41–45

41st CHAOS เช้าวันงาน Live Contest ชมรมดนตรีทุกคนวิ่งวุ่นมาก โดยเฉพาะผมกับไอ้โอม เพราะเสือกถูกบราเดอร์ศักดาแกล้งเทสย่อยในห้องเรียนโดยไม่ยอมบอกก่อนล่วง หน้า เลยโดดเรียนไปเตรียมงานไม่ได้อีก กว่าจะแจ้นออกมาจากห้องได้ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมงกว่า ต้องวิ่งตามงานกันเหงื่อแตกเลยทีเดียว ตู้ แอมป์มีปัญหาจนวันสุดท้าย ไม่รู้จะอะไรกันนักหนาครับ จนตอนนี้ผมกลายเป็นฝ่ายซ่อมแซมบูรณะประจำชมรมไปแล้ว (เหอ ๆ) มีอะไรพังพวกมันวิ่งลิ่ว ๆ มาให้ผมซ่อมตลอด จากตอนแรกซ่อมตู้แอมป์เองไม่เป็น (กลัวไฟดูด) ตอนนี้เริ่มบ้าดีเดือด อาจหาญถึงขนาดแกะสายไฟออกมาดูว่าแม่งเป็นเชี่ยอะไรนักหนา ในที่สุดไขควงกับประแจก็กลายเป็นอวัยวะส่วนที่ 33 และ 34 ของผมไปเรียบร้อยแล้วครับ…. เอาสิเมิงง อะไรเสียอีก เอามาให้หมด กูสู้ตาย! วันนี้ไอ้โอมมันปรนนิบัติพันวีผมยกใหญ่ เพราะผมช่วยซ่อมเครื่องดนตรีไปเยอะมากกก จนมันบอกว่าเห็นแล้วยังเหนื่อยแทน “เหลือ อีกครึ่งชั่วโมงนะครับ งานจะเริ่ม ประมาณอีกสิบห้านาทีเชิญวงแรกกับวงที่สองไปแสตนบายหลังเวทีได้เลยครับ” ผมเดิน (ทั้งที่ยังถือไขควงและประแจในมืออยู่) เข้ามาในห้องพักเก็บตัวของผู้ประกวดที่นั่งกันหน้าสลอนอยู่เต็มไปหมด.. โอ้โห กูว่าจัดห้องให้กว้างแล้ว แต่คนดันเยอะจนห้องดูแคบไปถนัด สงสัยเพราะแต่ละคนต่างแบกเครื่องดนตรีส่วนตัวมาด้วยอีกล่ะมั้ง ผม พูดจบก่อนจะหันหลังแปะป้ายลำดับวงลงบนประตูห้องให้อีกที เผื่อจะมีคนจำไม่ได้ แต่เพราะรีบมาก เลยไม่ทันสนใจมองว่าห้องนี้มีคนรู้จักผมนั่งอยู่บ้างรึเปล่า เดี๋ยวต้องไปดูตรงซาวด์เอ็นจิเนียร์ที่น้องน็อตช่วยรับผิดชอบแบบเกร็ง ๆ อยู่อีก ช้านักจะไม่ทันการณ์ ผมล่ะกลัวมันทำแผงซาวด์เอ็นฯพัง “โน่!!” แต่เสียงที่คุ้นเคยดีดังขึ้นด้านหลังผมระหว่างกำลังแปะรายชื่อวงอยู่ครับ นำให้ผมขานรับทั้งที่ยังไม่ทันหันไปมองหน้ามัน “ไงเอิ้น” “เหนื่อยมั้ย?” เอิ้นถามผม ขณะผมกำลังตบประตูปัง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่ากระดาษติดแน่นกับประตูดีอยู่ ผมทุบอีกสองสามทีก่อนจะอ้าปากตอบมัน “โคตร ๆ กูไปก่อนนะ ซาวด์เอ็นฯกำลังมึน” เอ่อ… ดูตัดบท

มากเกินไปปะครับ? พูดแล้วก็สำนึกได้ เลยหันไปมองหน้าเอิ้นที่ดูหงอย ๆ ลงไปซักหน่อย เอาไงดี…. ผมเลยยื่นมือตบบ่ามันอีกสองทีเป็นกำลังใจ “สู้ ๆ นะเว่ย กูดูอยู่” นั่นแหละ มันถึงได้ยิ้มออก ผม ยิ้มพลางคิดว่าจะรีบเดินกลับไปหาไอ้น็อต (ป่านนี้จิตตกแย่แล้ว) แต่รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังมองอยู่อีก เลยหันกลับไปเช็คดูภายในห้องสักหน่อย ปรากฏ ว่าเป็นวงพี่โอ๊ค (ประธานชมรมปีที่แล้ว) กำลังยิ้มส่งแปล้ให้ผมอยู่ครับ เห็นดังนั้นผมจึงผงกหัวกลับเป็นการทักทายทันที วงพี่โอ๊คสมชื่อ All Star จริง ๆ เพราะสมาชิกวงแต่ละคน ตัวเก๋า ๆ ทั้งนั้น เด็กชมรมดนตรีเก่ง ๆ ก็ถูกเกณฑ์ไปร่วมวงหมด งี้ไม่ให้ผมเทคะแนนให้ได้ไง!! ตัวเก็งเลย วงพี่เขาน่ะ ผม ทักทายวงพี่โอ๊ค ก่อนสายตาจะมองผ่านไปข้าง ๆ ไม่ไกลกันนัก เห็นสมาชิกวงมาเฟียจับจองที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ใบหน้าด้านข้างของไอ้ปุณณ์กำลังคุยกับเพื่อนร่วมวงอย่างออกรสอยู่ ไม่ได้มองเล๊ยย ว่าผมเดินเข้ามา มีแต่ฟี่เท่านั้นที่สบตาผมเข้าพอดี ผม ทำไม้ทำมือบอกฟี่ให้สะกิดปุณณ์หน่อย ซึ่งมันก็ทำตามโดยเร็ว ปุณณ์โดนฟี่สะกิดแรง ๆ สองสามที กว่ามันจะยอมหันมามองได้ แล้วก็ต้องทำหน้าประหลาดใจที่เจอผมยืนอยู่ตรงนี้… เออ ขำดีว่ะ กูยืนอยู่นานแล้วเหอะ มันส่ง ยิ้มกว้างมาทางผม นำให้ผมยักคิ้วพลางแอบชูสองนิ้วกลับไป (ชูสูงมากไม่ได้ครับ เดี๋ยวคนอื่นหาว่าลำเอียง) อ่า… อยู่นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว ไอ้น้องน็อตจะตายเอาครับ ผมทำปากบอกมันว่า ‘โชคดี’ ก่อนจะรีบแจ้นออกนอกห้องไป *** หลัง จากซาวด์เช็ครอบสุดท้ายปรับเสียงกับซาวด์เอ็นฯเสร็จ และน้องน็อตเก่งพอจะคุมแผงเครื่องมือคนเดียวได้แล้ว (จริง ๆ มีไอ้อาร์ทช่วยดูอยู่ด้วย กันเหนียวครับ เครื่องมือมันแพง) ผมก็ได้เวลากลับไปประจำที่นั่งกรรมการซักที โดยไม่ลืมจะถือวอ ประแจ และไขควงมาด้วย เพราะถ้าตู้แอมป์ตัวไหน

ไหม้อีก จะได้ขึ้นไปช่วยทัน (เป็นประธานชมรมต้องอดทนครับ) กำหนดการณ์เปิดงานโดยอธิการขึ้นมาพูดก่อน (ใครชวนมาวะ) ตามด้วยมิสและมาสเซอร์ที่ปรึกษาชมรมเรา ปิดท้ายด้วยประธานชมรมซึ่งคือผม (พูดสั้นนิดเดียว) ก่อนงานจะเปิดอย่างเต็มตัว ลำดับ 15 วง ถือว่าไม่มากไม่น้อยจนเกินไปครับ ผมพลิกรายชื่อวงไปมาจึงเห็นว่ามีรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักลงแข่งกันหลายคน.. ไอ้เป้อก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ผมเห็นน้องมาวินนั่งเชียร์อยู่บนแสตนห่างจากเวทีพอดู สงสัยมันคงทะเลาะกันอีก พลิก ๆ ไปก็เห็นรายชื่อน้องมิก ถูกรวมอยู่ในวงพวกเด็กม.4 ด้วย เลยอดแหย่ไอ้โอมไม่ได้ “เฮ้ย.. วงนี้สงสัยจะคะแนนเฟ้อว่ะ” ผมแกล้งชี้ชื่อวงที่น้องมิกรวมอยู่ แต่คนอย่างไอ้เชี่ยโอมมีเหรอจะเผยไต๋ “ไอ้ฟิล์มไม่ได้เป็นกรรมการด้วยซักหน่อย” โบ้ยนะมึง!! หมั่นไส้หวะ ผมส่ายหน้าเซ็ง โดยไม่รู้ตัวเล้ยย ว่างานกำลังจะเข้าตัวเองในอีกไม่กี่วินาที “ว่าแต่มึงเหอะ… พี่เชี่ย หรือ มาเฟีย ดีล่ะจ๊ะะ พ่อหนุ่มเนื้อหอมมมม” นั่นไง โดนเลยกู ผมหันไปค้อนมันทันที “ตลกละมึง! มาเฟียดิ่! ฮ่า ๆๆๆๆ” มุกครับมุก ไอ้โอมโบกกะโหลกผมดังป๊าบบ “กูว่าแล้ว! ล้มมวยนะมึง!!!” ตบไม่พอ มันล็อคคอผมอีก อ็อกกกกกกกก หายใจไม่ออกโว๊ยยย “ล้อ ล้อ ล้อ… ล้อเล่นนนนนน… ปล่อยเส่ะวะะะะะ” ผมดิ้นขลุกขลักในแขนไอ้โอม ได้ยินเสียงมันหัวเราะสะใจ หึ! ฝากไว้ก่อนเหอะมึง! ถ้าไม่ติดว่างานเริ่มแล้วผมคงไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียวแน่ ๆ แต่ใช่แล้ว….. ตอนนี้พิธีกรในงาน (ซึ่งคือน้องคิมกับไอ้เคน มาช่วยเป็นให้) กำลังเริ่มขึ้นมาแนะนำวงแรก พวกผมจึงต้องปรับโหมดตัวเองสู่ฟังก์ชั่นตั้งใจทำงานทันที

เวลผ่านไปพักใหญ่ กว่าจะมาถึงวงที่สี่ นับว่ากินเวลาประมาณหนึ่งเพราะเอฟเฟกต์กีต้าร์ของวงที่ 3 แอบช็อต ทำให้เสียงหอนทั่วทั้งโรงยิม (กำลังจะหลับอยู่ สะดุ้งเลยครับ สงสัยมันจงใจปลุก) แล้วหน้าที่คนถือไขควงไปงัดเอฟเฟกต์คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากยอดชายนายโน่ คนดีศรีชมรมอีกตามเคย เหอ ๆๆ ขอรางวัลพิเศษให้ตัวเองได้ไหมอะ โทษฐานเป็นกรรมกรประจำงาน แต่สุดท้ายสายไฟไม่ได้ช็อตครับ

มือกีต้าร์มันเสือกปรับ sequence ผิดต่างหาก (คือการปรับหน้าปัดของแอมป์เพื่อลดเสียงแผด เสียงแหลม เสียงทุ้มครับ ถ้าปรับผิดเวลาเหยียบเอฟเฟกต์กีต้าร์ก็จะหอนเหมือนเวลาไมค์อยู่ใกล้ลำโพง โคตรหนวกหู) ทำกูเหนื่อยฟรีนะมึง! งี้ต้องหักคะแนนให้เข็ด! ผมนั่งหลับมั่งตื่นมั่งจนวงที่ 5 ของไอ้เอิ้น ถึงได้ตื่นเต็มตาขึ้นมาหน่อย ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับ แต่ไอ้โอมแม่งกระทืบเท้าผมยิก ไอ้ห่านี่… รองเท้าหนังกูเป็นรอยซื้อให้ใหม่เลยนะมึง! ผมหันไปด่ามันแบบไม่มีเสียง ก่อนจะพลิกกระดาษให้คะแนนเปลี่ยนเป็นหน้าต่อไป เพื่อลงคะแนนใหม่ให้วงพี่เชี่ยของพวกเอิ้น แข่งรอบสุดท้ายให้โควต้าวงละ 3 เพลงครับ ภายในเวลา 15 นาที ห้ามเวิ่นเว้อ เครื่องดนตรีพังก็ต้องรีบซ่อม (กรณีที่เป็นของวงเอง แต่ถ้าของงานพัง จะหยุดเวลาให้) วงเอิ้น (ไอ้พวกพี่เชียร์ทั้งหลาย) ขึ้นมาเซทเครื่องดนตรีอย่างว่องไวไม่ให้เสียเวลา ท่ามกลางเสียงตะโกนต้อนรับจากรุ่นน้องมากมาย เพราะความที่วงมันเป็นพี่เชียร์ทุกคน เลยมีฐานเสียงจากน้อง ๆ ม.ต้น เด็กแสตนของพวกมันเยอะเป็นพิเศษ พี่เชี่ยเล่นเพลงเอาใจกรรมการโอมอีกแล้วครับ เพราะมันเริ่มด้วย Deftones วงโปรดไอ้โอม เพลง 7words (กล้ามาก) ตอนมันร้อง Suck, Suck, ผมล่ะต้องรีบหันไปมองบราเดอร์ที่ทำหน้าขึงขังทันที (พอซักพักตะโกนคำว่า FUCK ออกไมโครโฟนอีก ทำกูเครียดจัดเลยนะมึง!!) แต่ก็เอาเหอะนะ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เพราะเป็นช่วงเวลาของเด็ก ๆ เขาปลดปล่อยกัน ฮ่า ๆๆ แต่ จริง ๆ ผมชอบเพลงนี้นะ จังหวะมันหลากหลายดี ผมเป็นคนชอบฟังเสียงเบส (สงสัยเพราะตัวเองเล่นเชลโล่) เลยโปรดเพลงนี้เป็นพิเศษ เอาเป็นว่าให้คะแนนพิศวาสมันนิดนึงละกัน หึหึหึ (รู้แล้วเหยียบไว้ครับ) เพลงต่อไปเป็น Zero ของ The Smashing Pumpkins ไม่ รู้วงนี้จะเอาใจไอ้โอมไปถึงไหน มันถึงกับนั่งโยกไม่หยุด ก่อนจะหันมากระซิบกับผมว่า “ไอ้เอิ้นก็ดีนะ หล่อไม่เท่าปุณณ์แต่รสนิยมดี” ไอ้ห่าาาาาา ใจง่ายนะมึง!! ผมส่ายหัวหน่ายไม่อยากจะเถียงสู้มัน แต่ก็โยกตามเพลงที่เอิ้นเล่นไปด้วย อืม.. กลองทำ timing ดีว่ะ เครื่องดนตรีอื่นเลยลื่นไหลไปไม่มีปัญหา อันนี้ไม่ได้ลำเอียงครับ ผมให้คะแนนไปเยอะจริง ๆ ติดแต่เสียงเอิ้นกวนตีนไม่เท่าคุณบิลลี่ นักร้องนำต้นตำรับนี่สิ สงสัยเพราะเสียงเอิ้นมันหล่อไปหน่อย เหมาะจะร้องเพลงค่ายเบเกอรี่มิวสิกมากกว่า (ฮา..) แน่นอนว่าพอพูดถึงไก่ ไก่ก็มา… เพราะถึงจะไม่ใช่เบเกอรี่มิวสิก แต่อารมณ์มันใกล้เคียงกัน

ผม เงยหน้ามองอินโทรกีต้าร์เพลงคุ้น ๆ ที่ดังอยู่บนเวที ตัดกับฟีลร็อคหนัก ๆ อย่างเพลงเมื่อกี้ พร้อมใบหน้าของเอิ้นที่ส่งยิ้มให้ผมกว้างอย่างคนมีเลศนัย เสียงทุ้มนั้นพูดออกไมค์ระหว่างอินโทรเพลงสุดท้ายกำลังเล่นอยู่ว่า “เพราะรู้ว่าตัวเองจะอกหัก เลยซ้อมเพลงนี้ไว้” เออเอาเข้าไป… คนอื่นขำครืน แต่ผมทำได้แค่หัวเราะแหะ ๆ ระหว่างไอ้เชี่ยโอมเตะหน้าขาผมดังป้าบ ๆ (คิดว่ากูไม่เจ็บรึไง!) เอิ้นส่งสายตามาทางผมพลางคลี่ริมฝีปากอวดลักยิ้มประจำตัวมันมาให้ “ยังไงก็อยากให้ลองคิดดูอีกทีนะ” “อาจเป็นแค่ความฝัน มีไหมวันที่เราสองคนจะรักกัน ก็เลยถาม ว่าเธอคิดอย่างไร กับสิ่งที่ฉันได้ทำให้เธอ เธอรู้หรือไม่ เสียใจ เมื่อเธอนั้นได้พูดว่า ไม่อาจจะให้มากไป ฉันขอเพียง แค่เธอนั้น ให้โอกาสฉันได้ไหม อย่าเพิ่งถอยหนีไป ลองคิดดู สิ่งที่ฉันทำ เธอไม่ต้องกลัวมันแค่เรื่องของหัวใจ และฉันเอง ก็อาจจะไม่ใช่ เธอแค่ลองเปิดรับหัวใจของฉันหน่อย จะได้ไหม เธอคิดอย่างไร กับสิ่งที่ฉันได้ทำให้เธอ เธอรู้หรือไม่ เสียใจ เมื่อเธอนั้นได้พูดว่า ไม่อาจจะให้มากไป ฉันขอเพียง แค่เธอนั้น ให้โอกาสฉันได้ไหม อย่าเพิ่งถอยหนีไป ลองคิดดู สิ่งที่ฉันทำ เธอไม่ต้องกลัวมันแค่เรื่องของหัวใจ และฉันเอง ก็อาจจะไม่ใช่ เธอแค่ลองเปิดรับหัวใจของฉันหน่อย จะได้ไหม ลองคิดดู สิ่งที่ฉันทำ เธอไม่ต้องกลัวมันแค่เรื่องของหัวใจ และฉันเอง ก็อาจจะไม่ใช่ เธอแค่ลองเปิดรับหัวใจของฉันหน่อย ลองคิดดู สิ่งที่ฉันทำ เธอไม่ต้องกลัวมันแค่เรื่องของหัวใจ และฉันเอง ก็อาจจะไม่ใช่ เธอแค่ลองเปิดรับหัวใจของฉันหน่อย จะได้ไหม”

อืม มมม……… ไอ้เชี่ยโอมมันยื่นเท้ามาเตะขาผมยิกเลยแฮะ….. อืมมมมม……. แล้วเมื่อไหร่เอิ้นมันจะเลิกมองหน้าผมซักที (เป็นโรคใครมองมาแล้วชอบมองตอบซะด้วย) อืมมมมมม……. เอาไงดีวะ มือผมตอนนี้ถึงกะให้คะแนนไม่ถูก จนเมโลดี้สุดท้ายจบลง ผมยิ้มขำ ๆ ให้ไอ้นักร้องนำที่ก็ยิ้มให้ผมอยู่เหมือนกัน ก่อนจะเดินลงจากเวทีไป เสียงไอ้โอมแหวมาคนแรก “กลางโรงยิมเลยว่ะมึง! กล้าโคตร!” ตลกละมึง มันไม่ได้พูดชื่อกูซักคำ ไม่มีใครเขาขี้เสือกอย่างมึงหรอก ผม ส่ายหัวหน่าย พลางไล่ให้คะแนนในช่องของวงเอิ้นไปด้วย อืม… ดนตรีใช้ได้ เสียงร้องสองเพลงแรกขัด ๆ แต่เพลงที่สามกำลังพอดี (บอกแล้ว เสียงเอิ้นเหมาะจะร้องเพลงจีบสาวมากกว่า) เสียแต่ set list สะเปะสะปะไปหน่อยนะเพื่อน มึงเล่นไม่คุมคอนเซปต์เล้ยยย นึกอยากเล่นพั้งค์ก็เล่น อยากเล่นร็อคก็เล่น อยากเล่นซอฟท์ร็อค… มึงงง ก็เล่น สรุปว่ากูปรับตัวตามไม่ทัน โดนหักนิดหน่อยแล้วกันนะ หวังว่าคงเข้าใจ วงเอิ้นลงไป วงต่อไปก็ขึ้นมา ผมมองชื่อวง Seven Dwarfs แล้วต้องหัวเราะหึหึ…. เพราะนี่มันวงน้องมิกนี่หว่าาา แต่ ไอ้โอมทำเป็นตีบื้อครับ มันเคาะปากกาไปมา ตาก็มองอยู่แค่กระดาษคะแนนตรงหน้า ไม่ยอมมองตอบน้องมิกเค้า ที่อุตส่าห์ส่งสายตาตื่น ๆ มาทางกรรมการโอมเหมือนอยากขอกำลังใจ ถึงคราวผมกวนตีนมันมั่ง ผมยื่นเท้าไปเตะหน้าแข้งมันกลับ “เด็กมึงว่ะ ตื่นเวทีด้วย น่ารักชิบหาย” “ลามปามนะมึง ระวังโดนไอ้ฟิล์มอัด” แต่มันยังมีหน้าบ่ายเบี่ยง ก่อนอินโทรเพลงแรกจะดัง เราจึงต้องหยุดทะเลาะกันแล้วเงยหน้ามองการแสดง วงของน้องมิกเน้นเล่นเพลงแนว ska เพราะมีเครื่องเป่าเต็มไปหมดครับ น้องมิกรับหน้าที่ตำแหน่งฮอร์นของวง (เก่งนี่หว่าไอ้เชี่ยโอม สอนจนน้องเขาเป่าเป็นแล้ว) เวลาออกมาเป่าข้างหน้าทีก็มีเสียงฮือฮาที (น่ารักจริง ๆ ครับ เด็กอะไร) อันนี้ได้คะแนนพิศวาสจากผมไปเยอะ เพราะผมฟังเพลงแนวนี้อยู่พอดี เราเลยเข้าทางกัน

