31–35

31st CHAOS เสียง มิสเมตตาบอกเลิกเรียนดังขึ้นพร้อม ๆ กับโทรศัพท์ผมที่สั่นอยู่บนโต๊ะพอดิบพอดี นับว่าเป็นบุญยิ่งนักที่ในห้องเรียนเสียงดังอยู่แล้ว มิสเลยไม่ได้ยินว่าไอโฟนผมกำลังถูตัวกับโต๊ะเรียนอย่างหนัก ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูแล้วก็คิดว่าเชี่ยกอล์ฟแม่งกะเวลาแม่นจริง ๆ “อยู่ไหนแล้ววะมึง” “ใกล้ถึงแล้ว ออกมารับเลย” เฮ้ยไอ้นี่!! มึงทำตัวเหมือนตัวเองไม่ใช่ศิษย์เก่า “ตลกละ มึงไปเจอกูใต้ตึกฟ. ห้องชมรม กูต้องเตรียมงานคัดวง จะรออยู่ที่นั่น เค๊?” “ไม่โอเคโว๊ยยย กูเสียสละเวลาหลีสาวมาเพื่อมึง ดังนั้นต้องออกมารับกู จะถึงแล้ว เจอกัน!” ไอ้ห่านี่ก็คิดเองเออเองไม่ฟังผมพูดอีกคน (อะไรของชีวิตโน่นักหนาเนี่ย เคยบงการใครเขาได้บ้างมั้ย!!?) มันว่าก่อนจะตัดสัญญาณโทรศัพท์ไป ทิ้งให้ผมต้องยอมจำนนเก็บมือถือเข้ากระเป๋าแล้วเตรียมตัวออกไปรับมันอย่างสมยอม “โอม กูฝากเตรียมห้องก่อนนะ เดี๋ยวรีบไป” ซึ่งแน่นอนว่าไอ้ห่านี่ต้องบ่น “ไรของมึงงงงงงงง จะไปไหนอีก! เดี๋ยวคัดวงแล้วนะมึง!” “เออ แป๊บเดียว กูออกไปรับไอ้กอล์ฟ มันจะมา” อ้างชื่อนี้ไอ้โอมเลยพลอยตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง “จริงปะ!? เออ รีบไปแล้วลากมันมาให้กูเตะเลย วันก่อนแม่งชงเหล้านํ้าปลาให้กูที่สวนลุม เค็มชิบหาย มันต้องโดนมิใช่น้อยยย” ฮ่า ๆๆ เรื่องนี้มึงก็เคลียร์กันเองแล้วกันนะเพื่อนนน!! ผม เดินกึ่งวิ่งผ่านรูปปั้นออกไปหน้าประตูโรงเรียนด้วยความรีบร้อน เพราะหน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาใกล้กำหนดการคัดวงเข้าไปทุกที แต่ยังมองไม่เห็นไอ้กอล์ฟแม้เงา “สัดแม่ง.. ไหนบอกใกล้ถึงแล้วไงวะ” ผมบ่นกับตัวเองเซ็ง ๆ

แต่ระหว่างรออยู่นั้นเอง ร่างขาว ๆ ในชุดนักเรียนคอนแวนต์สะดุดตาก็ดึงความสนใจผมไปเสียก่อน… ใครวะ?? มอง ไกล ๆ ยังรู้ว่าสวยชิบหาย ถ้าลองได้เห็นใกล้ ๆ นี่ โอ๊ยยยย… ไม่อยากจินตนาการ ผมเพ่งมองร่างขาว ๆ นั้นที่ค่อยเดินใกล้เข้ามาด้วยความตื่นเต้นตามประสาเด็กผู้ชายทั่วไป แต่…………….. เชี่ย เอ๊ยย… ทำไมกูไม่เอะใจเลยวะ… ผมมองเอมที่ยุรยาตรมาจนถึงหน้ารั้วโรงเรียนผม แล้วก็ต้องทำเป็นเมินไม่เห็นเสีย เพราะไม่มีอะไรจะคุยกัน รู้สึกได้ว่าเธอมองมาอยู่เช่นกัน แต่ แน่นอนว่าตรงนี้นอกจากผม พี่ยาม มาสเตอร์สุชาติและนักเรียนที่ค่อย ๆ เดินออกมาหลังเลิกเรียนแล้ว ผมก็ไม่เห็นมีไอ้หน้าหล่อคนไหนที่ดูคล้าย ๆ ปุณณ์สักคน… เหอะ ๆๆ.. นั่นหมายความว่าทั้งผมและเอมยังต้องรอคนที่นัดอยู่ต่อไป แต่ผมไม่อยากสนใจเธอนักหรอก.. เลิกทำตัวเป็นคนดีมีมารยาทไปแล้ว ในเมื่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด ทำผมเสียความรู้สึกกับผู้หญิงคนนี้ไปจนสิ้น ผม ยืนผิวปากพิงรั้วโรงเรียนอย่างสบายอารมณ์โดยไม่ทักเอมซักแอะหวังจะยั่ว โมโห.. ซึ่งเท่าที่แอบมองดูก็เห็นเอมหงุดหงิดจริง ๆ หึ… ผมมองใบหน้าหวานที่งองํ้านั้นด้วยรู้ทันว่า ที่เอมอุตส่าห์ถ่อมาหาปุณณ์ถึงนี่น่ะ ก็เพราะคิดจะมาคอยเฝ้าปุณณ์ไม่ให้เข้าใกล้ผมเพราะกลัวโดนฟ้องแหง๋ ๆ หา รู้ไม่ว่าผมไม่ฟ้องหรอก (ไม่ใช่นิสัยผม) ถ้าจะฟ้องคงฟ้องไปตั้งแต่ตอนอยู่หัวหินแล้ว และถ้าผมใจแข็งขนาดนั้นก็คงไม่ต้องโทรลากไอ้กอล์ฟมาช่วยคิดอย่างนี้หรอก… แม่ง แล้วเมื่อไหร่มันจะมาวะ ผม บ่นในใจได้ไม่เท่าไหร่ รถแท็กซี่คันสีม่วงก็แล่นมาจอดเทียบริมฟุตบาธ เผยให้เห็นร่างสูงของกอล์ฟที่กำลังงก ๆ เงิ่น ๆ ควักเงินจ่ายคุณลุงคนขับอยู่ มันจัดแจงจ่ายเงินเสร็จแล้วก้าวเท้าลงมาทั้งชุดไปรเวทที่โรงเรียนมันอนุญาต ให้ใส่ พร้อมรอยยิ้มกว้างทันที “โทษ ว่ะะะ แม่งรถติดหน้าโอเรียลเต็นชิบหาย ไม่รู้เป็นเชี่ยไร” มันรีบแก้ตัวพัลวันเพราะคงกลัวผมเหวี่ยง (ก็กะอยู่) แต่ยังไม่ทันที่กอล์ฟกับผมจะได้เดินเข้าโรงเรียนดี สายตาสองคู่ของเราก็เหลือบไปสะดุดร่างขาว ๆ ของเอมที่ดูตกใจเป็นอย่างหนักเสียก่อน

เออ แน่สิว่าต้องตกใจ ผมเพิ่งนึกออกว่าตอนเอมเจอกอล์ฟเอมไม่รู้นี่หว่าว่ากอล์ฟเป็นศิษย์เก่าที่ นี้ หึหึ แบบนี้มีหวังสนุก… เหลือแค่คู่กรณีอีกคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่มา แต่ ผมบอกแล้วว่าไอ้ห่านี่มันเลี้ยงลูกกรอก อย่าได้พูดหรือคิดถึงมันเชียว ประเดี๋ยวมันจะโผล่มาพอดี “อ้าวโน่ มาอยู่นี่เอง โอมมันบ่นถึงอยู่แน่ะ” เห็นปะล่ะ… ปุณณ์ดิลิเวอรี่ คิดปุ๊บมาปั๊บ พร้อมกับความสนุกมาเยือนแล้ว หึหึ ผมหันไปยิ้มให้ไอ้ปุณณ์ที่เพิ่งวิ่งตามมาสมทบ เห็นมันหอบเหนื่อยมาแต่ไกลสงสัยรีบวิ่งมารับเอม ปุณณ์พักเหนื่อยชั่วครู่ก่อนจะสังเกตเห็นคนที่ยืนข้างผม “กอล์ฟ!? แวะมาดูด้วยเหรอ?” นั่นแหละ…. ตอนนี้ผมคิดว่าหน้าเอมใกล้เคียงนางเอกหนังผีเข้าไปทุกทีแล้ว (ตอนเห็นผีด้วยนะ) กอล์ฟเองก็ดูสนุกสนานกับเหตุการณ์นี้ดี “เออ พอดีไอ้โน่ชวนเลยแวะมาดูหน่อย แล้วมึงมาตรงนี้ทำไมวะ ไม่เตรียมตัวเหรอ” มันหยอด หึหึ

“อ๋อ… ผมมารับเอมน่ะ… เอมครับ นี่กอล์ฟ ศิษย์เก่าที่นี่ ซี้โน่เค้า รู้จักกับผมเหมือนกัน” ผมว่าถึงตรงนี้ไอ้กอล์ฟต้องคิดเหมือนผมแหง๋ ๆ ว่าเอมจะตอบปุณณ์ว่าอะไร… “ค่ะ.. ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” อืม…. กล้า… “เอมหน้าคุ้น ๆ นะครับ” แต่ไม่วายโดนกอล์ฟซัดไปหนึ่งดอก ฮ่าฮ่า! ผมแทบจะยกรูปปั้นคุณพ่อมาให้มันเป็นรางวัลด้วยความสะใจจจ เอม ผงะไปแต่ดูจากแววตาแล้ว เธอยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ “ปุณณ์เคยพาเอมมาที่นี่น่ะค่ะ อาจจะเคยเห็นกัน” สรุปว่านี่ก็แถได้โล่อีกคน… งานนี้ผมคงต้องโคลนรูปปั้นคุณพ่อออกเป็นสองรางวัลซะแล้ว แต่ยังไม่ทันที่เรื่องราวจะสนุกชุลมุนมากกว่านี้… โทรศัพท์ผมเสือกดังเป็นกระดิ่งห้ามยกเสียก่อน

‘อูโว่ อูโว๊ะ โว๊ะ ก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น น่ารัก.. ก็เลยเข้าไปทำความรู้จัก’

หน้าจอ LCD ปรากฏรูปนิ้วกลางของไอ้โอมหรา “ไร…” รับสายมันไม่จำเป็นต้องพูดดี ๆ ครับ เปลืองพลังงาน

“มึงจะมาตอนไหนวะ!!!!!!! จะได้เวลาแล้วนะไอ้สาดดดดดดดดดดดด!!!!!!!” แต่อู้หู…. มันเล่นตะโกนด่าจนไอ้กอล์ฟยังได้ยินเลยว่ะ แม่งบ้าพลังจริง ผมต้องรีบเออ ๆ ออ ๆ รับปากมันว่าจะรีบไป ขณะที่ไอ้กอล์ฟก็ดันหลังผมเหมือนกัน “เออรีบเร็ว เป็นประธานชมรมอย่าสายสิวะ” อ้าวววไอ้ห่านี่…… “ก็เพราะมึงอ่ะแหละ!” *** ผมรีบเดินกึ่งวิ่งกลับไปหน้าห้องชมรม เจอไอ้โอมยืนปั้นหน้ายักษ์รออยู่ แต่อย่านึกว่าคนอย่างโน่จะกลัว “อะไร… กุหายไปแป๊บเดียวคิดถึงจนต้องโทรหาเลยเหรอ?” ซึ่งแน่นอนว่าการกวนตีนมันในเวลานี้เท่ากับเพิ่มภัยให้ตัวเองเห็น ๆ แต่ผมก็ยังจะทำ เลยได้เป็นกำปั้นทุบลงบนหัวแรง ๆ หนึ่งที “ไอ้ห่า ยังกล้ากวนตีนอีกนะ ไปตรงโน้นเลย แอมป์มีปัญหา” ชิ! ยอมให้แม่งวันนึงก็ได้ ผมรีบเอาไอ้กอล์ฟไปนั่งรอหลังโต๊ะกรรมการแล้วจัดแจงเดินไปเช็คตู้แอมป์ตัวที่โอมบอกว่าเสีย เรา เตรียมการเพียงไม่นานก็เริ่มคัดวงได้.. การคัดรอบนี้เป็นงานปิด เพราะเป็นแค่คัดรอบแรกก่อนขึ้นเวทีจริง ผมจึงให้ทุกวงมารุมคัดกันในห้องชมรมดนตรีแคบ ๆ แห่งนี้ แต่แน่นอนว่ายอดวง 35 วง ถึงจะพอบรรจุคนไว้ในห้องกันเดียวได้ แต่ก็ไม่สามารถอนุญาตให้วงไหนนำเครื่องดนตรีมา (เพราะกินเนื้อที่และเสียเวลาเช็คซาวด์สุด ๆ) จำต้องบังคับให้ใช้เครื่องดนตรีของทางชมรมเท่านั้น แล้วก็น่ากลัวว่าคืนนี้ผมคงได้นอนค้างที่นี่อยู่กับวงสุดท้ายแน่นอน

“แม่ง… วงละสองเพลงจริงเหรอวะ เพลงเดียวได้ปะ” ผมเริ่มงอแงอยู่บนโต๊ะกรรมการหลังจากคำนวนเวลาทั้งหมดเสร็จ เลยโดนไอ้โอมด่าเข้าให้หนึ่งดอก “ก็มึงอะแหละบอกว่าสองเพลง! กูบอกแล้วว่าเพลงเดียวพอ เดี๋ยวก็ได้นอนนี่กันพอดี ห่าจิง ๆ” ได้ทีขี่แพะไล่นี่หว่า…. ก็ตอนนั้นผมคิดว่าจะให้ตัดสินเลยภายในเพลงเดียวมันไม่ยุติธรรมอ่ะ แต่ตอนนี้ชักอยากเปลี่ยนใจทำตัวไม่ยุติธรรมแล้ว Y__Y … เวลา ผ่านไปอย่างเชื่องช้า.. น่าเพลียมากในความคิดผม เพราะแม้ทุกวงจะฝีมือดี แต่การต้องมานั่งตั้งใจฟังแถมให้คะแนนทุกเพลง นี่แม่งโคตรเหนื่อยชิบหาย ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของพี่โอ๊ค (ประธานปีที่แล้ว) แล้วว่าเป็นยังไง นับว่ายังโชคดีที่ปีนี้ผมไหวตัวทัน รีบปิดรับสมัครแต่เนิ่น ๆ ไม่อย่างนั้นถ้าทะลักทลายมา 50 วงแบบปีที่แล้วของพี่โอ๊คนี่มีหวัง.. กรรมการตายกันพอดี (คัดกันสองวันเลยครับตอนนั้น แทบจะต้องซดกระทิงแดงเอ็กซ์ตร้า) ผม บิดตัวไล่ความง่วงพลางเหลือบมองไปยังมุมห้องตรงที่วงของไอ้ปุณณ์นั่งอยู่ ตรงนั้นนอกจากมีนักเรียนชายหัวเกรียนนั่งเรียงกันเป็นตับแล้ว ผมยังเห็นสาวคอนแวนต์คนสวยอย่างเอมร่วมแจมอยู่ด้วย เธอเลือกที่นั่งใกล้ประตูเพราะผมสังเกตว่าเอมมักชวนปุณณ์ออกไปข้างนอกตลอด พอกลับมาแต่ละทีก็มีนํ้า ขนม นม เนย อะไรเต็มมือไปหมด จนแอบสงสัยว่าเอมงดไดเอท หรือแค่อยากชวนปุณณ์ออกไปไหนไกล ๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งมองหน้าผมกันแน่ เพราะเกือบทุกครั้งที่ผมเหลือบมองไป ก็มักเห็นสายตาไอ้ปุณณ์อ่อนละห้อยมาทางผมราวกับจะงอนง้อ จนกูล่ะปวดหัว… คือจะให้บอกอีกกี่ทีวะ! ว่าไม่ได้งอน ไม่ได้โกรธ ไม่ได้หึงหวงอะไรเลยยยยยยย แค่เห็นผู้หญิงคนนี้ที่เขาหลอกมึงนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วมันอารมณ์เสียน่ะ รู้บ้างมั้ยยยยยยยยย เฮ้อ… ไม่รู้จะพูดไง.. เอาเป็นว่าผมจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุดแล้วกัน “กู ว่าไอ้ปุณณ์นึกว่ามึงโกรธมันแน่เลยว่ะ ที่เอาคนนอกเข้ามาอะ.. เห็นชอบมองมึงแล้วทำหน้าหงอยบ่อย ๆ” ดูดิ่.. ขนาดไอ้กอล์ฟที่นั่งหลังผมยังสังเกตได้ เหอ ๆ ดีนะมันไม่มีจิตอกุศลแบบไอ้โอม กอล์ฟมองผมที่ส่ายหัวตอบมันแล้วอยู่ดี ๆ ก็ทำท่าเข่นเขี้ยวขึ้นมา “คันปากอยากเดินไปฟ้องไอ้ปุณณ์ตอนนี้เลยว่ะ ทำไงดี”

