36–40

36th.1 CHAOS เมื่อ กลับมาถึงบ้าน ผมก็รู้ชะตากรรมตัวเองแน่แล้ว…. เพราะที่บ้านไม่มีทางมีรองเท้าหนังหัวแหลมวางอยู่สิบคู่เป็นตับอย่างนี้แน่ นอน ไอ้มหกรรมรองเท้าเต็มหน้าบ้านอย่างนี้ก็มีแต่…………. “ไอ้ เชี่ย พวกมึงไม่คิดจะบอกเจ้าของบ้านก่อนเลยใช่มะ ว่าจะมา” ผมตะโกนด่าเข้าไปขณะที่ถอดรองเท้าตัวเองเพิ่มปริมาณอยู่ ได้ยินเสียงไอ้พวกเวรหัวเราะกันดังลั่นหลังจากรวมหัวหุบปากเงียบรอเซอร์ไพ ร์สผมมานาน ไอ้เก่งตบหัวไอ้ปาล์มฉาดใหญ่ “ก็กูบอกแล้วให้มึงอะไปเก็บรองเท้าก่อน เยอะงั้นไอ้โน่มันก็รู้ดิวะ!” แต่คนโดนตบกลับทำหน้าเหวอ “ไอ้เชี่ยยย มึงเนียนนะ! คนบอกอะกู มึงนั่นแหละไม่ไป!!!” แล้วหัวไอ้เก่งก็โดนไอ้ปาล์มตบกลับอีกสองที เป็นอันว่าหายกัน.. เออ ดี.. เอาเข้าไป บ้านกูถล่มอีกตามเคย ผม ส่ายหน้าขำพวกมัน พลางพยายามกะเกณฑ์จากสายตาก็พบว่าคงมากกว่าสิบ ตรงนั้นที่ล้อมหม้อสุกี้อยู่มีไอ้เก่ง ไอ้ปาล์ม ไอ้คม ไอ้พ้ง ไอ้เอ็ม ส่วนที่เล่นเกมหน้าทีวีมีไอ้โอม ไอ้เป้อ ไอ้น็อต นั่งอยู่ แล้วยังแว่ว ๆ เสียงไอ้โด่ง ไอ้รถเก๋ง ไอ้เคน อีก ที่ดังมาจากครัว จับใจความได้ว่ากำลังง่วนกับการทำยำวุ้นเส้นอยู่ สรุปนับรวมได้ อืม…. สิบเอ็ดคนครับ ยังไม่ทำลายสถิติ (มากที่สุดคือสิบเจ็ด เมื่อปีใหม่ที่แล้ว บ้านเกือบแตกครับ) “ใคร เป็นสายรายงานพวกมึงอีกล่ะ ว่าป๊าม๊ากูไม่อยู่” เพราะของแบบนี้ไม่มีทางนั่งญาณได้เองแน่ ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วแค่ถามเป็นมารยาทไปอย่างนั้นเอง เพราะผมรู้คำตอบดีว่าใคร “พี่อิมมมมมมมมม สุดที่รักของกู~~~~~~~~~” ว่าแล้ววววว -_-”…… พี่อิมชอบไอ้โอมมากครับ ไม่รู้ราหูดลใจ หรือทำเวรกรรมอะไรร่วมกันมา เพราะทุกครั้งที่น้องโอมของพี่อิมมาเที่ยวบ้าน ผมจะรู้สึกว่าบ้านตัวเองมีขนมเยอะผิดหูผิดตา (นี่ถ้าไอ้โอมไม่มา ผมจะได้กินมั้ย) แล้วแถมเวลาป๊าม๊าไม่อยู่ (บางทีเขาต้องไปเช็คโรงงานที่ต่างจังหวัด ต้องค้างหลาย ๆ คืนครับ) ก็เป็นพี่อิมอีกนั่นแหละ ที่ชอบโทรบอกไอ้โอม พากันนัดแนะให้มันมาถล่มบ้านผมตลอด จำไว้เลยนะพี่อิมมมมมมมมมมมมมมมม!!

ผมส่ายหัวหน่ายพลางโยนกระเป๋านักเรียนลงพื้น (โซฟาไม่ว่างแล้วตอนนี้) แอบเห็นว่าไอ้ตัวดีคนไหนซักคนยกเอาเครื่อง ps3 ของผมลงมาต่อทีวีข้างล่าง แล้วก็ไม่รู้ไอ้ตัวดีตัวไหนอีกเหมือนกัน ที่มันยกหม้อสุกี้ออกมาต้มกินกันหอมฉุยแล้วตอนนี้ เออดี! เพราะถึงจะกินอะไรมาแล้ว แต่พอได้กลิ่นอีกก็หิวอีกที ผมสะบัดถุงเท้าออกพลางล้มตัวนั่งในวงสุกี้ ข้างไอ้พ้งทันที “แดกได้ยังวะ กูหิว” “เดี๋ยวดิ่! หมูยังไม่สุก.. เชี่ยโอมบอกมึงไปเดท กูนึกว่าจะกลับดึกกว่านี้” ไอ้พ้งว่าพลางแง้มฝาหม้อดูให้ควันฉุยขึ้นมาเล่น ๆ ขณะที่ไอ้ปาล์มหันไปหยิบอาวุธเป็นชามและตะเกียบยื่นมาให้ ผมเพิ่งสังเกตว่าพวกมันใส่เส้นมาม่าลงไปด้วย เล่นหนักจริงนะมึง “เดทเชี่ยไร กูไปซื้อของเป็นเพื่อนยูริเฉย ๆ” “ก็ นั่นแหละเดท กลับเร็วนะมึง แฟนไม่เร้าใจรึไง” แต่ปากเสียงี้เลยโดนฝ่าตีนผมยันเข้าเต็มเข่าเลยครับไอ้เอ็ม ผมเอาตะเกียบชี้หน้ามันให้หยุดพูด ก่อนจะยกฝาหม้อสุกี้ดูอีกที ทั้งที่รู้ว่ายังไงก็ยังกินไม่ได้ เสียง ไอ้โอมรีบเห่าหอนมารับช่วงต่อจากไอ้เอ็ม “ยูริเค้าออกจะน่ารัก มึงบอกไม่เร้าใจได้ไง เพื่อนเราปกตินะเว่ยยยยย” เสียงมันกวนประสาทจริง ๆ ครับ ผมเหล่มองไอ้ตัวต้นเสียงที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ แค่หน้าทีวีนี้เอง แต่ยิ่งเห็นแม่งหัวเราะเจ้าเล่ห์แล้วก็ยิ่งนึกอยากเดินไปสับคัทเอ้าท์ไฟขึ้น มาตะหงิด ๆ ให้มันเดือดร้อนเล่นดูซักที “เดี๊ยะเหอะเมิง กูแช่งให้ได้กะน้องปลาคาร์ฟ” ผมจึงเลือกปล่อยท่าไม้ตายครับ แค่คำนี้ ทำเอาไอ้โอมจอยเกมหลุดมือทันที ฮ่า ๆๆ “ไอ้ สาดดดดดดดดดดดดดดดดดด มึงแช่งกูสอบตกทุกวิชายังรู้สึกดีซะกว่า” มันลุกขึ้นโวยเสียงดังจนเพื่อน ๆ ยังงง ยิ่งไอ้โด่ง ไอ้รถเก๋ง ไอ้เคน ที่เพิ่งถือจานยำมั่วของมันมาสมทบแล้วยิ่งงงใหญ่

“อะไร ทำไมอยู่ดี ๆ ไอ้โอมอยากสอบตกทุกวิชา” โด่งถามพลางวางจานยำจานที่หนึ่งลงกับพื้นในวงสุกี้ “จริง ๆ ไม่แช่ง แม่งก็ตกอยู่แล้วป่าววะ” รถเก๋งพูดต่อ พร้อมด้วยยำจานที่สองกลางวงสุกี้ “น้องปลาคาร์ฟว่าที่เมียมึงใช่มะ กูเคยเห็นแล้ว” ไอ้เคนปิดท้าย ก่อนจะสูดวุ้นเส้นในจานยำของตัวเองแล้ววางลงกลางวงเป็นคนสุดท้าย แน่ นอนว่าหน้าไอ้โอมตอนนี้บอกบุญไม่รับอย่างโคตร ๆๆ มันจิ๊ปากส่งเสียงหงุดหงิดทำทีเป็นไม่ฟังพวกผม หึหึหึ ไม่รู้เพราะกำลังแข่งรถแพ้ไอ้เป้อหรือพวกผมแทงใจดำมันกันแน่.. น้องปลาคาร์ฟเป็นน้องโรงเรียนตรงข้ามผมนี่ล่ะครับ แต่ไม่รู้เกิดอาเพศอะไรมาหลงเสน่ห์ไอ้โอมได้ (ตาบอดโคตร ๆ ผมว่าผมหล่อกว่าตั้งเยอะ) น้องเขาตามตื้อโอมมาสามสี่เดือนละ แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไฟ จริง ๆ แล้วเขาชื่อน้องแนน แต่พวกผมเรียกน้องปลาคาร์ฟเป็นโค้ดลับ อย่าถามว่าเพราะอะไรนะครับ ก็เดี๋ยวมันไม่เป็นความลับ หึหึหึ พวกเราคุยกันถึงน้องปลาคาร์ฟได้แป๊บนึง เสียงไอ้เป้อก็ดังแหวขึ้นมา “พี่โอมเขาไม่สนใจปลาคาร์ฟหรอก เขาชอบ หนู — — — — — — — -” ด้วยประโยคนี้ทำเอาพวกผมหันควับ! พอมองไปหน้าทีวีก็เห็นไอ้โอมจ้องไอ้เป้อเขม็งอยู่เหมือนกัน “หนูไหนวะเป้อ!!! มึงพูดต่อออ! เชี่ยโอมแม่งดีแต่แซวคนอื่น วันนี้กูจะล้วงให้ถึงรูตูดเลย” เสียงไอ้รถเก๋งคาดโทษอย่างโคตรคะนอง แต่ ไอ้โอมรีบเข่นเขี้ยวขู่ “ถ้ามึงพูดนะไอ้เป้อ……..” พอจบคำนี้ผมก็ไม่รู้แล้วไอ้เป้อมันซื่อหรือแกล้งโง่กันแน่ เพราะมันหันไปถามโอมกลับทันควัน “อ้าวพูดไม่ได้เหรอพี่ เรื่องน้องมิกกี้เม้าส์อะ?” เชี่ยโอม!!!!!!!! น้องมิกกี้ที่เพิ่งสมัครเข้าวงเมื่อต้นเทอมครับ!!!!!!! น้องอยู่ม.3 น่ารักโคตรของโคตรของโคตรของโคตร จนไอ้ฟิล์มถึงขนาดลั่นวาจาไว้ว่าใครก็ตามห้ามแตะ! แต่อุตส่าห์ไว้ใจไอ้โอมให้เป็นคน

ช่วยสอนฮอร์นน้องเขา ก็เสือกมีซัมธิงรองกันซะงั้น!? “ไอ้โอม!!! มึงทำไรน้องมิก!!!!!!” ผมตะโกนถามมันด้วยความเป็นห่วงสวัสดิภาพรุ่นน้อง เห็นผู้ต้องสงสัยรีบส่ายหน้าพรืดอย่างมีพิรุธโคตร ๆ “กูปล่าวทำ!!!!!!!!!!!!!!!!!!” “น้องเค้าชอบพี่โอมอะพี่โน่!!!!!!!!!” หืม ไอ้เป้อวันนี้มึงน่ารักมาก! ผมคิดว่าจะอนุญาตให้มันโดดซ้อมได้อาทิตย์ละ 2 ครั้งตามโควต้าที่มันขอ เพราะวันนี้มันทำตัวถูกใจดีจริง ๆ หึหึหึ “เชี่ยโอมมึงทำเสน่ห์ยาแฝด” เสียงไอ้เคนตะโกนไป ได้รับเป็นนิ้วกลางของโอมชูกลับมาแทน “เอา จริง ๆ น้องเค้าชอบมึงเหรอวะ คนจีบโคตรเยอะเลยนะนั่น กูไม่ได้เป็นเกย์กูยังชอบเลย น้องแม่งน่ารักชิบหาย” ไอ้คมพูดต่ออย่างอึ้ง ๆ ตอนนี้หม้อสุกี้ไม่มีคนสนใจแล้วครับ มองกันแต่หลังไอ้โอมที่ไม่ยอมหันหน้ามาสบตาคุยกับพวกผมซักที “ไม่รู้ว้อยยยยยย” แต่แม่งไอ้ห่านี่มีไรโวยวายไว้ก่อน ไอ้เป้อยังคงทำหน้าที่ตัวแฉของมันต่อไป “ผมเห็นพี่โอมกอดน้องมิกด้วยเหอะ คอยดู จะฟ้องพี่ฟิล์ม” เฮ้ย!! เรื่องใหญ่!!! ไอ้เป้อ! มึงพูดอีก!!! “เชี่ยเป้อ!! มึงแอบดูพวกกูเหรอ!” ถึงตอนนี้ผมเห็นไอ้โอมเริ่มโชว์เขาออกมาทีละนิดแล้วครับ ไอ้เป้อรีบโบกมือว่อน “ป่าวพี่!!!!!! วันนั้นผมลืมโน้ตเพลงไว้พอดี จะกลับไปเอา แต่เจอฉากเด็ดก่อนเลยทิ้งเนื้อเพลงไว้งั้น ตอนเช้าเลยเล่นไม่ได้ไง เช้านั้นที่พี่โน่ด่าผมเรื่องเพลงมาร์ชอ่ะแหละ” อ๋ออออ เรื่องนี้ผมจำได้แล้ว เพราะกำชับไว้ดิบดีให้ไอ้เป้อไปซ้อมมาดี ๆ แต่ตอนเช้ามันเสือกไม่ได้ซ้อมซะงั้น ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง แต่เฮ้ย!!! เรื่องมันเพิ่งเมื่อวานซืนเองนี่หว่า!!!!!!!!!!

“ไอ้ เป้อ มึงทำเป็นเผากู ของมึงกับน้องมาวินนะ…. กูเห็น” พอมาถึงจุดวิกฤติ ไอ้โอมก็เริ่มเบี่ยงประเด็น โยนขี้ไปให้ไอ้เป้อแทนแล้วครับ เอาวะวันนี้ ช่วงแฉรอบวง “ผมกับวินอะไรพี่? เพื่อนกันเหอะ” คนถูกแฉรายต่อมาบอกปัดยกใหญ่ แต่ผมรู้จักน้องมาวินครับ เห็นเป้อบอกเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก แต่น้องวินเขาดูเรียบร้อยเป็นผู้เป็นคนกว่าไอ้เป้อเย้ออ รู้มาว่าพ่อน้องเขาเป็นนายทหารใหญ่ก็เลยค่อนข้างเข้มงวด ไม่รู้ปล่อยให้ลูกชายมาคบกับกุ๊ยอย่างไอ้เป้อเป็นเพื่อนสนิทได้ไง ฮ่า ๆๆ “มึงอย่ามา วันก่อนน้องมาวินร้องไห้ กูปลอบอยู่ มึงนะใจร้ายกับเขา” “ใช่ พี่ ไอ้เป้อแม่งโคตรใจร้ายอะ พอวินมาใกล้ ๆ ก็ด่ารำคาญ พอวินมันหายไปก็วิ่งไปง้อถึงบ้าน” ไอ้น็อตที่นั่งเงียบมานานเริ่มผสมโรงแฉเพื่อนตัวเองอีกคน จนตอนนี้หูไอ้เป้อจากดำ ๆ (ตัวมันขาว แต่มันหน้าม่อครับ หูเลยดำ ฮ่า ๆ) กลายเป็นสีแดงเหมือนเสกได้ทันตา ผม เลยขอร่วมวงด้วยคน “อะไรเป้อ ปุณณ์บอกเจอมึงกินข้าวกลางวันที่คอนแวนต์ตลอด มึงจะเอาแบบไหนกันแน่” แต่เสือกเผลอพูดชื่อบุคคลต้องห้ามซะงั้น!?… ชิบหายแล้วไง ขว้างงูไม่พ้นคอจนได้ ประเด็นไอ้เป้อยังไม่ทันจบ ไอ้โอมหันมาทำหน้าเจ้าเล่ห์ใส่ผมทันที “เออ คงเหมือนไอ้ปุณณ์อะ แดกข้าวกลางวันคอนแวนต์ แต่เช้าเย็นอยู่กับมึง…….. กูรู้นะ เรื่องหน้าตึกฟ.อะ” เชี่ยแม่ง!!!!!! กูว่าแล้วต้องถึงหูไอ้โอม แม่งเล่นตะโกนขนาดนั้น ตอนนี้เพื่อนคนอื่นเริ่มสนใจประเด็นผมกับไอ้ปุณณ์แทนแล้วครับ “ยัง ไงวะ ๆๆ” ไอ้เก่งไม่ถามเปล่ายังเอากระบวยมาเคาะพื้นอีก เชี่ย เดี๋ยวพื้นเป็นรอย ผมรีบฉกกระบวยจากมือมันมาเคาะหัวเหม่ง ๆ ของแม่งแทน ก่อนจะคว้าเบียร์ลังนึงที่ตั้งอยู่บนพื้นไปห้องครัวทันที “กูแช่เบียร์ให้นะ พวกมึงวางไว้งี้เดี๋ยวไม่เย็น” “เชี่ย มึงแม่งหนี!!!!!!!!!!” “กูแค่จะไปแช่เบียร์!!!!!!!!!!!!!!” ไม่ฟังแล้วครับมันจะด่าอะไร ผมรีบชิ่งไปกบดานในห้องครัวก่อนดีกว่าาาาาาา

*** ผม ใช้เวลาพักหนึ่งสิงอยู่ในห้องครัว (รอจนกว่าพวกมันจะลืมก่อน) แช่เบียร์เข้า เอาเบียร์ออก แช่เบียร์ใหม่ เอาเบียร์ออกมาอีก เอาเข้าเอาออกอยู่อย่างนั้น (เพื่อไรวะ) หรือไม่ก็ทำเป็นจัดขวดนํ้า ขวดเบียร์ ขวดนมต่าง ๆ ให้เข้าที่ (ทั้งที่พี่แอนจัดเป็นระเบียบอยู่แล้ว) เฮ้อ…. มันเลิกพูดถึงเรื่องนั้นยังวะ? ผม เดินไปเดินมา แล้วก็ได้ไอเดียใหม่ว่าหั่นมะนาวกับเทเกลือเตรียมออกไปให้พวกมันเลยดีกว่า เพราะเห็นมีขวดวอดก้ามาด้วย อืม… เข้าท่าแฮะ แบบนี้จะได้อยู่ในครัวนานขึ้นอีกหน่อย (หึหึ) ผมคิดได้ดังนั้นก็หยิบเอามีด เขียง กับมะนาวในตู้เย็นออกมาทันที แต่ด้วยความที่ไม่เคยทำ…. มะนาวมันต้องหั่นยังไงวะ? ต้องเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน ตามยาวหรือตามขวาง (แต่แม่งก็กลม ๆ หมดนี่หว่า) งงว่ะ??? ผมกลับมะนาวไปกลับมะนาวมาอย่างมึน ๆ แถมพอหั่นลงไปที นํ้าก็พุ่งปรี๊ดด ออกมาอีก เฮ้ย!! เข้าตา!! แสบว่ะ!!! ขณะ ที่กำลังหันรีหันขวางยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดตาอยู่นั้นเอง หูก็ดันแว่ว ๆ ได้ยินเสียงประหลาด นอกจากเสียงโวยวายของไอ้พวกกลางบ้านแล้ว ยังมีเสียงเครื่องยนต์รถกำลังจอดอีก… ใครแม่งมาเพิ่มวะ แค่นี้ยังถล่มบ้านกูกันไม่พอรึไง ผม คิดสงสัยแต่ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ (เพราะกำลังแสบตามากกว่า) แต่ระหว่างกำลังตัดสินใจได้ว่า เช็ดยังไงคงไม่หายแสบ สู้ไปล้างตาในห้องนํ้าจะแลดูฉลาดกว่า อยู่นั้นเอง…. สายตาปรือ ๆ ของผมก็เหลือบไปเห็น…….. สิ่งที่ทำผมตกใจได้พอ ๆ กับผีเสียก่อน “เช็ด แรงงั้นเดี๋ยวก็ตาแดงหรอก” เสียงที่คุ้นหูผมดีดังขึ้นอยู่ตรงหน้า พลางพยายามปรี่เข้ามาช่วยพาผมไปห้องนํ้า ในขณะที่ผมกำลังคิดว่ามันมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง ก็รู้สึกถึงนํ้าเย็น ๆ กำลังถูกวักเข้าหน้าเสียก่อน

