46–50

46th CHAOS หลังจากจบงานที่คอนแวนต์ พวกเราก็ไปถล่มร้านหมูกระทะของบ้านน้องน็อต แถวถนนเกษตร-นวมินทร์ กันครับ มาบ่อยจนเตี่ยน้องน็อตปลงแล้ว ฮ่า ๆๆ เพราะไปทีไรทำเสียงดังทู้กกที แต่เตี่ยแกชอบ บอกมีเด็ก ๆ ไปกินเยอะ ๆ แกกระชุ่มกระชวย “เฮ้ยยยยย ใครแม่งเอาเนื้อมาปิ้งบนเตานี้วะ!!! เดี๋ยวกูโบกเกรียนแตก!” แต่เสียงไอ้ภูมิคนที่เคยนั่งด้วยความสงบมาตลอดชั่วโมงกว่า ตอนนี้ร้องจ้าดังลั่น เมื่อเห็นเนื้อแดงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเตาที่ตกลงกันไว้ว่าจะ ‘ไม่กินเนื้อ’ ทำเอาผมสะดุ้งโหยงต้องมองตามด้วยอีกคน แต่เรื่องชั่ว ๆ แบบนี้ จะมีใครที่ไหนเขาทำกัน นอกซะจาก….. “โห่……. มึงดูยังไงวะว่าเป็นเนื้อ” นั่นไงครับ ตัวการมันเริ่มเผยไต๋ออกมาแล้ว ผมคาบตะเกียบมองไอ้โอมที่ค่อย ๆ บรรจงคีบสิ่งที่ภูมิเรียกว่า ‘เนื้อ’ ขึ้นมาโชว์หน้าเจ้าทุกข์หรา “มึง ดูดิ่… นี่มัน……………. ผักบุ้ง ชัด ๆ” ควายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย กูไม่เคยเห็นใครแถได้ทุเรศเท่ามึงมาก่อนนนนน แน่นอนว่าหลังจากนั้น หัวไอ้โอมก็กลายเป็นถังขยะ รวมเอาทิชชู่ใช้แล้วที่ถูกปาจากเพื่อน ๆ รอบโต๊ะทันที เออ สมนํ้าหน้ามึงจากก้นบึ้งหัวใจกูเลย เสียง ไอ้ภูมิกับไอ้โอมเถียงกันล้งเล้งนิดหน่อย ว่าตกลงนี่คือเนื้อหรือผักบุ้ง (ก็ยังกล้าเถียงกับเขานะ) ก่อนศิษย์เจ้าแม่กวนอิมจะชนะ เมื่อมันตะโกนบอกพนักงานในร้านให้ช่วยมาเปลี่ยนกระทะด่วน เป็นกรณีฉุกเฉินอย่างที่สุด พวก ผมที่นั่งขำกันอยู่ทยอยคีบเอาหมู ไก่ เบค่อน และอีกสารพัดลงจากหน้าเตาเพื่อรอกระทะใหม่มาเปลี่ยน โดยระหว่างนั้นก็จกกินจากอีกกระทะหนึ่งไปพลาง ๆ ก่อน… วันนี้พวกเราชมรมดนตรีแห่มากันหลายคนครับ ต่อโต๊ะยาวสามโต๊ะ วางหม้อสามหม้อ เดินกินกันแทบไม่หวาดไม่ไหว “อะ นี่… หมู” แต่ผมคงลืมบอกไปว่าตั้งแต่นั่งกินมา ผมยังไม่ได้โงหัวขึ้นจากจานตัวเองเลยครับ หรือแม้แต่จะปิ้งก็ยังไม่ได้ทำ เพราะคนคอยปิ้ง คอยดูว่าชิ้นไหนกินได้ ชิ้นไหนไหม้เกินไปกินไม่ได้ แถมยังคอยคีบจากเตามาใส่จานผมอีก คือไอ้ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ เลขาฯสภานักเรียนที่ดันสะเออะมากินเลี้ยงด้วย (เพราะมันสะเออะไปแจมงานที่คอนแวนต์ก่อน) แต่ตอนนี้สงสัยมาทำหน้าที่เลขาฯประธานชมรมดนตรีแทน เพราะแม่งคอยนั่งปรนนิบัติพัดวีผมไม่ขาด

นี่ถ้ามันเคี้ยวแล้วกลืนแทนผมได้ ผมว่ามันก็คงทำ.. “เฮ้ย กินเองมั่งดิ่วะมึงอะ ไม่หิวไง?” ผมรีบคีบหมูคีบไก่คืนใส่จานมันเพราะเห็นว่าตรงหน้าปุณณ์ช่างว่างเปล่า ต่างกับจานผมที่มีทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่ กองเป็นภูเขาเหล่ากา (อ๋อ… จริง ๆ แล้วเป็ดไม่มีหรอกครับ พูดให้มันคล้องกันเฉย ๆ ฮ่า ๆๆ) แต่ไอ้ปุณณ์ดันแค่ยิ้ม แถมไม่ยอมเลิกคีบเนื้อคีบหมูจากกระทะมาใส่จานผมอีกต่างหาก… โอ๊ย.. ตกลงมึงกวนตีนปะเนี่ยยยยยยย!! เออ… เอาเหอะครับ! อยากทำอะไรก็ทำ… ดีเหมือนกัน นั่งเฉย ๆ ผมจะได้เป็นง่อย.. ซึ่งจริง ๆ แล้วนับว่าเป็นโชคเหมือนกันครับ ที่จานผมเต็มไปด้วยของกำนัลจากปุณณ์ เพราะหลังจากนั้นแค่สักพัก ไอ้นิวก็เริ่มเปิดเมนูพิศดารของมัน (ซึ่งอย่าให้ผมอธิบายเลย เพราะมันทั้งลึกลํ้า และเยาวชนไม่ควรทำตามสุด ๆ) แต่ไอ้น้องเฮง ผู้เกือบโชคร้าย สงสัยจะทำบุญมาดีพอ ๆ กับผม เพราะยังไม่ทันโดนเมนูสยองยัดเข้าปาก พี่พนักงานในร้านก็ยกเอาเตาปิ้งใหม่ที่ไอ้ภูมิสั่งเปลี่ยนมาให้พอดี.. ผมที่นั่งใกล้จุดวางเตาจึงเบี่ยงตัวให้พี่เขาทำงานสะดวก ๆ (เพราะไม่อยากเจ็บตัวด้วย) แต่ท่าทางจะมีคนอยากเจ็บตัวอยู่คนนึง.. “อยาก มีพี่สาวจังเลยค๊าบบบบบบบบบบบบบบ สนใจเอาเด็กม.ปลายไปอุปการะมั้ยค๊าบบบบบบบบบบบบบพี่” เหอะ ๆๆ.. อีแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ครับว่าเป็นคำพูดของคนเมา เพราะที่แน่ ๆ ถ้าคนสติดี ๆ จะไม่มีทางยุ่งกับพี่สาวที่มีเตาถ่านอยู่ในมือเด็ดขาด…. ผม เห็นพี่สาวของไอ้เป้อกระตุกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะขยับมือที่มีเตาถ่านร้อน ๆ ไปมาจนน่ากลัวว่าเขาจะนาบใส่หน้าตี๋ ๆ ของมัน แต่ยังนับว่าไอ้เป้อโชคดีครับ ที่พี่เขาอาจใช้คติอย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา มันจึงยังลอยนวลนั่งกินหมูกระทะแกล้มเบียร์ได้อยู่อย่างนี้ (เพราะตอนนี้ผมคิดว่าเพื่อนตัวเองเกือบทั้งโต๊ะเข้าข่ายทั้งคนบ้าและคนเมา เกือบหมด) ใช่ แล้วครับ โต๊ะผมสั่งเบียร์กันโคตรหลายขวดมาก ๆ สาเหตุจากที่ไอ้ฟิล์มชมสาวเชียร์เบียร์ร้านน้องน็อตว่าสวย (ไอ้น็อตเลยได้ทำเป็นยืดไปด้วย แถมยังอวดว่ามันคัดเองกับมือ) และก็เพราะสาวสวยพวกนี้เอาแต่รินเบียร์ให้เพื่อนผมนั่นแหละ (ผมไม่ดื่มครับ วันนี้ไม่อยาก ไอ้ปุณณ์ก็เลยไม่ดื่มเป็นเพื่อนกัน) ตอนนี้เพื่อนผมเลยอยู่ในสภาพกึ่ม ๆ ได้ที่กันทุกคน แถมยังทยอยชักแถวขึ้นไปแหกปากบนเวทีเพลงเพื่อชีวิตของ

ร้านน้องน็อตอีก จนตอนนี้แปลงร่างจากเวทีเพลงเพื่อชีวิตกลายเป็น.. “จันทร์ไม่มองแล้ววว จันทร์ไม่มองง” “จันทร์ไม่มอง น้องงงงงงงงง ก็ไม่ห้ายยยยยยยย” อื่ม…….. ใครก็ได้ช่วยบอกที.. ว่าเหตุการณ์สยดสยองตรงหน้านี้คืออะไร………. ไม่ใช่ไอ้โอมกับไอ้ฟิล์มกำลังร้องเพลงจูบเย้ยจันทร์ด้วยกันอยู่ใช่ไหม!!!!!!!!!!!!!!!!!! โอ่ ย…. แน่นอนว่าคนที่เหลือสติอยู่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นผมกับปุณณ์ทำได้แต่นวด ขมับตัวเองพลางท่องซํ้า ๆ ว่า… ภาพตรงหน้าคงเป็นแค่ฝันไป…. คืนนี้หลังจากหลับไปหนึ่งตื่น ผมก็จะลืม… คิดว่าคงทำได้นะ… โอ่ย… ใครก็ได้… ช่วยเอาผมออกไปที — — ‘เช้าไม่กลัว ไม่กลัว ก็กลัวจะไม่เช้า เช้าแค่ไหนก็ไหว’ แต่เยี่ยม!!!! มือถือผมทั้งร้องทั้งสั่นอยู่ในกางเกงพอดีครับ!! ทำให้ต้องลุกลี้ลุกลนรีบควักจากกระเป๋ายกใหญ่ จนปุณณ์ได้แต่ถือตะเกียบมองตาม บิงโก! ยูริ!! เธอ โทรเข้ามาช่วยชีวิตผมไว้จริง ๆ เพราะผมไม่อยากอยู่ดูภาพอุจาดมากไปกว่านี้แล้ว… อีกอย่างหนึ่ง เมื่อกี้ไอ้น้องมํ่าเพิ่งลั่นชัตเตอร์ขณะไอ้ฟิล์มกำลังหอมแก้มไอ้โอมประกอบ เพลงบนเวทีไว้ได้ (จะอ้วกกกกกกกกกกกกก) ซึ่งแน่นอนว่าถ้ารูปนี้ถูกสองคนนั้นเจอเข้าระหว่างมันกำลังมีสติดี ๆ กันทั้งคู่ล่ะก็………. ผมจะได้บอกไปว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไร เพราะกำลังคุยโทรศัพท์กับยูริอยู่นี่ไง หึหึหึ “ฮัลโหลครับ”

“โน่ อยู่ไหนอะ เสียงดังจังเลย” เสียงยูริแจ้ว ๆ ตะเบ็งจากปลายสายเหมือนต้องการแข่งกับความอึกทึกรอบตัวผม เมื่อได้ยินดังนั้นจึงต้องเดินเลี่ยงไปบริเวณสนามหญ้าของร้านสักหน่อย เพื่อหลีกหนีจากมลภาวะทางเสียงให้มากที่สุด (เนื่องจากตอนนี้สับเวรเป็นไอ้เป้อขึ้นไปแหกปากร้องเพลงคู่กับเตี่ยน้องน็อต แทนแล้วครับ น่ากลัวมาก) “อยู่หมูกระทะอะ แล้วนี่ถึงบ้านยัง” “ถึงตั้งนานแล้ว กินข้าว ล้างจาน อาบนํ้า ใส่ชุดนอน เล่น msn แล้วก็กำลังจะนอนแล้วด้วย” อืม…. ตอบละเอียดดีแฮะ ผมขำเบา ๆ ก่อนจะแกล้งถามต่อ “อ้าว จะนอนแล้วโทรหาโน่ทำไม ไม่นอนล่ะ” แม้จะรู้ว่าเดี๋ยวต้องถูกแว้ดกลับมาก็ตาม “ได้ไงล่ะ!!!!!!!!!!!! วันนี้โน่อยู่ในโรงเรียนยูแท้ ๆ แต่เราคุยกันไม่เกิน 10 คำเลยนะ!!!!!!!!! ถ้าโน่ยังจะไล่ยูให้ไปนอนตอนนี้ล่ะก็ ฝันไปเหอะ!” ท่าทางจะเอาจริงครับ หึหึหึ ผมขำกับความมุ่งมั่นนั้นของยูริ แต่ก็ยอมล้มตัวนั่งลงบนก้อนหินใหญ่ ๆ แถวนั้นเพื่อคุยกับเธอโดยดี… คิดซะว่าคุยโทรศัพท์ย่อยอาหารแล้วกัน เพราะตอนนี้ผมก็ชักจะอิ่ม ๆ แล้ว เรา เลยนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องงานวันนี้ ยูริแอบเม้าท์พวกชมรมดนตรีว่าแต่ละคนปลื้มวงผมมาจากงานกลางปีที่แล้วทั้ง นั้น ก็เลยเป็นตัวตั้งตัวตีติดต่อให้มาเล่นงานนี้อีก ซึ่งตลกดี เพราะงานกลางปีที่แล้วเป็นงานที่พวกเราเล่นกันได้มั่วมาก เรียกว่าคุณภาพไม่เน้น เน้นฮาอย่างเดียว จนไม่น่าเชื่อว่าชมรมดนตรีของคอนแวนต์จะฟังไม่ออกตอนไอ้โอมกับไอ้นิวเล่น กีต้าร์และเบสเพี้ยนไปคนละทิศกัน ทำเอาผม ซึ่งเป็นนักร้องนำแทบดำนํ้าต่อไม่ถูก แต่เอาน่า… อย่างน้อย ๆ งานครั้งนี้พวกเราก็ไม่ได้พลาดอะไร (มั้ง) ผม นั่งฟังยูริเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปพลางหัวเราะร่า แต่ระหว่างกำลังเพลิน ๆ อยู่นั้นเอง ก็มีมือหนัก ๆ เอื้อมมาแตะบนไหล่จากด้านหลังเสียก่อน “ปุณณ์?” ผมหันไปอุทานเป็นชื่อคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนเจ้าของชื่อนั้นจะล้มลงนั่งบนก้อนหิน ทั้งที่ถือจานของกินไว้ในมือเช่นกัน “กินปะ?” เสียงไอ้ปุณณ์ถามไม่ดังนัก (เทียบกันแล้วเสียงไอ้เป้อหอนใส่ไมค์ยังดังกว่า) แต่ดูเหมือนยูริจะได้ยินถนัด

“ปุณณ์มาด้วยเหรอ?…” เธอถามผมเบา ๆ จากปลายสาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกคาดการณ์เอาไว้แล้ว… ผมรู้ครับว่ายูริยังตะขิดตะขวงใจกับปุณณ์อยู่ไม่น้อย เพราะฝังใจว่าปุณณ์เป็นคนบอกเลิกเอมก่อน (วันแรกที่สองคนนี้เลิกกันผมต้องนั่งฟังยูริบ่นในโทรศัพท์ยาวจนหูแทบแฉะ เพราะยูริเชื่อว่าระหว่างปุณณ์กับเอม ยังไงปุณณ์ก็ต้องผิดที่มาบอกเลิกเอมก่อน) จนเวลาผ่านไปแค่วันสองวันจากเหตุการณ์นั้น และปรากฏว่าเอมควงหนุ่มใหม่ในทันที ยูริถึงได้เงียบ ๆ ไป ผมไม่แน่ใจว่าเธอรู้อะไรแล้วบ้าง… แต่คิดว่าคงไม่กล่าวโทษปุณณ์เหมือนช่วงแรก ๆ ที่ผ่านมา เพียงแต่ตอนนี้ถ้าจะให้คุยกับปุณณ์เลย คงยังกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งเรื่องนี้ผมเข้าใจ ว่าอาจมีบางอย่างเล็ก ๆ ยังติดค้างอยู่ในความรู้สึก “อืม… ทุกคนที่ช่วยงานวันนี้ก็มากันหมดแหละ” ผมตอบพลางหันไปยักคิ้วให้ปุณณ์ที่ยื่นจานใส่หมูใส่ข้าวเกรียบใส่หมี่หยก มาให้ผม ก่อนเสียงยูริจะอ้อมแอ้มตอบกลับมา “ฝากหวัดดีปุณณ์ด้วยแล้วกัน” “ยู ริหวัดดีมึงอะ” ได้ยินดังนั้น ผมจึงรีบทำหน้าที่คนส่งสาสน์ตามคำบอกทันที เห็นไอ้ปุณณ์หน้าเหวอ ๆ นิดหน่อยแต่ก็ยิ้มเผล่ “หวัดดีครับ ยูริยังไม่นอนอีกเหรอ” อืม… ไปชวนเขาคุยอีกนะ ผมเหลือบมองนาฬิกาบอกเวลาห้าทุ่มกว่า ระหว่างเสียงปลายสายตอบกลับมา “กะจะคุยกับโน่จนหลับไปเลยนี่ไง! ฮิฮิ” ดีจริง ๆ! ผม หันไปบอกปุณณ์ว่ายูริตอบอะไรก่อนมันจะหัวเราะขำแล้วเตือนปลายสายว่าหากนอน ดึกจะกลายเป็นหมีแพนด้า ตาโหลเป็นชั้น ๆ แถมยังผิวเหี่ยวเร็วเหมือนคนแก่อีก อื้อหือ…….. แต่ละคำที่มึงพูดเป็นคำต้องห้ามสำหรับผู้หญิงทั้งนั้น! ผมเลยได้ยินเสียงยูริโวยวายจากปลายสายตามคาด (เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากฟังชะตากรรมของตัวเอง) ก่อนจะเถียงกับปุณณ์อีกพักหนึ่งว่ามีครีมบำรุงช่วยได้ แต่ปุณณ์ยังไม่วายขู่ว่าครีมพวกนั้นก็ทำมาจากซากกระเพาะปัสสาวะของปลาวาฬที่ ตายแล้ว จนยูริยิ่งงอแงในโทรศัพท์อีกยกใหญ่ สุดท้ายผมเลยส่งมือถือให้มันเถียงกันเองเลยครับ จะได้สะดวก ๆ (ไม่ต้องลำบากล่ามอย่างผมด้วย) แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังได้ยินเสียงยูริร้องจ้าดังลั่นเวลาถูกไอ้ปุณณ์แกล้งดังลอดออกมาอยู่ ดี ขณะที่ตัวการมีสีหน้าสุดจะสดใส สงสัยเพราะแกล้งคนได้ แต่นี่มึง…. ยูริไม่ใช่น้องสาวมึงนะ จะได้แหย่เอาแหย่เอาน่ะ ผม เห็นสองคนนั้นคุยกันหัวเราะคิกคัก ก็รู้สึกสบายใจนิดหน่อย ด้วยเพราะแอบหวังว่ายูริจะรู้สึกดีกับปุณณ์ขึ้นบ้างแล้ว.. สองคนนี้เป็นคนที่ผมรักทั้งคู่ ถ้ายังผิดใจกันเพราะเรื่องไม่ค่อยดีพวกนั้น ผมคงรู้สึก