“เฮ้ย!! ใจเย็นนน” แม่งไม่พูดเปล่ายังทำท่าจะคลานเข้าไปจริง ๆ อีก! ไอ้ห่านี่! ผมต้องรีบคว้ามันไว้เพราะรู้ว่ามันน่ะเลือดร้อนไม่มีใครเกิน หลังจากนั้นไม่นานวงรุ่นน้องม.3 ที่เล่นอยู่ตรงหน้าผมก็แสดงจบลง (เออเก่งดีเหมือนกันนะ) นำให้ผมต้องปล่อยคอเสื้อไอ้กอล์ฟแล้วหันกลับมาขานชื่อวงต่อไป “ต่อไปวงที่ 15 วง….. พี่เชี่ย ครับ… ชื่อมึงเชี่ยจริงว่ะเอิ้น” คือวงไอ้เอิ้นนั่นเอง คนอื่น ๆ (โดยเฉพาะน้องม.ต้น) ขำชื่อวงมันกันระนาวเพราะช่างตรงใจ วงมันประกอบด้วยสต๊าฟฝ่ายเชียร์ของงานบอลทั้งหมดเลยครับ หรือที่น้อง ๆ เรียกกันว่า พี่เชียร์ ลับหลังหน่อยก็เรียก พี่เชี่ย (เพราะแม่งดุเหมือนหมา) อันนี้ไอ้เอิ้นเป็นคนแอบได้ยินเองกะหู แต่มันไม่โกรธหรอก เพราะมันบอกว่าตอนอยู่ม.ต้น มันก็เรียกพี่เชียร์ว่าพี่เชี่ยเหมือนกัน ฮา ๆๆ (แถวบ้านกูเรียนกรรมตามสนองนะ) วงมันเซทเสียงนิดหน่อย (ไม่ต้องประดิษฐ์มาก เพราะผมเตรียมไว้ให้หมดแล้ว) ก่อนจะเริ่มเล่นเพลงแรกซึ่งคือเพลง Change ของวง Deftones ที่ผมเคยได้ยินไอ้โอมฟังบ่อย ๆ… หึ.. ป่านนี้ใบคะแนนเอิ้นในมือกรรมการโอมคงท่วมท้นล้นกระฉูดแล้วสิ!… อ๋อ ไอ้โอมนี่ดูถูกไม่ได้นะครับ (แม้ผมจะดูถูกมันบ่อย ๆ) เพราะพ่อมันเป็นนักออเคสตร้าใหญ่ ควบตำแหน่งอาจารย์พิเศษที่ดุริยางค์มหิดลเลยทีเดียว ดังนั้นไอ้โอมก็ไม่ใช่ขี้ ๆ ติดแต่จะทำตัวโง่ให้คนอ่านชอบเข้าใจผิดก็เท่านั้น (หรือจริง ๆ แล้วมันโง่จริงผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน) ผมแอบมองใบคะแนนมันแล้วยิ้มขำ ๆ “มึงขี้โกง…” “มันเล่นดีโว้ยย!” ไอ้โอมแก้ตัวเสียงขุ่นพลางปิดใบคะแนนตัวเองใหญ่ ส่วนผมได้แต่หัวเราะหึหึ วงเอิ้นก็เล่นดีจริง ๆ แหละ ตัวเอิ้นที่เป็นนักร้องนำก็ทำหน้าที่ได้ดีมาก เสียแต่เพลงมันโหยหวนไปหน่อย ตอนนี้ผมใกล้จะหลับแล้วว ขณะ ที่ผมกำลังสะลึมสะลือชั่งใจว่าจะหลับดีหรือไม่หลับดีอยู่นั้นเอง เสียงเรียกชื่อผมก็ดังลอดมาจากลำโพงเสียก่อน “โน่อย่าเพิ่งหลับครับ ยังเหลืออีกเพลง” เอ่อ… ไอ้เอิ้น.. มึงเล่นงี้เลยเหรอ.. กูอายยยยยยยย ผมสะดุ้งมาเกาหัวแกรก ๆ มองหน้ามัน ขณะที่คนอื่น ๆ หัวเราะครืน (ฝากไว้ก่อนเหอะมึง) แล้วก็ต้องยกนํ้าขึ้นมาดื่มแก้เขิน (และแก้ง่วง)

เอิ้นส่งยิ้มกว้างอวดลักยิ้มให้ผมก่อนจะเริ่มเพลงต่อไป “ตั้งใจฟังเพลงนี้ดี ๆ ล่ะโน่” สงสัยมันกลัวผมแอบงีบอีก เสียงแฮ็คมือกลองตบไม้ให้จังหวะก่อนทำนองกีต้าร์ของเพลงที่สองจะเริ่มบรรเลง.. “ใกล้ไป ไม่อยากให้ใกล้ไป ยังไม่อยากจะเข้าไป อยู่ตรงนี้มันคงไม่เป็นไร

ชัดไป ถ้าหากมันชัดไป มันอาจไม่ซึ้งเท่าไร แค่เท่านี้มันคงไม่มากไป ขอเข้าไปใกล้เธอทีละน้อย ค่อย ๆ ซึมลงไปในใจจนเจอรักเธอ อย่าเพิ่งรู้ว่าฉันนั้นคิดอะไรก็แล้วกัน ปล่อยให้ฉันได้ฝันได้เพ้อนาน ๆ อีกซักหน่อย แค่เท่านี้ก็ดีอยู่แล้วถึงมันจะเลื่อนลอย อาจเป็นเพียงความฝันน้อย ๆ แต่ฉันก็จะคอยต่อไป ถ้าใกล้กว่านี้ ก็กลัวว่าเธอจะถอยไป ห่างใจฉันไปไกลไม่กลับมา ขอเข้าไปใกล้เธอทีละน้อย ค่อย ๆ ซึมลงไปในใจจนเจอรักเธอ โอ…

ลา.. ลา… ลา อย่าเพิ่งรู้ว่าฉันนั้นคิดอะไรก็แล้วกัน ปล่อยให้ฉันได้ฝันได้เพ้อนาน ๆ อีกซักหน่อย แค่เท่านี้ก็ดีอยู่แล้วถึงมันจะเลื่อนลอย อาจเป็นเพียงความฝันน้อย ๆ แต่ฉันก็จะคอยต่อไป ถ้าใกล้กว่านี้ ก็กลัวว่าเธอจะถอยไป ห่างใจฉันไปไกลไม่กลับมา โอ… ห่างใจฉันไปไกลไม่กลับมา ไม่อยากจะใกล้ไป….” หืมมม!?

ผมชอบ Friday ครับ (ฝันอยากจะมีเสียงนุ่ม ๆ ชวนฝันอย่างพี่บอย-ตรัยมั่ง) แต่………………………. ทำไมไอ้เอิ้นมันต้องร้องไปมองหน้าผมไป จนผมกลายเป็นฝ่ายอาย ต้องหลบตามันแทนอย่างนั้นด้วย!? ท่าทางจะไม่ใช่ผมที่คิดไปเองคนเดียวซะด้วย “เชี่ยเอิ้น! มึงร้องเพลงจีบบอสพวกกูในที่ประชุมชน!!!” นั่นไง.. เสียงไอ้เชี่ยโอมโวยวายขึ้นมาทันทีที่เพลงจบ -_-” ไอ้เชี่ยยย… กูอายเค้า มึงไปโวยกันเบา ๆ หลังไมค์ได้มั้ย กูอายยยยยย ผมกุมขมับตัวเองพลางเหล่มองไอ้เอิ้นที่ยืนยิ้มเผล่รับคำแซวไอ้โอม… เฮ้ยยยยยย!? ไอ้นี่ก็อีกคน มึงช่วยปฏิเสธบ้างไรบ้าง กูจะขอบคุณมาก ไหงเสือกยืนเป็นเป้านิ่งให้ไอ้โอมมันแซวเละอย่างงั้น!!! หมาใน ปากไอ้โอมยิ่งได้ใจ ตอกบัตรโอทีแล้วทำงานต่อไป “แต่เอิ้น มึงพลาดแล้ว ตัวจริงบอสกูแม่งเดินมาโน่น มึงโดนไอ้ปุณณ์อัดแน่คราวนี้” อ้าวสัด! ซัดทอดอีก!! แต่ก็เป็นอย่างที่โอมบอกจริง ๆ ครับ ผมเห็นปุณณ์เดินดุ่ม ๆ มาทางด้านหลังเอิ้น แต่เรื่องจริงกว่านั้นคือวงมันเป็นวงที่ 16 เลยต้องออกมาเตรียมเครื่องดนตรีอยู่แล้วต่างหาก.. ผมมองหน้าไอ้ปุณณ์ที่ยิ้มขำ ๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร แค่เดินผ่านเอิ้นไปแล้วหยิบสายกีต้าร์มาเสียบในตำแหน่งมัน

‘โป๊ก!!’

“ปากมึงนี่ก็หมาไม่ได้ดูกาละเทศะเลยนะ!! แหกตาดูมั่งว่าน้องปุณณ์เค้าเอาแฟนมาดูด้วย!” เออ พี่ ดีมาก ด่ามันเยอะ ๆ.. ผมหันไปหัวเราะให้พี่ดิวผู้สอยหมาออกมาจากปากไอ้โอม ด้วยอาวุธคือก้นแก้วกาแฟโขกลงกลางกบาลที่ท่าทางจะจุแต่ขี้เลื่อยของมัน ซึ่งแน่นอนว่าไอ้โอมได้แต่คลำหัวตัวเองป้อย ๆ อย่างน่าเวทนา “เฮ้ย ขอโทษษ กูลืม” ทุกคนฮากันครืนอีกครั้งเมื่อโอมยกมือไหว้ปุณณ์ปลก ๆ จนไอ้เลขาสภาฯต้องรีบรับไหว้กลับพลางโบกไม้โบกมือตอบอย่างไม่ถือสา เพียงแต่ตอนนี้มันเลิกมองหน้าผมไปแล้ว…

“เชี่ย แม่ง แล้วกูจะตัดสินไงวะ ขืนไม่ให้วงมันผ่านมีหวังไม่โดนไล่ออก ก็ตัดงบประมาณปีหน้าแหง๋” เหอ.. ไอ้เชี่ยโอม.. มึงขอโทษเขาอยู่แหม็บ ๆ แต่เสือกมากระซิบนินทาต่อ…. แล้วกระซิบของมันเนี่ย ต่อให้ผมยืนอยู่หน้ารั้วโรงเรียนก็ยังได้ยิน เสียงคนอื่น ๆ ในห้องหัวเราะครืนกันอีกครั้ง คราว นี้ไอ้ฟี่ (ประธานนักเรียนและนักร้องนำ) ที่เปิดไมค์แล้วส่งเสียงโต้ตอบกลับมา “ไม่ให้กูผ่านกูไม่ว่า แต่กวนตีนอีก กูไม่ปล่อยเงินแน่ สองหมื่นบาทของพวกมึง” โหไอ้ชั่ว… มันเล่นเอาจุดอ่อนชมรมผมมาขู่ครับ ทำเอาผมผวาเฮือก แต่ไอ้โอมดันหัวเราะสู้อย่างผู้มีชัย “ไม่กลัวเว้ยยย ไอ้ปุณณ์มันควักเนื้อให้พวกกูแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า” แล้วเชี่ยนี่บอกเค้าทำไม -_-” “จริงเหรอวะ!?” แต่ท่าทางไอ้ฟี่จะยังไม่รู้พฤติกรรมของเลขาฯมันเองครับ หน้ามันตกใจชิบหายตอนปุณณ์พยักหน้ารับว่าที่โอมพูดมานั้นเป็นเรื่องจริง ฟี่พึมพำใส่ไมค์ตัวเองให้เสียงออกลำโพงว่า “เชี่ยปุณณ์…. มึงจีบไอ้โน่จริง ๆ ใช่มะ” แล้วไง!! สุดท้ายพวกมึงก็ต้องลงที่กูกันอยู่ดี ไอ้สาดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ช่วยเล่นอะไรให้มันไกล ๆ กูบ้างไรบ้าง! แล้วนั่น… ไอ้พวกน้องม.ต้น กับพี่ม.หก แล้วยังคนอื่นที่ไม่รู้จักกับผม แต่มาร่วมหัวเราะขำกันใหญ่นี่หมายความว่ายังไง Y____Y โธ่… ศักดิ์ศรีไอ้โน่… ป่นปี้เพราะไอ้ห่าพวกนี้หมดแล้วว ผม ยกนิ้วกลางใส่พวกเวรเรียงตัวอย่างไม่รู้จะด่าว่าอะไร แต่เห็นไอ้ปุณณ์แค่ทำท่าสบาย ๆ ดีดเช็คสายกีต้าร์ไปเรื่อยก่อนจะหันบอกมือกลองของมัน (ใครวะ) ว่าพร้อมเล่นแล้ว ที่แน่ ๆ…… มันไม่มองหน้าผมเลย

32nd CHAOS

สรุป ว่าวันนี้ กว่าการคัดวงจะจบลงก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่าแล้ว ผมล่ะอยากจะบ้า พี่ยามแม่งก็เดินมาไล่แล้ววว ไล่อีก คิดว่าพวกผมไม่อยากกลับบ้านรึไง ถ้ากลับได้เผ่นกลับตั้งนานแล้วโว๊ยยยย โว๊ะ! แถมพอนั่งฟังนาน ๆ ก็ชักเพลียอีก เห็นไอ้โอมสัปหงกคาโต๊ะกรรมการตั้งหลายทีผลัด ๆ กันกับผมนี่แหละ ผมก้มมองมองนาฬิกาดีเซลบนข้อมือตัวเองที่บอกเวลาสี่ทุ่มครึ่งกว่า ๆ ระหว่างเรากำลังเก็บกวาดห้องชมรมอยู่ โดยมีไอ้กอล์ฟและน้องม.4 ซึ่งคัดเป็นวงสุดท้ายคอยช่วยเหลือเป็นกำลังเสริมให้ ส่วนวงอื่นน่ะคัดเสร็จเขาก็แยกย้ายกลับบ้านไปนานแล้ว ไม่มีใครบ้าจี้อยู่ต่อจนจบหรอก (นอกจากกรรมการอย่างพวกผม T___T) อ๋อ… แต่ก็มีคนบ้าจี้อยู่คนนึงครับคือไอ้เอิ้น มันเป็นอีกคนที่ยังอยู่ ตอนนี้เดินไปเก็บของกับไอ้โอมตรงมุมห้องโน้น เพราะมันบอกอยากช่วย เออ ก็ดีเหมือนกัน ผมไม่ขัดศรัทธา คนละไม้คนละมือจะได้ช่วยกันกลับบ้านไว ๆ แต่หากจะถามถึงไอ้ปุณณ์น่ะเหรอ.. เหอะ.. มันน่ะหนีกลับไปตั้งแต่ตอนวงมันเล่นเสร็จแล้ว (จำไว้นะมึง) แถมก่อนกลับยังฝากน้องม.3ที่ อยู่แถวนั้นเดินมาบอกผมอีก ว่าเดี๋ยวมันจะวนกลับมารับผม เดาว่าที่ออกไปก่อนคงไปส่งเอมมั้ง… เหอะ ๆๆ ผมล่ะอยากบอกมันใจจะขาดว่าไม่ต้องกลับมาหรอก (เกรงใจ) แต่ก็พูดไม่ทันเพราะมันเดินออกไปแล้วไม่รอฟังคำตอบ “เฮ้ย โน่ โซฟาตรงนี้ขาดนิดนึงว่ะ จะซ่อมเลยหรือค่อยซ่อมตอนเช้า” เสียงไอ้โอมดังขัดความคิดผมจากแถว ๆ ท้ายห้องที่พวกเราเข็นโซฟายาวไปตั้งอยู่ ด้วยเพราะไม่อยากให้มันเสีย แต่ก็แม่งเอ๊ย… งานเข้าจนได้ ผม โคตรเซ็ง “เออ ซ่อมเลย ๆ แต่แป๊บนึง” ในขณะที่กำลังตะโกนตอบกับไอ้โอมอยู่นั้นเอง พลันรู้สึกว่ามีมือใครสักคนมากระตุกแขนเสื้อนักเรียนผมอย่างแรงเสีย ก่อน…… เฮือกกกกกกก… มันคือไอ้กอล์ฟครับ! เชี่ยแม่ง! ทำกูใจควํ่าแทบแย่นึกว่าผี (เออ แต่ก็ใกล้เคียงกัน) มันสะกิดแขนผมโคตรแรงพลางยื่นหน้ามากระซิบข้างหูว่า “กูต้องกลับแล้วว่ะ เดี๋ยวป๊าด่า มึงมาเอานี่ก่อน!” เออ เกือบลืมไปเลยว่ามันมาทีนี่เพราะอะไร คิดว่ามาเที่ยวเล่นจริง ๆ ตามที่บอกคนอื่น ๆ ซะแล้ว