“ต้อง ถูเบา ๆ อย่างนี้… เอามือออกสิ” เสียงนั้นยังคงสั่งให้ผมเอามือลง (ก็บ้าจี้ทำตามอีก) ก่อนจะช่วยลูบให้อย่างเบา ๆ จนอาการแสบตาเริ่มหายไป ผมจึงกระพริบเปลือกตาถี่ ๆ เพื่อไล่นํ้า ก่อนที่อีกฝ่ายจะใช้ผ้าเช็ดหน้าช่วยซับหยดนํ้าออกให้อย่างเบามือ “หั่น มะนาวแค่นี้ก็ไม่เป็น หึหึ… อดตายแน่มึง” อ้าวไอ้ห่า แค่นี้ต้องด่ากูด้วย กูไม่ใช่แม่บ้านนะถึงจะได้ทำเป็น ผมเอียงคอมองไอ้ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ ที่อยู่ดี ๆ ก็โผล่มาตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง “มึงมาได้ไงเนี่ย” “แท็กซี่” “ไอ้ห่า…. กูหมายความว่า……..” ถึงตรงนี้ไม่รู้จะถามยังไงให้ไม่น่าเกลียดแล้วว่ะครับ “หมาย ความว่ากูจะมาทำไมใช่ปะ… เออ งั้นกลับก็ได้” อ้าววววว ซะงั้น ว่าแล้วต้องโดนแบบนี้ ผมเกาหัวแกรกเพราะเห็นมันหันหลังกลับทำท่าจะเดินออกไปจริง ๆ แล้วทุกอย่างก็เร็วกว่าใจคิด เมื่อมือผมเอื้อมไปรั้งมันไว้ทันที เพียงแค่นั้น ไอ้คนที่ว่าจะกลับตะกี้ดันหยุดกึก โดยไม่มีการปัดป้องใด ๆ…. โด่เอ๊ย!! มึงรอให้กูรั้งอยู่ก็บอกเหอะไอ้ปุณณณณณ์!!! “มีไร…” มันยังมีหน้ามาถาม ผมทำหน้าเซ็งเพราะรู้สึกว่าแพ้ทางมัน ก่อนจะพูด “เอาผ้าเช็ดหน้ากลับไปด้วย” ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สะใจว๊อยยย สิ้น คำปุ๊บ ปุณณ์ก็หันกลับมาทำหน้าเหวี่ยงใส่ผมทันที แน่นอนว่าผมยักคิ้วกวนตีนกลับ มันคงเห็นอย่างนั้นเลยเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างงงมาให้ผมอย่างมีเลศนัยแทน “ไล่ ก็ไม่กลับว่ะ หึหึหึ มาแล้วต้องอยู่ให้ถึงที่สุด” มันว่างั้นก่อนจะเดินนำผมเข้าไปในครัว เพื่อจัดแจงช่วยหั่นลูกมะนาวให้ต่อ เพิ่งรู้ว่าไอ้คุณหนูนี่คล่องชิบหาย หั่นเหมือนเป็นเรื่องกล้วย ๆ จนผมเองยังงง

“มึงไปฝึกหั่นมะนาวมาจากไหนวะ” “ไอ้ เชี่ย ใคร ๆ เขาก็ทำเป็นกัน กูต้องถามมึงมากกว่าว่าไปอยู่ไหนมา หั่นมะนาวไม่เป็น” อ้าววววววววว เสียหมาอีกกู โดนคุณหนูอย่างไอ้ปุณณ์พูดงี้แล้วแทบอยากเอาหัวมุดกระทะ แต่ระหว่างที่กำลังมองหาว่ากระทะอยู่ไหนนั้นเอง เสียงไอ้ปุณณ์ก็หัวเราะหึหึดังขึ้นซะก่อน “ล้อ เล่นน กูเป็นลูกมือช่วยแป้งทำครัวบ่อยอะ เรื่องหั่น ๆ กูต้องทำให้น้อง ไม่งั้นได้มีเด็กเสียเลือดแน่” มันเฉลยพลางยิ้มละมุน ปุณณ์มักจะยิ้มอย่างนี้เสมอเวลาพูดถึงน้องแป้ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมอนี่รักน้องสาวมากขนาดไหน ผม พยักหน้ารับคำมัน “วันหลังแบ่งของที่น้องแป้งทำมากินมั่งเด่ะ อยากชิม” ว่าแล้วก็จัดแจงปีนขึ้นไปนั่งบนเค้าเตอร์เตรียมอาหารดีกว่า (มุมประจำของพี่แอนพี่อิมครับ) ผมปีนขึ้นไปนั่งพลางคว้าเอาครัวซองค์ในตระกร้าขนมมากัด เพราะพอพูดถึงของกิน ก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที อ่า… (กระเพาะผมคงทำงานดีเกินไปว่ะ) ปุณณ์ ยิ้มพลางเดินไปหามะนาวมาหั่นเพิ่ม เพราะดูท่าทางไม่พอพวกข้างนอก “มึงได้ท้องเสียแน่ กูกินเองกูยังป่วยเลย” เออ ไอ้นี่… เผาน้องตัวเองก็เป็น ผมหัวเราะขำพลางยัดครัวซองก์คำสุดท้ายเข้าปาก แต่ดูท่าทางมันคงใหญ่ไปนิด (ไม่นิดมั้ง) เลยทุลักทุเลเอาการในการเคี้ยว “อ้าว นั่น กลัวกูแย่งแดกรึไง ค่อย ๆ กินก็ได้ ครัวซองก์ไม่ได้มีชิ้นเดียวในโลกซักหน่อย” แล้วเชี่ยปุณณ์ดันหันมาเจอตอนผมกำลังยัดพอดีนี่สิครับ เลยโดนกัดไปตามระเบียบ ผมอยากเถียงจะแย่ แต่……. “อ้อ อึง อิ” ครัวซองก์เต็มปาก ด่าไม่ถนัดครับ อ็อก…. ผม พยายามเคี้ยวอย่างทุลักทุเล แต่คงดูตลกมากเพราะเห็นไอ้ปุณณ์ขำ มันมองหน้าผมยิ้ม ๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาเช็ดเศษครัวซองก์ที่ติดอยู่ตามมุมปากให้ นัยน์ตาคมนั้นมีแววประหลาดเล็กน้อย

“คุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นฉากนี้เมื่อเย็นเลยนะ….” มันพูด ทำเอาครัวซองก์ที่ยังเคี้ยวไม่ทันละเอียด ไหลลงคอผมทันที “เฮ้ยยย…. แค่ก ๆๆ” สำลักเลยครับ!! วุ่นวายไอ้ปุณณ์ต้องวิ่งไปหยิบนํ้ามารินให้ “เคี้ยวก่อนกลืนด้วยดิ! บอกแล้วไงว่าอย่ารีบกิน” แถมยังโดนดุเป็นเด็ก ๆ อีก แต่ตอนนี้ผมไม่สนใจแล้ว เพราะมีอีกเรื่องหนึ่งอยากจะรีบบอกมัน “มึง… เมื่อเย็นกูกับยูริไม่ได้มีอะไรนะเว่ย” “เห๋?” “คือ… ยูริเค้าแค่แบบ… กินเลอะเทอะอะ! กูเลยช่วยเช็ดให้เฉย ๆ กูไม่ได้… เอ่อ…. โอ๊ยย พูดไม่ถูกว่ะ!” ดูเหมือนแก้ตัวยังไงก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี ผมเกาหัวตัวเองแรง ๆ อีก แต่ไอ้ปุณณ์กลับขำ “เออ… ช่างเหอะ กูเข้าใจ” มันว่าพลางหัวเราะเหมือนผมเป็นเด็ก ๆ แต่ไม่ค่อยอยากเชื่อคำพูดมันเลยว่ะ “เห้ย จริง ๆ นะ มึงอย่าทำงี้ดิ่” ผมดึงแขนมันไว้ก่อนที่มันจะหันไปหั่นมะนาวต่อ หน้าไอ้ปุณณ์ที่หันมาดูงง ๆ ก่อนจะหัวเราะใส่ผมอีก “กูไม่ได้คิดไรจริง ๆ!” เชื่อได้ปะวะ… ผมเหล่ตามองมันที่ยืนขำอยู่เป็นวรรคเป็นเวร “แล้วมึงขำไร……..” “ขำมึงอะ” “กูทำไมวะ?” ผมยังไม่เข้าใจ แต่ปุณณ์แค่ส่ายหัวแล้วหันไปหยิบมะนาวมาหั่นต่อพลางพูด “ก็มึงเหมือนกูวันนั้นเลย”

“วันไหน” “บนแท็กซี่ไง หึหึ” มันว่าแล้วก็ขำอีก อารมณ์ดีนักนะ ระวังเหอะ มีดจะบาดมือเอา ผม คิดตามมันช้า ๆ ก่อนจะร้องอ๋อออกมาเบา ๆ แล้วก็ต้องขำเอง จนไอ้ปุณณ์หันมายักคิ้วให้ผมอย่างรู้ทันนิดหน่อย เออว่ะ… ผมวันนี้ เหมือนไอ้ปุณณ์วันนั้นที่ตื้อขอโทษผมเรื่องเอมบนรถแท็กซี่จริง ๆ ตอนนี้ผมคิดว่าผมเข้าใจมันมากขึ้น แล้วก็มั่นใจว่าปุณณ์คงเข้าใจผมมากขึ้นเช่นกัน ระหว่างเรา.. ไม่ว่าในโลกแห่งความเป็นจริง อีกฝ่ายจะต้องอยู่กับใคร แต่ในโลกเล็ก ๆ ของผมและปุณณ์ใบนี้… ขอแค่ยังได้อยู่ข้าง ๆ กันก็พอใจ ผมยิ้มกับตัวเองก่อนจะสะดุ้งนิด ๆ เมื่อคิดเรื่อง ๆ นึงออก นี่ ผมเกือบลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท….. วันก่อนผมตัดสินใจครั้งนึงแล้วว่าจะบอกปุณณ์เรื่องเอมเลยเอาคลิปใส่ในมือถือ ไว้แต่ก็ไม่กล้าบอก จนเกือบลืมไปแล้ว กระทั่งความรู้สึกเมื่อฝ่ามือสัมผัสมือถือของตัวเองในกระเป๋าอีกครั้งหนึ่ง ถึงได้เรียกความทรงจำในเรื่องที่ผมอยากลืมที่สุดขึ้นมา… เรื่อง ที่จะทำให้ปุณณ์เสียใจมากที่สุด…. ผมควรบอกเรื่องนั้นกับปุณณ์ยังไง หรือผมไม่ควรบอก… แต่ผมคงทนไม่ได้ที่จะเห็นปุณณ์ต้องถูกหลอกอยู่อย่างนั้นซํ้าแล้วซํ้าเล่า “ปุณณ์…….” ปากไปไวเท่าความคิด เพียงแค่คิดว่าคนตรงหน้าผมกำลังถูกผู้หญิงคนนั้นหลอก ปากเจ้ากรรมก็ทำท่าจะเปิดเผยความจริงทันที ปุณณ์หันมามองหน้าผมที่อึกอักอยู่ด้วยความสงสัย แต่ผมในเวลานี้กลับตะกุกตะกักอย่างที่ไม่เคยมาก่อน “เอ่อ…..” “มีไรรึเปล่าครับ?” ดวงตาคมที่เคลือบรอยยิ้มให้ผมตลอดเวลานั้น…. เหมือนกับยิ่งตอกยํ้าว่า.. ผมจะทำร้ายปุณณ์ได้อย่างไร..

ผม นิ่ง ก่อนจะเริ่มพูด “………. มะนาวพอแล้วแหละ เอาออกไปดีกว่า เดี๋ยวไอ้พวกนั้นบ่น” สุดท้ายวิธีที่ถูกเลือกกลับกลายเป็นการตัดบทเสียดื้อ ๆ ผมเลื่อนตัวลงจากเค้าท์เตอร์แล้วพาตัวเองเดินออกจากห้องครัวทั้งอย่างนั้น โดยปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป.. ทั้งที่แม้ผมจะรู้ แต่กลับไม่มีความกล้ามากพอจะหยุดมัน ผมไม่เข้มแข็งพอจะทำลายรอยยิ้มของปุณณ์…

36th.2 CHAOS “ไอ้ เชี่ยยยยยยย หายเข้าไปโคตรนานนนนนน กูนึกว่าพวกมึงหนีออกหลังบ้านไปซานติก้าแล้ว” ทันทีที่พวกผมโผล่มาพร้อมถาดมะนาวกองโต เสียงดังของไอ้โอมก็โวยวายล้งเล้ง ตอนนี้มันนั่งจ่ออยู่หน้าหม้อสุกี้แล้วครับ ส่วนคนผลัดเวรไปเล่นเกมคือไอ้คม ไอ้เคน และรถเก๋ง เปลืองค่าไฟบ้านกูจริง ๆ แล้วใครใช้ให้เปิดแอร์อีกวะเนี่ยยย ขออนุญาตกูกันรึยังงงง!! “เชี่ยแม่ง ถ้าเปิดแอร์พวกมึงออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกเลยนะ เดี๋ยวม๊ากูบ่น” “เออ รู้น่า ไอ้โด่งกับไอ้เป้อออกไปสูบอยู่” เสียงไอ้ปาล์มตอบพลางช่วยยกสำรับสุกี้ทั้งหลายออก เพื่อเคลียร์ที่ทางให้ผมกับปุณณ์ได้นั่งบ้าง เช่นเดียวกับไอ้เก่งที่กระเถิบตูดให้ พลางพูด “แล้วตกลงมึงมาได้ไงวะปุณณ์ ไอ้โน่โทรไปเรียกเหรอ” อ้าวเชี่ยเก่ง…. พูดงี้หมายความว่าไงวะ! ปุณณ์ หัวเราะขำ ก่อนจะส่งถ้วยกับช้อนตักสุกี้ให้ผม “เปล่า ๆ พอดีที่บ้านไล่มาอะ เขาบอกคืนนี้ไม่ให้นอนบ้าน หึหึ” แต่คำตอบของปุณณ์ดูกำกวมจนผมยังงง “ทำไมวะ ทะเลาะกับพ่อเหรอ” เป็นผมเองที่ถามมันขึ้นมา ถึงแม้จะฟังดูไม่น่าใช่ก็เถอะ ปุณณ์รีบส่ายหัวพรืด “เปล่า ๆ ไม่ได้ทะเลาะกับใครทั้งนั้น” “อ้าว… แล้วหมายความว่าไงอะ?” แต่ผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดี มันไม่ได้ทะเลาะกับที่บ้านแล้วทำไมโดนตะเพิดออกมาอย่างนั้นวะ? หน้าผมตอนนี้คงมีเครื่องหมายคำถามแปะหราอยู่จนเพื่อน ๆ คนอื่นต้องช่วยกันคีบผักคีบเนื้อในหม้อสุกี้มาให้ เพื่อเป็นของปิดปากผมยกใหญ่ “ไอ้ปุณณ์มันไม่บอกมึงก็ถามอยู่นั่นแหละ แดกเข้าไปเยอะ ๆ จะได้หายขี้สงสัย! เฮ้ยปุณณ์ ไม่ต้องเกรงใจ เต็มที่เว้ยยย คิดซะว่าเป็นบ้านมึงเอง!” หน็อยยยยยยย ไอ้เชี่ยพ้ง!! บ้านกูโว๊ย!!!!!!! ผมหันไปทำหน้าเหวี่ยงใส่มันก่อนจะมองไอ้ปุณณ์ที่หัวเราะร่วนพลางยักคิ้วยิ้ม ๆ ให้ผมอยู่ เออออออ ตาม สะ บายยยย คิด ซะ ว่า เป็น บ้าน มึง เองงงงงงงงงงงงง!!

ผม นั่งหน้าเซ็ง พลางกัดตะเกียบไว้ในปากอันนึง ส่วนอีกอันนึงใช้เขี่ยหาของกินในหม้อสุกี้ เพียงไม่นานแก้วนํ้าบรรจุของเหลวสีอำพันก็ถูกส่งต่อมาถึง แต่แค่จิบแรกที่เข้าปาก ผมก็ต้องหันไปด่าตัวคนชงทันที “เชี่ยแม่ง!!! เข้มชิบหาย เปลืองเหล้า!” ชงเข้ม ๆ แบบนี้ไอ้โด่งแน่นอนครับ! ผมหันไปโวยมันแต่แม่งดันกินสุกี้ต่อไม่สนใจใคร “งก ไรวะ เหล้ามีโคตรเยอะ เบียร์อีก วอดก้าไอ้คมอีก กูกลัวพวกมึงกินไม่ทันว่ะ ขี้เกียจแบกกลับ” เออดี… แล้วถ้าอ้วกใครจะเช็ด มึงแล้วกันนะเชี่ยโด่งงงง ผม ปลงตกให้กับเหตุผลมันพร้อมคิดว่ารีบกินสุกี้ก่อนจะกินไม่ทันดีกว่า หึหึ ข้างในหม้อดูมั่วมากครับ มีทุกอย่างที่อยากกินจริง ๆ ผักน้อยมาก เนื้อเยอะมากกกก แถมเมื่อกี้ไอ้เชี่ยโอมยังพยายามจะเอาป๊อกกี้ใส่ลงไปอีกเพราะอยากกินป๊อกกี้ ด้วย มึงก็คิดได้นะ.. ดีว่าน้องน็อตรีบห้ามไว้ทัน ด้วยเป็นห่วงสวัสดิภาพของพี่ ๆ ทุกคน… งานนี้มึงเป็นฮีโร่จริง ๆ ว่ะน็อต พวก เรานั่งจ้วงกันไม่นานเพื่อน ๆ คนอื่นก็แห่ตามลงมาสมทบด้วย ไม่ว่าจะเป็นพวกที่หายไปเล่นเกม หรือพวกที่ออกนอกบ้านไปสูบบุหรี่ วงสุกี้ตอนนี้เลยใหญ่โตมโหฬารมากครับ แต่หม้อเสือกเล็กจึ๋งเดียว ต้องแย่งกันแดกก็เลยสนุกดี อาศัยว่าผมมีผู้ช่วยฝีมือฉกาจเป็นเลขาสภาฯผู้คล่องแคล่วทุกกระบวนท่า เพราะไม่ว่าผมจะเอ่ยปากว่าอยากกินอะไร มันก็ใช้กระบวยควานหาขึ้นมาให้ได้ทุกครั้ง เออ แม่งเก่งว่ะ ทำไมเวลากูหาเองถึงไม่เจอ? อันนี้อาจจะเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ก็ได้.. ใครจะรู้….. พวก เราคุยกันเฮฮาสนุกสนานเสียงดังลั่นบ้าน แม้แต่ปุณณ์เองที่ตอนก่อนมาไม่ได้สนิทกับเพื่อนผมเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ขึ้นมึงกูกันเรียบร้อยวงเหล้าแล้ว สงสัยที่เขาว่าแค่เหล้าเข้าปากก็เป็นเพื่อนกันทั้งโลกนี่ท่าจะจริง ตอนนี้ผมกำลังนั่งหัวเราะเอิ๊ก ๆ ดูไอ้น็อตกับไอ้เป้อถูกพวกไอ้รถเก๋งมอมเหล้าอยู่ โทษฐานเป็นรุ่นน้องแค่สองคนที่บังอาจกล้ามากินเหล้ากับรุ่นพี่ได้ ฮ่า ๆ ไอ้เด็กน้อยเอ๊ย พวกมึงตายแน่….. ตอนนี้ผิวหน้าไอ้เป้อที่ปกติขาวเหลือง ๆ อยู่แล้ว ยิ่งเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีดเข้าไปใหญ่ (เมาระยะไหนของมันวะนั่น) ส่วนน้องน็อตก็กำลังหน้าแดงขึ้น ๆ ตามลำดับ ผมว่าไอ้สองตัวนี้รอดยากซะแล้วว่ะ ฮ่า ๆๆ ระหว่าง ที่ทุกคนกำลังสนุกสนานอยู่นั้นเอง ผมดันเหลือบไปเห็นไอ้ปุณณ์ยังคงตักเต้าหู้ปลาของโปรดผมลงถ้วยสุกี้หน้าผมไม่ ขาด จนต้องรีบเอ่ยปากปราม ๆ มัน

