนขำทั้งโต๊ะเลย น่าอายโคตร ฮ่า ๆๆๆ” เชี่ยยยยยยยย ผมทำเรื่องแบบนั้นจริง ๆ เหรอวะ!!!!?? “ตบหัวปุณณ์ ภูมิพัฒน์ ไอ้เลขาฯสภาฯอะนะ!?” “เออออ อออออ ทำไปได้อะ แม่งข่มผัว ไอ้ปุณณ์ก็กลัวเมียซะ” สาดด กูว่าอุปมามึงนี่ใช้ไม่ได้ละ โอม ผมกำลังอ้าปากจะด่ามัน แต่ไอ้ปาล์มชิ่งส่งสายตาตกใจมาทางผมเสียก่อน “มึงกะไอ้ปุณณ์ไปสัมพันธ์กันแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!?” ผัวะ!! สรุปว่าตบไอ้เหี้ยนี่ก่อนคนแรกเลยครับ โทษฐานไม่มีวิจารณญาณในการฟัง แม่งงง… ไอ้ โอมหัวเราะเสียงดังเอิ๊กอ๊าก (เพราะมันรอด) ก่อนจะสะกิดปาล์มให้ฟังต่อ ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะบาดเจ็บไปแล้วแต่ก็ยังไม่เข็ด ไอ้ปาล์มตั้งใจฟังความเชี่ยของผมเมื่อวันเสาร์มากครับ แต่จริง ๆ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าตกลงผมไปทำเชี่ยไรไว้บ้าง (ไอ้โอมมันพูดจริงหรือว่าใส่ไข่วะ!!) แต่ยิ่งได้ฟังผมก็ยิ่งไม่อยากรู้ต่อ T___T ผมเลวมากอะครับ ทั้งเสียงดัง โวยวาย กวนตีนบ๋อย ชนเหล้าหก ทำร้ายร่างกายเพื่อน ๆ แถมเพิ่งระลึกชาติได้ด้วยว่าทำมือถือตัวเองตกไปตั้งสามรอบ จนพวกมันลงมติตรงกันว่าต้องรีบเอาผมกลับ แต่ผมยังไม่ยอมกลับบ้านดี ๆ อีก โอมมันบอกว่าต้องใช้เพื่อนประมาณสิบกว่าคนช่วยกันรุมมัดผมขึ้นแท็กซี่เพื่อ ให้ไอ้ปุณณ์ (ผู้โชคร้าย) เอากลับไปลงหม้อถ่วงนํ้า แล้วทำไมปุณณ์ไม่บอกผมซักคำเลยล่ะวะ ว่าผมเชี่ยขนาดนั้น!!! T_____T มึงอย่ามาพระเอกกกกกกกก “ไอ้ เชี่ย มีตอนนึง ห่าโน่แม่งเมาแล้วเก๋า จะเดินไปไหนไม่รู้ ไอ้ปุณณ์ก็คอยดึง ๆ ไม่ให้มันไป แต่แม่งไม่ยอม เสือกสะบัดปุณณ์กระเด็นแล้วเดินไปหน้าจะควํ่าเอง ดีว่าไอ้ห่าปุณณ์มันไว ดึงไอ้โน่ไว้ทัน… ท่าแม่งงงงงงงงงงงงง อย่างกับพระเอกประคองนางเอกในนิยายยยย”

“โรแมนติกโคตรเลยสิวะ!” กูว่ามึงฟังเงียบ ๆ ไม่ต้องเสริมจะดีกว่านะปาล์ม! “เออ.. โรแมนติกสัด สุดท้ายนางเอกต่อยพระเอกควํ่า แล้วลงไปล้มกองอยู่กับพื้นทั้งคู่เอง พวกกูฮาแตกกกกกกกกกกกกกก” โอ๊ยยยย อยากจะหายตัวเดี๋ยวนี้เลยครับ!! ไอ้ โอมกับไอ้ปาล์มพักขำกลิ้งกัน ก่อนจะเริ่มวิจารณ์ต่อ “ถ้าแม่งไม่ได้มีแฟนกันแล้วทั้งคู่นะ กูฟันธงไปแล้ววว แม่งเหมือนผัวเมียตีกันชิบหาย” นับว่ายังดีที่มันระลึกได้ว่าผมมีแฟน.. หลัง จากนั้นพวกมันจะเล่าอะไรต่อผมไม่ค่อยได้ฟังแล้ว (เยอะจัด) ตอนนี้คิดแต่ว่าปุณณ์จะเป็นไงมั่งวะนั่น ผมเองก็ไม่ได้มองซะด้วยว่าร่างกายมันบอบชํ้าขนาดไหน สงสัยผมจะเมามากไปหน่อยจริง ๆ “แล้วปุณณ์เจ็บตัวเยอะป่าววะโน่ กูเห็นมึงทุบมันเอา ทุบมันเอา ชํ้าปะ” โอมแว่บมาถามผมขณะที่ผมกำลังใช้ความคิดอยู่ “ไม่รู้” “เอ๋า.. แล้วตอนอาบนํ้ามึงไม่เห็นรึไง” “กูเมาว่ะ ภาพมันเบลอ ๆ ลาง ๆ” “…………………………………….” เอ๊ะ!? นี่ผมโดนหลอกถามอะไรรึเปล่าวะ.. “ไอ้เชี่ยโน่กับปุณณ์แม่งอาบนํ้าด้วยกัน!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” ฉิบหาย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ไอ้โอมตะโกนดังมากครับ ดังจนเพื่อนทั้งห้องกรูมาตรงนี้เลยที่เดียว ไอ้สาดดดดดด กูป่าวววววววววววววววววววววว “เห๊ย! สัด!!!!!!! กูใส่บ๊อกเซอร์อาบกันทั้งคู่เหอะ!!!!!!!!” ผมพยายามปกป้องตัวเองครับ! แต่ไอ้รถเก๋ง (ที่วิ่งมาสมทบทีหลัง) หันมาชี้หน้าผมอย่างพยายามจะหาเรื่องให้ “ถ้าพวกมึงสองตัวไม่ได้คิดไรกัน มึงแก้ผ้าอาบด้วยกันไปแล้ว นี่แม่งมีใส่บ๊อกเซอร์ห้ามใจด้วยว่ะ!!”

“ฮิ้ววววววววววววววววววววววว” แต่กูล่ะเกลียดไอ้เหี้ยพวกที่เป็นลูกคู่จริง ๆ (ชั่วววว)… ทำไมพวกมันรู้ทันผมไปหมดเลยครับ ไม่รู้จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาเถียงแล้วววว แถมในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งวงล้อผมกันสนุกสนานนั่นเอง… “ห้องนี้เล่นไรกัน เสียงโคตรดัง” ไอ้ห่า……. มึงมาทำไมตอนนี้!! ผมหันไปมองหน้าปุณณ์ คู่กรณีที่มายืนเด๋ออยู่กลางห้อง พร้อมรู้สึกเหมือนตัวเองเห็นผี “ฮิ้ววววววววววววววววววววววววววววววววว” ไอ้ลูกคู่เอาอีกแล้วครับ มึงไปหากลองยาว กรับ แคน ต้นกล้วย มาเลยนะ กุจะตั้งประตูเงินประตูทอง “อะ ส่งเจ้าสาวเข้าเรือนหอออออออออออออออออออออออออออออ” เชี่ยรถเก๋งกับไอ้เก่งดันหลังผมไปหาไอ้ปุณณ์ใหญ่ (ยังไม่ทันมีประตูเงินประตูทองเลย แม่งส่งกูเข้าเรือนหอแล้ว!? สาดด ไร้ค่าหวะ) ปุณณ์ดูไม่ค่อยเข้าใจมุกนี้เท่าไหร่แต่ก็ยิ้มให้พวกผม เห็นมันขำกับความเพี้ยนของเพื่อนผมแล้วก็ยิ่งหนักใจ -_-”.. มึงช่วยรู้เรื่องบ้าง ไรบ้าง “ยืมตัวเจ้าสาวแป๊บนึงนะ เดี๋ยวเอามาคืน” แล้วพูดงั้นมึงรู้ความหมายป่าววะ!!!!!!!! เสียงเพื่อนผมโห่รับกันใหญ่ ขณะที่ผมโดนมันลากออกไปนอกห้องแล้ว ToT.. ชีวิตกรู “เพื่อน เล่นไรกันอะโน่ ท่าทางสนุกว่ะ” ทันทีที่ออกมา มันก็ถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเรายืนอยู่หน้าห้องกัน แต่ผมก็ไม่รู้จะตอบไงว่ะ เหอ ๆๆ “มึง…” ผมรีบถามเรื่องที่ผมสงสัยทันที “มึงโดนกูเล่นเยอะเลยเหรอวะ ที่สวนลุม” ท่าทางมันคงคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากผม เพราะเห็นมันอึ้งไปน่าดู “ทำไมอะ” “ไอ้ โอมบอกกูเมาเชี่ยมาก อัดมึงสารพัด เชี่ย กูขอโทดดดดดดดดด กูเมาาาาาาาาาาาาาาา กูไม่

ตั้งใจจจจจจจจจจจจจจจจจ” ผมยกมือไหว้มันปลก ๆ ด้วยความรู้สึกผิดอย่างท่วมท้นโคตร ๆ แต่ก็มันนั่นแหละ! แม่งจะพระเอกไปไหน ทนผมไปได้ไง แถมยังไม่ยอมเอามาบ่นซักคำ ได้ยินเสียงมันหัวเราะหึหึอย่างมีเลศนัย “เออ… กูเจ็บตัวมากอะ มึงรุนแรงกับกูชิบหาย กูว่าจะหาทางเอาคืนอยู่” “เชี่ยยยยยย ขอโทษษษษ ต่อยกูเลย ๆๆ เตะกูก็ได้ วันนี้กูยอมมมมมมมม” “ก้มหน้า หลับตา!” เชี่ยแม่งเป็นพี่ว้ากรึไงวะ แต่ผมขัดคำสั่งมันไม่ได้อยู่แล้วเพราะผมบอกวันนี้จะยอมมัน หวังว่าคงไม่อัดผมหนักมากนะ Y__Y ผมก้มหน้า หลับตาปี๋ พร้อมกับคิดไปด้วยว่าปุณณ์จะทำอะไร มันอาจอยากตบหัวผม หรือไม่ก็ดีดหู ศอกหลัง ตีเข่า หรืออะไรซักอย่าง?……. ว่าแต่แบบไหนมันเจ็บสุดวะ ผมจะทนเท่าที่มันทนผมได้ป่าวเนี่ยยย ผมคิด คิด คิด จนรู้สึกว่ามีอะไรเย็น ๆ มายุกยิก ๆ บริเวณคอ “ลืมตาได้” สิ่งที่เห็นอย่างแรกคือแท็คเหล็ก ของที่ระลึกงานบอลห้อยอยู่บนคอผม!! “เฮ้ย!!!!!!!!! เกือบลืมไปแล้วว่ามี!!! ตกลงมันเหลือจากแสตนเหรอวะ!?” ปุณณ์ ยิ้ม ๆ พลางส่ายหน้า “ไม่อะ น้องสำรองขึ้นเยอะ พวกพี่ศิษย์เก่าก็เอาด้วย นี่พอดีตอนนั้นกูป้อนข้าวป้อนนํ้าเอิ้นอยู่หน้าแสตนพอดี เลยคว้ามาทัน อันนึง” “อันเดียว?” “อืม” “แล้วของมึงอะ”

“ไม่เป็นไร นี่ไง เอามาให้มึง” แล้วเมื่อไหร่มันจะเลิกทำตัวพระเอกซักทีครับ ผมเครียดด “ตลก! มึงเอามาได้มึงก็เอาไปสิวะ!” ผมด่าพลางพยายามจะแกะแท็คออก แต่ปุณณ์คว้ามือผมไว้แน่น พร้อมส่งสายตาไม่พอใจมาอย่างประหลาด “กูให้… มึง… อย่าทำแบบนี้ได้ปะ” เออ ผมลืมไปว่าทำแบบนี้มันไม่ควร.. ปุณณ์คงเห็นว่าผมไม่แกะแท็คเหล็กแน่แล้วจึงยอมปล่อยมือผม “แต่ มึงก็ทำงานหนักนะ ต้องอยากได้สิ… ปกติของแบบนี้เขาเอาไปให้แฟนกันนะเว่ย” คำหลังผมพูดทำไมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่นี่เป็นเรื่องจริงครับ ของที่ระลึกงานสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่ ถ้าจะให้ใครสักคน คน ๆ นั้นก็มักเป็นแฟน ปุณณ์ ถอนหายใจยาวจนผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจมัน “เอมเขาได้ไปจากกูเยอะแล้ว…. ขอกูให้อะไรมึงมั่งเหอะ… อย่าห้ามอะ” ได้ฟังแบบนี้แล้วผมจะพูดอะไรต่อได้ เรา สองคนยืนมองหน้ากันเงียบ ๆ แต่ในหัวผมกลับมีเรื่องที่คิดอยู่มากมาย… ผมรู้ว่าปุณณ์เองก็เหมือนกัน ดวงตาคมคู่นั้นพยายามจะบอกอะไรผมบางอย่าง “เฮ้ย โน่! อ้าว… ปุณณ์ ห้องเรียนอยู่ไหน?” เราสองคนสะดุ้งนิดหน่อย เมื่อได้ยินเสียงเอิ้นทักผมและแซวไอ้ปุณณ์ดังมาแต่ไกล ปุณณ์หันไปยิ้มให้เพื่อนที่เพิ่งทำหน้าที่ประธานเชียร์เสร็จเมื่อวันเสาร์ “แล้ว ห้องเรียนมึงล่ะ” มันหันไปแซวกลับขำ ๆ เห็นเอิ้นหัวเราะกลับมา “มึงหายเจ็บแล้วเหรอวะ” ไอ้สาดดดดดด พวกมึงเลิกพูดถึงเรื่องที่สวนลุมซักทีได้ปะ!! เสียง ปุณณ์หัวเราะลั่นพลางหันมาหลิ่วตาล้อผม “กูว่าจะฟ้องพ่ออยู่เนี่ย” สาดด ไอ้ลูกแหง่ ถ้าไม่ติดว่าเมื่อวันเสาร์ผมต่อยมันไปหลายทีแล้วนะ วันนี้ผมจะต่อยอีกที “เออ เอาเลย.. แล้วมึงคุยกะโน่เส็ดยังเนี่ย กูต่อ” แต่สรุปว่าไอ้ห่าพวกนี้เห็นกูเป็นโรตีบอยรึไง วันหลังผมคงต้องทำบัตรคิวมายืนแจกแล้วครับ