ผม กับกอล์ฟพากันเดินออกจากห้องชมรมไปใต้ตึกเรียน พบว่าทุกอย่างมืดตื๋อ แต่ยังดีว่าพี่ยามใจดี เปิดไฟให้พวกเรานิดนึง ผมกับกอล์ฟเลยหยุดยืนคุยกันใต้ดวงไฟนั้น “กู เข้าใจแล้วว่ะ ว่าพอจะพูดแม่งพูดไม่ออกจริง ๆ” กอล์ฟเป็นคนเริ่มบทสนทนานี้ก่อน แน่นอนว่าผมถอนหายใจกลับอย่างหนักใจไม่แพ้กัน “ก็เออดิ่… กูก็พูดไม่ออก ไม่อยากพูดด้วย เดี๋ยวจะกลายเป็นยุให้มันสองคนเลิกกันขึ้นมา” “กู ว่าวันนี้เอมต้องมากันไอ้ปุณณ์ไม่ให้คุยกะมึงแน่เลยว่ะ กูเห็นพอไอ้ปุณณ์จะเดินมาหามึง เอมแม่งเรียกตลอด” แต่เรื่องนี้ผมไม่ได้สังเกตว่ะ เพราะคัดวงอยู่ (จริง ๆ แล้วแอบงีบหลับ) แต่พอจะเข้าใจว่าเป็นใครเขาก็คงใช้วิธีนี้… แล้วไม่คิดเลยหรือไงว่าผมมีเวลาอยู่กับไอ้ปุณณ์ที่โรงเรียนทั้งวัน นึกอยากจะเดินไปพูดตอนไหนก็พูดได้ แต่ที่เอมถ่อมาถึงโรงเรียนผมตอนเย็นแล้วปุณณ์ยังไม่รู้เรื่องอีกเนี่ย ไม่ใช่หลักฐานหรือไงว่าผมเปล่าเป็นคนขี้ฟ้อง.. “กูไม่ฟ้องไอ้ปุณณ์หรอก… กูพูดไม่ออก…” “เออ…… งั้นเอาไงดี จะปล่อยไปเหรอวะ..” กอล์ฟถามด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ ผมดูก็รู้ว่ามันเป็นห่วงไอ้ปุณณ์ไม่แพ้กัน นั่นเป็นสิ่งหนึ่งในตัวกอล์ฟที่ผมนับถือมาก เพราะถึงแม้ในสายตาอาจารย์คนอื่น มันจะเป็นลูกศิษย์โคตรเหี้ยยังไง แต่สำหรับพวกผม มันคือเพื่อนที่ดีติดอันดับต้น ๆ เสมอ ดูขนาดมันกับปุณณ์ไม่สนิทอะไรกัน มันยังแคร์ไอ้ปุณณ์ขนาดนั้น “กู ไม่อยากปล่อย…. เอาไว้มีโอกาสเหมาะ ๆ กูจะลองแย๊บดู..” ผมรับปากพลางตบบ่ากอล์ฟปุ ๆ เห็นมันพยักหน้ารับกลับก่อนจะควักแผ่นซีดีในกระเป๋ากางเกงออกมา “เอางี้… มึงเอานี่ไป เผื่ออยากได้หลักฐาน กูไปตามเก็บจากเพื่อนคนอื่น รวมได้ 4 ไฟล์” “ไอ้เชี่ยยยยยยยยยย 4 ไฟล์เลยเหรอวะ!!!!!?” ดูแค่อันเดียวก็โมโหจะบ้าแล้ว ยังเสือกมีเพิ่มมาอีก 3 ผมคงต้องมัดตัวเองไว้นิ่ง ๆ ซักพักไม่ให้ไปซัดหน้าเอมซะแล้ว “เออ…. เด็ดสัด 4 คลิป 4 คน เก๋าปะล่ะ… จริง ๆ มีเยอะกว่านี้อีก แต่กูกลัวไอ้ปุณณ์ช็อคก่อน เอาไปแค่นี้พอ”

“แค่นี้ก็ช็อคแล้ว… กูคงให้มันดูอันเดียวอะ” ผมบ่นเสียงอ่อยพลางยื่นมือรับซีดีเชี่ย ๆ แผ่นนั้นมาไว้กับตัวเอง กอล์ฟ ถอนหายใจยาว “ตามใจมึงหวะ เอาไปก่อนแล้วกัน” มันมองหน้าผมนิ่งก่อนจะตบบ่าส่งกำลังใจมาให้อีกสองสามที “สู้ ๆ นะมึง งั้นกูกลับก่อน ป๊ารอบ่นแล้วป่านนี้” “ให้กูออกไปส่งปะ” “ไม่ เป็นไร มึงกลับไปซ่อมเบาะเหอะ ไม่ได้กลับบ้านแน่ คืนนี้ หึหึ” อ้าวไอ้ห่านี่หนีกลับก่อนแล้วยังให้พรกูอีก ผมยกนิ้วกลางใส่มันที่เดินลงจากตึกไปแล้ว เหลือก็แต่ผมที่เก็บแผ่นซีดีลงกระเป๋ากางเกงพลางเดินเข้าไปในห้องชมรมใหม่ อีกครั้ง คราวนี้เป็นไอ้โอมกับน้อง ๆ ตั้งท่าจะกลับบ้านกัน “เฮ้ย เสร็จแล้วเหรอวะ!?” ผมรีบท้วงทันที “เออ ดิ่ รีบแทบแย่ ดึกกว่านี้กูคงนอนโรงเรียนดีกว่าอะ” เสียงไอ้โอมบ่นพลางท้าวสะเอวมองพวกน้องม.ต้นเหมือนจะเร่งให้พวกมันรีบเก็บ ของไว ๆ ผมมองมันตาละห้อย “จะกลับแล้วเหรอวะ?” อยู่เป็นเพื่อนกูหน่อยก็ไม่ได้นะสาด “กลับ ดิ่… โทษทีว่ะ แม่กูบ่น แล้วกูต้องเอาไอ้มํ่ากลับบ้านด้วย เดี๋ยวอาม่ามันด่ากูเป็นภาษาจีนอีก กูฟังไม่รู้เรื่อง” ไอ้โอมว่าพลางหันไปตบหัวน้องชายแถวบ้านตัวจํ้ามํ่าของมันที่ยืนฉีกยิ้มโชว์ฟัน ให้ผมดูครบสามสิบสองซี่อยู่ เฮ้อ… เป็นแบบนี้จะให้ทำไงได้ “เออ ๆ ส่งน้องคนอื่นขึ้นรถดี ๆ ฝากด้วยอะมึง” ผมฝากฝังแค่นั้นก่อนมันจะกลายร่างเป็นหัวหน้าทัวร์ลูกเป็ด พาเด็ก ๆ ในชมรมเดินตามต้อย ๆๆ กันออกไป หึหึ… เห็นไอ้โอมเพี้ยน ๆ อย่างนี้ แต่รุ่นน้องรักมันกันโคตร ๆ ครับ ไม่รู้ทำไม สงสัยมันกวนตีนอย่างมีเสน่ห์ สุด ท้ายสรุปว่า.. ตอนนี้เหลือผมคนเดียวในห้องชมรม กับนาฬิกาแขวนบนผนังที่บอกเวลาเกือบห้าทุ่ม ชวนให้ผมเริ่มคิดว่า หรือกูจะนอนที่นี่เลยดี.. เบาะก็ยังซ่อมไม่เสร็จ เฮ้อ.. ชีวิตกู.. “โน่!! รีบซ่อมเบาะเร็ว จะได้กลับบ้าน!” เฮ้ยยยยยยยยยยย ผีหลอก!? เสียงใครวะ!!!!!!?

ผมเหลือกตาหันไปมองต้นเสียงอย่างประหลาดใจ พบว่าคือไอ้เอิ้นที่ยังไม่กลับ แถมถืออุปกรณ์เย็บเบาะมาให้ผมอีก “มึงยังไม่กลับอีก!?” ผมส่งเสียงถามอย่างตกใจ “กลับยังไงล่ะ ไม่งั้นมึงจะอยู่คนเดียวรึไง” มันพูดยิ้ม ๆ ซึ่งแน่นอนว่าผมโคตรรรดีใจ ที่มีคนอยู่เป็นเพื่อน “ขอบใจว่ะ!” *** เวลา ผ่านไปพักหนึ่งที่ผมยังคงขมีขมันกับการเย็บรอยขาดบนเบาะหนังสีฟ้าอ่อน อยู่… ก็เชี่ยแม่งทำท่าจะเสร็จ ๆ แต่ไม่เสือกเสร็จซักที สงสัยไอ้ที่เย็บผิดเย็บถูกเป็นเพราะผมเริ่มง่วงจนตาเบลอไปหมดแล้ว เสียง พลิกหนังสือการ์ตูนดังขึ้นข้าง ๆ ผม จากไอ้เอิ้นที่คอยอยู่ใกล้ ๆ ตอนแรกมันก็ว่าจะช่วยผมเย็บหรอก แต่หลังจากที่ลองดูก็พบสัจธรรมว่าสกิลมันตํ่าต้อยนัก แม่งแทบจะเย็บตัวเองติดกับเบาะอยู่มะรอมมะร่อแล้วเลยใช้งานไม่ลง เอาเป็นว่ามึงนั่งเป็นเพื่อนกูเฉย ๆ ก็พอแล้วกัน “โน่ นี่เก่งเนอะ ซ่อมโซฟาเองก็เป็นด้วย จ้างไปซ่อมที่บ้านมั่งได้ปะ” เออ อ่านการ์ตูนดี ๆ ไม่ชอบ เสือกกวนตีนกูอีก ผมแค่นหัวเราะเหอะ ๆ ใส่ไอ้เอิ้นทั้งที่ไม่ได้หันไปมองหน้ามัน “ได้ แต่ซุปเปอร์สตาร์อย่างกูน่ะค่าตัวแพงงง” “สำหรับโน่ เท่าไหร่ผมก็จ่ายไหว” หืม!!!???? พอได้ยินคำนั้นแล้วก็ต้องหันไปมองหน้ามันทันที เห็นมันยิ้มแปล้อยู่ แต่กูจะอ้วกกกกกกกกก ฟังดูเหมือนตัวเองเป็นกะหรี่ชอบกล “มึง อย่าเล่นงี้ได้ปะ กูตกใจหมด ตอนร้องเพลงก็ทีนึงแล้ว” จริง ๆ ผมอยากบอกมันด้วยซํ้าว่า กูคิดลึกนะไอ้สาดด แต่ก็นั่นแหละ… ไม่อยากพูดอะไรมาก ได้ ยินเสียงไอ้เอิ้นหัวเราะหึหึดังมา ก่อนที่มันจะท้าวคางกับเบาะแล้วดูผมเย็บต่อ.. เออดี ตกลงมึงไม่อ่านการ์ตูนแล้วใช่มั้ย มานั่งจ้องอยู่ได้เนี่ย มันเกร็งนะโว้ยยย “มองเชี่ยไรวะ อ่านการ์ตูนไปเหอะมึง กูเกร็ง”

แน่นอนว่าไอ้เอิ้นหัวเราะตอบ แต่ไม่ยักทำตามคำบอกผมซักคำ มันยังคงนั่งมองผมเย็บเบาะต่อจนผมสอยเข็มเข้ากับมือตัวเองจนได้ โอ๊ยยยย!! ไอ้สัดเอ๊ยยยยยย กูบอกแล้วว่าอย่ามอง!! แม่งเจ็บชิบหาย “อูยยยยยยยยยยยยยยยยย” “เฮ้ย! ขอโทษ เกร็งจริงเหรอวะ!” ดูมันยังมีหน้ามาถาม.. มึงลองเย็บผ้าแล้วมีคนมาจ้องหน้ามึงดูมั่งมั้ยล่ะ เชี่ยเอิ้น แต่มันไม่ให้เวลาผมด่า เมื่อสองมือมันตระกองมือข้างที่เลือดซิบของผมไว้พลางก้มมาดูใกล้ ๆ “เชี่ย อย่าจับแรง กูปวด” ผมบ่นเพราะรู้สึกว่ายิ่งเห็นเลือดก็ยิ่งปวด ไม่รู้เจ็บหรือกลัวมากกว่ากัน โฮ ๆๆ… ไส้มันจะทะลักออกมาทางรูนี้มั้ยยยยยยยย แต่ ระหว่างที่ผมกำลังโวยวายอยู่นั้นเอง (เข็มทิ่มกับโดนแทง ผมร้องเท่ากันครับ) เอิ้นก็หยิบเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับเลือดตรงมือผม “โดนเข็มทิ่ม ร้องอย่างกับตกลูกเลยนะมึง เว่อร์จริง” มันด่าพลางอุดเลือดบนนิ้วมือแล้วเป่าพ้วงให้เหมือนปลอบใจเด็ก “โอมเพี้ยงง ไม่เจ็บแล้วนะ” “มึงอย่ามา… กูไม่ใช่เด็กปัญญาอ่อนนะ สาด” “อ้าว ก็กูเห็นมึงร้องโวยวายเหมือนเด็กปัญญาอ่อนนี่หว่า” เอ๊ะไอ้ห่านี่… เดี๋ยวบั๊ดตัดสินให้แพ้ตั้งแต่รอบแรกเลย โทษฐานมาว่ากูปัญญาอ่อน ผมเหล่มองไอ้เอิ้นตาขวาง ซึ่งดูเหมือนมันจะรู้ตัว “เฮ้ยยย ด่าแค่นี้อย่าขี้โกงปรับวงกูแพ้อะ” “กูกำลังคิดอยู่พอดี…..” หึหึหึ “ไอ้สาดดดดดดด โอ๋ ๆๆ อย่าถือสาผู้น้อยเลยนะครับคุณโน่ ผู้ฉลาด เพียบพร้อม ทั้งทรัพย์ รูปกาย วาจา ใจ และสติปัญญา” ถุ๊ย!!! ประชด ขนาดนี้มึงด่ากูเหี้ยเลยยังดีซะกว่า ผมที่กำลังจะเย็บเบาะต่อจึงบังเกิดความหมั่นไส้ไอ้เอิ้นคนจริงใจชิ บหาย(ประชด) ต้องหันไปพร้อมอาวุธในมือ(เข็ม) เพื่อประหารมันทันที! ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆ เป็นรูทั้งตัวแน่มึงวันนี้!!

ผมไม่ได้ซาดิสถ์นะครับ แต่ถ้าวันนี้ไม่ได้เอาเลือดไอ้เอิ้นออกก็อย่าเรียกผมท่านโน่!! หึหึ เชี่ยเอิ้น มึงอย่าหวังจะรอด……….. ผม ไล่เอาเข็มจิ้มแขนมันไม่ยั้งขณะที่ผู้ถูกกระทำเบี่ยงหลบเป็นพัลวันพลาง หัวเราะลั่นสลับกับโวยวาย ฮ่า ๆๆๆ มึงทำเป็นมาด่าแต่กู ผมจึงสวนมันกลับ “เชี่ยแม่ง เข็มทิ่มแค่นี้ ร้องอย่างกับตกลูก เว่อร์จริง” คุ้น ๆ ปะครับคำนี้ หึ… มันจะได้รู้ซะบ้างว่าเวลาโดนเข็มน่ะ เจ็บยังไง! ไอ้ เอิ้นดิ้นพราด ๆ แต่ไม่วายเถียง “ก็นี่มันไม่เหมือนกันนี่หว่าาา ฮ่า ๆๆๆ โอ๊ย ๆๆ หยู๊ดดดดดด กูไม่ไหวแล้วววววว โน่ ๆๆๆ กูขอโทษ ๆๆๆ ไม่ว่าแล้ว ๆๆๆ นะ ๆๆๆ ปล่อยกูเหออออออออออออ โอ๊ยยย ฮ่า ๆๆๆ” มันยังคงโวยวายสลับกับหัวเราะเสียงดังลั่นห้องจนผมเริ่มสนุก ตอนนี้เบาะเบอะเลยไม่เป็นอันเย็บกันแล้ว เพราะมันเสือกคว้าเข็มสำรองมาได้อันนึงและพยายามจะทิ่มผมกลับอยู่ เราเลยพัลวันชุลมุนกันใหญ่ ไอ้เชี่ยเอิ้นแม่งซาดิสถ์ชิบหายยยยยยยยยยยย โอ๊ยยย ฮ่า ๆๆ ช่วยจิ้มตรงพุงกูที ลมจะได้ออก ซิกซ์แพ็คจะได้งอกบ้าง กร๊ากกกก แต่ขณะที่เรากำลังนัวเนียแย่งกันเอาเข็มทิ่มแขนทิ่มพุงของอีกฝ่ายนั่นเอง……… อยู่ดี ๆ ประตูห้องชมรมก็ถูกเปิดออกดังผลัวะ! โดยไม่มีเสียงเคาะเตือนล่วงหน้า ผมและเอิ้นผวาวาบ (นึกว่าผี) หันไปมองประตูนั้นทันทีและพบว่าสิ่งที่อยู่หน้าประตูคือ ร่างสูงของปุณณ์ ภูมิพัฒน์… ผู้ปรากฏตัวอีกครั้งตอนห้าทุ่มครึ่ง พร้อมใบหน้าที่บูดบึ้งอย่างประหลาด