ไม่สบายใจ ปุณณ์ คุยไปขำไปกับยูริอีกพักใหญ่ก่อนจะส่งโทรศัพท์คืนให้ผมนั่งฟังยูริบ่นยาว เหยียดเรื่องที่เธอไม่เคยรู้ว่าปุณณ์กวนประสาทอย่างนี้มาก่อน (ไม่รู้ก็รู้ซะครับ.. มันน่ะตัวพ่อเลย) เสียงยูริเวลาพูดถึงปุณณ์ดูสนิทใจและสดใสขึ้นกว่าเดิมมากจนผมอดยิ้มด้วยไม่ ได้ ขณะที่มีปุณณ์นั่งข้าง ๆ ผม เรา คุยกันอีกพักใหญ่ (โดยมีเสียงปุณณ์แทรกคุยด้วยเป็นระยะ ๆ) จึงได้ถึงเวลาพวกข้างในเดินออกมาตามว่าจะกลับแล้ว (แถมยังไม่วายตะโกนแซวพวกผมอีก! ดีนะ… ยูริไม่ทันฟัง!) ก่อนวางสายยูริขอคุยกับปุณณ์ก่อน ไม่รู้ว่าพูดอะไรเหมือนกัน แต่ได้ยินไอ้ปุณณ์ตอบกลับไปว่า “รับรองจะดูจนกว่ามันหลับเลย” เอ…….. ยังไงของแม่งวะ? และผมก็ได้รู้คำตอบตอนขากลับบ้านครับ!! ครั้งนี้เตี่ยน้องน็อตใจดีอีกตามเคย เพราะให้เด็กในร้านขับรถมาส่งพวกเราถึงบ้านกันเลยทีเดียว แต่ไม่รู้เป็นอะไร ทำไมต้องมาส่งบ้านผมก่อน (อยู่ก็ไม่ได้ใกล้นะ) รู้แต่ว่าพอผมกับไอ้ปุณณ์ลงพร้อมกัน เสียงพวกในรถก็ร้องโห่ชิบหาย หืม… ไอ้พวกอกุศลเอ๊ย!!! ใช่ เลยครับ… ที่ปุณณ์พูดกับยูริอย่างนั้นก็เพราะมันจะโมเมมานอนบ้านผมวันนี้ โดยการอ้างว่าชมรมดนตรีทำมันเหนื่อย ใช้ให้แบกของ เซทเครื่องเสียง แล้วยังเอามันขึ้นไปร้องเพลงขายหน้าบนเวทีอีก ดังนั้นประธานชมรมอย่างผมต้องรับผิดชอบ โดยการเอามันไปประคบประหงมหนึ่งคืน ซึ่งมึงก็กล้าพูดดดดดดดดดด ได้ข่าวว่าขอตามไปเองแท้ ๆ แล้วจะมาบ่นทำไม.. -_-” แต่ก็เอาเถอะครับ อยากมาก็มา ผมพยักหน้าอนุญาตปลง ๆ พลางโบกมือรํ่าลาพวกบนรถที่โวยวายแซวผมกับปุณณ์ไม่หยุด (เป็นเชี่ยไรว๊ะ!! ทีไอ้เป้อก็ขอนอนบ้านน้องน็อตไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลย!) จนสุดท้ายต้องเปลี่ยนจากโบกมือเป็นชูนิ้วกลางแทน เพราะแม้รถจะเคลื่อนตัวไปไกลแล้วแต่ไอ้พวกปากหมายังคงเปิดกระจกมาโห่ล้อผม กันไม่เลิก เดี๊ยะเหอะมึง! จะเที่ยงคืนแล้ว ชาวบ้านเขาจะนอน! ผม กับปุณณ์ยืนขำ ๆ มองดูรถตู้ที่ลับออกจากซอยไป ก่อนจะเดินเข้าบ้านที่มืดสนิทแล้วด้วยกัน ตลอดเวลาปุณณ์เอาแต่บ่นว่าอิ่ม เพราะมันซัดทั้งหมูกะทะและอาหารทะเลเผาไปเยอะมาก ส่วนผมเหนื่อยหวะ กินอะไรไม่ค่อยลง ส่วนใหญ่ได้กินกุ้งอบวุ้นเส้นมากกว่า อุ่น ๆ พุงดี เรา สองคนเข้าห้องนอนมาก็เปิดแอร์ทันที เพราะเป็นต้นปีที่อากาศร้อนมากกกกกกกกครับ ผมเดินไปเก็บกีต้าร์ไฟฟ้าสุดหวงไว้ที่ประจำของมัน ซึ่งปกติไม่ค่อยเอาไปไหนมาไหนด้วยเท่าไหร่ ต้องมีงานจริง ๆ

ถึงจะหยิบออกไปครั้งหนึ่ง เพราะกีต้าร์ตัวนี้ผมลงทุนฝากอาเจ็กออคชั่นมาจากญี่ปุ่นเลยนะ! โคตรของโคตรของโคตรแพง แต่ก็ยังถูกกว่ามือหนึ่งที่เขาขายหน้าร้านกัน ถึงจะเป็นอย่างนั้น.. ต่อให้มีรอยขีดข่วนแค่นิดหน่อย ผมก็คงชํ้าใจตายอยู่ดี แต่ขณะที่เราต่างเก็บข้าวของตัวเองกันเงียบ ๆ นั้น… จู่ ๆ ผมกลับนึกถึงเรื่อง ๆ หนึ่งขึ้นมา………. “ปุณณ์” “ว่าไง…” มันขานรับผม ฟังดูเหมือนกำลังถอดเสื้อนักเรียนอยู่ แต่ไม่รู้เป็นอะไร ผมไม่มีความกล้าพอจะหันไปมองมัน ริม ฝีปากผมแห้งผาก เมื่อต้องพูดคำต่อมา “วันนี้มึง………… ได้เจอเอมป่าววะ…” คงเป็นเพราะบางทีที่รู้สึกแน่น ๆ ในอกตลอดวัน.. อาจจะมีสาเหตุจากคำถามนี้ก็ได้ สิ้น คำนั้น.. ผมรู้สึกว่าปุณณ์เงียบไป.. มันไม่ตอบผมเร็วเหมือนเช่นทุกที แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังตอบ…. “เจอ…. ตอนกูเดินไปคุยกับฝ่ายธุรการ” “เหรอ…” คำพูดผมสามารถเปล่งได้เพียงเท่านี้… ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อแล้วจริง ๆ เรา เงียบกันอยู่ครู่หนึ่งขณะที่ผมทำทีเป็นเช็ดกีต้าร์ตัวเองอยู่ เสียงไอ้ปุณณ์จึงเล่าต่อ “กูก็พยายามยิ้มทักเค้านะ แต่เค้าทำเป็นมองไม่เห็นกูว่ะ…. ไม่รู้ใครควรต้องโกรธใครกันแน่ หึหึ” บอกตามตรงว่าเสียงกลั้วหัวเราะในตอนท้ายนั้นไม่สามารถทำให้ผมเชื่อได้เอา เสียเลย.. สิ่งเดียวที่ผมทำจึงมีแค่เพียงนั่งนิ่ง ๆ ด้วยความคิดวนไปวนมาว่าปุณณ์ยังเจ็บปวดกับเรื่องนั้นอยู่..

“……………….. หึง… รึไง” แต่อยู่ดี ๆ เสียงทุ้มของปุณณ์ก็โผล่มาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้!? ผมสะดุ้งโหยงหันไปมองใบหน้าหล่อ ๆ ที่มาปั้นยิ้มเผล่อยู่ข้างหลัง เท่านั้นไม่พอยังพยายามดึงเอวผมไปกอดอีก “เฮ้ยยยยยยย เล่นไรของมึง!!! กูเช็ดกีต้าร์อยู่ เดี๋ยวเป็นรอย!!!!!!” ผมส่งเสียงโวยเป็นระยะเพราะห่วงกีต้าร์จริง ๆ แม่งถ้ามีรอยขีดซักนิดนึงผมคงร้องไห้ตาย ว่าแต่เมื่อกี้ไอ้ปุณณ์มันพูดอะไรหึง ๆ วะ!?

“บอก กูก่อนว่ามึงหึง…. หึหึหึ…. แต่กูไม่ได้ติดใจอะไรเอมแล้วจริง ๆ นะ มันจบแล้ว.. แต่มึงยอมรับมาเหอะว่ามึงหึง… หึหึหึ” หืม….!! ไอ้ห่านี่มันกวนตีน พูดอะไรของมันฟังไม่รู้เรื่อง! ตอนนี้ผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อน ๆ แล้วก็คิดว่าการมีมันนั่งซ้อนอยู่ด้านหลังออกจะแปลก ๆ ไปหน่อย เลยยิ่งพยายามขืนตัวจากแขนแข็ง ๆ ที่มัดเอวผมไว้เข้าไปอีก “ปล่อยกู๊!!!!!!!! มึงแม่งพูดไรไม่รู้เรื่องว่ะ!!!!!! ปล่อยยยยยย” เอาวะ ทีนี้แรงใครจะเยอะกว่ากัน อยากรู้จริง ๆ ครับ! แต่หลังจากที่ผมทั้งดิ้น ทั้งผลัก จนเวลาผ่านไป 10 นาทีเห็นจะได้ จึงเริ่มสำเหนียกว่าแรงไอ้ปุณณ์มันเยอะชิบหาย ทั้งที่ตัวก็ผอมกว่า แต่ไม่รู้เอาแรงไปเก็บไว้ตรงไหนของมัน! ผมคิดอย่างหงุดหงิดขณะที่ปุณณ์หัวเราะร่าอยู่หลังผม “หึงกูหน่อยก็ไม่ได้นะ… วันนี้กูออกจะหึงมึงแทบแย่” แล้วมันเรื่องอะไรกูต้องหึงมึงด้วยวะเนี่ย!? แต่เฮ้ยยยยยยยย… เมื่อกี้มันพูดว่าอะไรนะ!!?? ปุณณ์ ยังคงพล่ามต่อ “เชื่อแล้วว่าคบกับมึงต้องหึงผู้หญิงมากกว่าผู้ชายจริง ๆ นี่… อย่าทำตัวเท่ห์ ๆ นักได้ปะ เดี๋ยวสาว ๆ เขาเข้าใจผิดหมด” แต่ผมฟังอะไรจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วครับตอนนี้!!?????? หึง……..? มัน………. หึง…….. ผม?? หึงทำไมวะ…… คนเราเวลาหึงกันเขาหึงเพราะอะไรวะ????????? ผมหันไปมองหน้ามันงง ๆ แต่เห็นมันแค่ยิ้มเผล่กลับมาให้ “โน่………” แถมยังเรียกชื่อผมอีก!? “อะ….. อะไร!” ได้แต่ทำใจดีสู้เสือกลับไปแล้วครับ! ผมปั้นเสียงแข็งถาม นำให้ปุณณ์คล้ายวงแขนออก ก่อนจะจับตัวผมให้หันไปมองหน้ามันดี ๆ ดวงตาคมคู่เดิมนั้นมองตรงมาทั้งรอยยิ้ม จนผมทำอะไรไม่ถูก “มีอะไรวะ!” จึงได้แต่ทำเป็นโวยวายกลับไป ปุณณ์ ยังคงยิ้มเผล่ “นี่……… ไหน ๆ มึงก็รักกูแล้ว เหมือนกับที่กูรักมึง………… งั้นเรามาคบกันมั้ย” แล้วสาบานนะนั่นว่ามันถาม!!!???? แต่เหมือนประโยคแรกเจ้าตัวจะคิดเองเออเองไปหมดแล้วนะ!

ผมรีบสวนกลับแทบจะทันที “มึงไปเอามาจากไหนว่ากูรักมึง” ปรากฏว่ามันยักคิ้วมาให้ “มองตาก็รู้แล้ว” ไอ้เสี่ยววววววววววววววววเอ๊ย!! ผม เลยนั่งนิ่งมองมันครู่ใหญ่เพราะกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก (ตกลงนี่มันขอคบหรือบังคับผมกันแน่วะ) แต่สงสัยจะคิดนานเกินไป ปุณณ์เลยรวบผมเข้าไปกอดไว้ทั้งตัว “เฮ้ย! อะไร!!” คนกำลังคิดเพลิน ๆ จู่ ๆ ถูกดึงไปกอด ก็ต้องงงเป็นธรรมดาสิครับ!!! ปุณณ์กระชับกอดผม พลางซุกหน้าลงบนไหล่แน่น… แน่นจนผมรู้สึกได้ว่าปุณณ์ตัวสั่น.. แต่ไม่แน่ใจว่าสั่นเพราะอะไร “ก็กู……… อายนะ….. มึงรีบตอบดิ่!…….. เขินจะแย่แล๊ว!!!!!” อ๋อ ที่แท้สั่นเขิน ฮ่า ๆๆๆๆ น่ารักดีหวะ พอเห็นเป็นอย่างนั้นผมเลยแกล้งคิดต่ออีกนิดหน่อย “เรื่องพวกนี้กูก็ต้องคิดนาน ๆ สิวะ อืม…. เอาไงดี” แต่ท่าทางมันไม่สนุกด้วยว่ะ “ต้องคิดขนาดนั้นเลยเหรอวะ…. อืมม… ขอโทษที่ทำให้ลำบากใจ” เสียงไอ้คนร่าเริงเมื่อกี้ฟังดูหงอยลงไปถนัด จนผมนึกสงสารมันขึ้นมา ปุณณ์ทำท่าจะปล่อยผม แต่ไม่ได้ทำอย่างนั้นง่าย ๆ หรอก เพราะตอนนี้ผมเป็นฝ่ายดึงมันมากอดกลับ “เออ ก็ด้ายยยยยยยยยยยยย” หลับหูหลับตาพูดไปแล้วครับ! “หมายความว่าไงวะ!?” แล้วยังมีหน้ามาถาม… ถึงตรงนี้ผมว่าคนน่าอายมากกว่าคือผมแล้วนะ! เป็นซะอย่างนั้นเลยขอตบหัวมันเบา ๆ หนึ่งที “ก็ถามว่าอะไรล่ะ สัด!” สิ้นคำผมปุณณ์จึงดูเหมือนคนนึกออก ก่อนจะลูบหลังถามผมอย่างตื่น ๆ “เฮ้ยยยย เรื่อง….. เรื่องนั้น… อะนะ!?” อ้าว แล้วตกลงนี่มึงตื่นเต้นทำไม ไหนเมื่อกี้พูดเองเออเองหมดแล้วว่ากูก็รักมึง ผมไม่ได้ตอบ หรือด่าอะไรมันมากกว่านั้น สิ่งที่ทำได้ในเวลานี้มีเพียงพยักหน้ารับกับไหล่มันเบา ๆ

“เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยย…. เอาดี ๆ yes or no?” แต่เจ้าตัวยังไม่วายกระแดะถามเป็นภาษาอังกฤษออกมาอีก แปลว่าอะไรวะ? ผมเงียบไปนิดนึงก่อนจะยิ้มแล้วกระซิบเบา ๆ ว่า “เยส…………….. มึงอย่าถามเยอะสิวะ!!!! ไอ้ห่าาาาา จบ ๆๆๆ” อายโว๊ยยยยยยย ปุณณ์ ที่ท่าทางดีใจจัดส่งเสียงอะไรต่อไม่รู้อีกพักใหญ่ มันทั้งส่งเสียงดีใจ ทั้งดึงผมไปกอดซํ้าแล้วซํ้าอีกจนตัวแทบชํ้า แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขล้นเหลืออย่างประหลาด ซึ่งมันก็คงเหมือนกัน ผม ปล่อยให้ปุณณ์ทั้งกอดทั้งรัดอยู่อย่างนั้น ด้วยหัวใจที่แทบสำลักความสุข ก่อนปุณณ์จะค่อย ๆ ฝังปลายจมูกลงบนข้างแก้มผม พลางสอดฝ่ามือร้อนผ่านใต้เสื้อนักเรียนมาลูบไล้ทั่วแผ่นหลังผมเบา ๆ ทำเอาสะดุ้งนิดหน่อย ก่อนปุณณ์จะเลื่อนวงหน้าตัวเองมาประชิดติดกับใบหน้าผม “เป็นแฟนกันแล้วอย่างนี้… ก็ไม่มีอะไรต้องทนแล้วสิ” อืม……. จะตอบยังไงดีวะ.. แต่ ดูเหมือนปุณณ์ไม่ต้องการคำตอบ ริมฝีปากบางนั้นคลี่ยิ้มมา ก่อนจะประทับจูบบนริมฝีปากผมผะแผ่ว เลื่อนเรื่อยถึงข้างใบหู แล้วเปล่งเสียงกระซิบคำที่ผมอยากได้ยินที่สุดออกมา นํ้าตา หนึ่งหยดไหลจากความยินดีเมื่อได้ฟังคำนั้น คำที่ผมทั้งอยากฟังและอยากบอกมาตลอด วันนี้คำนั้นเป็นของผม เช่นเดียวกับความรู้สึกของผมทั้งหมดที่ยกให้แก่ปุณณ์… ปุณณ์ที่ทั้งจูบและบอกรักผมซํ้า ๆ ราวกับหลังจากนี้ไปเราจะไม่ยอมปล่อยมือกันอีก.. ผม ปล่อยให้ปุณณ์ได้สัมผัสผมตามใจต้องการ รวมถึงปล่อยตัวเองให้บดเบียดร่างกายสัมผัสปุณณ์กลับ เรียกเอาความรู้สึกที่เคยกักไว้ ให้ค่อย ๆ ปะทุขึ้นมา เป็นความรู้สึกต้องการปุณณ์ ที่ผมไม่จำเป็นต้องเก็บไว้คนเดียวอีกต่อไป นี่คือครั้งแรก ที่ปุณณ์ในอ้อมกอดผม.. เป็นปุณณ์ของผม จริง ๆ