“เฮ้ย พอแล้ว เดี๋ยวกูขี้ออกมาเป็นสี่เหลี่ยม” เหตุผลนี้ฟังดูเข้าท่าใช่ปะครับ แน่นอนว่าไอ้ปุณณ์ขำ ก่อนจะลงมือกินถ้วยสุกี้ตรงหน้ามันเองบ้าง เออ…. กินซักที มัวแต่ตักให้กูอยู่นั่นแหละ “แล้ว ตกลงใครไล่มึงออกจากบ้านมาเนี่ย” แต่เพราะผมโคตรสงสัย เลยอดถามมันไม่ได้ กะว่าจังหวะที่ไม่มีใครสนใจนี่แหละเหมาะสุด เผื่อว่ามันทะเลาะกับที่บ้านจริง ๆ แล้วอาจจะอายจนไม่อยากเล่าเอา แต่มันแค่หัวเราะขำ ๆ พลางตักสุกี้กินต่อด้วยท่าทีสบาย ๆ “แป้งเห็นมึงเดินกับยูริเมื่อเย็นว่ะ” อ้าวเชี่ยยยยยยยยยยยยยยยย “ชิบหายแล้วไง! ทำไงวะ น้องรู้แล้วดิ่” “รู้อะไร?” ปุณณ์หันมาเลิกคิ้วถามผมเหมือนลืมแล้วว่าพวกเราอำอะไรน้องแป้งไว้ ผม ก็ชักอึกอัก.. “ก็รู้ว่ากูกับมึงไม่ได้เป็นอะไรกัน… ไง” เพราะประโยคนี้ยิ่งพูดกลับยิ่งรู้สึกแปลก ๆ… แล้วยังมีสายตาไอ้ปุณณ์จ้องมองมาก็เลยยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ นัยน์ตาคมนั้นเป็นประกายวิบวับเหมือนอยากล้อผมอะไรบางอย่าง “อ้าว… ไม่ได้เป็นเหรอ” นั่นไง กูว่าแล้ว ผมเลยต้องปั้นหน้าเหวี่ยงใส่มันแทน “ไอ้สัด อย่ามากวนตีน ตกลงน้องมึงว่าไงปะ” ช่วยเป็นการเป็นงานหน่อยสิวะ!!!! ปุณณ์ ส่ายหัวยิ้ม ๆ พลางนั่งกินสุกี้ของมันต่อเหมือนไม่ค่อยสนใจ “ก็ไม่ว่าไง นึกว่ากูกับมึงทะเลาะกัน ไล่กูมาง้อเนี่ยไม่งั้นไม่ให้กลับบ้าน.. ตอนแรกกูกลัวมึงไล่กูกลับบ้านอีกคน แต่มาเห็นอย่างงี้ค่อยสบายใจหน่อย มีปาร์ตี้ไม่บอกเลยนะ” “ไม่ มีใครบอกกูเหมือนกันแหละเรื่องปาร์ตี้เนี่ย แต่ถึงไม่มีกูก็ไม่ไล่มึงหรอก คิดไรมากวะ ทีมึงไม่เห็นเคยไล่กูเลย” ผมว่าพลางตบบ่ามันสองสามที เห็นปุณณ์หันมายิ้มดีใจให้แว่บหนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่เราจะคุยอะไรต่อ เสียงดัง ๆ ของไอ้โอมก็ขัดขึ้น

“เฮ้ย ๆๆ เล่นเปิดใจกัน ๆ!!!” มันว่าพลางชูขวดโซดาขึ้นสูง ปกติพวกผมชอบเล่นเกมนี้กันในวงเหล้ามากครับ เว้นแต่วันนี้ที่ผมรู้ดีว่าไอ้โอมต้องการอะไร ดังนั้นสิ่งควรทำต่อไปคือรีบคิดหาทางว่าจะหนีมันยังไง! “เออ เล่น ๆๆ ล้อมวง ๆๆ” เพื่อนคนอื่นส่งเสียงร้องรับกันระงมพลางกระเถิบตูดเข้ามารวมกันมากขึ้น แม้แต่ไอ้ปุณณ์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็เอากับเขาด้วย เป็นอย่างนั้นผมเลยได้เห็นหน้าไอ้โอมสะใจใหญ่ “เดี๋ยว ต้องอธิบายก่อน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะคราวนี้เรามีสมาชิกใหม่เป็นปุณณ์ ไอ้เป้อ แล้วก็น้องน็อต” สิ้นคำเกริ่นของไอ้โอม สามคนที่ถูกพูดถึงก็พยักหน้าหงึก ๆ ทันที ขณะที่ผมจ้องไอ้เชี่ยต้นคิดเขม็งเพราะรู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ “ขวดโซดานี้นะ เดี๋ยวจะหมุนกลางวง ถ้าไปหยุดโดนใคร ถูกถามอะไรต้องตอบ โอเคปะ?” “โห่ยยยพี่ ทุกอย่างเลยเหรอ” แล้วจากประสบการณ์ ยิ่งโวยวายแบบนี้ยิ่งโดนแกล้งว่ะเป้อ นี่มึงโง่หรือโง่วะ ไอ้โอมทำหน้าสะใจยกใหญ่ “เออ ไม่เล่นก็กลับไปเลย” “ได้ ไงอะ เออ ๆ เล่นก็เล่น” ไอ้เด็กหน้าตี๋บ่นอุบแต่ก็ยอมเออออตามรุ่นพี่โดยดี ผมเห็นแค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครจะเป็นเป็นผู้โชคดีรายแรก…. เชี่ยโอมแม่งหมุนขวดแม่นยังกะจับวาง ไม่รู้ทำไมเรื่องอื่นไม่เก่งขนาดนี้บ้างเหมือนกัน ขวดที่หมุนติ้วหยุดหันปากไปทางไอ้เป้ออย่างไม่มีอะไรผิดเพี้ยน “มึงโดนเลย เป็นไงล่ะโวยวายนัก” ผมได้ทีกัดมัน เห็นตาตี่ ๆ สองคู่นั้นเบิ่งโตสุดขีด(เท่าที่มันจะโตได้) เออ หน้ามึงก็ขำดีว่ะ ฮ่า ๆๆ ไอ้ โอมทำท่าคิดอยู่แว่บหนึ่ง ก่อนจะป้อนคำถามแจ็คพอตแตกให้ไอ้เป้อเป็นการประเดิม “มึงนอนกับเด็กคอนแวนต์มากี่คนแล้ว… ห้ามปฏิเสธ กูรู้นะ” แรงงงง!!! ผมพอจะรู้อยู่บ้าง ว่าไอ้เป้อมันโคตรเจ้าชู้ แต่ไม่เคยคิดว่าแม่งจะเป็นได้ขนาดนั้น ตอนนี้หน้ามันเหวอหนักกว่าเก่าเข้าไปอีก

“เฮ้ยยยย ไม่เคย!!!” “โกหก มึงโดนแน่….” เอาแล้วไง… ไม่รู้เป็นไร ใครเจอไอ้โอมขู่แบบนี้ เป็นไม่กล้าโกหกมันซักราย… ผมเห็นไอ้เป้อกลืนนํ้าลายเอื้อกพลางหันไปมองน้องน็อตเหมือนอยากขอตัวช่วย แต่ตอนนี้ไม่มีใครช่วยมึงได้แล้วว่ะ เสียใจด้วย พอรู้ว่าเลี่ยงไม่ได้แน่ ไอ้เป้อจึงส่ายหัวปลง ก่อนจะทำท่านับนิ้ว…. อะไรวะ! O.o ไอ้เด็กนี่!? “เอ่อ….. เอาเฉพาะคอนแวนต์ใช่ปะพี่” นั่น!!!!!!! “เออ เฉพาะคอนแวนต์” “ทุกคอนแวนต์เลยเหรอ” “มึงนี่เหี้ยกว่าที่กูคิดอีกนะเนี่ย” ไอ้โอมเริ่มด่า “เอาทุกคอนแวนต์นั่นแหละโว๊ย!!” ไอ้ เป้อพยักหน้าพลางนับนิ้วตัวเองต่อ “……… สี่.. เอ๊ย ห้า…. ห้าคนอะพี่….” แต่ดันถูกไอ้น้องน็อตถองศอกใส่ยิก “หก กูนับแล้ว” เฮ้ยยยย น้องผมมันขนาดนั้นเลย!!? เป้อมองหน้าไอ้น็อตงง ๆ ก่อนจะเถียง “กูนับได้ห้า” แต่ไอ้น็อตยังคงแย้งต่อ “นับพร้อมกันปะล่ะ” เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกมันจึงค่อย ๆ ไล่ชื่อกันทีละคน “โบว์ พี่แอม มีมี่ พิ้งค์ น้องเต็ม… ใครอีกวะ” “กูว่าแล้วมึงต้องลืมพี่หนิง” “เออ ๆ หนิงด้วย สรุปว่าหก…. หกครับพี่” มันตกลงกันยุกยิก ๆ ก่อนจะหันมาสารภาพกับพวกผมเสียงอ่อย เลยโดนลงโทษด้วยการรุมตบหัวมันรอบวงคนละทีด้วยความหมั่นไส้ “ป้องกันดี ๆ ล่ะเมิงงง!” กูล่ะปวดหัวกับเด็กพวกนี้จริง ๆ หลัง จากที่บังคับไอ้เป้อให้รับปากกันได้แล้ว ก็ถึงคิวเชือดรายต่อไป ซึ่งผมไม่ทันมองด้วยซํ้าตอนไอ้

โอมหมุนขวด มารู้ตัวอีกทีก็เห็นว่า ปากขวดที่หมุนหยุดอยู่ตรงหน้า……… คนข้าง ๆ ผม…. ซะแล้ว “ปุณณ์……..” เสียงเรียกชื่อนั้นทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งเฮือก ปุณณ์มองหน้าผมแว่บนึงก่อนมองตอบสายตาไอ้โอม “ว่าไง?” โบราณว่าใจดีสู้เสือครับ ยิ้มเข้าไว้นั่นแหละดีแล้วมึง! โอมพยักหน้ารับรอยยิ้มนั้นของปุณณ์อย่างโคตรเจ้าเล่ห์ ก่อนที่มันจะเริ่มถาม “ที่มึงตะโกนวันนั้น… จริงจังปะวะ” ไอ้สัด!!!! ชิบหายแล้วไง!!!!!!! ผมเลิ่กลั่กมองหน้าปุณณ์อย่างเก็บอาการไม่อยู่ แต่ดูเจ้าตัวมันไม่เก็ทเลย “ตะโกนไรวะ?” ปุณณ์ถามกลับ “ที่ หน้าตึกฟ. วันก่อน… อย่าบอกนะว่าจำไม่ได้ มึงโดน” เดาจากสีหน้า.. ผมคิดว่าตอนแรกไอ้ปุณณ์มันยังนึกไม่ออก แต่พอเจอสายตาไอ้โอมเข้าไปมันเลยนึกออกกะทันหัน แถมแม่งพอจำได้แล้วยังหันมามองหน้าผมทันทีอีกแน่ะ (กูไม่เกี่ยวนะโว๊ยยย) แน่นอนว่าผมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยกถ้วยสุกี้มากินต่อเหมือนคนไม่รู้เรื่อง โทษทีนะ แต่เรื่องนี้กูขอสละเรือว่ะ “ว่าไง จริงจังปะ” ไอ้โอมถามยํ้า ผมไม่ได้มองหน้าปุณณ์ด้วยซํ้าว่ากำลังเป็นแบบไหน ระหว่างที่เสียงทุ้มนั้นตอบชัดเจนว่า “จริงจัง” “เฮ้ย เรื่องไรวะ ๆๆ มึงอย่ารู้กันสองคนดิ๊!!!” ไอ้ปาล์มแหวขึ้นมาขณะที่ทุกคนยังงง ๆ กันอยู่ จนผมต้องถอนหายใจโล่ง เพราะดูเหมือนคนอื่นจะยังไม่รู้เรื่องนี้กัน แสดงว่าไอ้เชี่ยโอมมันอมพะนำเก่งพอตัว โอม ไม่ได้ตอบคำถามเพื่อนคนอื่น มันแค่ยิ้มแล้วเอื้อมมาตบไหล่ปุณณ์เบา ๆ เท่านั้น “ดีว่ะ กล้ารับด้วย กูหนับหนุน สู้ ๆ นะมึง” แล้วนี่ใช่เวลามาควรดีใจปะวะ…. ผมว่าไม่… เพราะตอนนี้เชี่ยโอมกำลังมองหน้าผมแปลก ๆ จนชักเดาออกว่าเหยื่อรายต่อไปจะเป็นใคร ขณะที่มันกำลังจะหมุนขวดโซดานั้นเอง

“เชี่ย!!!!!! ปวดขี้!!! เดี๋ยวมานะ” ผมชิงตะโกนแล้วผุดลุกทันทีไม่ให้โอกาสมันได้หมุนขวดทัน หึหึหึ มุกนี้ใช้ประจำอยู่ครับ ถ้าไอ้โอมจะรู้ทันก็ไม่แปลก “ไม่ได้โว๊ยยยยยยยยยย ตานี้จบก่อน!!!” “ไม่ ทันโว๊ยยยยยยยยยย ขี้จะราด กูไปแล้ว ๆๆๆๆๆ” ผมโวยวายพลางรีบใส่เกียร์หมาแล้วโกยแน่บเร็วจี๋จากลานประหารมุ่งสู่ประตู ห้องนํ้าทันที ฮ่า ๆๆ เอาวะ! อย่างน้อยก็รอดได้ประมาณสิบห้านาที เข้าไปแกล้งท้องเสียดีกว่า หรือจะหลับในห้องนํ้าไปเลยดี? เมื่อ วิ่งมาถึงหลุมหลบภัย ผมก็เปิดประตูห้องนํ้าผลัวะ ก่อนจะปิดฝาชักโครกแล้วล้มตัวนั่งตั้งท่าจะหลับรอเวลา ยิ่งพอได้อิงหัวตัวเองกับฝาผนังแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาอย่างประหลาด อาจจะเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ที่เพิ่งซัดเข้าไปก่อนหน้านี้ด้วย เสียง พวกข้างนอกเฮฮาโวยวายดังลอดมาเป็นระยะ กระตุ้นต่อมเสือกผมให้อยากทำงาน คิดแล้วก็แอบเสียดายนิดหน่อยว่ะ เพราะความลับคนอื่นมันยั่วต่อมอยากรู้ผมชิบหาย (นิสัยแย่ใช่ปะครับ ฮ่า ๆ) แต่กฏของเกมนี้คือห้ามเอาเรื่องที่รู้ในวงออกไปพูดต่อ ดังนั้นโอกาสจะได้ฟังอีกเท่ากับศูนย์ ทำเอาผมโคตรเซ็ง…. แต่อย่างน้องคงดีกว่านั่งเสนอหน้าให้ไอ้โอมมันเชือดล่ะมั้ง ผม คิดพลางเอนหัวไปมาเพราะเริ่มเคลิ้มอยากหลับทีละนิด ๆ… แต่ในระหว่างที่กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ เสียงคำตอบจากปุณณ์เมื่อครู่ก็แว่วมาในความคิดให้ผมได้อมยิ้มอย่างปิดไม่มิด ซะก่อน… หึหึ….. เพราะถึงแม้ผมจะไม่ได้เห็นสีหน้ามันตอนพูด แต่ถ้าไม่ได้หลงตัวเองเกินไป ก็คิดว่าพอจะเดาออกดี… ปุณณ์เป็นอย่างนี้เสมอ.. ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ผิดกันกับผม ที่บางทีก็วิ่งหนีตัวเองอย่างโง่ ๆ เหมือนที่กำลังทำอยู่ตอนนี้เป็นต้น เวลา ผ่านไปขณะหนึ่งระหว่างที่ผมมัวแต่นั่ง ๆ นอน ๆ ในห้องนํ้านานพอดู (หลับไปหนึ่งงีบเต็ม ๆ เลยครับ) จนก้มลงมองนาฬิกาตัวเองอีกทีก็พบว่าเวลาล่วงเลยมากกว่า 45 นาที (ชักจะหายใจไม่ออก) ผมจึงคิดเอาเองว่าป่านนี้พวกมันคงเลิกเล่นเกมบ้านั่นแล้ว งั้นก็ออกไปดีกว่า

‘แอ๊ดด’ “เชี่ยแม่ง ไอ้ตัวแสบออกมาแล้ว!!!!!! ฝากไว้ก่อนเหอะมึง!!!” พอโผล่หัวปุ๊บก็โดนด่าปั๊บเลยครับ ฮ่า ๆๆ ไม่มีอะไรพลิกโผแม้แต่น้อย ผมเดินทำหน้าเหนือเข้าไปหาพวกมันที่กำลังเริ่มป๊อกว้อดก้ากันอยู่ “มึงเล่นกูไม่ได้หรอก แล้วเมื่อกี้มีใครโดนแฉไรมั่งวะ อยากรู้” ‘ผัวะ!!’

นี่เป็นรางวัลของคนอยากเสือกแต่ไม่อยาากเสี่ยงครับ อู่ยยย เจ็บ ไอ้เชี่ยเก่งแม่งมือหนักสัด ๆ ผมลูบหัวตัวเองทันที “หนี แล้วยังมีหน้ามาถามอีกนะมึง ห้ามใครเล่าให้ไอ้โน่ฟังเด็ดขาดดด” ลองมันพูดแบบนี้แสดงว่าแม่งโดนเองแน่ ๆ หึหึหึ ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยหลอกถามไอ้น้องน็อตวันหลังก็ได้ ไอ้นี่มันซื่อครับ ผมรู้ หึหึหึ ผมรับแก้วป๊อกมาจากมือไอ้โด่งพร้อมกับความรู้สึกว่าวงเหล้าคนน้อยลงไป… จนเมื่อหันรีหันขวางจึงได้พบว่า ปุณณ์ไม่อยู่? “ปุณณ์ไปไหนวะ?” ผมเอ่ยปากถามถึงสมาชิกที่หายไปทันที “พ่อมึงงอนมึงกลับบ้านไปแล้ว” แต่ไอ้เหี้ยรถเก๋ง… คนเขาถามดี ๆ ก็ช่วยอย่ากวนตีนได้มั้ย! ผม ด่ามันกลับ “สาดด เอาดีดี ขึ้นไปเข้าห้องนํ้าเหรอ” เพราะเมื่อกี้ผมนอนในห้องนํ้าข้างล่างครับ เลยคิดว่ามันอาจขึ้นไปเข้าข้างบนแทน แต่ไอ้พวกนั้นกลับยักไหล่กัน “เปล่า กลับบ้านจริง ๆ อยู่ดี ๆ ก็ขอตัวกลับ” คำตอบจากไอ้พ้งดังข้ามขวดวอดก้าที่มันกำลังจัดการมา ซึ่งแน่นอนว่าทำเอาผม งง???? “อะไร ของแม่งวะ ไม่ลาเจ้าของบ้านเลย” ผมบ่น ๆ พลางยกเหล้าป๊อกตรงหน้าขึ้นซดรวดเดียวหมด แต่เชี่ยแม่งผสมเค็มชิบหาย ไม่รู้เพราะเกลือเยอะหรือขี้มือใครหล่นลงไปกันแน่ ไอ้ คมยื่นมือมาช่วยรับแก้วป๊อกจากผมไป ก่อนจะส่งต่อให้พ้งคนรับหน้าที่ป๊อกเหล้าประจำคืนนี้ ข้าง ๆ ผมที่เคยเป็นปุณณ์ ตอนนี้แทนด้วยน้องน็อตผู้กำลังผะอืดผะอมกับเหล้าของพี่ ๆ ที่พยายามกรอกให้

มันอยู่ ผมมองใบหน้าแดงจัดนั้นขำ ๆ พลางสังเกตเห็นว่ามือถือตัวเองหล่นอยู่หลังน้องมัน “อ้าว มือถือกูหล่นอยู่นี่เหรอ” มิน่าล่ะ ตอนอยู่ในห้องนํ้าหาไม่เจอ อดเล่นเกมเลย ต้องนอนสถานเดียว น้อง น็อตเหลือบไปมองไอโฟนหลังผมตัวมันแล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก “ใช่คับ เมื่อกี้พี่โอมเอาคลิปพี่โน่ตอนปั้นข้าวเหนียวไปยัดตรารถเบ็นซ์อธิการให้พี่ ปุณณ์ดูด้วย” “เล่นแรงนะนั่น มันเป็นเลขาสภาฯนะมึง ฟ้องอธิการเมื่อไหร่กูเด้งตามไอ้กอล์ฟเลย” ผมหันไปด่าไอ้โอมก่อนจะนึกอะไรบางอย่างออก “เฮ้ย…. แล้วมึงให้มันดูยังไงอะ หาให้มันเหรอ!?” โอมเงยหน้าจากมะนาวที่กำลังบีบอยู่ในมือมาตอบคำถามผม “เหอะะ กูให้มันหาเอง มันก็ใช้มือถือมึงเป็นนิ่” ถึงตรงนี้มือผมเย็นเฉียบขึ้นมากะทันหันทั้งที่แอร์ไม่ได้เย็นเท่าไหร่ “แล้วมันพูดว่าอะไรรึเปล่า” โอมทำหน้าคิด ๆ ก่อนจะตอบ “แม่งเส้นลึกกว่าที่คิดหวะ นึกว่าจะขำ แต่เห็นแค่ทำหน้านิ่ง ๆ แล้วก็ขอตัวกลับบ้าน” “กูว่ากลับไปฟ้องอธิการแน่มึง” เสียงไอ้คมเสริมพลางหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกับเพื่อนคนอื่น ๆ ขณะที่ผมเริ่มจับใจความได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร “ชิบหายแล้วไงกู……..” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ มีแต่น้องน็อตเท่านั้นที่ได้ยิน “มีอะไรอะพี่โน่?”