33rd CHAOS “ยัง ไม่เสร็จอีกเหรอ.. งั้นผมออกไปรอข้างนอกนะ” นั่นคือคำพูดของปุณณ์เมื่อห้านาทีก่อน.. ก่อนที่มันจะเดินหายออกไปโดยไม่แม้จะก้าวเท้าเข้ามาในห้องชมรมแม้แต่ก้าว เดียว.. ผมกับ เอิ้นมองตากันปริบ ๆ พลางสำนึกได้ว่าควรเลิกเล่นแกล้งกันแล้วตั้งใจซ่อมเบาะให้เสร็จอย่างจริงจัง ก่อนนาฬิกาจะบอกเวลาดึกมากไปกว่านี้ “ปุณณ์ มันกลับมาทำไมวะ” เสียงทุ้มของเอิ้นถามขึ้นอย่างสงสัยระหว่างที่ผมกำลังขมีขมันขยันเย็บเบาะ อยู่.. อืมมมม… จะว่าไปผมเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าปุณณ์จะกลับมารับตามที่มันบอกจริง ๆ “ไม่ รู้ดิ เห็นมันบอกอยู่ว่าจะกลับมา แต่ไม่นึกว่าแม่งเอาจริง” ผมบ่นขณะที่มือยังคงสอยด้ายไปด้วย ไม่ได้เงยมองหน้าเอิ้นด้วยซํ้าว่ามันกำลังทำหน้าแบบไหนตอนพูดคำว่า “เออ เดี๋ยวกูไปตามมันมาข้างในดีกว่า ข้างนอกคงยุงกัด” อืม.. ถือเป็นความคิดที่ดี ผมเห็นด้วยกับเอิ้นในใจเงียบ ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะได้ยินเสียงมันเปิดประตูเดินออกไปนอกห้องแล้ว ว่าแต่ใจคอมึงจะปล่อยกูทิ้งไว้ในห้องคนเดียวเหรอว๊าาาาาาาาาาาาา ใจร้ายเกินไปแล้วนะมึงงงงงงงง เมื่อ เหตุการณ์กลายเป็นเช่นนั้นผมจึงต้องรีบสอยด้ายขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เพราะพอไอ้เอิ้นไม่อยู่ ห้องชมรมทั้งห้องก็ดูเงียบสงัดขึ้นทันตา ผมเหลือบมองไปข้าง ๆ อย่างโคตรผวา… โฮ…… ตั้งแต่อยู่ชมรมมาไม่เคยเกลียดเปียโนตัวนั้นขนาดนี้มาก่อน เพราะพอต้องนั่งจ้องกับมันเงียบ ๆ ในความมืดแล้วช่าง……. รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในโลเกชั่นหนังผีฝรั่งยังไงยังงั้น ดังนั้นรีบเย็บรีบกลับบ้านดีกว่า!! ผมปลอบใจตัวเองว่าเหลืออีกนิดเดียวพลางหรี่ตามองรอยขาดของเบาะที่โหว่เป็น ช่องอีกเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ก่อนจะเร่งมือสอยไม่ยั้ง ณ เวลานี้ ไม่เอาความสวยงามแล้วโว๊ยยย (เคยมีเหรอ?) กูอยากกลับบ้านนนนนนนนน

ผม นั่งสอยนั่งเนาด้ายขึ้นลงอย่างรวดเร็วพร้อมคิดว่าเชี่ยเอิ้นทำไมไปนานจัง ไหนบอกจะชวนไอ้ปุณณ์เข้ามานั่งไง นี่ไม่ใช่พวกมันพากันแพ็คคู่หนีกลับบ้านไปแล้วนะ!! แต่พบว่ายิ่งคิดก็ยิ่งเสียเวลา ผมเลยตัดสินใจซ่อมเบาะตรงหน้าต่อดีกว่า ส่วนเรื่องมันสองคนหายไปไหนค่อยว่ากันทีหลัง ใช้ ความพยายามเพียงไม่นานผมก็จัดการซ่อมโซฟาตัวยาวตรงหน้าสำเร็จ แม้ฝีมือจะไม่เนี้ยบเหมือนมืออาชีพเขาทำกัน (ผมแค่สอยด้ายขึ้นลงธรรมดาพอให้มันติดกันว่ะ) แต่ก็ดีกว่าจ้างคนอื่นซ่อม เพราะชมรมเรายังมีเรื่องให้ใช้ตังค์อีกมากโข ผม พิศมองผลงานตัวเองที่ออกมาค่อนข้างน่าพอใจ ก่อนจะจัดการเก็บสัมภาระเข็มและด้ายลงกล่องอุปกรณ์เหมือนเดิม พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง พบว่านอกจากตัวผมเองที่ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว ก็มีแค่…… เครื่องดนตรี โน๊ตเพลง และ.. ข้าวของที่พวกเด็ก ๆ ฝากห้องไว้ ไหนวะไอ้เอิ้นที่บอกจะพาไอ้ปุณณ์เข้ามา T____T มึงหลอกกู!!! ผม คิดอย่างแค้น ๆ ผสมกลัว ๆ พลางกระแทกกระทั้นเก็บของเข้าที่พลางรีบจัดแจงคว้ากระเป๋านักเรียนมาสะพาย ก่อนจะเปิดตูดแน่บออกจากห้องชมรมสยองโดยด่วน แต่ ขณะที่ผมกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ใส่รองเท้าอยู่นั้นเอง หัวใจก็แทบหยุดเต้นเมื่อมีเงาประหลาดก้อนหนึ่งตัดแสงอยู่บริเวณทางเดินใต้ ตึกฟ. ซึ่งแน่นอนว่าเวลาเที่ยงคืนกว่าอย่างนี้จะมีใครบ้ามาเดินเล่นกัน ซํ้าร้ายผมยังรู้สึกว่าเงานั้นใกล้เข้ามา.. ชิบหายแล้วแม่งงงงงงงงงงงงงงงงง! อาป๊าอาม๊าช่วยโน่ด้วย!!!! โน่ขอโทษที่เคยดื้อ เคยซน ชอบกลับบ้านดึก ขับมอไซค์ไปไหนมาไหนตอนกลางคืนบ่อย ๆ ค้างบ้านเพื่อนก็ไม่ค่อยโทรบอก แต่หลังจากนี้โน่จะกลับตัวกลับใจเป็นเด็กดี ไม่ทำให้อาป๊าบ่นแล้ว!!! แต่อาป๊าต้องช่วยอั๊วะก่อนนนนนนนนนน T[]T!

ระหว่าง ที่ผมกำลังยืนสติแตกตัวสั่นเอาหัวโขกกำแพงอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นพลันมีอะไรอุ่น ๆ มาสัมผัสบ่าผมที่สั่นอยู่แล้วให้ยิ่งสั่นขึ้นไปอีกเสียก่อน! โฮ…………. ซี้แหง๋แก๋แล้วกู!!! “เชี่ยโน่!!!!!!! ยืนตัวสั่นทำห่าอะไรอยู่ตรงนี้ ไม่กลับบ้านรึไง!!!” อ้าวไอ้สัด.. เสียงแบบนี้คุ้น ๆ… ผมค่อย ๆ หันหน้ากลับไปมองต้นเสียงจากด้านหลัง พบว่าเป็นไอ้เอิ้นกับไอ้ปุณณ์กำลังยืนหัวเราะตัวขดตัวงอกันอยู่ เชี่ยยยยยยยยยยย! “ไอ้สัด!! กูนึกว่าพวกมึงกลับไปแล้ว!!! กลัวโคตรพ่อ!!!!” “เชี่ยแม่งกลัวผี โดนล้อแน่มึงพรุ่งนี้” ไอ้เอิ้นแซวผมต่อไม่พอยังชี้หน้าหัวเราะเยาะอีก ฮือ ๆๆ มึงนะมึง เป็นมึงไม่กลัวรึไง! “ก็มึงแหละเชี่ยเอิ้น! ไหนบอกจะไปตามไอ้ปุณณ์ไง แม่งเสือกหายเงียบ กูก็นึกว่ากลับสิวะ” ผมพูดต่อพร้อมปัดนิ้วมือที่ยื่นมาชี้ล้อผมอยู่ตรงหน้าไปด้วย พลางพยายามใส่รองเท้านักเรียนต่อให้เสร็จ ได้ยินเสียงหัวเราะตํ่า ๆ ของปุณณ์ตามมาอีก “คุย กันเพลินไปหน่อยเนอะ” ไอ้เลขาสภาหน้าหล่อหันไปพยักเพยิดกับประธานเชียร์ ก่อนที่ผมจะเห็นเอิ้นยิ้มกว้างโชว์ลักยิ้มสวย ขณะที่พวกเราเริ่มออกเดินไปยังประตูหน้าโรงเรียนกัน จนเมื่อถึงถนนหน้าโรงเรียนแล้วเอิ้นจึงหันกลับมาถามพวกผม “เออ… แล้วพวกมึงกลับไง ปุณณ์มึงเอาโน่กลับใช่ปะ” “อืม” ผมมองหน้าเอิ้นอย่างใช้ความคิด เมื่อนึกออกว่าบ้านมันอยู่คนละทางกับพวกเรา “แล้วมึงกลับไงอะเอิ้น” “เดี๋ยว กูโบกแท็กซี่กลับเองนี่แหละ เออ กลับดี ๆ นะพวกมึง” มันตอบพลางยกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่งที่ขับผ่านมาพอดี ผมจึงได้แต่โบกมือลาขณะรถกำลังเคลื่อนตัวออกไป จนในที่สุดเหลือเพียงผมกับ

ปุณณ์ยังยืนรอแท็กซี่อยู่เท่านั้น ผม เหลือบมองใบหน้าคมที่ฉายแววเพลียของคนข้าง ๆ ด้วยความเป็นห่วง “ไม่เหนื่อยเหรอวะ ย้อนกลับไปกลับมานะมึงอะ” เพราะเห็นหน้าแม่งเหนื่อยขนาดนั้น เลยกลัวว่าเดี๋ยวคุณชายจะไม่สบายจนต้องนอนซมอีก ผมคงโดนกล่าวหาว่าพาลูกเขามาทรมาน “ไม่เป็นไร จะปล่อยมึงกลับคนเดียวได้ไงล่ะ” แต่.. อื้อหือออออออ ดูมันทำตัวพระเอกดิ่! นั่น… มาทำตานํ้าเชื่อมใส่กูอีก ผม ถอนหายใจแรง “กูก็กลับเองคนเดียวตลอดเหอะ มึงอย่ามาเว่อร์” แต่ก็ได้แค่บ่นเท่านั้น เพราะหลังจากปุณณ์แค่นหัวเราะเสียงเบา รถแท็กซี่คันสีฟ้าก็แล่นผ่านมาให้พวกเราได้โบกกัน “เอกมัย ครับพี่…” ปุณณ์ส่งเสียงบอกแท็กซี่ว่าอย่างนั้น หมายความว่ามันจะไปส่งผม เพราะบ้านมันอยู่ทองหล่อ ได้ยินเสียงพี่แท็กซี่ตอบรับงึมงำ ก่อนปุณณ์จะเปิดประตูกว้าง เคลียร์ทางให้ผมเข้าไปนั่งก่อน….. อืมม ทำอย่างกับกูเป็นสาวน้อยแลยแฮะ แต่ทั้งง่วงทั้งเพลียแบบนี้ขี้เกียจคิดอะไร งั้นกูขอปีนขึ้นรถก่อนเลยแล้วกัน เสียง กดมิเตอร์ดังท่ามกลางเพลงจากคลื่นวิทยุที่พี่คนขับเปิดคลอไว้เบา ๆ ผมเงี่ยหูฟังท่วงทำนองเนิบช้าเหล่านั้นแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองง่วงขึ้นมา อย่างประหลาด งั้น ขอหลับซักงีบก่อนแล้วกัน ไหน ๆ ปุณณ์ก็รู้ทางไปบ้านผมแล้ว คงไม่มีอะไรต้องคอยดูอีก.. เมื่อสมองประมวลผลได้ดังนั้นหนังตาผมก็จัดแจงปิดตัวเองทันที แต่ระหว่างที่กำลังจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่อยู่นั้นเอง เสียงทุ้มที่ยังฟังดูสดใสอยู่ของปุณณ์ก็ดังขัดขึ้นมาก่อน “วันนี้เหนื่อยรึเปล่า” “อืม…” แต่คนง่วงอย่างผมก็มีแรงตอบแค่นี้ ปุณณ์ยังคงถามต่อไป “วงกูเล่นดีมะ พอไหวปะ”

“อืม…” ผมก็ยังมีแรงตอบกลับไปแค่นี้อยู่ดี “มึงหิวรึเปล่า จะให้แวะกินข้าวที่ไหนมั้ย” อืม.. ซอกแซกจังวะ.. ถึงตรงนี้ผมส่ายหัว พร้อมกับความคิดว่ากูง่วงจะตายห่า.. ขณะที่ไอ้ปุณณ์ดูจะยังไม่เข้าใจอะไรง่าย ๆ “โจ๊กทองหล่อเอาป่าว” “ไม่……..” มึงเข้าใจไหมว่ากูง่วงนอน เสียงปุณณ์เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่มันจะพูดขึ้นมาอีกว่า “โน่… มึงโกรธกูเหรอ..” อะไรนะ!!? ผม รู้สึกตื่นขึ้นมานิดหน่อย พร้อมกับคิดในใจว่ากูจะโกรธมึงเรื่องอะไร นึกยังไงก็นึกไม่เห็นออก เชี่ยแม่งไร้สาระว่ะ อีกอย่างตอนนี้ผมก็ง่วงเกินกว่าจะมานั่งคิดอะไรแล้ว “ปล่าวว…” “เฮ้ย… กูขอโทษ.. เรื่องเอม…” ขอโทษ? ขอโทษอะไรอีกกก.. เรื่องเอม? เรื่องเอมทำไม…? ผมขมวดคิ้วแต่ไม่ได้ตอบอะไร เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไหร่ แต่ดูท่าทางปุณณ์เข้าใจผิดยกใหญ่ มันละลํ่าละลักแก้ตัวยาวเป็นหางว่าว “เขาเป็นพวกถ้าจะมาก็ต้องมาให้ได้ ถึงกูปฏิเสธไปเขาก็มาอยู่ดี มึงเข้าใจใช่ป่าวโน่” “อืม….” อ๋อ.. เรื่องนี้นี่เอง… ผมไม่ได้คิดอะไร แล้วก็เข้าใจจริง ๆ “โน่…… อย่าทำแบบนี้สิครับ…” แต่ถ้าจะโกรธก็โกรธตอนนี้แหละ! “อะไร…” ผมเริ่มมีนํ้าโหแล้ว… “กูไปส่งเอมเพราะจำเป็นต้องไป แต่กับมึง กูมาหาเพราะกูอยากมานะโน่… อย่าโกรธกูแบบนี้สิ”

ตอนนี้ผมคิดว่าไอ้เลขาสภาฯตรงหน้าท่าทางจะเละเทะใหญ่ ก็บอกว่าไม่คิดอะไรก็คือไม่คิดอะไรสิวะ!! ถึงตรงนี้ความอดทนผมคงสิ้นสุด จนต้องลืมตาโพลงขึ้นมามองหน้ามันกะทันหัน ปาก ผมไปไวเท่าความคิด “กูไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่ได้ว่าอะไรด้วย มึงจะเอาเอมมา จะไปส่งเอมถึงไหนก็เรื่องของมึง เข้าใจปะ กูไม่ได้คิดอะไรเลย!” เออ!… หวังว่าหลังจากฟังคำนี้มันคงเข้าใจแล้วปล่อยผมไปนอนสักที ผมบอกมันเสร็จก็คิด(เอาเอง)ว่าปุณณ์คงเคลียร์แล้ว จึงได้หลับตาลงหวังจะนอนพักต่อ แต่ยังไม่ทันงีบหลับ เสียงเรียบ ๆ ของปุณณ์ก็ดังขึ้นก่อน เป็นคำว่า.. “เออ… กูมันคิดไปเองว่ามึงจะสนใจ… แต่กูลืมไปว่าสำหรับมึงกูไม่ใช่อะไรเลย…. กูมันไม่ดีเท่าไอ้เอิ้นหรอก” อ้าววว ไอ้ห่านี่นอกเรื่อง… ผมฟังประโยคสุดท้ายแล้วก็ต้องลืมตาขึ้นมาขมวดคิ้วมองมันที่กำลังทำสีหน้า แปลก ๆ “มึงว่าไงนะ?” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้รับคำตอบอะไรดี รถแท็กซี่ก็มาจอดเทียบอยู่หน้ารั้วบ้านผมแล้ว ปุณณ์หยิบเป้โรงเรียนส่งให้ผม ก่อนจะพูดคำว่า “ฝันดีครับโน่” ด้วยสีหน้าตรงข้ามกับคำพูดโดยสิ้นเชิง ผมทั้งง่วงและงงไปหมดแล้ว นี่ผมทำอะไรผิดรึเปล่าวะ? ช่างมันเหอะ ง่วงโคตร ขอตัวขึ้นไปนอนก่อนดีกว่า ZZzz ***

อืม.. หลังจากที่ได้นอนเต็มอิ่มไปหกชั่วโมง ร่างกายของผมก็เริ่มกลับมากระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิม หึหึหึ…. ตกลง เมื่อคืนผมกลับบ้านยังไงวะ จำไม่ค่อยได้ นึกออกลาง ๆ ว่าไอ้ปุณณ์นั่งแท็กซี่มาส่ง พอถึงบ้านผมก็เดินสะโหลสะเหลสะบัดถุงเท้ารองเท้า ขึ้นห้องแล้วนอนเลย (นํ้าก็ไม่อาบ) โสโครกขั้นสุดดดดดดดดดด แต่ได้นอนไปแล้วก็สบายอารมณ์ขึ้นล่ะนะ แถมยังดีใจอีกต่างหากที่เรื่องคัดวงผ่านไปด้วยดี ทำเอาโล่งใจได้เปราะใหญ่ ผม คิดพลางเดินยิ้มแปล้หน้าตาชื่นบานข้าโรงเรียนแต่เช้า แต่ในระหว่างที่กำลังเดินผิวปากอารมณ์ดีอยู่นั้นเอง สายตาพลันเหลือบเห็นปุณณ์กำลังทำหน้าที่เลขาสภาฯ เดินถือแฟ้มเอกสารไปมาบนตึกอำนวยการเสียก่อน… แน่นอนว่าของแบบนี้ไม่ต้องผ่านกระบวนการทางความคิดผมจัดการก็โบกมือทักมันเป็นอัตโนมัติทันที แต่……………….. มันไม่โบกกลับ.. เพียงแค่หยุดมองหน้าผมแว่บหนึ่งแล้วถือแฟ้มหายเข้าห้องไปเท่านั้น.. เชี่ยไรของมันวะ? ผม ยืนอึ้งขณะที่น้องมาวิน (เพื่อนสนิทไอ้เป้อ เด็กในชมรม) เดินผ่านมายกมือไหว้ผมอย่างนอบน้อม.. อืมม ไอ้ปุณณ์มันไม่เห็นกูหรือผีเข้าอะไรอีก?.. แต่ก็ช่างเหอะ… ผมหันไปรับไหว้น้องวินแล้วพากันเดินขึ้นตึกเรียนพร้อมกันอย่างสงสัยอยู่ในที แล้ว หลังจากนั้นเรื่องก็ดำเนินไปในทางคุ้น ๆ… นั่นคือ ไอ้ปุณณ์เมินผมอย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากที่ผมตะหงิด ๆ ใจแต่เช้าว่ามันไม่ยอมโบกมือตอบผมกลับเหมือนทุกที แล้วยังก่อนเข้าห้องเรียนอีกที่มันเดินคอแข็งหน้าตั้งผ่านผมไปโดยไม่แม้แต่ จะชายตาแลสักนิด!? อะไรของมันวะ!!!!! หรือสายตามึงสั้นกะทันหัน??? แต่ช่างเถอะ.. คราวนี้ผมถึงจะรู้ตัวเองว่าถูกเมินแต่ไม่ค่อยรู้สึกเศร้าอะไรเท่าไหร่ คงเพราะยังงง ๆ ปนสงสัยมากกว่า…. ตกลงกูไปทำไรให้วะ!!!