47th CHAOS ตอน เช้าผมตื่นมาด้วยความงง… เพราะไม่รู้แขนขาที่ปีนป่ายกันมั่วซั่วนี่แขนใคร ขาใคร ผมกระพริบตาถี่ ๆ ไล่ความง่วงแล้วก็ต้องหัวเราะขำเมื่อเห็นหน้าไอ้ปุณณ์หลับปุ๋ย แถมยังผมเพ้ากระเซิงยุ่งเหยิงเหมือนเด็ก ๆ อีก…. จริง ๆ ก็สมควรจะสลบอะครับ เพราะเมื่อคืนมันซ่าส์มาก เลยโดนผมสำเร็จโทษกลับ สรุปว่าถึงจะนับแต้มแล้วผมเป็นฝ่ายเสียหาย แต่ไอ้ปุณณ์ก็ไม่ได้กินผมฟรี ๆ เหมือนกัน หึหึ หึ… ผม มองนาฬิกาข้อมือตัวเองบอกเวลาเกือบเที่ยงแล้วก็ต้องเขย่าปลุกปุณณ์เบา ๆ “ตื่นนน จะเที่ยงแล้วมึง” แต่ต้องออกแรงอยู่หลายที กว่าไอ้ขี้เซานี่จะขยับตัวได้ ปุณณ์บิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะยื่นแขนมากอดผม “อืมม… เมื่อคืนมึงแสบมากนะ.. พลิกมาได้” หึหึหึ มันยังบ่นเรื่องนี้ไม่หาย ได้ ยินดังนั้นผมเลยยักคิ้วกวนอารมณ์มัน แม้จะเห็นว่าหน้าไอ้ปุณณ์ยังซุกอยู่กับหมอนก็ตาม “เออ ถ้ามึงยังผอมอย่างนี้กูได้พลิกบ่อย ๆ แน่… นี่กูยังเอาคืนไม่ครบนะ มึงระวัง” เป็นเพราะเมื่อคืนหมดแรงก่อน เลยต้องคาดโทษมันเอาไว้ครับ แต่พอสิ้นคำผม เสียงทุ้มนั้นกลับหัวเราะร่วน “ตอนนี้เลยปะล่ะ” แถมมือกับปากยังไวพอกัน! ผมรีบคว้ามือมันหมับเมื่อรู้สึกว่าชักจะเลื่อนไปในที่แปลก ๆ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งที่เหลือ ผมใช้ตบเสยหัวมันแทน “หมกมุ่นนะสัด! ตื่นไปทำมาหากินได้แล้ว กูหิวข้าว” ผมว่าพลางลุกขึ้นเดินไปหมายจะเข้าห้องนํ้า แต่เห็นมันเดินขยี้ตาขยี้หัวตามมา จะเอาอะไรของมัน “มึงมาทำไม?” “อ้าว… ก็อาบนํ้าไง” “กูอาบก่อน” กูเจ้าของห้องนะเว้ย “อาบพร้อมกันเลย” มันต่อรองพลางเกาแขนตัวเองเหมือนกำลังพูดเรื่อง ดิน ฟ้า อากาศ ธรรมดา ขณะที่ผมทำหน้าเหมือนเพิ่งฟังเรื่องผีไปแล้ว

“ตลก!! มึงออกไปเลย กูจะอาบนํ้า” แต่ไม่ว่าจะผลักจะดันเท่าไหร่ ไอ้ตัวสูงนี่กลับไม่ยอมกระดิกเลยแม้แต่นิดเดียวครับ! แถมยังยิ้มกวนบาทาส่งมาอีก “ทีกะไอ้โอมมึงยังอาบได้เลย กูรู้นะ” แล้วเชี่ยแม่งไปคุยกันมาตอนไหน! แต่ไม่รู้ล่ะ! ไม่เกี่ยวกัน! “มึงอย่ามามั่ว ไอ้โอมมันเพื่อนกู” “อ้าว…. แล้วกูล่ะ” พอถึงตรงนี้มันทำหน้าอ้อนแล้วครับ… แต่อ้อนตีนน่ะ เข้าใจไหมว่าอ้อนตีน….. ผมทำท่าจะไม่ยอมมัน แต่ไอ้ปุณณ์เสือกเดินแทรกผมเข้าไปเปิดฝักบัวรดหัวตัวเอง พลางกวักมือเรียกยิกให้ผมเข้าไปอาบนํ้าอีก “มาเร็ว เปลืองนํ้า” เฮ้อออออออออออออออออออออ ตามใจละกัน! เรา ใช้เวลาอาบนํ้าแต่งตัวนิดหน่อย ก่อนผมจะบึ่งรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งไอ้ปุณณ์ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านมัน เพราะเจ้าตัวบ่นอยากดูหนัง.. เออดี.. มึงยังมีแรงเหลือเที่ยวอีกเนอะ กูนี่เพลียจะตาย ผม รอมันขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพลางนั่งคุยกับน้องแป้งในห้องนั่งเล่นฆ่าเวลา น้องสาวมันก็ยังชอบพูดจาสองแง่สามง่ามล้อเรื่องผมกับมันอยู่ดีล่ะครับ เพียงแต่วันนี้ผมรู้สึกแปลกไป.. สงสัยเพราะเรื่องเล่น ๆ ที่เคยอำน้องแป้งเอาไว้ วันนี้ดันกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา เหอ ๆๆ ปุณณ์ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะลงมาด้วยชุดไปรเวทหล่อเนี้ยบบ… อื้อหือ ไอ้ทรยศ กูใส่ขาสั้น (กางเกงนักเรียนด้วย!) รองเท้าแตะมึงก็เห็นอยู่ แล้วจะเสือกขุดกางเกงยีนส์มาข่มกูทำไม!!! แน่นอนว่าผมส่งสายตาเขียวปั๊ดให้มันทันทีที่ปรากฏกายลงมา “หล่อมะ” ยังมีหน้ามาถาม “พี่ ปุณณ์หล่อที่สุดอยู่แล้วว” เสียงน้องแป้งอวยมันพร้อมรอยยิ้มแฉ่ง แต่ผมน่ะได้แค่ยิ้มแหย ๆ “มึงไปเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นเดี๋ยวนี้” ต้องส่งเสียงลอดไรฟันขู่กันซักหน่อยแล้วครับ! แต่ คนอย่างปุณณ์ ภูมิพัฒน์มีหรือจะฟังผม อย่างตอนนี้มันก็แค่ยิ้มเผล่ พร้อมยื่นมือขยี้หัวน้องแป้งไปมา “พี่ปุณณ์หล่อแบบนี้ใครก็อยากควงเนอะ มีแต่พี่โน่แหละชอบให้พี่ปุณณ์ไม่หล่อ” กวนตีนนักนะมึง!

หลัง จากมันได้ทำการพยักเพยิดเรียกขวัญกำลังใจเรื่องกางเกงขายาวของมันกับน้อง แป้งจนพอใจแล้ว จึงได้หันมาดึงผมให้ไปต่อ “ไปเร็ว ๆ เดี๋ยวไม่มีรอบดี ๆ ดู” โอ๊ยยยไอ้นี่ ตกลงมึงหูหนวก หรือพูดไม่รู้เรื่องรึไงวะ! กูบอกให้เปลี่ยนกางเกง!! แล้ว สุดท้าย… ผมก็โดนยอดชายนายปุณณ์ลากมาถึงสยามจนได้ ในสภาพเสื้อยืดอยู่บ้าน กางเกงนักเรียน(สีนํ้าเงิน)ขาสั้น แถมยังรองเท้าแตะ เออ เอาเข้าไป สภาพเชี่ยกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว แถมตอนแรกผมนึกว่าจะดูแถวเมเจอร์เอกมัย แต่ไอ้ปุณณ์ดันหักหลังด้วยการบอกพี่แท็กซี่ว่าจะมาที่นี่… แล้วผมก็ได้มาถึงสยามจริง ๆ ในสภาพที่เป็นคนใช้คุณชายปุณณ์! “คิดมากไรวะ หล่อนะมึง ใส่อะไรก็หล่อ” แล้วดูมันปลอบผม…. หาความจริงใจไม่ได้เลยยย “เออ รู้ก็ดี” แต่อย่าหวังว่าคนอย่างโน่จะถ่อมตัว ผมเกทับมันกลับ ก่อนจะเดินดุ่ม ๆ นำหน้าไปโรงหนัง ปุณณ์กับผมอยากดูหนังเรื่องเดียวกันพอดีครับ เป็นหนังฟอร์มเล็ก ๆ ที่ฉายเฉพาะบนลิโด้และสถาล่าเท่านั้น เราไปถึงสกาล่าตอนบ่ายสอง แต่หนังมีรอบเกือบสี่โมงเย็น เลยตัดสินใจหาอะไรกินฆ่าเวลาก่อน ถึงแม้จะอิ่มแล้ว เพราะเพิ่งกินมื้อกลางวันมาจากบ้านปุณณ์ “โคคานะ อยากกิน” แล้วสาบานนะว่านี่คืออาหารฆ่าเวลาของมัน!? แม่งเล่นใหญ่เอี้ย ๆ จนผมเหวอ แต่เห็นปุณณ์ทำท่าอยากกินจริง ๆ ก็เลยไม่อยากขัด.. ถือซะว่าตามใจมันวันนึงแล้วกัน ถึงแม้ผมจะแอบคิดว่าไอ้ห่านี่ชอบกินอะไรโคตรแก่เหมือนไอ้โอมก็เถอะ เรา สองคนเดินข้ามจากฝั่งสยามสแควร์ไปสยามดิสคัฟเวอรี่ ร้านโคคาคนน้อยเหมือนเคยครับ ไม่ต้องรอคิวนานสองชั่วโมงเหมือนซิสเลอร์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ผมกับปุณณ์เดินคุยกัน ระหว่างตามพี่พนักงานที่นำเราไปยังโต๊ะที่นั่งภายในร้าน แต่ยังไม่ทันได้กวาดตามองอะไรดี ผมที่กำลังหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ ก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองก่อน

“พี่โน่!?”

ใครวะ?? เสียงนั้นถึงจะไม่ดัง แต่ผมก็ได้ยินถนัด เลยต้องหันหน้าไปมองต้นเสียงซักหน่อย ปรากฏว่าเป็นน้องมิกที่โดนไอ้โอมปิดปากยกใหญ่ หึ ๆๆ คิดจะซ่อนกูเหรอ เร็วไปสิบชาติ! ปุณณ์เองก็ดูตกใจเหมือนกันครับที่บังเอิญมาเจอโอมที่นี่ ส่วนผมยิ้มเย็น ๆ ขณะสาวเท้าไปหามันสองคนทันที “สร่างแล้วเหรอมึง! ถึงได้มีแรงพากันมาสอนฮอร์นที่สยามวันเสาร์แบบเนี้ย” หึหึหึ ดูซิมันจะแถยังไง “เปล่าครับพี่ พี่โอมเขาชวนมาเอาหนังสือ” แต่ไอ้น้องมิก.. มึงซื่อได้ใจกูมากกกก ผมหัวเราะขำเพราะไอ้โอมปิดปากน้องมิกอีกรอบไม่ทัน เสียงเพื่อนตัวดีของผมถอนหายใจแรง “ไม่ต้องบอกเขาหมดก็ได้นะมิก!” แถมยังไม่วายคาดโทษน้องที่มาด้วยกันอีก ก่อนจะปั้นหน้าโกรธผมที่ดันรู้ทันมัน “แล้วมึงล่ะ มาเดทกับไอ้ปุณณ์นี่ยังไง” นั่น…. งานเข้ากูเองจนได้ครับพี่น้อง แน่ นอนว่าพอเรียกชื่อปุณณ์ ไอ้เจ้าของชื่อก็โผล่มายิ้มเผล่ข้างหลังผมทันที “หวัดดีโอม… น้องน่ารักดีนะ” หึหึ ดีมากกก ช่วยกันแซวไป ขอกูคิดข้อแก้ตัวของกูก่อน หลัง จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงไอ้โอมกับไอ้ปุณณ์คุยกันจุกจิกอยู่พักใหญ่ ก่อนที่เพื่อนผมจะวกกลับสู่เรื่องของพวกผมเอง “แล้วตกลงมึงกับไอ้โน่นี่ยังไงกันวะ กูสงสัยนะเนี่ยยย” แต่เชี่ยยย!! อย่าถามไอ้ปุณณ์ เดี๋ยวมัน…… “ผมกับโน่ก็………” “ทำไม กูจะมากับไอ้ปุณณ์ไม่ได้รึไง ก็เมื่อวานมันนอนบ้านกูไง” ทางเดียวที่จะหนีรอดคือผมต้องพูดตัดบทปุณณ์ครับ (กูรู้นะมึงจะพูดอะไร!) จนเห็นไอ้คนถูกขโมยซีนทำหน้าเซ็ง ส่วนไอ้โอมยกตะเกียบขึ้นชี้ผม “โกหกเจี๊ยวด้วน!” โหย……… แช่งแรงจังวะ!!!!! ผมเอามือคลำเป้าตัวเองอัตโนมัติ ก่อนจะชี้มันกลับ “มึงก็เหมือนกัน ตกลงเป็นอะไรกับน้องมิกกันแน่! โกหกเจี๊ยวด้วน!!” เอาสิวะ! หึหึหึ แช่งกูได้ กูก็แช่งมึงได้เหมือนกัน อยากรู้นักคราวนี้มันจะตอบยังไง

หลังคำผม ไอ้โอมก็เลิ่กลั่กหันไปมองหน้าน้องมิกแว่บหนึ่ง สังเกตว่ารุ่นน้องชมรมผมกำลังนั่งหลบตาหน้าแดงอยู่.. อืมม น่ารักว่ะ แต่เสียงห้วน ๆ ของไอ้โอม ก็ตะโกนออกมาทันใจ “พี่น้องงง!” ยังมีหน้ามาบอก! ถึงตรงนี้ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่า ว่าเห็นน้องมิกดูซึมลงทันที แต่ไม่มีเวลาสังเกตอะไรมากแล้วครับ! เพราะไอ้โอมดันยิงคำถามใส่ผมกลับ “มึงเหอะ เพื่อนแน่นะ?” แล้วยังวกเข้าเรื่องเดิมอีกจนได้! ผมหันไปมองหน้าปุณณ์ที่ก็กำลังมองผมอยู่ เหมือนอยากฟังคำตอบนั้นเช่นกัน เอาไงดีวะ….. “เออ เพื่อน!!” ผมบอกปัดไปมั่ว ๆ แม้ในใจจะไม่ได้คิดอย่างนั้น “เสียเวลาว่ะ กูไปกินของกูละ! ห่า… แม่ง ๆๆ” พอ! ไม่คุยด้วยดีกว่า ผมลากปุณณ์ให้เดินกลับไปยังโต๊ะพวกเรา ขณะได้ยินเสียงไอ้โอมหัวเราะไล่หลังตามมา *** ตลอดเวลาที่เรากินสุกี้กัน ปุณณ์ไม่พูดอะไรอีก.. ผม งงนิดหน่อยกับความผิดปกติเหล่านั้นของมัน แต่ก็ไม่ได้ท้วงอะไร คิดว่าปุณณ์อาจจะหิว เลยอยากกินอย่างเดียวไม่อยากคุย (ซึ่งผมก็ไม่คิดขัดใจ) แต่มันยิ่งแปลกขึ้นไปอีก เพราะเมื่อเราเข้าไปดูหนังแล้ว ปุณณ์ก็ยังเงียบอยู่.. ผมเหลือบมองใบหน้าปุณณ์ภายในความมืดของโรงหนัง เห็นมันใส่แว่นทำท่าทางเคร่งขรึมอยู่ข้าง ๆ ทั้งที่หนังตรงหน้าเราออกจะตลก ศอกผมจึงถองแขนมันเบา ๆ “ไม่ขำเหรอวะ ไหนมึงว่าอยากดู” “อืม…” มันส่งเสียงตอบเหมือนแค่ปัด ๆ ไป ผมเลยต้องหุบปาก แล้วสนใจจอหนังตรงหน้าต่อ แต่ทำ

ได้อยู่ไม่เกินสิบนาที ผมก็ต้องเหลือบมองหน้าปุณณ์ใหม่ มัมยังดูบึ้ง ๆ อยู่… “ปุณณ์…. เป็นไรวะ” “เปล่า” อะไรของมัน คบได้แค่วันเดียวก็แผลงฤทธิ์ซะแล้ว ผมขมวดคิ้วมองไอ้คนเอาแต่ใจข้าง ๆ ด้วยความงง แต่ก็คิดว่าโรคนี้จะรักษาให้หายขาดต้องใช้วิธีปล่อยมันไป รึเปล่าวะ…. ผมเหลือบตามองใบหน้าปุณณ์อีกครั้ง ก็เห็นมันยังคงเก็กขรึม เลยตัดสินใจว่าปล่อยไปแล้วกัน.. เรื่อง ราวภายในหนังดำเนินไปเรื่อย ๆ อย่างโคตรตลก ตลกจนผมหัวเราะแล้วหัวเราะอีกแทบตกเก้าอี้ ผิดกับไอ้เชี่ยปุณณ์ที่นิ่งมาก นั่งเงียบเหมือนคนเป็นอัมพฤตซีกซ้าย ไม่รู้มันไม่ขำหรือปวดขี้ เพราะเห็นแค่ทำคิ้วขมวด ๆ อยู่อย่างเดียว จน กระทั่งหนังจบ เราจึงเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มที่เปื้อนทั่วหน้าผม ท้องฟ้าข้างนอกบอกเวลาเย็นมากแล้ว ผมก้มมองนาฬิกาพร้อมคิดว่าหรือที่ปุณณ์เงียบไปอาจจะเพราะหิวอีก? “หาไรกินมะ” ผมเอ่ยถามมันอย่างอารมณ์ดี เห็นคนที่มากับผมถอดแว่นเก็บใส่กางเกงแล้วส่ายหัว อ้าว… ไม่ได้หิวเหรอวะ “งั้นอยากซื้อไรปะ” เพราะไหน ๆ ก็มาสยามแล้ว จริง ๆ ผมอยากขึ้นไปดูหนังสือบนคิโนะเหมือนกัน วันก่อนจอง Music Express เล่มใหม่เอาไว้ แล้วก็อยากดูซีดีด้วย แต่…. หน้าไอ้ปุณณ์มันบอกบุญไม่รับจริง ๆ ว่ะ “ไม่.. โน่ล่ะ” เสียงมันตอบเรียบ ๆ แต่ยังดีที่มีแก่ใจถามถึงผม ซึ่ง.. จะให้บอกว่าอยากไปไหนได้ยังไงล่ะ ดูหน้ามันดิ่

