50–55

51st CHAOS ผมกลับมาบ้าน โยนกระเป๋าพลางเปิดคอมด้วยความเหนื่อยหน่าย.. แต่หางตาดันเหลือบเห็นพวงกุญแจที่เคยซื้อเป็นคู่กันกับยูริที่ร้าน Loft อันนั้น ห้อยอยู่บนกระเป๋านักเรียนตัวเองก่อน… พวงกุญแจนั้นที่ยูริทำท่าดีใจเป็นเด็ก ๆ เมื่อเห็นและคิดเป็นนานว่าจะซื้ออันสีส้มหรือสีฟ้าดี จนสุดท้ายเธอตัดสินใจซื้อให้ตัวเองและผมคนละอัน แต่เป็นผมที่อาสาจ่ายเงินให้ เพราะรอยยิ้มเวลาดีใจของยูริน่ามองเสมอ ผมเพิ่งทำลายรอยยิ้มนั้นไป… ความ รู้สึกเกลียดตัวเองแล่นลามไปทั่วร่างกายผม แม้กระทั่งปลายนิ้ว.. ผมล้มตัวลงบนเก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์อย่างเหนื่อยอ่อน อยากจะนอนหลับ ๆ ไปให้พ้นจากความรู้สึกพรรค์นี้ ถ้าไม่ติดว่าดันรับปากไอ้เก่งไว้ ว่าจะส่งโครงงานชีวะให้มันทาง msn วันนี้ ผมคงได้ปิดตัวเองไปอยู่ในโลกแห่งความฝันแล้ว เชิญบูชาเทพได้ที่นี่ พูดว่า: ส่งงานมึงมาเดี๋ยวนี้ นี่คือการปล้น

คิดยังไม่ทันขาดคำ พอออนไลน์ได้ปุ๊บ หน้าต่างไอ้เชี่ยเก่งก็เด้งมาทวงงานปั๊บ จนผมต้องส่ายหัวหน่ายก่อนจะเลือกกด send file ให้มันโดยที่ไม่พิมพ์ตอบอะไร เชิญบูชาเทพได้ที่นี่ พูดว่า:

วันนี้กูเจอเด็กมึงที่สยามด้วย

แต่ ไอ้เก่งไม่เลิกชวนคุยต่อ ซํ้าประโยคล่าสุดยังทำให้ผมตื่นตัวขึ้นมานิดนึงได้อีก.. ผมขมวดคิ้วมุ่นมองตัวอักษรเหล่านั้นที่มันพิมพ์มา ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับไป โน่ พูดว่า: ใครวะ?

เชิญบูชาเทพได้ที่นี่ พูดว่า:

ญี่ปุ่นคอนแวนต์แฟนมึงไง

เก่งเจอยูริ!?? เจอตอนไหน!? ก่อนหรือหลังแยกจากผมแล้ว!!? ผมคิดอย่างกระวนกระวายด้วยใจอยากรู้ว่าหลังแยกกับผม ยูริเป็นยังไงบ้าง เธอกลับบ้านโดยสวัสดิภาพหรือเปล่า ร้องไห้เสียใจมากไหม แต่ดูท่าทางเก่งคงให้คำตอบอะไรผมเท่าที่ต้องการไม่ได้ เชิญบูชาเทพได้ที่นี่ พูดว่า:

เจอตอนคํ่าๆ ก้มหน้าก้มตาว่ะ กะจะทักแต่โบกแท็กซี่หายไปเลย โน่ พูดว่า:

อือ

เชิญบูชาเทพได้ที่นี่ พูดว่า:

เป็นไรของเมิงวะ ซึม

เออ.. รู้ว่าเคยพูดคำนี้ไปแล้ว แต่จะขอพูดเป็นครั้งที่สอง ไอ้ห่านี่มันเก่งสมชื่อจริง ๆ ตั้งกล้องแอบดูกูป่าววะ

โน่ พูดว่า:

ป่าว มึงบ้าปะ กูกะลังนั่งดูเดี่ยวหก หัวเราะก๊ากๆๆอยู่ในห้องเนี่ย

เชิญบูชาเทพได้ที่นี่ พูดว่า:

ไอ้ควาย

อ้าว แล้วแม่งด่ากูทำไม.. หึหึ ผมหัวเราะขำมันที่เหมือนกำลังพิมพ์อะไรต่อ แต่ไฟล์ที่ส่งให้ดันโหลดเสร็จพอดี จึงฉวยโอกาสกด sign out จากโปรแกรมซะ.. เอาเป็นว่าวันนี้ขอกูพักแล้วกันนะเพื่อน ‘ก็อก ก็อก ก็อก’

“โน่…. โน่…… โน่….”