ผม ตัดสินใจพิสูจน์ความผิดปกติของมันอีกครั้งตอนยื่นโครงการ คราวนี้ผมอุตส่าห์แบกหน้าไปถึงห้องสภาฯเพื่อยื่นโครงการด้วยตัวเอง (ปกติจะใช้รุ่นน้องเป็นส่วนมาก) เพราะอยากรู้ว่าไอ้ห่านี่มันเมินผมจริงหรือเปล่า (โดยไม่ลืมพกไอ้โอมไปด้วย กันเหนียว) แต่พอเราสองคนถ่อไปถึง ก็เจอมันนั่งพิมพ์งานก๊อกแก๊กอยู่ สายตางี้.. จ้องคอมเขม็งไม่มองหน้าผม เพียงแค่ส่งเสียงเย็น ๆ กลับมาว่า “วางเอกสารไว้บนโต๊ะก็ได้” อะไรของมึง!? หน็อย…….. คิดว่าง้อรึไงวะะ! ผม หงุดหงิดออกมาจากห้องสภาฯเพราะเริ่มรู้แล้วว่ามันเมินผมอย่างเห็นได้ชัด จนขนาดไอ้โอมที่มาด้วยกันยังต้องออกปากพูดเลยว่า “ทะเลาะเชี่ยไรกันอีกผัวเมียคู่นี้ มึงรีบ ๆ ไปง้อผัวหรือเมียมึงไป กูรำคาญ” อ้าวววว แล้วทำไมกูต้องเป็นฝ่ายง้อด้วยวะ!! กูผิดตรงไหนเนี่ย!!!!!!!! ครึ่ง วันเช้าผ่านไปอย่างเซ็ง เพราะไอ้เชี่ยนั่นเล่นปั้นหน้าเหวี่ยงใส่ผมตลอด.. เดินเจอกันทีไรเห็นพี่แกเอาแต่ค้อนตาควํ่า (เป็นเชี่ยไรวะ!) จนผมนึกไม่ออกแล้วว่าตัวเองเผลอไปเหยียบหางมันตอนไหน? ตัวผมเองพอเห็นมันเหวี่ยงใส่ก็ชักจะเหวี่ยงกลับเหมือนกันมั่ง แต่เหวี่ยงตัวต้นเหตุไม่ได้เลยเบนเข็มไปเหวี่ยงทุกคนที่ขวางหน้าแทน วันนี้ใครทำอะไรขัดใจเป็นต้องเจอผมโวยวายใส่หมด ไม่รู้ทำไมอารมณ์เสียได้ขนาดนั้นเหมือนกัน ฮึ่มมมม.. “มึง ไปทำไรมัน คิดดี ๆ สัด…” จนในที่สุด ไอ้โอมผู้อดรนทนไม่ไหว (เพราะซวยอยู่ใกล้ผมที่สุดเลยโดนลูกหลงบ่อยสุด) ตัดสินใจถามขึ้นระหว่างเรากำลังพักกลางวันอยู่ มันคงรำคาญที่เห็นผมหงุดหงิดแต่เช้า แต่ถ้าผมรู้ว่าตัวเองไปทำอะไรปุณณ์ตอนไหน ผมจะหงุดหงิดได้ขนาดนี้มั้ยล่ะ!! “ไม่รู้ว้อยยย กูอยู่ของกูเฉย ๆ แม่งงงง.. เซ็ง” “แล้วเมื่อวานมันกลับมารับมึงจริงปะ” “เออ มา”

“แม่งผัวเมียจริง ๆ มึงสองตัว… แล้วระหว่างได้กันมึงไปทำอะไรให้มันไม่พอใจปะ” “-วย! มันนั่งแท็กซี่ไปส่งกูที่บ้าน แล้วกูก็ง่วง จำไม่ค่อยได้…. เออ กูง่วง แล้วกูจำได้ว่าเหมือนมันชวนกูคุย แต่กูง่วงลยจับใจความไม่ค่อยถูก…” “แล้วไงต่อ คิดดี ๆ สัด” ดูเหมือนไอ้โอมจะสนใจผมมากเลยใช่ปะครับ แต่จริง ๆ แล้วโคตรจะไม่! มันแค่พูดไปอย่างนั้นขณะที่ยกนํ้าก๋วยเตี๋ยวในชามซดอยู่ ปล่อยให้ผมนั่งคิดมากเป็นไอ้บ้าอยู่คนเดียว ว่า แต่.. สรุปแล้วตอนอยู่บนรถมันมีอะไรต่อวะ… “แล้วไงต่อวะ… แม่ง.. ชวนกูคุยบนรถชิบหายจนกูแอบโมโห แล้วกูก็…….. ก็……………” “กูไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่ได้ว่าอะไรด้วย มึงจะเอาเอมมา จะไปส่งเอมถึงไหนก็เรื่องของมึง เข้าใจปะ กูไม่ได้คิดอะไรเลย!” อื้อ หืออออ… ณ เวลานี้ เข้าใจถ่องแท้แล้วครับ….. ไอ้คำพูดนั้นมันย้อนกลับมาเตือนความจำผมในหัวเหมือนกรอเทปซํ้ายังไงยังงั้น.. ชิบหายแล้วกู… ผมเพิ่งนึกออกว่าตัวเองพูดแรงขนาดไหน “เฮ้ยมึง….” ผมส่งเสียงเรียกโอมเบา ๆ เมื่อนึกออก “ไร” “กูจำได้แล้วว่ากูทำไรไว้…” “แล้วไง… มึงผิดจริงปะ” “ผิดจริงหวะ..” ถึงตรงนี้ไอ้โอมถอนหายใจหน่ายพลางส่ายหน้ามองผมอย่างเซ็ง ๆ มัน วางตะเกียบในมือ “ก็ไปง้อผัวมึงหรือเมียมึงไป กูรำคาญมึงแม่งอยู่ดี ๆ เดี๋ยวก็ด่า อยู่ดี ๆ เดี๋ยวทำหน้าหมาหงอย เหมือนแม่กูเวลามีเมนส์เลยเหอะ รีบ ๆ วิ่งไปง้อมันเลยนะมึงง” อ้าวไอ้ห่านี่… ไม่ไล่ผม

เปล่า ยังถีบเก้าอี้ผมจากใต้โต๊ะอีก สัด!… พ่อมึงเก๋ารึไง ได้ข่าวว่าเป็นเก้าอี้ยาว มีรุ่นน้องอีกสองสามคนกำลังนั่งอยู่ปลายฝั่งเก้าอี้ด้านผมถึงกับสะดุ้ง เพราะไอ้โอมมันถีบแรง “เชี่ยนี่ น้องเค้าตกใจเห็นมั้ย!” “เออ มึงก็รีบ ๆ ไปเลย กูจะไปห้องชมรมแล้ว นัดสอนฮอร์นน้องมิกไว้” “อ้าวไอ้เชี่ย ได้ข่าวว่าคนนี้ไอ้ฟิล์มหวง” “ก็ มันเล่นฮอร์นไม่เป็นเลยบอกให้กูสอนแทนนี่หว่า มึงอย่าเจ้าปัญหาได้ปะ รีบไปง้อพ่อมึงเลยไป” ไอ้โอมว่าพลางโบกไม้โบกมือไล่แล้วยืนถือจานจะไปเก็บ.. ผมเห็นดังนั้นเลยยืนมั่งแล้วตบบ่ามันสองที “เออ เจอกันตอนบ่าย” “เออ ๆ” มันตอบรับผมปัด ๆ ก่อนที่เราจะแยกย้ายไปทำธุระของตัวเองกัน ผมเดินออกจากโรงอาหารด้วยสภาพมึน ๆ เพราะยังไม่รู้จะไปตามหาคนที่ไอ้โอมสถาปนาว่าเป็น ‘พ่อ’ ผมจากไหนดี… ไอ้นี่มันแดกข้าวในโรงอาหารรึเปล่าวะ? แต่ผมไม่ยักเห็นมันว่ะ คนอย่างปุณณ์ ภูมิพัฒน์ถ้าโผล่หน้ามาก็น่าจะเห็นได้ไม่ยาก หรือมันออกไปกินข้าวที่คอนแวนต์อีก?… เอาไงดี… ผมควรโทรหามันก่อนมั้ย?… แต่แม่ง……. เป็นผมถ้าโดนพูดจาแรงขนาดนั้นคงบล็อคสายทิ้งตั้งแต่จบประโยคแล้ว.. เหอะ ๆๆ ทำไมกูง่วงแล้วปากเสียงั้นวะเนี่ยยยยยยยยยยยยย จะบ้าตาย! ผม คิดพลางทุบหัวเหม่ง ๆ ของตัวเองเป็นการลงโทษสันดานปากเสีย แต่ในขณะที่กำลังเดินมึนอย่างไร้ทิศทางอยู่นั้น สายตาดันเหลือบไปเห็นหลังของประธานนักเรียนไว ๆ ไม่ไกลจากผมซะก่อน แน่นอนว่าผมพุ่งเข้าใส่มันทันที “ฟี่!!!!!” “เฮ้ย!! ตกใจหมด!! มีไรครับโน่? วงผมผ่านรอบคัดเลือกใช่ปะ” โว๊ะ! ไอ้ห่านี่ก็ไซโคกูจริง ๆ….. ผม

ขมวดคิ้วมองมันที่ยิ้มแฉล้มโชว์ฟันเหล็กอยู่ “ตลกครับ! ยังไม่ประกาศผล! ไอ้ปุณณ์อยู่ไหนอะฟี่” จะมาถามเรื่องนี้ต่างหาก ฟี่มองหน้าผมงง ๆ เหมือนกับว่าคำนี้ไม่ควรหลุดจากปาก “ผมว่าระยะนี้มันสนิทกับโน่นะ… ถ้าโน่ยังไม่รู้แล้วผมจะรู้ป่าวเนี่ย” “เฮ้ย ย มันแม่งงอนเราไปไหนแล้วไม่รู้ว่ะ โทรถามให้หน่อยดิว่ามันอยู่ไหน นะ ๆๆๆ” ผมเริ่มสวมบทบาทสมมติเป็นเด็กสามขวบที่เกาะแขนผู้ใหญ่แจเพราะอยากได้ของเล่น โชคดีที่ฟี่ใจดีกว่าคนอื่น เพราะปกติผมทำแบบนี้ทีไรโดนดีดกลับทู้กกที “อะไร ยังไงคู่นี้… มีงอนกันด้วย… รอแป๊บนะโน่” หึหึหึ น่าคบไหมล่ะครับประธานนักเรียนผม.. ผมยืนรอฟี่ต่อสายหาเลขาฯมัน เพียงแค่แป๊บเดียวก็ได้คุยกับปลายสาย “เออ ปุณณ์ อยู่ไหนวะ……….. เออน่ะ อยู่ไหน………… โรงยิมใช่ปะ โอเค แล้วจะอยู่อีกนานปะ……….. อืม ๆ ไม่มีไร เดี๋ยวจะให้คนไปหา…. เออน่า อยู่ตรงนั้นไปแหละ…. หึหึ เออ ๆ” “ขอบคุณมากฟี่!!!!!!!” ผมกอดคอมันเขย่า ๆ ทันทีที่คุยเสร็จเป็นการตอบแทน (วิธีนี้ดีแล้วจริงเหรอวะ..) ก่อนจะวิ่งไปทางโรงยิมตามที่ได้ยินมา เมื่อ ถึงโรงยิม ก็พบว่าไอ้ปุณณ์อยู่ในนี้จริง ๆ ด้วย ท่าทางมันคงรอเรียนพละอยู่ เพราะเปลี่ยนกางเกงเป็นกางเกงวอร์มเรียบร้อย.. ผมรู้ว่าปุณณ์เห็นผม เพราะมันมองมาแต่แม่งเสือกเมินไป…. เล่นอย่างนี้อีกแล้วนะมึง! ผมยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ครู่หนึ่งก็มีเสียงคนร้องทัก “อ้าวโน่!!!!” แต่ไม่ใช่ไอ้ปุณณ์ครับ เป็นไอ้ตั้ม เพื่อนร่วมห้องปุณณ์ อดีตเพื่อนร่วมชมรมผมที่เพิ่งลาออกไปเมื่อปลายเทอมที่ผ่านมา เพราะทนทางบ้านบ่นไม่ไหว พ่อมันอยากให้ตั้งใจเรียนมากกว่า ซึ่งจริง ๆ ป๊าผมก็บ่นอย่างนั้นเหมือนกันแต่ผม……. ดื้อ ฮ่า ๆๆๆ (ขอโทษนะครับป๊า)

“ไง วะตั้ม ไม่แวะไปที่ห้องชมรมเลยนะมึง” ผมเอ่ยทักตอบกับตั้มที่เดินเข้ามาหา แอบเหลือบเห็นไอ้ปุณณ์เนียนหนีไปโยนบาสเล่นกับเพื่อนเรียบร้อย ไม่ชายตามองผมเลยสักนิด ไอ้ ตั้มผลักไหล่ผมเบา ๆ “มึงอย่ามาตอแหล กูไปเหอะ มึงอะแหละไม่ค่อยอยู่ห้องชมรม เป็นประธานเชี่ยอะไร” อ้าวเหรอ ฮ่า ๆๆๆ เออว่ะ ช่วงนี้ผมแว่บมาแว่บหายจริง ๆ ดีที่ได้ไอ้โอมอาสาเป็นผีเฝ้าห้องคอยรายงานสถานการณ์ให้ ไม่งั้นคงโดนรุ่นพี่คนอื่นสวดยับไม่ต้องผุดต้องเกิดอีก ผมหัวเราะแหะ ๆ รับคำบ่นตั้ม ก่อนที่มันจะยิงคำถามใส่ผมต่อ “ตกลงมึงมาทำไม มาหาใครรึเปล่า” “เออ กูมาหาไอ้ปุณณ์ว่ะ มึงเรียกให้หน่อยดิ่ แม่งกวนตีน” แน่นอนว่าไม่ลืมจะด่ามันในประโยคสุดท้าย หึหึหึ… ก็มันกวนตีนจริง ๆ นี่หว่า ไม่ยอมรอฟังกูอธิบายเลย “อะไรของพวกมึง” ไอ้ตั้มท่าทางงง ๆ แต่ก็ช่วยหันไปเรียกให้ “ปุณณ์! ปุณณ์!!!! ปุณณ์!!!!!! ปุณณ์!!!!!!!! ไอ้เชี่ยปุณณ์!!!!!!!!!!!!!” นั่น.. ดูความกวนตีนของมัน….. กับเพื่อนร่วมห้องตัวเองยังไม่เว้น ผมล่ะสงสารไอ้ตั้มที่ตะโกนเรียกปุณณ์ให้ผมซะคอแทบแตก “เชี่ย แม่งกวนตีนจริง ๆ ด้วย เดี๋ยวกูจัดการให้” ในที่สุดจึงถึงทีไอ้ตั้มโมโหบ้าง ผมรู้เพราะหลังจากที่มันบอกผมอย่างนั้น ก็เห็นมันเดินลิ่ว ๆๆ ไปตบหัวปุณณ์กลางสนามบาสในโรงยิมอย่างโคตรรรร สะใจ มันสองคนเถียงอะไรกันนิดหน่อย ก่อนปุณณ์จะเดินทำหน้าเซ็งมาหาผม… เหอะ ๆๆๆ เอาไงดีวะ พูดอะไรดี “มีไรครับโน่” แล้วแม่ง…. โผล่มาภาษาดอกไม้แบบนี้ ได้ง้อกันยาวอีก ผมเริ่มด้วยประโยคคลาสสิก.. “มึง…. ทำไรอยู่วะ” แต่ไอ้ปุณณ์ตอบไม่สร้างสรรค์เลย “ว่ายนํ้ามั้งครับ..” ไอ้เชี่ยยยยย มึงช่วยจริงจังหน่อยได้ปะ! “สะ……” กะจะด่าว่า สาดดดด แต่ต้องชะงักไว้เพราะคิดได้ว่าวันนี้มาง้อมัน ดังนั้นต้องพูดดี ๆ “สนุก