“ไม่อะ….” เอาไว้วันหลังค่อยมาดูเองละกัน ปุณณ์ พยักหน้ารับคำตอบผมพลางมองนาฬิกาข้อมือของมันเองก่อนจะเดินไปโบกแท็กซี่ “งั้นเดี๋ยวผมไปส่งโน่ที่บ้าน” เออ… ง่ายดี… ผมงง ๆ แต่ก็เดินขึ้นแท็กซี่ไป ในใจคิดว่าปุณณ์คงเพลียมั้ง ถ้าได้กลับไปนอนพักก็คงดีเหมือนกัน

48th CHAOS. แต่ ดูเหมือนที่ผมคิดไว้ว่าปุณณ์จะกลับเป็นปกติได้เองนั้น เป็นการคาดคะเนผิดอย่างมหันต์ เพราะตั้งแต่วันเสาร์ ผ่านมาถึงวันจันทร์ ผมก็ยังไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากปุณณ์เลย? ผม งง ๆ นิดหน่อยเมื่อวันอาทิตย์ เพราะชักตงิดเกี่ยวกับอาการแปลก ๆ ทั้งหลายของมัน กะว่าจะโทรไปถามสักหน่อยว่าเป็นไงมั่ง แต่คิดดี ๆ ก็ไม่อยากกวน ผมเลยใช้วิธีออนไลน์ msn นั่งรอปุณณ์ทั้งวันแทน.. ตอนบ่ายผมเห็นปุณณ์เด้งขึ้นมาข้างจอแว่บนึง แต่พอกดทักไปเสือกเงียบแล้วออฟไลน์หนี ไม่รู้มันเป็นเชี่ยไร!!?? แน่นอนว่าหลังจากนั้น ผมก็ไม่เห็นปุณณ์ออนไลน์อีกเลย สรุปที่พูดมายืดยาวทั้งหมด แค่จะบอกสาเหตุที่ผมมาโรงเรียนสายเช้านี่ครับ ก็เพราะมัวแต่นั่งรอแม่งจนดึกนั่นแหละ! “นภัทร!! โตแล้วทำไมไม่เป็นตัวอย่างให้น้อง!!” ชิบหาย…. เสียงมาสเซ่อร์เฟี้ยมดังข้างหลังผมระหว่างกำลังแอบวิ่งเข้าประตูโรงเรียนอยู่ แต่.. แย่แล๊วววววว ลืมยัดเสื้อ!!!!! ผมรีบหยุดยัดเสื้ออย่างกะทันหัน แต่ไม่ทันไม้เรียวที่ฟาดลงบนน่องอย่างแรงเสียก่อน อู่ยยยยยยย ไม่ได้โดนมากี่ปีแล้ววะเนี่ยกู “ไปเลย รู้หน้าที่ก็ไปเลย” มาสเซอร์ตีไม่พอยังสั่งลงโทษผมโทษฐานมาสายอีก โหดว่ะะะ! ผมทำหน้าเสีย ก่อนจะยอมวางกระเป๋า แล้วเดินตามมาสเซอร์ไปวิดพื้นหน้ารูปปั้นคุณพ่อแต่โดยดี.. ซึ่ง.. เชี่ยแม่งงง.. อายยยยยชิบหาย โตเป็นควายแล้วด้วยกู “อยู่ม.ห้า ต้องหนึ่งร้อยครั้ง!” แถมยังตรรกะไหนอีกวะนั่น!!!!!!? ผมเหลือกตามองคนออกคำสั่งอย่างตกใจเพราะไม่ได้ออกกำลังกายมานานมากแล้ว แต่ถ้ายิ่งต่อรองมีหวังโดนเพิ่มโควต้าถึงสามร้อยแหง๋ ๆ เอาไงเอากันวะ! -_-” หมู่นี้ไอ้โอมชอบกัดว่าอ้วนด้วย คิดซะว่าวิดพื้นฟิตหุ่นแล้วกัน.. ผม ล้มตัวลงวิดพื้นตามคำสั่งประสาเด็กว่านอนสอนง่าย (หึหึหึ..) “หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ….” แต่เหลือบมองดูเห็นมาสเซอร์กำลังคุยกับลุงนักการอยู่ ไม่ได้สนใจผมเลยนี่หว่า…. ถ้าอย่างนั้นก็… หึหึหึ “สิบ ยี่สิบ สามสิบ สี่สิบ….” ขอโกงหน่อยเหอะคร๊าบบบบบบบ แขนจะหักอยู่แล๊ววววววว “นภัทร!!!!! นับใหม่ คราวนี้สองร้อย!!” เอ๋งงงงงงงงงงงงงงงงง… ไม่น่าเลยกู!!!!!! หลังคำนั้นผม

แทบล้มลงไปนอนตายกับพื้นปูนตรงหน้า พยายามส่งสายตาอ้อนวอนมาสเซอร์ก็แล้ว สำนึกผิดก็แล้ว แต่แกไม่ยักสนใจว่ะ แถมยังมายืนเฝ้าผมตาเขม็งอีก โอ๊ยยยยย “หนึ่ง สอง สาม สี่…” ดังนั้นจึงไม่มีวิธีไหนดีไปกว่าทำตามแกบอก (ก่อนจะถูกเพิ่มเป็นห้าร้อย) ผมเริ่มวิดพื้นใหม่อย่างทุลักทุเล เพราะไม่ได้ออกกำลังกายมานานชาติเศษ ร่างกายเลยปรับสภาพกับการหักโหมอย่างหนักไม่ค่อยทัน “ห้า สิบห้า ห้าสิบหก ห้าสิบเจ็ด….” แล้วจะตายไหมวะเนี่ยกู… รู้งี้ไดเอทซักหน่อยก็คงดี เพราะวิด ๆ พื้นไปก็ชักหงุดหงิดตัวเองที่ตัวหนัก จะยกขึ้นแต่ละทีนี่แสนลำบากกก ปวดเมื่อยจนแขนระบมไปหมด “มาสเซอร์ครับ ช่วยเซ็นต์เอกสารนี้หน่อยสิครับ” แต่.. เอ๋?? เสียงคุ้นมาก??? ผมเหลือบตามองเจ้าของเสียงทันทีที่ได้ยิน ปรากฏว่าคือไอ้ตัวการคนทำให้ผมอดหลับอดนอน ออนไลน์ msn ทั้ง คืนนั่นแหละครับ อืม.. โผล่มาได้เวลาดีมาก ผมมองปุณณ์ที่เดินถือแฟ้มเบ้อเร้อมาสองสามแฟ้ม พลางขอร้องแกมบังคับให้มาสเซอร์เฟี้ยมช่วยเซ็นต์เอกสารให้มัน เมื่อ มีธุระดังนั้นมาสเซอร์จึงต้องหันหลังเพื่อเซ็นต์เอกสารในมือไอ้ปุณณ์ทันที โดยปล่อยผมผู้ซึ่งกำลังวิดพื้นรอบที่หกสิบสี่เอาไว้เพียงลำพัง.. “อัน นี้ด้วยครับ อันนี้ด้วย… นี่อีกครับ” แต่ผมไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมว่าปุณณ์ ภูมิพัฒน์ มันเข้ามาช่วยผม.. ผมเลิกคิ้วมองมันระหว่างวิดพื้นอย่างงง ๆ เพราะเห็นปุณณ์ทำหน้าทำตา ยักคิ้วให้เหมือนจะไล่ผมไปอย่างแปลก ๆ ‘เอา.. จริง..?..’ ปากผมขยับถามแบบนั้น ก็เห็นปุณณ์ยักคิ้วถี่ ๆ รับอีกแว่บหนึ่ง ก่อนจะถ่วงเวลามาสเซอร์ต่อ “แฟ้มนี้อีกครับ” โอ๊ย!! รักมึงจังว่ะ!!!! ผมรีบกระเด้งตัวเองลุกขึ้นแล้วคว้ากระเป๋าวิ่งหนีจากตรงนี้ทันที “เฮ้ย!!!!! ไอ้นภัทร!!!!!! กลับมา!!!!!!!!!!!!!!” “มาสเซอร์ครับ ตรงนี้ก็ต้องเซ็นต์ด้วยครับ” ก๊ากกกกกกกกกกกก ขอบใจว่ะปุณณ์!

ผม วิ่งพรวดเดียวขึ้นตึก โผล่ไปหอบหน้าห้องเรียนที่มิสวนิดากำลังสอนฟิสิกส์คาบแรกอยู่ “สายนะ” เธอทักผมด้วยคำนั้น จนเพื่อนคนอื่น ๆ ขำครืน ผมยกมือไหว้แกลวก ๆ ก่อนจะเดินไปนั่งที่ ระหว่างหย่อนตูดอยู่ ไอ้โอมก็หยิบชีทยื่นมาให้ “อะนี่ มิสแจกต้นคาบ กูเก็บไว้ให้” ขอบใจว่ะ!! ผมผงกหัวแรง ๆ ให้มันเพราะไม่มีแรงพูดอย่างอื่นแล้ว (วิดพื้นกับวิ่งหนี ไม่รู้อะไรเหนื่อยกว่ากัน) ไอ้ โอมเห็นดังนั้น จึงช่วยเอาชีทปึกหนามาโบกลมให้ผม “ใจเย็นมึง โดนทำโทษมาสิ ตัวแดงเลย” มันกระซิบพลางช่วยพัดให้ ทำเอาสบายตัวขึ้นเยอะ เฮ้ออออออ บางทีไอ้โอมก็น่ารักจริง ๆ “วิดพื้นหรือแทงปลาไหล” แต่มันยังอยากรู้ต่อ “วิด…” ผมตอบไปสั้น ๆ พลางลูบเหงื่อบนหน้า แว่วเสียงมันหัวเราะขำดังมา หืม.. ไอ้ห่า… โดนเองจะขำมั้ย? “กี่ทีวะ” “สองร้อย แต่กูหนีมา” “เซียนนะมึง หนียังไง คราวหน้ากูเอามั่ง” “จะ เลียนแบบก็ยากหน่อยนะ เพราะของกู มีเลขาสภาช่วยหวะ” ผมตอบพลางยักคิ้วให้มันอย่างเป็นต่อ จนไอ้โอมทำหน้าเบ้แล้ววางชีทที่กำลังพัดอยู่ทันที “ถุ๊ย หมั่นไส้” อ้าวววว ก็บุญวาสนามันต่างกันนี่ครับเพื่อนน ฮ่า ๆๆ “ตกลงมึงจะบอกกูได้ยังว่าพวกมึงสองคนตอนนี้เป็นอะไรกัน” แล้วทำไมชอบกลับเข้าประเด็นนี้นักวะ! ผมขมวดคิ้วมองไอ้เชี่ยโอม แต่เห็นมันทำหน้ากวนตีนเหมือนจะท้าให้ผมบอกความจริงอยู่ เออ.. อยากฟังงั้นเรอะ.. หึหึ “แล้ว มึงกับน้องมิกล่ะ.. จะบอกกูรึเปล่า” ของแบบนี้จะให้บอกก็ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนครับ หึหึ ผมเลิกคิ้วมองหน้าไอ้โอม ซึ่งไอ้โอมก็เลิกคิ้วกลับมามองหน้าผมเช่นกัน

“พูดพร้อมกันปะล่ะ” มันท้า! เอาสิวะ อยากทำงั้นก็เอา “เออ” “หนึ่ง… สอง… สาม….” “นภัทร!!! ธัชกร!!!! พูดมากนักออกมายืนหน้าห้อง!!” ซวยอีกแล้วกู!!!!!!!!!!!!!!! *** สรุป ว่าวันนี้ซวยโคตรครับ.. ตอนเช้าผมมาสาย โดนมาสเซอร์เฟี้ยมสั่งวิดพื้นไม่พอ (ถึงจะหนีมาได้ก็เหอะ) ยังโดนมิสวนิดาสั่งให้ไปยืนเรียนหน้าห้องกับไอ้โอมอีก (แยกกันคนละมุมห้องครับ) โอ๊ยย ไม่รู้จะซวยซํ้าซวยซ้อนไปไหน ผมล่ะโคตรเซ็ง เรื่องที่คุยค้างไว้เลยเป็นอันล้ม ทั้งที่อยากรู้ใจแทบขาดว่าตกลงไอ้โอมกับน้องมิกเป็นยังไง เออ… แต่คิดไปคิดมายังไม่รู้ก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าไอ้โอมบอกผมเรื่องน้องมิก ผมก็ต้องบอกมันเรื่องปุณณ์ ตามที่ตกลงว่าจะแลกกัน จริง ๆ ผมก็ไม่ได้อยากปิดบังอะไรนะ… แค่อาย ๆ ว่ะ… ไม่รู้ว่าอายอะไรเหมือนกัน แต่…… ผมรู้สึกเหมือนตัวเองลืมอะไรไปปะวะ? เออ!! สรุป เพิ่งนึกออกว่าไอ้ปุณณ์มันกำลังงี่เง่ากับผมอยู่ ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร รู้แต่อยู่ดี ๆ มันก็เงียบไปเมื่อวันเสาร์ หายไปเมื่อวันอาทิตย์ และวันจันทร์……. มันก็ช่วยผมปกติดีนี่หว่า? หรือผมจะแค่คิดมากไปเอง? มันไม่ได้โกรธอะไรผมหรอก? หรือจริง ๆ มันโกรธจนหายแล้ววะ? หรือ……….. อืมม ขี้เกียจคิด สรุปว่าแวะไปหามันดีกว่าว่ะ “เฮ้ย! เดี๋ยวกูมานะ!” พอคิดได้ดังนั้น ผมก็ลุกพรวดพราดจากโต๊ะกินข้าวในคาบพักกลางวัน เพื่อไปตามหาไอ้คนเข้าใจยากทันที (แว่วเสียงไอ้โอม เก่ง รถเก๋ง ปาล์ม คม พ้ง ด่าตามหลัง แต่ช่างแม่ง เอาไว้

ก่อน) ผมเดินกึ่งวิ่งอย่างไม่ค่อยรู้จุดหมายปลายทางเท่าไรไปยังที่ต่าง ๆ แต่พักกลางวันแบบนี้มันจะไปซุกหัวอยู่ไหนวะ? ยิ่งเลิกกับเอมแล้วเรื่องจะหนีไปคอนแวนต์คงต้องตัดออก ปุณณ์น่าจะยังอยู่ในโรงเรียนมากกว่า แต่ติดที่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ผมหันรีหันขวางอยู่พักใหญ่แล้วก็…….. เห็นไอ้หน้าหล่อหุ่นผอมชะลูดเดินกับเพื่อนอยู่ใต้ตึก ก. “ปุณณ์!!” ผมตะโกนเรียกชื่อมันทันที ซึ่งได้ผล ปุณณ์เลิกคิ้วมองหน้าผมงง ๆ ก่อนจะหันไปหัวเราะกับเพื่อนที่ดูเหมือนกำลังแซวมัน ปุณณ์ รํ่าลากับเพื่อนตัวเองพักหนึ่งแล้วแยกเดินมาหาผม.. ทั้ง ๆ ที่ผมไม่รู้ว่าตอนแรกมันเคืองอะไร แต่ดูจากสภาพรูปการตอนนี้คิดว่าคงหายดีแล้ว เลยไม่อยากถามถึงเรื่องผ่าน ๆ มาอีก.. อืม.. ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนเรื่องคุยเลยดีกว่า “เมื่อเช้าขอบใจว่ะ” “เออ ไม่เป็นไร” ปุณณ์ตอบผมยิ้ม ๆ ขณะล้วงมือในกางเกงทั้งสองกระเป๋า ก่อนจะพูดต่อ “กูเห็นหน้ามึงจะตาย ไม่ช่วยไว้คงมีโน่แดดเดียวเป็นลมอยู่หน้ารูปปั้น” เออ ก็ยังดีที่คิดได้ ผมหัวเราะขำ เราหยุดยืนคุยกันพักใหญ่เหมือนคนไม่ได้คุยมาหลายเดือน แต่ ระหว่างกำลังคุยอย่างออกรสอยู่นั้น (ปุณณ์เผาว่าเมื่อเช้ามาสเซอร์หัวเสียใหญ่ แต่ก็ยอมเซ็นต์เอกสารในแฟ้มให้จนครบหมด ฮ่า ๆ) อยู่ดี ๆ ผมก็คันแขนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ สงสัยเพราะเมื่อกี้ที่เห็นแว้บ ๆ ว่ามีมดไต่อยู่ “โอ๊ยเชี่ยยย ตัวไรกัดวะ!” พอแขนแดงผมก็เริ่มโวย แถมยังรู้สึกคันยิบ ๆ ด้วยครับ “คันหวะะะ” มืออีกข้างของผมลงมือเกาตรงที่คันยกใหญ่ทันที ไอ้ ปุณณ์ผู้เห็นเหตุการณ์ดูท่าทางเหวอ ๆ คงเป็นเพราะผมยิ่งคันก็ยิ่งเกา แต่ยิ่งเกาผิวบริเวณนั้นก็ยิ่งเป็นตุ่มแดง ดูช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่ มันจึงรีบคว้ามือผมที่ตั้งหน้าตั้งตาเกาอยู่ให้ห่างจากแขนทันที “อย่าเกาสิวะ!! แดงแล้วเห็นป่าว!” ปุณณ์เอ็ดผมพลางค่อย ๆ ลูบตรงนั้นให้เบามือ แต่แสบว่ะ… แล้วเฮ้ย!!!!!!? ไอ้น้องน็อตเสือกเดินดูดกล่องกาแฟผ่านมาทางนี้พอดี

“…. หวัดดีพี่…” แถมสายตามันตอนทักทายยังดูไม่น่าไว้ใจอีก จนผมต้องรีบผละห่างจากปุณณ์อย่างอัตโนมัติเหมือนคนโดนนํ้าร้อนลวกอย่างไง อย่างงั้น “เหอ!? หวะ… หวัด.. หวัดดี!… มึงแดกกาแฟทำไมแต่วันวะ” เปลี่ยนไปเรื่องอื่นดีกว่า แต่ลืมว่าไอ้นี่มันฉลาด เพราะถึงอย่างนั้น มันก็ยังมองปุณณ์กับผมยิ้ม ๆ อยู่ดี “ก็ง่วงอะ…. แต่ผมไปละ.. ไม่อยู่รบกวนพี่สองคนหรอก… หึหึ” ไอ้น้องน็อตว่าพลางยักคิ้วกวนส่งมาให้ ก่อนจะเดินจากไป ไม่เปิดโอกาสให้ผมคว้าคอมันทัน โอ๊ยยยยยยยยยย ป่านนี้คิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ววะ!! ผม คิดพลางเกาหัวตัวเองอย่างหงุดหงิดพักหนึ่ง แต่ก็ต้องเปลี่ยนมาเกาแขนต่อ เพราะความรู้สึกคันยังมีเท่าเดิม… ไม่ไหวแล้วว่ะ สงสัยต้องไปขอคาลามายน์ห้องพยาบาลหน่อย แต่คิดดี ๆ ห้องสภาฯก็มีกล่องปฐมพยาบาลนี่หว่า “ปุณณ์…” ผมจึงตัดสินใจเรียกคนที่ยังยืนอยู่ข้างผม พลางยื่นแขนไปสะกิดมัน สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาคือปุณณ์รีบเบี่ยงตัวเองให้ห่างผม จนผมต้องมองใบหน้างองํ้าของคนตรงหน้าอย่างประหลาดใจ “เป็นไรวะ? มึง.. กูขอยืมคาลามายน์หน่อยดิ่ คันว่ะ” แต่คำตอบที่มันบอกผมคือ “โน่ไปเอาที่ห้องพยาบาลเหอะ” “ทำไมอะ?” “ไปไหนมาไหนกับผมบ่อย ๆ เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดหรอก” ปุณณ์ทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก่อนจะเดินจากไป.. ครั้งนี้ผมรู้แล้วว่ามันเป็นอะไร โอ๊ยยย ทำไงดีวะ!