ระหว่างฟังผม ก็นั่งสั่นขาไปอย่างสุนทรีย์ครับ เลยโดนไอ้เชี่ยโอมเตะขาเข้าให้ สงสัยมันจะหมั่นไส้ “ชอบนักนะเมิงงง” อ้าวไอ้นี่ แม่งขี้หึงว่ะ ผม ยักไหล่ใส่มันอย่างไม่สนใจแล้วนั่งให้คะแนนต่อ แอบเหลือบมองไอ้โอมก็เห็นมันอมยิ้มให้น้องเขาเป็นระยะ และทุกครั้งที่ตาน้องมิกกับโอมประสานกัน ผมก็เห็นน้องอายม้วนต้วน จนแทบเป่าผิดโน๊ตทุกที น่ารักแฮะ! (เพื่อนกูมีดีตรงไหนวะเนี่ย) ถัดจากวงของน้องมิก (ที่ลงจากเวทีไปพร้อมด้วยสายตาละห้อยจากกรรมการโอม.. เห็นอย่างนี้แล้วมึงยังมีหน้ามาปฏิเสธอีกนะ!) ก็ตามด้วยวงอื่น ๆ อีกมากมาย ระหว่างนั้นมีวงที่ไอ้เป้อเล่นกีต้าร์ให้ (ร้องเองด้วยเพลงนึง) เป็นวงที่เล่นเอาแต่ใจตัวเองกันชิบหาย อินดี้ซะจนกูยังไม่รู้จักว่าเพลงอะไร แอบเห็นว่าเพลงสุดท้ายที่ไอ้เป้อร้อง มันมองน้องมาวินตลอดจนน้องวินร้องไห้ (ไม่รู้ด้วยความซาบซึ้ง หรือละอายแทนที่มันร้องผิดคีย์ตั้งแต่โน๊ตตัวแรก)… อันนี้อาจเป็น talk of the town ของวันพรุ่งนี้ได้ครับ… หึหึหึ เวทีกูไม่ใช่ลานสารภาพรักนะมึง! ส่วนวง All Star ตัวเก็งประจำงานก็หรูหราดังคาด พี่โอ๊คเล่นเปลี่ยนนักดนตรีเสริมกันทุกเพลง (ไปหามาจากไหนนักหนา) arrage เพลงใหม่กันมาเองด้วย อื้อหือ…. เวทีผมไม่ใช่ hot wave music award นะครับพี่! คะแนนแต่ละช่องเต็มแค่ 30 ผมล่ะจนปัญญา อยากให้ซักแปดสิบก็ไม่รู้จะหาโกงได้ที่ไหน งั้นให้เต็มแม่งทุกช่องเลยแล้วกัน ตัดปัญหา! ผ่าน ไปเรื่อย ๆ จนเกือบถึงวงสุดท้าย ผมซึ่งกำลังมึน ๆ ได้ที่ ขอเวลานอกก้มลงไปดูดนํ้าจากแก้วที่ง่อยเพิ่งเปลี่ยนเอามาให้ แต่พอเงยหน้ามาก็พบกับปุณณ์กำลังเซทเครื่องดนตรีตัวเองอยู่ข้างบนแล้ว มันยิ้มให้ผมนิดหน่อย (แบบผ่าน ๆ) ก่อนจะเช็คสายกีต้าร์ เช็คเอฟเฟกต์ตัวเองไปเรื่อย โดยไม่ได้มองมาทางผมอีก เพลงแรกของไอ้พวกมาเฟีย คือ เพราะเราคือคน ของ Street Funk Rollers เอาใจกูกันอีกละ ผมตกใจนิดหน่อยที่วงมันเลือกใช้เพลงที่มีเครื่องเป่า แต่พอเงยหน้าดูก็ถึงบางอ้อ เพราะมันยืมตัวแก็งค์น้องมํ่าเด็กเล่นเครื่องเป่าในชมรมผมไปนี่เอง (เจรจากันมาตอนไหนวะ) ผมค่อนข้างชอบซาวด์กีต้าร์ของปุณณ์ เพราะมันเล่นได้พริ้วเข้ากับเบสดี ส่วนกลองตีเสียงดังไปหน่อยแต่พอทำเนาครับ ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

เหมือนกัน ตายห่าละ… ให้คะแนนมันเยอะใครจะหาว่าลำเอียงป่าวเนี่ย!!!!!!! จบเพลง เพราะเราคือคน ไป ต่อด้วยอะไรหว่า…. อ๋อ.. ต่อด้วย ตุ๊ก ตุ๊ก เบรดดาวน์ ของ Kai-Jo Brothers ครับ… สรุปว่าวงนี้มันกลายร่างเป็น reggae ไปตั้งแต่เมื่อไหร่? (รอบคัดเลือกล่ะทำเป็นร็อคนะ) นี่ใช่มะเซอร์ไพร์สของวงพวกมึง ผมตลกชิบหาย ตอนที่คนดูออกมาเซิ้งกันใหญ่ แถมไอ้โอมยังร่วมทะเล้นลุกขึ้นเต้นกลางโต๊ะกรรมการอีก มันพยายามดึงผมให้ลุกขึ้นบ้างแต่ม่ายอาววววววววววครับ! หน้ากูบางงงงมั่งไรมั่งเหอะ! ปุณณ์ หัวเราะร่าให้กับคนดูที่จับกลุ่มเต้นระบำท่าประหลาดกันอยู่ (แก็งค์นางฟ้านั่นแหละ ไม่ใช่ใครที่ไหน) จนผมรู้สึกว่าวันนี้มันหล่อเป็นพิเศษ ไม่รู้แม่งแอบไปทำอะไรมา? หรือที่เมื่อวานมันบอกว่าวันนี้ต้องหล่อหน่อยจะเป็นเรื่องจริง มันแอบไปมาส์กหน้า โบ๊ะแป้งมาป่าววะ ดูใสวิ้งค์แปลก ๆ คิดไปคิดมามันอาจขึ้นกับไฟสีส้มบนเวทีก็ได้.. ขำที่สุดต้องตอนไอ้ฟี่ควักแคนออกมาครับ! กร๊ากกกกกกก.. มึงเป่าเป็นด้วย!!!!? หมดชื่อประธานนักเรียนกันเลยทีนี้ หมอลำซิ่งลิซึ่มก็ไม่บอกกก (ฮ่า ๆๆ) ผ่าน ไปสองเพลง ทำคนดูโคตรรร เหนื่อย… ผมว่าวงนี้สงสัยมันเล่นเอามันส์ไม่สนรางวัลแน่ ๆ เพราะเพลงที่สองพวกมันมั่วกันกระจายยย แต่ฮาดี นับว่าพอแถ ๆ ผ่านไปได้ คะแนน technique อาจไม่เท่าไหร่ แต่ performance เกินสามสิบบบบบบครับ! ทำไอ้โอมหอบได้นี่นับว่าเจ๋งมาก (ฮ่า ๆๆ) จบ ตุ๊ก ตุ๊ก เบรคดาวน์ ผมรอด้วยใจระทึกว่าต่อไปจะเป็นเพลงอะไร แต่อยู่ดี ๆ พวกน้องเครื่องเป่าก็ชักแถวลงจากเวทีซะงั้น ปล่อยให้พวกมันเหลือแค่ 4 คน ก่อนฟี่จะเดินมาพูดใส่ไมค์ “พวก เราขอหยุดเวลาความมันส์เอาไว้เท่านี้… เพราะอยู่ดี ๆ คนที่หน้าตาเห่ยที่สุดในวงเรา ก็เสือกอยากจะจับไมค์ร้องเพลงเอง” เรียกเสียงโห่ฮาได้ดังลั่น เพราะมีคนตะโกนขึ้นมาว่า “ก็มึงไม่ใช่เหรอ” ฮาาาาาาา ผมเห็นไอ้ฟี่เกือบชูนิ้วกลางกลางเวที ดีว่ามันห้ามตัวเองไว้ได้ทันครับ! ก่อนจะหันไปยิ้มแหย ๆ ให้บราเดอร์ “เข้าใจผิดกันแล้วครับเพื่อน ๆ ทำไมมีตาหามีแววไม่อย่างนี้ล่ะครับ.. เออ ไอ้ปุณณ์ ร้องดี ๆ ล่ะมึง คะแนนหดเพราะมึงกูเอาตาย” ฟี่โต้ตอบกับคนดูก่อนจะหันไปสั่งเสียมือกีต้าร์ตัวดีของมัน ที่ตอนนี้กำลังเตรียมเสียบสายกีต้าร์โปร่งที่มันแบกมาเปลี่ยนอยู่ ปุณณ์ลากเก้าอี้สูงมานั่งพลางยิ้มบาง ๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร

“ยกเวทีให้มันครับ!” ฟี่ตบท้ายแล้วพาตัวเองเดินเลี่ยงลงจากเวทีไป ปล่อยให้ปุณณ์นั่งเป็นจุดสนใจอยู่บนกลางเวทีคนเดียว เสียงคนดูที่เคยจ้อกแจ้กเริ่มเงียบสนิท เพราะท่าทางเหมือนปุณณ์กำลังใช้สมาธิอยู่เช่นกัน เสียง เกลากีต้าร์โปร่งดังขึ้นเป็นท่อนเพลงบรรเลงฟังดูหวานหูจนผมไม่สามารถละสายตา ไปทางอื่นได้ แม้ไอ้โอมจะเพียรพยายามขยันเอาตีนสะกิดขาผมยิกก็ตาม ปุณณ์เงยหน้ามายิ้มอาย ๆ ให้ผมแว่บหนึ่งก่อนจะก้มลงร้องเพลงและดีดกีต้าร์ต่อไป “ในโลกที่มีความวกวน ในโลกที่ทุกคนต้องดิ้นรน ที่สับสนร้อนรนจนใจนั้นแสนเหนื่อย ในโลกที่ความทุกข์ท้อใจ ได้เดินผ่านเข้ามาเรื่อย ๆ จนบางครั้งไม่รู้จะข้ามไปเช่นไร แต่ยิ่งชีวิตยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบยิ่งเจอ กลับทำให้ฉันยิ่งคิดในใจ ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหน ๆ ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะต้องพบอะไร ฉันก็รู้และฉันอุ่นใจ ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ตรงนี้ ในอุปสรรคที่มากมาย ในความหวาดหวั่นที่วุ่นวาย ในอนาคต ในปัจจุบัน และอดีต ในความเจ็บปวดที่ต้องเจอ ที่ไม่เคยพ้นไปสักที ยังไม่รู้พรุ่งนี้ต้องเจอกับเรื่องใด แต่ยิ่งชีวิตยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบยิ่งเจอ กลับทำให้ฉันยิ่งคิดในใจ ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหน ๆ ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะต้องพบอะไร ฉันก็รู้และฉันอุ่นใจ ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ตรงนี้ แต่ยิ่งชีวิตยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบยิ่งเจอ กลับทำให้ฉันยิ่งคิดแน่ใจ..

ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหน ๆ ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะไม่เหลือใคร ๆ ฉันก็รู้และฉันอุ่นใจ ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ตรงนี้ … ฉันก็รู้และฉันอุ่นใจ ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่… กับฉัน…..” เม โลดี้สุดท้ายจบลงพร้อมด้วยเสียงปรบมือดังลั่น แม้แต่กรรมการทุกคนเองก็ยังต้องพากันยืนปรบมือให้ปุณณ์ ผมแอบเห็นมันปาดนํ้าตา เช่นเดียวกับคนฟังอีกหลายคนที่ทำแบบนั้น รวมถึงผมเองด้วยก็เช่นกัน ปุณณ์ ไม่ใช่คนเสียงดี (ออกจะเพี้ยน ๆ โน๊ตหลายตัวด้วยซํ้า) ไม่ใช่คนร้องเพลงเพราะ หรือเอื้อนทำนองหวานได้เท่าเอิ้น เช่นเดียวกับกีต้าร์ของปุณณ์ที่ไม่ได้เต็มด้วยเทคนิคแพรวพราวอย่างรุ่นพี่ หรือเพื่อนคนอื่น ๆ แต่ความตั้งใจและจริงใจที่ปุณณ์พยายามสื่อออกมาผ่านบทเพลง สิ่งนั้นต่างหาก ล้วนทำให้ผมรู้สึกว่า.. คนที่มันร้องเพลงนี้ให้ เป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก “ปุณณ์ ชนะว่ะ” ไอ้โอมว่าขณะยังยืนปรบมือไม่หยุดอยู่ ผมหันไปขำแม้จะยังมีรอยรื้นติดอยู่บนหางตาก็ตาม เลยโดนมันโยกหัวเบา ๆ เหมือนเห็นผมเป็นเด็กขี้แง เอิ้น ที่ยืนปรบมืออยู่อีกฝั่งโรงยิมหันมายิ้มให้ผม เหมือนต้องการบอกอะไรบางอย่าง.. แต่ไม่ว่าสิ่งที่เอิ้นต้องการบอกจะคืออะไร ผมก็ยิ้มกลับไปด้วยความยินดี ** ผลการประกวด Live Contest ไม่มีอะไรพลิกโผ วง All Star ของพี่โอ๊คเอาที่หนึ่งไปกินตาดคาด ที่สองเป็นของพี่ม.6 อีกวงนึง ส่วนที่สามคือวงของเอิ้น (ได้คะแนนจากไอ้โอมเยอะชัวร์ครับ) ทุกรางวัลไม่มีรางวัลไหนค้านสายตาคนดูแม้แต่น้อย ผมขึ้นไปแสดงความยินดีกับทุกวงด้วยใจจริงครับ :)

วง ปุณณ์ไม่ติดอันดับหนึ่งในสาม แต่ได้คะแนนขวัญใจมหาชนตามระเบียบ เพลงเร็วก็มันส์ซะ (แถมยังเล่นมั่วกระจาย) เพลงช้าก็ทำซะซึ้ง จึงไม่มีใครค้านตำแหน่งนี้ของพวกมันเลยสักคน และถึงแม้จะไม่มีโล่หรือเงินสดมอบให้ (มีแต่ขนมปี้บให้มันไปแบ่งกันเอง เอาฮาครับ ฮ่า ๆๆ) รอยยิ้มสดใสของปุณณ์ที่เฉิดฉายอยู่บนเวทีก็ยังคงเป็นสิ่งที่น่ามองมากที่สุด อยู่ดี หลังจากพวกเราชมรม ดนตรี ทั้งคนขึ้นประกวด และไม่ได้ประกวด ทยอยช่วยกันเก็บของลงจากเวทีอย่างคับคั่งแล้ว (ตอนเตรียมงานไม่เห็นมีคนช่วยเยอะงี้เลยครับ ชิ!) ก็ใช้เวลาเพียงไม่นานนัก ในการเก็บข้าวของทั้งหมดเข้าที่ “ขอบ คุณมากทุกคน ขอบคุณมาก” ผมกล่าวขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ และน้อง ๆ พลางยกมือไหว้จากใจ งานใหญ่ลุล่วงไปได้อีกงานก็เพราะทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน จะขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้ เพราะงานคงไม่สำเร็จ แอบเห็นไอ้เป้อมีน้องมาวินมานั่งรอรับกลับบ้าน (รู้เพราะเห็นมันหลุกหลิก หันไปมองตรงแสตนเป็นพัก ๆ สงสัยจะเป็นห่วง) ไอ้โอมก็ช่วยกันขนของกับน้องมิกน่ารักดี หึหึหึ… (ทำเป็นปฏิเสธนะมึง) เดือดร้อนผมต้องฟังไอ้ฟิล์มบ่นเป็นวรรคเป็นเวรอีก ว่าไม่น่าฝากปลาย่างไว้กับแมวเลย (อย่างไอ้โอมอะนะแมว? หมาสิไม่ว่า… เหอ ๆๆ) ส่วน ปุณณ์ตอนนี้ช่วยเพื่อนผมคนอื่นขนของอยู่ฝั่งซาวด์เอ็นฯครับ เห็นหน้าไอ้น้องน็อตภูมิใจมากที่วันนี้มันคุมซาวด์เอ็นฯคนเดียวได้ โดยไม่ต้องให้ไอ้อาร์ทช่วย (สรุปว่าอาร์ทไปนั่งอ่านการ์ตูนครับ ไอ้เวรนี่) ผมก็ดีใจด้วยว่ะที่มีทายาทอสูรซาวด์เอ็นฯแล้ว เราทยอยเก็บของและรํ่าลากันไม่นานก็ถึงเวลาตัวใครตัวมัน ผม โบกมือบ๊ายบายให้เพื่อนทุกคน ก่อนจะแยกเดินออกจากโรงเรียนไปพร้อมกับปุณณ์.. ฟ้ามืดสนิทจนอากาศเย็นนิดหน่อย แต่มีปุณณ์อยู่ข้าง ๆ ก็ไม่รู้สึกหนาวเท่าเวลาเดินคนเดียว.. “ร้องเพลงเพราะนะ… หึหึหึ” ผมเริ่มแซวมัน จนมันหน้าแดงกลํ่า สงสัยเพราะตั้งแต่ลงจากเวทีมา มันก็โดนเล่นงานไม่มีหยุด “อย่ายํ้าได้ปะ!! รู้แล้วน่าว่าร้องไม่เพราะะะะ!” มันส่งเสียงโวยวายเป็นเด็ก ๆ เลยครับ ฮ่า ๆๆ ขำว่ะ กูยังไม่ทันว่าอะไรซักหน่อย.. ผมยิ่งเห็นมันโวยวายไม่มั่นใจในตัวเองแล้วก็ยิ่งขำหนักเข้าไปอีก สงสัยคงจะโดนแซวเอาไว้มากจริง ๆ

“กู ไม่ได้ว่าซักคำ เพราะจริง ๆ ชอบ…” ผมพูดแทรกขึ้นมา แล้วก็ต้องรู้สึกแปลก ๆ ซะเอง… แบบนี้มันเหมือนจะบอกอะไรปุณณ์รึเปล่าหว่า… ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าผมไม่กล้าหันไปมองหน้าปุณณ์เลย “จริงเหรอ… ชอบใช่รึเปล่า” “อืม..” “แน่นะ….” “เอออออออ” ถามอะไรนักหนาวะ กะอีแค่เพลงที่ร้องไปแล้วเนี่ย ผมกลั้นยิ้มไม่อยู่.. ระหว่าง เราเงียบไปพักหนึ่ง ปล่อยให้เสียงรถแล่นผ่านทำลายความเงียบของท้องถนน ผมค่อย ๆ เดินก้มหน้าลากขา ขณะที่รู้สึกว่าอยู่ดี ๆ มือตัวเองก็อุ่นขึ้นมา ผม หันไปมองปุณณ์ที่ยิ้มให้ผมแว่บหนึ่ง ก่อนมันจะทำเป็นมองถนนใหญ่ต่อเหมือนเดิม…. มือเราสองคนประคองกันเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ นี่เป็นครั้งแรก ที่ได้ทำอะไรแบบนี้ “โน่…….” เสียงปุณณ์เรียกผมให้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ ก่อนที่มันจะหยุดเดิน แล้วหันหน้ามา นัยน์ตาคมคู่นั้นจ้องผมนิ่งสนิท ราวกับเรื่องที่กำลังจะพูดต่อจากนี้ คือสิ่งสำคัญ… ผม เห็นปุณณ์สูดหายใจลึก พลางรู้สึกว่าฝ่ามือตัวเองถูกกระชับแน่นขึ้น ริมฝีปากบางของปุณณ์ขยับพูดคำต่อไปช้า ๆ.. “กูพร้อมแล้ว…. ที่จะรู้ความจริงทั้งหมด…” ปุณณ์พูดเรื่องที่ผมเกือบลืมไปแล้วขึ้นมา นัยน์ตาคมคู่นั้นจริงจังและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน “โน่จะอยู่ข้างผม ในเวลาแบบนั้นใช่มั้ย” สำหรับผม การอยู่ข้างปุณณ์ ไม่เคยมีข้อแม้ใด “กูจะอยู่ข้าง ๆ มึง”