ปุณณ์ คลี่ยิ้มให้ผม “เสร็จแล้ว.. วันศุกร์อย่าลืมนะโน่” มันตอบเอิ้นแค่นั้นก่อนจะกำชับผมเรื่องหัวหิน… ซึ่งก็เกือบลืมไปแล้วจริง ๆ ท่าทางไอ้เอิ้นมันงง ๆ มองตามหลังปุณณ์จนหายลับไป “วันศุกร์มีไรอะ?” “ไม่มีไรหรอก มึงแหละ มีไร” ผมบอกปัดพลางถามกลับเพราะเห็นมันทำท่าเหมือนมีเรื่องอยากจะคุยกับผม “อ๋อใช่ ๆ กูเอานี่มาให้ ตามสัญญา” เอิ้นยิ้มเผล่แล้วแบมือโชว์แท็คเหล็กงานบอลที่คงจะเอามาให้ผม แต่…. อะไรวะเนี่ยยยยยยยยยยยย? “เฮ้ย! กูใส่อยู่เนี่ย!” ผมรีบชี้คอตัวเอง มันไม่ได้มองเลยใช่ไหม -_-” ไอ้เอิ้นทำหน้าตกใจเหมือนเห็นผี “เอามาจากไหนวะ! ฝ่ายเทคนิคไม่มีใครได้เลยไม่ใช่เหรอ!?” แต่กูคงจะเป็นเทคนิคที่ได้ซ้อนกันสองอันว่ะ ฮ่า ๆๆ “ปุณณ์มันเพิ่งเอามาให้เมื่อกี้เอง เสียใจด้วยพวก… อกหักแล้ว” ผมตบบ่ามันล้อ ๆ ไม่ได้กะจะพูดจริงจัง แต่เห็นหน้ามันสลดลงไป “เออว่ะ.. สงสัยจะอกหักจริง ๆ” มันพึมพำว่าอะไรนะครับ ได้ยินไม่ถนัด? “ห๊ะ???” “เปล่า ๆๆๆ งั้นกูเข้าเรียนก่อน เรื่องไลฟ์คอนเทสต์ วงกูสมัครด้วยนะ เดี๋ยวเอาใบไปส่งให้” เอิ้นเปลี่ยนมาพูดถึงเรื่องงาน Live Contest ที่ชมรมผมกำลังจะจัดช่วงก่อนคริสมาสต์ เพื่อหาวงดนตรีเล่นงานคริสมาสต์ และไปแข่งงาน RAD ที่วัดราชบพิตร ผมยิ้มให้มันอย่างยินดี “เออ ๆๆ ส่งที่ห้องชมรมนะ ไม่ว่างไปก็เอามาให้กูที่ห้องได้” ผมบอกมันอย่างนั้น แต่เห็นมันแค่นยิ้มตอบแบบเหนื่อย ๆ ก่อนจะรํ่าลากันแล้วเดินจากผมกลับห้องตัวเองไป

เป็นไรของมันวะ ทำท่าเหมือนคนเซ็งโลก? แต่ช่างเหอะ… ศุกร์นี้ผมต้องไปหัวหินแล้วเหรอวะเนี่ยยย..

27th CHAOS เมื่อ อาทิตย์ที่ผ่านมา กลายเป็นอาทิตย์สุขสันต์สำหรับพวกเราทุกคนเลยครับ เพราะผลงานบอลออกมาดี ทุกคนเลยพลอยอารมณ์ดีไปด้วย ขนาดมาสเตอร์เฟี้ยมที่ปกติต้องยืนปั้นหน้าเหวี่ยงเด็กบริเวณประตูทางเข้า เป็นประจำ อาทิตย์ที่ผ่านมาผมยังไม่เห็นแกเลยครับ สงสัยมัวแต่ปลื้มใจจัด เออ เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ผมชอบบบ (ไม่ต้องคอยเอาเสื้อยัดในกางเกง) ^___^ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น พระเจ้าก็ยังไม่เคยเห็นใจผมครับ! เพราะแม้จะเป็นอาทิตย์สุขแสนสำหรับทุกคน… แต่สำหรับผมน่ะ……… เสือกเป็นอาทิตย์นรกดี ๆ นี่เอง -_-” ซึ่ง อันที่จริงผมก็ลืม ๆ ไปแล้วว่าช่วงชีวิตที่ปกติสุขน่ะมันเป็นยังไง เพราะนับแต่วันแรกที่ได้รับมอบหมายตำแหน่งประธานชมรมดนตรีต่อจากพี่โอ๊ค (อย่างขืนใจ) จนถึงวันนี้.. ชีวิตผมก็ยังหาความสงบสุขไม่ได้ แม้ในช่วงเวลาที่คนอื่นเขาแฮปปี้กัน แต่ไอ้ประธานชมรมดนตรีผู้น่าสงสารอย่างผมยังต้องวิ่งไปวิ่งมาหัวปั่นอยู่เลย ครับ ก็จะอะไรซะ อีก ถ้าไม่ใช่เพราะเหลือแค่ไม่กี่อาทิตย์ก็จะถึงงานไลฟ์คอนเทสต์ที่ชมรมผมรับ หน้าที่เป็นโต้โผจัดกันประจำทุกปีอยู่แล้ววว งานนี้มีไว้เฟ้นหาวงดนตรีที่ดีที่สุดเพื่อทำชื่อเสียงคุณประโยชน์ให้แก่ โรงเรียนต่อไปครับ ซึ่งถือเป็นเป็นงานเปิด ไม่ใช่คนในชมรมดนตรีก็สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ เพราะอยู่ชมรมดนตรีไม่ได้หมายความว่าจะเก่งที่สุดเสมอไป (ดูไอ้โอมซิ โง่ชิบหาย) (โอ๋… ล้อเล่นครับ มันก็มีดีของมัน…… รึเปล่าวะ) อย่าง เช่นไอ้เอิ้นก็มาสมัครครับ (มันอยู่ชมรมเชียร์) จริง ๆ แล้วมันร้องเพลงเพราะครับไอ้นี่ ผมเคยจีบมาช่วยชมรมเราหลายทีละ มันก็ช่วยบ้างปฏิเสธบ้าง แล้วแต่จะสะดวกอะนะ คราวนี้เอิ้นมาพร้อม ๆ เพื่อนสต๊าฟเชียร์ของมันครบวง คงสนุกมันล่ะ ปุณณ์ เองก็มีรายชื่อติดอยู่ในวงหนึ่งเหมือนกัน (ไปซุ่มฟอร์มวงมาตั้งแต่ตอนไหนวะนั่น) ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเล่นกีต้าร์นี่แหละครับ มันเล่นดนตรีเก่ง (เคยได้เดี่ยวเปียโนในงานคริสมาสต์เมื่อ 3–4 ปีที่แล้วด้วยมั้ง) เราเคยเกือบได้อยู่ชมรมเดียวกันแล้วด้วยครับ ถ้ามันไม่ได้เก่งจัดซะจนโดนบราเดอร์ลากไปทำงานให้สภานักเรียนก่อน มันก็คงอยู่ชมรมดนตรีกับผมนี่แหละ (หรือมันจะอยู่ชมรมบาสหว่า… คิดไปคิดมา ชมรมซึโดคุก็ได้ ชมรมคำนวณก็ดี… เออ สรุปว่ามันเก่งหลายเรื่องครับ ปล่อยมันไปทำสภาฯแหละดีแล้ว)

นอกจากนี้ยังมีอีกล้านแปดแสนวงเดินแถวกันเข้ามาสมัครยั้วเยี้ยเต็มไปหมดเหมือนอยากช่วยเพิ่มงานให้ผม.. ให้มันได้อย่างงี้เซ่! (จะ ขยันอะไรกันนักหนา) เดี๋ยวอาทิตย์หน้าคงต้องเปิดแข่งรอบคัดเลือกก่อนขึ้นเวทีใหญ่รอบนึง ไม่งั้นมีหวังผมได้จัดงานยาวถึงตีสามแหง๋ (โลกร้อนครับ ไม่ดี) (ที่จริงไม่มีตังช่วยโรงเรียนจ่ายค่าไฟ) “เป็น ไรโน่… เงียบเชียว” แต่ก่อนที่ผมจะฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ เสียงไอ้ปุณณ์ดันสะกิดให้ตื่นจากภวังค์(แห่งความเครียด)เสียก่อน ผมสะดุ้งมองนอกกระจกรถ ที่ตอนนี้เปลี่ยนวิวทิวทัศน์เป็นทุ่งนาของตัวจังหวัดราชบุรีไปแล้ว “มึง อย่าเสียงดัง.. กูกำลังเงี่ยหูฟังเสียงทะเลอยู่” ผมบอกปัดมันมั่ว ๆ ได้ยินเสียงไอ้ปุณณ์หัวเราะหึ ๆ พลางบ่นอะไรทำนองว่า ผมบ้า ซักอย่าง หึหึ.. ตกใจล่ะสิว่าวันนี้ผมมาอยู่นี่กับมันได้ยังไง.. วันนี้ผมโดดเรียนครับ! งดหน้าที่ประธานชมรมดนตรีไว้ชั่วคราว (ที่แม่งช่วงนี้เนื้อหอมชิบหาย ใคร ๆ ก็เรียกหา) มานั่งเจ๋ออยู่บนรถเก๋งสีดำคันเดิมของไอ้ปุณณ์ สืบเนื่องจากที่เผอิญตกปากรับคำสาว ๆ ไว้ ว่าจะไปเที่ยวหัวหินด้วยกันเมื่ออาทิตย์ก่อน จริง ๆ แล้วผมว่านี่เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันครับ เพราะจะได้ถือโอกาสหนีจากไอ้พวกบ้านั่นที่เจ้าปัญหาไม่รู้จบ (พี่ครับใบสมัครยับได้ไหม พับได้หรือเปล่า ผมอยากเปลี่ยนชื่อวง เล่นเพลงไทยสากลหรือฝรั่งดี นักดนตรีไม่ครบยืมวงอื่นได้ไหม เอาแฟนมาดูด้วยได้รึเปล่า แมวที่บ้านไม่กินปลาทูควรจะทำไง… พ่อมึงสิ) ตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่บนเบาะด้านหลังคนขับครับ ซึ่งแน่นอนว่าเอมนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถคู่กับปุณณ์ ส่วนผมกับยูริ เรานั่งข้างหลังกัน “โน่ กิน ๆ” ยูริยื่นถุงสีแดงของขนมโดริโทสที่เธอแวะตุนจากวิลล่าไว้ตั้งแต่เมื่อคืนส่ง ให้ผม แน่นอนว่าเรื่องกิน(ขนม)ผมไม่มีขัด ผมหยิบกินพลางถามไอ้ปุณณ์ไปด้วย “กินป่าวมึง” “ไอ้ห่านี่.. ชวนเหมือนเป็นเจ้าของเอง” แต่แม่งเสือกด่าผมกลับซะงั้น เฮ้ย!! คนชวนดี ๆ ก็กวนตีนวะ!!!! เสียง ยูริหัวเราะคิกคักกับการทะเลาะกันเป็นเด็ก ๆ ของพวกเราก่อนจะยื่นถุงขนมให้ปุณณ์เอง “กิน

สิคะ ขนมถุงเบ้อเร้อ ยูกินเองไม่ไหวหรอก” ผมเหล่ตามองไอ้หน้าหล่อที่ทำเป็นอิดออดเกรงใจอยู่พักนึงแต่ก็กินอยู่ดี.. เหอะ ๆ บางทีก็หมั่นไส้อยากจะถีบมันจริง ๆ “เอม กินไหมครับ” ปุณณ์หันไปถามแฟนตัวเองหลังจากที่เพิ่งรู้ตัวว่าปล่อยให้เอมนั่งเงียบมาได้ พักใหญ่แล้ว ผมลอบมองหน้าสาวเจ้าที่งอหงิกนิดหน่อยอย่างงง ๆ เห็นเธอหันหนีไปมองนอกหน้าต่างก่อนจะพูดว่า “เอมไดเอท……….” ไม่รู้นี่เป็นคำตอบหรือแค่ประโยคบอกเล่าธรรมดาแฮะ.. แต่ก็ช่างเหอะเพราะยังไงผมก็จะกินขนมต่ออยู่ดี “เรา สองคนเป็นคู่อ้วนเนอะโน่เนอะ” ยูริว่าคำนั้นพลางหันมายิ้มโชว์เขี้ยวสวย เรียกให้ผมยิ้มกลับ “ช่ายยย ไปทะเลเราก็จะไม่จม เพราะเรามีห่วงยาง” ผมต่อปากต่อคำจนได้ยินเสียงเธอหัวเราะร่ากลับมา “แต่ถ้ามีลูก ลูกจะมีพุงเหมือนเราไม่ได้นะ ต้องเป็นเด็กสุขภาพดี” แค่ก แค่ก แค่ก แค่ก แค่ก… สำลักขนมครับ! เจอมุกแบบนี้เข้าผมไปต่อไม่ถูกเลย ได้แต่ปล่อยผงโดริโทสพ่นออกจมูกอย่างทรมานจนน่าสงสาร ในขณะที่ยูริหัวเราะขำตัวงอ “โน่!!!!!! ยูพูดเล่น!!!!!!!!! ทำไมตกใจขนาดนั้นล่ะ ฮะฮะฮะ อะนํ้า ๆๆ” เธอหัวเราะพลางกุลีกุจอรินนํ้าจากขวดยื่นให้ ก็เข้าใจล้อเล่นนะผู้หญิงสมัยนี้ สนุกใช่ไหมที่ทำผมใจหล่บวูบบบ ลงไปกองอยู่ตาตุ่มได้เนี่ยยย ผมรับแก้วนํ้ามาพลางเหลือบมองปุณณ์ ที่แอบมองผมผ่านกระจกมองหลังนั่นอยู่แล้ว ขำอะไรวะ ไอ้ห่าาา *** ปุณณ์ ขับรถไปเรื่อย ขณะที่ผู้โดยสารอย่างเอม ยูริ และผม ชวนคุยกันตลอดทาง เราแวะปั๊มหลายที่ ซึ่งทุกที่ยูริก็มักได้ขนมติดไม้ติดมือมาเสมอ (เธอบอกว่าตุนไปกินต่อที่โรงแรมครับ เชื่อเขาเลย) หรือบางทีผมกับยูริก็ผลัดกันเลือกแว่นกันแดดรูปทรงประหลาด ๆ เล่นเสียงดังบ้าง ในขณะที่คู่ของปุณณ์และเอมดูจะอยู่กันเงียบ ๆ มากกว่าที่ผมคิด เพราะไม่ว่าจะหันไปมองกี่ครั้ง ก็มักเห็นปุณณ์เป็นฝ่ายเดินตามเอมอยู่เสมอ