มะ” เปลี่ยนคำก็ได้.. ไอ้ ปุณณ์ดูอึ้งไปนิดหน่อย สงสัยเพราะตอบไม่ถูก แต่ถ้าเป็นทุกครั้งมันต้องกวนตีนกลับมาแล้ว ไม่เหมือนครั้งนี้ที่มันนิ่ง ไม่ยอมเล่นกับผม… ผมเริ่มใจเสีย.. ผม ตัดสินใจเกาหัวตัวเองแล้วเข้าเรื่องเลยดีกว่า “เฮ้ยมึงอะ… โกรธไรวะะ กูไม่ตั้งใจพูดซักหน่อย เมื่อคืนอ่ะ ก็… ก็กูง่วง.. มึงอย่าเป็นงี้ดี๊” “……………..” เงียบ.. ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก…. ดูเหมือนที่ผมอุตส่าห์พูดอธิบายซะยืดยาว แต่ไอ้ปุณณ์ไม่สนใจฟังเลย มันหันไปพยักเพยิดอะไรกับเพื่อนร่วมห้องบนสนามนิดหน่อย ก่อนจะหันกลับมาทำหน้านิ่งใส่ “โน่มีไรอีกปะ… ผมต้องไปแล้ว” ตอแหล…. พักกลางวันยังอีกตั้งนาน อยู่คุยกับกูแค่นี้ก่อนก็ไม่ได้ แต่ผมไม่อยากตื้อมันมาก เพราะเดี๋ยวอีกฝ่ายจะพาลรำคาญเอา “อือ… ไปเหอะ..” ถึงจะตอบกลับอย่างนั้น ผมก็ยังอดรู้สึกน้อยใจลึก ๆ ไม่ได้ เพราะพอไอ้ปุณณ์หันหลังทำท่าจะเดินออกไปจริง ๆ ผมรู้สึกใจหาย มือผมคว้าแขนมันเร็วกว่าความคิด “เฮ้ยยยย…..” “อะไร…..” แต่แม่งหันมาถามเสียงดุสัด.. Y___Y ผมหงอลงนิดหน่อยก่อนจะควัก ๆ เอาลูกอมลูกกวาดที่ติดไว้ในกระเป๋าออกมาแบ่งมันแก้เก้อ “อะ…. เผื่อคาบบ่ายง่วง ๆ เอาไว้อม” นี่สมบัติลํ้าค่าเชียวนะ! ผม ยื่นให้มัน แต่ไม่รู้อุปาทานไปเองหรือเปล่าว่าเห็นปุณณ์หลุดยิ้มนิดนึง ก่อนจะกลับไปเก็กหน้าขรึมเหมือนเดิม “อืม… ขอบใจ” มันตอบผมแค่นั้นก่อนจะรับลูกอมไว้แล้วเดินจากไป… เหอะ แม่งขี้งอนเป็นบ้า กูอุตส่าห์บากหน้ามาง้อถึงนี่ ยังไม่หายโกรธอีกก็ไม่ง้อแล้วนะโว๊ยยยยยยย แบร่!!!!

34th CHAOS “เป็น ไง พ่อมึงหายงอนยัง” เสียงไอ้โอมถามทันทีที่ผมยื่นขาเข้ามาในห้อง… เหอะ ๆๆ ทำไมมันมาถึงห้องเรียนก่อนผมอีกวะ ไหนบอกจะไปสอนน้องมิกเล่นฮอร์นไง “ช่างแม่งเหอะ ทำไมมึงมาเร็วอะ” “กูไล่น้องเค้ากลับไปเป่าขลุ่ยก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน” ขนาดนั้น -_-”…. เหอ ๆๆ ผมมองไอ้โอมที่ทำหน้าเซ็งแล้วก็ต้องขำ ไอ้โอมมันปัญญาอ่อนเวลาอยู่กับเพื่อนก็จริงครับ แต่กับรุ่นน้องมันโหดชิบหาย ดีไม่ดีบางทียังเป็นการเป็นงานมากกว่าผมอีก พอได้รู้เรื่องรุ่นน้องผู้เคราะห์ร้ายคนต่อไปจึงได้แต่หัวเราะ ก่อนจะล้มลงนั่งพลางค้นเอาหนังสือวิชาต่อไปมาเตรียมตัวเรียน “ทำหน้างี้ยังไม่ดีกันชัวร์” เสียงโอมบ่นลอย ๆ ระหว่างหันไปค้นกระเป๋าของมันมั่ง ทำเอาผมหันขวับ “ทำไม หน้ากูมันทำไม!” “เชี่ยยยย หน้าโคตรหงอย มึงไปส่องกระจกไป” ด่าไม่พอยังจิ้มหน้าผากกูอีก ไอ้ห่านี่.. กูไม่ใช่เด็กนะว้อยยยยย “กูส่องยังไงก็หล่อ สาดด” “ไอ้เชี๊ย กระจกมันหลอกหรือมาตรฐานมึงตํ่าว๊ะะ” อ้าวไอ้เวรรร…. ลามเป็นขี้กลาก “ถามจริง… มึงกะไอ้ปุณณ์นี่อะไร” แต่อยู่ดี ๆ ไอ้โอมก็วกเข้าเรื่องต้องห้ามจนได้! ถ้าผมดื่มนํ้าอยู่คงมีการสำลักพรวดออกมาบ้างล่ะ!! แต่โชคดีว่าพักกลางวันหมดไปแล้ว ผมเลยได้แต่ทำตาเหลือกมองมันอย่างคาดไม่ถึง “อะ…. อะไร… คือ…. อะไร…??” ไอ้ โอมส่ายหัวเซ็งพลางยกนิ้วชี้ ชี้หน้าผม “ก็ดูเด๊ะ… ทำตัวโคตรมีพิรุธ อ่านง่ายที่สุดในโลกแล้วมึงอะ… ตกลงมึงกะไอ้ปุณณ์เป็นเชี่ยไรกัน กูเห็นว่าพวกมึงแปลก ๆ มาซักพักแล้วเนี่ย” แสดงว่าไอ้ห่านี่เก็บ

ข้อมูล… ผมมองตาไอ้โอมที่จ้องมาเป๋งทำเอาจนมุมอย่างที่ไม่เคยมาก่อน ต่อให้หลบตาไปซ้ายทีขวาทีก็รู้ว่ายังไงคงหนีไม่พ้นมัน “ก็เป็นเพื่อนกันไง..” “จริงอะ?” “เอออออออออออออ” “ถ้ากูงอนมึง มึงจะง้อขนาดนี้ปะ” “งะ…. ง้อสิวะ….” มั้ง…. ไม่แน่ใจ เพราะใจอีกด้านหนึ่งผมตะโกนบอกว่าคงถีบมันกลับมากกว่า ไอ้โอมเหล่มองปฏิกิริยาผมก่อนจะพูดต่อ “แต่กูว่ากูคงไม่งอนมึงว่ะ ไม่ใช่เรื่องที่เพื่อน ๆ เค้าจะทำกัน” เอ่อ……….. ผมหลบตาไอ้โอมอีกครั้ง แต่ยังยืนยันคำเดิม “เพื่อนกัน…..” เรียกให้เสียงถอนหายใจจากมันดังหลังผมพูดคำเมื่อกี้จบ ไอ้โอมส่ายหัวพลางหันกลับไปสนใจหนังสือต่อ “เรื่องของมึง ไม่อยากบอกก็เรื่องของมึง” “โหยยย ไรวะะะะ” ช่วยอย่ามางอนกูซํ้าซากอีกคนได้ปะ!! แม่งเซ็งงง T___T ผมนั่งทำหน้าเซ็งพลางคิดทบทวนตัวเองว่าผมกับปุณณ์เป็นอะไรกัน… อืมม… ก็เราเป็นเพื่อนกันจริง ๆ นี่หว่า! ถึงแม้บางครั้งจะทำอะไรเกินเลยไปบ้าง แต่กรอบระหว่างเราก็ยังเป็นแค่ เพื่อน จริง ๆ… เฮ้อ.. คิดแล้วเหนื่อยใจ

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะคิดตกดี ก็มีมือหยาบ ๆ มาลูบหัวผมสองสามทีก่อน “พร้อมบอกเมื่อไหร่ กูยังรอฟังอยู่นะ” ไอ้โอมว่างั้นแม้จะไม่มองหน้าผม แต่ผมรู้ว่าโอมเป็นเพื่อนที่ดีเสมอ ^________^ *** ตอนเย็นหลังเลิกเรียน พวกเรานัดแนะไปรวมพลกันในห้องชมรมเพื่อรวมผลคะแนนการประกวด live contest รอบคัดเลือก ซึ่งทำเอาปวดหัวชิบหายเพราะมีวงดี ๆ เยอะ แต่ยังไงให้ขึ้นวันจริงทั้ง 35 วง คงมีอ้วกออกมาเป็นโน๊ตเพลงกันทั้งกรรมการและคนดูแน่ (แค่เมื่อวานผมก็แทบน็อคแล้วครับ) “กูว่ายังไงวงพี่โอ๊คก็กินขาดอีกว่ะปีนี้ แค่รอบคัดเลือกยังเจ๋งสัด” ไอ้อาร์ทว่าพลางมองดูใบคะแนนของวง All Star ซึ่งเป็นวงของพี่โอ๊ค ประธานชมรมคนเก่า ที่ผมเองก็คิดว่าโคตรเก่ง… “มึงอย่าดูถูกวงอื่นสิวะ เขาอาจจะเก็บฝีมือไว้โชว์วันจริงอีกทีก็ได้” ผมว่าพลางหยิบใบอื่นมารวมคะแนนต่อ แต่เสียงเห่าหอนของไอ้เป้อดังมาไม่หยุด “แหม…. ชอบวงพี่เอิ้นอะดิพี่…” อ้าวไอ้นี่… มีพาดพิง… มึงต้องการจะสื่ออะไรวะ? ผมหันไปมองหน้าตี๋จัดของมันแบบงง ๆ “ไรของมึง” “ก็พี่เอิ้นเค้าร้องเพลงให้พี่อะ หึหึหึหึ” อ้าววววววว ไอ้ห่าาาา!!!! หาเรื่องให้กูแล้วไหมล่ะ ผมเห็นรุ่นพี่คนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อวาน รีบหันมองผมตาเป็นมันทันที “จริงเหรอวะ!! ไอ้เอิ้นประธานเชียร์อะนะ!?” -_-”…. เอาแล้วไง

ต้องรีบแก้ตัว “ไอ้เป้อมันไร้สาระ พี่เชื่อมันก็ออกลูกเป็นจามรีแล้ว” “เฮ้ย แต่กูเชื่อ เป็นไงมั่งวะเป้อ รู้งี้กูอยู่ดู” โห… ซึ้งใจมากครับพี่พงษ์… อุตส่าห์อยากจะอยู่ดูเพื่อการนี้ ผมล่ะซาบซึ้งจริง ๆ…. T___T “ก็ งี้นะพี่… พี่เอิ้นนะ มาร้องเพลงฝรั่งเพลงนึง แล้วพี่โน่หลับ พอเพลงต่อไปพี่เอิ้นก็ปลุกพี่โน่บอกให้พี่โน่ตั้งใจฟังดี ๆ แล้วก็ร้องเพลง ใกล้ไป ให้พี่โน่ ตางี้หวานเยิ้ม เป้อนะ เห็นความรักอยู่ใน………… อุ๊บบบ อี้ โอ้ อ่อยยยยยยยยยยยย” ผมว่าไอ้เชี่ยนี่ชักจะเพ้อเจ้อ ต้องรีบจัดการปิดลำโพงเสีย ๆ ของมันด่วนนน ก่อนจะลามปามไปยิ่งกว่านี้ “มึง ไร้สาระแล้วเป้อ กูให้มาช่วยรวมคะแนนไม่ใช่เพ้อเจ้อ มึงเอาปึ้งนี้ไปนับเลย ห้ามใช้เครื่องคิดเลขด้วยนะสาดดด จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน” แต่ถึงมันจะงานเข้าไปแล้ว ก็ยังเสือกมีเวลามากพอจะส่งซิกทำหน้าทำตาพยักเพยิดกับพี่พงษ์เรื่องที่มัน พูดเมื่อกี้อยู่ดี -_-”… ไอ้เด็กนี่…. เราใช้เวลาเพียงไม่นานนัก ผลการรวมคะแนนก็ออกมาเสร็จ คัดจาก 35 วง เหลือ 15 วงครับ ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ 20 วงที่เหลือด้วย ผมก็ได้แต่หวังว่าปีหน้าพวกเขาจะได้กลับมาแข่งอีก ทันที ที่ผลรายชื่อออก เราก็ส่งให้ไอ้เงาะ (เบ๊ชมรม) เป็นคนเอาไปพิมพ์ ส่วนพวกเรามีหน้าที่นั่งคุยกันเฮฮา (ขั้นตอนนี้สำคัญมากกก) พอเสร็จแล้วก็เอามาแปะหน้าประตูชมรมเพื่อให้แต่ละวงเช็คผลคัดเลือกได้สะดวก ผม เดินออกไปดูบ้างว่ามีวงไหนผ่าน ทั้งที่ก็พอรู้อยู่แล้ว… ลองส่องสายตาแสกนไปเรื่อย ๆ ก็เห็นทั้งวงเอิ้นและปุณณ์ผ่านกันทั้งคู่.. แหง๋สิ… วงไอ้ปุณณ์แม่งมาเฟียนี่หว่า ขืนไม่ให้ผ่านมีหวังชมรมผมบึ้มแน่ (ล้อเล่นครับ มันก็เก่ง แหม ๆๆ) ผม มองชื่อวงมาเฟีย… (พวกมันใช้ชื่อนี้จริง ๆ ครับ.. แม่งรู้ตัวนี่หว่า) พลางคิดถึงมือกีต้าร์ที่ช่วงนี้หน้าบูดชิบหาย แล้วก็อดลังเลไม่ได้ที่จะ……… เปล่า… กูไม่ได้จะง้อนะ……

กูแค่จะไปบอกว่าวงมึงผ่าน… แค่นี้เอง……………. หึ! *** ผม บอกน้อง ๆ เพื่อน ๆ พี่ ๆ ในห้องชมรมว่าจะไปเข้าห้องนํ้า เดี๋ยวมา ทั้งที่จริงคิดว่าจะไปไกลกว่านั้นมาก… ว่าแล้วก็รีบใส่รองเท้าลวก ๆ ก่อนจะเดินกึ่งวิ่งลงจากตึกฟ. เป้าหมายไปยังตึกอำนวยการใหม่ แต่…………… ไอ้เชี่ยที่นอนตัวยาวอยู่บนสแตนข้างสนามบอลนั่นคุ้น ๆ

ผม มองพลางสาวเท้าเข้าไปใกล้.. เหอะ ๆ.. คุณชายปุณณ์นอนบนสแตนไม่กลัวเปื้อนหรือไง ไอ้เรื่องแบบนี้มีแต่เด็กสถุล ๆ เขาทำกัน (กูด้วยคนหนึ่ง) ผมเดินไปหยุดตรงหน้ามันที่หลับตาอยู่ กะว่าจะปลุกซักหน่อย แต่มันเสือกลืมตาโพลง!! “เฮ้ย!!!!!!!!!!!!” คนตกใจเป็นผมครับ เชี่ยแม่ง ขวัญกูหนีหมด! ปุณณ์ เองก็ดูตกใจไม่น้อยที่ลืมตามาเห็นผม มันค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งพลางปัดเสื้อตัวเองไปมา แต่ปัดออกไม่หมด ผมเลยช่วยมันบ้าง แต่แม่งเสือกเอี้ยวตัวหลบ….. หน็อย… ยังงอนไม่เลิกอีกนะมึง! “โน่ มีไร..” มันส่งเสียงเย็นชามาได้อีก จนผมต้องเหล่มองไอ้ปุณณ์เคือง ๆ ก่อนจะล้มตัวลงนั่งข้างมันบ้างอย่างหน้าด้าน ๆ เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เชิญ “แล้วไมมานอนตรงนี้ ห้องสภาฯเย็น ๆ ไม่ชอบนะมึง” ผมถามมันนํ้าเสียงปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ใบหน้าคมนั้นกลับนิ่งกว่า.. “อืม….” โห….. คิดดูว่าแค่จะเถียงกับผมมันยังไม่ยอมเถียงเลยครับ.. ไอ้นี่ท่าทางอาการหนักของจริง