42nd CHAOS หลังจาก Live Contest ไม่กี่วัน ผมกับปุณณ์ก็นัดแนะกอล์ฟได้ในคืนวันเสาร์คืนหนึ่ง เวลาห้าทุ่มครึ่ง เรานั่งจิบกาแฟร้อนรอกอล์ฟอยู่ในแมคโดนัลด์สาขาราชประสงค์ ถนน ใหญ่ด้านนอกแลดูขวักไขว่แม้จะดึกมากแล้ว ฝูงคนกลุ่มใหญ่ยังคงเดินสวนผ่านกันไปมาไม่มีขาด แต่คนที่นั่งร่วมโต๊ะผมอยู่ตรงหน้ากลับมีเพียงความเงียบงันเเสมือนรอบตัวมัน มีเพียงมันนั่งอยู่แค่คนเดียว.. ผม จิบกาแฟร้อนพลางลอบมองหน้าปุณณ์ที่เดาอารมณ์ยากไปด้วย เพราะตั้งแต่เข้ามาในร้าน ผมก็ยังไม่เห็นรอยยิ้มของปุณณ์เลยแม้แต่นิด ไม่ว่าจะพยายามแหย่ แกล้ง หรือเล่ามุกตลก ความเปิ่นของเพื่อน ๆ ให้ฟังแค่ไหน รอยยิ้มจากปุณณ์ที่ส่งมาก็ยังเป็นเพียงรอยยิ้มฝืน ๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะราวกับให้ทุกอย่างผ่าน ๆ ไป เท่านั้น.. ปุณณ์อาจจะอยากใช้ความคิดกับตัวเองมากกว่า ในเวลาแบบนี้ เมื่อ เห็นเช่นนั้นผมจึงตัดสินใจนั่งรอเป็นเพื่อนมันเงียบ ๆ ปล่อยให้เสียงเพลงที่คลอแว่วจากลำโพงเป็นฝ่ายขับกล่อมปุณณ์ที่กำลังอยู่ใน ภวังค์… จนถึงเวลาเกือบเที่ยงคืน กอล์ฟก็โผล่มา “โทษทีมาช้า!! กูเตี๊ยมกันนานไปหน่อย หวัดดีปุณณ์” เสียงไอ้กอล์ฟแม่งมาก่อนตัวอีกครับ ผมโบกมือทักมันเบา ๆ เพราะกำลังซดกาแฟอยู่ ก่อนไอ้คนมาใหม่จะล้มตัวนั่งข้างผมพร้อมยกนาฬิกาข้อมือมาเช็คดู “ไปกันเลยปะ? นัดไว้ที่อารีย์ นั่งรถไฟฟ้าไป เที่ยวสุดท้ายแล้วมั้งเนี่ย” มันว่าพลางลุกขึ้นนำให้พวกผมยืนตามเสร็จสรรพ ผมยกมือขอเวลาเดี๋ยว แล้วจัดแจงกระดกกาแฟอึกสุดท้ายก่อนจะรีบเดินตามพวกมันไป “อารีย์ ร้านเหล้าเหรอวะ?” ผมถามเพราะไม่ยักรู้ว่าแถวนั้นมีร้านเหล้าด้วย (ก็ไม่ใช่เด็กเที่ยวนี่ครับ อิอิ) แต่ไอ้กอล์ฟส่ายหัวยิก “ไม่ใช่… คอนโด….” มันตอบก่อนจะหันไปมองหน้าปุณณ์

“เตรียมใจมาดีแล้วจริงรึเปล่า” ปุณณ์มีแววตาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาแน่วแน่ เหมือนกับที่ผมเคยเห็นในวันนั้น “อืม…. รบกวนด้วยนะ” *** รถไฟฟ้า เที่ยวสุดท้ายพาเรามาถึงสถานีอารีย์ กอล์ฟมองนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงคืนนิด ๆ ก่อนจะหันมาพูดกับพวกผม “รออีกหน่อย ซักตีหนึ่งกว่า ๆ ค่อยขึ้นไปแล้วกัน” ได้ยินดังนั้นผมกับปุณณ์จึงหาที่นั่งรอกันบริเวณลานเบียร์แถวนั้น ส่วนไอ้กอล์ฟขอตัวออกไปโทรศัพท์ไกล ๆ ในขณะที่ปุณณ์ยังคงเงียบสนิท “เบียร์มั้ย” ไหน ๆ นั่งลานเบียร์แล้วชักเปรี้ยวปากก็เอาซักหน่อยแล้วกัน ปุณณ์แค่นยิ้มให้ผมแต่ไม่มีคำตอบอะไรลอดจากริมฝีปากกลับมา “เอา เบียร์เหยือกนึงครับ” ผมจึงคิดเอาเองว่านั้นคือการตอบตกลง (เหอ ๆ) งั้นสั่งแบบเบา ๆ ไปก่อน เพราะไม่อยากเมามาก ผมหันไปบอกสาวเชียร์เบียร์ที่ดูไปก็ไม่ได้สวยเท่าไหร่ (มาเป็นได้ไงวะ) แต่หน้าอกใหญ่ชิบหาย (คงเพราะอย่างนี้นี่เอง) ที่กำลังเดินนวยนาดไปสั่งเบียร์ให้พวกเราอยู่ ผม ละสายตาจากบั้นท้ายหญิงสาวในชุดนํ้าเงิน ก่อนหันมาเพื่อจะพบกับสีหน้าปุณณ์ ที่มีแววครุ่นคิดตลอดจนผมอดห่วงไม่ได้ ริมฝีปากบางนั้นถูกเม้มซํ้าแล้วซํ้าอีกราวกับเจ้าตัวกำลังอยู่ในสภาวะเครียด อย่างหนัก จนผมรู้สึกหดหู่ตาม.. เพราะถ้าปุณณ์เป็นทุกข์ ผมก็ทุกข์ยิ่งกว่า “ปุณณ์……..” ผมเอ่ยปากเรียกให้มันหันมา ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมไปกุมมือฝ่ายตรงข้ามที่เย็นเฉียบไว้เบา ๆ “ไม่ต้องกังวล… กูอยู่นี่”

ครั้งแรกในรอบวันที่ผมเห็นรอยยิ้มจากใจของปุณณ์.. นัยน์ตาคมนั้นยิ้มให้ผม ก่อนจะยื่นมืออีกข้างหนึ่งกลับมาจับมือผมไว้แน่น “ขอบใจนะ” เรา นั่งจิบเบียร์ช้า ๆ จนกระทั่งนาฬิกาข้อมือบอกเวลาตีหนึ่งกว่า เมื่อไอ้กอล์ฟเดินกลับมาบอกว่าได้ฤกษ์แล้ว ผมเห็นปุณณ์มีท่าทีใจหาย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับผมเลย “มา ถึงนี่แล้ว… อย่าถอยนะมึง” กอล์ฟพูดดักคอไอ้คนหน้าซีดที่เดินกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ตรงหน้า ปุณณ์สะดุ้งเฮือกก่อนจะหันไปมองกอล์ฟที่กำลังตบบ่ามันสองสามที “ผู้หญิง ดี ๆ มีอีกเยอะน่า” กอล์ฟว่าแค่นั้นแล้วเดินนำพวกเราเข้าไปในซอยที่ไม่ไกลกันเท่าไหร่นัก คอนโดนี้ถือเป็นคอนโดขนาดใหญ่ครับ มีระบบป้องกันความปลอดภัยแน่นหนา นั่นคือสาเหตุว่า ทำไมรปภ.ถึงจ้องเราเขม็งตั้งแต่ก้าวผ่านประตูเข้ามา “มาหาใครครับ” “เอก มันบอกไว้รึยังครับว่าเพื่อนจะมา” กอล์ฟถามรปภ.กลับไปหน้าตายด้วยท่าทีไม่เกรงกลัวสักนิด ในขณะที่ใบหน้าผมลังเลเพราะไม่รู้จักคนชื่อเอกเลย “อ๋อ เพื่อนคุณเอก เชิญครับ” ได้ผล รปภ.คนนั้นรีบเปลี่ยนจากขึงขังเป็นอ่อนน้อมถ่อมตน ก่อนจะกุลีกุจอไปกดลิฟท์ให้พวกเราอย่างว่องไว กอล์ฟกดลิฟท์ชั้น 17 เมื่อเราเข้าไปในลิฟท์ ภายในตู้สี่เหลี่ยมก็คงเหลือแต่ความเงียบ… “แม่งต้องรีบ เดี๋ยวไอ้เอกเปลี่ยนใจขึ้นมาล่ะหมดกัน” ไอ้กอล์ฟสบถเบา ๆ พลางกดเลข 17 ซํ้า ๆ เหมือนอยากเร่งให้ลิฟท์เคลื่อนเร็ว ๆ ขึ้น แต่มันทำได้ที่ไหนล่ะ มึงอย่ามาปัญญาอ่อน ผมหัวเราะขำพลาง

เหลือบตามองปุณณ์ที่ดูจิตใจจะไม่ได้อยู่ในลิฟท์นี้.. แววตาคมคู่นั้น มีทั้งความทั้งสับสนและไม่มั่นใจ… ผมไม่เคยเห็นปุณณ์เป็นแบบนี้มาก่อนจนอดห่วงไม่ได้ ผม ตัดสินใจดึงฝ่ามือเย็นเฉียบของปุณณ์มากุมไว้แผ่วเบา.. เจ้าของใบหน้าคมนั้นสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะหันมองผม แน่นอนว่าสิ่งที่มันเห็นกลับไปจะต้องเป็นรอยยิ้มเท่านั้น ผม ฉีกยิ้มกว้างให้ปุณณ์อย่างต้องการมอบกำลังใจทั้งหมดที่มีส่งไปให้ ปุณณ์ยิ้มรับการกระทำนั้นของผม ก่อนลิฟท์จะเปิดออกให้เราสามคนได้เดินไปด้วยกัน เสียงฝีเท้าสามคู่ดังถึงหน้าห้องพักที่กอล์ฟบอกว่าเป็นของเพื่อนตัวเอง พวกเราหยุดยืนนิ่งตรงนั้นครู่หนึ่ง กอล์ฟ เริ่มส่งสายตามองปุณณ์ด้วยสีหน้าไม่สบายใจ “ถอยไม่ได้แล้วนะมึง… พร้อมจริงปะ” คงเป็นเพราะในเวลานี้กอล์ฟดูจริงจังจนแววตาปุณณ์กลายเป็นฝ่ายลังเลไปถนัด ผม ตบบ่าแกร่งนั้นสองสามทีด้วยกลัวว่าสถานการณ์จะบีบบังคับให้มันเครียดจนเกิน ไป “ถ้ายังไม่พร้อมไว้วันหลังก็ได้นะมึง” แต่ฝ่ามือของปุณณ์ยื่นมาตบหลังมือผมกลับเบา ๆ “ให้มันจบวันนี้แหละ… ผมพร้อมแล้วกอล์ฟ” กอล์ฟพยักหน้าช้า ๆ พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะควักโทรศัพท์มือถือของมันขึ้นมา… เพียงไม่นานก็เราก็ได้ยินเสียงตอบกลับจากปลายสาย “กู อยู่ข้างหน้าแล้ว หยุดเลยมึง” ไอ้กอล์ฟกรอกคำพูดหนัก ๆ ลงไป ไม่รู้อุปาทานหรือเปล่าที่ผมได้ยินเสียงตึงตังหลังประตูนั้นแผ่ว ๆ และเพียงไม่นาน ก็มีผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกผม เปิดประตูออกมา

“กว่าจะมานะมึง! กูแทบทนไม่ไหวละ!” น่าจะเป็นเอก? เอกเปิดประตูมาสวดไอ้กอล์ฟยับทั้งที่มันมีผ้าขนหนูเพียงผืนเดียวห่อลำตัว ท่อนล่างอยู่ “คุณรีบเข้าไปในห้องนอนเลย ผมต้องเข้าห้องนํ้าด่วนแล้วตอนนี้ ไม่ไหวว่ะ” คนชื่อเอกหันมาบอกปุณณ์แค่นั้น ก่อนจะวิ่งปร๋อไปปิดประตูห้องนํ้าทันที ปล่อยให้พวกผมสามคนยืนมองกันอย่างงง ๆ แต่ ไอ้กอล์ฟดันขำ “ดีนะ ที่มันยังอดทนรอมึง กูนึกว่าแม่งจะผิดแผนซะละ…. เออ พวกกูไม่เข้าไปด้วยนะ คุยกันดี ๆ ล่ะ” ฝ่ามือภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตแขนยาวของกอล์ฟตบลงบนบ่าปุณณ์เป็นเชิงให้กำลังใจ ขณะที่ผมทำได้แต่ยืนมองมันนิ่ง ผมพอจะรู้ว่าในห้องนอนที่ว่านั้นมีอะไรรอปุณณ์อยู่ ผมพอจะรู้ว่าปุณณ์กำลังอยู่ในสภาพความรู้สึกแบบไหน แต่สิ่งที่เดียวผมไม่รู้เลย.. คือผมไม่รู้ว่า… ปุณณ์จะเข้มแข็งได้มากเท่าไร ปุณณ์แค่นยิ้มให้ผมเป็นครั้งสุดท้าย แม้นัยน์ตาจะว่างเปล่าเหลือเกิน “รอแป๊บนะ… เดี๋ยวเจอกัน” จบ คำนั้น ประตูห้องพักก็ถูกปิดลงทันที.. ผมไม่มีสิทธิ์รับรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในห้องนั้นอีกแล้ว เพียงแค่เสียงกรี๊ดด้วยความตกใจของเอมที่ได้ยินผ่านผนังมาแผ่ว ๆ ก็ทำให้ผมแทบหมดแรง กอล์ฟโอบไหล่ผมเบา ๆ เหมือนจะให้กำลังใจ “มึงต้องเชื่อในตัวปุณณ์สิวะ… เดี๋ยวทุกอย่างก็จะผ่านไป” ใช่…. อีกแค่นิดเดียว …… ทุกอย่างก็จะผ่านไป ***

ผม กับกอล์ฟพาตัวเองลงมาชั้นล่าง นั่งบนรอโซฟาหน้าล็อบบี้โดยไม่มีใครเริ่มคุยกับใครก่อน.. ท่าทางกอล์ฟเองก็เป็นกังวลเรื่องปุณณ์ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะเวลาปกติหากมีเพื่อนเครียดมันจะคอยเป็นตัวชูโรง ทำหน้าที่เฮฮาแหย่คนโน้นที คนนี้ที ไม่ให้เครียดได้ตลอด ผมเองก็เคยถูกมันแกล้งบ่อย ๆ เวลาเครียด ๆ แต่วันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ผมมองกอล์ฟที่ถอนหายใจเสียงดังหลายครั้ง ขณะนั่งอยู่บนโซฟาคนละตัวกับผมเช่นเดียวกัน เวลา ผ่านไปอย่างเชื่องช้ามากในความคิด หนึ่งวินาทีนานราวกับเป็นหนึ่งชั่วโมง ขณะที่หนึ่งนาทีเหมือนกับหนึ่งวัน กอล์ฟเป็นฝ่ายกระวนกระวายมากกว่า มันผุดลุกผุดนั่งมองลิฟท์ตั้งหลายที จนในที่สุดก็บอกผมว่าจะออกไปเซเว่น อยากได้อะไรบ้างหรือเปล่า ผม ส่ายหัวปฏิเสธเพราะไม่มีอารมณ์จะคิดเรื่องกินตอนนี้ รู้ว่ากอล์ฟเองก็คงไม่ได้หิวเหมือนกัน คงแค่อยากออกไปฆ่าเวลาบ้าง แต่ผมอ่อนแรงเกินกว่าจะทำแบบนั้น ผมบอกกอล์ฟว่าจะนั่งรอปุณณ์อยู่ตรงนี้ เผื่อมันลงมาจะได้เห็นว่ายังมีผมอยู่.. เวลา ผ่านไปอีกระยะหนึ่ง.. ผมท้อใจเกินกว่าจะคำนวนหน้าปัดนาฬิกาแล้ว ว่าเราลงมารอกันนานเท่าไหร่.. กอล์ฟที่บอกว่าจะเดินไปเซเว่นกลับมาพร้อมถุงสีขาว บรรุกาแฟสองกระป๋อง และขนมกรอบ ๆ ที่พวกเราชอบกินด้วยกันอีกจำนวนหนึ่ง “อะ… อาจจะนาน มันคงอยากคุยอะไรกัน” กอล์ฟว่าอย่างนั้นพลางยื่นกาแฟมาตรงหน้าผม ผมไม่อยากกินแต่ก็ยกขึ้นจิบเพราะไม่มีอะไรทำที่ดีกว่านี้ จมูกได้กลิ่นบุหรี่ลอยคละคลุ้งจากตัวเพื่อนแผ่ว ๆ ทำให้รู้ว่ากอล์ฟถือโอกาสออกไปสูบบุหรี่มา.. ผมมองในถุงนั้น เห็นยังมีช็อกโกแลต หมากฝรั่ง และขนมกรอบ ๆ อีกนิดหน่อย คนซื้อมาบอกว่าของพวกนี้ช่วยให้เราคลายเครียดได้ .. ..

กอล์ฟ กับผมนั่งดื่มกาแฟ กินขนม จนทุกอย่างหมดไปนานแล้ว เราเปลี่ยนเป็นหยิบนิตยสารที่วางไว้ในชั้นหนังสือของล็อบบี้มาอ่านก็ตั้ง หลายสิบเล่ม จนกอล์ฟต้องเดินไปชวนลุงรปภ.ที่เฝ้าเวรอยู่คุยเล่น แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ฆ่าเวลาด้วยวิธีไหน ลิฟท์ตัวนั้นก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะปรากฏร่างของปุณณ์ ภูมิพัฒน์

โผล่ออกมาเลย.. ผมตัดสินใจมองนาฬิกาว่าบอกเวลาเท่าไหร่ แล้วก็ต้องตกใจ เพราะนี่มันปาเข้าไปตีสองกว่า จนอดคิดไม่ได้ว่านานเกินไปหรือเปล่า!? “กอล์ฟ ตีสองกว่าแล้ว มันยังไม่ลงมาเลยว่ะ” ผมหันไปบอกกอล์ฟอย่างร้อนอกร้อนใจ ดูท่าทางมันก็กระวนกระวายเหมือนกัน “ขึ้นไปดูมั้ย” ผมถามอีก แต่กอล์ฟถอนหายใจหนัก “อย่าเลยมึง คนเขาคบกันมานาน อยู่ดี ๆ จะให้เดินไปบอกว่าเลิกกันแล้วออกมา ก็คงไม่ใช่” คำพูดของกอล์ฟฟังดูมีเหตุผลก็จริง แต่………. กอล์ฟคงรู้ว่าผมเครียดมาก มันบีบไหล่ผมหนัก ๆ “เชื่อในตัวไอ้ปุณณ์หน่อยดิ่ว๊า มันเก่งจะตาย” “อืม…..” ‘กิ๊ง’ เสียง ลิฟท์ร้องดังจากด้านหลัง เรียกให้ทั้งผมและกอล์ฟหันกลับไปได้แทบจะทันที ผมรู้สึกหัวใจเต้นแรงเมื่อเห็นร่างสูง ๆ ของปุณณ์ค่อย ๆ ก้าวออกมา เราสามคนปรี่ไปรับปุณณ์จากหน้าลิฟท์ราวติดจรวดทันที “นาน นะมึง…” ไอ้กอล์ฟพูดล้อ ๆ เหมือนคนไม่คิดมาก แต่ผมรู้ว่ามันไม่กล้าถามปุณณ์ว่าผลเป็นยังไง.. ผมเองก็ไม่กล้าถามเหมือนกัน ยิ่งเห็นนัยน์ตาคมแดงกํ่าเหมือนคนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ผมก็ยิ่งไม่กล้าถาม…. ริมฝีปากบางสีอมส้มพยายามแย้มยิ้มให้พวกผม… ซึ่งดูเหมือนทำได้ยากยิ่งกว่าตอนก่อนเข้าไปในห้องนั้นเสียอีก “อืม… โทษทีนะ” “หิวรึเปล่าปุณณ์” ผมถามขณะที่เราพากันเดินลงจากคอนโด ด้วยหวังว่าของกินอร่อย ๆ อาจทำให้เพื่อนผมรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง แต่….