จนในที่สุดเราก็มาถึงรีสอร์ทที่พักตอนบ่ายแก่ ๆ เย้!.. ผมก้มลงมองนาฬิกาตัวเองที่บอกเวลาบ่ายสามโมงกว่าขณะที่ปุณณ์และเอมเป็นธุระเดินไปเช็คอินให้ “รีสอร์ท เขาน่ารักมากเลยเนอะ” ยูริพูดพลางทิ้งนํ้าหนักตัวลงนั่งบนโซฟาทรงโมเดิร์นกลางล็อบบี้อย่างสำราญใจ เธอขย่มมันนิดหน่อยสปริงเบาะคงจะเด้งดึ๋งสะใจเธอดี ผมแอบนึกขำ “โซฟาขนหางกระรอกเลยนะเนี่ย” “จริงเหรอ!!!!?” ลุกพรวดพราดเร็วมากครับพี่น้อง.. อันนี้ต้องทำความเข้าใจกันนิดนึงว่ายูริเขาเป็นชมรมคนรักสัตว์ตัวเล็ก ๆ รักซะจนผมคิดว่าคงจบไปทำงานกับกรีนพีซได้เลย ไม่มีปัญหาแน่ ๆ ดังนั้นเรื่องทรมานสัตว์เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับยูริที่ผมรู้ดี (ครั้งนึงเธอเคยห้ามไม่ให้ผมเล่นเกมชิพกับเดล เพราะสงสารไอ้กระรอกสองตัวที่ต้องถูกฝ่ายตรงข้ามทุ่มแอ๊บเปิ้ลใส่) “ซะ เมื่อไหร่..” แน่นอนว่าพอสิ้นคำปุ๊บ ผมก็โดนหมอนที่ตั้งอยู่บนโซฟาเขวี้ยงอัดหน้าปั๊บทันที ฮ่า ๆๆ (หาเรื่องให้ตัวเองทำไมวะเนี่ย) พวกผมสองคนยืนขำคิกคักพลางแกล้งหยอกกันไปมาอยู่อีกพักใหญ่ จนกระทั่งเอมและปุณณ์เดินกลับเข้ามาพร้อมพวงกุญแจห้องในมือ “เล่น ไรกันสองคนนี้” เสียงเอมถามยิ้ม ๆ เมื่อยังคงเห็นพวกผมสองคนส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายกันอยู่ แน่นอนว่ายูริได้ทีก็รีบฟ้องเพื่อนยกใหญ่ “โน่ขี้แกล้งมากเลย ฉันทนไม่ไหวแล้ว เด็กโรงเรียนนี้ขี้แกล้งเหมือนกันทุกคนรึเปล่าปุณณ์!” อ้าวเฮ้ย! อยู่ ๆ เหมาสถาบันซะงั้น ปุณณ์ ยิ้มรับคำนั้นของยูริพลางมองผมขำ ๆ “มันคนเดียวครับยูริ” แล้วไอ้สัดนี่ก็ไม่ได้ช่วยกูเล้ย ผมเหล่ตามองมันก่อนจะแหย่ยูริต่อ “ยูริก็ขี้แกล้งเหมือนกัน สาว ๆ โรงเรียนนี้เขาเป็นงี้กันทั้งโรงเรียนเลยรึป่าวครับเอม” แล้วก็เป็นเพราะคำถามนั้น ผมเลยโดนยูริตีแขนเข้าไปอีกหลายฉาด (อู่ยย.. เจ็บนะเนี้ย) แน่ นอนว่าเอมหัวเราะขำความเพี้ยนของพวกผม “ยูริกับโน่สนิทกันดีจังเนอะ งี้ให้นอนด้วยกันแล้วกัน” เธอว่าอย่างนั้นพลางยื่นกุญแจห้องพวงหนึ่งมาให้ แต่ผมอึ้งสนิท ได้แต่มองกุญแจดอกนั้นสลับกับหน้าปุณณ์ไปมาอย่างไม่แน่ใจ สีหน้าเจ้านั่นดูหนักใจขึ้นมาทันที “เอมครับ….. ปุณณ์นึกว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ” “ปุณณ์ พูดเองเออเองอยู่คนเดียวต่างหาก” เอาล่ะจุ้ย….. เกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้ล่ะครับเนี่ย..

ผมกับยูริเริ่มปิดปากเงียบพลางลอบมองหน้ากันเองอย่างงง ๆ ขณะที่ปุณณ์กับเอมยังคงต่อล้อต่อเถียงกัน “ถ้ารู้ว่ามาเที่ยวกันแล้วจะให้นอนคนละห้อง เอมไม่มาด้วยหรอก!” แต่เป็นเพราะเสียงค่อนข้างดังของเอม ทำให้พวกพนักงานในล็อบบี้หันมามองเราแบบแปลก ๆ ขณะที่ปุณณ์ส่ายหัวระอาก่อนจะดึงให้เอมตามออกไปยังบริเวณอื่น (ที่ไม่ค่อยมีคน) “รอแป๊บนะโน่ ยูริ” มันหันมาบอกพวกผมแค่นั้น ผมจึงได้แต่ยืนคอยต่อไปอย่าง งง ๆ ยู ริล้มตัวนั่งบนโซฟาอีกที “เอมเขาคงอยากนอนห้องเดียวกับปุณณ์น่ะ” แต่ผมที่กำลังจะนั่งตามไม่ค่อยเข้าใจความคิดของผู้หญิงสมัยนี้เท่าไหร่ “ไม่ดีหรอก..” นี่คือความคิดของผม “ทำไม ล่ะ ก็เขามีอะไรกันแล้วนะ นอนด้วยกันก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอไงโน่” ยูริยังคงพยายามเข้าข้างเพื่อนตัวเองอยู่ จนดูเหมือนจะลืมเรื่องอื่น ๆ ไปสนิท “แล้วเราล่ะ?” ผมจึงหวังว่าคำถามของผมจะทำให้เธอฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง ท่า ทางยูริซึมไปจนผมต้องพูดต่อ “ชายหญิงนอนห้องเดียวกันคนอื่นมองไม่ดีหรอกครับ ผู้ชายเราไม่มีอะไรเสียหาย แต่ยูริกับเอมจะแย่เอารู้มั้ย… มีคนรู้จักพ่อแม่ผ่านมาเจอเข้าจะทำไง ผมไม่มีตังค์ไปสู่ขอนะเนี่ยย” ผมพยายามพูดติดตลกพลางลูบผมหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ เพราะไม่อยากให้เธอคิดมาก แต่คำถามที่ได้รับกลับมาทำเอาผมสะอึก “โน่รังเกียจยูเหรอ..” “ทำไมพูดงั้นอะครับ” นัยน์ ตากลมแป๋วของยูริเริ่มจะแดง ๆ ขึ้นมาจนน่าหวั่นใจ… “ก็โน่…… ไม่เคยแตะต้องยูเลย” เฮ้ยย.. อย่าร้องนะ ไอ้โรคแพ้นํ้าตาผู้หญิงมาก ๆๆ เนี่ย ผมก็ไม่ได้อยากจะเป็น “เฮ้ยย — ไม่ดีรึไง ผมให้เกียรตินะ”

“โน่รังเกียจ” “ผมให้เกียรติ” “รังเกียจ” “ให้เกียรติ” “โน่………………………” เมื่อทำท่าว่าจะเถียงไม่ชนะเธอจึงเปลี่ยนเป็นยื่นปากแบบเด็ก ๆ แทน จนผมอดขำกับท่าทางแบบนั้นไม่ได้ “ยูเองก็โตแล้ว เข้าใจผมหน่อยสิ” ผมพูดพลางตบหัวปลอบเธอเบา ๆ (ไม่แรงอย่างเวลาตบหัวไอ้โอม) “แต่ยูอิจฉา….. เวลาเพื่อนคุยกันเรื่องนั้น….. มันเหมือนกับเขารักกันมาก” “…………………” ยิ่งพอได้ยินแบบนั้น ผมก็ยิ่งไม่รู้จะตอบว่ายังไง คงเป็นเพราะผมรู้ตัวเองดีว่าคงไม่มีทางให้ในสิ่งที่ยูริต้องการได้ นัยน์ตาของเธอแดงกํ่า จนผมได้แต่กุมมือเล็กไว้เบา ๆ อย่างต้องการปลอบใจ ยู รินั่งเงียบ ก่อนจะเปิดปากพูด “ยูรู้ว่าโน่ไม่เคยรักยูเลย…. ไม่ว่ายูจะพยายามแค่ไหน โน่ก็ไม่เคยรักยู..” พร้อมปล่อยหยดนํ้าตาร่วงบนหลังมือผล็อย จนใจผมหายวาบ.. รู้สึกตัวอีกครั้ง ยูริก็ร้องไห้จนตัวโยนในขณะที่ผมไม่รู้ว่าควรทำยังไง ผมไม่ถนัดการปลอบใจผู้หญิงจริง ๆ ที่ทำได้อย่างมากก็เพียงกุมมือเธอให้แน่นขึ้นเท่านั้น “ยูเป็นอะไรน่ะ!?” เสียงเอมดังจากข้างหลังจนผมต้องเงยหน้ามองอย่างต้องการขอความช่วยเหลือ ท่าทางทั้งปุณณ์และเอมอึ้งไปเมื่อเห็นยูริร้องไห้อยู่ ครู่หนึ่งยูริก็เป็นฝ่ายลุกเอง “เอม…. เราอยากพัก ขอเข้าห้องก่อนนะ” เธอพูดพลางหันไปคว้าเอากระเป๋าสัมภาระ และถุงข้าวของต่าง ๆ เดินนำออกไป โดยมีเอมวิ่งตามช่วยไขกุญแจให้ ปุณณ์มองหน้าผมงง ๆ เหมือนอยากถามอะไรบางอย่าง แต่คงเป็นเพราะผมส่ายหัวกลับ มันเลยพาผมเข้าห้องพักบ้าง

เรา สองคนเดินต๊อกแต๊กกันตามทางเดินที่ถูกตกแต่งมาอย่างเก๋ ผมเพิ่งสังเกตว่ารีสอร์ทแห่งนี้หรูมาก ราคาคงแพงระยับถ้ามากันเอง ปุณณ์ไขกุญแจลงในห้องหนึ่ง ที่พนักงานบอกพวกเราว่ามันคือห้อง Studio Piers ฟังจากชื่อผมก็งง ๆ ว่าเกี่ยวอะไรกับท่านํ้า แต่พอเปิดเข้าไปดูก็ร้องอ๋ออออ เพราะหลังห้องที่พวกเราพักต่อเติมเป็นคล้าย ๆ โป๊ะออกไปสู่สระนํ้าได้ (เรียกว่ามีสระนํ้าผ่านหลังห้อง) ผมเห็นแล้วตาวาวทันที เดาว่าป่านนี้สาว ๆ คงกรี๊ดกร๊าดกันอยู่ ผมรีบโยนกระเป๋าลงเตียงพลางเดินวนสำรวจรอบห้อง พบว่าภายในถูกตกแต่งให้น่าอยู่มากครับ ห้องนี้มีทีวี LCD เข้าผนัง เตียงนอนคิงไซส์ อ่างอาบนํ้ากึ่งสปา ไม่ใช่ว่าจะธรรมดานะเนี่ยยย คงเพราะมัวแต่ตื่นตาตื่นใจไปหน่อย เลยไม่ทันสังเกตว่าไอ้ปุณณ์กำลังค่อย ๆ จัดของออกจากกระเป๋า “ไม่จัดของไงวะ?” มันส่งเสียงตะโกนถามผม “จัด ไม จะเอาไรค่อยหยิบ ไม่กี่วันก็กลับ” แต่อย่าลืมว่าสันดานคนมันต่างกัน… ปุณณ์หัวเราะร่วนกับความไร้ระเบียบในชีวิตผม ขณะที่มันค่อย ๆ แขวนเสื้อเก็บ พร้อมกับได้ยินเสียงสาว ๆ กรี๊ดกร๊าดแว่วดังมาจากกำแพงอีกห้องหนึ่งที่อยู่ติดกัน “พวก ผู้หญิงคงอารมณ์ดีแล้ว..” ปุณณ์พูดพลางยิ้ม จนผมต้องยิ้มกลับ เรานั่งรอเวลาไม่นานนัก พอเห็นว่าแดดร่มก็เริ่มตั้งท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปชวนพวกผู้หญิงเล่นนํ้ากัน แต่ขณะที่ผมกำลังใส่รองเท้าแตะอยู่หน้าห้องนั้นเอง ก็บังเกิดความคิดอยากถามจะอะไรปุณณ์ขึ้นมาข้อหนึ่ง “มึง……..” ผมเกริ่นนำให้มันละสายตาจากเชือกกางเกงที่กำลังง่วนผูกอยู่ เงยขึ้นมามองหน้าผม “อะไร?” “ทำไมไม่นอนกับเอม?” ขอเช็คหน่อยแล้วกันว่ามันคิดอะไร หลัง จบคำนั้น ปุณณ์ไม่มีท่าทีอึกอักใด ๆ ระหว่างตอบผมกลับมา “ไม่ใช่เรื่องดีหรอก แค่ที่ผ่านมาก็เลวพอแล้ว” มันว่าพลางหยิบผ้าเช็ดตัวให้ทั้งผมและมันเอง… ได้ฟังคำตอบแบบนี้ผมรู้สึกดีขึ้นเยอะ ผม ตบบ่าปุณณ์พร้อมรอยยิ้มกว้าง “ตอนนี้มึงเป็นคนดีแล้วแหละ กูว่า” เพราะก่อนหน้านั้นผมคิด