49th CHAOS วันนี้ ทั้งวันผมครุ่นคิดแต่วิธีทำโทษตัวเอง ว่าต้องทำยังไงดีปุณณ์ถึงจะยอมยกโทษให้… ผมยอมรับแล้วว่าตัวเองแย่มากที่ทำร้ายจิตใจปุณณ์ไปแบบนั้น เพราะมาลองคิดดูถึงเรื่องเมื่อวันเสาร์ ที่ผมบอกไอ้โอมต่อหน้าปุณณ์หน้าตาเฉยว่าเราเป็นแค่เพื่อนกัน ทั้ง ๆ ที่คืนก่อนหน้านั้นปุณณ์เพิ่งใช้ความกล้าอย่างหนักในการขอคบผมเป็น… แฟน… เออนั่นแหละ (พูดคำนี้ทีไรรู้สึกไม่ชินซักที จั๊กจี๋ว่ะ) แต่ทั้งที่ปุณณ์ยอมใจอ่อนพูดกับผมดี ๆ แล้ว เมื่อตอนกลางวันผมยังทำร้ายจิตใจปุณณ์ ด้วยการทำเหมือนปฏิเสธมันต่อหน้าน้องน็อตอีก นี่ผมจะเห็นแก่ตัวไปถึงไหนวะ!! ปุณณ์ไม่เห็นอายใครเลยเรื่องคบกับผม ผมเห็นเพื่อนมันแซวมันก็ยิ้มกลับ ไม่มีทีท่าเป็นเดือดเป็นร้อนเหมือนผมสักกะติ๊ด สรุปว่าเป็นผมเองใช่ไหมที่ไม่ยอมรับมัน ทั้งที่ใจผมคิดตรงข้ามโดยสิ้นเชิง.. โอ๊ยย ทำไงดีวะ! ผม นอนขมวดคิ้วไป ถอนหายใจไปภายในห้องชมรมยามเย็น ที่มีน้อง ๆ พลุกพล่านนิดหน่อย เพราะพวกมันนัดซ้อมวงโยฯกันเตรียมไปแข่งช่วงอาทิตย์หน้า แต่เสียงดังอย่างนี้ยิ่งไม่มีสมาธิใหญ่เลยว่ะ!! ผมคงส่งเสียงจิ๊จ๊ะมากจนน่ารำคาญ ไอ้ฟิล์มเลยเดินมาโบกเข้าให้ “อยากอยู่เงียบ ๆ แล้วมาห้องชมรมทำไมไอ้สัด!! พวกกูจะซ้อมวง มึงอย่ามาทำเป็นจิ๊จ๊ะได้ปะ กูสติหลุด” เอ่อ… ผมผิดอีกแล้ว จริงของมันว่ะ ผมรีบยกหัวมาไหว้ขอขมาน้อง ๆ รอบวง (เพราะเมื่อกี้เผลอหงุดหงิดจนส่งเสียงจิ๊จ๊ะรบกวนการซ้อมมากไปหน่อย) น้องทุกคนหน้าเหวอรับไหว้ผมกันสลอน ก่อนจะก้มหน้าก้มตาซ้อมต่อเหมือนเดิม ขณะที่ผมยังหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้อยู่ “เป็น เชี่ยไรวะ เมนส์มารึไง ดีนะเว้ย แสดงว่าไม่ท้อง” แต่ไอ้เชี่ยฟิล์ม มึงมันปากหมา เพื่อนผมมีใครปากดี ๆ สักคนไหมวะ จะยกให้เป็นเพื่อนแท้ซักที ผมโบกหัวมันกลับ “ทะลึ่ง! กูนับหน้าเจ็ดหลังเจ็ดมาดี หึหึหึ” ผมเล่นกลับ เห็นมันหัวเราะก๊าก ก่อนจะหันไปดุน้องดรัมที่ตีผิดจังหวะแล้วหันมาคุยกับผมต่อ “ทำไม ทำหน้าเครียดวะ ไม่เหมือนเพื่อนมึงเลย ดูดิ๊ กูไม่เคยเห็นมันทำหน้าตอแหลอย่างนั้นมาก่อน” ไอ้ฟิล์มว่าพลางพยักเพยิดไปที่ไอ้เชี่ยโอมซึ่งนั่งอยู่กลางวงน้อง ๆ เครื่องเป่า… หึหึหึ ผมยิ้มตาม เพราะไม่เคยเห็นมันทำหน้าแบบนั้นจริง ๆ

เรื่อง ของเรื่องคือ ไอ้โอมถึงจะเป็นเพื่อนเพี้ยน ๆ ของผม แต่สำหรับรุ่นน้องมันค่อนข้างเป็นรุ่นพี่ที่เฮี้ยบมากครับ คือ รุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่ แซวเล่นกับมันได้ แต่หากถามถึงรุ่นน้องล่ะก็ ในเวลาเป็นการเป็นงาน ไม่มีใครกล้าเล่นกับมันเด็ด ๆ (โดยเฉพาะน้องม.ต้นครับ) เพราะแค่เห็นหน้าไอ้โอมก็กลัวหัวหดกันแล้ว เวลามันไม่ทำหน้าทะเล้นหน้ามันก็ขรึม ๆ เหมือนคนปกติทั่วไปอะครับ จนบางครั้งมันยังคุมน้องได้ดีกว่าผมอีก ผมมองโอมที่ตอนนี้กำลังยิ้มน้อย ๆ ขณะคอยมองน้องมิกเป่าฮอร์นพร้อมสอนไปด้วยอย่างประหลาดใจ… อาการหนักนะมึงอะ! (ช่วงแรก ๆ ผมเห็นมันดุซะจนน้องแทบร้องไห้) หน้าตามีความสุขไม่ไหวแล้วจนผมอยากหาอะไรเขวี้ยงหัวมันเพราะอิจฉา น้องมิกของมันก็น่ารักดีจริง ๆ ครับ พอไอ้โอมเข้าไปใกล้ทีนึงก็หน้าแดงที จนผมล่ะอยากจะ……….. ฮึ่มม แยกพวกมันให้ห่าง ๆ กันหน่อย มีคนหมั่นไส้เยอะโว้ยยย ไอ้ ฟิล์มยิ้มกว้างกับภาพเหล่านั้น “ตอนแรกก็ว่าจะด่า แต่ตอนนี้กูว่ามันน่ารักดี… ยกน้องมิกให้มันก็ได้วะ แม่งง คาบไปแดก” ฟิล์มพูดทั้งที่ยังมองคู่นั้นไม่ละสายตา ผมพยักหน้ายิ้ม ๆ รับคำพูดมัน “เออ นาน ๆ จะมีแบบนี้ที ให้มันไปเหอะ” เพราะรู้ ๆ กันอยู่ ว่าฟิล์มเป็นชมรมคนพิทักษ์น้องมิกครับ ที่ผ่านมาใครแกล้งน้องมิกมันเอาตายหมด แต่ตอนนี้คงต้องยกหน้าที่ให้ไอ้โอมซะแล้วมั้ง “มันบอกมึงปะว่ามันเป็นไรกะน้องเค้าตอนนี้” ฟิล์มถามผมต่อ ผมหยุดคิดแต่ก็ส่ายหัว “ไม่ว่ะ ปากแข็งเป็นหิน ง้างไงก็ไม่พูด โคตรสันดาน” “พอ กันแหละมึงสองคน.. แต่ไอ้โอมยังดีหน่อยที่มันแสดงออก” อ้าว… พูดงี้หมายความว่าไงวะ ผมหันไปมองหน้าไอ้ฟิล์มที่ยักคิ้วให้ผมยิ้ม ๆ อยู่ “ไอ้ พวกไม่พูดแล้วยังสงวนท่าทีอีกเนี่ย… น่าตื้บว่ะ สงสารคนที่หลงไปรักมันจริง ๆ” ถึงตรงนี้ผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อน ๆ เหมือนกำลังถูกหลอกด่ายังไงชอบกล แต่ไอ้ฟิล์มแค่หัวเราะขำท่าทางผม ก่อนจะผลักหัวผมเล่น “ชอบใครเพื่อนก็ไม่ได้ว่าซักหน่อยนี่ว๊า… มัวแต่อมพะนำ ระวังจะเสียใจนะมึง” มันทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก่อนจะลุกขึ้นตบมือเรียกน้องเสียงดังก้องห้องชมรม “พอ ๆๆ!! ลงสนามได้! แดดร่มแล้ว!!” ผม ยิ้มขอบใจไอ้ฟิล์ม ก่อนที่มันจะพาน้อง ๆ ทั้งหมดเดินออกจากห้องไป ช่วงนี้มันกำลังจะพาน้อง

ไปแข่งวงโยฯที่ยุโรปครับ เลยต้องซ้อมหนักหน่อย ผมเองก็มีหน้าที่รับผิดชอบเหมือนกัน แต่ภารกิจส่วนใหญ่ตกที่ไอ้ฟิล์มมากกว่า ผม ล้มตัวนอนยาวบนโซฟาพลางถอนหายใจพรู หลังจากที่ทั้งเพื่อนและน้องทยอยออกไปหมดแล้ว… ปุณณ์จะรู้สึกยังไงตอนผมทำเรื่องพวกนั้นบ้างวะ ผมหลับตาเห็นภาพมันตอนช่วยผมจากมาสเซอร์ แล้วยังเป็นห่วงแขนผมที่ถูกแมลงกัดอีก… เฮ้ออออ… ทั้ง ๆ ที่ผมทำร้ายจิตใจมันขนาดนั้นแท้ ๆ เซ็ง ว่ะ…… ผมรู้สึกเบื่อตัวเองมากจนต้องควานหาหูฟังในกระเป๋าเสื้อมาต่อสายไอโฟนเพื่อ เปิดเพลงฟังกลบความหน่ายใจตัวเองก่อนจะเฉาตายก่อน เสียงกีต้าร์พี่เมธีดีดอินโทรเพลงเวตาลจากอัลบั้ม The Very Common of Modern Dog ดังก้องในหูผม ผมนอนเขย่าขาตามจังหวะเพลงในอัลบั้มรวมฮิตของ Modern Dog พลางฮัมเบา ๆ และทำท่าดีดกีต้าร์ไปด้วย (เอ็นเตอร์เทนตัวเองก็เป็นครับ) จนผ่านไปสามเพลง ระหว่างพี่ป๊อดกำลังตะโกน ‘บรรโจง! ร้อยเป็นมาลัยยยยยย’ อยู่ในหูผมนั้นเอง อยู่ดี ๆ ก็มีคนดึงหูฟังออกจากหูผมเสียก่อน “เฮ้ย!! เรียกไม่ได้ยินเลยรึไง!!?” อ้าว… พี่ป๊อดแปลงร่างเป็นไอ้ปุณณ์ว่ะครับ ผมกระพริบตามองหน้ามันงง ๆ พร้อมกับปิดไอโฟนแล้วลุกขึ้นมาคุยกับปุณณ์ดี ๆ “มาตอนไหนวะ?” “นานแล้ว เรียกมึงอยู่สิบชาติ ไหนล่ะเอกสารขอใบลา” มันบ่นพลางเดินไปมองโต๊ะเก็บเอกสารของชมรมผม แต่ผมยังงงอยู่ “ใบลาไรวะ?” ถึง ตรงนี้ปุณณ์หันมาเลิกคิ้วให้ “อ้าว.. กูเจอฟิล์มกลางสนาม มันบอกให้เข้ามาเอาใบขออนุญาตลากะมึง มันบอกมึงจะขออนุญาตพาน้องไปแข่งวงโยฯอาทิตย์นึง” อ๋อ.. เออ มีเรื่องแบบนั้นจริง ๆ ด้วย แต่………… เราทำใบขออนุญาตกันตั้งแต่ตอนไหนวะ? ผมยังไม่ได้ใช้ไอ้ง่อยพิมพ์เลยซักแอะ (มัวแต่ขี้เกียจอยู่) เป็น ซะอย่างนั้นก็เลยอึกอัก “เอ่อ… ยัง… ไม่ได้พิมพ์ว่ะ… โทษที ไว้ทำเสร็จแล้วจะเอาเข้าไปให้” แหะ ๆๆ ผมส่งยิ้มแหยตบท้ายอีกที เห็นปุณณ์ถอนหายใจแรงจนผมได้ยิน “อืม… เอาเข้าไปแล้วกัน จะจัดการให้….” มันหันมามองหน้าผม “งั้นไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย?” ก่อนทำท่าเหมือนจะเดินออก ผมอึกอักชั่วครู่ แต่พอเห็นแผ่นหลังนั้นทำท่าจะคล้อยออกไป ก็เอื้อมมือคว้าไว้แทบไม่ทัน “เฮ้ย!! อยู่

ก่อนดิ่!!” ทำเอาปุณณ์ที่กำลังจะก้าวต้องหงายหลัง “เฮ้ยยยย อย่าดึงสิวะ ตกใจ!!! แค่ก ๆๆ” มันหันมาเอ็ดผมพลางดึงคอเสื้อให้เข้าที่ เพราะเมื่อกี้ผมกระชากแรงมากจนมันไอ อ่า.. ขอโทษว่ะ “ขอโทษ… มึงต้องไปทำไรต่อป่าวอะ” ปุณณ์ถอนหายใจนิดหน่อย “เปล่า…” ผมเลยได้โอกาส “อยู่นี่ดิ่…. แอร์เย็นนะ…” แต่ไม่รู้มันจะใจอ่อนไหม “ไม่อะ… แอร์ห้องสภาฯก็เย็น” “มี… ขนมด้วย” ผมชี้ไปทางกองขนมที่ไอ้เป้อซื้อมาตุน ปุณณ์เหลือบมองพลางยักไหล่ “ไม่หิว” “เดี๋ยวเปิดเพลงให้ฟังไง…” ผมยังคงเซ้าซี้ต่อ ถึงตรงนี้ปุณณ์ถอนหายใจพรู “ไม่อยากฟัง…. โน่ไม่ต้องทำแบบนี้หรอก เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเขาจะเข้าใจผิด” เฮ้อออ… ว่าแล้วต้องเป็นอย่างนี้ เห็น ท่าทางเหวี่ยงแบบนั้น ผมเลยแกล้งจับแขนมันยิ้ม ๆ ปุณณ์สะบัดสะบิ้งนิดหน่อยแต่คงไม่จริงจังนัก เพราะผมยังถือแขนมันได้อยู่ “เข้าใจผิดไรว้าาา” พอลองแกล้งถาม ก็เห็นมันทำหน้าขรึมขึ้นมานิดหน่อย “เข้าใจผิดว่ามึงกับกูเป็นแฟนกันไง” “อ้าว… ไม่ได้เป็นเหรอ..” ผมหยอด เห็นมันหลุดยิ้ม แต่ก็กลับไปตีหน้าขรึมเหมือนเดิม.. โห่.. ไอ้อ่อนเอ๊ยย ใจไม่แข็งเลย “มีคนเขาไม่อยากเป็น คบกะกูคงน่าอายอะ” มันได้ทีว่า แต่เสียงอ่อนลงมากแล้ว ผมจึงหยอดต่อไป

“หล่อขนาดนี้ ใครอายวะ โคตรตาไม่ถึงเลย” “นั่นดิ่” หืมม ไอ้ห่า… ไม่มีถ่อมตัวนะมึง!! เรา สองคนหลุดหัวเราะออกมาขำ ๆ ผมดีใจที่ปุณณ์ไม่ถือสาผมมากแล้ว “มึงอะ… กูขอโทษว่ะ กูไม่ได้อายนะ กูแค่ไม่ชิน มึงเข้าใจกูปะ” ผมตัดสินใจถามออกไป เห็นปุณณ์ส่ายหัวพลางถอนหายใจเหมือนคนปลงชีวิต “กูเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ” แล้วอะไรของมัน!? ปุณณ์ มองหน้าผมก่อนจะพูดต่อ “กูก็ไม่ชินนะที่เป็นแบบนี้… แต่กูก็…… รักมึงว่ะ… กูอยากตะโกนบอกคนทั้งโลกด้วยซํ้าว่ากูได้เป็นแฟนมึง แต่เวลาเห็นมึงทำท่าเหมือนอายที่จะเป็นแฟนกูแล้วกู…… กู.. บังคับใจมึงเรื่องนี้เหรอ… มึงถึงเป็นอย่างนั้น.. ถ้ากูบังคับมึงมึงปฏิเสธกูได้นะ.. กูไม่อยากทำให้มึงลำบากใจอย่างนี้” มันพ่นความรู้สึกในใจออกมายาวเป็นหางว่าว จนผมต้องสะดุดกับคำหลัง “ไมคิดงั้นวะ! กูเปล่านะ กูแค่ไม่ชิน กูไม่ได้ลำบากใจ….. กู… กู… กูกลัวเพื่อนล้ออะ” ผมพูดอย่างอาย ๆ ซึ่งมันก็น่าอายจริง ๆ ทำไมผมคิดอย่างนี้วะ ทั้งที่ปุณณ์ชัดเจนกับผมโดยไม่กลัวอะไรมาตลอด แต่ทำไมผมเป็นอย่างนี้ ปุณณ์ คลี่ยิ้มส่งมาก่อนจะดึงผมไปกอด “เออ… เพื่อนมึงปากอย่างนั้นเป็นกูก็คงเกร็งเหมือนกัน หึหึ…” อ้าวไอ้เชี่ยนี่หลอกด่าเพื่อนผม แต่สรุปว่ามันเข้าใจใช่ปะ? ผม กอดปุณณ์กลับเบา ๆ ด้วยความรู้สึกล้นปรี่ “แต่หลังจากนี้จะพยายาม..” ถึงแม้ดูเป็นคำรับปากอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงนัก แต่ผมก็ตั้งใจจะทำให้มันดีกว่านี้จริง ๆ เพื่อสมกับที่ปุณณ์อุตส่าห์เข้าใจ.. เสียงทุ้มหัวเราะหึหึ “ฝืน นักก็ไม่เป็นไรหรอก แบบนี้ก็มีความสุขดี…” ปุณณ์ว่าพลางยกหน้าผมให้มองตามัน ใบหน้าคมคายนั้นคลี่ยิ้มสวยที่สุดให้ผม “รู้กันสองคนเนอะ” ผมยิ้มกลับ พร้อมคิดว่า.. ผมเองก็อยากตะโกนบอกคนให้ทั้งโลกรู้เหมือนกัน ว่าผู้ชายคนนี้คือแฟนผม