“ไม่อะ.. กลับดีกว่า” ดูเหมือนการชวนปุณณ์ไปไหนมาไหน หรือชวนคุยอะไรตอนนี้ จะไม่ใช่ความคิดที่ดี… ผมกับกอล์ฟมองหน้ากันอย่างเศร้า ๆ “งั้น กูกลับก่อนนะ…. ดี ๆ นะเว้ยเพื่อน” กอล์ฟตบบ่าปุณณ์สองทีก่อนจะแยกไปโบกแท็กซี่อีกทาง ปุณณ์หันไปยกมือตอบให้มัน “ขอบใจนะ.. เพื่อน..” กอล์ฟ มองใบหน้าคมของปุณณ์ด้วยนัยน์ตาเปี่ยมกำลังใจ มันสูดลมหายใจพลางบีบไหล่แกร่งของปุณณ์แรง ๆ เหมือนอยากถ่ายทอดพลังทั้งหมดของมันที่มี ผ่านฝ่ามือไปให้ ก่อนจะขึ้นแท็กซี่ไป ปุณณ์ มองตามแท็กซี่คันนั้นก่อนจะหันมาแค่นยิ้มให้ผม หลังจากที่แท็กซี่ของกอล์ฟลับสายตา จึงเป็นคราวของเราสองคนบ้าง ผมโบกแท็กซี่สีฟ้าคันหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูให้อีกฝ่ายเข้าไป “ทองหล่อพี่… กูไปส่งมึงละกันนะ” ปุณณ์พยักหน้ารับคำผมเบา ๆ ทั้งที่ตายังเหม่อมองท้องถนน.. เวลาตีสามบนถนนพหลโยธินนั้นเงียบสนิท เช่นเดียวกับนัยน์ตาของปุณณ์ ที่ราวกับเจ้าตัวไม่ได้มองสิ่งที่มันทอดสายตาไป.. ตลอด ทางบนรถแท็กซี่ ไม่มีเสียงใดเลยนอกจากเครื่องยนต์และวิทยุที่คุณลุงคนขับเปิด ผมลอบมองปุณณ์เป็นระยะ ๆ แต่ไม่ว่ากี่ครั้ง ก็เห็นเพียงปุณณ์ที่เหม่อมองข้างทาง โดยผมไม่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเอื้อมไปบีบมือปุณณ์ไว้เบา ๆ ก่อนผมจะรู้สึกว่าปุณณ์เองก็บีบมือข้างนั้นกลับมาเช่นเดียวกัน.. รถ แท็กซี่สีฟ้าจอดนิ่ม ๆ ลงหน้ารั้วบ้านภูมิพัฒน์ที่ดับไฟมืด คงเป็นเพราะเวลาตีสาม จึงเหลือเพียงโคมหน้าบ้านเท่านั้นที่ยังส่องสว่างเหนือประตูเล็กที่ผมเคย ผ่านเข้าไปประจำอยู่

“มีกุญแจใช่ปะ?” ผมถาม ได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้าช้า ๆ จากปุณณ์ “เออ งั้นก็โช…………..” แต่ยังไม่ทันจะพูดจนจบคำดี ท่อนแขนแกร่งนั้นกลับรวบผมไปกอดเอาไว้ทั้งตัวเสียก่อน ผมตกใจจนหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เพราะปุณณ์กอดผมแน่นราวกับต้องการยึดเป็นที่พึ่งสุดท้าย นานอยู่ ชั่วหนึ่งที่ปุณณ์กอดผมนิ่งอย่างนั้น ผมลูบหลังปลอบโยนมันเบา ๆ พร้อมกับเหลือบมองพี่คนขับแท็กซี่ไปด้วยเพราะชักเกรงใจ แต่แกก็แค่ยิ้มให้พวกเราผ่านกระจกมองหลังเท่านั้น… อืมม.. โชคดีที่เจอคนใจดี เห็นท่าทางเขาไม่ว่าอะไร ผมจึงไม่คิดเร่งเร้าปุณณ์เช่นกัน “ไหว ป่าวมึง… นอนบ้านกูมั้ย” แต่เมื่อพบว่าอีกฝ่ายนิ่งมาพักใหญ่แล้วจึงได้ถาม เพราะเสียงสูดนํ้ามูกเบา ๆ และความเปียกชื้นบนหัวไหล่ บอกให้ผมรู้ว่าปุณณ์กำลังเป็นอะไรอยู่ “โน่……….” ปุณณ์เรียกผม นำให้ผมตบหลังกลับไปแผ่ว ๆ เพื่อทำให้มันรู้ว่าผมกำลังฟัง “กู เลิกกับเอมแล้วนะ..” แต่เพราะคำนั้นทำเอาผมใจหาย… แม้จะรู้ว่าเอมไม่ดี และยังไงเหตุการณ์ก็ต้องจบลงแบบนี้ แต่ผมก็อดรู้สึกโหวง ๆ ในใจแทนความสัมพันธ์ที่ปุณณ์สู้อุตส่าห์ประคับประคองมาหลายปีไม่ได้.. วันที่ปุณณ์เคยบอกผมว่ามันรักเอมขนาดไหน.. ผมยังจำได้ดี วันที่ปุณณ์เคยพูดว่าอยากให้เอมมีความสุขยังไง.. ทุกคำยังคงติดอยู่ในหัวผมแน่น วัน นั้นผมไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้… วันที่ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องโกหก และความหวังดีของเพื่อนผมต่อผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นเพียงสายลมที่กำลังจะพัด ไป.. “เออ ไม่เป็นไรเว้ย หน้าหล่อพ่อรวย หาใหม่มึงจะเอาให้เจ๋งกว่านี้ขนาดไหนก็ได้!” ผมฝืนใจปลอบมันขำ ๆ แม้สมองจะว่างเปล่าไปหมด หวังเพียงให้ปุณณ์อารมณ์ดีขึ้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากลายเป็นอ้อมกอด ที่กระชับเข้ามาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก “กู…….. เริ่มใหม่กับใครไม่ได้……..” คือคำพูดของปุณณ์ในเวลาต่อมา ผมขมวดคิ้วกับคำนั้นก่อนที่ปุณณ์จะพูดต่อ

“มัน เร็วเกินไปถ้ากูจะ….. ให้ใครมาแทนที่เอม…. กูยังทำแบบนั้นไม่ได้…” เสียงทุ้มนั้นทั้งสั่นและพร่า แต่ผมกลับได้ยินทุกคำถนัด.. ผมรู้.. ว่าปุณณ์กำลังหมายถึงอะไร “ไม่เป็นไร.. ธรรมดา กูเข้าใจ” “ขอโทษนะโน่……………..” ปุณณ์กำแขนเสื้อผมแน่นเข้าไปอีก ผมตบหัวมันเบา ๆ “เออ เข้าใจ” เพราะถ้าปุณณ์หมายถึงเรื่องมันกับผม… ผมไม่เคยคิด ไม่เคยหวังอะไร.. สำหรับผมตอนนี้แค่ได้เป็นเพื่อนกัน แค่ได้เห็นรอยยิ้มมัน ได้รู้ว่าเพื่อนผมมีความสุข ผมก็พอใจเท่าไหร่.. เหมือนกำลังทำตัวเป็นพระเอกใช่ปะครับ แต่ที่จริงแล้วผมก็เป็นแค่คนธรรมดานั่นแหละ คนธรรมดาที่อยากให้คนที่ตัวเองรัก สบายใจ ก็เท่านั้นเอง.. “รอผมนะโน่……….” ปุณณ์ ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะยิ้มแล้วลงจากรถแท็กซี่ไป ผมรอจนแผ่นหลังกว้างนั้นลับตา แล้วบอกพี่คนขับ (ที่ยิ้มมองผมไม่หุบ) ให้ออกรถต่อไปยังบ้านผม ผมเชื่อว่าปุณณ์จะผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปได้ ผมเชื่อว่าสองแขนผมจะช่วยประคองปุณณ์ต่อไปได้ ผมไม่ได้รอปุณณ์… แต่ผมจะอยู่ข้าง ๆ ปุณณ์

43rd CHAOS หลัง จากวันนั้นเป็นต้นมาเหตุการณ์ก็ปกติดีครับ วันจันทร์ผมรีบโผล่หัวไปโรงเรียนตั้งแต่เช้าเพราะอยากรู้ว่าไอ้ปุณณ์อกหัก อาการไปถึงไหน ปรากฏว่าเห็นมันยืนยิ้มแป้นอยู่หน้าห้องสภาฯสภาพเหมือนคนปกติดีทุกอย่าง เออ ผมคงเป็นห่วงมันมากเกินไปเอง ชีวิตเราก็เลยดำเนินตามปกติครับ มีหลายงานที่ทั้งผมและปุณณ์วุ่น ๆ ต้องคอยดูแล คริสมาสต์แฟร์ก็งานหนึ่งที่ทำเอาปวดกะบาลสุด ๆ เพราะ แอมป์ตัวที่ว่าอาการร่อแร่อยู่ เสือกจะตายสนิทวันนั้นพอดี (ก็เข้าใจเลือกวันนะมึง) เดือดร้อนผมกับไอ้โอมต้องโบกแท็กซี่กลับไปยังบ้านดร.แหวนกลางงานเพื่อยก แอมป์ที่บ้านนั้นมาอีก (ซึ่งโคตรหนัก แบกกันสองคนมาถึงโรงเรียนอีกทีเหงื่อท่วมครับ) ส่วนไอ้ปุณณ์ก็วิ่งวุ่นมาก เนื่องจากเด็กม.ต้นต่อยกันในงาน (เพื่อไรวะน้อง) มันเลยต้องเป็นธุระทั้งห้ามมวย ลากคอไปห้องพยาบาล ลากคอไปห้องปกครอง ทำจดหมายเชิญผู้ปกครอง และนั่งรออาจารย์ฝ่ายปกครองเทศน์เด็กอีกเกือบครึ่งวัน! เดือดร้อนกันไปหมด ยังดีที่สุดท้ายพอมีเวลาตอนใกล้ ๆ จบวันให้เราได้ไปเดินเที่ยวชมงาน (ที่ใกล้ปิดแล้ว) กัน ^___^ แก็งค์นางฟ้าตลกดีครับ พวกนั้นเปิดซุ้มหนุ่มน้อยตกนํ้า(?) ผมกับปุณณ์เลยแวะเข้าไปยืนเขวี้ยงได้พักใหญ่ (สอยร่วงไปหลายคนครับ สะใจดี โทษฐานชอบแอบจับก้นกูกันนัก!) แต่จู่ ๆ เสือกถูกพวกนางฟ้าลากเข้าไปในซุ้มซะงั้น!? ไม่พอยังจับผมผูกติดกับเป้า กลายร่างเป็นหนุ่มน้อยตกนํ้ากันเอง (เฮ้ย!! พวกมึงช่วยถามความสมัครใจกูด้วย!!!) ผมสาบานว่าพยายามดิ้นแล้วแต่แม่งโคตรไม่ฟัง กะเทยอะไรแรงเยอะชิบหาย (น่ากลัวมากครับ ถ้าปลํ้ากันนี่ผมแพ้เห็น ๆ) ส่วนไอ้ปุณณ์ไม่ว่าอะไร มันได้แค่หัวเราะตาหยี ปล่อยให้พวกกะเทยพาขึ้นแท่นประหารแต่โดยดี เราขึ้นไปนั่งรอไม่นานก็มีร่างหนา ๆ ของไอ้เอิ้นถูกแห่มามัดไว้อีกคน หลัง จากนั้นงานก็ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่เลยครับ เพราะใคร ๆ ก็แห่เข้ามาปาพวกผมชิบหาย (ฝากไว้ก่อนเถอะมึง) โดยเฉพาะนักเรียนที่ถูกสภาฯทำทัณฑ์บนบ้าง เรี่ยไรเงินบ้าง ชักแถวกันมาปาไอ้ปุณณ์ซะยาวเหยียดเลยครับ (จริง ๆ มันคงอยากจับไอ้ฟี่มามัดมากกว่า แต่ไม่รู้แม่ง

หาย ไปไหน สงสัยไหวตัวทัน) ส่วนน้องม.ต้นที่ขึ้นแปรอักษรให้เอิ้น คราวนี้ถึงทีพวกมันกลับมาเอาคืนประธานเชียร์บ้าง แล้วผมน่ะเหรอ…….. ไอ้เหี้ยโอมก็ยกทัพชมรมดนตรีมาทั้งขบวนเพื่อจัดการผมน่ะสิ! ไอ้เลวววววววว สรุป ว่าสนุกดีครับ เปียกแม่งทั้งตัวจนต้องไปซื้อเสื้อพละใหม่มาใส่เลย คิดถูกจริง ๆ ที่ห้ามยูริไม่ให้มาด้วย เพราะผมคิดว่าตัวเองคงไม่มีเวลาดูแลเธอแน่ ๆ แล้วก็ไม่มีจริง ๆ วันนั้นผมยุ่งมาก ยูริไม่มาถือเป็นโชคแล้วจริง ๆ ครับ

ส่วน หากจะถามถึงเรื่องปุณณ์กับเอม บอกตามตรงว่าถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเขาสองคนคุยอะไรบนคอนโดวัน นั้น รู้แต่ตอนนี้เอมควงผู้ชายคนใหม่แล้ว (โคตรเร็ว) เป็นนักเรียนโรงเรียนเครือเดียวกับผมนี่ล่ะ แต่คนละโรงเรียนกัน ผมเองก็ไม่รู้จักผู้ชายคนนั้นหรอก แค่เคยบังเอิญเจอเอมเดินควงอยู่ที่สยามหนสองหน ซึ่งก็ไม่ได้เข้าข้างปุณณ์นะ… แต่ผมคิดว่าเพื่อนตัวเองหล่อกว่าจริง ๆ (ฮ่า ๆ) ยูริเองช่วงแรก ๆ บ่นปุณณ์ให้ผมฟังยาวตั้งแต่คํ่าถึงเช้าว่าไปหักอกเพื่อนเธอ โดยที่ผมเถียงไม่ได้ซักคำเพราะไม่รู้จะพูดอะไร จนสุดท้ายพอเธอเห็นว่าเอมควงหนุ่มใหม่ได้ในพริบตาก็เงียบ ๆ ไป ไม่พูดถึงเรื่องปุณณ์กับเอมอีก… คงจะเริ่มเข้าใจอะไร ๆ ขึ้นมาบ้างแล้วมั้ง.. ปุณณ์ ดูไม่ค่อยเศร้ากับเรื่องเอมเท่าช่วงแรก ๆ แล้วครับ ไม่เหมือนตอนที่มันเพิ่งเลิกกันใหม่ ๆ ปุณณ์ค่อนข้าง “พยายาม” ทำตัวเป็นปกติมาก… คือผมใช้คำว่ามัน “พยายาม” นะ เพราะไม่ว่าจะทำเป็นยิ้ม ทำเป็นหัวเราะแค่ไหน ก็ยังมีมุมที่ปุณณ์แอบไปนั่งหงอยคนเดียว หรือไม่ก็ซึม ๆ เหม่อ ๆ ใจลอยไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวบ้าง แต่นับว่ามันมีความพยายามมากครับ เพราะเวลาผ่านไปแค่อาทิตย์กว่า ๆ ผมก็ได้ยินเสียงแม่งหัวเราะลั่น กวนตีนเหมือนเดิม ตอนนี้อาการแปลก ๆ เหล่านั้นหายไปหมดแล้ว สำหรับ ผมช่วงนี้ก็งานเข้านิดหน่อยครับ ตอนนี้กำลังหมกตัวทำความสะอาดเครื่องดนตรีทั้งหมดในห้องชมรมอยู่ โคตรเยอะชิบหาย โสโครกมากด้วย ใช้กันไม่ช่วยดูแลเล้ยย เฮ้อ.. “ไอ้ง่อย!!!!!!! ปรับสายเชลโล่ด้วยนะมึง! เดี๋ยวมันขาด!!” เสียงไอ้โอมตะโกนด่าเบ๊ชมรมลั่น เพราะไอ้ง่อยดันทะลึ่งเช็ดคันชักโดยไม่ปรับสายให้หย่อนก่อน… เออ ถ้าแม่งขาดนะ กูจะเอามึงไปขายที่บาร์เกย์ ไถ่ค่าสายเชลโล่ใหม่ เอ.. แต่คงจะได้ไม่กี่ตังค์ ตอน นี้ห้องชมรมผมกำลังคนเยอะมากครับ เพราะเป็นธรรมเนียมว่าหลังจากช่วงปีใหม่ต้องมีการทำความสะอาดเครื่องดนตรี ครั้งใหญ่หนึ่งที น้อง ๆ พี่ ๆ เพื่อน ๆ ทุกคนเลยแห่กันมาขมักเขม้นทำความสะอาดเครื่องดนตรีประจำตัวเอง ส่วนผมเป็นนักดนตรีแผนกไปเรื่อย กลายเป็นซวยมากหน่อย ต้องช่วยเช็ดทุกอย่าง ‘เช้าไม่กลัว ไม่กลัว ก็กลัวจะไม่เช้า เช้าแค่ไหนก็ไหว’ ไม่ ต้องตกใจครับ.. เปลี่ยนริงโทนอีกแล้ว แหะ ๆๆๆ… เสียงลีโอพุฒดังลั่นมือถือจนผมต้องรีบคว้า

มารับทั้งที่ยังไม่ทันมองชื่อ (เพราะวางไว้บนพื้นแล้วตอนมันสั่นจะครูดพื้นแรงมาก ผมตกใจ) แต่ถึงไม่มอง แค่ฟังเสียงปลายสายที่ดังมาก็รู้แล้วว่าใคร “อยู่ไหนวะ” ไอ้เลขาฯสภาฯขี้เหงานั่นเอง… ตั้งแต่เลิกกะแฟนก็ติดผมเป็นตังเม “ห้อง ชมรมว่ะ มึงอะ” ผมตอบไปพลางหนีบโทรศัพท์เข้าข้างหู เนื่องจากตอนนี้กำลังใช้นํ้ามันเช็ดกระเดื่องฟลุ้ตอยู่ ได้ยินเสียงพลิกกระดาษไปมาแว่วผ่านโทรศัพท์ “สภาฯ มึงยังไม่กลับอีกเหรอวะ มาอยู่เป็นเพื่อนหน่อยดิ่” บอกแล้วว่าแม่งกลายเป็นผู้ชายขี้เหงาไปซะงั้น เพื่อนกู หลัง ๆ มานี้ปุณณ์ชวนผมไปไหนมาไหนบ่อยมากครับ จนกลายเป็นว่าห้องสภาฯแทบจะมีผมเป็นสมาชิกอีกคนแล้ว แต่วันนี้ผมไปหามันไม่ได้จริง ๆ เพราะงานกำลังเข้าตรึม “ไม่ได้ เช็ดเครื่องดนตรีอยู่” “เอามาเช็ดที่นี่ดิ่” ก็คิดได้นะมึง… จะให้กูแบกดับเบิ้ลเบส ทรอมโบน อีเล็กโทน ไปห้องสภาฯรึไง! “ตลกละ มึงล่ะทำไร” ผมถามกลับ เสียงมันพลิกกระดาษยังดังอยู่ “สำรวจ งบประมาณต้นปี ปวดหัวมากเลย” ถามว่าทำอะไรเฉย ๆ ไม่ได้ถามว่าปวดหัวไหม… แม่งเรียกร้องความสนใจจริง ๆ แต่อย่าคิดว่าคนอย่างโน่จะขี้สงสาร “แบก มาทำนี่เด่ะ เร็ว ๆ อยู่คนเดียวผีหลอกแน่มึง” ผมบอกมันแค่นั้นก่อนกดวางสาย ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงสิบนาที ประตูห้องชมรมผมก็เปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงของปุณณ์ ภูมิพัฒน์ที่มายืนยิ้มเผล่อยู่… นี่มึงเตรียมตัวไว้แล้วรึเปล่าเนี่ย!? “พี่ปุณณ์หวัดดีค้าบบบบบบบบบ — — “ เสียงรุ่นน้องทักพลางยกมือไหว้มันกันสลอน เรื่องจริงคือช่วงนี้แม่งก็มาบ่อยจนจะกลายเป็นสมาชิกชมรมดนตรีอีกคนอยู่แล้ว เหมือนกัน ผมหันไปมองหน้าหล่อ ๆ ของปุณณ์ที่ผงกหัวทักทุกคนทั้งที่มีแฟ้มเบ้อเร้อติดมือมา 3 อัน ก่อนมันจะลากขามานั่งปุลงข้าง ๆ ผม “คึกคักนะห้องนี้” ปุณณ์ว่าพลางเปิดแฟ้มตั้งท่าจะทำงานต่อ ถ้าไม่ได้มีเสียงหมา ๆ เห่าหอนขึ้นมาเสียก่อน