แต่ ไม่ว่าจะเป็นเรี่ยวแรงหรือเสียงตอบ ผมก็ไม่เหลืออีกแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือลุกพรวดพราดยืนขึ้นโดยไม่สนใจเพื่อนที่ตกใจกัน ด้วยซํ้า “เดี๋ยวกูมา!” ใจผมไปถึงหน้าบ้านปุณณ์ก่อนจะทันสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์เสียอีก

37th CHAOS ที่ หน้าบ้านภูมิพัฒน์เวลาเที่ยงคืนกว่า… ผมเบรครถมอเตอร์ไซค์จอดหน้ารั้วประตูอัลลอยด์ที่ปิดสนิทจนไม่รู้จะหาวิธีดอด เข้าไปยังไง เบื้องหน้าผมคือบ้านหลังใหญ่ถูกปกคลุมด้วยความมืด เหลือเพียงหน้าต่างบานเดียวเท่านั้นที่ยังคงสว่างโร่อยู่… เป็นหน้าต่างบานที่ผมรู้จักดี ผม ยืนมองหน้าต่างห้องปุณณ์พลางถอนหายใจยาว เพราะไม่รู้เลยว่าเจ้าของห้องนั้นกลับมาด้วยความรู้สึกแบบไหน ปุณณ์ช็อคมากหรือเปล่ากับสิ่งที่ได้เห็น หรือปุณณ์โกรธผมมากหรือเปล่า ที่ปล่อยให้ปุณณ์รู้ด้วยวิธีที่เชี่ยที่สุด “เหี้ย เอ๊ย…” ผมสบถด่าตัวเองพลางทุบแฮนด์มอเตอร์ไซค์อย่างอารมณ์เสีย ไม่น่าปล่อยให้เรื่องทั้งหมดกลายเป็นแบบนี้เลย ถ้าเพียงแค่ผมใจแข็ง บอกกับปุณณ์ด้วยปากผมเองสักนิด ปุณณ์ก็คงไม่รู้สึกแย่ขนาดนี้… อย่างน้อย ๆ มันก็อาจจะรับรู้บ้าง ว่ายังมีผมที่พร้อมยืนอยู่ข้าง ๆ มัน ไม่ใช่ปล่อยให้มันเห็นเองแล้วต้องหนีกลับมา เหมือนกับมันไม่เหลือใครแล้วแบบนี้ ผม มองหน้าต่างห้องบานนั้นที่ยังคงติดไฟอยู่อย่างทุรนทุรายใจ เพราะอยากเข้าไปหาแล้วอธิบายทุกอย่างให้ฟังใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้าแม้กดออด ผมภาวนาให้ปุณณ์มองเห็นผมที่ยืนร้อนใจอยู่ตรงนี้ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่ามันจะเดินมาตรงหน้าต่างเลย ไอ โฟนเจ้าปัญหาที่ทิ้งนํ้าหนักอยู่ในกระเป๋ากางเกงผมเหมือนกำลังร้องบอกให้ใช้ งานมันเพื่อไถ่โทษ ผมชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก ‘ได้ แค่เพื่อนก็ดีเท่าไหร่ แม้จะได้แค่เพียงใกล้กัน ใครคนนั้นคงไม่ว่า.. ช่วยไม่ได้ถ้ารักเขาก่อน ฉันต้องซ่อนอาการมากมาย ไม่ให้เธอรับรู้ได้จากสายตา…’

caller ring ของปุณณ์ยังคงเป็นเพลงเดิม (ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเพลงอะไร ต้องขอบคุณไอ้ง่อยที่เอามาเปิดในห้องชมรมเมื่อวันก่อน) แต่ไม่เหมือนเดิมตรงที่ผมต้องฟังเพลงนี้วนซํ้า ๆ ซํ้า ๆ ซํ้า ๆ หลายต่อหลายรอบ โดยไม่มีทีท่าว่าปลายทางจะยอมรับสายเลย ผม เพียรกดเบอร์นั้นใหม่ซํ้าแล้วซํ้าเล่าด้วยใจไม่ยอมแพ้ แม้จะรู้ว่ามันน่ารำคาญขนาดไหน เวลามี

ใครพยายามโทรหาเราซํ้า ๆ ขณะที่เราไม่อยากคุย แต่ผมก็ไม่อยากปล่อยให้ปุณณ์อยู่กับความเข้าใจผิดแบบนั้นทั้งคืนจริง ๆ Caller ring เพลง นั้นของมันยังคงดังในหูอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของเจ้าของห้อง ที่โผล่มาหลังหน้าต่าง….. ปุณณ์ยืนมองผมนิ่งอย่างนั้น ก่อนมือถือผมจะร้องดังเป็นเสียงเตือนข้อความเข้า ‘ขอผมอยู่คนเดียวซักพักนะ แล้วจะติดต่อไป’ sender : ปุณณ์ สภาฯ แล้วผมควรจะทำอะไรอีก…. นอกจากปล่อยให้ปุณณ์ได้อยู่เงียบ ๆ ตามที่ต้องการ *** วัน เสาร์ผมตื่นมาด้วยอาการปวดหัวอย่างหนักเพราะเมื่อคืนพอกลับถึงบ้านก็ซัดเอา ๆ แบบไม่ดูสภาพตัวเองเลยว่าเพลียแค่ไหน ไอ้พวกเพื่อนเวรก็รักผมกันจริง ๆ รินได้รินดีไม่มีพร่อง แถมหลังจากที่หมดว้อดก้าหนึ่งขวดและเบียร์อีกหนึ่งลังแล้ว ยังเสือกมีอารมณ์บึ่งมอไซค์ออกไปซื้อเหล้าขาวมาผสมกระทิงแดง นํ้าแดง โซดา ทำสูตรพั้นช์นรกของพวกมันกันต่ออีก จนสุดท้ายไอ้เป้อไอ้น็อตแพ้ภัยตัวเอง อ้วกหลับกองบนพื้นอย่างคนหมดสภาพ ส่วนไอ้เก่ง ไอ้โด่ง ไอ้คม ไอ้รถเก๋ง หลับกระจัดกระจายบนโซฟาหน้าทีวี โดยมี ผม ไอ้ปาล์ม ไอ้พ้ง ไอ้เอ็ม ไอ้เคน นอนเกยทับเอกเขนกกันบนพรมหน้าโซฟาอีกที ส่วนไอ้โอมหายไปไหนน่ะเหรอ… ก็เสือกมีแรงตะกายขึ้นไปนอนสบายในห้องผมไงล่ะ ไอ้เลวววววว ผม สะดุ้งตื่นเพราะเสียงจานชามขวดเหล้ากระทบกันขณะพี่อิมกับพี่แอนช่วยกันเก็บ ของอยู่ (เขาไม่ได้นอนบ้านผมครับ มาตอนเช้า ตอนเย็นก็กลับ) จนต้องลุกขึ้นมาเกาหลังที่ไม่มีอะไรปกคลุมเลย

เนื่องจากเสื้อถูกถอดออกตั้งแต่เมื่อคืนที่เมาจนร้อนมาก ๆ ก่อนจะน็อคสลบกลายเป็นชีเปลือยเหลือแต่บ๊อกเซอร์ตัวเดียวกันถ้วนหน้าทุกตัว ทุกคน “น้องโอมไปไหนล่ะน้องโน่~~” เสียงพี่อิมกระซิบกระซาบถามผมอย่างบอกจุดประสงค์สุด ๆ หึหึหึ… อยากดูแผ่นอกสีนํ้าผึ้งของไอ้โอมล่ะสิ! ฝันไปเหอะพี่อิม ไอ้โอมนี่ก็สงสัยจะแอบรู้ทัน เพราะมันกระแดะขึ้นไปนอนห้องข้างบนเก็บตัวเรียบร้อยเฉย… ผมกระพริบตาถี่ ๆ ไล่ความง่วง จนทันทีที่รู้สึกว่าเรี่ยวแรงกลับมา สิ่งแรกที่ผมควานหาคือโทรศัพท์ ไอโฟนผมกลิ้งอยู่ไม่ไกลนักพอให้คว้ามาได้ แต่ภาพที่เห็นคือทุกอย่างปกติ.. ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…. ไม่มีแม้แต่ missed call เดียวจากปุณณ์ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองยิ้มไม่ออก.. “ตื่น ไม่ปลุกเลยหวะสัด” เสียงไอ้เอ็มบ่นงัวเงีย ๆ สงสัยผมคงขยับจนไปสะกิดมันตื่นเข้าให้ ก่อนที่มันจะบิดขี้เกียจไปมาจนมือป่ายถูกขาไอ้คมให้สะดุ้งด้วยอีกคน ส่วนไอ้คมก็ขยี้ตาจนศอกไปกระทุ้งรถเก๋งมันเลยตื่นด้วยอีกราย ในที่สุดกลายเป็นมหกรรมสะกิดต่อไปเป็นทอด ๆ จนตื่นครบกันทุกคน เหลือแต่ไอ้ห่าที่เสือกดอดขึ้นไปนอนข้างบนตัวเดียว “เดี๋ยว กูเดินไปปลุกไอ้โอมเอง” ผมอาสาพลางค่อย ๆ ลุกแล้วเดินเกาหัวขึ้นบันไดชั้นสองไป ลากขาอย่างมึน ๆ อยู่แป๊บหนึ่งก็มาถึงหน้าห้องนอนตัวเองที่ปิดประตูอยู่ แถมยังมีไอเย็นของแอร์ลอดออกมาอีก นี่มึงขึ้นมานอนเตียงสบายไม่พอ ยังเปิดแอร์ด้วยนะไอ้เชี่ย!!!!!!!!!!!!!!!!! ผมเข่นเคี้ยวอย่างนึกแค้นก่อนจะผลักประตูแรง ๆ เข้าไป “เชี่ยโอม!!!!!!!!!!!! ตื่นเลยมึง!!!!!!!! ไอ้สัด! เหม็นเหล้าแล้วยังเสือกนอนบนเตียงกูอีก มึงลุกแล้วดึงผ้าปูที่นอนให้กูเดี๋ยวนี้เลยนะ ไอ้ห่า ตื่นโว๊ย!!!!!!!!” โวยวายดังขนาดนี้ไม่ตื่นก็หูหนวกแล้วครับ! แต่ไม่รู้ว่า

ไอ้เชี่ยโอมแม่งหูหนวกหรือกวนตีนกันแน่ เพราะยิ่งผมโวยวายดังเท่าไหร่ มันก็ยิ่งหันหนีเอาหัวไปซุกกับหมอนมากเท่านั้น ผมตรงดิ่งไปกระชากหมอนออกจากหัวมันทันที “ตื่น!!!!!!!!!!……… หรือต้องให้น้องมิกมาปลุก?” ได้ผลว่ะ พูดคำหลังเบากว่าคำหน้าตั้งเยอะ แต่แม่งเสือกชูนิ้วกลางตอบผมได้เฉย “กวนตีนนะมึง” ไม่เท่ามึงหรอกกก! ไอ้ โอมเกาอกเกาแขนนิดหน่อยก่อนจะยอมลุกขึ้นนั่งบนเตียงแต่โดยดี ผมส่ายหัวให้ท่าทางยังไม่ค่อยตื่นนั้นของมันก่อนจะเลยไปคว้าผ้าขนหนูสองสาม ผืนออกมาจากตู้ “อะ อาบนํ้า อาบบนห้องกูปะ พวกข้างล่างคงอาบข้างล่างกัน” ผมถามพลางเดินนำเข้าห้องนํ้าไปก่อน โดยเปิดประตูทิ้งไว้ จัดแจงถอดบ็อกเซอร์แล้วเข้าไปบิดฝักบัวให้นํ้าไหลมากระทบขอบอ่าง เสียง กึกกักด้านหลังบอกว่าไอ้โอมกำลังตามมา “เออดี โคตรเหนียวตัวชิบหาย” มันบ่นพลางถอดเสื้อผ้าแล้วคว้าฝักบัวในมือผมไปรดหลังมันเองบ้างก่อนจะสั่ง “มึงขัดหลังให้กูหน่อยดิ่ ขี้ไคลเยอะว่ะ” อ้าวเฮ้ย!… ไอ้ห่านี่!? กูไม่มีแรงมั่งเหอะ ผม ปฎิเสธมันทันที “ขี้เกียจ สาดดด” แต่แม่งไม่รู้จักฟัง.. ไอ้เชี่ยโอมดึงผมลงไปนั่งในอ่างก่อนจะหันหลังมาเป็นเชิงว่า ยังไงก็ต้องขัด… เลววว “เดี๋ยว กูก็ขัดให้มึงไง แลกกัน” มันยังยื่นข้อเสนอต่อ.. เอาวะ ช่างแม่ง.. เหนียวตัวแบบนี้ก็อยากขัดขี้ไคลออกเหมือนกัน ผมส่ายหัวพลางรดนํ้าแล้วถูหลังให้มันแรง ๆ อย่างช้า ๆ.. ผม กับโอมเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กครับ เพราะตอนป.สองเราเรียนห้องเดียวกัน แถมยังเสือกซวยนั่งข้าง ๆ กันอีก แต่ความซวยไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะพ่อไอ้โอมดันเป็นอาจารย์ของครูที่สอนเปียโนผม มันก็เลยมานั่งเรียนเปียโนกับผมอีก! (ไม่ให้พ่อสอนเองวะ!!) ดังนั้นผมเลยสนิทกับมันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บ้านเราก็สนิทกันครับ เวลาป๊าม๊าผมไปไหนมักจะซื้อของมาฝากด็อกเตอร์แหวน (พ่อไอ้โอม) เสมอ

เรื่อง อาบนํ้าด้วยกันของพวกเราผู้ชายก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ จริง ๆ แล้วผมอาบนํ้ากับใครก็ได้ไม่ค่อยอายเท่าไหร่ (แบบว่ามั่นใจขนาด หึหึหึ) โดยเฉพาะกับไอ้โอม ที่โดนจับแก้ผ้าอาบนํ้าด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ (บางทีเรียนเสร็จดึก ๆ ด็อกเตอร์แหวนไม่อยู่ มันก็มานอนบ้านผมประจำครับ) อาบกับมันเลยเหมือนอาบกับเป็ดลอยนํ้าอะ ไม่ได้มีความรู้สึกอะไร มันเองก็เหมือนกันครับ เราสนิทกันมาก จนผมคิดว่าไม่มีเรื่องไหนของมันที่ผมไม่รู้… แต่…. “มึง คบอยู่กับน้องมิกเหรอวะ” เรื่องที่ได้รู้โดยบังเอิญเมื่อคืน ทำเอาผมตกใจไม่น้อย…. ไม่ใช่ตกใจที่รู้ว่ามันคบกับน้อง แต่ตกใจที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนต่างหาก เสียงไอ้โอมถอนหายใจยาว “ปล่าว…. ไม่มีอะไรจริง ๆ” แต่ผมไม่ค่อยอยากเชื่อ.. “มึง ทำไมไม่บอกกูวะ.. กูเสียใจว่ะ” ผมบอกกับมันตรง ๆ เพราะรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ เห็นไอ้โอมหันมามองผมแว่บนึง ก่อนจะถอนหายใจแล้วหันหน้ากลับไปตามเดิม “กูกะน้องเค้าไม่ได้มีอะไรจริง ๆ… มึงกับไอ้ปุณณ์เหอะ คิดว่ากูไม่รู้สึกอะไรรึไง” แต่ทำไมอยู่ ๆ มาเข้าตัวเองเฉยเลยอะครับ.. ? ผมได้ฟังดังนั้นก็ถอนหายใจยาวกว่าไอ้โอม “กูกับปุณณ์ก็…. เพื่อนกัน” ถึงตรงนี้ท่าทางมันดูฟึดฟัด “ปากแข็งนะมึงอะ หันหลังไป กูเจ็บแล้ว ตามึงมั่ง” แน่นอนว่าผมยอมทำตามคำสั่งมันแต่โดยดี เรา เปลี่ยนตำแหน่งคนโดนขัดกับคนขัดกันนิดหน่อย ก่อนเสียงไอ้โอมจะเริ่มพูดต่อ “มึงไม่เห็นกูเป็นเพื่อนแล้วใช่ปะ” โห… แต่ถ้าคิดแบบนี้ผมขอเวลานอก หันไปโบกกะบาลมันซักทีเหอะว่ะ “ไอ้เชี่ย!!! พูดงี้อีก กูต่อยแน่” มัน เพิ่มนํ้าหนักที่ขัดหลังผมลงไปอีกจนชักแสบ “อยากต่อยมึงเหมือนกัน.. กูอุตส่าห์ไม่ถาม รอให้มึงบอก แต่มึงก็ไม่… มึงรู้ปะ กูคิดบ่อย ๆ ว่าสงสัยมึงไม่ไว้ใจกูแล้ว” ได้ยินอย่างนั้นผมจึงต้องรีบปฏิเสธ “เฮ้ย! ไม่ใช่นะเว้ย… แต่กูไม่รู้จะเล่ายังไงดีว่ะ.. ความสัมพันธ์