ปุณณ์น่ารักจริง ๆ “แป๊บ นะ… มีไรจะให้ฟัง หึหึ” จู่ ๆ ก็นึกถึงเพลงนั้นขึ้นมาซะงั้น เพลงที่ผมเคยหัดเล่นกับไอ้โอมเมื่อตอนเพิ่งวางแผงใหม่ ๆ ปุณณ์ทำหน้าไม่เข้าใจ แต่ก็ปล่อยให้ผมเดินไปนั่งหน้าเปียโนแต่โดยดี ไม่ ได้เล่นเครื่องนี้มานานกี่เดือนแล้ววะเนี่ย.. ผมคิดพลางไล่โน๊ตฟังซํ้า ๆ ก่อนจะเริ่มพรมนิ้วลงไป โดยไม่ลืมมองหน้าไอ้คนยืนงงอยู่กลางห้องยิ้ม ๆ แต่ แค่ได้ยินเสียงอินโทร ปุณณ์ก็ยิ้มจนแก้มปริทันที… ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นอย่างนั้น หึหึหึ ไปดีดให้สาวฟัง สาวยังระทวย หนุ่ม ๆ อย่างมันก็คงใช้ตรรกะเดียวกัน หึหึหึ… “เคยไหมบางทีที่เธอต้องการพูดอะไรออกไป เคยไหมบางทีคำพูดมันไม่ยอมตรงกันกับใจ ทั้งที่พยายามและไม่ว่าจะเตรียมตัวสักขนาดไหน เหมือนฉันเองที่กำลังเผชิญหน้าความเป็นจริง และถึงแม้ข้างในพยายายามพูดออกไปให้หมดทุกสิ่ง อย่างที่ตั้งใจ แต่มันก็เหมือนเคย ไม่ว่าจะเปิดเผยสักเท่าไร เมื่อต้องพูดคำนั้นเสียงฉันมันก็หายไป อ่านปากของฉันนะ ว่า…… อยากจะพูดอีกครั้ง ว่า…… และจะเป็นอย่างนี้กับเธอไม่ว่านานสักเท่าไหร่ ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรักใคร ไม่ต้องห่วงว่าฉันเปลี่ยนหัวใจ ฉันจะเป็นอย่างนี้ จะ…. ตลอดไป ฉันรู้ดีว่าบางทีมันก็ดูเหมือนน่ารำคาญ แต่ฉันจะพยายามที่จะพูดออกไปให้หมดทุกสิ่ง ให้หมดทั้งหัวใจ แต่ว่ามันก็เหมือนเคย ไม่ว่าจะเปิดเผยสักเท่าไหร่ เมื่อต้องพูดคำนั้นเสียงฉันมันก็หายไป อ่านปากของฉันนะ ว่า…….

อยากจะพูดอีกครั้ง ว่า….. และจะเป็นอย่างนี้กับเธอไม่ว่านานสักเท่าไหร่ ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรักใคร ไม่ต้องห่วงว่าฉันเปลี่ยนหัวใจ ฉันจะเป็นอย่างนี้ จะ…… ตลอดไป” แต่ระหว่างที่ผมกำลังจะเล่นท่อนต่อไปอยู่นั้นเอง ปุณณ์ก็เข้ามานั่งบนเก้าอี้หน้าเปียโน ข้าง ๆ ผมเสียก่อน ผม มองใบหน้าหล่อที่แสนเจ้าเล่ห์นั้นงง ๆ แต่ก็ร้องต่อ “แต่ว่ามันก็เหมือนเคย ไม่ว่าจะเปิดเผยสักเท่าไหร่ เมื่อต้องพูดคำนั้นเสียงฉันมันก็หายไป…..” ปุณณ์พรมมืออีกข้างลงบนเปียโน เพื่อช่วยผมเล่นพลางหันมายิ้มให้ “เล่นด้วยนะ” มันบอกว่างั้น นำให้ผมหัวเราะแล้วเล่นต่อไป “อ่านปากของฉันนะ ว่า……. อยากจะพูดอีกครั้ง ว่า……. และจะเป็นอย่างนี้กับเธอไม่ว่านานสักเท่าไหร่ ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรักใคร ไม่ต้องห่วงว่าฉันเปลี่ยนหัวใจ ฉันะจะเป็นอย่างนี้ จะ….. ตลอดไป จะยํ้าด้วยคำ ๆ นี้ ว่า………….” แต่ ผมก็ต้องเงียบไปเมื่อปุณณ์ชิงร้องคำสุดท้ายในเพลงแทรกเข้ามาข้างหูผม ก่อนเราจะหัวเราะกันเมื่อเมโลดี้สุดท้ายจบลง หึหึหึ… เขินว่ะ.. ผมไม่รู้จะทำอะไรดี เลยได้แต่วาดวงแขนโอบไหล่มันให้เข้ามาใกล้ “เหมือนกันนะเว้ยยย…” ก็ถ้าให้พูดคำนั้นมันรู้สึกแปลก ๆ นี่ครับ ไม่ได้หน้าด้านอย่างมันนิ่ หึหึ ปุณณ์ ขำพลางเอนหัวมาโขกกับหัวผมเบา ๆ ให้ผมได้พูดต่อ “แต่… ไม่สัญญาว่าตลอดไปว่ะ.. หึหึ… เอาของวันนี้ไปก่อนแล้วกัน” ผมว่าพลางหันไปกดปลายจมูกลงบนแก้มมัน ได้กลิ่นโคโลญจน์หอมกรุ่น ปุณณ์ตามมาจูบผมกลับ อืม.. มึงขี้โกงว่ะ แต่ผมก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป

เรา จูบกันอยู่นาน กว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมถอนริมฝีปากออก ปุณณ์ตามมาขบเม้มริมฝีปากผมเบา ๆ อีกหลายต่อหลายที กว่าจะยอมผละออกไป ผมยิ้มให้ใบหน้าคมคายนั้น แล้วตัดสินใจพูดคำ ๆ หนึ่งออกมา “ปุณณ์….” “ว่าไงครับ” “พรุ่งนี้กูจะ……………..” ผมสูดหายใจลึกเข้าเต็มปอด มองตอบนัยน์ตาคมของปุณณ์ ที่ส่งต่อความสงสัยมาให้ “กูจะไปบอกเลิกยูริ”

50th CHAOS เย็นวันพุธที่สยาม ผมมานั่งรอยูริตั้งแต่ก่อนเวลานัดด้วยใจว้าวุ่น จริง ๆ ผมโทรไปหาเธอตั้งแต่คืนวันจันทร์แล้ว กะจะนัดเจอกันวันอังคาร แต่เธอไม่ว่าง ดันไปนัดกับเพื่อนคนอื่นไว้ก่อน ยูริบ่นเสียดายมาเป็นหางว่าว เพราะนาน ๆ ผมจะเป็นฝ่ายโทรมาชวนก่อนเอง แต่ก็ไม่ลืมเลื่อนนัดผมเป็นวันพุธ พร้อมคำสัญญาว่าจะรีบมาเจอแน่ ๆ ผมที่ได้ฟังเสียงร่าเริงดีใจอย่างนั้น แล้วอดรู้สึกจุกในอกไม่ได้ ผมกำลังจะทำอะไร… ปุณณ์ มานั่งเป็นเพื่อนผมอยู่จนกระทั่งสิบนาทีก่อน พร้อมคอยปลอบประโลมผมที่คงดูเครียดมากว่ามันไม่เป็นไร.. หากผมยังไม่พร้อมมันก็รอได้ เป็นแบบนี้สบายดี.. แต่ถึงปุณณ์จะพูดอย่างไรผมก็ไม่ยอม… ผมไม่อยากทำร้ายยูริทางอ้อมแบบนี้อีกแล้ว ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจอีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่กล้าบอกใครว่าเป็นแฟนปุณณ์ เพราะตราบใดที่ผมยังมียูริอยู่ ผมก็ไม่สามารถทำร้ายยูริด้วยวิธีนั้นได้ ปุณณ์ บีบบ่าให้กำลังใจผมเบา ๆ ก่อนจะเดินจากไปเนื่องด้วยใกล้เวลานัดเต็มที มันบอกผมว่าจะเดินดูหนังสือรอ พอเสร็จแล้วให้โทรไปหา ผมรับคำเหล่านั้นโดยไม่มองหน้าปุณณ์ด้วยซํ้า เพราะจิตใจทั้งหมดยังว้าวุ่นกับสิ่งที่กำลังจะทำหลังจากนี้ … นั่ง รอเพียงไม่นาน ร่างเล็ก ๆ ที่สดใสเสมอก็โผล่หน้ามา.. ยูริมาหาผมก่อนเวลานัดทุกครั้ง รวมถึงครั้งนี้ก็เช่นกัน ดูเธอแปลกใจไม่น้อยที่เห็นผมรออยู่ก่อน “โน่!!!! มาเร็วจัง!” เสียงสดใสนั้นตะโกนพลางกระโดดพรวดเดียวถึงเก้าอี้ผม พร้อมรอยยิ้มหวานโชว์เขี้ยวสวย ผมแค่นยิ้มรับอย่างเจ็บแปลบในหัวใจ.. รอยยิ้มนี้ใช่ไหมที่ผมกำลังจะทำลาย “พอดีวันนี้ไม่มีอะไรน่ะ” “แล้วโน่อยากไปไหนรึเปล่า อยากซื้ออะไรรึเปล่า ให้ยูช่วยเลือกนะ… โอ๊ยย ดีใจจัง โน่โทรมาชวน

เองครั้งแรกเลยนะเนี่ย!! มีอะไรให้ยูช่วยยูถวายหัวช่วยเต็มที่เลย!” เธอว่าพลางยกกำปั้นเล็ก ๆ ขึ้นสูงเป็นท่าสู้ตาย ในขณะที่ผมเกลียดตัวเองเหลือเกิน “ยูอยากไปไหนรึเปล่าครับ” ผมไม่มีแรงตอบอะไรนอกจากถามกลับ เห็นเจ้าของใบหน้าขาวนั้นส่ายหัวดิ๊กอย่างไม่ต้องการอะไร “เมื่อวานยูเพิ่งช้อปปิ้งกับเพื่อนไปเอง วันนี้ไม่มีเงินซื้อของหรอก ฮ่า ๆ” เธอว่าพลางหันออกไปนอกร้าน “แต่อยากกินเครปไอโนะอะ! ไปซื้อกันนะ!” เสียงสดใสนำให้ผมยิ้มกับท่าทีนั้น ก่อนจะพาเธอเดินออกไปซื้อเครปของโปรดแต่โดยดี เรา รอกันไม่นาน ยูริก็ได้เครปไส้ครีมพุดดิ้งมาสมใจ ผมยื่นเงินจ่ายให้ ก่อนจะพาคนข้าง ๆ เดินไปเรื่อย ๆ “อยากได้อะไรอีกรึเปล่า” แต่ดูเหมือนยูริยังงงไม่หายกับความใจดีผิดปกติวันนี้ของผม “ไม่หรอก โน่ไม่อยากได้อะไรเลยเหรอ เห็ดนัดยูมา” ผมอึกอัก “อ๋อ… ก็.. เปล่าหรอก… นัดมาเฉย ๆ น่ะ” ทั้งที่โกหกออกไปคำโต แต่ยิ่งทำให้ยูริยิ้มกว้างขึ้นอีก “เหรอ!!! งั้นเดินเล่นกันนะ วันนี้ไม่รีบกลับล่ะ” เธอร้องอย่างดีใจพลางหนีบแขนผมไว้เหมือนเด็ก ๆ ผม มองความยินดีทั้งหมดนั้นด้วยความเจ็บปวด เพราะไม่รู้ว่าตัวเองควรเริ่มจากตรงไหน ยังไงถึงจะดี… ยิ่งได้เห็นยูริยิ้มมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งทำร้ายเธอไม่ลงเท่านั้น ผมประเมินไม่ถูกด้วยซํ้าว่าสิ่งที่กำลังคิดทำมันจะส่งผลอย่างไรบ้าง .. เรา เดินเล่นกันรอบ ๆ สยามเหมือนคู่ชายหญิงมัธยมทั่วไป ยูริพาผมเข้าร้านนี้บ้าง ออกร้านโน้นบ้าง ให้ช่วยดูเสื้อผ้าที่เธอบ่นว่าอยากได้อีกแล้วบ้าง หรือบางครั้งก็เลือกเสื้อเชิ้ตตัวสวย ๆ มาทาบกับผมบ้าง เราทั้งเดินทั้งดูของเยอะแยะไปหมด แต่ไม่ได้ซื้ออะไรสักอย่าง เพราะยูริบอกว่าเมื่อวานเธอซื้อของเยอะ

พอแล้ว ส่วนผมวันนี้ก็ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะมานั่งซื้อของให้ตัวเอง เรา เดินวนทั่วสยามพักใหญ่ เดินข้ามไปดูชอปต่าง ๆ ในพารากอน ออกสยามเซ็นเตอร์ เดินต่อไปดูหนังสือในดิสคัฟเวอรี่ ผ่านทางเชื่อมถึงมาบุญครอง ลงโบนันซ่า ยูริแวะซื้อตุ้มหูกับกำไล แล้วก็ออกมาสยามอีก… ถ้าเป็นปกติผมคงบ่นไม่หยุดไปแล้ว แต่วันนี้ผมได้แค่เดินเงียบ ๆ อย่างใช้ความคิด ในขณะที่ยูริดูกำลังสนุกยกใหญ่ “โน่!! วันนี้ไม่เมื่อยเหรอ!?…. โน่……. โน่??…… โน่!!!!” “ห๊ะ!!? อะไรนะ??” แต่สงสัยผมจะคิดอะไรเพลินไปหน่อยเลยไม่ได้ยินเสียงยูริเรียก ใบหน้าขาวจึงงองํ้าเป็นเด็ก แต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมา “ยูถามว่าวันนี้โน่ไม่เมื่อยเหรอ? เราเดินกันเป็นกิโลฯแล้วมั้งเนี่ยย” เป็นเพราะรอยยิ้มกว้างนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะร่า ผมจึงต้องแค่นหัวเราะกลับพลางส่ายหัว “ไม่อะ…. ยังไหวอยู่ หิวรึเปล่า มิลค์พลัสมั้ย?” ประจวบกับเราสองคนเดินผ่านหน้าร้านพอดีผมเลยชวนยูริเข้าไป จำได้ว่ายูริชอบแวะร้านนี้แล้วนั่งแช่นาน ๆ เพื่อดูคนเดินผ่านไปมาเสมอ เจ้าของใบหน้าสดใสรีบพยักหน้ารับอย่างยินดีพลางควงแขนผมเข้าไปในร้านที่มีคน จอแจ

เสียงพนักงานตะโกนต้อนรับเรา ขณะที่ผมเหลือบเห็นปุณณ์นั่งอ่านหนังสืออยู่มุมร้าน ไม่ต่างจากยูริก็เช่นกัน “อ้าวปุณณ์!” ยูริร้องทักอย่างร่าเริงทันที นำให้ปุณณ์เงยหน้าจากหนังสือมาพบเราทั้งคู่ ดวงตาคมนั้นมีแววตกใจอยู่วูบหนึ่ง ก่อนจะตวัดมองผม แต่ก็แค่นยิ้มพลางยกมือตอบยูริกลับ “หวัดดี….” “หืม…… นั่งรอใครอะ?” ร่างเล็กของยูริกระเซ้าพลางล้มตัวนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อนผม ผมรู้สึกกระอั่กกระอ่วนไม่น้อยขณะที่ปุณณ์มองตรงมาอย่างขอความเห็น “ปละ.. ปล่าว…. หาที่อ่านหนังสือเฉย ๆ” แต่พอผมไม่ได้สบตาตอบมันเลยบอกยูริอย่างนั้น เสียงใส

ของหญิงสาวคนเดียวในโต๊ะขานรับอื้ออึงในลำคอ “กินอะไรด้วยกันมั้ยปุณณ์ นั่งอีกนานรึเปล่า” เธอถามต่อ แต่คำตอบของปุณณ์คือการปิดหนังสือช้า ๆ “ไม่ เป็นไรหรอก ผมจะกลับพอดี….” นัยน์ตาคมนั้นมองตรงมาทางผมครู่หนึ่ง “กินข้าวกันรึยัง…” แต่ไม่รู้ว่ามันถามผม ถามยูริ หรือถามเราทั้งคู่กันแน่… ถึงยังไงก็เถอะ เหมือนกันอยู่ดี “นี่ ไง กำลังจะมาหาอะไรกิน” ยูริเป็นฝ่ายตอบให้พร้อมรอยยิ้มแฉ่ง นำให้ปุณณ์ยิ้มกลับ ผมมองเจ้าของใบหน้าคมที่คลี่ยิ้มน้อย ๆ พลางกวาดหนังสือและกล่องปากกาบนโต๊ะลงกระเป๋าไป “งั้นผมไปก่อนนะ… โชคดีครับ..” ปุณณ์ พูดเพียงเท่านั้นพลางตบบ่าผมเบา ๆ ผมมองตอบดวงตาคมที่จ้องตรงมาเหมือนต้องการถามว่าไหวไหม.. เห็นดังนั้นผมเลยคลี่ยิ้มพร้อมพยักหน้าเบา ๆ กลับ ไหวสิ… ยังไงก็ต้องไหว ปุณณ์ยิ้มบาง ๆ รับท่าทางผม ก่อนจะขยับปากพูดเป็นคำว่า ‘อย่า ลืม โทร มา’ ระหว่างเดินออกนอกร้านไป.. ผมมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกอาวรณ์.. เพราะอยากให้เวลาแบบนี้มีปุณณ์อยู่ข้าง ๆ คอยเป็นกำลังใจให้ผม แต่ผมรู้ดี ว่าเรื่องต่อจากนี้เป็นหน้าที่ของผม คนเดียว ยูริมองตามหลังปุณณ์ที่เดินออกไปด้วยสีหน้าประหลาด “โน่ว่า… ปุณณ์มารอแฟนใหม่ปะ?” “ทำไมคิดงั้นล่ะ!?” ผมรีบท้วง ขณะที่หัวเล็ก ๆ ของอีกฝ่ายโคลงไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิดอยู่ “ก็ที่ปุณณ์มาบอกเลิกเพื่อนยูเพราะมีคนใหม่แน่ ๆ อยากเห็นนักว่าใครจะสวยกว่าเอม หึ!” ด้วยคำนั้นเฉลยให้ผมทราบว่ายูริยังไม่รู้ความจริงเท่าไหร่เลย ยิ่งเป็นอย่างนั้นผมยิ่งรู้สึกกระอั่กกระอ่วนจนเริ่มมวนในท้อง “เฮ้ย… คิดมากไปรึเปล่า เขาสองคนอาจจะมีปัญหากันก็ได้”