“อะไร วะปุณณ์ กูว่าอยู่ห้องสภาฯสบายกว่าห้องนี้นะ จะมาให้ลำบากทำไมว๊าาาาาา” ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ปะครับว่าเสียงใคร เจ้าประจำ เจ้าเดิม.. แม่งไม่เหนื่อยมั่งรึไงวะ แซวได้แซวดีเนี่ยยยยยยย “อย่าพูดงั้นสิพี่โอม… ห้องนี้ถึงจะลำบากกาย แต่พี่ปุณณ์เขา สบายจายยยยยยยยยยยย” “ฮิ้วววววววววววววววววววว” ไอ้เชี่ยเป้อ!!!! มึงกลายเป็นทายาทอสูรของไอ้โอมตั้งแต่เมื่อไหร่!!!!!!!! แถมทุกคนในห้องชมรมยังพร้อมใจหยุดทำความสะอาดเครื่องดนตรีตรงหน้าตัวเอวมาโห่รับมันสองคนเป็นลูกคู่อีก! หมดกันนนนนน ชีวิตกู! ผมชูนิ้วกลางด่ารอบห้อง ขณะที่ไอ้ปุณณ์แค่หัวเราะขำ “ถือว่าถูก…” “โห่ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” นั่นมึง… ไปเล่นกับมันอีก โห่ดังเข้าไปใหญ่เลยทีนี้ -_-”… ไม่ติดว่าฟลุ้ตตัวนี้เพิ่งลงนํ้ามันเสร็จเมื่อกี้นะ กูจะฟาดกะบาลให้แม่งสมองไหลอีกซักที หลัง จากส่งเสียงแซวกันไปแซวกันมาอีกหลายดอก จนไอ้โอมเริ่มเข้าเนื้อแล้ว (เพราะตอนนี้น้องมิกก็นั่งอยู่ในห้องด้วย) ในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกรากันไป ต่างคนต่างกลับไปสนใจงานของตัวเอง ปุณณ์ ที่ตอนนี้ใส่แว่นนอนตัวยาวกดเครื่องคิดเลขอยู่ข้างผม กำลังดูขมักเขม้นในการจัดสรรงบประมาณต้นปีอยู่ ผมไม่ค่อยเห็นมันใส่แว่นบ่อย ๆ หรอกครับ (มันบอกว่าใส่เฉพาะเวลาเพ่งตัวหนังสือเยอะ ๆ เท่านั้น) แต่รู้สึกว่าเวลามันใส่แล้วดูเท่ห์ดี “แอบ มองไร… กูหล่อใช่ปะ” โห่ยยยยยยยย ไอ้ห่า… กล้าพูด ผมเลิกคิ้วมองหน้าไอ้ปุณณ์ที่หลิ่วตามาทางผมล้อ ๆ แล้วยิ่งรู้สึกว่าอยากหาอะไรทุ่มใส่มัน “ถ้า เทียบกับเล็บขบกูอะนะ มึงก็คงหล่อ” หึหึ…. ถึงตรงนี้ผมก็คิดว่าตัวเองกล้าพูดเหมือนกัน หึหึหึ… ปุณณ์แค่ยักไหล่เหมือนไม่อยากสนใจคำพูดผม ก่อนจะกดเครื่องคิดเลขต่อ

‘เช้าไม่กลัว ไม่กลัว ก็กลัวจะไม่เช้า เช้าแค่ไหนก็ไหว’ เสียงลีโอพุฒแหกปากร้องเพลงอีกแล้วครับบ ผมสะดุ้งอีกที แต่คราวนี้คนที่หันไปมองเร็วกว่าคือปุณณ์ ชื่อและรูปยูริขึ้นหรา… มันมองหน้าผมตลอดเวลาที่ผมรับโทรศัพท์ “ครับ… วันไหนเอ่ย พรุ่งนี้เหรอ…. ได้ ๆ” ผมโต้ตอบปลายสายพร้อมกับรู้สึกถึงสายตาไอ้ปุณณ์ที่มองมาอยู่ด้วย ไม่รู้มันจะมองอะไรนักหนา “เจอกันที่สยามเลยแล้วกันครับ โน่อาจออกไปช้านิดหน่อยอะ.. คร้าบบ หวัดดีครับ” “พรุ่งนี้ไม่ว่างแล้วเหรอ” แถมพอกดวางสายปุ๊บ มันรีบยิงคำถามใส่ปั๊บ จนผมต้องหันไปมองหน้ามันแบบงง ๆ แทน “ก็เออ… เพิ่งไม่ว่างเมื่อกี้ ทำไมวะ” “เปล่า….” ปุณณ์ส่งเสียงตอบแค่นั้น ก่อนจะหันไปทำงานต่อไม่ได้สนใจผมอีก อะไรของมัน… *** ที่ สยามเวลาเย็น หลังจากเมื่อวานเพิ่งได้รับโทรศัพท์ออดอ้อนของยูริ ผมก็รีบเคลียร์งานเรื่องที่ฝ่ายกิจกรรมโรงเรียนคอนแวนต์ติดต่อมาขอให้ชมรมผม เอาวงดนตรีไปช่วยเล่นในงานปิดของที่นั่น ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็เพิ่งไปมาเมื่อกลางปีที่แล้วเอง แต่ท่าทางพวกเขาจะติดใจใหญ่ เลยทำเรื่องขอมาอีก เล่นเอาผมวุ่นนิด ๆ แต่ไม่เท่าไหร่ เพราะมาสเซอร์คนอื่น ๆ เซ็นต์รับทราบแล้ว เหลือแต่พวกผมที่ต้องตกลงกันเองว่าจะเกณฑ์ใครไป

ผมออกจาก BTS มาถึงสถานีสยามตอนเวลาเกือบห้าโมงเย็น ก่อนจะรีบมุ่งตรงไปยังสตาร์บั๊กส์ที่ยูริบอกว่ากำลังรอผมอยู่ทันที หลังจากที่เมื่อวานสาวเจ้าโทรมางอแงกับผมว่าตั้งแต่ปีใหม่ก็ยังไม่เห็นหน้า ผม จึงต้องโผล่หัวมาให้เธอเจอสักหน่อย “โทษทีที่ช้านะ” ผมรีบชิงขอโทษก่อนเพราะกลัวยูริจะมารอนานแล้ว แต่เธอแค่ยิ้มหวาน “ไม่ ช้านี่… นึกว่าจะช้ากว่านี้อีก” ยูริตอบพลางยิ้มแป้น แล้วเก็บหนังสือที่กำลังอ่านใส่ถุงแฮรอด ก่อนจะลุกขึ้นคล้องแขนผมเดินออกนอกร้าน “ไปหาอะไรกินกันเนอะ วันนี้โน่รีบกลับรึเปล่า” “โน่ อะไม่เคยรีบหรอก แต่ยูกลับดึกไม่ดีรู้รึเปล่า” ผมยังอดเตือนเธอด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ แต่หน้าขาว ๆ นั้นทำเป็นไม่ฟังผมทุกทีสิน่าา เรา เดินเลือกร้านมาเรื่อยจนจบที่ฮ่องกงนู้ดเดิ้ล เพราะยูริบ่นอยากกินเกี๊ยวกุ้งตัวใหญ่ ๆ พูดจนผมนึกอยากด้วยเหมือนกัน เราจึงตกลงใจกินที่ร้านนี้ พนักงานเดินมาเสริฟแก้วชาเย็นให้ยูริก่อน “นี่ ได้ข่าวว่าชมรมโน่จะมาเล่นคอนเสิร์ตที่โรงรียนยูอีกแล้วเหรอ” อยู่ดี ๆ เธอก็ถามเรื่องที่ผมเพิ่งเคลียร์เสร็จไปเมื่อเย็นขึ้นมา นำให้ผมหยักหน้าหงึก “อื้ม.. มาสเซอร์เพิ่งเซ็นต์อนุมัติเสร็จ โรงเรียนยูมีงานอะไรกันเหรอ” “โอเพ่นเฮ้าส์ธรรมดาน่ะแหละ แต่ดีจัง จะได้เห็นโน่ร้องเพลงอีกแล้ว” ยูริพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง แน่นอนว่าผมยิ้มรับกลับไป “ไม่แน่หรอกว่าจะเป็นโน่ เดี๋ยวดูน้องคนอื่นก่อน ถ้ามีวงอื่นพร้อมโน่ก็ไม่เล่น” “โห่ยยยยยยยย….” เสียงถอนหายใจเซ็ง ๆ ดังจากผู้หญิงตรงหน้าจนผมอดยื่นมือไปขยี้หัวเล่นด้วยความเอ็นดูไม่ได้ เรา สองคนรอเพียงไม่นาน ชามก๋วยเตี๋ยวเบ้อเร้อก็มาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้า รวมถึงข้าวผัดปูที่สั่งมากินด้วยกันอีกจานหนึ่ง แล้วยังเป็ดย่างอีก ยูริกินไปก็บ่นไปว่าเกี๊ยวกุ้งตัวใหญ่จริง ๆ ยัดลำบาก ขณะที่ผมจำได้

แม่นว่าเธอมาร้านนี้เพราะอยากกินเกี๊ยวกุ้งโดยเฉพาะ (แล้วจะบ่นทำไม) ท่าทางทุลักทุเลของยูริเวลากินน่ารักดีครับ แต่พอเธอเริ่มตื้อ ๆ ก็ยกเกี๊ยวกุ้งอันใหญ่ให้ผมชิ้นนึงไปกำจัดแทน ระหว่าง เราทานกันจนใกล้จะหมดนั้น พลันมีเสียงล้งเล้งของเด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งดังเข้ามาก่อน แต่ผมไม่ทันสนใจเจ้าของเสียงเหล่านั้น (เพราะมัวแต่กินอยู่) จนกระทั่งยูริยิ้มทักทายกับสาว ๆ ที่มาใหม่ “อ้าวยูริ แหม… เดทเหรอ” สาวผมเปียคนหนึ่งทักทายโต๊ะผม ก่อนที่คนอื่น ๆ จะกรูมาล้อมกันหมด… เอ่อ.. น่ากลัวแฮะ “ช่า ยย ไม่อนุญาตให้รบกวนนะ อิอิ” ยูริตอบพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ผมก็ได้แต่ยิ้มไปผงกหัวไปทักทายสาว ๆ ทุกคนกลับ ดูเหมือนพวกเธอจ้องมาที่ผมมากเป็นพิเศษ ไม่แน่ใจว่าคิดมากไปเองหรือเปล่าเหมือนกัน “นี่ โน่ใช่มั้ย เนี่ย… ยูรินะแสบมากเลย ตอนที่โน่มาเปิดคอนเสิร์ตที่โรงเรียนคราวที่แล้ว กรี๊ดอยู่ด้วยกันจะเป็นจะตาย สุดท้ายยูริคาบไปควงเฉยเลย” “ใช่ ๆ โน่โดนเสน่ห์ยาแฝดรึเปล่าเนี่ย” สาว ๆ กลุ่มนั้นแซวยูริกันสนุกสนาน แต่ผมเห็นใบหน้าใสของยูริไม่ได้สนุกด้วยเลย “ตลกละ พูดให้มันดี ๆ นะยะ” “ไม่ หรอกครับ” ผมช่วยยูริพูดแก้ตัวพลางยิ้ม พวกเธอหยุดคุยกับเราอีกนิดหน่อยก่อนจะเดินจากไปยังโต๊ะของตัวเอง ตอนนั้นเอง ผมจึงได้เห็นสีหน้าไม่พอใจของยูริเต็มตา “เป็นไรเปล่ายู?” ผมถาม แต่เห็นเธอแค่ส่ายหัวตอบ “เปล่า… รีบกินรีบไปกันเถอะโน่” จริง ๆ ผมเองตั้งใจจะทำอย่างนั้นอยู่แล้วเหมือนกัน (เพราะอยากขึ้นไปดูหนังสือในคิโนะต่อสักหน่อย) แต่ยิ่งเห็นยูริพูดแบบนี้ ผมก็ยิ่งเร่งมือเข้าไปใหญ่ ขณะ ที่เราสองคนกำลังกินคำสุดท้ายอยู่นั้นเอง ก็มีเสียงลากเก้าอี้มาร่วมโต๊ะดังขัดขึ้นก่อน “หวัดดี

ค่ะ” ผมเงยหน้ามองเห็นเป็นหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มเมื่อกี้ เธอลากเก้าอี้มานั่งหัวโต๊ะเราพลางส่งยิ้มให้ผม นั่นทำให้ยูริหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด “หวะ… หวัดดีครับ” ผมจำใจทักกลับไป แม้จะรู้ว่ายูริไม่อยากให้ทำแบบนั้นก็ตาม “โน่ เป็นประธานชมรมดนตรีปีนี้ใช่ไหม เราเป็นสมาชิกชมรมดนตรีที่โรงเรียนเหมือนกันนะ” เธอคนนั้นชวนผมคุยต่อ จนงง ๆ ว่านี่คือเพื่อนยูริหรือเพื่อนผมกันแน่ แต่ผมก็คงไม่เสียมารยาทพอจะไล่เธอไป “ครับ…” “ได้ ข่าวว่าโน่เล่นดนตรีเก่ง แต่เราไม่ค่อยเก่งล่ะ ขอเบอร์ไว้ปรึกษาเรื่องดนตรีหน่อยได้ไหม” อืม…. รุกหนักเกินงามแฮะ เจอแบบนี้ผมก็มึนไปเหมือนกัน.. แต่ถ้าเอาเรื่องดนตรีมาอ้าง ในฐานะประธานชมรม ผมไม่อยู่ในสภาพที่จะปฏิเสธอยู่แล้ว “เอ่อ….. 089…. โอ๊ย!!” ขณะที่ผมกำลังจะให้นั้นเอง ยูริดันชิงเตะหน้าขาผมเสียก่อน เฮ้ย! มีการทำร้ายร่างกายด้วยว่ะ!! ผู้หญิง ที่เพิ่งทำร้ายผมเมื่อกี้หันไปส่งยิ้มหวานปานนํ้าผึ้งเดือนห้าแก่สาวที่เข้า มาแจมทันที “มีอะไรถามผ่านเราก็ได้นะ เดี๋ยวเราถามโน่ให้อีกที… พี่เช็คบิล!” ยูริตอบแทนผมพลางหันไปสั่งพนักงานให้มาเก็บตังค์ ขณะที่ผมยังงง ๆ ปรับตัวไม่ทันแต่ก็ยื่นแบงค์สีม่วงให้พนักงานทันที “โน่เลี้ยงเอง” หลังจากผมพูดคำนี้ ยูริก็หันไปยิ้มให้ผู้หญิงอีกคนอย่างดูมีความสุขในที “ไป ก่อนนะจ้ะ ไว้เจอกัน” เธอพูดเท่านั้นก่อนจะคล้องแขนผมฉับแล้วเดินไปจากร้าน…. อืม.. ตอนนี้ผมว่าตัวเองเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาหน่อย ๆ แล้วนะ

44th CHAOS แต่ เป็นเพราะยูริอ้อนว่าอยากดูหนัง เราสองคนจึงออกจากสยามกันค่อนข้างดึก ผมอาสานั่งแท็กซี่ไปส่งเธอก่อนแล้วค่อยวกกลับบ้านตัวเอง จนนาฬิกาบอกเวลา 4 ทุ่มกว่า ทำให้ผมคิดว่าป๊ากับม๊าคงเข้านอนกันเรียบร้อยแล้ว ผม ที่โคตรจะเพลียลงจากแท็กซี่มาเปิดและปิดรั้วบ้าน ก่อนจะทุบต้นคอตัวเองรัวระหว่างเดินตามทางเดินไปด้วย สงสัยเพราะคาบพละวันนี้ทำเอาปวดเอวชิบหาย ตอนก้มถอดรองเท้าถึงได้เจ็บแปลบอย่างนั้น แต่… นอกจากความรู้สึกเจ็บที่เอวแล้ว ผมยังเห็นฝ่าเท้าไม่ค่อยคุ้นยืนอยู่ตรงหน้าระหว่างกำลังถอดรองเท้าอีก? ผมเงยมองทันที “มาไง!!!?” ไอ้ปุณณ์ครับ!! มันโผล่มาอยู่ในบ้านผมได้ยังไง!? “ขี่พรมวิเศษมา” เสียงทุ้มนั้นตอบกวน ๆ ก่อนจะช่วยผมถือกระเป๋าเข้าบ้าน “เข้ามาเร็ว ๆ! เดี๋ยวยุงเข้าบ้าน” แต่… เฮ๊อะ! ตกลงนี่กูมาบ้านผิดรึเปล่า? ผม เดินตามมันอย่างงง ๆ เข้าบ้านตัวเอง ปุณณ์พาผมตรงไปยังโต๊ะกินข้าวที่มีแพนงไก่ของโปรด ผัดถั่วฝักยาว และทอดมันหมูข้าวโพดตั้งรออยู่ “ม๊าโน่ทำไว้แน่ะ อร่อยมากเลย รับรอง” อ๋อ… หมายความว่าไอ้ห่านี่มาตั้งแต่เย็น ตีซี้กับบ้านผมเรียบร้อยแล้วสิ “แทรกแซงครอบครัวกูนะมึง แล้วป๊าม๊าไปไหนอะ” “ขึ้น นอนแล้ว กูบอกเค้าว่าจะอยู่รอมึงเอง หึหึ” เออดี…. แบ่งเบาภาระม๊ากับป๊ากูได้ดี ผมคิดพลางเดินไปตักข้าวแล้วลงมือทานอาหารทั้งหมด เพราะถึงจะกินก๋วยเตี๋ยวมาแล้ว แต่พอดูหนังเสร็จก็หิวใหม่อยู่ดี “กลับช้านะ ทำไรกันมา” มันถามผม ผมพยายามจะตอบ แต่ต้องกลืนคำนี้ลงคอก่อน อึก.. “ดู หนัง เฉินหลงหวะ ฮาเสียงพากย์พันธมิตรชิบหาย” ผมเล่าพลางตักแพนงกินต่อ ได้ยินเสียงไอ้ปุณณ์หัวเราะเบา ๆ ขณะกำลังรินนํ้าให้ผม “เออ ค่อย ๆ กินสิมึง ติดคอพอดี”

เรา นั่งกินข้าว ดูทีวี และคุยกันอยู่พักใหญ่กว่าจะขึ้นห้องได้ เลยรู้ว่าปุณณ์แวะมาหาผมตั้งแต่หัวคํ่าแล้ว แต่ผมยังไม่กลับ มันเลยนั่งคุยกับป๊าแล้วก็ม๊าไปก่อน ไป ๆ มา ๆ ม๊าเลยชวนมันกินข้าวเย็นด้วย แปลงร่างเป็นลูกรักของม๊าผมไปอย่างที่เห็น “ม๊า มึงจีบกูอะ เขาชมกูหล่อหลายทีจนกูอายเลย” เนี่ยนะอาย… ผมเหล่หน้าคนพูดที่ดูโคตรจะภูมิใจระหว่างเรากำลังเดินขึ้นบันไดกัน ยิ่งเห็นอย่างนั้นยิ่งอยากหันไปถีบแม่งให้ตกบันได เสียโฉมดูซักที “น้อย ๆ หน่อย มึงน่ะไม่ได้ครึ่งอาป๊ากูหรอก” ลูกที่ดีต้องเข้าข้างป๊าตัวเองครับ หึหึ ผมได้ยินเสียงมันหัวเราะระหว่างเรากำลังเปิดประตูห้องอยู่ ทันที ที่ไฟติด ผมตรงดิ่งไปโยนกระเป๋าลงข้างโต๊ะคอมพลางถอดถุงเท้าทันที ส่วนปุณณ์กำลังง่วนกับการเปิดทีวี เราสองคนต่างทำนู้นทำนี่อยู่พักหนึ่ง ผมจึงได้เกิดคำถาม “ตกลงมึงมาทำไมเนี่ย บอกที่บ้านยัง” ปุณณ์ เปิดช่องดิสนี่ย์ทิ้งไว้ พลางนั่งขัดสมาธิลงหน้าทีวีด้วยท่าทีสบาย ๆ “บอกแล้ว วันนี้มีญาติมานอนค้างบ้านเป็นเพื่อนแป้งว่ะ พี่ชายอย่างกูเลยหัวเน่า มานอนค้างเป็นเพื่อนมึงมั่งดีกว่า” “โห… โตเป็นควายยังกล้าพูด” ผมบ่นมันพลางเดินไปเปิดตู้เย็นเล็กหยิบนํ้าออกมาเทส่งให้มันแก้วหนึ่งแต่มัน ส่ายหัว ก็เลยดื่มเอง “ที่แท้งอนน้องสาว แวะมาเลียแผลใจในบ้านกูนี่เอง” “เปล่า….. คิดถึงมึง ไม่ได้กอดตั้งนานแล้วต่างหาก” พรวดดดดดดด!! ผมสำลักนํ้าอย่างแรงเพราะคำพูดหน้าตายของไอ้เลขาสภาฯที่ได้ยินมาเมื่อครู่ “มึงว่าไรนะ! แค่ก ๆๆ” สำลักนํ้าจริง ๆ ว่ะ ผมโวยไปไอไปอย่างน่าสงสาร แต่เห็นไอ้ผู้มาเยือนแค่หันมาส่งยิ้มพลางตบลงตรงข้างตัวมันปุ ๆ “มานั่งนี่เร็ว!” ไรของมัน พูดจาแปลก ๆ แล้วยังกล้ามาสั่งเจ้าของบ้านอีก ผมมองไอ้หน้าหล่อที่ยิ้ม