ผมเหลือบมองปุณณ์ที่ไม่ยอมมองผมตอบ พร้อมคิดสงสัยว่าไอ้พวกเด็กม.1 ที่วิ่งเตะบอลรอแม่มารับอยู่กลางสนามมีอะไรดี ไอ้เลขาสภาฯถึงได้เอาแต่มองอยู่ได้อย่างนั้น!.. ใบหน้าด้านข้างของปุณณ์ดูเฉยสนิทจนผมทำตัวไม่ถูก จึงได้แต่ก้มหน้ามองรองเท้าตัวเองแทนหน้าบูด ๆ ของปุณณ์ (อืม… จะว่าไปก็คล้าย ๆ กันนะ) “จะกลับบ้านตอนไหนอะ…” ผมหยอดถามมัน เผื่อจะฟลุคยอมกลับด้วยกัน “ไม่รู้สิ” “กลับพร้อมกันปะ….” “……………..” แต่แม่งเงียบ……… แปลว่าอะไรวะ…… T__T ผมไม่ยอมแพ้ ยังคงทำใจดีสู้เสือต่อไป “ลูกอมกูได้กินมั่งป่าว…” “………………” ก็ยังได้ยินแค่เสียงลมและเด็กเตะบอลเหมือนเคยเท่านั้น T______T โอ๊ยยย… ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วโว๊ยย หงุดหงิดมาก ๆ เข้าเลยตัดสินใจเงยหน้ามองมัน แต่เห็นมันรีบหุบยิ้มฉับ….. เอ๊ะ? อะไรวะ?… หรือปุณณ์จะหายโกรธแล้ว… ? เห็น ท่าทีอย่างนั้นผมเลยรีบเขยิบเบียดอีกฝ่ายแล้วเอานิ้วก้อยสะกิดหลังมือมัน ทันที (อย่าถามว่าเอาวิธีนี้มาจากไหน ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน) “เฮ้ย… ขอโทษ… อย่าโกรธดิ่…. กูไม่ตั้งใจพูดงั้นจริง ๆ นะ แค่ง่วงอะ… นะ ๆๆ” ผมใช้นิ้วก้อยตัวเองสะกิดมือนั้นยิก เห็นเจ้าของมือกลั้นขำ แต่ยังมีกะใจแกล้งหันหน้าหนีไปทางอื่น เหอะ ๆๆๆ ไอ้ขี้เก็กเอ๊ย!!! ผม ตัดสินใจกระโดดลงจากแสตนที่นั่งอยู่ ไปยืนบนขั้นตํ่ากว่ามันทันที แต่แม้จะพยายามเดินไปอยู่ตรงหน้า ปุณณ์ก็ยังคงพากเพียรหันหลบผมไปอีกทางอยู่ดี เชี่ยแม่ง… น่ารักตายอะ มึงไปเลียนแบบน้องสาวมึงมาป่าวเนี้ยยย “ดี กันน๊า… สุดหล่ออ…… แล้วเดี๋ยวเลี้ยงขนม…. น๊า ๆๆๆ” ผมพยายามตะล่อมมันต่อด้วยของกิน (เพราะปกติวิธีนี้ใช้ได้ผลกับผม) แต่ไอ้ปุณณ์ยังคงยึกยักลีลาจัด มันถอนหายใจแล้วปั้นหน้าบึ้ง ๆ ออกมา

จนผมเริ่มเซ็ง เป็นอันหมดช่วงโปรโมชั่น!! “เออ! เรื่องของมึงวะ!!! กูไปละ จริง ๆ แค่จะมาบอกว่าวงมึงผ่านรอบคัดเลือกนะ ดีใจด้วย” เหอะ! ง้อเท่านี้ก็บุญเท่าไหร่ ปกติเคยทำที่ไหน.. กลับห้องชมรมดีกว่าโว๊ย!!! ผมกระแทกเสียงใส่มันก่อนจะหันหลังทำท่ากลับขึ้นตึกฟ. แต่ไอ้ปุณณ์ยื่นมือมารั้งแขนผมไว้ทันพอดี เฮ้ย………….. ง้ออีกหน่อยไม่ได้รึไงว๊า…. น่ารักดีอะ” โห ไอ้เหี้ยนี่ยังมีหน้ามาพูด… ตอนนี้ถึงทีของผมแล้ว…. ผมไม่ยอมหันไปพูดกับมันหรอก มือไอ้ปุณณ์ยังคงกระตุกแขนผมต่ออีกสองสามที เรียกให้หันกลับไป แต่อย่าหวังว่าผมจะยอมง่าย ๆ… หึหึ “เฮ้ย….. หายโกรธแล้ว…. ไม่งอนแล้ว…. อย่าทำงี้ดิ่โน่…. ดีกันแล้วไง…. เฮ้ยยยย…. หันมาก่อนดิ่ ๆๆ” มันยังเขย่าแขนผมไปมาไม่ยอมหยุด ขำว่ะ หึหึหึ… แต่นี่เป็นช่วงเอาคืน “เลี้ยงไอติม เอาป่าวว ไปหน้าโรงเรียนกัน” อืม… ข้อเสนอดี แต่ยังไม่ดึงดูดเท่าไหร่ “โออิชิบุฟเฟ่ต์..” ผมต่อรอง… แน่นอนว่าโดนมันโบกหัวกลับ “ราคาใกล้เคียงกันมาก” อ้าว.. ตกลงมันง้ออยู่จริงปะครับ? แต่เอาเหอะ ให้ยืนนาน ๆ ก็เมื่อยเหมือนกัน สุดท้ายผมยอมลงไปนั่งข้างมันแต่โดยดี ปุณณ์หันมาคลี่ยิ้มให้ผม “เขยิบมาใกล้ ๆ อย่างเมื่อกี้อีกดิ่ กูชอบอะ” แต่อย่ามาตลกแดกครับพี่น้อง!!! ผมตีหน้าบื้อ “เมื่อกี้กูทำไรอะ จำไม่เห็นได้” “ฝากไว้ก่อนเหอะมึง..” มันอุบอิบด่าจนผมหัวเราะออกมา แล้วเราก็นั่งเงียบ ๆ ดูเด็กม.ต้นเตะบอลกัน ผม ตัดสินใจถามมันบ้างในที่สุด “มึง…. ไม่ได้คิดมากใช่ปะ… เรื่องเมื่อคืน” .. เพราะรู้สึกเหมือนมี

เรื่องชวนเข้าใจผิดเยอะอยู่ แต่ไอ้ปุณณ์แค่หันมาทางผมยิ้ม ๆ “เรื่องไหนดีล่ะ?” หลายเรื่องจริง ๆ ด้วย -_-”…. “ก็ทุกเรื่องอะ..” ถึง ตรงนี้ปุณณ์หัวเราะออกมาเสียงแผ่ว “ถ้าเรื่องที่มึงด่ากูบนรถอะ กูไม่โกรธหรอก ฮ่า ๆๆ… กูขอโทษว่ะ กูเซ้าซี้เอง ไม่เห็นใจว่ามึงคงเพลีย อยากนอน” อ้าวไอ้ห่านี่ แล้วทำเป็นงอนอยู่ตั้งนาน เดี๋ยวเหนี่ยวเลย… ผมเตะขามันเบา ๆ ว่าจะเป็นการทำโทษ แต่ไอ้ปุณณ์เสือกชักหลบ เก่งนักนะมึง! “มึงไม่ตั้งใจพูดแบบนั้นใช่มั้ยล่ะ” มันถามผมพลางยักคิ้วให้ ผมยักคิ้วตอบ “เออ ดิ่… แต่เรื่องเอมกูไม่คิดมากจริง ๆ นะ.. มันเป็นสิทธิ์ของมึงอะ” ก็เพราะผมรู้ตัวดีว่าผมเองต่างหากที่ไม่ใช่อะไรเลยของปุณณ์… แค่ทุกวันนี้ที่เราได้อยู่ด้วยกันก็ดีแค่ไหนแล้ว แต่เสียงมันเงียบไป… ปุณณ์ถอนหายใจยาวก่อนจะพูดออกมา “แต่เรื่องเอิ้น…. กูโกรธจริง ๆ นะ” อ้าว.. อยู่ดี ๆ เสือกพาดพิงถึงอีกคน ผมก็เหวอดิ่ครับ! “วงมันผ่านด้วยปะ” แล้วเกี่ยวไรกันอีกวะ!? “ผ่าน…. มึงโกรธเชี่ยไรเนี่ย อย่าบอกนะมึงคิดไรงี่เง่า กูกับมันไม่มีอะไรเลยนะโว๊ยย” ผมรีบปัดความเข้าใจผิดยกใหญ่ (ไอ้พวกในชมรมก็เล่นผมมาทีนึงละ) แต่ปุณณ์ยังทำหน้าเครียดอยู่ “เปล่า….. กูโกรธตัวเอง….” ห๊ะ!? อะไรของมัน? ผม ขมวดคิ้วมองใบหน้าคมที่ดูเคร่งขรึมไป ก่อนปุณณ์จะหันมาสบตาผม “กู….. โกรธตัวเองที่ร้องเพลงให้มึงมั่งไม่ได้ว่ะ… กูไม่น่าเล่นกีต้าร์เลย…. แล้วกูก็โกรธตัวเองที่……. กูไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนมึงเมื่อคืน…. กู…. ขอโทษนะ” สายตามันจริงจังจนหลบไปทางไหนไม่ได้ “เฮ้ย! คิดมากไรวะ!!” ผมรีบตบบ่ามันสองที “กูไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นอะ มึงก็อุตส่าห์มารับกูไง” แต่ดวงตาจริงจังของปุณณ์ยังไม่หายไป

“กูไม่ได้ อุตส่าห์.. กูตั้งใจ..” เอ่อ…… ผมไปต่อไม่ถูก.. ปุณณ์ถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดกับผมต่อ “โน่……………. .. ถ้าเอิ้นมาบอกว่าชอบมึง.. มึงจะว่าไงวะ” แต่มาถามแบบนี้หมายความว่าไงวะ! คำตอบผมขอมอบเป็นฝ่ามืออรหันต์ โบกเข้ากลางกบาลมันแทนแล้วกัน โทษฐานคิดได้!! หน้า มันเหวอไปขณะที่ผมทำนํ้าเสียงจริงจัง “เชี่ยปุณณ์…… มึงฟังกูนะ….” ผมหวังว่าสิ่งที่กำลังจะพูดต่อจากนี้ คงทำให้มันเข้าใจผมมากขึ้นบ้าง “กูไม่ใช่เกย์……. มึงอย่ามาดูถูกว่าผู้ชายคนไหนชอบกู กูก็จะไป….” “กู ขอโทษ…” เสียงปุณณ์อุบอิบงึมงำเหมือนคนรู้สึกผิด.. หน้ามันตอนนี้กลายเป็นหมาหงอยไม่กล้าสบตาผมตรง ๆ ดังนั้นจึงไม่เห็นว่าผมยิ้มอยู่ ผมยืนขึ้น หันหลังให้มัน พลางกลั้นใจพูดคำสุดท้ายออกมา “ผู้ชายที่กูชอบ….. ก็มีแต่มึงอะแหละ…. หัดจำซะมั่ง” พูดจบแล้วต้องเผ่นครับ!!!!!! ผม วิ่งจู๊ดดดดด รวดเดียวถึงใต้ตึกฟ. (ซึ่งไม่ห่างกับสแตนเท่าไหร่ ถือว่ายังมองเห็นกัน) พอหันกลับไปมองปุณณ์อีกที ก็เห็นมันยืนทำหน้าเหวออยู่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างแล้วป้องปากส่งเสียงกลับมา “กูก็ชอบมึงนะ!!!!!!!!!!!” เชี่ยแม่ง!!!! จะตะโกนทำไม…. อายเค้า!!!!!!!!!!!! ผมชูนิ้วกลางใส่มันแล้วรีบวิ่งเข้าห้องชมรมทันที

35th CHAOS เวลา เดินทางมาจนถึงวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ ผมนั่งปั่นการบ้าน (ลอกไอ้เก่ง) ยิก ๆๆ อยู่กับไอ้โอม (ที่ลอกของปาล์ม) แบบไม่ลืมหูลืมตา คิดดูว่าลนขนาดต้องถ่อมาโรงเรียนตั้งแต่เจ็ดโมง (โทรปลุกไอ้เก่งด้วยให้มาเร็ว ๆ) เพื่อลอกการบ้านวิชาภาษาอังกฤษบทนี้ เพราะซัมมารี่ที่ให้ทำแม่งโคตรยาก แถมช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมายังเอาแต่เกเรไม่ยอมทำงานอีก เออ… สมนํ้าหน้าตัวเอง “เชี่ย ปาล์ม กูว่าประโยคนี้มันเขียนผิดว่ะ มึงเอาของไอ้เก่งมาดูหน่อยเด๊ะ” เสียงไอ้โอมบ่นพลางพลิกหน้ากระดาษไปมาแล้วชะโงกหัวมองสมุดไอ้เก่งข้าง ๆ ผม มันค้างอยู่อย่างนั้นแป๊บนึงก่อนโทรศัพท์ผมจะดัง ‘ขอให้เจ้าภาพจงจาเริ๊นนนนน คิดเงินให้ได้เงินนนน คิดทองให้ได้ทองงงงง ขอให้เจ้าภาพจงเจริญญญญ’ พอดีเปลี่ยนริงโทนเป็นงานอดิเรกอะครับ (ว่างมาก) ไอ้โอมเหล่ตามองผมทั้งที่มือยังลอกการบ้านอยู่ “ไอโฟนมึงลาวเพราะริงโทนนี่แหละ” สัด… กูชอบของกู ผมยักไหล่ไม่สนใจคำแขวะมันก่อนจะชะโงกหัวมองว่าใครโทรมา อึ๋ยยยย….. รีบกดปิดเสียงก่อนดีกว่า “แม่มึงอีกสิ” แต่ไอ้เพื่อนข้าง ๆ เสือกรู้ทันทั้งปี ผมว่าผมไม่ต้องตอบมันหรอก ยังไงมันก็รู้คำตอบอยู่ดี “มึงรับเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นคนซวยจะคือกู” ไอ้โอมด่าอีกแต่โทรศัพท์ผมเงียบไปแล้ว รอแค่อึดใจเดียวเท่านั้นเสียงริงโทนก็เปลี่ยน ‘อย่าขี้โม้วววววววว์ อย่าขี้โม้วววววววววววววว์ อย่าขี้โม้วววววววววว์ โอ่ โอ่ โอ….’ เชี่ยแม่งด่าแต่กู ริงโทนนี้ก็ทำ LG Secret ของมึงไร้ราคาเหมือนกันแหละวะ! ไอ้ โอมเหล่ผมตาขวางทันทีที่มือถือมันดัง พลางคว้าเอาโทรศัพท์ส่งมาให้โดยที่ไม่ต้องมองว่าใคร

โทรมาด้วยซํ้า “มึงเอาไปคุยเองเลย แม่มึงแหละ กูไม่ว่างเป็นต้นห้อง” “เฮ้ย ไรวะ… งั้นกูปิดเสียงนะ” ผมว่าพลางจะกดปิดเสียง (แล้วมันปิดยังไงวะ) แต่ไอ้โอมหันมาจ้องหน้าผมเขม็ง “รับสายไปสิวะ แฟนมึงอะ อีกอย่าง นโยบายมือถือกู รับสายผู้หญิงทุกคน ดังนั้นมึงห้ามม แหกกฎ!!” โหไอ้ชั่ววววววววววว มึงเอาเหตุผลควาย ๆ ของมึงมาบังคับกูเนี่ยนะ! ผมทำหน้าปูเลี่ยนมองจอ LG ของโอมที่ขึ้นชื่อว่า ‘แม่โน่’ หรา…. ก็เข้าใจเม็มนะมึง! เอาวะ… รับก็รับ “ครับ ยูริ” ผมตัดสินใจกดรับสาย ทั้งที่จริง ๆ แล้วการบ้านที่ต้องทำเยอะจะตายห่า แถมต้องจัดการให้เสร็จก่อนเข้าเรียนตอนเช้าอีก ได้ยินเสียงยูริดังผ่านโทรศัพท์มาฟังดูสดใสร่าเริงจนผมอดอิจฉาไม่ได้ ว่าเธอเคยมีเรื่องเครียดกับใครเขาบ้างรึเปล่า “โน่เย็นนี้ว่างมั้ย” คิดแล้วเชียว ผมแอบขำกับโทรศัพท์ของไอ้โอมเล็กน้อย “เย็นนี้ก็ไม่มีอะไรครับ..” ตอบโดยเหมาเองเสร็จสรรพว่าโอมคงอยู่ดูชมรมให้ได้ แต่ก็ต้องหัวทิ่มไป เพราะโดนมันตบเอา ยู ริส่งเสียงดังมาต่อ “ไปเดินเล่นกัน ยูอยากได้ของขวัญวันเกิดให้โต้ซังอะ ช่วยเลือกหน่อยนะ” อืม… เหตุผลน่าไป (ยูริเรียกพ่อว่าโต้ซังครับ เพราะพ่อเธอเป็นชาวญี่ปุ่น) ผมรู้ว่าถ้าปล่อยยูริให้เลือกของเอง โต้ซังมีแววจะได้ที่ทับกระดาษลายคิตตี้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูง.. “ได้สิ ที่ไหนครับ” “เลิกเรียนเจอกันที่สยามนะโน่ เดี๋ยวยูเดินเล่นรอ” เธอนัดไว้แค่นั้นก่อนจะวางสายไป ผมคืนโทรศัพท์ให้โอม ได้ยินเสียงมันผิวปากแซวหวือ “เนื้อหอมนะมึงงง” เชี่ยไรของแม่งวะ.. ผมชักไม่ค่อยแน่ใจว่ามันรู้อะไรบ้าง