ในใจว่า.. ถ้าปุณณ์ตอบว่าอยากนอนกับผม ผมจะต่อยให้ควํ่าแล้วโบกรถกลับกรุงเทพฯทันที *** เรา ออกจากห้อง เดินไปชวนพวกผู้หญิงเล่นนํ้า ซึ่งดูเหมือนเธอจะรออยู่แล้ว ผมยอมรับว่าตัวเองกลืนนํ้าลายลำบากเมื่อเห็นสองสาวในชุดบิกินี่สีหวาน…. อืมมมม เป็นวัยรุ่นนี่ดีจริง ๆ หึหึ แต่ท่าทางไอ้ปุณณ์จะรู้ทันผมหวะ เพราะมันกระทืบเท้าผมปัง! โคตรพ่อเจ็บ! กูจะมองแฟนมึงมั่งไม่ได้เลยใช่มั้ย!!! “เอา นี่ไปเล่นด้วย ๆๆ” ยูริส่งเสียงเริงร่าพลางหอบเอาลูกบอลชายหาดกับตุ๊กตายางรูปปลาโลมาตัวใหญ่ ออกมา ผมอาสาช่วยยูริถืออย่างไม่รอช้าซึ่งเธอก็ปล่อยให้ผมทำอย่างนั้น แต่ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่ายูริไม่มองหน้าผมเลย.. เรา สี่คนเดินกึ่งวิ่งไปยังชายหาดบริเวณหน้ารีสอร์ท ที่ตรงนี้ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านมากครับ ส่วนมากมักเป็นฝรั่ง (อืมมมม ผมชอบ หึหึ) กะเหรี่ยงอย่างเรา ๆ พอเห็นทะเลก็วิ่งร่าลงนํ้ากันโครม ๆ ยกเว้นเอมไว้คนนึงที่อิดออดอยู่นานกว่าจะยอมลงมาได้ “มาซี่เอม!!!!!! ชวนมาเองน๊า!!!!!” เสียงยูริตะโกนเรียกเพื่อนตัวเองจากไกล ๆ เพราะเธอบุกนํ้าจนเปียกไปครึ่งตัวแล้ว ผมกับปุณณ์เองก็ยืนรออยู่ในนํ้าเช่นกันครับ “เฮ้ยไม่เอา… ว่ายนํ้าไม่เป็น” เอมอุบอิบพูดจนพวกเราหัวเราะก๊าก นี่จบอนุบาลจากโรงเรียนไหนมาเนี่ยยเอม! พวกผมหัวเราะขำขณะที่ได้ยินเสียงปุณณ์เองก็หัวเราะเหมือนกัน “อะไรเนี่ยยย นํ้ามันไม่ลึกซักหน่อย ใครเขาว่ายกันล่ะ! จะนั่งดูอยู่ตรงนั้นรึไง!?” แต่ยูริยังไม่เลิกล้มความพยายามที่จะชักชวนเพื่อนตัวเองให้ลงทะเลอยู่ ผมมองเห็นเอมพยักหน้าหงึกหงักจากบนชายหาด

ยูริสะบัดตัวไปมาเหมือนเด็ก ๆ เธอเอื้อมมือไปเกาะแขนไอ้ปุณณ์แจ “ปุณณ์จัดการให้หน่อยน๊า ๆๆๆ” “ยังไงดีล่ะ…” หมอนั่นขำกับท่าทางของยูริที่เข้ามาเกาะแขนแน่น ยูริยังคงส่งเสียงออดอ้อนอยู่ “ยังไงก็ได้นะ.. น๊าาาาาาาาาาา” หึ หึ.. เจอแบบนี้ใครจะปฏิเสธไหวล่ะครับ (ผมเองยังไม่รอดเลย) ปุณณ์ก็ปุณณ์เหอะ.. หึหึ.. ในที่สุด ยอดชายนายปุณณ์ก็เป็นอันพ่ายแพ้ต่อนางสาวยูริ ต้องยอมเดินขึ้นไปหาเอมให้แต่โดยดี พวก ผมยืนมองสองคนนั้นคุยอะไรกันบนฝั่งอยู่ครู่หนึ่ง ท่าทางเหมือนกำลังอยู่ในช่วงตกลงอะไรซักอย่าง (เฮ้ย.. เล่นทะเล ไม่ใช่เล่นหุ้น ไม่ต้องเจรจานานขนาดนั้น) ก่อนที่ปุณณ์จะพยักหน้ายิ้ม ๆ แล้วช้อนตัวเอมไว้ในสองแขนวิ่งเข้ามา “มา แล้ว ๆๆ เจ้าหญิงมาแล้ววว” มันตะโกนว่าอย่างนั้นก่อนจะโยนแฟนตัวเองลงทะเลซะเนื้อตัวเปียกปอนไปหมด แน่นอนว่ายูริกับผมขำกลิ้ง ก่อนที่เอมจะแหวกนํ้าขึ้นมาตะโกนลั่น “ปุณณ์!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ไม่ได้ตกลงว่าจะลงอย่างนี้นี่!!!!!!” หญิงสาวประท้วงพลางทุบอกปุณณ์เป็นการใหญ่ ผมเห็นเจ้านั่นหัวเราะร่าจนตาหยี “ก็เอมไม่ได้บอกว่าอยากลงแบบไหนนี่ครับ” หลัง จากนั้นเราทั้งสี่คนก็เปียกไปตาม ๆ กันเมื่อไม่มีใครยอมหนาวอยู่ฝ่ายเดียว ผมจำได้ว่าเอมกดปุณณ์ลงนํ้าเพื่อเป็นการทำโทษ แต่มันเสือกไม่ยอมโดนน็อคอยู่คนเดียว แขนที่ผอม ๆ แต่อุดมด้วยแรงเยอะกว่าฉุดผมลงใต้นํ้าเป็นเพื่อน (สำลักโว๊ย) จนบังเกิดความอาฆาตพยาบาท การพยายามฆาตรกรรมกันหมกทะเลจึงเกิดขึ้น พวก เราเล่นนํ้าเสียงดังอยู่นานสลับกับขึ้นไปตีลูกบอลเล่นบนบก ไม่อยากจะบ่นว่าลิงชิงบอลนี่แม่งโคตรเหนื่อยชิบหายเพราะไม่ยอมมีใครเป็นลิง ซักทีนอกจากผม… พวกนั้นโยนบอลข้ามหัวผมไปมาอย่างสนุกสนานดี แต่ นอกจากความสนุกตรงหน้าแล้ว สิ่งที่ผมสังเกตได้อย่างนึงก็คือ ยูริแทบจะไม่พูดคุยหรือมองหน้าผมเลย… ทุกครั้งที่เราสบตากัน มักจะเป็นเธอที่หลบก่อนเสมอ จนผมเองเริ่มไม่แน่ใจว่าเรากำลังผิดใจ

กันเรื่องอะไร ซึ่งผมก็พยายามทำตัวเองให้เป็นปกติที่สุด “หนาว ป่าวครับ” ลองชวนคุยหน่อยก็ได้มั้ง… (ถึงจะยังไม่แน่ใจว่าทะเลาะกันเรื่องอะไรก็เถอะ) ผมถามพลางลุยนํ้าเข้าไปหายูริที่ขี่โลมายักษ์ หลังจากเพิ่งเล่นลิงชิงบอลเสร็จ คงเพราะลมเย็นจากทะเลเริ่มตีขึ้นมาแล้ว ทำให้ผมอดเป็นห่วงเธอหน่อย ๆ ไม่ได้ “ไม่… ค่ะ..” แต่ยูริกระท่อนกระแท่นตอบผมแค่นั้น ถือเป็นเรื่องแปลกมากเพราะปกติยูริพูดได้นํ้าไหลไฟดับจนผมแทบจะไหว้ให้หยุด.. แต่ตอนนี้ผมคงต้องไหว้ให้เธอพูดแทน ว่าตกลงแล้วเธอเป็นอะไรกันแน่ “เป็นไรรึเปล่า ทำไมเงียบ ๆ” “โอ๊ย!!” แต่ ยังไม่ทันที่ผมกับยูริจะทันคุยกันรู้เรื่องดี เสียงอุทานด้วยความเจ็บปวดของเอมก็ดังขึ้นก่อน.. ผมหันไปมองว่าไอ้คู่รักบนบกคู่นั้นเล่นอะไรกัน แต่ก็เห็นเอมลงไปนั่งกองกับพื้นแล้ว ปุณณ์ ก้มพลิกดูข้อเท้าแฟนตัวเองไปมาก่อนจะทำสัญลักษณ์มือบอกผมว่าเอมข้อเท้าพลิก ผมพยักหน้ารับทราบพลางมองมันที่แบกเอมขึ้นหลังกลับรีสอร์ทไป ยู ริมองตามแผ่นหลังของปุณณ์ที่แบกเอมไว้อยู่ครู่หนึ่ง แล้วสะสายตากลับมาตีขาเล่นบนโลมายักษ์เหมือนเดิม.. ยิ่งผมเห็นท่าทางลอยหน้าลอยตาแบบนั้น ก็ยิ่งทำให้นึกเคืองขึ้นมาตะหงิด ๆ “ยู ริครับ… มาเที่ยวกันอย่างอนเป็นเด็กอย่างงี้สิ” เสียงผมที่เอ็ดไปคงจะฟังดูเย็นชามาก สาวเจ้าเลยหันกลับมาจ้องหน้าผมกลับนัยน์ตาเขม็ง “ยูไม่ใช่เด็ก!” เธอแหวผมเสียงดัง ดวง ตาโตนั้นวาวโรจน์จ้องมาทางผมอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน อันที่จริงแล้วต้องพูดว่า ผมไม่เคยเห็นยูริงอนเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้เลยด้วยซํ้า แต่วันนี้ยูริงอนจนเหมือนกับเธอกำลังโกรธอะไรผมอยู่นั่นแหละ

ผม ขมวดคิ้วมองหญิงสาวตรงหน้าที่เริ่มปีนลงจากโลมายักษ์มาแช่ในนํ้าทะเลตรงหน้า ผมอย่างสงสัย… นัยน์ตากลมโตนั้นมีประกายราวกับทั้งโกรธและท้าทายผมบางอย่าง “โน่เป็นผู้ชายจริงรึเปล่า” ริมฝีปากบางของยูริขยับถามอย่างนั้น ก่อนจะคว้ามือผมไปจับลงบนหน้าอกเธอ ผ่านเนื้อผ้าบิกินี่

28th CHAOS ทันทีที่ผมรู้สึกได้ถึงสิ่งที่อยู่ใต้ฝ่ามือ ผมรีบสะบัดออก พร้อมความโมโหที่ปะทุขึ้นมา “ทำอะไรน่ะยูริ!?” “โน่ เป็นผู้ชายจริงหรือเปล่า” แต่ยูริไม่ตอบ ซํ้ายังถามยํ้าอีก เธอดึงมือผมให้จับหน้าอกอีกครั้งอย่างแรง คราวนี้นิ้วเล็ก ๆ ของยูริกดมือผมให้ขยำลงไป ทำเอาโกรธจัดจนตัวสั่น “ยูเห็นผู้ชายเราเป็นยังไง” “บ้ากาม!” เธอตะโกนใส่หน้าพร้อมขยับเข้ามาอย่างท้าทาย ผมไม่เคยรู้ว่ายูริจะเป็นคนแบบนี้มาก่อน “ผม ผิดหวังในตัวยูมาก” ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากคำนี้แล้วจริง ๆ มือข้างหนึ่งที่ว่างของผมผลักยูริให้ถอยห่าง ก่อนจะขอตัวเดินขึ้นฝั่งเพื่อกลับห้อง.. ตอนนี้ผมรู้สึกโมโหจนตัวสั่นเลยจริง ๆ เท้า สองข้างของผมเดินดุ่ม ๆ ขึ้นชายหาดโดยไม่ลืมคว้าเอาผ้าขนหนูมาคลุมหัว เพราะไม่อยากให้ใครเห็นใบหน้าไม่สบอารมณ์ตอนนี้ แต่เสียงฝีเท้าที่วิ่งไล่ตามมาจากด้านหลังไม่ยอมปล่อยผมให้ทันตั้งตัว เมื่อมีนํ้าหนักขนาด 45 กิโลกรัมกระโดดขึ้นขี่หลังผมทันที “ทำอะไรน่ะยู!!!!” คือยูริครับที่วิ่งมากระโดดขี่หลังผมทั้งที่เราเพิ่งทะเลาะกันไปเมื่อกี้ “รัก โน่ที่สุดเลยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย” เสียงยูริตะโกนคำนั้นข้างหูพร้อมล็อคคอผมเข้าไปกอดแน่น ตอนนี้ผมงงไปหมด คิดอะไรไม่ทันแล้ว “อะไรน่ะ!?” “ยู ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเมื่อกี้โน่ปลํ้าจริง ยูจะร้องให้คนช่วยยังไง แถวนี้มีแต่ฝรั่ง” แต่เธอไม่สนใจตอบคำถามผม ยังคงพูดต่อพลางหัวเราะคิกคัก ซึ่งนั่นทำให้ความโกรธที่ผมมีทั้งหมดหายวับไปเกือบสิ้น “ลองใจเหรอ!” ผมตวาดพลางแกล้งยกตัวยูริที่ขี่หลังอยู่ให้กระดกสูง ๆ เธอส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดอย่างชอบใจ “นิด หน่อยเองงงงงงงงงงงงงงงงง” แขนเล็ก ๆ รัดคอผมแน่นเข้าไปอีกสงสัยเพราะกลัวหล่น ทำให้เมื่อกี้ถึงผมจะโกรธ แต่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ไม่ ใช่ผม ยูแย่ไปแล้วรู้รึเปล่า วันหลังห้ามลองใจใครแบบนั้น เข้าใจมั้ย” แต่ยังไงก็ต้องเตือนไว้ล่ะ