“โน่รู้เหรอว่าเขามีเรื่องอะไรกัน!?” อ้าว… พูดไปก็เข้าตัวอีก…. ผมรู้สึกร้อน ๆ ขึ้นมา ทั้งที่แอร์ในร้านเย็นฉํ่า “เฮ้ย… จะไปรู้ได้ไง เรื่องของเค้า… ไม่สั่งอะไรเหรอยูริ พี่เขารอนานแล้วนะ” ทางที่ดีคือตัดบทดีกว่า.. ยูริมองหน้าผมเหมือนไม่อยากเชื่อ แต่ก็ยอมหันไปสั่งขนมปังกับนมแต่โดยดี เรา นั่งคุยเล่นอยู่ในร้านมิลค์พลัสจนฟ้าเริ่มมืด ยูริเล่าให้ผมฟังเรื่องเพิ่งไปเยี่ยมญาติที่ญี่ปุ่นมาอย่างสนุกสนาน (ก็ทำไปได้นะ ขึ้นไปขี่รูปปั้นหมากลางชิบูย่ามาเนี่ย) ผมทั้งฟังและมองใบหน้าร่าเริงนั้นจนเพลิน อีกทั้งท่าประกอบตลก ๆ อีก จนแทบลืมไปเลยด้วยซํ้าว่าวันนี้ตัวเองต้องการมาทำอะไร ยู ริเล่าอีกหลายเรื่องให้ผมได้หัวเราะเสียงดัง หรือบางทีก็ทำท่าทางประหลาด ๆ ให้ดู จนผมขำซะปวดท้อง กว่าเธอจะหยุดทรมานผมด้วยเรื่องตลกพวกนั้นได้ก็เล่นเอาหัวเราะจนเสียนํ้าตาไป หลายหยด “โน่รู้ตัวเปล่า…..” อยู่ดี ๆ ยูริก็พูดขึ้น หลังจากที่เราเพิ่งขำกับความเปิ่นของน้องชายวัยเจ็ดขวบของยูริเสร็จ ผมเลิกคิ้วสูงเพื่อรอฟังต่อว่าเธอจะพูดอะไร ยูริเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มให้ผม “วันนี้โน่น่ารักมากเลย” อืม…. อยู่ดี ๆ ชมแบบนี้ก็เขินแฮะ “ทำไมอะ… วันนี้ผมหล่อเหรอ” ก็แกล้งพูดแก้เขินไปอย่างนั้นเอง แต่ยูริกลับส่ายหัวดิ๊กมาทันที อ้าวววว สรุปว่าผมไม่หล่อ??? “ไม่ ช่ายยย โน่ของยูน่ะหล่อทุกวันอยู่แล้ว” อืม.. พูดงี้ค่อยน่าคบหน่อย ฮ่า ๆ ผมยิ้มเข้าไปอีกขณะยูริพูดอีกคำหนึ่งขึ้นมา “แต่วันนี้น่ารักเป็นพิเศษอะ แบบว่า…. ใจดีมากเลย” “ปกติผมใจร้ายกับยูรึไง” “ปล่า ววววววว… แค่วันนี้.. ใจดี….. เป็นพิเศษ” แน่ะ.. ยังจะแก้ตัว ผมมองใบหน้าขาวที่ฉีกยิ้มกว้าง

แล้วก็ต้องยิ้มตามออกมาด้วย แม้ภายในใจจะถูกบีบจนรัดแน่น เพราะรู้ดีว่าความใจดีของผมในวันนี้เกิดจากอะไร “ยู…….” “เราไปถ่ายรูปกันนะ! โน่ใจดีงี้ต้องบันทึกไว้! นะ ๆๆๆๆ ร้านอยู่บนมิลค์พลัสแค่นี้เอง น๊า ๆๆ” แต่ยังไม่ทันจะปฏิเสธก็ถูกอ้อนซะแล้ว ผมมองมือเล็ก ๆ สองข้างนั้นที่เอื้อมมาเขย่าแขนผมเบา ๆ อย่างลำบากใจ… วันนี้ไม่อยากขัดอะไรยูริเลยจริง ๆ “ก็ เอาสิ….” เพียงแค่ประโยคเดียวเรียกให้ยูริยิ้มเริงร่าอย่างดีใจ เธอรีบดึงผมให้ตามไปยังบริเวณชั้นสองข้าง ๆ ร้านมิลค์พลัส ซึ่งผมก็ยอมถูกลากไปแต่โดยดี ถ่าย รูปที่ยูริบอกคือรูปสติ๊กเกอร์ครับ.. เราเดินขึ้นไปถ่ายรูปสติ๊กเกอร์ตู้อิมพอร์ตจากญี่ปุ่นที่สาว ๆ เรียกกว่า พุริคุระ กัน ตู้มันก็น่ารักดีหรอก ยูริบอกว่าเราสามารถเขียนตัวอักษรเองได้ แล้วก็มีการ์ตูนให้ปั๊มลงไปตกแต่งรูปเราได้… อืม.. ปล่อยให้ยูริจัดการไปแล้วกัน ผมไม่ถนัด ^^” ปรากฏว่าภาษาญี่ปุ่นที่ดังจากตู้ทำผมงงมากครับ!? มันดังอะไรไม่รู้อยู่สองสามทีแล้วกล้องก็ถ่ายแชะ! เฮ้ยยยยยย ยังไม่ทันเตรียมตัวเลย! หน้าผมเหวอได้โล่ ยูริขำใหญ่ก่อนจะสะกิดผมให้ถ่ายอีก คราวนี้ผมเริ่มรู้ทันแล้ว เราเลยแอ็คชั่นกันสนุกสนาน ผ่านไป 4 รูปก็เพิ่งจะได้ทำหน้าสวย ๆ หล่อ ๆ ตอนรูปสุดท้ายนี่แหละ (นอกนั้นแข่งกันทำหน้าประหลาดหมด) ยูริหัวเราะร่าชอบใจเมื่อตู้โชว์รูปที่ถ่ายไปแล้วของพวกเราขึ้นมา “โห…… โน่นี่ก็ทำไปได้เนอะ” หัวเราะไม่พอยังกัดอีก เหอ ๆๆ ผมเหล่มองรูปยูริที่ก็ไม่ได้ดีกว่าผมเท่าไหร่ “พอกันแหละ” เธอ หัวเราะร่วนก่อนจะเขียนอะไรยุกยิก ๆ ลงบนหน้าจอ ส่วนผมไม่ได้ตั้งใจมองเท่าไหร่… นาฬิกาบอกเวลาคํ่าลงเรื่อย ๆ แล้ว นี่ผมจะยื้อเวลาไปทำไม….

เสียงยูริหัวเราะคิกคักไม่ไกล ระหว่างผมกำลังยืนนิ่งอยู่ เธอปริ้นสติ๊กเกอร์ออกจากตู้พลางตัดมันอย่างสนุกสนานดี “นี่ของโน่นะ! นี่ของยู…” ยูริยื่นซองเล็ก ๆ ที่มีรูปบรรจุไว้มาให้ผม ผมเลิกคิ้วมองภาพเหล่านั้นที่ถูกตกแต่งซะรกไปหมดแล้วก็ต้องขำออกมาจนได้ เพราะบนหน้าผมในรูปเต็มไปด้วยตีนหมาตีนไก่ตีนแมวเยอะแยะไปหมด “นี่! แต่งซะไม่หล่อเลยเห็นมั้ย!” ผมแกล้งดุ เห็นยูริทำหน้าเจ้าเล่ห์ตอบ “ปกติก็ใช่ว่าจะหล่อ………….” อ้าวววว พูดงี้สวยสิครับ เมื่อตอนอยู่ในมิล์คพลัสยังชมผมหล่ออยู่เลย! ผม รีบล็อคคอพลางเอาซองรูปนั้นตีลงบนหัวเล็ก ๆ ของยูริเบา ๆ ให้เธอทั้งดิ้นทั้งหัวเราะร่า ก่อนจะรีบหยิบอีกรูปหนึ่งมาโชว์ให้ผมดูใหญ่ “แต่รูปนี้โน่หล่อออกกก ยูชอบรูปนี้!” ผม หยุดมองรูปที่ยูริยื่นมาแต่โดยดี เป็นรูปสุดท้ายที่เราถ่ายแล้วยูริบอกให้ทำหน้าดี ๆ กัน.. ในรูปนั้นถูกตกแต่งด้วยสแตมป์มงกุฏเจ้าหญิง เจ้าชาย อีกทั้งยังมีหัวใจลอยเต็มไปหมด ผมรู้สึกเจ็บแปลบ เมื่อเห็นยูริเขียนคำว่า NO ♥ YUU ไว้บนรูปของเรา “ยู ริครับ…………..” ผมขานชื่อเธอแผ่ว ๆ ทั้งที่รู้สึกลำคอแห้งผาก แต่ยูริยังคงยิ้มร่าหยิบรูปอื่น ๆ มาอวดอยู่ “แต่ถึงรูปนี้จะตลกก็น่ารักดีออกน๊า!!” “ยู……..” ผมเรียกอีก ขณะยูริหยิบรูปมาอีกใบ “เอารูปนี้ไว้ในกระเป๋าตังค์กันนะ เวลาโน่เห็นจะได้คิดถึงยูไง!” “ยู!!” ผมเพิ่มเสียงให้ดังอีกหน่อย… หญิงสาวตรงหน้าจึงเงียบไป.. นัยน์ตากลมโตนั้นฉายแววฉงนมาอย่างสงสัย “มีอะไรคะโน่?” “ผม….. ขอโทษ”

“………………………………….” ยู รินิ่งจ้องตรงมายังผม ราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ริมฝีปากเล็กนั้นเม้มแน่นก่อนจะถามคำหนึ่งขึ้นมา “ขอโทษ… เรื่องอะไรเหรอโน่” ผมยอมรับว่าผมพูดต่อไม่ออก.. เรา สองคนต่างนิ่งเงียบจมในความคิดตัวเองอยู่อย่างนั้น จนยูริสังเกตเห็นความผิดปกติจากตัวผม “โน่….. มีคนนั้นแล้วใช่มั้ย” เสียงใสสั่นเครือจนผมไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่ายูริกำลังเผชิญความรู้สึกแบบ ไหน.. ผมพยัก หน้าช้า ๆ ก่อนตัดสินใจหันมองใบหน้าขาวนั้นชัด ๆ.. ภาพตรงหน้าคือยูริมีนํ้าตาคลอเต็มสองเบ้า ทั้งที่มือยังถือถุงสติ๊กเกอร์ไว้สองใบ “…….. จิ๊ด… เหรอ…” “ไม่ ใช่… ไม่ใช่จิ๊ดหรอก” ผมตอบพลางสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างเล็ก ๆ นั้นที่เหมือนจะยืนไม่อยู่แล้ว… ไหล่บางสะท้านจนผมต้องโอบเข้ามาแนบตัวอย่างเบามือ “เรายังเป็นเพื่อนกันใช่มั้ยยู….” เสื้อ นักเรียนผมเปื้อนหยดนํ้าตาจากคนในอ้อมแขนนี้มากมาย “โน่…. บอกได้ไหม…… ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร….. ใครเป็นคนโชคดีคนนั้น……” เสียงยูริขาดเป็นช่วงพร้อมกับกระชับกอดผมกลับ.. ผมรู้สึกว่าตัวเองใจร้ายกับผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน.. “… ขอโทษนะ…” เสียง สะอื้นของยูริที่ดังมากขึ้นกับอกผมทำใจผมแทบสลาย เธอร้องไห้เหมือนกับวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้พบเจอกัน ทั้งที่สำหรับผมแล้ว ผมยังยกให้ยูริเป็นเพื่อนที่ดี และพร้อมจะมาหาทุกครั้งที่ยูริอยากเจอเสมอ มือ เล็ก ๆ นั้นกำเสื้อผมไว้แน่นขณะที่ผมละอีกมือหนึ่งมาลูบเปียเธอแผ่ว ๆ “เรายังเป็นเพื่อนกัน

ใช่มั้ยยู….” ผมถามซํ้าอีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่าเป็นคำขอร้องที่เห็นแก่ตัวก็ตาม ยู ริถอนสะอื้นก่อนปล่อยมือจากผม แม้นัยน์ตายังแดงกํ่า และริมฝีปากยังคงสั่น ถึงกระนั้นยูริก็พยายามส่งยิ้มมา ก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วโน้มหน้ามาใกล้ผม.. ริมฝีปากอิ่มสีแดงสวยเฉียดกับริมฝีปากผมไปหน่อยเดียว ก่อนที่จมูกเล็ก ๆ ของเธอจะฝังลงบนแก้มผมแน่น… เนิ่นนาน ผมปล่อยให้ยูริสูดกลิ่นความหวังดีจากผมไปอย่างนั้น.. ชั่วขณะหนึ่งที่ผมรู้สึกว่านํ้าตาตัวเองกำลังไหลเช่นเดียวกัน ยูริก็ถอนจมูกออก “ยูเชื่อว่าโน่จะทำให้เขามีความสุขได้….. เหมือนที่โน่เคยทำให้ยูมีความสุข” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มที่เต็มด้วยคราบนํ้าตา “ยู รักโน่มาก ๆ เลยนะ” เสียงเล็กนั้นเอ่ย ทั้งที่เจ้าตัวดูอ่อนแรงลงทุกที ผมมองภาพยูริที่ยิ้มเป็นครั้งสุดท้ายอย่างใจหาย จนเมื่อร่างเล็ก ๆ นั้นหยิบกระเป๋าทำท่าจะเดินจากไป ผมต้องรีบคว้าข้อมือนั้นให้เธอหันกลับมา “เราจะเจอกันอีกมั้ยยู?” รอยยิ้มตรงหน้ายังคงน่ารักเสมอ “ต้องเจอสิ! ยูเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของโน่ไง!” ยูริพูดพลางขืนข้อมือลง… ก่อนผมจะปล่อยเธอ ให้เดินจากไปตามทางที่น่าจะมีความสุขได้มากกว่า.. ยูริเหนื่อยกับผมมามากแล้วจริง ๆ.. โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงดูหนักอึ้งกว่าทุกที.. ผมหยิบมันขึ้นมาต่อสายหาคนที่รอผมอยู่ด้วยใจเหนื่อยอ่อน

“ปุณณ์……… กู.. ไม่ไหวว่ะ………. ขอบคุณนะที่รอ.. แต่วันนี้ขอกูอยู่คนเดียวก่อนได้มั้ย…….. อืม.. กูไม่เป็นไร.. ขอบคุณว่ะ… ไว้เจอกัน..” ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำร้ายคนอื่นได้มากขนาดนี้.

Special CHOAS Shining Brightly. “สีเขียวสู้ ๆ” “สีฟ้าสู้ตาย” “สีเขียวไว้ลาย” “สู้ตายสีฟ้า” เสียง ตะโกนจากกองเชียร์ดังลั่นรอบสนามบาสเกตบอล เมื่อเกมการแข่งขันชักเย่อรอบชิงชนะเลิศกำลังจะเริ่มขึ้น เด็กผู้ชายตัวเล็กในเสื้อยืดหลากสียืนล้อมกรอบสนามพลางส่งเสียงเชียร์ตัวแทน สีตัวเองบ้าง เพื่อนตัวเองบ้างดังลั่น โดยไม่มีทีท่าว่าฝ่ายใดจะยอมแพ้กัน แน่ นอนว่าการแข่งขันแมตช์สำคัญอย่างรอบชิงชนะเลิศนี้ สมาชิกจากทั้งสองสีไม่พลาดที่จะเลือกเอาพี่ใหญ่ประจำแมตช์การแข่งขันมาบรรจุ เป็นตัวจริงเกินครึ่ง ซึ่งก็คือนักเรียนชั้นป.3 พี่ใหญ่ของการแข่งขันระหว่างนักเรียนชั้นประถมต้นนั้นเอง “พร้อมแล้ว ๆ” เสียงตะโกนจากเด็กชายตัวใหญ่ปลายแถวร้องบอกผู้ประจำตำแหน่งหน้าสุดในเสื้อยืดสีฟ้า ตามธรรมเนียม ‘แรงเยอะอยู่หลัง ข่มขวัญอยู่หน้า’ ซึ่งดูเหมือนพลพรรคสีฟ้าจะตกลงใจให้เพื่อนที่บรรดาครูสาว ๆ โปรดปรานมากที่สุดในทีม (หรือาจจะในชั้นป.3) เป็นผู้ครองตำแหน่งกองหน้าประจันกับทัพนักกีฬาเสื้อเขียว ที่เวลานี้ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ใครยืนตำแหน่งไหนดี หลัง เวลาผ่านไปนาทีกว่า ก็ดูเหมือนกลุ่มเด็กผู้ชายในเสื้อเขียวตองจะตกลงใจกันเสร็จ เสียงประสานมือร้องเฮลั่นสามทีดังขึ้น ก่อนทุกคนจะเข้าประจำที่ตามได้นัดหมาย ไม่มีอะไรผิดคาด เมื่อเด็กผู้ชายตัวใหญ่สุดรั้งตำแหน่งท้ายแถวตามธรรมเนียม จะมีก็แต่ทัพหน้าประจำสีเขียวเท่านั้น ที่ส่งเด็กชายหน้าตี๋ นัยน์ตากลมป๋อง เจ้าของจมูกแดง ๆ คล้ายคนถูกอาการหวัดเล่นงานนิดหน่อย มาประจำตำแหน่ง ‘ผู้ข่มขวัญ’ ของทีม เด็ก ชายหน้าตาสะอาดสะอ้านผู้ยึดตำแหน่งคนแรกสุดในทีมสีฟ้า ประสานสายตากับคู่แข่งเจ้าของดวงตากลมโตที่มายืนประจันอยู่ตรงหน้า ก่อนเสียงนกหวีดจากกรรมการจะดังขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันแมตช์ดุเดือดนี้