*** พอ เลิกเรียนผมรีบตรงไปหายูริที่สยามทันที จนเมื่อถึงที่หมายและลงจากแท็กซี่แล้ว ผมก็คว้ามือถือกะจะโทรหา แต่บังเอิญเหลือบไปเห็นร่างขาว ๆ นั้นกำลังเลือกขนมอยู่ใน au bon pain ซะก่อน เซอร์ไพร์สเล่นหน่อยดีกว่า… หึหึ ผม คิดแผนชั่วพลางค่อย ๆ ย่องเข้าไปในร้าน กะจะแกล้งจ๊ะเอ๋ให้ยูริร้องกรี๊ด ๆ แสบแก้วหูเล่น ในขณะที่กำลังค่อย ๆ ย่องเข้าไปจนเกือบถึงตัวอีกฝ่ายอยู่นั้นเอง….. ยูริเสือกหันมาตะโกนใส่หน้าผมลั่น “แว๊!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” “เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!” ผิดแผนละ… เพราะไอ้คนร้องเสียงหลงดันกลายเป็นผมซะเอง อายเขาชิบหาย แอบเห็นพี่ ๆ พนักงานในร้าน แถมยังคนที่นั่งกินขนมปังอยู่กลั้นหัวเราะแทบแย่ “ตกใจหมดยูริ!!!!” ผมโวยใส่พลางลูบหน้าอกตัวเองเรียกขวัญยกใหญ่ แต่ยูริกลับชี้หน้าผมหัวเราะร่า เฮ้ย! โคตรอายเหอะ!! “ฮ่า ๆๆๆ จะแกล้งยูอะเร็วไปสิบชาติ ฮ่า ๆๆๆๆ กินไรป่าวโน่ กำลังจะจ่ายเงินพอดี” แล้วใครจะไปกินครับ! รีบจ่ายรีบออกดีกว่า แทบมุดดินหนีแล้วเนี่ย!! ยู ริเห็นผมส่ายหัวเซ็ง ๆ อย่างนั้นก็หัวเราะร่าเริงทับถมกันอีกทีก่อนจะหันไปจ่ายตังค์ เธอถือถุงของร้านออกมาพลางคล้องแขนลงกับผมฉับ “จะไปซื้อที่ไหนดีอะ โน่ช่วยคิดหน่อย” “อืม… ยูริอยากซื้ออะไรให้โต้ซังล่ะ” “อยากได้พวกของที่ใช้งานได้อะ ซื้อของใช้สำนักงานให้ดีมั้ย” ภาพที่ทับกระดาษลายคิตตี้ผุดขึ้นมา

ในหัวผมทันที…. “โน่ว่าผู้ชายเขาอยากได้อะไรอะ…….” “ไม่ใช่ที่ทับกระดาษลายคิตตี้แน่ ๆ” ผมรีบชิงพูด แต่พอถึงตรงนี้ ยูริกลับปล่อยมือจากแขนผมก่อนจะมองมาอย่างอึ้ง ๆ “รู้ได้ไง!!!!!!!!!!! กำลังคิดอยู่พอดีเลย!!!!!!!!!!!!!!!!!” นั่นไง…. กูว่าแล้ว……….. คิดถูกจริง ๆ ที่มาเป็นเพื่อน “หึหึหึ….” ผมหัวเราะขำขณะที่ยูริตีแขนผมไปมา “โน่บอกมาเดี๋ยวนี้นะว่ารู้ได้ไง! อ่านใจยูออกเหรอ!!!” “หึหึหึ…..” “โน่รู้ได้ยังไงอะ!!!?” “หึหึหึ…..” “โน๊!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” ก็ผมว่ายูริน่ะ เดาง่ายจะตาย หึหึหึ หลัง จากที่ตกลงกันแล้วว่าจะไม่ซื้อที่ทับกระดาษลายคิตตี้ ยูริก็พาผมเดินวนรอบสยามซะขาแทบขวิด.. แต่ดูผิดประเด็นเล็กน้อย เพราะตอนนี้เราเข้ามาเลือกกระโปรงอยู่ในร้านเสื้อผ้าแถวซอยสี่… โต้ซังคงไม่ใส่กระโปรงมั้ง.. “โน่ว่าตัวนี้น่ารักปะ” ยูริถามผมขึ้นขณะที่หยิบกระโปรงตัวหนึ่งมาทาบลองอยู่ “อือ น่ารักดี” แต่ผมไม่รู้จะตอบยังไง เพราะว่าตัวไหนผมว่าก็เหมือน ๆ กัน

“สั้นไปมะ” เธอยังคงถามต่อ “ก็สั้นนะ…” ถึงตรงนี้ยูริเริ่มพองแก้มป่องมองมาทางผมอย่างงอน ๆ แล้วครับ เสียงเล็กนั้นเริ่มกระเง้ากระงอด “ให้ใส่จริงเหรอ ไม่หวงหน่อยเหรอ…” มาไม้ไหนอีกล่ะเนี่ย.. ผมขำออกมาเบา ๆ “ก็ตัวยูริเองนี่ครับ ถ้าอยากใส่โน่จะห้ามได้ไง” “ไม่หวงเลยจริง ๆ ด้วย” เธอพึมพำกับตัวเองพลางทำไหล่ห่อ ดูแล้วน่ารักชะมัด เห็นดังนั้นผมเลยพูดต่ออีกซักหน่อย “ใส่ได้ แต่อย่ากลับบ้านดึก ๆ ก็พอ มันอันตรายรู้มั้ย” แต่พอจบคำนี้ ยูริตาโตทันที “เป็นห่วงใช่มั้ย!?” เอ๋า…. ก็ผู้หญิงใส่กระโปรงสั้น ๆ เดินกลับบ้านคนเดียว ในฐานะที่ผมเป็นผู้ชาย ผมรู้ดีว่ามันเสี่ยงต่ออะไร แต่ ไม่รู้ยูริคิดไปถึงไหน เธอยิ้มกว้างก่อนจะแขวนกระโปรงลงราวเดิมแล้วเอื้อมมากอดแขนผมแน่น(มาก) “โน่น่ารักจังเลยยยยยย” ทำเอาผมนิ่งไปเพราะตามไม่ทัน อ๋อ… สรุปว่าอยากให้เป็นห่วงใช่รึเปล่า.. อืม… แปลกดีนะ หลัง เดินมือเปล่าออกมาจากร้านกระโปรง เราก็เดินลัดเลาะสยามสแควร์เพื่อข้ามฝั่งไปสยามเซ็นเตอร์ ก่อนจะทะลุออกสยามดิส เพราะยูริบอกอยากดูของใน Loft ซึ่งผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ ว่าคนข้าง ๆ ผมจะมาซื้อของให้ตัวเองหรือซื้อให้โต้ซังกันแน่ เห็นจากที่สุดท้ายยูริได้ถุงผ้า กระเป๋าดินสอ แผ่นรองเม้าส์ และ ตุ๊กตุ่นรองข้อมือมาอย่างละอัน… อืมม.. แล้วไหนล่ะ ของขวัญโต้ซัง ตอนยูริจ่ายตังค์ เธอหันมามองหน้าผมแหย ๆ “มีแต่ของยูเองอะ ทำไงดี” ทำเอาผมหลุดขำ

“ก็เตือนแล้วว่าอย่ามาที่นี่” ยูริพยักหน้ารับคำผมอย่างปลง ๆ พลางหยิบเอาถุงสีเหลืองอ๋อยที่จ่ายเงินแล้วจากพนักงานมา “งั้น ไปไหนดีอะ…” เธอบ่นกับตัวเองเสียงเบา ขณะที่ผมรับถุงสีเหลืองนั้นมาเก็บไว้ในถุงแฮรอดของยูริที่อาสาถือให้คู่กับ กระเป๋านักเรียน ใบหน้าขาวนั้นดูครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง “ไป เซ็นทรัลกันนะ ดูของในเซ็นทรัลคงไม่มีอะไรยั่วยูเท่าไหร่” อืม มีเหตุผล ผมคิดแล้วว่ามาสยามคงไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ ลองก้มมองนาฬิกาข้อมือตัวเองดู ก็เห็นบอกเวลาห้าโมงกว่า นับว่าเย็นแล้วแต่ยังพอมีเวลา ผมจึงพยักหน้ารับก่อนที่เราสองคนจะต่อรถไฟฟ้าไปเซ็นทรัลชิดลมกันแทน ที่ เซ็นทรัลชิดลมดูจะได้เรื่องกว่าจริง ๆ เพราะมีแต่ของผู้ใหญ่ วัยรุ่นอย่างยูริเลยหน้าเซ็งลงไปหน่อย แต่ก็อย่างว่าแหละ ถ้าอยากซื้อของให้โต้ซังก็ต้องบรรยากาศแบบนี้จึงจะถูก ผมอมยิ้มกับท่าทางจริงจังนั้นของยูริ ระหว่างกำลังเลือกว่าจะซื้อเข็มกลัดเนคไทค์ หรือ นาฬิกาให้คุณพ่อสัญชาติญี่ปุ่นของเธอดี “โน่ว่าอันนี้สวยปะ” เธอหยิบเข็มกลัดเนคไทค์ดูภูมิฐานมาอันหนึ่งให้ผมช่วยดู “สวยดีนะ” “แล้วนาฬิกานี่ล่ะ” แล้วก็ยกนาฬิกาขึ้นมาเทียบอีกเรือน ถึงตรงนี้ผมเริ่มเขว “เลือกยากแหะ…” ตอบไม่ถูกจริง ๆ เพราะถึงนาฬิกาจะแพงกว่า แต่ก็สวยน่าดูเหมือนกัน ยูริถอนหายใจแรง “เฮ้อ….. เป็นโน่อยากได้อะไรอะ” เธอถามพลางเงยหน้ามาขอความคิดเห็นจากผมเหมือนอยากอ้อน ผมยิ้มให้ท่าทางแบบนั้น “ถ้าเป็นโน่ โน่อยากได้นาฬิกา แต่พ่อยูริ โน่ไม่รู้เหมือนกัน”

“งั้นยูซื้อเข็มกลัดให้โต้ซัง แล้วซื้อนาฬิกาให้โน่ดีกว่า” เฮ้ยยยย!! เธอเหมาเองเสร็จสรรพ ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ยอมแน่ ๆ เป็น เสียอย่างนั้นจึงต้องรีบปราม “อย่าาา ทำอย่างนี้สิครับยูริ…. ไม่เอานะ แพงไป” แต่พอได้ยิน ยูริก็ยิ่งทำหน้าบู้ “ก็อยากซื้อให้โน่ด้วยนี่” ผม จึงต้องเปลี่ยนจากดุเป็นปลอบ “ไม่เอาครับ วันนี้มาซื้อของให้โต้ซังนะ” เพราะอย่างนั้นท่าทางยูริจึงได้อ่อนลง เธอพยักหน้ารับก่อนจะยื่นเข็มกลัดเนคไทค์ไปให้พนักงานคิดเงิน รอเพียงไม่นานเราก็ได้เข็มกลัดเน็คไทค์บรรจุในกล่องสวยงามมา ยู ริยิ้มร่าเหมือนเด็ก ๆ “หิวแล้วล่ะ ไปหาอะไรกินกันเถอะ” เธอว่าพลางรับของที่ห่อเรียบร้อยแล้วจากพนักงาน ก่อนจะหันมาชูของขวัญโชว์ผมหรา อืม… หิวเหมือนกัน กระเพาะเริ่มส่งเสียงร้องประท้วงว่าหิวแล้วด้วยสิ เรา สองคนจึงมาลงเอยที่มอสเบอร์เกอร์ชั้นใต้ดินตามฟอร์ม.. ยูริติดมอสเบอร์เกอร์มากครับ ไม่รู้ร้านนี้แอบผสมยาบ้าเข้าไปรึเปล่า เพราะถ้าผมไปสยามกับยูริสองคน เธอก็ชอบพาผมข้ามไปกินในพาราก้อนประจำ หรือถ้าเป็นสมัยก่อนตอนที่ยังไม่มีสาขาในพาราก้อน ยูริก็ถึงขนาดพาผมเดินจากสยามไปยันเซ็นทรัลเวิลด์เพื่อกินเลยก็มี เห็นว่าโต้ซังของเธอก็ชอบ ผมเองก็ชอบเหมือนกันนะ ให้เนื้อเยอะ ขนมปังก็หวาน เสียอย่างเดียวที่มันใหญ่ไปหน่อย เห็นยูริกินทีไรก็เปื้อนปากไปหมดทุกที “นั่น…. เลอะหมดแล้ว หึหึหึ” ผมว่าพลางยื่นทิชชู่ให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นยูริทำหน้าหรอหราก่อนจะรับไปซับ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังเช็ดออกไม่หมดอยู่ดี เห็น ดังนั้นผมจึงช่วยดูให้ “ขวาอีกหน่อยยูริ ขึ้นไปหน่อยครับ ไม่ ๆ ลงมา ขวาอีกนิด อีกนิด.. เฮ้ออ มานี่ ผมเช็ดให้” ลุ้นจนเหนื่อย ผมว่าผมจัดการเองดีกว่า คิดได้ดังนั้นก็หันไปหยิบทิชชู่อีกแผ่นจัดแจงเช็ดให้เองอย่างเบามือ (มั้ง) “อื้อ.. เบา ๆ หน่อยสิโน่ ถูแรงหวยก็ไม่ขึ้นหรอก” อ้าวเหรอ ตกลงว่าคงแรงเกิน ผมจึงปรับระดับความเบาลงไปอีก ทีนี้หน้ายูดูเกลี้ยงขึ้นเยอะ แต่………………………

ไอ้คนที่ยืนมองผมตาค้างหน้าเค้าท์เตอร์นั่นคุ้นชิบหาย “ปุณณ์……” ผมเผลอเรียกชื่อมันเบา ๆ พลางชักมือกลับจากกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ จนยูริต้องหันไปมองด้วยอีกคน “อ้าวปุณณ์! มานั่งนี่สิ!” เฮ้ย!!! อย่าไปเรียก!!!! แต่ไม่ทันแล้ววว ยูริกวักมือยิกขณะที่ปุณณ์ก็ว่าง่าย เดินเข้ามาแต่โดยดี มันมองหน้าผมแปลก ๆ ขณะที่ผมมองมันได้ไม่นานก็ต้องหลบตา ไม่รู้จะสั่นทำไมเหมือนกัน รู้แต่ว่ากลัว กลัวปุณณ์เสียใจ…. ทั้งที่ก็เถียงกับตัวเองไปด้วยว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ปุณณ์เดินมาบีบไหล่ผมเบา ๆ หนึ่งที แต่ผมไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร “นัดเอมไว้เหรอปุณณ์” เสียงยูริเจื้อยแจ้วถามถึงเพื่อนเธออีกคนหนึ่ง ดูท่าทางปุณณ์อึกอักไป “เอ่อ… เปล่า…. ไม่ได้นัดกับเอม” มันลงมานั่งข้างผม พลางมองหน้าผมไปด้วย “อ้าว แล้วมาถึงนี่ทำไม” ยูริยังคงถามต่อ ส่วนผมเงียบสนิท เหล่ตามองปุณณ์เป็นระยะ แปลกที่เห็นหน้ามันยังดูสดใสดี “มารับน้องน่ะ นัดกันไว้” “น้องแป้งเหรอ” ผมถามขึ้น เห็นมันพยักหน้ายิ้ม ๆ… ชิบหายแล้วไง…… ผมลืมว่าโรงเรียนน้องแป้งอยู่ตรงข้ามเซ็นทรัลชิดลมนี้เอง “นัด กี่โมง ที่ไหนวะ” ผมถามต่อเสียงอ่อยพลางคิดล่วงหน้าในใจว่าถ้าน้องแป้งมาเห็นตอนนี้ล่ะแย่แน่ แต่ปุณณ์กลับดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนเลยสักนิด “หก โมง หน้าประตูโรงเรียน อ๊ะ ขอบคุณครับ” มันยังตอบไม่ทันเสร็จดี พี่พนักงานก็เดินเอาเมนูที่ปุณณ์สั่งแบบกลับบ้านไว้มาให้ก่อน ผมมองถุงพลาสติกใบโตนั่น พลางคิดเดาว่าปุณณ์คงสั่งเผื่อน้องแป้งด้วย

มัน เช็คของในถุงก่อนจะเงยหน้ามาพูดยิ้ม ๆ “งั้นผมไปรับน้องก่อนนะ แล้วเจอกัน” ประโยคหลังมันหันมาพูดกับผมก่อนจะลุกขึ้นโบกมือลา ยูริก็โบกด้วย แต่ไม่วายทำหน้าหงิกออกมาเมื่อลับตาปุณณ์ “ปุณณ์โกหก….” เป็นเพราะอยู่ดี ๆ ยูริก็พูดคำนั้น ผมจึงได้แต่เหวอไป “อ้าว ทำไมพูดงั้นล่ะ” เธอ เบ้หน้าก่อนจะดูดนํ้าพันช์ในแก้วตัวเอง พลางพูดว่า “ก็วันนี้ปุณณ์บอกเอมว่าไม่ว่างดูหนังด้วย มีธุระสำคัญ… ที่แท้มาจีบสาวอยู่ชิดลมนี่เอง” ผมรีบช่วยมันแก้ตัวเป็นพัลวัน “เฮ้ย น้องมันเรียนอยู่ที่นี่จริง ๆ” แต่ดูเหมือนยูริจะไม่ยอมฟังแล้ว ใบ หน้าใสนั้นยังคงงอหงิก “หลัง ๆ มานี้ปุณณ์เป็นแบบนี้บ่อย.. ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่อง” ผมรู้ดีว่าเรื่องอะไร และก็คิดว่าตัวเองรู้ ว่าปุณณ์เป็นอะไร…. ในใจเกือบจะรู้สึกผิดอยู่แล้ว ถ้าเรื่องเอมที่ระยองไม่ได้ผุดขึ้นมาในหัวเสียก่อน “สงสารเอม ไม่น่ายอมปุณณ์เลยจริง ๆ” เสียงยูริยังคงพูดต่อ แต่สิ่งที่ผมทำคือ แค่กินเบอร์เกอร์ในมือต่อไปนิ่ง ๆ ถึงแม้จะอยากหัวเราะออกมาก็ตาม “เรื่องบางเรื่องก็โทษแต่พวกเราผู้ชายไม่ได้หรอกนะยูริ” ถึงตรงนี้ใบหน้าขาวของคู่สนทนาจ้องผมนิ่งเหมือนอยากเถียง แต่ผมเพียงส่ายหน้ากลับ เพราะไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ต่ออีกแล้ว เพื่อนใคร ใครก็รัก ยูริอาจจะรักเพื่อนเธอ ผมเองก็รักปุณณ์เหมือนกัน

Like what you read? Give Korawan Wisetsri a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.