เพราะเล่นอะไรไม่เข้าท่าจริง ๆ ผู้หญิงคนนี้ ยูริยังคงส่งเสียงดังหัวเราะร่าไม่มีทีท่าจะหยุด “ดีใจจังได้เป็นแฟนโน่~~~~” เธอว่างั้นพร้อมซบหัวตัวเองลงมาชนกับหัวผม… เอ๊ะ… ตกลงผมเป็นแฟนยูริจริง ๆ ใช่ไหม!? “นี่โน่!!” “หืม?” เราเกือบจะเดินถึงรีสอร์ทกันอยู่แล้ว “ทำไมไม่เคยบอกคนอื่นเลยล่ะว่าจริง ๆ แล้วโน่ไม่ใช่แฟนยู” อ๋อ… สรุปว่ายูริก็ยังจำเรื่องนี้ได้ มหัศจรรย์จริง ๆ “ก็ยูริพูดว่าเป็นไปแล้วนี่… จะให้ผมปฏิเสธได้ยังไง” “ยูขี้โกงเนอะ…” “ช่ายยยยย” ผมตอบทันที แล้วก็โดนยูริตีหลังให้ทันทีเหมือนกัน อ้าวเฮ้ย!? ผิดตรงไหนวะ!? “ไม่รักษานํ้าใจเลยนะ! นี่…. แล้วผู้หญิงที่ชอบจะไม่เข้าใจผิดเหรอ ไม่ปฏิเสธอย่างนี้” อืม.. คิดแบบนี้ก็เป็นนี่ยูริ… เฮ้อ.. ปลื้ม “ไม่ มีหรอก.. ช่างเหอะ” ผมตอบพลางคิดว่าจริง ๆ แล้วที่ผ่านมา นอกจากผมจะไม่ปฏิเสธยูริเพราะไม่อยากให้เธอเสียหน้าแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะถ้ามีแฟนไว้กันท่าบ้างสักคนคงจะดี ชีวิตอาจสงบสุขมากกว่าตอนนั้น ครั้งที่พวกผมไปเล่นดนตรีให้งานโรงเรียนที่คอนแวนต์กันแล้วหอประชุมเกือบพัง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ดีใจนะที่สาว ๆ ชอบวงพวกเรากันขนาดนั้น แต่พอหลังจากงานจบแล้วมีโทรศัพท์สายแปลก ๆ โทรเข้ามาทุกวันเนี่ย… ผมเริ่มไม่แน่ใจ “ยู คิดแล้วว่าโน่ต้องเป็นสุภาพบุรุษ.. ไม่มีทางหักหน้ายูแน่นอน…. ดีนะ ยูชิงพูดคนแรก ถ้าคนอื่นพูดก่อนแล้วโน่ไม่ปฏิเสธเหมือนกัน ยูคงเสียใจตายเลย” เออ สรุปว่าสุดท้ายผมกลายเป็นสินค้าในกระบะลดราคาไป.. ใครเร็วใครได้

ผม ขำพลางคิดว่าจริง ๆ แล้วที่ผมไม่ปฏิเสธยูริก็เพราะยูริเป็นผู้หญิงนิสัยดีมากคนหนึ่ง ไม่เสียหายอะไรที่จะคบเธอไว้เป็นเพื่อน ลองถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นที่น่ารำคาญมากกว่านี้สิ ผมคงพูดจาแรง ๆ ต่อว่าเธอตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยข่าวแล้ว เราสองคนเดินเรื่อยมาจนถึงบริเวณที่ล้างขา ผมปล่อยให้ยูริลงจากหลังเพื่อล้างทรายออก “โน่…….” “ว่าไง?” “ถ้า มีคนที่ชอบเมื่อไหร่บอกยูนะ.. จะช่วย” อยู่ดี ๆ เธอก็พูดประโยคนี้ขึ้นมาโดยไม่มองหน้าผม.. ผมดูยูริที่ก้มหน้าก้มตาตั้งใจล้างขาแล้วก็ยิ้มออกมาแผ่ว ๆ “จริงเร้อ…” “จริง สิ… ตอนแรกนึกว่าโมเมเป็นแฟนโน่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวโน่คงจะรักยูไปเอง” โอ้โห… ตรรกะนี้ก็คิดไปได้นะยูริ ผมล่ะอดขำในความคิดบ๊อง ๆ ของเธอไม่ได้ “อย่า ขำสิ… แต่เห็นแล้วว่าผ่านมาก็นานโน่ยังดูไม่รู้สึกอะไรกับยูอยู่เลย เลยทำใจแล้วแหละว่าคงไม่มีวัน” เธอพูดต่อพลางช่วยล้างขาให้ผมแล้วจัดแจงปิดฝักบัว รอย ยิ้มนั้นยังคงสดใสเหมือนเคย “อยากเห็นหน้าคนที่โน่ชอบเร็ว ๆ จัง.. ต้องพามาให้ยูดูคนแรกนะ” ผมมองรอยยิ้มของยูริที่ส่งมาอย่างเปี่ยมล้นด้วยความรัก พลันรู้สึกจุกในอกอย่างประหลาด.. ทำไมผมถึงไม่ชอบยูรินะ ทั้งที่เธอดีกับผมขนาดนี้ ส่วนคนที่ผมชอบน่ะเหรอ… หน้าของปุณณ์ลอยมาเป็นคนแรก ทั้งที่ผมยังไม่รู้เลยว่าลึก ๆ แล้ว ความรู้สึกที่ผมมีต่อปุณณ์คืออะไร…

ผมไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนั้นคือความรัก แต่ผมเป็นห่วงมันมาก และทุกครั้งขอแค่มีปุณณ์อยู่ข้าง ๆ ผมก็ไม่เคยต้องการสิ่งใด “โน่……” เสียงยูริเรียกผมอีกครั้งหลังจากปิดนํ้าฝักบัวเรียบร้อยแล้ว เรายังคงยืนตรงที่ล้างขากันอยู่ “มีอะไรครับ? ไม่รีบเข้าห้องอะ หนาวนะ” “จูบยูหน่อยได้ไหม” “……………………………..” ดวงตากลมสีดำใสแจ๋วนั้นมองมาทางผมเหมือนอยากจะขอร้อง แต่.. “มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอกยู.. มีแต่แย่ลง เชื่อผมสิ” ยูริแค่นหัวเราะออกมานิดหน่อยเท่านั้น หลังจากได้ฟังคำตอบจากปากผม “ว่า แล้ว…… งั้นแค่กอดก็ได้… นะ…. นิดนึง” ผมอมยิ้มบาง ๆ กับคำต่อรองนั้น ก่อนจะยื่นแขนไปโอบเธอให้เข้ามาใกล้หลวม ๆ “ไปหาคนดี ๆ รักดีกว่าน่า….” “นี่แหละดีที่สุดแล้ว” เสียงยูริอู้อี้ตอบกลับมา พลางกระชับกอดผมแน่นบ้าง บางครั้งผมก็เกลียดตัวเองที่รักยูริไม่ได้จริง ๆ ***

จวบ จนจบวัน ผมรู้สึกว่าเป็นวันที่เหนื่อยโคตร ๆ เลยว่ะ… ตอนเย็นพอเอมเริ่มเดินได้คล่องหน่อย พวกเราก็ขับรถพากันไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารในตัวเมืองจนอิ่มแปล้ กลับถึงรีสอร์ทเหลือแต่แรงอาบนํ้าก่อนจะหงายตัวนอนสลบเหมือดบนเตียงอย่างกะคน หมดแรง “เหนื่อยยยยยยยยว่ะ” ให้พูดคำอื่นพูดไม่เป็นแล้วครับ ปุณณ์ที่กำลังจัดของอะไรซักอย่างอยู่ หันมาหัวเราะหึหึใส่ผม “มึงขับรถเหรอ” “เออออ อออ ไอ้คนเหนื่อยกว่า” แม่งแค่นี้ทำข่ม.. กูแค่หายใจก็เหนื่อยแล้วเหอะ ผมว่าประชดมันพลางเขยิบตัวขึ้นนอนดีดี แล้วหันหน้าออกไปทางอื่น แว่วเสียงมันสาวเท้าเข้ามาข้างเตียง “จะนอนแล้วเหรอวะ” “อืม..” “งั้น ปิดไฟ” โดยไม่รอคำตอบ ปุณณ์จัดแจงดับไฟห้องทันที ตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าปุณณ์อยู่บนเตียงแล้วคือแสงจากดวงจันทร์และ ความรู้สึกว่าที่นอนยวบลงไปเท่านั้น “อย่า ลืมไหว้พระอะมึง” ผมเตือนมัน โดยไม่ลืมพลิกตัวมองว่าได้ทำตามจริงรึเปล่า ภาพที่เห็นคือเงาของไอ้ปุณณ์ล้มลงนั่งก่อนจะไหว้หมอนตามคำบอกแต่โดยดี มัน ก้มลงกราบพระสามครั้งแล้วล้มตัวนอนข้าง ๆ ผม ผมเหลือบมองคนข้าง ๆ ผ่านแสงสลัวของดวงจันทร์ ก็เห็นปุณณ์กำลังนอนก่ายหน้าผากอยู่ “เป็นไรวะ มีเรื่องไรรึเปล่า” ลองใครมานอนท่านี้เป็นอันมีเรื่องทุกรายสิน่า “ไม่รู้ว่ะ…” ปุณณ์ตอบ ทั้งที่มือยังคงก่ายหน้าผาก ก่อนที่เราจะเงียบงันในความมืด.. “……………………………” “วันนี้ กูเห็น………..” หลังจากนอนเงียบอยู่พักหนึ่งจนผมเกือบหลับ อยู่ดี ๆ ปุณณ์ก็พูดคำนี้ขึ้นมา ทำเอาสะดุ้งโหยง ผมรีบกระพริบตาถี่ ๆ ไล่ความง่วง

“เห็นไรวะ เห็นหมำรึเปล่า” แน่นอนว่ามันปล่อยฝ่ามือพิฆาตลงกลางหัวผม “เดี๋ยว กูท้าดมเลย ไอ้ห่านี่…. วันนี้กูเห็นมึง…. กอดกับยูริ ด้วย” ปุณณ์กระท่อนกระแท่นตอบเรื่องที่ผมทำจริงเมื่อเย็น.. อืมมม… ตาไวดีแฮะ แล้วผมควรตอบกลับไปว่าอะไรดี.. “หึง รึไง” ตัดใจแซวไปอย่างนั้นทั้งที่รู้สึกเจ็บในใจอย่างประหลาด.. มันเป็นความรู้สึกเจ็บหนืด ๆ เหมือนเวลาเราพยายามทำเรื่องเศร้าให้เป็นเรื่องตลก อย่างไงอย่างงั้น แว่วเสียงปุณณ์ถอนหายใจให้ผมฟัง “ทุเรศเนอะ…” มันเงียบไปก่อนจะพูดต่อ “กูไม่มีสิทธิ์เลยแท้ ๆ” ผมที่ฟังคำเหล่านั้นก็ได้แต่เงียบ… ไม่อยากยอมรับเลยว่าวันนี้ที่เห็นปุณณ์อุ้มเอมไปก็รู้สึกปั่นป่วนในท้องไม่แพ้กัน เราสองคนนอนฟังเสียงทะเลซัดชายหาดดังแผ่ว ๆ เช่นเดียวกับภายในจิตใจ ที่เหมือนมีกำปั้นใครยื่นเข้ามาทุบหัวใจให้มันเจ็บซํ้า ๆ.. “มึงรักเอมปะ…” อยู่ดี ๆ ผมก็ถามคำนี้ขึ้นมา จะด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบได้ ผมทอดสายตามองด้านข้างของปุณณ์ที่ส่งสีหน้าลำบากใจ “กูยังไม่รู้เลยว่ารักคืออะไร.. แต่กูเป็นห่วงเค้า แล้วก็.. เต็มใจที่จะคอยดูแล” “มึงก็คงรักนั่นแหละ” คำตอบของปุณณ์ชัดเจน แต่สมองผมกลับว่างเปล่าจนต้องหลับตาในความมืด “โน่…………” “………………….” แต่ถึงแม้ผมจะไม่ได้ขานรับ ปุณณ์ก็คงรู้ดีว่าฟังอยู่ เสียงทุ้มนั้นจึงพูดต่อ “แต่กับมึง….. ก็ไม่ได้น้อยไปกว่าเอมเลยนะเว้ย”

พูดทำไมวะ.. “พูด ทำไมวะ” ผมถามออกไปพร้อมความรู้สึกจุกถึงคอหอย.. มีคำหลายคำยังคงอัดแน่นอยู่ข้างใน เรียกร้องให้ผมรีบบอก.. แต่สุดท้ายก็ต้องเก็บมัน ไม่ให้หลุดจากปากผมที่เฝ้าบอกตัวเองซํ้า ๆ ว่าเราอย่าพูดอะไรที่ทำให้ปุณณ์ลำบากใจ เรา สองคนนิ่งเงียบ ก่อนปุณณ์จะตัดสินใจรวบตัวผมเข้าไปกอด.. ผมตอบรับอ้อมแขนนั้นด้วยอ้อมแขนของตนเองกลับ เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่ยังเหลือ เอาไว้ยํ้าว่ายังมีเราสองคนอยู่ข้าง ๆ กัน… แม้ความสัมพันธ์จะกลับกลายเป็นอะไร แต่ทุกครั้งที่ได้กอดกันอย่างนี้ ผมก็ยังรู้สึกอบอุ่นใจ “โน่……. กูขอโทษ” ปุณณ์กอดผมแน่นพลางกดจูบลงบนขมับ “กูอยากจะห้ามตัวเองให้ได้มากกว่านี้ แต่กู……” เสียงนั้นหายไปพร้อมกับอ้อมแขนที่สั่นเทา จนผมต้องถอนตัวเองออก เพื่อยกศีรษะมองใบหน้าคมที่ถูกพาดผ่านโดยแสงจันทร์ เรามองกันอยู่นิ่ง ราวกับต้องการให้ดวงตาสองคู่นี้เป็นตัวแทนบอกทุกอย่าง.. “กูก็ทำไม่ได้เหมือนกัน…” เป็นผมเองที่พูดคำนั้นก่อนจะมอบริมฝีปากให้ปุณณ์อย่างแผ่วเบา.. สำหรับผม.. ระหว่างเราไม่จำเป็นต้องมีคำจำกัดความใดเลยก็ได้ ผมแค่อยากให้เราอยู่ข้าง ๆ กันนาน ๆ ผมต้องการแค่นั้นเอง..