เสียง ตะโกนเชียร์จากผู้ชมด็กชายล้วนดังก้องรอบขอบสนาม สลับกับเสียงอาจารย์สาว ๆ ที่กำลังสนุกกับเกมการแข่งขันสุดสูสีของคู่นี้อยู่ เพราะดูเหมือนว่าท้ายแถวของทั้ง 2 ฝ่ายจะแรงดีไม่มีตก เห็นได้จากผ้าสีแดงที่มัดไว้ตรงกลางเชือกนั้น จนถึงตอนนี้ก็ยังนิ่งสนิทอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน เพราะผู้แข่งจาก 2 สี ยังคงยึดยื้อไปมา แบบไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้กัน “เขียวสู้ ๆ !!” “ฟ้าสู้ ๆ !!” “เขียวสู้ ๆ !!” “ฟ้าสู้ ๆ !!” แถม ท่าทางจะไม่ใช่นักกีฬาเท่านั้นที่แรงยังไม่หมด เพราะดูจากกองเชียร์ตัวน้อยก็แรงดีไม่มีตกเช่นเดียวกัน เด็กชายเจ้าของตำแหน่งหน้าสุดของนักกีฬาทีมสีฟ้ายกข้อมือขึ้นเช็ดเหงื่อบน ขมับตนเองเบา ๆ ด้วยอาการเพลียแดด ผิดกับเจ้าของผิวขาวท้าแสงอาทิตย์ในเสื้อเขียวฝั่งตรงข้ามซึ่งยังดูสบาย ๆ อยู่ ติดก็แต่ว่าคล้ายมีอาการผิดปกติบางอย่าง กำลังเกิดขึ้นกับเจ้าตัวเท่านั้น “ฮะ.. ฮะ.. ฮัด….. ฮัด……” เด็ก ชายเสื้อฟ้าเริ่มสังเกตเห็นอาการไม่ค่อยดีของเพื่อนคู่แข่งชัดเจน เมื่อดวงตาสีดำขลับมองเห็นคิ้วเส้นบางของคู่แข่งตรงหน้าค่อย ๆ ขมวดหากัน ซํ้าจมูกแดง ๆ ของเจ้านั่นยังขยับไปมาอีก เหมือนไม่มีสมาธิสนใจการแข่งขันเท่าที่ควรอย่างไงอย่างงั้น “ฮะ… ฮะ…. ฮะ……… ฮัด…” คราว นี้ดวงตากลมภายใต้หนังตาครึ่งชั้นเริ่มหยีเข้าหากัน ก่อนริมฝีปากแดงจัดจะเบะออก ด้วยท่าทางทั้งหมดที่เห็นนั้น ส่งผลให้เด็กชายคนหน้าสุดของทีมสีฟ้า ลืมสนใจเกมการแข่งขันไปครู่หนึ่ง “ฮัดเช้ย — — — — -!!!!!!!!!!!” เสียง จามดังสนั่นลั่นสนาม เมื่อริมฝีปากแดงจัดพอ ๆ กับปลายจมูกส่งเสียงร้องออกมาดังลั่น ซํ้า

ยังเผลอปล่อยมือจากเชือกอีก เป็นเหตุให้คนอื่น ๆ ที่ตกใจเสียงประหลาด พากันปล่อยมือจากเชือกจนหกล้มระเนระนาดไม่เป็นท่าไปด้วย “โอ๊ยยย!!” เหล่า นักกีฬาตัวเล็กบ้างใหญ่บ้างในสนามส่งเสียงร้องระงม โดยเฉพาะตัวต้นเหตุที่ท่าทางอาการหนักกว่าใครเพื่อน เพราะหัวเข่าขาว ๆ ล้มลงครูดกับพื้นสนามจนเป็นแผลถลอก เดือดร้อนคุณครูกรรมการต้องวิ่งกรูมาดูให้วุ่น “เอาไปทำแผลที่ห้องพยาบาลหน่อยซิ!” มาสเซอร์วิชาพละผิวคลํ้าแดดสรุป หลังจากประเมินแผลบนหัวเข่าเจ้าเด็กตี๋ตรงหน้าเสร็จ ติดแต่ริมฝีปากแดงของคนเจ็บ ยังคงร้องจ้าประท้วงไม่ยอมหยุด “ไม่ไปอ้า — -!!! ไม่เจ็บซะหน่อย!!!!” เลือดออกขนาดนั้นยังกล้าพูด… เห็นดังนั้นครูพละจึงได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ “ไม่เจ็บก็ต้องไป เดี๋ยวเป็นแผลเป็น” “ไม่เอาอ้า — — !!!!!!!!” แต่เสียงเล็กนั้นยังโวยวายอยู่กลางสนามอย่างไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อย จนครูพละอย่างมาสเซอร์สุวัฒน์ไม่รู้ควรทำอย่างไร นอกจากปล่อยให้มันงอแงไป กระทั่งมีเสียงเด็กชายอีกคนแทรกเข้ามา “นี่…. ไปกับเราก็ได้ เราก็จะไปห้องพยาบาลเหมือนกัน” “หื้ม???” คิ้วบางของคนที่เคยโวยวายอยู่ขมวดมุ่นเมื่อเห็นผู้มายืนตรงหน้าคือคู่แข่ง จากทีมตรงข้ามที่เพิ่งจ้องตากันเมื่อกี้ เด็กชายเสื้อเขียวขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายในเสื้อยืดทีมสีฟ้าที่มายืนตรงหน้าเขา อย่างงง ๆ แต่เมื่อไล่สายตามองเรื่อย ๆ ก็ถึงบางอ้อ เพราะหัวเข่าเจ้านั่นก็มีแผลถลอกเช่นเดียวกัน แถม เจ้าของใบหน้าสะอาดสะอ้านไม่พูดเปล่า ยังส่งยิ้มพร้อมยื่นมือมาให้คนเจ็บได้จับอีก เจ้าเสื้อเขียวมองการกระทำทั้งหมดนั่นด้วยความลังเล “ไปด้วยกันนะ”

ครั้งนี้ฝ่ามือขาวยอมให้เพื่อนเสื้อฟ้าพยุงไปห้องพยาบาลแต่โดยดี *** “อะ… มากันครบรึยัง? ถ้าไม่ครบก็ไม่รอแล้วนะ ครูจะเริ่มประชุมนักแสดงในละครวันงานภาษาไทยปีนี้แล้ว” เสียงอาจารย์หญิงมีอายุท่าทางเฮี้ยบคนหนึ่งดังขึ้นขณะเคาะปึกชีทลงบนโต๊ะ ประชุมเบา ๆ รองเท้าส้นสูงไล่เวียนแจกชีทบทละครทั่วห้อง กระทั่งมาหยุดตรงหน้าเด็กชายท่าทางสุภาพคนหนึ่ง “ปุณณ์ ป.5 มีเธอเป็นตัวแทนคนเดียวเหรอ?” “เอ่อ….” แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตอบอะไรออกไป เสียงคนผลุนผลันเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะก่อน “ขอโทษครับที่มาสาย!!! แฮ่ก… แฮ่ก… แฮ่ก…..” เด็กชายตัวขาว ท่าทางล้งเล้ง ชายเสื้อหลุดรุ่ยยืนยกมือไหว้อาจารย์พลางหอบแฮ่กตรงกรอบประตูห้องอยู่ จนอาจารย์หญิงต้องตวัดสายตาคาดโทษไปให้ แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าอนุญาตให้ศิษย์ตัวแสบเข้ามาในห้องแต่โดยดี “เฮ้ยย ขอบใจที่จองที่ให้!” คนมาใหม่ยิ้มร่าขณะพุ่งไปนั่งเก้าอี้ข้างเพื่อนร่วมชั้นปีทันที แม้เขาจะไม่สนิทกับอีกฝ่ายเท่าไหร่ แต่เพราะอยู่ในรั้วโรงเรียนเดียวกันมา 5 ปี ทำให้พอจะเคยคุยกันอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย “อะนี่.. เราเก็บบทไว้ให้ โน่ทำไมมาช้าอะ” “เฮ้ยยย ขอบใจอีกรอบ! เราทำเวรอะ นี่หนีมาก่อนนะเนี่ย กลับไปโดนโอมบ่นแหง๋” ริมฝีปากแดงนั้นทั้งตอบทั้งบ่น ขณะกวาดลูกตากลมสีดำไปทั่วแผ่นกระดาษที่เพิ่งรับมา “โอ้โห!! บทไรเนี้ย!? เสด็จให้มาทูลถามเสด็จว่า เสด็จจะเสด็จหรือไม่เสด็จ ถ้าเสด็จจะเสด็จ เสด็จก็จะเสด็จ แต่ถ้าเสด็จไม่เสด็จ เสด็จก็จะไม่เสด็จ!? จะบ้าตายยยยย!! พูดให้มันเป็นภาษาคนกว่านี้หน่อย

ไม่ได้รึไง!!!!” เสียงแหลมนั้นบ่งล้งเล้งจนเพื่อนข้าง ๆ ต้องเอื้อมมือไปปิดปากแดง ๆ ที่ช่างพูดอยู่ได้ตลอดเวลาเป็นการด่วน แต่ไม่ไวกว่าอาจารย์คนเดิมที่ส่งสายตาดุ ๆ มาอีกแล้ว ปุณณ์คลี่ยิ้มให้อาจารย์แหะ ๆ ก่อนจะกระซิบเพื่อนร่วมชั้นลอดไรฟันเบา ๆ “อย่าบ่นดังซี่….” “อื้อ ๆ” เสียงที่เคยบ่นเมื่อกี้ตอบรับแข็งขัน “โทษที..” โน่กระซิบตอบพลางผงกหัวขอโทษอาจารย์อย่างเกร็ง ๆ “ของ เราก็ยากเหมือนกัน” เด็กชายปุณณ์พูดต่อขณะกลับไปพลิกกระดาษเช็คบทตนเองไปมา ดวงตาคมเหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นที่นั่งเกาหัวเหม่ง ๆ อยู่ข้างเขาแล้วก็ต้องอมยิ้ม “โน่จะไปซ้อมท่องบทกับเราไหมล่ะ ตอนพักกลางวัน?” ด้วยคำพูดนี้ เรียกให้หัวคิ้วที่กำลังขมวดมุ่นของคนมาใหม่ให้เลิกสูงทันที “จริงปะ!?!”

“อือ..” “ไป ๆๆ ขอบใจนะ!! วันนี้เราขอบใจปุณณ์มากี่รอบแล้วอะ?” ดวงตาโตนั้นฉายแววดีใจอย่างเห็นได้ชัด ปุณณ์หัวเราะเบา ๆ “ไม่ได้นับอะ ฮะ ๆๆ งั้นพรุ่งนี้เจอกันตอนเที่ยง” “อื้อ!!” *** “โอ๊ยเชี่ยเก๋ง!!!!!!!!!!!!! มึงลากกูมาทำไมเนี้ยยยยยยย น่าเบื่อชิบหาย! พูดคำหยาบก็ไม่ได้! แม่ง ๆ

ๆ” เสียงแตกหนุ่มที่กำลังโวยวายของเจ้าหัวเกรียนปากแดงดังแหวขึ้นท่ามกลางทำนอง ดนตรีฟังสบาย ที่เปิดคลออยู่บริเวณสนามหญ้า ซึ่งวันนี้ถูกเนรมิตเป็นสถานที่จัดงานครบรอบวันเกิดปีที่ 15 ของลูกชายคนโตเจ้าของบ้าน แน่นอนว่ากบาลเหม่ง ๆ ของคนขี้โวยวาย ไม่รอดพ้นฝ่ามือพิฆาตจากเจ้าของชื่อ รถเก๋ง ไปได้ “รู้ว่าพูดไม่ได้แล้วเสือกพูดเสียงดังเพื่อ!!! เอ้า.. เอาไปแดก หาอะไรยัดปากซะ จะได้ไม่เป็นบ้า” เด็กชายตัวผอมว่าพลางผลักจานของกินตรงหน้า ยกให้เพื่อนตัวแสบแต่โดยดี เสียง หน่วยปราบเกรียนยังคงบ่นต่อ “ก็เห็นมึงรู้จักไอ้ปุณณ์นี่หว่า.. บ้านก็ใกล้ เลยไปชวนมา” ขณะที่คนฟังเงียบไปนานแล้ว เพราะกำลังง่วนกับการสวาปามกุ้งระเบิดตรงหน้า ให้หมดภายในเวลาไม่ถึงนาที โน่รีบเคี้ยวรีบกลืน ก่อนจะคว้าแก้วนํ้ามาดื่มตามอึกใหญ่ “ก็ไม่ได้สนิทไรมากมายนี่หว่า.. เออ กูไปละ! มึงอยู่ต่อใช่ปะ กูกลับไปเล่นเกมดีกว่า” “เฮ้ย!? แดกอิ่มก็ชิ่งเลยนะสัด!” “เออ นี่แหละสันดานกู… ไปก่อนเว้ย! เจอกัน” เจ้าตัวดีว่าพลางยืนขึ้นอย่างไม่ยี่หร่ะ ก่อนจะโบกมือลาทั้งรถเก๋งและเพื่อนคนอื่น ๆ ที่พอรู้จักกันนิดหน่อย แล้วพาตัวเองออกจากรั้วบ้านหลังใหญ่ไป “อ้าวเก๋ง… โน่อะ? เห็นมาด้วยกันไม่ใช่เหรอ??” แต่เพียงคล้อยหลังไอ้ตัวดีไปยังไม่ถึงนาที เสียงทุ้มของเจ้าภาพก็ดันถามหาคนที่เพิ่งจากไปเมื่อกี้เสียก่อน “มันเพิ่งกลับไปเมื่อกี้เองปุณณ์ มีไรกะมันป่าว?” “อ้าว????” แถมท่าทางเจ้างานจะตกใจน่าดู เห็นดังนั้นรถเก๋งจึบรีบพูดต่อให้ “โน่นเลย…. ถ้ามีไรมึงรีบวิ่งตามไปเลย มันเพิ่งไปเอง รับรองตามทัน”

“ขอบใจนะ” ปุณณ์รับคำทั้งรอยยิ้มก่อนจะรีบวิ่งออกไป ท่ามกลางความมืดมิดของเวลากลางดึก มีเพียงแสงจากไฟนีออนเท่านั้นที่ส่องกระทบพื้นถนนร้างผู้คนในซอยแคบ โน่ ไล่ฝีเท้าตามทางเดินที่พอรู้จักดี พลางมองหารถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปด้วย แม้สองหูจะยังคงได้ยินเสียงเพลงดังแว่วจากบ้านที่เพิ่งจากมาก็ตาม ‘ตึก ตึก ตึก’ “โน่!! โน่!!” เสียงใครวะ?… เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกคิดก่อนจะหันกลับไปเพื่อพบว่าคนวิ่งเรียกชื่อเขาตาม มาจากด้านหลัง คือเจ้าของงานวันเกิดที่เพิ่งหนีออกมานั่นเอง “ปุณณ์?? ว่าไงวะ?” โน่หยุดฝีเท้ารอจนอีกฝ่ายวิ่งมาใกล้ ให้ปุณณ์ได้หยุดหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “กลับเร็วจัง ไม่สนุกเหรอ ขอโทษนะ” “เฮ้ย!!!” ถึงจะเป็นความจริง แต่ให้บอกตรง ๆ ก็น่าสงสารเจ้าของงานแย่ “เปล่า!! ม๊าโทรตามอะ เลยต้องรีบกลับ โทษทีนะ อยู่จนจบไม่ได้อะ” ดังนั้นเด็กชายหน้าตี๋จึงรีบกระทำการ ตอแหล พลางตบลงบนบ่าเพื่อนห่าง ๆ ที่ใคร ๆ ก็ขนานนามว่า หล่อ อย่างสำนึกผิดในที ปุณณ์คลี่ยิ้มอย่างโล่งใจ “งั้นเราไปส่งมั้ย เพิ่งรู้ว่าบ้านโน่ก็อยู่แถวนี้” “ไม่เป็นไร! กลับเองสบายมาก!” ไอ้หน้าตี๋ยิ้มเผล่ ก่อนจะทำสุ้มเสียงเจ้าเล่ห์ “เจ้าของงานหายตัวนาน ๆ ได้ไงวะ! สาว ๆ เหงาแย่ หึหึหึ” เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าในงานวันเกิดมีสาว ๆ จากคอนแวนต์มาแจมด้วยหลายคน จนคนถูกแซวได้แต่ยิ้มเขิน ก่อนโน่จะใช้ศอกตัวเองกระทุ้งแขนเพื่อนหน้าหล่ออีกสองสามที

“กูชอบคนชุดชมพูอะ แนะนำบ้างดิ่” “ฮะ ๆๆ ได้ ๆ” คนฟังรับคำทั้งรอยยิ้มจนตาหยี เมื่อเห็นดังนั้นโน่จึงยิ้มออกมาบ้าง “ไปก่อนนะ!” “อื้อ.. กลับดี ๆ นะครับโน่” “จะ พยายาม.. หึหึ” เด็กชายรับปากก่อนจะหันหลังเพื่อเดินไปตามทางที่ตั้งใจไว้แต่แรก แต่ก็ดูเหมือนเพิ่งคิดอะไรออกบางอย่าง จึงหันกลับมาใหม่ “เฮ้ยปุณณ์!!!” แถมยังตะโกนซะดังเพราะคิดว่าเจ้าตัวเดินกลับแล้ว ที่ไหนได้.. ปุณณ์ยังคงอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน เห็นดังนั้นเจ้าของใบหน้าขาวจึงได้แต่เกาหัวตัวเองแก้เก้อ “Happy Birthday นะเว่ย..” โน่ พูดไปทั้งที่ไม่คาดคิดด้วยซํ้า ว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาจะเป็นรอยยิ้มกว้างจากปุณณ์ถึงเพียงนั้น แม้เจ้าของใบหน้าคมจะทำเหมือนไม่เชื่อหูตัวเองในตอนแรก แต่รอยยิ้มกว้างในเวลาถัดมาก็เรียกเอารอยยิ้มกว้างขวางจากคนพูดกลับไปได้ เช่นเดียวกัน “ไม่มีของขวัญอะ โทษที..” โน่อ้อมแอ้มแก้ตัวอีก ขณะที่ปุณณ์ส่ายหัวตอบ “ไม่เป็นไร โน่มาเราก็ดีใจแล้ว” อืม… เป็นหน้าที่เจ้าภาพงานต้องพูดกับแขกใช่ปะ.. เด็กชายหัวเกรียนคิดแต่ก็ยิ้มกลับ “บาย..” ฝ่ามือขาวถูกโบกเหนือหัวเป็นการอำลา ก่อนเจ้าของมือข้างนั้นจะเดินจากไป ในวันนั้น.. โน่ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสกลับมาบ้านนี้อีกครั้ง และไม่สามารถหันหลังให้ปุณณ์ได้อีก

Like what you read? Give Korawan Wisetsri a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.