เผล่นั่นอย่างไม่ไว้ใจ “มีรายยยย” “มาเร็วซี่!” มันตบพื้นอีกจนผมล่ะหน่าย… เฮ้อ ไปก็ได้วะ เดี๋ยวพื้นห้องกูสึกพอดี แต่ยังไม่ทันที่ผมจะล้มตัวลงนั่งตามที่มันบอกดี ไอ้ปุณณ์กลับดึงเอาผมไปกอดซะแน่นเสียก่อน เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!! ผมดิ้นไปมาขลุกขลักในวงแขนแกร่งนั้น เพราะสภาพผมตอนนี้กลายเป็นว่ากำลังนั่งซ้อนอยู่บนตักไอ้ปุณณ์ที่มัดผมเอาไว้ซะแน่น “เฮ้ย!! ปล่อย!!!!!!” “ปล่อย ให้โง่ อยากกอดมาตั้งหลายวัน วันนี้ไม่ปล่อยหรอก” มันว่าอย่างนั้นพลางฝังจมูกลงกับแก้มผม นำให้ผมดิ้นอีกสองสามที เพราะตอนนี้ปลายจมูกโด่ง ๆ ของปุณณ์พยายามฉวยโอกาสหอมนู้นหอมนี่ตลอดเวลา แต่แน่นอนว่าอย่าหวังซะให้ยาก “เฮ้ย!!!!! เป็นไรของมึงเนี้ยยยยยย” ติดที่แรงแม่งเยอะชิบหาย ผมเริ่มเหนื่อยแล้วครับ “ไม่ ได้เหรอ….” สู้กันอยู่นานจนเสียงไอ้ปุณณ์เริ่มหงอย ถึงกับควักเอามุกน่าสงสารมาใช้เลยเหรอวะ… ผมเหลือบตามองมันพลางหยุดดิ้นนิดหน่อย “ขอ นั่งดี ๆ ก่อน” ต้องมีข้อต่อรอง ผมบอกปุณณ์ ซึ่งมันก็ยอมปล่อยผมลงพื้นแต่โดยดี เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายว่าง่ายดังนั้น ผมจึงเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปกอดมันเอง “เป็นไง แบบนี้ดีกว่ามั้ย” “แบบไหนก็ดีทั้งนั้น” เสียงมันอู้อี้ตอบกลับ ขณะที่กระชับกอดผมแน่นอยู่ เรานิ่งในท่านั้นนาน จนกระทั่งปุณณ์เป็นฝ่ายถอยออกก่อน ใบหน้าคมวางห่างจากผมไม่ถึงคืบ “จูบได้ปะ……” เสียงทุ้มพร่านั้นถาม ทั้งที่ริมฝีปากไม่ได้ไกลจากปากผมเท่าไหร่ ผมมองตอบดวงตาคมคู่นั้น ก่อนจะค่อย ๆ ปิดตาลง เมื่อริมฝีปากเราต่างหยิบยื่นความหวานให้แก่กัน

ผม และปุณณ์จูบกันอยู่นานจนในหัวเราขาวโพลนไปหมด.. เราไม่ได้จูบกันอย่างนี้มานานแล้วนับตั้งแต่ที่บางแสนคราวนั้น.. (จริง ๆ เมื่อวันคริสมาสต์ปุณณ์ก็จูบผม แต่ไม่นับแล้วกัน เพราะเราแค่แตะริมฝีปากกันเบา ๆ) จูบของปุณณ์ยังคงให้ความรู้สึกน่ารักเหมือนเดิม เพราะไม่ใช่การจูบแบบรีบร้อน แต่เป็นจูบที่ค่อย ๆ แตะชิมเอาความคิดถึงผ่านปลายลิ้นจากผม ปุณณ์สอดลิ้นมาเกี่ยวกระหวัดความคิดถึงนั้นกลับ จนเราต่างส่งความรู้สึกตัวเองผ่านปลายลิ้นอยู่พักใหญ่ ก่อนเจ้านั่นจะขบเม้มปากผมอีกหลายที ปุณณ์ถอนริมฝีปากออกแล้วส่งยิ้มกว้างมาให้อย่างพอใจ “จูบเก่งเหมือนเดิมนี่… ดีใจจัง” มันพูดพลางดึงผมไปกอดอีกทีแน่น ๆ “วันนี้คุ้มละ” “นะ… แน่สิ!” ผมละลํ่าละลักตอบกลับ ขณะที่อีกฝ่ายค่อย ๆ ปล่อยตัวผม ถึงอย่างนั้นก็ยังตามมาจูบหน้าผากรวมถึงหอมแก้มต่ออีกฟอดใหญ่ “กูอาบนํ้าก่อนนะ!” ไอ้ปุณณ์พูดพลางลุกขึ้นหันมายิ้มเผล่ ปล่อยผมที่โคตรจะงง นั่งหน้าแดงอย่างปิดไม่มิดอยู่คนเดียว… หน็อย… ไอ้เลวเอ๊ย!! หลอกให้กูอยากแล้วจากไปนะเนี่ย! ผม ยกนิ้วกลางด่ามันก่อนจะโบกมือไล่พลางหันไปเปิดเครื่องเกมเพื่อเล่นดับอารมณ์ ตัวเองอย่างเคือง ๆ ได้ยินเสียงทุ้มนั้นแว่วต่อมาเบา ๆ ว่า “รอกูนะ….” ก่อนที่เจ้าของคำนั้นจะหายเข้าห้องนํ้าไป ยังจำได้อีกเหรอ ว่ากูรอมึง.. *** ตอน เช้าเราโผล่หัวไปโรงเรียนพร้อมกันครับ แน่นอนว่าเจอไอ้ปากหมาโอมตามคาด (เป็นเชี่ยไร เวลาแบบนี้ต้องเจอมันทุกที) แต่ครั้งนี้มันเงียบหน่อย เพราะเสือกมาพร้อมน้องมิกเหมือนกัน เอาเป็นว่าเจ๊า

…. ไม่มีใครพูดอะไร หึหึหึ การเรียน การสอนดำเนินตามปกติ เช่นเดียวกับทุกอย่างที่อยู่ในสภาวะปกติดีครับ มีแต่ไอ้โอมคนเดียวเท่านั้นที่ผมว่าไม่ค่อยปกติ… สงสัยมันคงเริ่มคบกับน้องเขาจริงจังแล้วมั้ง เพราะเห็นแม่งโทรศัพท์ติดหูตลอดเวลา ลองเงี่ยฟังดูก็ได้ยินมันเอาแต่เช็คว่าน้องมิกอยู่ไหน กำลังทำอะไร เออไอ้นี่.. อยู่กับเพื่อนก็ปากเป็นหมา อยู่กับแฟนก็หวงเหมือนหมา… มันเกิดมาเพื่อเป็นหมาจริง ๆ ว่ะ ตอน เย็นผมเข้าชมรมเหมือนที่เคยเข้าอยู่ทุกวัน แต่แปลกเพราะวันนี้ไม่ค่อยมีใคร สงสัยคงใกล้สอบกลางภาคแล้ว พวกมันเลยซุ่มอ่านหนังสือสอบกัน (แล้วกูล่ะ?) ส่วนผมเป็นอัจริยะครับ พกความรู้ไว้เต็มโพย ฮ่า ๆๆ ‘เช้าไม่กลัว ไม่กลัว ก็กลัวจะไม่เช้า เช้าแค่ไหนก็ไหว’ อ้าว แล้วใครโทรมาอีกวะ ผมควักโทรศัพท์ขึ้นมามองอย่างงง ๆ เพราะที่โชว์อยู่เป็นเบอร์ไม่คุ้นเลย “หวัดดีครับ” “โน่! นี่จิ๊ดเองนะ” จิ๊ดไหนวะ????? ผู้หญิงซะด้วย? ผมขมวดคิ้วกับโทรศัพท์อย่างสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง “ขอโทษนะ แต่.. จิ๊ดไหนอะครับ” “จิ๊ด ที่เราเจอกันในร้านฮ่องกงนู้ดเดิ้ลที่สยามเมื่อวานไง จิ๊ดที่อยู่ชมรมดนตรีของคอนแวนต์อะ” อ๋อ นึกออกตั้งแต่ตอนบอกว่าเจอกันในร้านก๋วยเตี๋ยวแล้วล่ะ ว่าแต่เธอเอาเบอร์ผมมาจากไหนวะ? คิดได้ดังนั้นผมจึงหัวเราะเสียงแห้ง ๆ ใส่โทรศัพท์กลับไป “อ่าครับ จำได้… ว่าไงเอ่ย” “ตอนนี้จิ๊ดอยู่หน้าโรงเรียนโน่นะ ออกมาหาหน่อยได้ไหม” อ้าวเฮ้ย!? ผู้หญิงโรงเรียนนี้เป็นอะไรกันครับเนี่ย!! โผล่มาหน้าโรงเรียนผมอีกแล้ว ผมรีบรับปากก่อนจะใส่รองเท้าลวก ๆ แล้ววิ่งไปหาทันที สิ่ง ที่ผมชอบน้อยที่สุด (รองจากแมงมุม) ก็คือการมีผู้หญิงมายืนรออยู่หน้าโรงเรียนนี่แหละครับ ไม่ใช่ว่าผมรำคาญ วางฟอร์ม หรือหยิ่งอะไรนะ แต่ผมคิดว่ามันอันตราย ผู้ชายเยอะ ร้อยพ่อพันแม่ ใครดี

ใครเลวยังไงก็ไม่รู้ โดนอะไรเข้าไปจะทำยังไง พวกนี้ยิ่งหิว ๆ ผู้หญิงกันอยู่ เฮ้ออ ผม วิ่งหอบไปถึงหน้ารั้วโรงเรียน เห็นจิ๊ดในชุดคอนแวนต์เดียวกับยูริยืนยิ้มคอยอยู่ ซึ่งจริง ๆ ผมจำหน้าจิ๊ดไม่ได้หรอก แต่ดูจากรูปการแล้วคงเป็นคนนี้ไม่ผิดแน่ “มีอะไรรึเปล่าครับจิ๊ด แฮ่ก ๆๆ” ผมถามไปหอบไปด้วยความเหนื่อย “ไม่เห็นต้องวิ่งมาเลยค่ะโน่ จิ๊ดรอได้!” ยังจะพูด.. นี่ตกลงไม่ได้รู้เลยใช่ไหมว่ามันไม่ควรน่ะ “ตกลงมีอะไรรึเปล่าครับ” ผมรีบตัดบท คุย ๆ ไปให้เสร็จดีกว่า ท่าทีจิ๊ดดูลังเลก่อนจะตอบผมออกมา “โน่อยู่ชมรมดนตรีใช่ปะ จิ๊ดขอยืมแบนด์สกอร์ Barbarian Horde หน่อยสิ แบนด์สกอร์โรงเรียนจิ๊ดเล่นแล้วมันแปร่ง ๆ อะ” เออ แบบนี้ก็มีด้วย… ผมเลิกคิ้วงง ๆ เพราะกำลังคิดว่าเขามีการส่งคนเดินมาขอโน๊ตเพลงข้ามโรงเรียนแบบนี้กันด้วย เหรอวะ เพราะจริง ๆ แล้วถ้าอยากได้ แค่ให้ทางชมรมของโรงเรียนนั้นแฟ็กซ์คำขอมาให้ พวกผมก็พร้อมจะแฟ็กซ์กลับไปโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินมาสักก้าวเดียว แต่ก็เอาเถอะ ไม่ได้เสียหายอะไร ผม พยักหน้าพลางเดินนำเธอเข้ามาในรั้วโรงเรียนเพื่อไปยังตึกฟ. ระหว่างทางมีเพื่อนรุ่นผมแอบมองล้อ ๆ หลายคน สงสัยนึกว่าพาสาวมามั้ง ลำบากผมเลยต้องส่ายหัวตลอด เพราะไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด อีกอย่างก็จะเป็นจิ๊ดนั่นแหละที่เสียหายเอง ถึง หน้าห้องชมรม ผมปล่อยเธอให้ยืนรออยู่หน้าห้อง ส่วนผมอาสาจะเข้าไปหาให้เอง แต่ไม่รู้โน๊ตเพลงนี้ไอ้ฟิล์มเอาไปซุกไว้ไหนอะดิ่ เธอคงรอผมอยู่นานมากจนต้องถอดรองเท้าเข้ามาถาม “ให้จิ๊ดช่วยหาไหมคะ?” “ไม่ เป็นไรครับ ๆ” ผมรีบบอกปัดพลางคุ้ยแฟ้มโน๊ตเพลงต่อ (มีโคตรจะหลายแฟ้มเลยครับ ไม่รู้แม่งปริ้นมาเยอะ ๆ ทำไมนักหนา) ในที่สุดก็เจอเพลงที่ว่าซุกอยู่ในลิ้นชักนอกแฟ้มนี่เอง ให้กูหาตั้งนาน “นี่ครับ ใช่รึเปล่า” ผมยื่นเอกสารปึกนั้นไปให้จิ๊ด เธอก้าวขามาดูก่อนจะพยักหน้ารับ “ใช่ค่ะ อันนี้แหละ”

“เอาอันนี้ไปเลยก็ได้ครับ พวกผมมีสำรองอีกหลายชุด” ทำใจดีอีกกู…. “ขอบคุณค่ะ” แต่ขณะที่จิ๊ดกำลังรับกระดาษจากมือผมนั้น ประตูก็ถูกเปิดออก ผมหันไปมองก่อนจะอดคิดไม่ได้ว่า….. ไอ้ปุณณ์ ภูมิพัฒน์… มึงช่างมาถูกเวลาจริง ๆ “อ้าวโน่…….. มีแขกเหรอ” มันถามแบบนั้นเมื่อเห็นผมกับผู้หญิงแปลกหน้ายืนอยู่ ก็เข้าใจคิดนะ… ถึงไม่ใช่แต่ใกล้เคียง “อือ ฝั่งคอนแวนต์มาขอยืมเนื้อเพลงอะ” ผมบอกปัด ๆ พลางหันไปถามจิ๊ดต่อ “เอาเพลงไรอีกป่าวครับ” “ไม่เอาแล้วค่ะ ถ้ายังไงโน่ช่วย….” “เดี๋ยว ผมจะเดินกลับไปแถวหน้าโรงเรียน ให้ผมไปส่งเอามั้ย” แต่เสียงไอ้ปุณณ์ที่แทรกขึ้นมาก่อนจิ๊ดพูดจบ ฟังดูเหมือนกำลังถามผมมากกว่า… ประหลาดว่ะ… ได้ข่าวว่ามึงเพิ่งมา? ผมมองใบหน้าคมนั้นสลับกับหน้าจิ๊ด ก่อนจะพยักหน้าตัวเองเบา ๆ “เออ ฝากด้วย จิ๊ดไปกับมันนะครับ ขอโทษด้วยที่ผมไม่ได้ไปส่งเอง” “ไม่เป็นไรค่ะ ไว้เจอกันใหม่นะ” อืม.. จะได้เจอกันอีกเหรอ..? สองคนนั้นเดินจากไป ทิ้งคำถามไว้ให้ผมพอประมาณ… แต่ก็ช่างเถอะ ว่าแต่กูมีโน๊ตเพลงนี้สำรองจริงเหรอวะ!! หาอีกทีไม่เห็นเจอ!

45th CHAOS เวลา เดินทางมาจนถึงวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่โรงเรียนคอนแวนต์ขอความอนุเคราะห์จากโรงเรียนเราให้ส่งวง ดนตรีไปร่วมเล่นในงานโอเพ่นเฮ้าส์หนึ่งวง โดยหลังผ่านการประชุมมาพักใหญ่แล้ว หวยคงจะออกที่วงไหนไปไม่ได้ นอกจาก……… วงผม ไม่ ใช่เพราะวงผมเล่นเก่งที่สุดแต่อย่างใด (ซ้อมยังไม่ค่อยซ้อมกันเลยครับ) แต่ทุกคนในชมรมเอาแต่เกี่ยง ไม่มีใครยอมเล่นกัน บ่นแต่การบ้านเยอะ รายงานเยอะ หรืออะไรก็ตามที่มันอ้างได้… เออ ประหลาด ทำไมคราวนี้อิดออดไม่ยอมไปคอนแวนต์กันวะ สุดท้ายมารู้ทีหลังว่าไอ้เปา (มือกลองผม) แอบล็อบบี้กับคนอื่นในชมรมว่าห้ามขัดขวางทางรักของมันเด็ดขาด คราวนี้มันกะจะไปหาแฟนใหม่ในคอนแวนต์ให้ได้ เออ… เอาเข้าไป วัน ที่ผมไปยื่นเรื่องกับสภาฯ ขอใบออกนอกโรงเรียนเพราะต้องไปเล่นให้งานที่คอนแวนต์นั้น เป็นวันที่ปุณณ์อยู่พอดี (จริง ๆ ก็จงใจไปวันที่มันอยู่นั่นแหละครับ จะได้คุยกันง่าย ๆ ดี) แต่พอมันเห็นว่าคือพวกผมที่ถูกส่งไปเป็นตัวแทนชมรมเท่านั้นล่ะ ก็ดันเสือกเกิดอาการกวนตีนขึ้นมากะทันหัน เพราะมันเอาแต่ต่อรองว่า ถ้าไม่ให้ไปด้วย ก็จะไม่ยอมออกใบให้ เนื่องจากสภาฯจำเป็นต้องควบคุมดูแล ว่านักเรียนที่ทำใบขอออกนอกโรงเรียนไป ได้ทำธุระตามที่กล่าวอ้างมาจริงหรือเปล่า ซึ่ง….. ตลกล่ะมึง! คราวก่อนที่กูออก ไอ้ฟี่แทบไม่สนใจด้วยซํ้าว่าชมรมดนตรีจะไปตายห่าที่ไหน ยังไง ไม่เห็นมันเรื่องมากแบบมึงเลย (สรุปว่าผมคิดผิดหรือเปล่าเนี่ยที่มาเจอมัน) หลังจากยืนเถียงกันได้พักใหญ่และไอ้ปุณณ์เอาแต่ทำหน้ากวนตีนจนอยากถีบส่ง ผมก็ต้องยอมให้มันไปด้วยอย่างจำนน ซึ่งเอาเห๊อะ! อยากไปก็ไป ดีเหมือนกันจะได้มีคนช่วยขนของ วัน ศุกร์เราเดินขบวนออกจากโรงเรียนตอนบ่ายแก่ ๆ ครับ เพื่อลำเลียงเครื่องดนตรีออกไปคอนแวนต์ แต่พอถึงหน้าโรงเรียนที่หมายผมก็ต้องผงะ เพราะเหนือรั้วดันมีป้ายแขวนโชว์หราว่า ‘ยินดีต้อนรับนักดนตรีจาก xxx’ เอ่อ…….. คราวที่แล้วมันมีป้ายอย่างนี้ปะวะ… ผมลืม? เรา เดินงง ๆ จับกลุ่มกันเข้าไป ตอนขนของมีรุ่นน้องในชมรมตามออกมาช่วยเยอะครับ ไม่ใช่แค่เรานักดนตรี จนพอเข้าไปถึงได้เห็นการต้อนรับอย่างดีจากชมรมดนตรีของที่นั่น (เจอหน้าจิ๊ดคนแรกเลยครับ) ก็ถึงกับงง.. พวกสาว ๆ เชื้อเชิญเราไปยังห้องพักที่จัดรับรองไว้อย่างสะดวกสบาย จนผมต้องส่องกระจกซํ้า ๆ