29th CHAOS แสง แดดยามสายส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาไม่ถนัดนัก เพราะตอนหกโมงเช้าผมเพิ่งตื่นขึ้นมาปิดก่อนรอบนึง…. อืมม แล้วจะพูดทำไมวะ เรื่องของเรื่องคือละเมอตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อกี้นี้แล้วยกนาฬิกาข้อมือดู ปรากฏว่าปาเข้าไปเก้าโมงกว่าแล้วแต่ยังไม่มีใครตื่นซักคน ผม ยกข้อมือข้างที่มีนาฬิกาดูพลางขยี้ตานิดหน่อยก่อนจะปล่อยมือวางไว้ตรงที่ เดิม ที่ ๆ มีไอ้ปุณณ์นอนทับอยู่ ผมขยับแขนเพราะความเมื่อยเล็กน้อยแล้วก็ต้องยิ้มออกมา เมื่อเห็นใบหน้ายามหลับของปุณณ์ซุกอยู่กับตัวผมท่าทางสบายเป็นที่สุด หมั่นเขี้ยวก็ต้องขอซักทีสิครับ! ‘ป๊าบบ’ “อืมมมมมมมมมมม.. ตบไมวะ!” มันโวยทั้งที่หน้ายังซุกกับอกผม ก่อนจะขืนตัวมาลูบหัวป้อย ๆ ให้ได้ขำสะใจเล่น “เก้าโมงแล้ว มึงจะนอนให้ถึงวันกลับเลยมะ” แต่ ไอ้ปุณณ์ดูท่าทางไม่ตื่นดี มันหลับตาปี๋ขณะฟังผมพูด พลางควานมือหามือถือบนหัวเตียงแต่หาไม่เจอ ผมเลยยื่นข้อมือตัวเองให้มันดูนาฬิกาเป็นหลักฐานแทน “เก้า…. โมงงงงง” ยํ้าอีกทีเผื่อขี้ตาจะอุดจนดูไม่ออก มันขมวดคิ้วมองเข็มนาฬิกาบนหน้าปัดดีเซลเล็กน้อย ก่อนจะคว้ามือผมไปซุกนอนที่แก้มอีกครั้ง “สิบโมงปลุก” “เออ นอนไป กูจะไปหาไรกิน” ไม่ตื่นก็ไม่ง้อวะ! ผมช่างแม่งแล้วลุกขึ้นหมายจะสะบัดมือออกจากแก้มมันให้พ้น แต่ไอ้คนง่วงนอนทำไมแรงเสือกเยอะชิบหาย มันเล่นดึงผมพรวดเดียวลงไปนอนเอ้งเม้งบนเตียงเหมือนเดิมซะฉิบ “ไม่เอา… นอนด้วยกันก่อน สิบโมงค่อยไป” เสียงปุณณ์อู้อี้อยู่กับหมอนและมือผม “ตลก กูหิวมั่งเหอะ”

“นอนก่อน” “แดกก่อน” “นอนก่อน” “จะแดก” “นอน………………..” เอ๊ะไอ้ห่านี่ ทำไมบังคับจิตใจกันจังวะ!! (แล้วตกลงชีวิตนี้ผมเคยเถียงชนะใครมั่งมั้ย!?) ผมขมวดคิ้วใส่มันแต่ก็เห็นตัวปัญหาหลับตาพริ้ม แถมยักคิ้วกวนตีนกลับมาให้อีกต่างหาก ตกลงมึงตื่นแล้วใช่ปะ… เดี๊ยวพ่อกระทืบไส้แตกคาเตียงซักที! ปากผมขมุบขมิบด่าไป มืออีกข้างหนึ่งที่ว่างก็คว้ารีโมทมากดเปิดทีวีฆ่าเวลาไป ทนอยู่ได้ไม่นาน ท้องเจ้ากรรมก็ดันร้อง ‘โครกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก’ เยี่ยมไปเลยครับพี่น้อง! เพราะหลังจากท้องผมร้องประท้วงเสียงดังยิ่งกว่าเจ้าของแล้ว ปุณณ์ก็ได้ฤกษ์ลืมตาตื่นทันที “มึงหิวขนาดนั้น?” “เออ” สิ้น คำตอบผมปุ๊บ (แม่งอายจะแย่) มันก็ปล่อยหัวเราะก๊ากปั๊บ (ฝากไว้ก่อนนะมึง) ก่อนจะลุกมานั่งบิดขี้เกียจบนเตียง “กินก็กินวะ อาบนํ้าแป๊บ” ปุณณ์สรุปโดยไม่ฟังอะไรก็คว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องนํ้าหน้าตาเฉย… เอ๊ะ!? ไอ้ห่านี่.. แม่งตื่นก็ตื่นหลังกูแท้ ๆ เสือกซิวห้องนํ้าไปก่อนซะงั้น! ผมส่ายหัวปลง ๆ กับความกวนตีนของมันแล้วก็เปลี่ยนช่องจากหนังฝรั่งไปดูช่องเก้าการ์ตูนยามเช้าแก้เซ็ง “โน่ครับ” อ้าววว แล้วอยู่ดี ๆ มึงโผล่หัวออกมาอีกทำไม.. ผมหันไปมองหน้าหล่อ ๆ ของปุณณ์ ที่

ตอนนี้ดูเจ้าเล่ห์ไม่น้อย “ไรของเมิง” ภาษาระดับเดียวกันเห็น ๆ ครับท่านผู้ชม… ไม่ได้หรอก ผมเป็นคน(หยาบ)เสมอต้นเสมอปลาย สิ่ง ที่เห็นต่อมาคือไอ้ปุณณ์ยิ้มหวานพลางกวักมือเรียกผมให้ไปหามันหน้าห้องนํ้า ยิก แน่นอนว่าผมโคตรขี้เกียจ แต่ไอ้นั่นไม่มีทีท่าจะยอมแพ้ เลยต้องเดินไปดูซักหน่อยเพราะกลัวมันจะกวักจนมือหัก

“มึง เจอนางเงือกในอ่างรึไง” ผมบ่นอุบอิบพลางลากเข้าขาไปหามัน โดยไม่ทันตั้งตัวก็ถูกดึงไปกดจูบลงบนจมูกอย่างแรง เชี่ยแม่งง ฟันก็ไม่แปรง! “morning kiss” มันพูดแค่นั้นแล้วปิดประตูห้องนํ้าปัง! ไปเลย… ไอ้สัดดด หึหึหึ… ผมหุบยิ้มไม่ได้แล้วตอนนี้ หึหึหึ…. หึหึหึ “โน่!!!!! ปุณณ์!!!!!!!!! ตื่นเร้ววววววววววววว กินข้าวกัน ๆๆ” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเดินผละจากหน้าประตูห้องนํ้าดี เสียงโหวกเหวกโวยวายของพวกผู้หญิงก็ดังข้ามอีกฝั่งประตูห้องมาเสียก่อน อืมม.. มาได้เวลากันจริง ๆ ผมฟังเสียงยูริใสกิ๊งแต่เช้าแบบนี้ก็อดขำไม่ได้ “ว่า ไงสาว ๆ ตื่นเร็วไม่โทรปลุกเลยนะ” เมื่อเปิดประตูห้องออกไป ก็พบทั้งยูริและเอมแต่งตัวแต่งหน้าเสร็จจนหอมฟุ้งกันแล้ว ทั้งที่ผมยังใส่ชุดนอน(กางเกงบอล)อยู่เลย ยูริมองหน้าผมกลับมาแล้วยิ้มแฉ่ง “โน่ตอนเพิ่งตื่นน่ารักจัง ตาปรือ ปากแดงงงงงง” อื้อหือ… คำชมผู้ชายจริงเหรอนั่น!? ผมรีบสะบัดหัวให้ตาโตกว่านี้ทันที ส่วนปากนั่นไม่รู้จะเอายังไงกับมันดีเหมือนกัน ได้ ยินเสียงปุณณ์อาบนํ้าอยู่แป๊บหนึ่งก่อนที่มันจะเปิดประตูออก ยื่นแปรงสีฟันที่บีบยาสีฟันแล้วส่งมาให้ผม “คุยกะคนอื่นอยู่ได้ ฟันก็ไม่แปรง” อ้าวววว แล้วจะให้กูใช้ภาษามือรึไง ผมคิดในใจแต่ก็รับแปรงจากมันแต่โดยดี สาว ๆ นั่งดูการ์ตูนในห้องเราอย่างสนุกสนานอยู่ครู่หนึ่ง รอทั้งผมและปุณณ์จัดการตัวเองเรียบร้อย

จึงได้ออกไปหาข้าวเช้าทานกัน แต่คงเรียกว่าข้าวเช้าได้ยาก เพราะดูนาฬิกายังไงก็เฉียดสิบเอ็ดโมงกว่าไปแล้วเห็น ๆ “รอจนเที่ยงค่อยออกมากินข้าวเที่ยงทีเดียวไม่ดีกว่าเร้ออออ” ผมเปรยลอย ๆ แน่นอนว่าไอ้ปุณณ์หันขวับ “ปากดี มึงแหละท้องร้องดังจนกูตื่น” “จริงเหรอโน่!!!!!!!” ประมวลผลไวมากครับยูริ -_-”…. คอร์ทูดูโอ้คู่กับไอ้ปุณณ์จริง ๆ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องเอามาประจานกลางวงสาว ๆ เลยโว๊ยยย เรา สี่คนเดินเข้าไปในร้านอาหารของรีสอร์ทที่ราคาแพงระยับ แต่ก็ขี้เกียจเซ้าซี้ให้ปุณณ์ขับรถออกไปกินไกล ๆ เพราะแดดร้อนอยู่… อืมม… ถ้าไอ้โอมได้มาอ่านถึงตรงนี้มันคงปรี่เข้ามาโบกหัวผม ด้วยฝังใจว่าคนดีอย่างผมเกรงใจใครไม่เป็น (รักกูจริง ๆ) แต่ที่แน่ ๆ… เรื่องแบบนั้น ยูริกินขาดกว่าเยอะครับ “ปุณณ์………. อยากกินหนมมม” นั่นไง.. ผมลอบมองเจ้าของเสียงกระง๊องกระแง๊งที่ดังขึ้นทันทีหลังฟาดอาหารเช้าจานโต เสร็จ… ไงล่ะ บอกแล้วว่าคนสำนึกน้อยกว่าผมยังมี ฮ่า ๆ “จะ ไปกินที่ไหนครับยู ขามาซื้อตุนตั้งเยอะไม่ใช่รึไง” ผมออกปากถามแทนเพราะเกรงใจปุณณ์ (เกรงใจเป็นจริง ๆ ครับ) ก็แดดข้างนอกร้อนจะแย่ แต่ยูริกลับพองลมเข้าแก้มจนแก้มป่อง “หมดแล้ว……” เธอตอบปัดผม พลางเอื้อมมือไปจับแขนปุณณ์อย่างต้องการจะอ้อนต่อ (เอ๊ะ ตกลงนี่แฟนใครวะ) “น๊าาา ปุณณณณ์ ตอนขามายูเห็นมีห้าง ไปซื้อหนมกันน้าาา อยู่รีสอร์ทตอนบ่ายก็ไม่ได้ทำอะไร น๊าาาาา…” ผมแอบขำ เจอแบบนี้ไปเป็นไงล่ะมึง เข้าใจหัวอกกูยัง หึหึ “ไป สิครับ เอมเดินไหวรึเปล่า” เออ แต่ผมเกือบลืมว่าไอ้ปุณณ์มันบ้าจี้ แถมยังชอบทำตัวเป็นคนดีเกินเหตุอีกต่างหาก พอสิ้นคำนั้น ยูริก็หันมายิ้มตาปิดเย้ยผมอย่างผู้ชนะทันที… เอาใจกันเข้าไปเถ๊อะ! “ไม่ รู้สิ… เอม.. อยากพัก” แต่เพราะเสียงหญิงสาวข้าง ๆ ปุณณ์ที่อ้อมแอ้มตอบ ส่งผลให้ยูริต้องหน้าหงอย “ว้า…..” ถึงคราวผมยักคิ้วเย้ยยูริแล้วตอนนี้ หึหึ อด “แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ยูไปกับปุณณ์ก็ได้ เอมจะรออยู่ที่นี่แหละ” เอ…. แต่ผมว่าฟังประโยคนี้ของเอมแล้วมันดูแปลก ๆ

ยูริรีบพยักหน้ารับอย่างแข็งขันทันที “งั้นยูไปกับปุณณ์นะ แล้วเอมอยู่กับโน่ที่นี้… โน่ก็ขี้เกียจไปใช่ปะล่ะ?” อ่า…. เอ่อ…. “โอเค ตามนี้… พี่เก็บตัง!” ผมถูกยูริมัดมือชกอีกแล้วครับคุณผู้อ่าน Y____Y *** หลัง จากสองคนนั้นขับรถออกไปยังตัวเมือง ก็เหลือเพียงผมกับเอมที่ต้องนั่งจุ้มปุ้กกันอยู่ในห้องสองคน… ผมมาอยู่เป็นเพื่อนเธอที่ห้องผู้หญิงครับ บทสนทนาระหว่างเราไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เน้นเปิดทีวีดูกันมากกว่า ผมเป็นฝ่ายถือรีโมทเปลี่ยนช่องอยู่ปลายเตียง ส่วนเอมกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่หัวเตียง.. อันที่จริงแล้วคือความตั้งใจของผมเองที่จะรักษาระยะห่างระหว่างเราสองคน “โน่คบกับยูมานานรึยังคะ” แต่อยู่ดี ๆ เธอก็ถามผมด้วยคำนี้ ทำเอาผมอึ้งไป…. นานยังวะ? “มะ… ไม่รู้สิครับ” “กี่ เดือนแล้วล่ะ ถึงปีรึยัง” อืม…. ผมพยายามคิดต่อว่าเรารู้จักกันตั้งแต่ตอนไหน… คอนเสิร์ตที่คอนแวนต์คราวก่อนราวเดือน มิถุนายน…. แล้วยูริเอาผมไปพูดว่าเป็นแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะนั่น… จำไม่ได้จริง ๆ -_-” “ไม่ถึงหรอกครับ… จำไม่ได้เหมือนกัน แหะ ๆๆ” ผมตอบพลางหัวเราะแก้เก้อ ไม่ได้หันไปมองด้วยซํ้าว่าเอมทำหน้ายังไง “โน่ นี่ก็น่ารักเนอะ.. ยูริโชคดีจัง” เอ………. ผมคิดว่าฟังประโยคนี้แล้วมันรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ต้องทำใจดีสู้เสือเอาไว้ก่อน “เพื่อนผมมันหล่อไม่พอรึไงครับเอม ฮ่า ๆๆ” มา ถึงตรงนี้ผมรู้สึกได้ถึงแรงยวบของเตียง ว่ามีคนคลานเข้ามาใกล้จากด้านหลัง “หล่อคนละแบบ