มัน… กํ้ากึ่ง… กูพูดไม่ถูก” ผมพยายามอธิบาย แต่ก็ไม่รู้จะหาคำไหนมาจำกัดความดี จึงเริ่มวักนํ้าในอ่างเล่น เพราะตอนนี้เริ่มขึ้นมาถึงบริเวณเอวแล้ว ไอ้ โอมส่ายหัว “ช่างเหอะ แต่พวกมึงโอเคใช่ปะ..” มันว่าขณะที่ผมอมยิ้ม เพราะโอมเป็นอย่างนี้เสมอ.. แม้บางครั้งจะปากหมา (ไม่ใช่บางครั้งแล้วว่ะ ตลอดเวลามากกว่า) แต่มันก็เป็นห่วงผม จนหากจะถามว่านอกจากป๊ากับม๊าแล้ว มีใครคอยดูแลเป็นห่วงเป็นใยผมมากที่สุด ผมก็ไม่ลังเลที่จะตอบว่าคือใคร… “ก็มั้ง….” ไอ้ โอมยังคงพูดต่อ “แล้วเมื่อคืนปุณณ์โกรธไรมึงอีกอะ กูเห็นท่าแม่งแปลก ๆ หรือมึงไปเอากะใครแล้วอัดคลิปไว้ในนั้น” โห…. ไอ้ห่านี่สงสัยจะมีตาทิพย์ว่ะ เล่นเดาซะ ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง ผม วักนํ้าจากเอวมารดเข่าตัวเองเซ็ง ๆ “เรื่องนี้กูเล่าไม่ได้จริง ๆ ว่ะ มันไม่ใช่เรื่องของกูเองด้วย… โทษทีนะ” ว่าแล้วก็หันไปเอื้อมมือตบแขนมันที่ถูขี้ไคลให้ผมอยู่ข้างหลังสองสามที ไอ้โอมตบไหล่ผมเบา ๆ กลับมาเป็นคำตอบ “เออ ดี ๆ นะมึง มีไรก็บอกได้ กูก็ช่วยไม่ได้มากหรอก ไม่เคยมีประสบการณ์ว่ะ แต่เรื่องเสือก เอ๊ย.. เรื่องรับฟัง กูทำได้” นั่นไง.. มันเผยธาตุแท้ออกมาแล้วครับ ผมล่ะอยากหันไปต่อยมันจัง แต่ติดแค่ขี้เกียจ เปลี่ยน เป็นถามเรื่องที่ค้างไว้ดีกว่า… หึหึหึ “แล้วมึงกะน้องมิกอะ ว่าไง จะเล่าไม่เล่า” อย่านึกว่ามึงเนียนไม่พูดแล้วกูจะจำไม่ได้นะว๊อยย เชี่ย โอมแค่นหัวเราะตอบผมหึหึ “เอาไว้กูศึกษาจากมึงสองคนก่อนค่อยว่ากัน” มันตอบแค่นั้น ก่อนจะคว้าฝักบัวมารดหลังไล่ก้อนขี้ไคลให้ผมอย่างไม่เปิดช่องให้ซักต่อ ผมน่าจะรู้ว่าไอ้ห่านี่แม่งเอาเปรียบตลอดด *** กว่า พวกเราทั้งสิบสองคนจะอาบนํ้าแต่งตัว แย่งกันกินข้าวที่พี่อิมพี่แอนทำเสร็จ ก็ปาเข้าไปบ่ายแก่

ๆ แล้วครับ เพื่อนและน้องของผมทุกคนในชุดนักเรียนกางเกงนํ้าเงินรองเท้าหนังเต็มยศทยอย เดินกันออกจากประตูบ้านพลางรํ่าลาพี่อิมพี่แอนกันเสร็จสรรพ พร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะกลับมาถล่มบ้านผมใหม่เมื่อป๊าม๊าไม่อยู่ (เลวกันจริงนะมึง!) ผม เดินไปส่งพวกมันที่หน้าปากซอยบ้าน จนขึ้นแท็กซี่กันครบทุกคน โดยมีไอ้โอมเป็นคนสุดท้าย.. ก่อนกลับไปมันหันมาตบบ่าผมสองทีเป็นกำลังใจ ผมเองก็ฉีกยิ้มกว้างให้มันเช่นกัน ท้าย รถแท็กซี่ของไอ้โอมลับตาไปซักพักแล้ว แต่ผมบังเกิดความรู้สึกขี้เกียจเดินเข้าบ้านกะทันหันขึ้นมาเสียก่อน พอก้มมองนาฬิกาดูก็พบว่าเป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่า จึงตัดสินใจโบกแท็กซี่ไปซื้อของในวิลล่า โทษฐานขนมในบ้านถูกไอ้พวกห่านั่นซัดลงกระเพาะซะหมดเกลี้ยง ราบเป็นหน้ากลอง ถนน วันเสาร์โล่งสบาย ๆ ครับ ผมใช้เวลาแป๊บเดียวในการบึ่งแท็กซี่จากซอยบ้านมาเจอเวนิว (มิเตอร์ขึ้นไม่ถึงสี่สิบบาทเลยด้วยซํ้า) หลังควักเงินจ่ายให้คนขับแล้ว ผมก็เดินหลบแดดเข้าไปในซุปเปอร์มาเก็ตที่แวะเวียนมาตุนขนมเป็นประจำ แต่แค่ย่างเท้าเหยียบพื้นซุปเปอร์มาร์เก็ต มือถือผมก็ร้องแหกปากทันที ‘ขอให้เจ้าภาพจงจาเริ๊นนนนน คิดเงินให้ได้เงินนนน คิดทองให้ได้ทองงงงง ขอให้เจ้าภาพจงเจริญญญญ’ ปุณณ์!? ชื่อ นี้คือชื่อแรกที่แว่บเข้ามาในความคิดผมหลังจากได้ยินเสียงมือถือร้องดังใน กางเกง เลยกลายเป็นความลนลานรีบหยิบโทรศัพท์ออกมา เพื่อจะพบว่าหน้าจอที่กำลังโชว์รูปและเบอร์คนโทรเข้ามาหรา เป็นหน้าของ…. ยูริ… ผมถอนหายใจยาวพลางกดรับเหมือนคนไม่มีแรง “ว่าไงครับ”

“เพิ่ง ตื่นเหรอโน่ ทำไมเสียงเพลียจัง” แต่สงสัยจะแสดงออกมากไปหน่อยว่าไม่อยากคุย.. ผมจึงรีบสะบัดหัวตัวเองไม่ให้เอาความหงุดหงิดไปลงกับยูริทันที “เปล่า ๆ ตื่นนานแล้ว นี่ออกมาวิลล่าน่ะ” ผมตอบพลางเข็นเอารถเข็นเพื่อเดินเลือกขนมในซุปเปอร์ไปด้วย ขณะที่เสียงยูริยังคงดังแจ้ว ๆ มาตามสาย “แล้ว พรุ่งนี้โน่ไปไหนรึเปล่า ดูหนังกับยูนะ ๆๆ” เอาแล้วไง… โรคขี้อ้อนของยูริมาอีกแล้ว เราเพิ่งจะไปซื้อของด้วยกันมาไม่ใช่หรือไง.. ผมยิ้มแหย ๆ กับโทรศัพท์ที่รังสีตัวอ้อนเริ่มแผ่ แต่ครั้งนี้ผมไม่เหลือกะจิตกะใจจะไปทำอะไรแล้วจริง ๆ “ผมเพลียอะครับ… ขอนอนอยู่บ้านได้มั้ย ไว้วันอื่นนะ” คำปฏิเสธของผมคราวนี้คงจริงจังมากพอจะทำให้ยูริหยุด เธอ อ้อมแอ้มตอบรับผมอย่างไม่คิดเซ้าซี้ต่อ “เหรอ…. ไม่เป็นไร โน่พักเถอะ แล้วนี่ไปทำอะไรมาถึงเพลียขนาดนั้น” แต่ถ้าจะให้บอกว่ากินเหล้าเมื่อคืนคงไม่ดีแน่ ระหว่างที่ผมกำลังเดินคิดข้ออ้างเพื่อหาข้อแก้ตัวอยู่นั้นเอง พลันเสียงแจ้ว ๆ ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็มาดังอยู่ไม่ไกลนักเสียก่อน

“พี่โน่!!!” ผมแทบจะทำโทรศัพท์หลุดจากมือ เมื่อเห็นร่างเล็ก ๆ ของน้องแป้งยืนประจันอยู่ตรงหน้า

38th CHAOS “พี่โน่!!!” ผม สะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นน้องแป้งยืนเลือกขนมพลางเรียกชื่อผมอยู่ จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่านานเท่าไหร่ที่ผมไม่ได้เจอกับน้องแป้ง แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่จังหวะเหมาะสมที่จะเจอกันเลยเช่นกัน… “ยู ริ… เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะครับ บาย..” ผมรีบวางสายโทรศัพท์ พลางพยายามคลี่ริมฝีปากให้น้องแป้งที่ยืนยิ้มเผล่มาทางผมอยู่ แต่ยังไม่ทันที่เราจะได้คุยอะไรกันดี เสียงจากบุคคลที่สามก็ดังขึ้นก่อน “แป้งคะ เบ้กกิ้งโซดาอยู่ตรงนู้น เอาแบบไหนอะ พี่เลือกไม่ถูก” ผมไม่รู้จะดีใจหรือรู้สึกยังไงดี เพราะปุณณ์มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว.. เรายืนมองกันสักพัก เห็นนัยน์ตาคมคู่นั้นเบิกกว้างอย่างตกใจเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ฝืนแค่นยิ้มให้ผม “อ้าว.. โน่” “เออ… หวัดดี… มาทำไรกันอะ” กูนี่มันถามอะไรโง่ ๆ ออกไปแท้ ๆ คนเขามาซุปเปอร์อยากทำไร่ไถนามั้ง ผมนึกด่าตัวเองในใจ แต่ น้องแป้งไม่ใช่คนกวนตีนแบบนั้นหรอกครับ ผมรู้ เธอคลี่ยิ้มกว้าง พลางกระโดดมายืนข้างผม “มาซื้อของไปทำคุกกี้ พี่โน่ไปกินนะ ๆๆๆๆ” ซํ้ายังสวมวิญญาณยูริ อ้อนผมแจทันที ผมยืนอึกอักมองเด็กหญิงตรงหน้าสลับกับปุณณ์อย่างไม่รู้ควรให้คำตอบยังไง ใน ที่สุดปุณณ์ก็ตัดบท “แป้งคะ… พี่โน่เขาไม่ว่างหรอก อย่ากวนพี่โน่สิ” มันเอ็ดน้องพลางมองหน้าผมแล้วถอนหายใจ.. ผมรู้ปุณณ์ยังเข้าใจผิดอยู่ แล้วก็รู้ด้วยว่ามันไม่อยากให้ผมไปบ้านตอนนี้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเมื่อไหร่ล่ะที่เราจะเข้าใจกัน “พี่ ว่างครับ เดี๋ยวไปช่วยชิมนะ” ผมชิงตอบรับคำชวนนั้นด้วยตัวเองทันที นำให้น้องแป้งกระโดดดีใจ

ยกใหญ่… ส่วนปุณณ์ผมไม่รู้ว่าเป็นยังไง เพราะไม่มีความกล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองมัน.. ตลอด ทางบนรถแท็กซี่ ผมเงียบเกือบตลอด มีเพียงเสียงน้องแป้งเท่านั้นที่ดังแจ้ว ๆ ชวนผมคุยบ้างชวนปุณณ์คุยบ้างไม่ยอมหยุด ขณะที่เราสองคนไม่มีฝ่ายไหนคุยกันเองเลย จนกระทั่งถึงหน้ารั้วบ้านใหญ่ ปุณณ์ก็กุลีกุจอถือของเข้าบ้านให้น้องสาว เลยไม่ทันได้เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่หันหน้ามาขยิบตาใส่ผม “โกรธกันใช่ปะ” เราคงเงียบจนน้องแป้งสังเกตได้มั้งครับ ผมฝืนยิ้มตอบไปอย่างแห้งเหี่ยว “ปละ… เปล่าหรอกครับ” “โกหก! คุยกันดี ๆ นะ เดี๋ยวแป้งทำขนมมาให้” น้องแป้งว่าอย่างนั้นก่อนจะวิ่งเร็วปรื๋อหายไปในครัว ปล่อยผมให้ยืนงงอยู่กลางบ้านอย่างนั้น แต่ไม่นานนักปุณณ์ก็เดินออกมา “อ้าวแป้งล่ะ?” “บอกว่าจะไปทำขนมมาให้กิน” “อือ…. ดูทีวีปะ” มันถามพลางเดินนำผมไปยังห้องนั่งเล่นของบ้านอย่างเสียไม่ได้ ทีวีเครื่องใหญ่ถูกเปิดติดเป็นช่อง HBO ที่คงมีคนดูค้างไว้ ผมลอบมองใบหน้าเรียบเฉยนั้นของปุณณ์ที่กดรีโมทเปลี่ยนช่องทีวีไปมา โดยไม่หันมาหาผมเลยสักนิด “ปุณณ์….” ผมถอนหายใจพลางเริ่มเกริ่น “ว่าไง…” แม้เสียงที่มันตอบจะฟังดูธรรมดา แต่ผมรู้ดีว่าข้างในใจปุณณ์เต็มไปด้วยอะไรมากกว่านั้น “กูขอโทษนะ.. ที่ทำให้มึงต้องรู้ด้วยวิธีนั้น..” “…………..” เหลือเสียงการ์ตูนเน็ทเวิร์คตรงหน้าเพียงอย่างเดียวที่ทำลายความเงียบ ระหว่างเราตอนนี้….. ผมแทบกลั้นลมหายใจรอคำตอบ เพราะรู้สึกว่าตัวเองได้พูดสิ่งที่อยากบอกไปแล้ว.. ส่วนนอกเหนือจากนี้ก็เหลือแค่ปุณณ์จะตัดสินใจ

ใบ หน้าคมคายที่ผมเห็นนั้นหมองลงไปเล็กน้อย ริมฝีปากบางสีอมส้มถูกเม้มหากันเหมือนกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง “มึง…. ไม่รู้จะบอกกูยังไง ใช่รึเปล่า..” ปุณณ์ถามผมเสียงเบาเหมือนกับว่าเจ้าตัวแสนเหนื่อย.. ผม มองท่าทางแบบนั้นด้วยความทรมานใจ ทั้งที่เคยตั้งใจจะทำทุกอย่างให้คนตรงหน้ามีความสุขแท้ ๆ แต่ตัวผมกลับกลายเป็นคนทำให้ปุณณ์กลายเป็นอย่างนี้เสียเอง ดวง ตาคมของปุณณ์ปิดสนิทราวกับไม่อยากรับรู้อะไรอีก “มึง….. ไม่ได้ตั้งใจปิดบังกู… ใช่มั้ย….” คำหลังของมันฟังดูอ้อนวอนมากกว่าเป็นประโยคคำถาม.. ผมกระเถิบเข้าไปใกล้ร่างแกร่งนั้นที่ในเวลานี้ดูอ่อนแอเหลือเกิน ก่อนจะทาบมือบนหลังมือมันแผ่วเบา “ปุณณ์… กูขอโทษ… กูไม่รู้จะบอกยังไงจริง ๆ… เพราะกูไม่อยากเห็นมึงเป็นแบบนี้…” ผมบีบมือปุณณ์แน่นขึ้น เห็นคนตรงหน้าใช้มือข้างที่เหลือกุมขมับตัวเองพลางพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อย อ่อน ผมรู้สึก ได้ถึงฝ่ามืออันสั่นเทาของปุณณ์ เช่นเดียวกับดวงตาที่ปิดอยู่คู่นั้น ที่ถึงแม้จะมองไม่เห็นนัยน์ตา แต่ผมรับรู้ได้ว่าเจ้าของมันต้องพยายามต่อสู้กับตัวเองเพียงใด “นอกจากมึงมีใครรู้อีกรึเปล่า” เสียงปุณณ์กระซิบถามให้ผมส่ายหน้า แม้จะรู้ว่ามันไม่ได้มองก็ตาม “กูรู้มาจากกอล์ฟ แต่นอกจากนี้แล้วกูไม่ได้บอกใคร” “กู ไม่อยากให้คนอื่นมองเอมไม่ดี” ถึงแม้จะถูกทำอย่างเจ็บแสบ แต่มันก็ยังคงเป็นห่วงผู้หญิงคนนั้นอยู่… ผมรู้ว่าปุณณ์เป็นคนอย่างนั้น หากปุณณ์หวังดีกับใครแล้ว ปุณณ์ก็จะหวังดีจนถึงที่สุด ใบ หน้าคมคายที่ผมเห็นบิดเบี้ยว ก่อนจะเค้นคำพูดต่อ “แล้วกูก็ไม่อยากให้มึงเสียใจที่เห็นกูเป็นแบบนี้….” ปุณณ์พูดพลางดึงเอามือที่ผมกุมไว้ออก ก่อนจะเป็นฝ่ายกุมมือผมเสียเอง เสียงทุ้มนั้นยังคงพูดต่อ “… มึงโกรธรึเปล่าที่กูเสียใจเรื่องเอม” ผม ว่าแล้วว่าปุณณ์ต้องคิดแบบนี้… ผมคิดแล้วว่าปุณณ์ต้องกลัวผมจะเสียใจหากต้องเห็นว่าปุณณ์แคร์เอมมากเพียงใด ซึ่งผิดถนัด เพราะนี่ไม่ใช่เวลาจะมาหึงหวงหรือน้อยใจอะไรไร้สาระเลย ในทาง

กลับกัน.. ถ้าปุณณ์ไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ ผมนี่แหละจะกลายเป็นฝ่ายรู้สึกแย่กับปุณณ์เอง ผม ชอบปุณณ์เพราะปุณณ์จริงใจกับทุกคนเสมอ เพราะปุณณ์ใส่ใจทุกคนเสมอ… หากปุณณ์เป็นคนเห็นแก่ตัว มองแต่ความสุขของตัวเองคนเดียว ผมคงไม่เข้ามายุ่งกับปุณณ์ ผมใช้มืออีกข้างนึงวางลงบนมือปุณณ์ที่ทาบมือผมไว้อีกที “ฟังนะปุณณ์….” ใบหน้าคมคายนั้นหันมามองตาตอบผม ก่อนที่ผมจะเริ่มพูดต่อ “พวก มึงคบกันมานานเท่าไหร่… ถ้าเจอเรื่องแบบนี้แล้วมึงยังเฉย ๆ กูสิจะรู้สึกแย่…… กูดีใจนะที่เจอคนดี ๆ อย่างมึง… ขอโทษอีกทีว่ะที่ไม่ยอมบอกมึงดี ๆ แต่ปล่อยให้มึงมาเจอเองแบบนี้….” แต่ยิ่งพูดถึงตรงนี้ผมกลับยิ่งรู้สึกแย่ มันเกลียดตัวเองจนไม่กล้าแม้จะสบตาปุณณ์ในตอนท้าย เหลือเพียงหางตาที่เห็นผ่าน ๆ ว่าปุณณ์ส่ายหัวไปมา “กูเข้าใจ… ขอบใจนะที่เป็นห่วงกู… มึงรู้มานานยังวะ” “ตั้งแต่… งานบอล” “นาน เชียว..” มันว่าพลางแค่นหัวเราะ ทั้งที่ผมรู้ว่ามันไม่ได้ขำเท่าไหร่ ผมเหลือบมองใบหน้าปุณณ์ที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ก่อนปุณณ์จะพูดคำหนึ่งออกมา “ขอเวลากูหน่อยนะโน่… ถ้าพร้อมแล้วกูจะบอกมึงเอง..” นํ้าตาลูกผู้ชายของปุณณ์ที่ไหล.. ทำให้ผมเจ็บใจเหลือเกิน *** วัน จันทร์ผมโผล่ไปโรงเรียน วางกระเป๋าลงกับโต๊ะ ยกมือทักทายไอ้โอมและเพื่อนคนอื่นตามธรรมเนียม ก่อนจะรีบเลี่ยงออกมาโทรศัพท์นอกห้องทันที

ผม ต่อสายหาไอ้กอล์ฟ เพราะมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งจำเป็นต้องบอก แต่หากจะถามว่าทำไมไม่โทรบอกกันตั้งแต่วันอาทิตย์ ผมก็จะตอบว่า เพราะสำหรับไอ้กอล์ฟ วันอาทิตย์ถือเป็นวันครอบครัวครับ! ดูไม่เข้ากันใช่ปะ แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ.. เห็นแม่งชั่ว ๆ อย่างนั้นแต่ที่จริงแล้วกอล์ฟติดบ้านมากครับ ใครเสือกโทรมาลากไปไหนวันอาทิตย์มีแต่โดนด่ากระเจิง แถมโทรศัพท์มันก็ไม่ค่อยจะรับสายจนเป็นอันรู้กันว่าวันอาทิตย์ต้องเมซเซสอ ย่างเดียวครับ แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าจะคุยทางเมซเซส ผมจึงรอบอกมันวันจันทร์เลยดีกว่า… ‘Give me something to believe in. Cause I don’t believe in you anymore, anymore.. I wonder if it even makes a difference to try, yeah, So this is goodbye~…’ “ฮัลโหลเพื่อนนน กินเหล้าที่ไหนว่ามาเลย” เสียง caller ring ไอ้กอล์ฟดังจนจะขึ้นท่อนใหม่อยู่แล้วกว่าแม่งจะรับสายได้ ผมล่ะอยากสวดมันเรื่องชอบรับโทรศัพท์ช้าจริง ๆ ติดที่ตอนนี้มีเรื่องอื่นน่าด่ามากกว่า “ตลกละมึง เค้ามากันตั้งแต่วันศุกร์ เสือกหายหัวนะ” ผมด่าพลางคิดว่าถ้าวันนั้นไอ้กอล์ฟอยู่ด้วยเรื่องคงไม่แย่ขนาดนี้ แต่เสียงกวนตีนของมันยังคงโต้ตอบกลับมา “กูก็ติดสัด เอ๊ย ติดสาวบ้าง ไรบ้าง ทำไมวะ มีอะไรเจ๋ง ๆ ที่กูพลาดรึเปล่า” “เออ…… สุด ๆ” ผมบอกพลางแค่นลมหายใจแรง จนกอล์ฟคงจับพิรุธได้ “มีอะไรวะ?” “ปุณณ์มันรู้เรื่องเอมแล้วว่ะ….” “เฮ้ยยยยยยยยย มึงบอกมันแล้วเหรอวะ!! ไม่บอกกูก่อนเลยนะ!!!” แน่นอนว่าเสียงไอ้กอล์ฟโวยวายดังแทบทะลุออกนอกลำโพง แต่ผมไม่มีเวลาคิดหนวกหู เพราะกำลังหนักใจเรื่องของตัวเองอยู่ “กูไม่ได้บอก…..”