เพื่อเช็คดูว่าวันนี้ตัวเองเป็นนายโน่ หรือพี่ตูน บอดี้สแลม (พวกนั้นอาจเข้าใจผิดได้เพราะความหล่อใกล้เคียงกัน) เหอ ๆๆๆ อะไรจะขนาดนั้นวะ ปีที่แล้วที่พักผมยังเป็นแค่เต้นท์เพิง ๆ ตั้งอยู่ข้างสนามเองไม่ใช่เหรอไง? พวก ผมทุกคนขอบคุณนักเรียนที่นั่น ก่อนจะทั้งหิ้วทั้งแบกเครื่องดนตรีขึ้นไปเซทเสียงบนเวที ซึ่งตอนนี้ถูกปล่อยว่างไว้เพราะมีงานแถวสนามแทน จะเหลือก็แต่น้อง ๆ ม.ต้นสองสามกลุ่ม ที่วิ่งชักชวนมาดูพวกผมเช็คซาวด์เครื่องเสียงและเครื่องดนตรีกัน “โน่ เหนื่อยไหมคะ” แต่ระหว่างกำลังต่อสายแอมป์อยู่นั้นเอง จิ๊ดก็ถือนํ้าขึ้นมาเสิร์ฟผม ซึ่งออกจะลำเอียงไปหน่อยเพราะบนเวทีมีแสลนบังแดดกางร่มสบายดี ขณะที่ไอ้อาร์ทและน้องน็อตต้องยืนตากแดดจ้าอยู่ในคอกซาวด์เอ็น ผมว่าสองคนนั้นน่าจะได้รับการดูแลมากกว่า จึงบอกปัดจิ๊ดไป “ไม่ เหนื่อยครับ วานช่วยเอานํ้าไปให้เพื่อนกับน้องผมตรงซาวด์เอ็นหน่อยได้ไหม มันคงใกล้ตายแล้ว” สงสัยเพราะคำนี้ เลยได้เห็นจิ๊ดทำท่าทางหน้าเสียนิดหน่อย “เอ่อ… เดี๋ยวเพื่อน ๆ จิ๊ดก็เอานํ้าไปให้อยู่แล้วล่ะ” เธอว่าอย่างนั้น ก่อนจะชวนผมคุยต่อ “แล้วโน่ทานอะไรมารึยังคะ” “โน่ มึงแดกนี่ดิ่ โคตรอร่อยย” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะตอบ อยู่ดี ๆ เสียงไอ้ปุณณ์ก็ดังขัดขึ้นมาก่อน แถมยังยัดทาโกยากิก้อนโตเข้าปากผมอีก ไอ้สัดดดดดดด โคตรร้อน!!! “อัด อูอ้อน!!!!……. ห่า!” ผมหันไปด่ามันซึ่งกำลังยืนขำ แต่ก็อร่อยดีจริง ๆ ว่ะ ซื้อมาจากไหนวะ พอหายร้อนแล้วจึงถามไปถามมาถึงได้รู้ว่ามีนักเรียนของที่นี่ตั้งซุ้มขาย อาหารกันอยู่แถวสนามโน่นนน ปุณณ์ ที่เพิ่งเดินไปติดต่อกับอาจารย์ในโรงเรียนมาเลยได้อานิสสงส์ของกินฟรีติดไม้ ติดมือด้วยจำนวนหนึ่ง นอกจากทาโกยากิแล้วผมยังเห็นมันตุนอย่างอื่นไว้เพียบ ทั้งขนมปังสังขยา ไข่นกกระทา ยำมาม่า ดังนั้นพอมีเรื่องของกินเข้ามาเกี่ยว ผมกับปุณณ์เลยยืนคุยกันนาน โดยลืมสังเกตด้วยซํ้าว่าจิ๊ดหายลงจากเวทีไปตั้งแต่ตอนไหน “โน่!!!!!!!! มาแล้วทำไมไม่โทรบอก!?” แต่แล้วเสียงแหลม ๆ ของยูริก็ดังขึ้นจนได้ครับ นำให้ผมที่กำลังคุยกับปุณณ์พลางคาบน็อตไว้ในปากสองสามตัว ต้องหันไปมองต้นเสียงซึ่งกำลังยืนโบกไม้โบกมือมาให้จากหน้าเวที “มาเมื่อกี้เอง จะมาดูรึเปล่า” ผมตะโกนถาม เห็นใบหน้าขาวนั้นยิ้มตอบ

“มาสิ!!!!! แต่ขอไปแคะหนมครกก่อนนะ ฮี่ ๆๆ” สงสัยยูริจะเปิดซุ้มขายขนมครกครับ ฮ่า ๆ น่ารักดี ผมพยักหน้ารับคำนั้น ก่อนยูริในชุดผ้ากันเปื้อนที่ดูมอมแมมหน่อย ๆ จะวิ่งจากไป “หัว กะไดไม่แห้งเลยนะมึง..” เอ๊ะ เสียงไอ้ปุณณ์ประชดผมแปลก ๆ จนต้องหันไปมอง แต่มันกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะเดินร่อนทั่วเวทียาวลงไปถึงคอกซาวด์เอ็น เพื่อแบ่งขนมที่ได้มาให้กินกัน นาฬิกา บอกเวลาบ่ายสามโมงครึ่งหมายถึงกำหนดการณ์ที่พวกผมจะต้องเล่นดนตรีกัน โดยมีพิธีกรสาวสวย (ใครวะ โคตรสวยเลย) ขึ้นมาพูดแนะนำเชิญชวนผู้ชมซึ่งเป็นนักเรียนหญิงล้วน ๆ ให้เล่นเกมกันก่อน.. คือจะเล่นอะไรก็ไม่ได้ว่าอะครับ แต่แอบงงตรงที่เวลาแจกของรางวัลยังต้องให้พวกผมขึ้นไปยืนมอบด้วยนี่สิ!? เฮ้ย…. คือผมไม่ใช่อธิการ -_-”…. เอาเป็นว่าโดยรวมก็สนุกดีครับ =] ไอ้เปาท่าทางคงได้หลีสาวสมใจ เพราะตอนอยู่หลังเวทีมันนั่งคุยกับพิธีกรสองสาวนั้นสลอน ท่าทางจิ๊ดเองก็พยายามจะเข้ามาชวนผมคุยเหมือนกัน (สังเกตเห็นอยู่หลายครั้งครับ) แต่คงหาจังหวะยากหน่อยเพราะวันนี้ผมโคตรเป็นคนของประชาชนเลย เดี๋ยวต้องมีใครสักคนเรียกผมไปตรงโน้นตรงนี้ หรือไม่ก็ชวนคุยไว้ก่อนตลอด (อย่างน้อย ๆ ก็ไอ้ปุณณ์ล่ะคนหนึ่ง) เรา ช่วยพิธีกรสาว ๆ เล่นเกมและแจกรางวัลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะได้เวลาวงพวกเราเต็มตัว ผมซึ่งอยู่ในตำแหน่งกีตาร์และนักร้องนำวันนี้ควบหน้าที่ mc ของวงไปด้วย แต่แค่ออกปากทักทายสาว ๆ ก็ได้รับเป็นเสียงกรี๊ดกระหึ่มกลับมาทันที!? หนักกว่าตอนมาคราวที่แล้วอีกนะนั่น พวกเราถึงจะงง ๆ แต่ The Show Must Go On ครับ (แปลว่าอะไรวะ พูดเท่ห์ ๆ ไปงั้นแหละ) ไอ้เปาเริ่มอินโทรเสียงกลองเพลง That thing you do ของ The Wonders ที่คราวก่อนพวกเราก็มาเล่นเพลงนี้เป็นเพลงเปิดกัน เรียกเสียงกรี๊ดหน้าเวทีได้กระหึ่มทันที! โอ้โหเฮะ…. ให้ความร่วมมือกันล้นหลามอย่างนี้ นักดนตรีจะไม่สนุกได้ไง! ผมร้องไปหัวเราะร่าไปเมื่อเหลือบเห็นยูริเต้นถวายหัวอยู่ไกล ๆ (หน้าตึกเรียนครับ) ฮ่า ๆๆ! ตลกมาก ๆ ผมว่าเพลงผมออกจะน่ารัก ก็ช่วยเต้นให้มันน่ารักเหมือนกับเพลงและหน้าตาไม่ได้หรือไง นี่เล่นซะ

ผมหลุดขำบนเวที แต่ยิ่งยูริเห็นผมชอบใจเธอยิ่งเอาใหญ่… เอาเข้าไป ๆ คนที่ไม่เหลืออะไรแล้วน่ะ ผมว่ายูริเองนั่นแหละ ฮ่า ๆ ปุณณ์ ตอนนี้หลบฉากไปอยู่ในคอกซาวด์เอ็นกับน้องน็อตแล้วครับ มันตั้งอยู่ห่างจากเวทีไม่กี่เมตร ตรงหน้าผมนี้เอง แต่ตอนนี้ผมว่าไอ้ปุณณ์เหมือนคนบ้า เพราะมันเล่นยืนส่งยิ้มมาไม่หุบ ทำเอาผมรู้สึกเขิน ๆ แต่ก็อืม… เอาเหอะ! สุดท้ายผมกับมันเลยบ้ากันสองคน เพราะเราเอาแต่ยิ้มให้กันไปมา ^____^ ต่อจาก That thing you do เป็น กอดได้ไหม ของ Skykick Ranger ครับ คนเลือกเพลงนี้คือไอ้โอม (อยากกอดใครล่ะมึง!) แหม… แซวเล่นครับ ปกติเรามักเล่นเพลงแนวนี้ในงานรื่นเริงอยู่แล้ว (เพื่อเพิ่มความรื่นเริงยิ่งขึ้น) เป็นสาเหตุที่ลากเอาพวกน้องมํ่ามาขึ้นเวทีด้วย เพราะต้องใช้เครื่องเป่าของพวกมัน (สามคนครับ น้องมํ่า น้องเฮง และน้องลอย… ไม่มีน้องมิกว่ะ ทำไมวะ… อืม… แต่ก็ดีแล้ว เพราะถ้าขืนให้น้องมิกขึ้นเวทีเดียวกับพี่โอม มีหวังสมาธิกระเจิง เป่าโน๊ตผิดกระจาย) ผมแกล้งร้องท่อน “อยากจะกอดเธอได้ไหม” แล้วหว่านมือไปรอบ ๆ หน้าเวที เรียกเสียงกรี๊ดได้กระหนํ่า (พร้อมด้วยแขนของสาว ๆ ที่ชูตอบขึ้นมาอีกเพียบ) อื้อหือ…… รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนหล่อก็ตอนนี้แหละ!! ตลกดีครับ ฮ่า ๆๆ ต่อจาก กอดได้ไหม เปลี่ยนเป็นเพลงร็อค ๆ บ้าง ตามประสาวงเด็กผู้ชาย เพราะเล่นแต่เพลงหลั่นล้า ๆ เดี๋ยวจะถูกหาว่าไม่แมนเอา (อืม… ผมว่าผมแมนนะ!) เพลงประจำของผมที่ทุกคนในชมรมรู้ดีก็คือ รูปไม่หล่อ ของ Modern Dog ครับ หึหึ…. ถึงแม้จริง ๆ แล้วผมจะหล่อก็ตาม (แนะนำว่าอย่าอ้วกครับ เสียดายข้าวที่เพิ่งทานมา) ส่วนสาเหตุที่ผม ผู้ซึ่งรูปหล่อ แต่ชอบร้องเพลง รูปไม่หล่อ ก็เป็นเพราะ มันร้องง่ายดีครับ (ไหน.. เสียงใครด่าผมว่าไอ้มักง่ายหา!!) ฮ่า ๆๆ แถมจังหวะเท่ห์ดีด้วย ผมชอบเพลงแบบกระตุก ๆ แรง ๆ เบา ๆ หาจังหวะยากแบบนี้แหละครับ เวลาเล่นแล้วสะใจดี เหมือนมีช่วงให้ปลดปล่อย (ยังไงวะ) เอาเป็นว่าตามนั้นแล้วกัน ส่วนคนรับบทเป็น ฟักกิ้งฮีโร่ ที่แร็พในเพลงนี้คือ ไอ้เปา นั่นเอง… เก่งปะล่ะครับ ตีกลองไปแร็พไปก็ได้ด้วย ไม่ใช่จะธรรมดานะเพื่อนผม! หลัง จากจบเพลง รูปไม่หล่อ (ที่ร้องโดยคนรูปหล่ออย่างผม) และนักร้องนำได้ดื่มนํ้าพอเป็นพิธีแล้ว ก็ต่อด้วยเพลง เพลงนี้ไม่เกี่ยวกับความรัก ของ Silly Fools ครับ =] เป็นเพลงเกือบช้า ที่ไม่ช้า… เออ ไม่รู้จะพูดเป็นภาษาคนยังไงดีเหมือนกันแฮะ แต่จะให้เล่นเจ็ดเพลงเป็นเพลงบีทเร็ว ๆ หมดเลยคงได้ตายกันยกวงก่อน (แต่ละคนฟิต ๆ ทั้งนั้นครับ วัน ๆ เอาแต่กินกับนอน) เลยขอคั่นด้วยเพลงนี้แล้วกัน เพราะนักดนตรีได้พัก แต่คนดูก็ยังได้โยกตามไปด้วย ผมยอมรับว่าเสียงไปไม่ถึงพี่โตครับ (ไอ้วิธีทำหางเสียงตวัด ๆ แบบนั้นมันต้องไปเรียนที่ไหนวะ) เลยมีการปรับโน๊ตให้ตํ่ามาลงหน่อยนึง ไม่เพราะมากแต่มันส์ครับ… คือจริง ๆ ผมก็ไม่ใช่คนร้องเพลงเทพอะไรอยู่แล้ว (ไม่เคยเรียนร้องเพลงนี่หว่า อาศัยร้องคาราโอเกะกับไอ้ห่าโอมนี่แหละ) ดังนั้นเอาเป็นว่า ขอให้ไม่น่าเกลียดเป็นพอ ฮี่ ๆๆๆ (แก้ตัวชัด ๆ เนอะ) แต่ไอ้ปุณณ์เสือกหัวเราะตอนผมปรับ

โน๊ตลงกะทันหันว่ะ… เลวนะมึง เป็นมึงกูว่าคงเพี้ยนยิ่งกว่านี้อีก! (อ้างอิงได้จากเมื่อ Live Contest ที่ผ่านมาครับ) พัก ไปแล้วหนึ่งเพลง อีกเพลงหนึ่งจะอู้พักอีกก็ไม่ได้ งั้นขอขยับอารมณ์กระโดดขึ้นมาอีกนิดแล้วกัน… ไม่น่าเชื่อว่าแค่เสียงโอมเกลากีต้าร์เป็นคอร์ด E กับ A แค่สองโน๊ตเท่านั้น เสียงเด็กนักเรียนก็กรี๊ดเหมือนรู้ทันพวกผมทันที อ่า.. อาจจะเดาถูกมั้งครับว่ากำลังจะเล่นเพลง หวั่นไหว ของ บอดี้สแลม ฮะ ๆๆ ไหน ๆ วันนี้ผมก็เสน่ห์แรงเป็นพี่ตูนแล้วนี่ งั้นขอหน่อยแล้วกัน หึหึหึ… เพลงบอดี้สแลมร้องยากแต่นักดนตรีสนุกมากครับ เปาบอกชอบตีกลองวงนี้ ผมกับโอมก็ชอบกีต้าร์เหมือนกัน เสียแต่ไอ้ภูมิคนเดียวที่บ่น เพราะไม่ค่อยมีอะไรให้คีย์บอร์ดทำ ฮ่า ๆๆ (ร็อคก็งี้แหละมึง ทำใจไปเพลงนึงนะ) ผมว่าเพลงนี้เป็นเพลงเช็คเสียงคนดูเลยนะว่ายังมีแรงเหลือรึเปล่า ยิ่งตอนท่อนกลาง ๆ ผมปล่อยให้เด็กผู้หญิงจำนวนมากกว่าห้าร้อยหน้าเวทีนี่รับตำแหน่งนักร้องนำ แทนผมไปเลย เพราะทุกคนร้องกันเสียงดังน่าดีใจแทนพี่ตูนมากครับ ที่เพลงพี่ดังขนาดนี้ (เขาคงได้ยินจนเบื่อแล้ว) เสียอย่างเดียว ตรงที่เสียงไอ้นิว (มือเบสผมครับ) มันเพี้ยนทุกทีเวลาคอรัส (โอ่ะ โอ โอ้ โน…) ทั้งที่มันก็ร้องพร้อมไอ้โอมกับไอ้ภูมิแล้วก็ไอ้เปาแท้ ๆ แต่ทำไมมันชอบเพี้ยนสูงกว่าชาวบ้านเขาเรื่อยเลยวะ!! ขำ ๆ ครับ ไม่คิดมาก =] (ด่าจนขี้เกียจด่าแล้ว ฮา…) หลัง จากเช็คแรงคนดูเสร็จ (และพบว่ายังมีแรงล้นเหลือ) เราจึงเริ่มเล่นเพลงต่อไปทันที หมดช่วงร็อคแล้วครับ หึหึหึ… บอกแล้วว่าช่วงนี้ผมบ้าเพลงสกา และหลังจากบังคับขู่เข็นกันอยู่นาน ผมก็ได้เพลงนี้มาไว้ในเซทลิสต์… What Ska Is ของ Skalaxy ครับ เพลงนี้เล่นสดสนุกจริง ๆ นะขอบอก ได้เล่นสักครั้งจะติดใจ =] น้อง มํ่า น้องเฮง น้องลอย หลังจากที่ได้พักไปสามเพลงพากันชักแถวขึ้นมาเป่าเครื่องดนตรีของมันต่อครับ แอบเห็นมีสเต็ปเต้นหมุนไปหมุนมาด้วย… มึงเตี๊ยมกันตอนไหนวะ? แต่เอาเหอะครับ น่ารักดี ผมว่าอ้วน ๆ อย่างน้องมํ่านี่ประมาทไม่ได้เลยนะ เห็นสาว ๆ ม.ต้นแอบกรี๊ดกร๊าดกันเยอะอยู่ (จับพลังได้ตอนน้องเดี่ยวทรอมโบนครับ) แต่เอ… ยูริก็กรี๊ดอยู่ใต้ตึกเหมือนกันนี่นา… ยูริกรี๊ดใครหว่า… อืม ต้องกรี๊ดผมสิเนอะ ไม่ใช่กรี๊ดน้องมํ่าหรอก ฮ่า ๆ (เสียงใครแว่วด่าว่าผมหลงตัวเองวะ?) เราเล่นเพลงนี้กันจนแทบหมดแรงจะเล่นเพลงต่อไปครับ ทั้งที่ตอนเรียงเพลงบอกแล้วว่าให้เล่นเป็นเพลงสุดท้าย ดันไม่มีใครเชื่อผม (ใช้แรงเยอะมากจริง ๆ นะ ทั้งคนร้อง คนเล่น คนเต้น คนดู) แต่จริง ๆ แล้วเก็บเพลงนั้นไว้เป็นเพลงสุดท้ายก็ดีเหมือนกัน

นะ… ผม พักดื่มนํ้าอึกใหญ่ (กระดกรวดเดียวแทบหมดขวด) ก่อนจะวางกีต้าร์ลงเพราะเพลงนี้ผมไม่ต้องเล่นเองแล้ว นัยน์ตาผมจับจ้องบนเซทลิสต์ที่วางอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเงยหน้ามองปุณณ์ ที่กำลังยิ้มให้ผมอยู่เหมือนกัน (เรื่องจริงคือตั้งแต่เริ่มเพลงแรกยันตอนนี้มันยังไม่หุบยิ้มเลยต่างหาก ครับ… เหงือกมึงแห้งรึยัง?) ผมคลี่ยิ้มกว้างให้ปุณณ์ ก่อนจะพูดชื่อเพลงสุดท้ายใส่ไมค์ด้วยนํ้าเสียงไม่ดังนักว่า “เชื่อในตัวผมนะครับ” แต่ ถึงแม้เสียงกรี๊ดดังลั่นจากเด็กสาวหน้าเวทีทั้งหลายจะแทบดังกลบอินโทรสแนร์ ของเปายังไง ผมก็ยังเห็นชัดท่ามกลางผู้คน ว่าปุณณ์ส่งยิ้มมาทางผมอย่างที่ผมอยากจะเห็นมาตลอด จริง ๆ ตอนซ้อมผมไม่ตั้งใจจะเลือกเพลงนี้ให้มันหรอกนะ… แต่ถ้าปุณณ์ฟังเพลงนี้แล้วลองคิดดู ก็คงดีเหมือนกัน ผมยิ้มให้มันอีก ก่อนจะจับไมโครโฟนเพื่อร้องประโยคแรกออกมา “อยากให้เธออยู่กับฉัน ทุก ๆ วันได้ไหมเธอ.. อยากจะรักอยู่เสมอ ขอมีเธออยู่ในหัวใจ อยากจะเป็นคน ๆ นั้น ที่เธอฝันถึงเรื่อยไป.. อยากจะคอยดูแล หัวใจ ให้เธอ….” ผม ยกมือขึ้นมาตบตามจังหวะสแนร์ที่เหนือหัว นำให้คนดูอื่น ๆ ทำตาม เช่นเดียวกับปุณณ์ที่ทั้งยิ้มและช่วยผมตบมือก่อนท่อนฮุคจะขึ้นเป็นลำดับต่อ ไป ผมยิ่งรู้สึกว่าตัวเองหุบยิ้มไม่ได้เข้าไปอีก “เชื่อในตัวฉันขอให้มั่นใจ ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง จะกอดเธอไว้แม้ในภวังค์ ขอเพียงเธอเชื่อใจกันสักครั้ง ขอให้เธอรู้ว่ามีฉันอยู่ ที่จะเฝ้าคอยดูแล ไม่ไปไหน เพื่อเธอพร้อมทำด้วยใจ ให้ฉันได้รักเธอ…