น่า… โน่ดูหล่อแบบน่ารัก ๆ ดี” คำชมปะวะนั่น…? ผมไม่ค่อยแน่ใจ เพราะรู้แต่ว่า พอหันไปมองก็เห็นเอมกำลังคลานเข้ามาใกล้ จนตัวผมต้องแข็งทื่อ.. แน่นอนว่าผมแกล้งทำเป็นหันหน้ามองทีวีเหมือนไม่สนใจ ทั้งที่ความคิดฟุ้งซ่านปั่นป่วนไปหมด.. คำพูดของกอล์ฟที่เคยบอกว่าเอมเริ่มก่อน วิ่งกลับเข้ามาในหัวผมอีกครั้ง ทั้งที่พยายามลืมแล้วแท้ ๆ เชียว แต่ เอมไม่ได้เข้ามาใกล้ผมมากกว่านั้น เธอแค่ผ่านเพื่อลงจากเตียงแล้วเดินไปหยิบที่รวมผมมาเก็บผมยาวสลวยให้ขึ้นไป รวมกันแทน เอมหันมามองหน้าผมยิ้ม ๆ “รู้รึเปล่าว่าตอนโน่มาเล่นคอนเสิร์ตที่โรงเรียนเอมเมื่อกลางปี สาว ๆ กรี๊ดกันมากเลย… เอมก็ชอบ” ผม ถอนหายใจพลางพยักหน้ายิ้มรับคำพูดนั้นของเอม เพราะถ้ามองในแง่ดีแล้วเอมก็แค่ชวนผมคุยเท่านั้น ไม่ยุติธรรมเลยหากผมจะระแวงด้วยความคิดอคติ รอยยิ้มเอมสวยจนผมเคลิ้มไปพักหนึ่ง “ถ้ารู้ว่าปุณณ์สนิทกับโน่ เอมก็ชวนไปเที่ยวด้วยกันบ่อย ๆ แล้ว” “ไม่ดีหรอกครับ เป็นก้างแย่” “ไม่ หรอกกก โน่น่ารักขนาดนี้… นี่ ๆๆ มาใส่สร้อยให้เอมหน่อยสิคะ มองไม่เห็นล่ะ” แต่ผมว่าเอมชักจะชมผมว่าน่ารักเกินพอดีละ (เป็นผู้ชายก็ต้องอยากได้ยินคำว่า หล่อ เป็นธรรมดา) ผมคิดอย่างนั้นแต่ก็เดินไปเป็นธุระช่วยใส่สร้อยให้เอม ใช้เวลาแค่แป๊บเดียว ตะขอสร้อยเส้นนั้นก็ถูกเกี่ยวจนเข้าที่ แต่เมื่อมันสำเร็จปุ๊บ เอมก็หันมาขอบคุณปั๊บ โดยไม่ปล่อยให้ผมทันถอยออกไปไหนดี “ขอบ คุณค่ะ” เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ใบหน้าเราอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ ผมรู้สึกตกใจเพราะไม่ทันตั้งตัว แถมผู้หญิงตรงหน้ายังคลี่ยิ้มหวานเฉียบเหมือนคนไม่ทุกข์ร้อนอะไรอีก สุดท้ายจึงกลายเป็นผมที่งงเอง ว่าตกลงเราควรถอยออกมาแน่หรือเปล่า “ปาก โน่แดงจัง… ขอจับหน่อยนะ” เอมยิ้มพลางเอี้ยวตัวมาสัมผัสริมฝีปากผมด้วยปลายนิ้ว ผมมองเข้าไปในดวงตาสวยคู่นั้นที่ดูราวกับท้าทายอะไรบางอย่าง ที่แน่ ๆ ผมไม่เล่นด้วย… “ออก ไปเดินเล่นตรงหาดกันมั้ยครับ” ผมเบือนหน้าหนีพลางพยายามชวนเอมให้ออกไปที่อื่น เพราะคงไม่ดีแน่หากเรายังอยู่ด้วยกันสองต่อสอง แต่ไม่ว่ายังไงผมก็แพ้ทางเอมอยู่ดี ตราบใดที่เธอพูดคำว่า “ไม่อะ

ค่ะ… ยังเจ็บขาอยู่เลย” รอย ยิ้มที่ส่งมาทางผมดูเป็นรอยยิ้มของผู้ถือไพ่เหนือกว่า ริมฝีปากอิ่มเคลือบสีชมพูหวานยังขยับพูดกับผมต่อ “ยูริคงเลือกขนมอีกนานแหละ กว่าจะกลับ” “ครับ…” เป็นเพราะทุกอย่างในเวลานั้นล้วนทำเอาผมสับสนไปหมด สติอันรางเลือนของผมกำลังฉายภาพในคลิปวีดีโอนั้นซํ้าไปซํ้ามา จวบ จนเบื้องหน้าเมื่อเห็นเอมกำลังถอดเสื้อยืดสีขาวบนตัวเองออก จึงเรียกให้ผมเห็นความจริงเด่นชัดยิ่งกว่าคลิปวีดีโอของกอล์ฟเสียอีก… ผมยืนตะลึงมองภาพนั้นอย่างไม่อยากเชื่อ ตรงหน้าผมคือแฟนเพื่อนที่มีเพียงบราลูกไม้สีขาวบนร่างกาย กับสร้อยคอ “เอม จะทำอะไรครับ…” นี่ไม่ใช่ประโยคคำถามแต่เป็นเหมือนคำพูดเตือนสติผู้หญิงตรงหน้ามากกว่าว่า เธอไม่ควรทำ… แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมา มีเพียงรอยยิ้มท้าทาย “ถ้า โน่ไม่รังเกียจ เอมก็อยากจะเจอกับโน่แบบสองคนบ่อย ๆ” ร่างกายบอบบางนั้นสาวเท้ามาประชิดตัวผม ก่อนจะจับมือผมให้เอื้อมไปด้านหลัง บริเวณตะขอชั้นใน “ได้ไหม…” ผม รู้ดี ว่านี่ไม่ใช่การลองใจเล่น ๆ แบบยูริ.. ผมเป็นผู้ชาย… ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ตรงหน้าทั้งล่อแหลมและยั่วยวนพฤติกรรมดิบของผมแค่ ไหน กลิ่นกายหอมฟุ้งของเอมแนบเข้ามาจดจ่อชิดอยู่ติดกับตัวผม เช่นเดียวกับผิวขาวเรียบเนียนนั้น ที่หยิบยื่นสัมผัสวาบหวามให้ ทั้งหมดถือเป็นเครื่องมือเย้ายวนชั้นยอดจริง ๆ เอมซุกเข้าพรมริมฝีปากทั่วต้นคอผม เรื่อยเลยมาถึงใบหู ขณะที่แผ่นอกภายใต้เสื้อยืดของผม ก็ถูกรุกรานอย่างหนักเช่นเดียวกัน ใน ที่สุดร่างกายก็แทบไม่ฟังคำสั่ง เมื่อเสียงเอมที่พรํ่าบอกว่าต้องการผมยังคงดังอยู่ข้างหูไม่ไปไหน ราวกับเธออยากสะกดจิต ซึ่งอาจได้ผล เพราะฝ่ามือร้อนของผมเริ่มป่ายเรื่อยไปทั่วแผ่นหลังบางตรงหน้านั้น จวบจนถึงตะขอเสื้อใน…

แต่นี่มันแฟนเพื่อน! แถมเพื่อนคนนั้นคือปุณณ์! ปุณณ์ที่เป็นมากกว่าเพื่อนของผม! “เอม!!!!!!!!!!!!” ผมไม่ปล่อยให้ทุกอย่างบงการความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอีกต่อไป เสียงเรียกอันดังทำให้เจ้าของชื่อนั้นสะดุ้งได้นิดหน่อย แต่ก็ยังคงไม่หยุดรุกรานร่างกายผมอยู่ดี “โน่ก็มีอารมณ์แล้วนี่คะ…” “เอมครับ!!!!” ผมใช้ฝ่ามือแข็งดันเอมออกไปจนสุดแขน ถึงแม้จริง ๆ จะไม่อยากทำแบบนั้น เพราะแค่มองสีหน้าก็พอรู้ว่าแรงผู้ชายทำให้เธอเจ็บ แต่ผมเหลือเพียงวิธีเดียวที่จะหักห้ามใจตัวเองจริง ๆ ผมสูดลมหายใจลึกก่อนจะคว้าเอาผ้าเช็ดตัวที่พาดเก้าอี้อยู่มาคลุมร่างเอม “ผมอยู่ห้องข้าง ๆ มีอะไรไปเคาะเรียกได้นะ พักผ่อนเถอะ!” เพราะไม่มีคำพูดใดอยากต่อว่าเธอทั้งนั้น ผมจัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้อยู่ในสภาพเดิม ก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดประตูห้องออกไป อันที่จริงแล้ว.. ผมไม่เหลือคำพูดอะไรจะพูดกับเธอ.. คนเดียวที่อยู่ในความคิดตอนนี้คือปุณณ์เท่านั้น เรื่องที่กอล์ฟพูดทั้งหมดเป็นความจริง

30th CHAOS ทันทีที่(รอด)กลับมาจากหัวหิน คนแรกที่ผมโทรหาคือไอ้กอล์ฟ อัน ที่จริงผมอยากโทรหามันตั้งแต่ตอนอยู่หัวหินเลยด้วยซํ้า แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่มีโอกาสอีก เพราะช่วงกลางวันยูริเกาะติดผมแจ ส่วนกลางคืนก็ดันนอนห้องเดียวกับปุณณ์ จนไม่รู้จะเอาเวลาไหนปลีกตัวไปโทรได้ ดังนั้นเรื่องจะให้ต่อสายฮอทไลน์ไปปรึกษาไอ้กอล์ฟทันทีนี่เป็นอันต้องพับ โครงการไป ส่วนกอล์ฟ คำแรกที่มันพูดหลังฟังเหตุการณ์ทั้งหมด คือเสียงตะโกนว่า “เชี่ยแม่ง!!!!!!!!! มันกล้าจะเอากับมึงเลยเหรอวะ!!!!!!!!!” เออว่ะ ตรงใจที่สุด… ผมก็ไม่เข้าใจว่าเอมกล้าทำแบบนั้นไปได้ยังไง “แม่ง ต้องคิดว่ายังไงมึงก็เล่นด้วยแน่ ๆ คงไม่คิดว่าจะผิดแผนขนาดนี้ไง” กอล์ฟที่อยู่ปลายสายยังคงพยายามวิเคราะห์เป็นฉาก ๆ แต่ผมช่างแม่งแล้ว เอมจะเป็นอะไร คิดยังไงก็ช่างเขาเหอะ คนเดียวที่ผมเป็นห่วงคือไอ้ปุณณ์… ผมจะทำยังไงกับเรื่องที่ผมเฉยใส่ไม่ได้ดี ยิ่งคิดผมก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่มันเป็นบ้าอะไรไปหมด ตกลงที่ผมกับปุณณ์เคยร้องไห้กันในวันนั้น เราสองคนทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้ปุณณ์กลับไปอยู่กับผู้หญิงพรรค์นั้นน่ะเหรอ แม่งงงง! กอล์ฟ บ่นอะไรไม่รู้ให้ผมฟังทางโทรศัพท์อีกสักพัก (ก็ไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่หรอก) ก่อนจะวางสายไปโดยทิ้งท้ายว่า มันจะเข้ามาหาผมที่โรงเรียนตอนเย็นวันจันทร์ เพราะวันนั้นเป็นวันคัดวงรอบแรก ที่ผมต้องอยู่ชมรมจนคํ่าพอดี เช้า วันจันทร์ผมมาถึงโรงเรียนด้วยสภาพกะปลกกะเปลี้ย เพราะเมื่อคืนกว่าไอ้ปุณณ์จะขับรถมาส่งหน้าบ้านได้ก็ดึก แถมยังต้องคุยโทรศัพท์กับไอ้กอล์ฟอีก ถกปัญหากันยาวยันตีสองตีสาม จนฟ้าแทบสว่างคาตา (จริง ๆ ไร้สาระไปมากกว่าครึ่ง)

“เฮ้ย!! แม่งหน้าตาอ่อนระโหยโรยแรงเหมือนคนขาดนํ้า ไปหัวหินสามวันรีดออกหมดตัวยังวะ!!” แล้วปากเหรอนั่น ไอ้เชี่ยโอม… ผมโผล่หัวเข้าไปในห้องเรียนเพื่อจะฟังเสียงหมาเห่าหอนของมัน แล้วจะมีวันไหนมั่งมั้ยที่ผมไม่ต้องนึกด่ามัน แน่นอนว่าวันนี้ผมถอยทัพ เพราะไม่มีแรงเหลือจะสู้ เลยต้องชิ่งปาห่อของฝากใส่หน้ามันไปก่อน ไอ้โอมเปลี่ยนจากหน้าตีนเป็นหลังมือทันที “เย๊ดดดดดดดดด มีของฝาก!! เฮ้ยไอ้นี่กูชอบบบ เก่ง!!! มาแดกกัน!!!!!” อื้อหือ.. เหมือนเวลาหมาจะวิ่งเข้ามากัดแล้วเขวี้ยงกระดูกให้มันยังไงยังงั้น ท่าทางไอ้โอมมันดีใจจนหางกระดิก เท่านั้นไม่พอยังเรียกไอ้เก่ง (ที่ยืนโม้อยู่หน้าห้อง) ให้ร่วมขบวนการณ์หางกระดิกดิ๊ก ๆๆ ปรี่มาทางโต๊ะผมอีกคน “เย๊ด ปลาหมึกนี่กูก็ชอบ เจ๋งหวะ ๆๆ” ไอ้เก่งว่าพลางลงมือฉีกซองเปิดซิงปลาหมึกหวานทันที ส่วนผมได้แต่ขำ “เมื่อวันศุกร์มีไรปะวะ ที่กูไม่มา” ผมถามขณะกำลังรื้อเศษกระดาษออกจากกระเป๋าอยู่ “ไม่ค่อยว่ะ มิสพัชรีถามหามึงด้วย แต่กูช่วยบอกมิสว่ามึงโดดเรียนไปหัวหินให้” อ้าวว ไอ้เชี่ยยยยยยยยยย ไอ้เพื่อนทรยศ!!!! ผม หันไปมองหน้า แต่ไอ้โอมยังคงกวนตีนต่อไป “เออ ก็เนี่ย.. แต่ถ้ามึงเอาปลาหมึกหวานไปฝากมิสพัชรีเค้าคงไม่ค่อยโกรธ มึงไม่ต้องขอบใจพวกกูหรอกนะเว้ย” ถึงมึงไม่บอกกูก็ไม่ขอบใจอยู่แล้วแสดดดดดดด “ไอ้สันดาน งั้นปลาหมึกนี้ให้มิสพัชรี มึงไม่ต้องแดก” ริบคืนแม่งงง เก็บไปฝากน้อง ๆ ที่ชมรมยังจะเชื่องซะกว่า แต่พอดึงซองปลาหมึกหวานลงจากโต๊ะปุ๊บ ผมก็ได้ยินเสียงพวกไอ้โอมไอ้เก่งร้องกันระงมเหมือนหมาหงอยปั๊บ “กูล๊อออออเล๊นนนนนนนนนนน กูบอกมิสให้ว่ามึงไม่ฉบายยยย” หืมม.. ไอ้ไข่หมา.. มึงไม่ต้องมาทำเสียงอ่อนเสียงหวาน กูขนลุก! ผมย่นจมูกใส่พวกมันแล้วปล่อยถุงปลาหมึกหวานให้กินกันต่อตามเดิม “เฮ้ย นี่ ๆๆๆ แล้วมึงเป็นไงมั่งวะหัวหิน… ทริปแรกป่าว ตั้งแต่คบมา” แต่พอล้มตัวนั่งลงอีกรอบ ไอ้เก่งก็เปิดประเด็นใหม่ทันที โดยมีไอ้โอมพยักหน้ารับเป็นกำลังเสริม แม้ปากจะยังคงคาบแผ่นปลาหมึกอยู่อย่างโคตรรรตะกละ (ทั้งคู่) “สำเร็จปะวะ ๆ” เชี่ยแม่งก็พยายามดีเนอะ.. ผมเหล่ตามองพวกมันที่แดกอยู่แต่ก็อยากจะถาม