“แล้วปุณณ์รู้ได้ไงอะ” “มันบังเอิญเจอคลิป…. ในมือถือกู..” “…………..” ถึงตรงนี้ เราสองคนได้แต่เงียบ… ผมรู้ว่ากอล์ฟคิดอะไร “วิธี โคตรแย่ที่สุดเลยว่ะ.. แต่กูไม่ได้ว่ามึงนะ มึงคงไม่ตั้งใจ” แน่ใจนะว่าไม่ได้ว่า ผมเหล่มองโทรศัพท์อย่างเคือง ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา “ก็เออดิ่… กูตกใจชิบหายตอนมันรู้ แต่ปรับความเข้าใจกันแล้ว.. มันบอกขอเวลาอีกหน่อยว่ะ” เสียงกอล์ฟจากปลายสายช่วยผมถอนหายใจหนัก ๆ อีกแรง “เออ.. ถ้ามันพร้อมแล้วก็บอกกู กูจะช่วยหาทางให้” “ขอบใจว่ะ…. ขอบใจแทนไอ้ปุณณ์ด้วยนะเว่ย” “ไม่ เป็นไร คนเคย ๆ เห็นกันมาตั้งนาน เพื่อนมึงก็เหมือนเพื่อนกูแหละ” ด้วยคำตอบนี้เรียกเอาความรู้สึกอบอุ่นให้เต็มตื้นขึ้นมาในหัวใจ ผมคลี่ยิ้มกลับไปแม้ปลายทางจะไม่เห็น แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีที่ชีวิตมีแต่เพื่อนดี ๆ รายล้อมรอบตัวแบบนี้ “รักมึงว่ะกอล์ฟ” *** ช่วง เวลาพักกลางวันที่ผู้คนคลาคลํ่าในโรงอาหาร จริง ๆ แล้ววันนี้ผมไม่ค่อยว่างเท่าไหร่เพราะมีธุระต้องติดต่อกับฝ่ายนู้นฝ่ายนี้ เยอะแยะเต็มไปหมด เกี่ยวกับเรื่องขอความอนุเคราะห์ในการจัดงาน Live Contest ที่จะมีขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ผม เดินกึ่งวิ่งไปทางร้านขายเครื่องดื่ม เพราะสำเหนียกตัวเองได้ว่าสภาพแบบนี้ให้กินข้าวคงจะไม่ทัน ด้วยความที่เหลือเรื่องต้องคุยกับฝ่ายสถานที่อีกบาน ปีนี้พวกเราจัดงานในโรงยิมครับ เลยวุ่นวายนิดหน่อยเพราะคนดูแลโรงยิมค่อนข้างดุ (มากถึงมากที่สุด) “ป้า เอา… สแปลชขวดนึง” งั้นติ๊ต่างว่าวันนี้ตัวเองเป็นนิชคุณไปก่อนวันนึงแล้วกัน Y__Y ผมสั่งเมนูอนาถาประจำมื้อเที่ยงพลางกวาดตามองไปรอบ ๆ โรงอาหารระหว่างรอป้าก้ม ๆ เงย ๆ หยิบและเปิดขวดนํ้าอยู่ พลัน สายตาสะดุดไปเห็นร่างโปร่งของคนที่เดินทำหน้าหล่อ แต่ไม่ยิ้มเลย ปรากฏอยู่ไม่ไกล ผมอ้าปากจะเรียกชื่อมัน แต่ก็คิดว่าไม่ทำอย่างนั้นคงดีกว่า (เจ็บคอครับ) “ป้าเอาโอวัลตินด้วยกล่องนึง” ผมอ้าปากสั่งเพิ่ม ลำบากป้าต้องงก ๆ เงิ่น ๆ เดินไปเปิดตู้แช่อีก ทันทีที่ได้รับของทั้งหมดมา ผมก็ปรี่ไปหาน้องมิก (กิ๊กไอ้โอม) ที่บังเอิญนั่งทานข้าวอยู่กับเพื่อน ๆ แถวนั้นพอดี “มิกครับ!” “วะ… ว่าไงครับ… พี่โน่” น้องมิกดูเป็นเด็กผู้ชายที่ตกใจตลอดเวลา ผมสังเกตมาหลายครั้งแล้วครับ ถ้าเมื่อไหร่เรียกชื่อน้องมิกเสียงดัง ๆ น้องจะสะดุ้งแรงมาก จนบางทีพวกผมก็ชอบแกล้ง (เลยโดนไอ้ฟิล์มด่าประจำ เพราะเป็นเด็กโปรดมัน) “พี่ยืมปากกากับโพสต์อิทหน่อยได้ไหมอะ” “ได้ ครับ” น้องมิกตอบพลางควานหาของพวกนั้นในกระเป๋าดินสอที่น้องถือมากินข้าวด้วย (สงสัยเพิ่งเปลี่ยนคาบเรียนเสร็จ) ผมยืนรอแค่สักแป๊บน้องนิกก็ส่งปากกานํ้าเงินและโพสต์อิทสีชมพูแปร๋นให้ผม จะดีเหรอวะ — ____ — “ “ไม่ มีสีอื่นเหรอมิกกก” ผมโอดครวญ พลางคิดว่าถ้าไอ้ฟิล์มอยู่แถวนี้คงโดนด่า เพราะน้องเขาให้แล้วยังงอแงอีก (แตะไม่ได้เลยนะ น้องมิกมึงเนี่ย)

แต่ น้องมิกส่ายหัวดิ๊ก “ไม่มีอะพี่โน่… อันนี้มิกก็จิ๊กพี่สาวมาอีกที” เออ.. ผมก็ว่าถ้าน้องซื้อเองจะดูน่ารักน่าชังเกินไป(แบบแปลก ๆ) เอาเถอะครับ สีอะไรก็เหมือนกัน ผมคว้าเอาโพสต์อิทมาฉีก พลางเขียนอะไรยุกยิก ๆ อย่างไม่รอรี “ขอบใจมากมิก! ไว้จะเพิ่มโควต้าให้อยู่กับไอ้โอมสองต่อสอง หึหึ” ไม่อยู่รอฟังน้องมิกแก้ตัวแล้วครับ (ชอบบ่ายเบี่ยงกันทั้งคู่) ผมรีบไปก่อนเป้าหมายจะหายดีกว่า ปุณณ์ เดินกับเพื่อนร่วมห้องกลุ่มใหญ่อยู่บริเวณหน้าโรงอาหารไม่ไกลจากผมนัก สงสัยคงกินเสร็จแล้วกำลังจะกลับขึ้นตึก ผมจึงไม่รอช้า รีบเดินเร็ว ๆ ผ่านหน้ามันแล้วยัดกล่องโอวัลตินใส่มือเลขาฯสภาฯทันที (สภาพเหมือนโจรยัดยาบ้าเลยครับ) ‘:) ยิ้มหน่อยสิมึง :)’ คือ คำที่ผมเขียนใส่โพสต์อิทแล้วแปะไว้บนกล่องโอวัลติน แต่ไม่ได้หันไปมองหรอกครับว่าปุณณ์กำลังยิ้มอย่างที่ผมบอกหรือเปล่า เพราะอายว่ะ ไม่รู้เพื่อนมันทันเห็นบ้างมั้ย ผมมัวแต่รีบจํ้าอ้าวเดินกลับตึกฟ.ไปห้องชมรมก่อน ‘ตื้ด ตื้ด’

เสียงข้อความเรียกเข้ามือถือดังขึ้น จนต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ‘ขอบใจนะ

ยิ้มแล้ว =]’

sender : ปุณณ์ สภาฯ

อีโมชั่นยิ้มของมันทำให้ผมยิ้มใส่โทรศัพท์ซะกว้างเหมือนคนบ้า.. ผมไม่หวังให้ปุณณ์ทำใจกับเรื่องแย่ ๆ ได้ทั้งหมด ผมแค่อยากให้ปุณณ์ยิ้ม… และมีความสุขกับสิ่งที่ยังเหลืออยู่ เท่านั้นเอง.. ‘กูอยู่ตรงนี้นะ’

39th CHAOS หลัง จากวันนั้น ผมถึงแม้จะวุ่น แต่ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อเรียกรอยยิ้มของปุณณ์ให้กลับมาตลอด ทุกเช้าผมมักเจอปุณณ์ทำหน้ายุ่งอยู่บนตึกอำนวยการตามปกติ แต่ไม่ว่าผมจะรีบ (เพราะมาสาย) ขนาดไหน ก็ไม่ลืมส่งรอยยิ้มและโบกไม้โบกมือให้ไอ้เลขาฯสภาฯหน้ายุ่งที่มักมีแฟ้ม เอกสารเล่มโตคามืออยู่ตลอดเวลา ซึ่งทุกครั้งที่ปุณณ์เห็นผมก็มักเปลี่ยนจากสีหน้ายุ่ง ๆ เป็นยิ้มสดใสทันที :) ผมเชื่อนะ ว่าหากเราตั้งใจยิ้มให้ใครสักคนด้วยความจริงใจแล้ว รอยยิ้มมักเป็นโรคติดต่อที่มีอานุภาพรุนแรงเสมอ เมื่อมันถูกส่งไปจากคนหนึ่ง ผมก็เชื่อว่าผู้รับอีกคนหนึ่งจะสามารถสบายใจและยิ้มตามได้ทันที :) นับ ตั้งแต่วันที่เราคุยกันในบ้านปุณณ์วันนั้น ผมก็ไม่เคยถามอะไรปุณณ์เกี่ยวกับเรื่องนั้นอีก เพราะไม่รู้จะตอกยํ้าให้มันกลับไปคิดถึงเรื่องแย่ ๆ ทำไม ผมไม่รู้ด้วยซํ้าว่าปุณณ์ทำอะไรลงไปแล้วบ้าง หรือมันจะยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย เพราะผมเคารพการตัดสินใจของปุณณ์เสมอ หากปุณณ์อยากให้เรื่องทั้งหมดกลายเป็นเรื่องไม่น่าจดจำ และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะ ผมก็พร้อมจะทำตาม หรือถ้าวันไหนถึงเวลาที่ปุณณ์พร้อมจะเผชิญหน้ารับความจริงทุกอย่าง ตัวผมเองก็พร้อม… ที่จะยืนอยู่ข้าง ๆ ปุณณ์ ขอแค่ปุณณ์บอกว่าต้องการ

เย็น วันหนึ่ง ผมมีภารกิจหนัก ต้องมาง่วนเดินเอกสารระหว่างห้องชมรมกับฝ่ายงานธุรการอยู่เป็นวรรคเป็นเวร แม้นาฬิกาข้อมือจะบอกเวลาเกือบห้าโมงเย็นแล้ว แต่ผมยังต้องวนไปเวียนมาระหว่างตึกฟ.กับตึกธุรการไม่เป็นอันไปไหน เพราะใบคำร้องที่ปริ้นมาไม่ถูกตามรูปแบบซักที… แม่งเอ๊ย! นี่ก็ว่าตรวจทานดีแล้วนะ! ผม เดินลากขาหน้าเซ็งจากตึกฟ.ไปตึกธุรการอีกครั้ง นับได้เป็นรอบที่ห้า ในใจอารมณ์เสียไปหมดคิดแต่ว่าถ้ารอบนี้ยังไม่ผ่านกูก็จะไม่ทำแม่งแล้ว (แต่มีไอ้อาร์ทปลอบให้ผมใจเย็น ๆ หน่อย เพราะถ้าไม่จัดการให้เสร็จในวันนี้ก็จะออกใบขอสปอนเซอร์ไม่ทัน) เอาวะ… จะยอมอดทนจนกว่าทำเรื่องได้แล้วกัน ไหน ๆ มิสที่ห้องธุรการก็ช่วยอยู่โยงจนเย็นยํ่าเพื่อทำเรื่องให้ผมแล้ว ผม เดินทำปากขมุบขมิบ บ่นกับตัวเองมาตลอดทางเพราะอารมณ์เสียที่ทำเอกสารพลาดซํ้าแล้วซํ้าเล่า จนไม่ทันสังเกตเห็นร่างสูง ๆ กำลังวิ่งมาประชิดข้างตัวผมในระยะใกล้จนไหล่กระทบกัน “เป็นไร ทำหน้าเหมือนแดกรังแตน” เป็นไอ้ปุณณ์นั่นเองครับ ที่ถามผมกลั้วรอยยิ้ม เรียกให้ผมหันไปมองหน้ามันก่อนจะพ่นลมหายใจแล้วชูกระดาษเอกสารแผ่นนั้นให้ มันดูกับตาเอง

“อะไรวะ?” ปุณณ์ขมวดคิ้วก่อนจะอ่านออกเสียง “เรื่อง… ขอความอนุเคราะห์ในการจัดการประกวด LIVE CONTEST ของชมรมดนตรี โรงเรียนxxx… มึงทำเอกสารสปอนเซอร์ให้งานตอนนี้จะทันเหรอ??” แล้วดูมัน… ยังมีหน้ามาตอกยํ้าความชักช้าของพวกผมอีก ผม ถอนหายใจใส่ก่อนจะตอบ “ก็ถ้าออกได้ภายในวันนี้ก็ทันอะ แต่ถ้าไม่ได้วันนี้กูซวยแน่ ควักเนื้อ…. เออ ว่าแต่เงินชมรมกูสองหมื่นออกยัง เงินมึงจมบ้างรึเปล่า” ผมถามด้วยความเป็นห่วงเพราะยังจำได้ว่าสุดท้ายคนควักเงินโปะให้ชมรมผมคือใคร (แม้ตอนแรกจะเป็นเงินเอิ้นก็เถอะ) ปุณณ์คลี่รอยยิ้มตอบผมด้วยท่าทีสบาย ๆ “ใกล้ออกแล้ว ซักมะรืนนี้แหละ เงินไม่จมหรอก กูพอมีเงินเก็บน่ะ” อ๋อออ.. ก็ลืมไปว่ามึงน่ะรวยยยยยยย ผมได้ทีหันไปฉีกยิ้มให้มันเผล่ “เออ.. เงินเหลือก็เอามาเป็นสปอนเซอร์ให้กูหน่อยดิ่ กูอยากได้อีกซักสามสี่หมื่น หึหึหึ… โอ๊ย!!!” ไม่น่าเลยกู พูดให้ไอ้ปุณณ์มันโบกหัวอีกทำไมวะเนี่ย!!! ผม ลูบหัวตัวเองป้อย ๆ พลางยกนิ้วชี้หน้ามันเคือง ๆ “ไม่ให้แล้วยังทำร้ายร่างกายอีกนะ ไอ้เวรรร แล้วนี่มึงไม่ไปไหนรึไง” แต่หลังจากที่สำออยพอประมาณแล้วจึงเปลี่ยนเป็นเดินผิวปากแทน เพราะรู้สึกสบายอารมณ์ขึ้นมาอย่างประหลาด ตั้งแต่เห็นหน้าไอ้ปุณณ์ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันครับ แต่เปลี่ยนจากที่อารมณ์เสียกลายเป็นอารมณ์ดีได้ซะเฉย ๆ ปุณณ์ ยิ้มพลางเดินข้าง ๆ ผมต่อ “ไม่ไปว่ะ พอดีเคลียร์งานเสร็จเร็วอะนะ” มันพูดพลางยักคิ้วให้เหมือนอยากล้อ… เออ… ใช่ซี่……. ชมรมกูมันงานเสร็จช้าาาาาาาา ใครจะเก่งเหมือนสภานักเรียนล่าาาาาาาาาาาาา กะ จะด่ามันซักหน่อยแต่เสือกเดินมาถึงหน้าห้องธุรการก่อนครับ (รอดไปนะมึง) ผมชี้หน้ามันอย่างคาดโทษ ก่อนจะผลักประตูห้องธุรการเข้าไป ตรงที่นั่งเดิมนั้น ยังปรากฏมิสพรรัตน์คอยทำเอกสารให้ผมอยู่ ไม่ไปไหน ปุณณ์ ตามเข้ามารอด้วย ขณะที่ผมใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ลุ้นว่าตัวเอกสารครั้งนี้จะผ่านหรือเปล่า จนแม้ว่าแอร์ในห้องธุรการจะเย็นเฉียบ แต่ผมกลับยืนเหงื่อแตกพลั่ก ๆ จ้องหน้ามิสพรรัตน์ที่ตรวจเอกสารอยู่

ด้วยกลัวว่าถ้าไม่ผ่านอีกครั้งผมคงขี้เกียจแก้รอบที่หก “อืม….. นภัทร…” เสียงมิสพรรัตน์ขานชื่อจริงผมมาห้ารอบแล้วครับ… แต่ละรอบไม่ใช่เรื่องดีเอาซะเลย “ครับ?” ผมขานรับด้วยใจเต้นตึกตัก เพราะหวังว่าคงไม่ใช่ข่าวร้ายอย่างห้าครั้งที่ผ่านมา แต่มิสพรรัตน์กลับหันเอกสารที่พับครึ่งมาทางผม และพูดว่า “วันที่นี้มันพับแล้วไม่กลางล่ะนภัทร… ครูก็ไม่อยากพูดคำนี้หรอกนะ แต่ไปทำมาใหม่ได้รึเปล่า” “โห่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย มิสสสสสสส ผมเหนื่อยอะะะ” เริ่มงอแงประท้วงเป็นเด็ก ๆ แล้วครับ!! แต่ถึงจะทำอย่างนั้น มิสพรรัตน์ก็แค่ส่ายหัวปลง ๆ กลับมาทางผม “เฮ้อ…. ก็สงสารหรอก แต่ปล่อยผ่านไปฝ่ายอื่นเขาก็เด้งเอกสารเธอกลับมาอยู่ดี ไปแก้เถอะ… แล้วปารเมธไปไหนล่ะ ทำไมไม่มาทำเอกสารให้เหมือนทุกที” มิสถามถึงไอ้เมธที่เป็นสารนียากรประจำชมรมผมครับ แต่มันเสือกเป็นไข้เลือดออกนอนพะงาบอยู่โรงพยาบาล (เมื่อวานพวกผมก็เพิ่งยกขโยงไปเยี่ยมกันมา) ดังนั้นวันนี้หน้าที่เดินเอกสารทั้งหมดจึงตกเป็นของผมเอง ทั้งที่ไม่ได้ฉลาดเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ แต่ก็เอาวะ! แก้เป็นแก้… มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องทำให้เสร็จ! ผมรับเอกสารคืนจากมิสพรรัตน์อย่างจำนน “มันไม่สบายอะครับ… มีตรงไหนต้องแก้อีกป่าวอ่า.. ผมจะได้ทำทีเดียว” แต่เธอแค่คลี่ยิ้มละมุนพลางหันไปพูดกับปุณณ์ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังผม “ปุณณ์ไปช่วยดูเอกสารให้นภัทรเขาหน่อยสิ ท่าทางจะแย่นะเนี่ย… เธอทำเก่ง ไปช่วยเพื่อนหน่อยได้ไหม” หืม? ผมหันไปมองไอ้หน้าหล่อที่ยืนเหวออยู่ด้านหลัง ก่อนมันจะผงกหัวรับอาจารย์