โวเย้…… เย..” เสียง เด็กสาว ๆ ตะโกนอะไรขึ้นมาฟังไม่ได้ศัพท์เต็มไปหมด แต่ในสายตาผมตอนนี้มองเห็นแค่ปุณณ์ที่ยืนยกนิ้วโป้งให้ผมอยู่จากคอกซาวด์ เอ็น โชคไม่ดีที่มันมัวแต่มองหน้าผมเลยไม่สังเกตว่าถูกไอ้น้องน็อตประทุษร้ายเอา เสียแล้ว ไอ้ปุณณ์หน้าเหวอใหญ่ตอนที่น้องน็อตตัดสินใจถอนเฮดโฟนบนหัววางไว้เหนือแผงซาวด์เอ็น แล้วจัดแจงดันหลังปุณณ์ลัดเลาะออกมาข้างเวที!? แม้แต่ไอ้โอมและไอ้นิวที่กำลังโซโล่อยู่ หรือพวกน้อง ๆ เครื่องเป่าก็ยังงง เพราะตอนนี้ไอ้น็อตมันดันปุณณ์ขึ้นมาประชิดตัวผมบนเวทีได้เรียบร้อยแล้ว ผม มองหน้าไอ้น็อตแบบงงมาก เพราะตั้งตัวไม่ติด มีแค่มันคนเดียวเท่านั้นกำลังยิ้มเผล่ ก่อนจะกระซิบข้างหูผมเบา ๆ ว่า “ก็ร้องด้วยกันสิพี่… หึหึ” ไอ้แสบ!!!!!!!!!!!! ผมเตะก้นมันไม่ได้เพราะตอนนี้อยู่บนเวที แต่หมายมาดไว้ในใจว่าลงไปต้องจัดการมัน ไอ้ โอมมองหน้าผมล้อ ๆ ขณะที่สต๊าฟงานคนหนึ่งลากไมโครโฟนตัวใหม่มาให้ปุณณ์ มันหัวเราะเขิน ๆ แต่ก็ร่วมร้องเพลงกับวงผมแต่โดยดี.. ระหว่างกำลังรอท่อนโซโล่นี้จบอยู่นั้น ผมก็คิดคำนวนในหัวตัวเองเสร็จสรรพ ว่าถ้าเสียงปุณณ์เพี้ยนตํ่ามาอีก ควรต้องประคองยังไงถึงจะไปได้รอดฝั่ง (ฮ่า ๆๆ) โอมทิ้ง จังหวะกีต้าร์พลางมองหน้าปุณณ์แว่บหนึ่งเป็นเชิงเตือนว่าใกล้ถึงท่อนต่อไป ที่ต้องร้องแล้ว เจ้าของใบหน้าคมนั้นพยักหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะประสานเสียงกับผมได้พอดิบพอดี “เชื่อในตัวฉันขอให้มั่นใจ ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง จะกอดเธอไว้แม้ในภวังค์ ขอเพียงเธอเชื่อใจกันสักครั้ง อยากให้เธอรู้ว่ามีฉันอยู่ ที่จะเฝ้าคอยดูแลไม่ไปไหน เพื่อเธอพร้อมทำด้วยใจ ให้ฉันได้รักเธอ อยากให้เธอรู้ว่ามีฉันอยู่ ที่จะเฝ้าคอยดูแลไม่ไปไหน

เพื่อเธอพร้อมทำด้วยใจ ให้ฉันได้รักเธอ โวเย้… เย” เรา สองคนกอดคอกันกระโดดร้องเพลงจนเพลงจบ (โคตรเหนื่อยครับ) เห็นยูริเองก็กระโดดเย้ว ๆ พลางส่งเสียงกรี๊ดดังกว่าใครเพื่อนที่ใต้ตึกเรียนไปด้วย (แอบเห็นหันไปบอกเพื่อนด้วยว่า “แฟนฉัน ๆๆ” อ่านปากออกนะนั่น!) จนกว่าเอฟเฟกต์สุดท้ายจะดับลง ผมก็เหงื่อแตกแทบหมดแรง จบ เซทลิสต์ทั้งหมด ผมเห็นปุณณ์ยืนหอบเหงื่อชุ่มหลังเหมือนกัน (ขนาดมึงร้องแค่ครึ่งเพลงนะนั่น) คงเพราะสปอร์ตไลท์ที่สาดมายังเราทั้งคู่ แต่ถึงอย่างนั้นหน้าตามันก็ดูมีความสุขดี เราต่างมองกันยิ้ม ๆ ก่อนจะจับมือกันแล้วโค้งรํ่าลาคนดูทั้งหมดที่สาดแสงชัตเตอร์มาชุดใหญ่ แต่ขณะที่เรากำลังขอบคุณคนดูอยู่นั้นเอง ผมกลับนึกบางอย่างออก เอมล่ะ!?

ตั้งแต่มาวันนี้ผมยังไม่เจอเอมเลย!? แล้วปุณณ์ได้เจอบ้างหรือเปล่า!? ที่ปุณณ์ขอตามมาด้วยแบบนี้เพราะทำใจได้แล้วหรืออยากมาเจอเอมกันแน่!?… ผมอดคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นา ๆ ไม่ได้ แต่ ไม่รู้ปุณณ์อ่านความคิดผมออกหรืออย่างไร เพราะข้อมือข้างที่เพิ่งจะจับกับมือผมอยู่เมื่อกี้นี้ เอื้อมไปคว้าผ้าขนหนูชุบนํ้าบนแอมป์ตัวใหญ่มาคลุมหัวผมให้ ก่อนจะขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงส่งมาว่า “กู… เชื่อ…” ถ้าอย่างนั้นผมเองก็ควรเชื่อใจปุณณ์เช่นกัน =] *** หลังจบงานผมรู้สึกเหมือนตัวเองแปลงร่างเป็นดงบังชินกิ (ก็กล้าเทียบนะ) เพราะ มีเด็กสาว ๆ เข้า

มารุมกรี๊ดจนไม่หวาดไม่ไหว เอาเป็นว่าผมลงจากเวทีด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องให้สต๊าฟงานซึ่งเป็นคนของชมรมดนตรีทีนี่ค่อย ๆ พาพวกผมออกไป เราค่อย ๆ เดินอย่างทุลักทุเลผ่านแสงแฟลชมากมายที่ประเดประดังเข้ามา (วันนี้เข้าใจความรู้สึกซุปเปอร์สตาร์แล้วครับ) จวบจนถึงห้องพักนักดนตรีแดนสวรรค์ของพวกเรา ผมถึงได้มีโอกาสสูดลมหายใจเต็มปอดสักหน่อย “ไอ้น็อต เล่นไม่รู้เรื่องนะมึง” พอถึงห้องของเรา ผมก็จัดการไอ้เด็กม.4คน เดียวในห้องทันที ก้นมันโดนผมเตะจนแทบชํ้า แต่ยังมีหน้าหัวเราะร่าไม่ยอมหยุด “อ๊าวววว ก็เห็นพี่โน่มองหน้าพี่ปุณณ์อยู่ได้ นึกว่าอยากให้พี่ปุณณ์ร้องด้วย” ดูมันแก้ตัว เดี๊ยะเหอะมึง! “มึง นะมึง ลากไอ้ปุณณ์มาร้อง วงเกือบล่ม” ผมก่นด่าพลางแอบแซวไอ้ปุณณ์คำหลัง ทำเอาคนโดนแขวะที่กำลังดื่มนํ้าอยู่หันมามองหน้าเหวอ “อ้าวววววว” ทุก คนในห้องหัวเราะตบมือกันครึกครื้น แถมไอ้นิวยังเอาแทมโบรีนมาเขย่าอีก “เออ กูต้องลดคีย์ใหญ่เลย” ไอ้ภูมิ มือคีย์บอร์ดของวงว่าขำ ๆ เรียกให้คนอื่นหัวเราะตามอีกที ขณะที่ปุณณ์เกาหัวแกรก “ขนาด นั้นเลยเหรอวะ กูขอโท้ดดดดดดดดด” มันยกมือไหว้รอบวงนำให้พวกเราส่งเสียงเฮฮากันดังลั่น ก่อนจะอ้าปากแซวโต้กันไปมาอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใคร เพียง แค่ไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ปรากฏร่างเด็กผู้หญิงสองสามคนกำลังเดินเข้ามา (พวกผมรีบหุบปากเงียบครับ) หนึ่งในนั้นมีจิ๊ดอยู่ด้วย ผมเห็นพวกเธอต่างถือพวงกุญแจรูปตุ๊กตาเด็กคอนแวนต์มาแจกพวกผมคนละอัน แต่ด้วยความที่มันมีหลายแบบหลายสี เลยตัดปัญหานักดนตรีเรื่องมาก โดยการให้พวกผมหลับตาหยิบมั่ว ๆ ห้ามเลือก ผม เห็นเพื่อนตัวเองร้องเฮ ๆ กันลั่น เมื่อฟลุ้คได้ตัวที่ถูกใจ หรือไม่ก็ตบเข่าฉาดอย่างเสียดายเพราะพลาดตัวที่อยากได้ไป ซึ่งผมว่าแบบนี้ก็ตลกดี แต่มีแค่จิ๊ดเท่านั้นที่แอบเดินมายืนข้างหลังผมแล้วยื่นพวงกุญแจทุกแบบให้ “โน่อยากได้อันไหนคะ จิ๊ดให้เลือก” อ้าววว…. เสือกมีอภิสิทธิ์ซะงั้นกู?? ผม มองหน้าจิ๊ดอย่างงง ๆ แต่ขณะกำลังลังเลว่าจะเลือกหรือไม่เลือกดีอยู่นั้นเอง ปุณณ์ก็ยื่นพวง

กุญแจอันนึงมาให้ผมก่อน “อะกูหยิบให้ เอาตัวนี้ไป” ซึ่งไอ้ห่านี่โคตรขัดลาภเลย ผมอยากได้อีกตัวนึงมากกว่า แต่ช่างเหอะ “ขอบคุณครับ ไม่เป็นไร” ผมหันไปยิ้มบอกจิ๊ดแล้วรับพวงกุญแจตัวนั้นมาจากปุณณ์แทน เห็นสาวเจ้าดูหน้าตาบูดบึ้งไป แต่ไม่รู้สิ เสียงไอ้โอมที่ร้องจ๊ากเพราะได้พวงกุญแจเด็กคอนแวนต์ใส่ชุดเนตรนารีดันขโมย ความสนใจจากผมไปซะก่อน ฮ่า ๆๆๆๆ สมนํ้าหน้ามึง!!! หลัง จากนั้นเราก็นั่งคุยกันเป็นการพักเหนื่อยต่ออีกสักครู่ เพราะคนข้างนอกยังเยอะอยู่ ทำให้ขนเครื่องดนตรีลำบาก แต่ระหว่างคุยกันอยู่ก็มีเสียงเมซเซสเรียกเข้าดังจากมือถือผม ‘ยูเข้าไปหาโน่ไม่ได้ พวกชมรมดนตรีนิสัย! Sender : ยูริ’ อ้าว… ทำไมล่ะ? ผมขมวดคิ้วงง ๆ หลังจากอ่านข้อความนั้น พลางมองหาคนให้ถามแถวนี้ แต่ก็พบแค่จิ๊ดยืนอยู่ เลยต้องเรียกเธออย่างเสียไม่ได้ (ที่ไม่อยากเรียกก็เพราะผมรู้สึกว่ามีจิ๊ดคอยป้วนเปี้ยนทีไร ปุณณ์ต้องทำตัวแปลก ๆ ทุกที) เธอเดินยิ้มร่าเข้ามา “โน่มีไรป่าวคะ” “ให้ยูริเข้ามาได้ป่าวครับ เห็นส่งเมซเซสบอกผมว่าเข้าไม่ได้อะ” แต่พอจบคำผม เจ้าของรอยยิ้มนั้นแปรเปลี่ยนเป็นถอนหายใจทันที “ไม่ได้หรอกค่ะ ห้องพักนี้ห้ามบุคคลอื่นเข้า ให้เข้าได้แต่นักดนตรี แล้วก็สมาชิกชมรมดนตรี” เฮ้ย? อะไรวะ!? มันจะรักษาความปลอดภัยไปถึงไหน? ผมไม่ใช่สุลต่านนะ! โว๊ะ!!… ผมคิดอย่างหงุดหงิดแต่ก็ช่างมันเหอะ ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่เป็นไร ไว้ผมถึงบ้านแล้วค่อยโทรหายูริแล้วกัน เรา รอจนนาฬิกาบอกเวลาห้าโมงกว่าซึ่งเย็นแล้ว จึงได้ฤกษ์ออกไปทยอยขนข้าวของเครื่องดนตรีลำเลียงลงจากเวที โดยมีรุ่นน้องสาว ๆ ในชุดนักเรียนม.ต้นเข้ามาขอถ่ายรูปคู่กับผมระหว่างกำลังเคลียร์ของอยู่ไม่ ขาด แรก ๆ ผมก็งง ๆ ไม่รู้จะทำท่าไหนดี เพราะปกติถ่ายรูปกับพวกไอ้เชี่ยโอมก็มีแต่แข่งกันทำหน้าอุบาทว์ แต่น้องเขาอุตส่าห์เข้ามาขอถ่ายรูปกับผมด้วยแบบนี้คงไม่อยากได้ภาพหน้า อุบาทว์กลับไปมั้ง?… แล้วการทำหน้าหล่อมันต้องทำยังไงวะ ไม่เห็นมีใครเคยสอนเลยหวะ… ผมว่าจะหันไปขอความเห็นจากปุณณ์สักหน่อย (เห็นแม่งทำหน้าหล่อเป็นงานอดิเรก) แต่กลับพบว่ามันก็กำลังถูกสาว ๆ ม.ปลายลากไปถ่ายรูปคู่อยู่เหมือนกัน เหอ ๆๆๆ… จริง ๆ ไม่เห็นต้องถามมันก็ได้ เพราะหน้าผมทำยังไงก็หล่ออยู่แล้ว หึหึ

เราเก็บ ของไป หยุดถ่ายรูปไปอยู่พักหนึ่ง จนทางชมรมดนตรีของคอนแวนต์ต้องประกาศออกไมโครโฟนว่าขอความกรุณาอย่าขัดขวาง การเก็บของของพวกเรา (เพราะไม่อย่างนั้นคงเก็บเสร็จตอนสามทุ่มอะครับ มัวแต่เก็บไปแอ็คท่าถ่ายรูปไป) สถานการณ์จึงดีขึ้นเล็กน้อย เพราะพวกนักเรียนสาว ๆ ปล่อยผมให้มีเวลาเก็บของมากขึ้นโดยไม่มีการรบกวนใด ๆ ผม พันสายไฟม้วนสุดท้ายพลางกดโทรศัพท์เรียกพวกไอ้เป้อกับสมาชิกชมรมคนอื่น ที่คอยเปิดห้องชมรมในโรงเรียนให้อยู่ เพื่อเรียกมันมาช่วยแบกของ หลังจากวางสายเรารอเพียงไม่นานพวกมันก็โผล่หัวมา (อยากมาอยู่แล้วครับพวกนี้ ขอให้เป็นคอนแวนต์เถอะ) จึงได้ถึงเวลาทยอยลำเลียงของออกจากคอนแวนต์กันอย่างลำบากนิดหน่อย เพราะผมถูกน้องผู้หญิงม.ต้นกรูเข้ามารุมทันทีที่ลงจากเวที (เฮ้ยยย!!) น้อง ๆ แรงเยอะมากครับ บวกกับผมไม่กล้าขยับตัวเท่าไหร่ด้วย เพราะเกรงว่าแรงผู้ชายของผมจะทำให้เด็กผู้หญิงเจ็บ เลยได้แต่ยืนเอนไปเอนมาทั้งที่สะพายกีต้าร์ไฟฟ้าไว้บนหลัง แบกแสตนตั้งโน๊ตเพลง 2 อัน บวกกับถือกล่องสายไฟไว้ในมืออีกหนึ่ง จัดว่าเป็นสถานะการณ์ฉุกเฉินประจำปีเลย ผม ถูกเบียดไปเบียดมาจนกลายเป็นจราจลย่อย ๆ อยู่พักหนึ่ง แสงแฟลชสาดกระจายรอบทิศจนโคตรมึน ตอนนี้ตาผมเบลอเห็นแต่จุดสีม่วง ๆ เต็มไปหมดครับ แต่ในขณะที่กำลังคิดว่าตัวเองแย่แน่ ๆ อยู่นั้นเอง จิ๊ดก็ฝ่ากลุ่มสาว ๆ ม.ต้นเข้ามาคว้าแขนผมไว้ได้เสียก่อน “หลบทางด้วยค่ะ!” เธอตวาดเด็ก ๆ ก่อนจะหันมาพูดกับผม “โน่ตามจิ๊ดมาดีกว่านะ” ทั้งที่มือยังจับแขนผมแน่นอยู่… เอ่อ… แบบนี้จะดีเหรอวะ? ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่ได้ขัดขืนเธอ เพราะพอจิ๊ดมาคว้าแขนผมไว้ น้อง ๆ ม.ต้นก็ดูสงบลงทันที จิ๊ดพาผมเดินไปได้ไม่นาน ก็มีมือเล็ก ๆ อีกมือมาคว้าแขนผมอีกข้างไปเสียก่อน “ให้ฉันพาโน่ไปเอง แฟนฉัน ฉันดูแลได้ย่ะ” ยูริครับ!? โผล่มาจากไหนวะ??? นึกว่ากลับบ้านไปแล้วนะนั่น!? ผมอ้าปากเหวอมองหน้ายูริที่จับแขนผมข้างหนึ่งอย่างงง ๆ สลับกับมองหน้าจิ๊ด ที่ไม่ยอมปล่อยแขนผมอีกข้างหนึ่งราวกับไม่ยอมแพ้กัน “นี่เป็นเรื่องของชมรมดนตรีนะยู”

“เลิก งานแล้ว เป็นเวลาของแฟนแล้วย่ะ” สองสาวเถียงกันจนผม.. จากที่งง ๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก ตอนนี้เริ่มค่อย ๆ เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร “เอ่อ….” ต้องพูดอะไรซักหน่อยแล้วมั้ง! ว่าแต่…… อะไรดีวะ??? ‘หมับ’ แต่ ไม่ทันที่สองสาวจะตัดสินแพ้ชนะ หรือผมได้พูดอะไรออกไป ก็มีมือบุคคลที่สามยื่นมาคว้าตัวผมเอาไว้เสียก่อน พร้อมกับฉวยเอาแสตนตั้งโน๊ตเพลงในมือทั้งสองอัน ไปช่วยถือให้ “มา กูช่วยถือ… สาว ๆ ครับ ขอบคุณมาก เดี๋ยวผมพาโน่กลับโรงเรียนเอง” จบข่าว…. ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ คลี่ยิ้มให้ทั้งยูริและจิ๊ด ก่อนจะกอดคอกึ่งลากผมให้เดินออกจากคอนแวนต์ไป ผมหันรีหันขวางไปโบกมือบ๊ายบายให้ยูริที่ก็โบกผมกลับ ก่อนจะหันมามองหน้าไอ้เลขานุการสภาฯซึ่งกำลังทำเป็นยิ้ม ซํ้ายังกอดคอผมไว้แน่น “กวนตีนนะมึง”

Like what you read? Give Korawan Wisetsri a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.