“สำเร็จไรของพวกเมิงง” “เผด็จศึก!” ไอ้โอมตะโกนพลางลุกขึ้นยืน ฟันมือโช๊ะกลางอากาศเหมือนทำยุทธหัตถีอะไรซักอย่าง ซึ่งแน่นอนว่ากูอายคนอื่น ต้องรีบดึงไหล่มันให้นั่งลงมาบนเก้าอี้เหมือนเดิม “พอเลยมึง… เสร็จห่าอะไร กูไม่ได้คิดกับยูริแบบนั้น มึงก็รู้” “เฮ้ย!! แล้วไปนอนอยู่ด้วยกันตั้งสองคืนอะนะ อย่าบอกว่าไม่มีไร!!!!! มึงขันธีปะวะ!!!!!!” แล้วจะตะโกนให้ตำรวจตรงสี่แยกได้ยินเลยมั้ย ไอ้สัด… ผมโบกหัวมันทีนึงพอให้เกิดสำนึก “กูแยกห้องชายหญิงมั่งเหอะ!” หลัง ได้ฟังคำนั้น ไอ้โอมไอ้เก่งดูท่าเซ็งขึ้นมาทันที.. เป็นเชี่ยไรของมัน “แม่งงงง กูก็นึกว่าจะสองคู่ชู้ชื่น… มึงเสือกไปนอนให้ไอ้ปุณณ์ตุ๋ยเฉยเลย” โหไอ้โอม… น้อย ๆ หน่อยไอ้เชี่ย!!! “ตลกละพวกมึง เป็นห่าไรนักหนา ทำไมล้อกูกะไอ้ปุณณ์นัก” ผมด่าพลางหยิบแผ่นปลาหมึกมากินมั่ง ดูพวกมันทำหน้าครุ่นคิดกันอยู่พักใหญ่ “ก็เพราะว่า….. อยู่ดี ๆ พวกมึงก็สนิทกันแบบ… ผิดปกติ” “ใช่…. ใช้คำว่า ‘อยู่ดี ๆ’ เลยนะเว้ย!! ไม่มีวี่แววอะ เมื่อก่อนมึงกับมันยังแค่ยิ้มให้กันอยู่เลย เดี๋ยวนี้เจอกันแทบกระโดดใส่” โอ้โห… ไอ้เว่อร์! พวกมึงช่วยลดดีกรีความโอเว่อร์ลงนิดนึงด้วยครับ กูไปทำแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่!!! “มึงอย่าใส่ไข่ กูกะมันก็คุยกันปกติ มันช่วยเรื่องตังชมรมนี่หว่า” “แต่ ก็เกินไปอยู่ดีว่ะ ช่วยเรื่องตังชมรมก็หน้าที่มันอยู่แล้ว นี่พวกมึงเล่นรวมหัวหายไปไหนให้แฟนโทรตามซะวุ่น เข้าขั้นแปลกว่ะ” ไอ้เชี่ยโอมยังคงวิเคราะห์ได้เป็นฉาก ๆ จนผมปลง… เวลามาสเซอร์ให้โจทย์เลขมา อยากรู้ว่ามึงตีจนแตกงี้มะ? ผมกำลังจะอ้าปากเถียงมันอีกซักคำสองคำซักหน่อย แต่เสียงไอ้คมตะโกนเรียกผมจากหน้าห้องดังขัดขึ้นมาก่อน

“ไอ้โน่!!! ปุณณ์เรียก!!!” ชิบหายแล้วไง แม่งเลี้ยงลูกกรอกปะวะ!!? พูดปุ๊บมาปั๊บทำเอาไอ้โอมไอ้เก่งหัวเราะลั่น “เห็นมะ!! กูบอกแล้ว!!! มึงสองคนตัวติดกันยังกะปลิงขี้ควาย เชี่ยแม่ง… มาทีหลังยังเสือกซิวเพื่อนกุไปอีก ร้ายนักนะไอ้ปุณณ์” เสียงไอ้โอมแซวปนบ่นงึมงำ ๆ เหมือนจะน้อยใจ แต่ก็ไม่เห็นมันสนใจอะไรผม เพราะตอนนี้ปลาหมึกข้างหน้าคงน่าคุยด้วยมากกว่า… เหอะ ๆ.. ไอ้โคตรจริงใจ!! แต่เอ๊ะ… เมื่อกี้มันเปรียบผมกับปุณณ์เป็นอะไรควาย ๆ วะ??? ช่างแม่งงงง ผม ส่ายหัวพลางเดินลากขาไปหน้าห้องเรียนเพราะปุณณ์เสนอหน้ามากวักมือเรียกผมยิก ๆ เร่งให้ออกไปเร็ว ๆ หน่อย… แต่คือ.. มึงช่วยอย่าแสล๋นนักจะได้มะ เพื่อนกูมองกูกันประหลาดจะแย่อยู่แล้ว “มีไร” ผมถามมันขณะที่เรายืนอยู่หน้าห้องกัน “ตกลงเรื่องคัดวงว่าไงวะ” หืม… ปุณณ์มาเพราะธุระเรื่อง Live Contest ที่สมัครทิ้งไว้นี่เองครับ ผมพยักหน้ารับ แต่เอ… กูเพิ่งโทรบอกไอ้ฟี่ (ประธานนักเรียน และนักร้องนำวงมัน) เรื่องนี้เองไม่ใช่เหรอ “กูบอกฟี่ไปแล้วไง วงมึงคุยกันมั่งปะเนี่ยย” “มึงโทรไปตอนไอ้ฟี่หลับเหอะ มันบอกมันอือ ๆ ออ ๆ รับมึงไปงั้น จริง ๆ ฟังไม่รู้เรื่องหรอก” เออดี ตัดทิ้งแม่งเลยดีมั้ยวะ วงนี้ -_-” ผมหัวเราะเหอะ ๆ “วันนี้เย็น… ห้องชมรมตึก ฟ.” แต่พอยํ้าให้ฟังอีกครั้งชัด ๆ ดันเห็นมันทำตาโตเท่าไข่ห่าน “เฮ้ย!! กะทันหันจังวะ กูไม่ได้เอาอะไรมาเลย!!” อ้าวไอ้ห่านี่…. ก็หัวหน้าวงมึงไม่ฟังกูเองอะ กูผิดป่าววะ! หน้า เหวอ ๆ ของมันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า “เรื่องของเมิ๊งง ไม่มาคัดกูตัดสิทธิ์” นี่ไงครับ… กล้าปะล่ะ ประธานชมรม ขู่วงประธานนักเรียน… หึหึหึ.. เก๋าไม่เก๋าไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ.. เลขาฯสภาหน้าจ๋อย ก๊ากกก “มึงทำกับกูลงเหรอว๊าาา โน่” อ้าวไอ้ห่านี่.. ทำเป็นคอตกสงสัยนึกว่าผมจะสงสาร แล้วมันมาไม้ไหนวะเนี่ย ทำไมผมต้องทำไม่ลง

ปุณณ์ เงยหน้ามาส่งสายตาประกายปิ๊งๆ เหมือนกับมันดูน่ารักเต็มประดา “คนที่มึงรักเชียวนะ….” อุแหวะะะะะะ กูจะอ้วกกกก กูเคยพูดตอนไหนวะ!!!! “มึงเมาปีโป้เหรอ” ผมเถียงกลับ “เออ คนที่รักมึงก็ได้.. แป๊บนะ” มันยอมเปลี่ยนให้ง่าย ๆ แล้วหันไปควักมือถือที่ร้องลั่นออกมาจากกระเป๋ากางเกงอย่างลน ๆ ผมยืนพิงกำแพงรอมัน ‘I could be brown, I could be blue, I could be violet sky~’ ‘ติ๊ด’ “หวัดดีครับเอม” อืมมม……… นี่ไงล่ะคนที่มึงรัก แล้วก็คนที่รักมึง…….. ผมคิดอย่างเคยชินแต่เดี๋ยวก่อน!! เอมงั้นเหรอ!!!? หน้า ผมบอกบุญไม่รับขึ้นมาทันที… แม่งเอ๊ย แค่ได้ยินชื่อก็โมโหจะตายห่า ผมรู้สึกว่าตัวเองฟึดฟัด แต่ทุกอย่างก็เกิดจากความเป็นห่วงเป็นใยไอ้หน้าหล่อตรงหน้าผมล้วน ๆ ท่า ทางผมจะแสดงออกมากไปหน่อยจนปุณณ์ดูออก มันเลิกคิ้วมองหน้าผมที่บึ้งสนิทด้วยความประหลาดใจ อาจเป็นเพราะผมควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่เก่ง ทำให้พอคิดอะไรเลยพาลไหลออกมาทางสีหน้าหมด ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองมีป้าย ‘ไม่พอใจ’ แปะหราประจานอยู่กลางหน้าผาก ในขณะที่ปุณณ์เองก็แปะป้าย ‘ไม่เข้าใจ’ กลับมาเช่นเดียวกัน “ครับ เอม… วันนี้ไม่ได้หรอก ผมต้องอยู่คัดวงที่ชมรมดนตรีล่ะ กะทันหันมากเลย” ผมมองปุณณ์ที่กำลังโต้ตอบกับปลายสายไป มองหน้าผมไป พร้อมเลิกคิ้วมาให้เหมือนจะถามว่าผมเป็นอะไร “ครับ… ที่ผมเคยบอกน่ะแหละ….. หืม?.. โน่เหรอ?” มันยังคงคุยต่อ แต่ประโยคเหล่านั้นทำให้รู้ว่าเอมถามถึงผม!? ถามอะไร?? ถามทำไมวะ???

ผมขมวดคิ้วมองหน้ามันที่ดูงง ๆ กับทั้งสองฝั่ง “โน่ก็อยู่ด้วยสิครับ มันเป็นประธานชมรมนี่ ฮะฮะฮะ……….. เอ๋?…” แต่ถึงตรงนี้ปุณณ์ก็กำลังเริ่มขมวดคิ้วเช่นกัน “จะมาทำไมครับ ไม่สนุกหรอก มีแต่เพื่อน ๆ ผมทั้งนั้น” หึหึ… แค่ได้ฟังปุณณ์ตอบแบบนี้ผมก็รู้แล้วว่าปลายสายต้องการอะไร รู้แม้กระทั่งว่าทำไม เอมจึงอยากทำแบบนั้น “ครับ… อืม…. มาถึงแล้วบอกแล้วกัน ผมจะเดินไปรับหน้ารั้ว” เรายืนกันอยู่ซักพัก รอให้ปุณณ์รํ่าลาแฟนเป็นคำสุดท้ายก่อนวางสาย.. ผมมองมันเก็บมือถือลงกระเป๋า แต่ไม่วายส่งสายตาง้องอนมาทางผมเหมือนคนรู้สึกผิด “โกรธรึเปล่า… เอมจะมา” ถึงตรงนี้ผมงง? เพราะสิ่งที่ปุณณ์คิดมันไม่ใช่ ถ้า ปุณณ์คิดว่าผมโกรธเพราะผมหึงหรือหวงปุณณ์ บอกได้เต็มปากเต็มคำว่ามันคิดผิดถนัด ผมไม่เคยอยากเป็นเจ้าของปุณณ์เลยแม้แต่ปลายเล็บ เพราะผมเป็นลูกผู้ชายพอจะรู้ดีว่าอะไรคืออะไร.. ทุกวันนี้ผมพูดได้เต็มปากว่าผมพอใจแล้วกับความสัมพันธ์ของเราสองคนที่เป็น แบบนี้ ผมพอใจที่เรามีความรู้สึกดี ๆ ให้แก่กันโดยไม่ต้องจำกัดคำนิยามใด ๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องบนเตียงมาเจือปนอีก ผมรักสิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี้ แต่ผมเกลียดสิ่งที่กำลังจะเป็นต่อจากนี้ ผมทนให้ใครมาทำร้ายคนสำคัญของผมคนหนึ่งไม่ได้ “เปล่า ไม่ได้โกรธอะไรมึง… คิดมาก” อาจเป็นคำตอบที่ดูเหมือนปัด ๆ ไป แต่ผมก็พยายามที่สุดแล้วที่จะไม่ทำให้ปุณณ์ต้องกังวลใจ “โอเคใช่มั้ย? ขอโทษนะ…” ฝ่ามือแกร่งข้างนั้นบีบบนหัวไหล่ผมเบา ๆ เรียกให้ผมรีบพยักหน้ารับกลับไป “เฮ้ย ไม่เป็นไรจริง ๆ เออ กูกลับเข้าไปลอกการบ้านก่อนนะ วันศุกร์ที่หยุดไปงานตรึม” สุดท้ายจึงต้องพึ่งคำโกหกคำโต (เพราะไอ้โอมบอกว่าสบายมาก ไม่มีอะไรซักอย่าง) แต่คงดีกว่ามายืนหน้าบอกบุญไม่รับใส่ปุณณ์อย่างนี้… เดี๋ยวมันจะเข้าใจผิดเปล่า ๆ ว่าผมโกรธมัน “อืม… ขอโทษนะโน่..” ปุณณ์ยังคงยํ้าอีกที ขณะที่ผมพยักหน้ารับถี่ ๆ พร้อมแตะไหล่มันเบา ๆ

“ไม่ต้องคิดมาก” ผมทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะขอตัวกลับห้องเรียนไป ทำไมผมจะไม่รู้ว่าเอมต้องถ่อมาเฝ้าปุณณ์ถึงนี่เพราะอะไร

Like what you read? Give Korawan Wisetsri a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.