“ครับ” เรา สองคนเดินออกจากห้องธุรการโดยที่มีผมแซวมันยิ้ม ๆ “อ้าวววว มีของดีอยู่ใกล้ตัวกูไม่น่ามั่วเองอยู่ตั้งนานเลยว่ะ โด่เอ๊ยยย” เรียกให้ไอ้ปุณณ์ขำได้ทันที

“มึง ไม่บอกล่ะว่าไม่มีใครช่วยทำเอกสาร ถ้ารู้กูไปช่วยแต่แรกแล้ว… จริง ๆ ถึงมิสไม่บอกกูก็ว่าจะช่วยมึงนะ” แหม… ไอ้คนดี…. ผมแกล้งเบ้ปากทำเหมือนไม่อยากได้ความช่วยเหลือจากมัน (ทั้งที่จริง ๆ แล้วอยากได้ใจจะขาด) เลยถูกมันทุบหัวไปอีกสองที แต่หลังจากนั้น เมื่อผมได้ผู้ช่วยเป็นเลขาสภาฯแล้ว ทุกอย่างก็ดูง่ายขึ้นทันตาครับ! ปรากฏว่าผมมีจุดที่ต้องแก้อีกบานนน จนไอ้ปุณณ์แทบจะยกเอกสารทั้งหมดมาทำใหม่ เห็นมันควักแว่นตาในกระเป๋าเสื้อมาใส่แล้วพิมพ์อะไรก๊อกแก๊กระหว่างผมนั่ง บิดรูบิครอ (สมาชิกคนอื่นซ้อมวงอยู่อีกห้องครับ) แค่เพียงไม่นานเสียงเครื่องปริ้นก็ทำงาน ก่อนที่มันจะหันมาบอกผมว่า “ถ้าคราวนี้ต้องแก้อีก กูให้เตะ” เหอะ ๆๆๆ บางทีก็หมั่นไส้ อยากให้มันต้องแก้อีกซักรอบ จะได้เตะไอ้คนอวดดี แต่ สุดท้ายผมก็อดเตะมันว่ะ เพราะเป็นอย่างที่แม่งบอกทุกอย่าง เอกสารรอบนี้ถูกต้องตรงเป๊ะตามรูปแบบราชการจนมิสพรรัตน์ส่งยิ้มให้ผมเหมือน ดีใจด้วยที่ได้ผู้ช่วยดี ..แต่ผมหมั่นไส้ไอ้เจ้าของผลงานที่ยืนแอ็คอยู่นี่ว่ะ เลยขอแอบเตะหน้าขามันไปป้าบหนึ่ง หึหึ หลัง จากฝ่าด่านยื่นเอกสารได้แล้ว เราก็ยังวนเวียนอยู่ใต้ตึกใหม่จนกระทั่งมืดคํ่า ไม่ได้ออกไปผุดไปเกิด เพราะเสือกมีภาระต้องส่งแฟ็กซ์และดำเนินงานอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด ส่วนมากบริษัทที่ต้องเดินเรื่องเป็นบริษัทที่เราติดต่อเอาไว้แล้ว เหลือแค่ส่งเอกสารตามไปอย่างเดียว ดังนั้นเวลาแบบนี้ (เกือบสองทุ่ม) ถ้ามีบริษัทไหนสามารถรับเอกสารได้ผมก็จัดการส่งให้เลย ไม่ต้องรอพรุ่งนี้เช้าเพราะเสียเวลา หรือบางบริษัทเป็นกิจการของครอบครัวน้อง ๆ ในชมรม ผมก็ฝากมันเอากลับบ้านไปให้พ่อ ประหยัดค่าส่งแฟ็กซ์ได้อีกหลายบาท กระทั่ง นาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มกว่า ผมจึงรู้ตัวว่าควรวางงาน แล้วเดินออกจากโรงเรียนซักที หันมองไปข้าง ๆ ตัว ก็ยังเห็นปุณณ์รอผมอยู่ ระหว่างผมโทรศัพท์หาคนโน้นคนนี้วุ่นไปหมด มันกลับแค่นั่งคุ้ยหนังสือในห้องมาอ่านเงียบ ๆ (มีแต่หนังสือดนตรีทั้งนั้นอะครับ) ไม่เอ่ยปากเร่งผมซักคำ “หิว ป่าวปุณณ์ ขอโทษว่ะ กูเพลิน” ผมวางงานในมือแล้วหันไปถามมัน เพราะปาเข้าไปสามทุ่มกว่า

แล้วเรายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ปุณณ์ปิดหนังสือเล่มใหญ่ก่อนจะมองผมยิ้ม ๆ “นึกว่าจะปล่อยกูหิวตายซะแล้ว” โอ๊ยยยยยยยย ขอโทษษษษษษษษษ ผมยกมือไหว้มันปลก ๆ ก่อนจะรีบเก็บข้าวของทั้งหมดแล้วบอกตัวเองว่า กูได้กลับบ้านซักที! *** ขาก ลับปุณณ์ยืนยันว่าจะมาส่งผม ทั้งที่ผมเถียงแล้วว่าให้มันกลับบ้านเลย ไม่ต้องเสียเวลา (ดึกแล้วนะนั่น) แต่หัวเด็ดตีนขาดมันก็บอกว่า “ไม่” แถมยังเถียงว่าไม่ไกลกันเท่าไหร่ ส่งก่อนได้สบายมาก เออ เอาเข้าไป พระเอกเข้าไป ผมล่ะหน่ายกับมัน สุดท้ายเหนื่อยจนเถียงไม่ไหวเลยต้องปล่อยเลยตามเลย ยอมให้มันมาส่งแต่โดยดี จวบ จนถึงปากซอยบ้านแล้วผมจึงคิดได้ว่าควรเลี้ยงขอบคุณมันสักหน่อย โทษฐานที่อุตส่าห์แก้เอกสารให้ อยู่เป็นเพื่อนจนดึก แล้วยังมาส่งถึงบ้านอีก “ไปหาไรกินกัน” ผมหันไปชวนมันหลังจากบอกแท็กซี่ให้จอดแค่หน้าปากซอยแล้ว เห็นปุณณ์ทำสีหน้าโล่งใจพลางพูดกับผมว่า “นึกว่ามึงจะไม่ชวนซะแล้ว……….” อ้าวว รอให้ชวนอยู่ทำไมไม่บอกล่ะวะ!! ผม พามันลงหน้าปากซอยเอกมัย ก่อนจะพาเดินไปร้านไก่ย่างตะวันที่มีคนจับจองโต๊ะนั่งกันเยอะอยู่ จริง ๆ แล้วผมไม่เคยกินร้านนี้หรอกครับ แต่ท่าทางอยู่ข้างถนน กินไปดมควันรถเยอะ ๆ ไปน่าสนุกดี ก็เลยเอาซักหน่อยแล้วกัน เราสองคนแทรกผู้คนเข้าไปจองที่นั่งภายในร้าน ก่อนไอ้เชี่ยปุณณ์จะอ้าปากสั่งเมนูยาวเป็นหางว่าว

“เอา…. ตำไทยไข่เค็ม ไก่ย่าง แซลม่อนนํ้าปลา ต้มแซ่บกระดูกหมู เนื้อกระทะร้อน ตับหวาน ปลากระพงนึ่งมะนาว แล้วก็ข้าวเหนียวสองครับพี่ อ้อ.. เป๊บซี่นะ” อื้อหือออออออออออออ มึงกะจะถล่มกูใช่มะ!!!!!! ผมเหลือกตามองมันพลางควักกระเป๋าตังค์มาดูเงินทันที “กูจะมีจ่ายให้มึงมะเนี่ย!!!!!!! สั่งยังกะได้กิฟท์วอชเชอร์มาสามพัน!!” “อ้าว? โน่จะเลี้ยงเหรอ? ผมไม่รู้นะเนี่ย งั้นขอสั่งเพิ่ม” มันพูดยิ้ม ๆ พลางยกมือเหมือนจะขอสั่งเพิ่มจนผมต้องรีบเอื้อมไปตบหัวมัน “พอ เลยมึง แดกส้มตำมื้อนี้เสร็จกูแดกแกลบต่อ” ผมบ่นอุบขณะที่พนักงานเดินมาเสิร์ฟผักกับนํ้าให้กินแก้กระหาย ได้ยินเสียงไอ้ปุณณ์หัวเราะหึหึ พลางส่งยิ้มมาทางผม “กู จ่ายเองก็ได้ แหม… มึงจะสั่งไรเพิ่มอีกป่าว” ยังมีหน้ามาถาม ที่มึงสั่งก็เยอะจนแทบแดกไม่หมดแล้วเหอะ ผมส่ายหัวตอบมันพลางตั้งหน้าตั้งตารอเมนูทั้งหมดอย่างใจโหยหา (หิวโคตร ๆ เหมือนกันครับ) เสียง เพลงดังแว่วมาจากผับข้างเคียงระหว่างเราสองคนรออาหารอยู่ ช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูสบาย ๆ ยิ่งขึ้น รออีกเพียงไม่นานนัก เมนูทั้งหลายของปุณณ์ก็ทยอยมาเสิร์ฟ เริ่มตั้งแต่ตำไข่เค็ม ไก่ย่าง และแซลม่อนนํ้าปลาก่อน “อะ นี่… อร่อย กูกับแป้งพิสูจน์มาแล้ว” ไอ้เลขาสภาฯว่าพลางตักไก่ย่างใส่จานผม อ๋อ… ที่แท้มันเคยมากินร้านนี้แล้วนี่เองครับถึงได้สั่งคล่องปากซะผมตกใจแบบนั้น สรุปว่าจากที่ตั้งใจพามันมากินข้าว เลยกลายเป็นมัน ที่พาผมมากินข้าวไปซะฉิบ “เฮ้ย ๆ พอแล้ว แดกเองมั่งเหอะ!” แต่พอนานไปจานผมยิ่งพูนด้วยของกินขึ้นทุกที โดยเฉพาะตอนปลากระพงมาเสิร์ฟ ไอ้ปุณณ์ยิ่งกุลีกุจอเลือกเนื้อให้ผมใหญ่… เฮ้ย นี่โน่ ไม่ใช่น้องแป้ง! “อ้าว เหรอ เออ กินเยอะ ๆ อะ เห็นช่วงนี้เหนื่อย ๆ คงต้องใช้แรงเยอะ” มันบอกว่าอย่างนั้นก่อนจะตักเนื้ออีกชิ้นส่งท้ายให้ผม แล้วลงมือกินเองบ้าง จนผมต้องส่ายหัวหน่ายกลับไปให้มัน “มึงเหอะ ซ้อมเป็นไง กูไม่เห็นวงมึงจะนัดอะไรกันเลย ซ้อมมั่งปะเนี่ย!” แต่ปุณณ์แค่หัวเราะเจ้าเล่ห์

กลับ “คอยดูแล้วกัน เซอร์ไพร์สแน่นอน” เซอร์ไพร์สอะไรของมันวะ? แต่ผมไม่ได้ถามต่อ เพราะแม่งเริ่มตักไข่เค็มให้ผมอีกแล้ว นี่มึงคิดจะขุนกูให้อ้วนแล้วเอาไปชำแหละขายใช่มั้ยยยยยยยย!!!!!!!! เรา ใช้เวลากันไม่นานในการกำจัดของกินตรงหน้าทั้งหมด จนตอนนี้ไม่อยากเชื่อเลยว่าเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้วเคยมีอาหารวางอยู่เต็ม โต๊ะจนนึกว่าจะกินไม่หมด ผมรวบช้อนส้อมลงกับจานพลางดื่มนํ้าช่วยย่อยหลังจากเพิ่งซดต้มแซ่บกระดูกหมู เฮือกสุดท้ายไป.. ตอนนี้รู้สึกอิ่มจะแย่ จุกจนแทบลุกไม่ไหวเลยครับ “อิ่มปะ สั่งไรอีกปะ” แต่ไอ้ปุณณ์ยังคุ้ย ๆ ปลาของมันต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน แถมมีหน้ามาถามอีก!! ใครจะกินต่อไม่รู้แล้ว แต่ผมม่ายยยยยยยยยย ขอบายสถานเดียว! “ไม่ไหวแล้ว อิ่มจะตายห่า…” “กินน้อยจัง” ดูมัน… ทำเป็นข่มกูอีก ผมมองใบหน้าหล่อที่กำลังหลิ่วตากวนตีนนั้นอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะยกนิ้วกลางด่า รอ แค่เพียงแป๊บ ๆ ปุณณ์ก็ทำหน้าที่เทศบาล กวาดของกินตรงหน้าจนหมด แถมยังสั่งทับทิมแก้วมาเพิ่มเป็นของหวานอีก ผมมองภาพเหล่านั้นด้วยความทึ่ง เพราะอัศจรรย์ใจว่าผอม ๆ อย่างปุณณ์แดกแล้วเอาไปเก็บไว้ที่ไหน??? แต่ท่าทางคงเป็นความลับของจักรวาลว่ะ เพราะไม่ว่าจะมองยังไง ไอ้หมอนี่ก็ไม่มีส่วนเกินซักกะติ๊ดดด “เดิน เข้าบ้านแล้วกันเนอะ คิดซะว่าเดินย่อย” นี่คือคำพูดของปุณณ์หลังจากพวกเราเพิ่งเถียงกันเสร็จ และผมคือผู้ชนะ ได้เป็นคนจ่ายตังค์ (มันแย่งจะจ่ายครับ แต่ยังไงผมก็ไม่ยอมเด็ด ๆ เพราะวันนี้รบกวนมันไว้เยอะอยู่) เราสองคนตกลงว่าจะเดินเข้าบ้านกัน เพราะจากปากซอยนี้ถึงบ้านผมก็ไม่ไกลนัก ถือเป็นการเผาผลาญแคลลอรี่ในตัว ผมพยักหน้ารับก่อนจะเดินตีพุงออกจากร้านพร้อมกับมัน แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นภาพบนถนนฝั่งเยื้องกันเสียก่อน….

ผมน่าจะรู้ว่าไม่ควรพาปุณณ์มาเดินข้างถนนเอกมัยในเวลาเกือบห้าทุ่มแบบนี้ “เฮ้ยโน่ แถวนี้ผับเยอะว่ะ ตรงนั้นร้านไรอะ” แล้วทำไมมึงต้องมาขี้สงสัยตอนนี้ด้วยวะ! ผมสะดุ้งเฮือกทันที ก่อนจะวิ่งไปขวางปุณณ์ ไม่ให้หันไปถูกทาง “ไหน…. อ๋อ ถ้าเดินไปทางนี้อีกหน่อยจะเป็นร้าน curve เว้ย กำลังดังเลยแต่แพงชิบหาย เนี่ยแล้วถ้ามึงเดินไปหลัง ๆ ซอยจะมีบารากุให้ดูดด้วย อยากลองป่ะ” ผมพยายามเบนความสนใจให้มันมองแต่ถนนฝั่งนี้ ซึ่งปุณณ์ก็ดูคล้อยตามผมดี จนเราคงได้เข้าซอยโดยสวัสดิภาพไปแล้ว ถ้าไอ้รถเวรตะไล ไม่เสือกเปิดเครื่องเสียงดังกระหึ่ม เรียกร้องความสนใจจากคนทั้งถนนไปได้เสียก่อน เสียง โหวกเหวกโวยวายของเพลงอะไรฟังไม่ได้ศัพท์ดังจากรถคันนั้นพร้อม ๆ กับปุณณ์ที่หันหน้าไปมอง แต่แทนที่จะมองรถคันนั้น ผมกลับพบว่านัยน์ตาปุณณ์วางนิ่งบนภาพที่ผมไม่อยากให้มันเห็นเข้าพอดี.. เอมในชุดเดรสสายเดี่ยวอวดผิวเนียนกระจ่าง กำลังยืนอยู่หน้าร้าน JET บนถนนฝั่งตรงข้ามพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่ง ผมมองตามปุณณ์เห็นว่าเอวบางนั้นถูกโอบไว้ไม่ห่าง….. นาที นั้นผมไม่สนใจแล้วว่าเอมจะทำอะไร กำลังมั่วอยู่กับใคร อันตรายแค่ไหน เพียงเห็นว่าคนที่เดินมาด้วยกันหยุดฝีเท้านิ่ง มองภาพเหล่านั้นด้วยใบหน้าปราศจากรอยยิ้ม ทั้งที่ผมสู้พยายามเรียกรอยยิ้มนั้นให้กลับมาตั้งนาน ผมก็ไม่อาจเฉยได้อีกต่อไป สองแขนผมยื่นไปรั้งร่างปุณณ์ให้หันมามองแค่ผม ตัว ปุณณ์เบาหวิวจนปลิวมาตามแรงได้ง่ายมาก ทั้งที่ยังไม่ทันออกแรงเท่าไหร่ ผมมองใบหน้าคมนั้นที่ยากจะเดาความรู้สึก ก่อนจะดึงมันมากอดไว้แน่น โดยไม่สนใจสายตาใครที่มองมายังเราสองคนอีกต่อไป ผมรู้แค่ว่าต้องทำให้ปุณณ์หยุดมองภาพนั้น หยุดกลับไปคิดถึงเรื่องพวกนั้น หลีกหนีจากความทุกข์เหล่านั้น แล้วลืมตามองแต่ผม… ผมที่ยังเป็นห่วงมัน และพร้อมจะยืนข้างมันเสมอ

“ปุณณ์……….. อย่ามองสิวะ……” แปลกที่คนร้องไห้กลายเป็นผม.. นํ้าตาผมหลั่งไหลออกมามากมายตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ โดยที่ผมไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน สิ่งเดียวที่รู้คือ เป็นผมทั้งนั้นที่ทำลายชีวิตปุณณ์ ผมเอาเรื่องไม่ดีมาบอกปุณณ์ ผมพาปุณณ์มาเห็นสิ่งไม่ดี ทุกอย่างมันเป็นเพราะผมทั้งนั้น เพราะผม เพราะผม.. “ปุณณ์……. มึงมองกูนะ… ไม่หันไปมองตรงนั้นนะ…….. มองกูนะ….” ผมยํ้าซํ้า ๆ พร้อมกระชับกอดมันแน่นขึ้นแม้สองแขนจะอ่อนแรง นํ้าตาที่ไหลมากมายคงเปียกเสื้อนักเรียนคนตรงหน้าไปหมด ตัวผมสั่นเทาขณะที่ปุณณ์ค่อย ๆ กอดผมตอบ… “ขอโทษว่ะปุณณ์… กู… ขอโทษ……….” “ไม่โน่…….. ขอบคุณ…. ผม.. ขอบคุณ….” มือของปุณณ์เย็นเฉียบ ขณะที่กอดผมไว้แน่นราวกับต้องการรั้งเป็นที่พึ่งสุดท้าย.. ถ้ามึงมองไปแล้วพบว่าตัวเองไม่เหลือใคร มองกลับมาตรงนี้ก็ยังมีกู…

40th CHAOS หลัง จากวันนั้นเป็นต้นมา ปุณณ์มีสภาพเหมือนคนกลับไปเริ่มนับศูนย์ใหม่อีกครั้ง รวมถึงผมด้วยก็เช่นกัน เป็นช่วงที่หนักมากสำหรับทั้งผมและมัน เพราะมันจำเป็นต้องใช้สมาธิอย่างหนักในการซ้อมดนตรี ขณะที่ผมเองก็ต้องใช้สมองอย่างหนักในการเตรียมงานเช่นกัน โดยต้องพยายามยิงมุกใส่มันเพื่อเรียกรอยยิ้มไปด้วย เฮ้อ… แทบจะซื้อขายหัวเราะให้มันวันละเล่มแล้วครับ (ติดแต่ว่าหนังสือออกรายสัปดาห์เลยทำไม่ได้) ปุณณ์ดูซึมในช่วงวันแรก ๆ แต่ก็ยิ้มออกบ้างในวันถัด ๆ มา ทุกครั้งที่เจอมุกโง่ ๆ ของผม (อาทิเช่น สัตว์อะไรปลูกต้นไม้ได้ ไม่รู้ล่ะสิ เป็ดไงมึง… ก็เพราะว่า เป็ด… ปักกิ่ง… ไง ขำปะ… ไม่ต้องตอบกู กูบังคับให้ขำ) ปุณณ์แสดงออกว่าแจ่มใสมากขึ้น น่าจะเป็นเพราะมีอย่างอื่นต้องทำและไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วง (เพื่อน ๆ มันก็เริ่มสังเกตว่าปุณณ์ดูแปลก ๆ ไปเลยทยอยมาถามผมแล้วครับ แต่ผมไม่มีหน้าที่ตอบ ได้แต่บอกปัด ๆ ไปว่าไม่รู้เหมือนกัน) จนบางครั้งผมไม่แน่ใจว่ารอยยิ้มที่ปุณณ์แสดงออก มันมาจากใจจริงหรือแค่พยายามแกล้งทำ เพราะแววตาที่เคยฉายความมั่นใจเอาไว้เต็มเปี่ยมของปุณณ์นั้น ดูหมองลงไม่เข้มแข็งเหมือนอย่างเมื่อก่อนสักที…

ก่อนวัน Live Contest วันนึงเป็นวันที่ผมยุ่งมาก เพราะตู้แอมป์มีปัญหาหลายตู้ ทำให้ต้องเรียกช่างมาดูเป็นการใหญ่ (ไอ้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบนี้ผมซ่อมเองไม่เป็นครับ) แถมการขนย้ายไปโรงยิมก็เป็นไปอย่างทุลักทุเลอีก เพราะไม่มีเงินเหลือพอจะจ้างเขายก ลำบากต้องใช้แรงตัวเองยกล้วน ๆ แต่ขณะที่ผมกำลังแบกตู้แอมป์เบสออกจากตึกฟ.หวังจะมุ่งหน้าไปโรงยิมนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งเรียกผมขึ้นซะก่อน “โน่… ทำไมเกินตัวงั้นวะ! มา ช่วย ๆๆ” เป็นไอ้เอิ้นที่เดินผ่านมาพอดีครับ สวรรค์ชิบหาย ผมรีบฉีกยิ้มแป้นแล้วยื่นแอมป์เบสให้มันทันที โดยไม่รอช้า ผมขอมันให้รอสักพัก แล้ววิ่งไปเอาขาตั้งไมค์อีก 2 ตัวออกมาแบกแทนแอมป์ “โห… ของเยอะว่ะ คนช่วยขนไม่มีเลยเหรอ” เอิ้นถามพลางเริ่มเดินฝ่าแสงแดดจากตึกฟ.มุ่งหน้าจะไปโรงยิม ผมใช้ต้นแขนปาดเหงื่อบนขมับตัวเองนิดหน่อยก่อนจะตอบ “มีดิ แต่พวกน้อง ๆ ไม่ว่างว่ะ เรียนอยู่ ก็มีแต่พวกม.5 อะช่วยกัน”

“เหลืออีกเยอะปะ บ่ายนี้มิสพรรณีปล่อยพวกกูเข้าห้องสมุด เดี๋ยวกูอยู่ช่วยมึง” โอ๊ยยย เสียงสวรรค์รึเปล่าครับ!! ผมรีบหันไปยิ้มแฉ่งให้เอิ้นทันที “เออดีเลย เหลืออีกบาน ช่วยหน่อยนะ” แล้ว บ่ายนั้นเอิ้นก็ได้ช่วยผมจริง ๆ เราสองคนเดินวนไปวนมาระหว่างตึกฟ.กับโรงยิมมากกว่าสิบรอบเห็นจะได้ แต่ระหว่างกำลังเดินแบกของรอบที่เก้าครึ่ง (ของเริ่มน้อยแล้ว) อยู่นั้นเอง เสียงโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้นขัดจังหวะพอดี ‘ขอให้เจ้าภาพจงจาเริ๊นนนนน คิดเงินให้ได้เงินนนน คิดทองให้ได้ทองงงงง ขอให้เจ้าภาพจงเจริญญญญ’ ไอ้เชี่ยโอมครับ..

“ไร มึง” ผมกรอกเสียงลงโทรศัพท์ที่หนีบอยู่กับต้นคอ เพราะตอนนี้มือไม่ว่างต้องแบกลังแทมโบรีน แซก แล้วก็ไมค์ลอยที่ชมรมต้องเตรียมไปเองอีก “หนังกลองหย่อน ขอกุญแจกลองด่วน ๆ เลยมึง” อ้าวไอ้ห่านี่… สั่งตลอด! ผมขมวดคิ้วใส่โทรศัพท์ “รอบหน้า รอบนี้กูออกมาแล้ว” “เฮ้ยไม่ได้!! กำลังซาวด์เช็ครอบแรกอยู่!” แล้วมึงรอหน่อยไม่ได้รึงายยยยยยยย ผมชักหงุดหงิด (เพราะอากาศร้อน) แต่ขี้เกียจเถียงกับมันเลยหันไปบอกเอิ้นแทน “เอิ้นเดินไปก่อนนะ เดี๋ยวเรามา… เออ ๆ เดี๋ยวกูเอาไปให้ ช้าหน่อย แค่นี้นะ” ประโยคสุดท้ายผมบอกไอ้โอม ก่อนจะจัดแจงยัดมือถือลงกระเป๋ากางเกงแล้วเลี้ยวกลับไปห้องชมรมใต้ตึก ฟ.ทันที “ให้รอป่าวโน่!?” เสียงเอิ้นตะโกนไล่หลังมา แต่ผมส่ายหัวพรืด “ไปก่อนเลย เดี๋ยวตามไป”

ผม แบกลังอันเดิม (แต่ไม่ค่อยหนักมาก) กลับไปที่ห้องชมรม ไขกุญแจเพื่อหยิบกุญแจกลองและพวกไขควง ประแจเลื่อนอะไรออกมาอีกนิดหน่อย (เพราะรู้ว่าลองเป็นอย่างนี้เดี๋ยวพวกมันก็ถามหาอีก) ก่อนจะปิดประตูห้องเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ ปุณณ์ผ่านมาพอดี “อ้าว… ขนไรเต็มมือเลยโน่?” “มือกูมีแต่ของ ไม่มีขน” ตอบงี้เลยโดนมันทุบหัวเข้าให้ (หาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ เลยกู) “กวนตีนนะมึง ตกลงแบกอะไรนักหนา” “เตรียม ของให้พวกมึงพรุ่งนี้แหละ” ผมโบ้ยความผิดใส่มัน เพราะพวกมันเป็นคนประกวดพรุ่งนี้ ไม่ใช่ผมซักหน่อย… เออ เริ่มพาลแล้วว่ะ ได้ข่าวว่างานนี้ผมเป็นเจ้าภาพเอง “โทษกูอีกนะ… ให้ช่วยปะ ของเยอะมั้ย” ช้าไปแล้วมึง… “จะเสร็จละ ไม่เป็นไรหรอก” ผมเห็นหน้ามันหมอง ๆ เหมือนคนรู้สึกผิด เลยฉีกยิ้มกว้างพลางถองศอกใส่มันซะหนึ่งที “คิดมาก! ไม่มีเรียนรึไง?” มัน ยิ้มตอบผมบาง ๆ ทำเอาผมรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นไปอีก เพราะตอนนี้สำหรับผม สิ่งมีค่าที่สุดคือรอยยิ้มปุณณ์ “ก็มีว่ะ นี่ลงมาเอาของให้มิสศุภางค์.. ไหวแน่นะ?” “ไหว ๆๆ ไว้เจอกันพรุ่งนี้” ผมยิ้มยืนยันมันอีกที เห็นปุณณ์ยิ้มกลับกว้างกว่าเดิม “ไม่ต้องถึงพรุ่งนี้หรอก เดี๋ยวตอนเย็นแวะไปหา อยู่ในโรงยิมใช่ปะ?” “อื้ม” ผมพยักหน้าตอบมัน ก่อนร่างโปร่ง ๆ นั้นจะโบกมือลาแล้วเดินผ่านไปเอาของให้อาจารย์ เห็นปุณณ์ดูดีขึ้น แววตาสดใสมากขึ้นแบบนี้แล้วผมก็สบายใจ ***

การ ขนของเสร็จสิ้นลงในที่สุด ผมล่ะแทบอยากลงไปนอนแผ่หงายกลางโรงยิม (จริง ๆ ทำไปแล้ว แต่โดนพี่นนท์ด่าว่าทุเรศ ก่อนจะดึงผมให้ลุกขึ้นมานั่งดี ๆ) เลยทำได้แค่หลบไปนอนบนแสตน ฟังเสียงไอ้โอม ไอ้อาร์ท และเพื่อนคนอื่น ๆ ช่วยกันซาวด์เช็ครอบที่หนึ่งพลาง ปัดแมลงวันที่เริ่มบินมาตอมตัวพลาง (กูอาบนํ้าแล้วนะมึง) ไม่นานนักก็มีใครคนหนึ่งล้มลงนั่งข้างผม “เหนื่อยเหรอโน่” เสียงไอ้เอิ้นครับ “เออ ดิ่ เหนื่อย มึงไม่เหนื่อยเหรอวะ ขอบใจมากนะเว่ย” ผมยกมือไหว้มันปลก ๆ ทั้งที่ยังนอนตัวยาวหลับตาอยู่ โดยไม่รู้หรอกว่าเอิ้นทำสีหน้าแบบไหน แค่ได้ยินเสียงมันหัวเราะแผ่ว ๆ กลับมา “ไม่เป็นไรหรอก ทำให้มึงทำได้ทุกอย่างแหละ หึหึหึ” เอ๊ะ!? ผมลืมตาขึ้นขมวดคิ้วมองหน้ามันที่ทำเป็นไม่มองผม แต่ผมยังติดใจคำพูดเมื่อกี้อยู่ “มะ………….” ว่าจะถามอะไรบางอย่าง เอิ้นก็ชิงพูดตัดขึ้นมาก่อน “กูไม่มีหวังเลยใช่ปะ” หมายถึงอะไรของมันวะ? “หวังอะไรวะ” แม้คำถามผมจะดูซื่อ ๆ แต่ผมก็ซื่อจริง ๆ นี่ครับ ถึงพอเดาออกบ้างก็เหอะว่าไอ้เพื่อนคนนี้มันแอบคิดอะไร “มึง แม่ง… แกล้งทำเป็นไม่รู้นะ” มันตัดพ้อผม เออ ก็เก่งว่ะ เรื่องบางเรื่องรู้ไปทำอะไรไม่ได้ ก็แกล้งไม่รู้ซะดีกว่า.. ถึงทีผมหัวเราะบ้าง “แล้วไง อยากให้กูทำเป็นรู้เหรอ” ผมล้อมันพลางลุกขึ้นมานั่งคุยด้วยดี ๆ เมื่อทอดสายตาไปข้างหน้า ภาพที่เราสองคนเห็นก็คือเวที Live Contest ที่เอิ้นจะต้องขึ้นประกวดวันพรุ่งนี้ กำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทีละน้อย ด้วยฝีมือชาวชมรมดนตรีอย่างพวกเรา

เสียงเอิ้นถอนหายใจยาว ก่อนจะเอื้อมมือมาตบบ่าผมเบา ๆ “กูทำให้มึงลำบากใจบ้างรึเปล่า… โทษนะ” “เฮ้ย!! เปล่าเลย คิดมาก!” ได้ยินดังนั้นผมจึงรีบโบกมือปฏิเสธมันเป็นพัลวัน เห็นเอิ้นแค่นยิ้มเล็กน้อย ก่อนมันจะพูดต่อ “กู…. ก็ไม่รู้จะพูดยังไงว่ะ กูว่ากูไม่ได้เป็นเกย์นะ แต่มึง…. น่ารักดีว่ะ… เฮ้ยย อย่าทำตาขวางอย่างงั้น.. กูหมายถึงมึง… กวนตีนกูดี อยู่ใกล้แล้ว.. สบายใจว่ะ.. หน้ามึงแม่งเหมือนแป๊ะยิ้มด้วย ดูดิ่ หัวเหม่ง ๆ ตาตี่ ๆ กู… ชอบว่ะ” หืมมมม ไอ้เชี่ยเอิ้น!! นี่มึงกำลังสารภาพรักกับกูหรือแค่หลอกด่า ผมเริ่มไม่แน่ใจเลยกะว่าจะตอกกลับแม่งซักหน่อยว่ามึงหล่อนักล่ะ ดีว่าสังเกตเห็นเอิ้นมันทำหน้าตาจริงจังเสียก่อน เลยปรับโหมดซีเรียสตามมัน ผม เกาหัวเกรียน ๆ ของตัวเองสองสามทีอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เพราะไม่เคยมีใครพูดตรง ๆ ด้วยอย่างนี้มาก่อน “เอ่อ… มึง… ก็เป็นเพื่อนที่ดีของกูนะ กูก็ดีใจอะที่มึงชอบกู แต่… กูไม่ได้คิดอย่างอื่นกับมึงจริง ๆ ถ้ากูทำให้รู้สึกแย่ กูก็ขอโทษนะ… กู.. เห็นมึงเป็นเพื่อนจริง ๆ” ที่ตัดสินใจบอกออกไปแบบนี้ เพราะเปล่าประโยชน์ที่เอิ้นจะมาหวังกับผมจริง ๆ ครับ… สำหรับผมเอิ้นเป็นเพื่อนที่ดี ไม่เคยคิดเกินเลยไปถึงไหน จนกล้าพูดว่าต่อให้ไม่มีปุณณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็ไม่เคยมองเอิ้นในแง่นั้นอยู่ดี เอิ้นพยักหน้าเข้าใจเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา “ขอบใจว่ะที่บอก… ขอบใจด้วย ที่ไม่เคยให้ความหวังกูเลย” อ้าวไอ้เชี่ย ชมหรือด่า!? “ด่ากูเรอะ!” ผมโบกกะบาลมัน จนเอิ้นส่งเสียงหัวเราะร่า “ชม!!! ก็ดีแล้วไงมึง กูจะได้ไม่ต้องตัวลอยมาก แต่มีอะไรให้กูช่วยบอกได้ตลอดเลยนะ กูยังเหมือนเดิมแหละ” มันตบท้ายด้วยรอยยิ้ม นำให้ผมยิ้มตาม จึงยื่นมือไปตบบ่ามันเหมือนกัน “ขอบใจ ๆๆ”

แต่ ยังไม่ทันที่เราจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นกันดี เสียงไอ้เชี่ยโอมก็ดังออกลำโพง ผ่านไมโครโฟนตัวที่มันเช็คเสียงอยู่เสียก่อน “อ้าวปุณณ์ เข้ามาดิ่! ไอ้โน่นั่งจู๋จี๋กับเอิ้นอยู่ตรงโน้นว่ะ มึงจัดการเลย” แล้วไอ้เชี่ยนี่ปากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!! เอิ้น หัวเราะขำทันที “งั้นกูไปก่อนนะ สู้ ๆ อะมึง พรุ่งนี้เจอกัน” ผมโบกมือลาตอบมัน เห็นปุณณ์ตบไหล่เอิ้นระหว่างเดินสวนกัน ก่อนมันจะเดินขึ้นมาหาผม “จู๋ จี๋กันกลางโรงยิมเลยนะพวกมึง” มันบ่นทำเป็นประชด แต่ใบหน้าเคลือบด้วยรอยยิ้มอยู่ บ่งว่าไม่จริงจังอะไร ผมเลยแกว่งเท้าไปเตะหน้าแข้งมันดังป๊าบ โทษฐานปากดี “มา ทำไม เขาจัดของเสร็จหมดแล้ว กลับบ้านไปมึงอะ” แต่มันยังหน้าด้าน ทำเป็นหัวเราะลอยหน้าลอยตาแล้วนั่งลงข้าง ๆ ผมอย่างไม่สะทกสะท้านได้อีกครับ “จะอยู่ จะอยู่รอส่งประธานชมรมกลับบ้าน ใครจะทำไม” “ตีสอง” ผมขู่มัน “งั้นเดี๋ยวกลับไปนอนแล้วขับรถมารับอีกที” นั่นไง เผยธาตุแท้ออกมาแล้วไอ้เลววว ไหนบอกจะอยู่รอกู! ผมตบหัวมันเบา ๆ (มั้ง) อีกครั้ง “จริงใจสัด ๆ เลยนะมึงง” “ไม่ ได้หรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ขึ้นเวทีแล้วไม่หล่อ คนถ่ายรูปเยอะอีก ต้องดูดี” มันว่างั้น พลางเก็กหน้าหล่อ โคตรจะหมั่นไส้เลยว่ะ ผมโก่งคออ้วกแม้จะแอบดีใจว่าปุณณ์กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแล้ว แว่วเสียงมันผิวปากเป็นเพลงอะไรซักอย่างเบา ๆ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้เห็นปุณณ์กลับมาเป็นคนเดิมอีกแล้ว “บอส ครับ มัวแต่สวีทนะครับ ช่วยมาดูตู้แอมป์ไหม้อีกแล้วด้วยครับ” เสียงไอ้เชี่ยโอมคนเดิม ดังมาจากลำโพงตัวเดิม กวนตีนจริง ๆ ว่ะ ผมว่าเดินไปถึงหน้าเวทีคงต้องยึดไมโครโฟนให้ห่างจากปากหมา ๆ ของมัน เพราะเดี๋ยวคนใช้ต่อจะติดโรคพิษสุนัขบ้าเรื้อรัง

ปุณณ์ หัวเราะขำกับถ้อยคำเสียดสีเหล่านั้น แต่ยังไม่วายดึงเอาผมไปโอบไหล่ซะแน่นโชว์ไอ้เชี่ยโอมอีก (เสียงไอ้โอมอ้วกออกไมค์ดังมากครับ) เฮ้ย!! ไอ้ห่านี่ก็ชอบบ้าจี้กับเขา ผมดิ้นขลุกขลัก ก่อนจะสะบัดตัวออกแล้วลุกขึ้นยืนบนแสตน ชี้หน้าไอ้ปุณณ์อย่างคาดโทษทันที “เล่นนักนะเมิงง!! เดี๋ยวกูมา ตกลงรอใช่ปะ” แต่สงสัยผมจะไม่น่าเกรงขามพอว่ะ เพราะไอ้ปุณณ์มันหัวเราะขำ “หึหึหึ เออ” “ฝากไว้ก่อนนะมึง” ผมเข่นเขี้ยวบอกมัน ก่อนจะเดินจากไปยังบริเวณหน้าเวที เพื่อต่อยตีกับตู้แอมป์ที่ขยันเสียทุก 5 นาที ท้อง ฟ้ามืดสนิทแล้ว ขณะรถแท็กซี่ที่ไอ้ปุณณ์นั่งมาส่ง กำลังจอดเทียบรั้วบ้านผม.. นาฬิกาข้อมือบอกเวลาสองทุ่มกว่า แม้จะไม่ดึกเท่าที่ขู่มัน แต่ก็ถือว่าช้ามาก ๆ อยู่ดี (ขนาดขอเวลาทั้งบ่ายไปจัดสถานที่แล้วนะเนี่ย) ผมคว้าเอากระเป๋านักเรียนมาถือ พร้อมสำรวจข้าวของต่าง ๆ ว่าหลงลืมไว้หรือไม่ ก่อนจะโบกมือลามัน “บายเว้ย พรุ่งนี้สู้ ๆ นะ” “ขอคะแนนพิเศษได้ป่าว” มันอ้อนถาม ผมหัวเราะเหอะ ๆ “กูตงฉิน เสียใจด้วย” ผมทำหน้าเหนือใส่มัน เห็นมันหัวเราะกลับมาเช่นกัน “ก็ด๊ายย หึหึ” “เจอ กันพรุ่งนี้นะ” ต้องรีบตัดบท เพราะเกรงใจพี่คนขับแท็กซี่อาจจะหงุดหงิดได้เพราะจอดนาน แต่ขณะกำลังก้าวขาลงจากรถอยู่นั้น ปุณณ์กลับคว้าแขนข้างหนึ่งของผมเอาไว้มั่นเสียก่อน “หืม?” จนต้องหันกลับไปส่งเสียงถามอย่างสงสัย “โน่….” คนที่นั่งมาด้วยกันเรียกชื่อผม ให้เลิกคิ้วมองมันที่ค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมาก่อนจะพูดต่อ “พรุ่งนี้รอฟังนะ… มีอะไรจะบอก”

ประตูแท็กซี่ถูกปิดลง พร้อม ๆ กับรถที่วิ่งจากไปแล้ว เหลือแต่ผมที่ยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ผมไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ปุณณ์มีอะไร แต่นัยน์ตาที่กลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิมของปุณณ์ บอกให้ผมรู้ว่า…. ผมได้ปุณณ์คนเดิมกลับมาแล้ว :)