แต่ พอปิดคอมปุ๊บ เสียงม๊าเคาะประตูก็ดังเรียกผมหน้าห้องทันที ผมหันไปมองต้นเสียงหลังประตูไม้อย่างงง ๆ แป๊บหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลุกไปเปิดให้.. หลังประตูบานนั้นคือม๊าที่มาหยุดยืนอยู่ พร้อมถุงอะไรในมือถุงหนึ่ง

“น้อง ปุณณ์มาหาเมื่อกี้ บอกว่าโน่ลืมของไว้ที่เขา เลยเอามาให้” ผมขมวดคิ้วรับคำม๊าอย่างงง ๆ เพราะไม่ได้ฝากอะไรไว้กับมันซักหน่อย ยิ่งตอนม๊ายื่นถุงก๊อปแก๊ปสีขาวมาให้ผมก็ยิ่งงงใหญ่ แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เพราะยังมัวสงสัยว่าเจ้าของถุงหายไปไหน

“แล้วมันไปไหนแล้วอะม๊า”

“กลับไปแล้ว”

“อ้าว เหรอ…” ผมงง ๆ เล็กน้อย แต่ก็ผงกหัวขอบคุณที่ม๊าอุตส่าห์เป็นธุระให้ ดูเหมือนม๊าคงสังเกตเห็นว่าผมแปลก ๆ เพราะตอนนี้สายตารู้ทันคู่นั้นเล่นมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า “อาบนํ้าก่อนนอนด้วยนะโน่ อย่านอนดึก”

“คร้า บบ” ม๊าก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่ค่อยถาม แต่เป็นห่วงผมเสมอ ผมจึงต้องรีบรับปากพลางฉีกยิ้มเพื่อให้ม๊าสบายใจ ก่อนที่ม๊าจะเดินจากไป ปล่อยให้ผมยืนอยู่คนเดียวกับถุงใบสีขาวนั้นจากไอ้ปุณณ์อย่างงง ๆ ผมเดินถือถุงเข้าห้องพลางปิดประตู จนพอได้ลองสังเกตดี ๆ ถึงรู้ว่าเป็นถุงใส่กล่องขนมจากร้าน bread papa’s เจ้าอร่อยในพาราก้อนนั่นเอง อืม… มันเดินไปซื้อให้ผมตั้งแต่ตอนไหนวะ? ผมจ้องตากับลุงหนวดบนกล่องแล้วก็ต้องยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ และยิ่งยิ้มเข้าไปใหญ่เมื่อพบว่าภายในบรรจุชูครีมคุ้กกี้ของโปรดผมไว้หลาย ก้อน ไอ้ปุณณ์มันเก่งว่ะ รู้ได้ไงว่าชอบแบบนี้ อันที่จริงผมไม่ค่อยนิยมกินครีมนักหรอกครับ เพราะมันเลี่ยนไม่เหมาะกับลิ้นผมเท่าไหร่ แต่เศษคุ้กกี้ที่ติดอยู่กับแป้งชูครีมอร่อยมาก จนผมเผลอกินทีละไม่เคยตํ่ากว่า 5 ก้อนซักที (นี่แหละสาเหตุที่มาของพุงผม..)

เห็น ดังนั้นเลยเอื้อมมือหมายจะซัดให้เรียบหมดกล่องแก้เซ็งสักหน่อย แต่หางตาดันเหลือบเห็นกระดาษแผ่นสีส้มเล็ก ๆ แปะอยู่บนฝากล่องด้านใน? ผมจึงต้องขมวดคิ้วมองโพสอิทที่ถูกเขียนด้วยปากกานํ้าเงินอย่างสนใจ

‘ขนมวิเศษ กินแล้วหลับฝันดี :)

โน่ทำดีที่สุดแล้วคับ พรุ่งนี้ยิ้มกันนะ :)’ อืม.. ไม่ต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้หรอก.. เพราะแค่เห็นข้อความลายมือคุ้นตาก็เรียกรอยยิ้มจากผมได้

ทันที หึหึ… ชูครีมอร่อยขึ้นเยอะเลยแฮะ สงสัยจะเป็นชูครีมวิเศษ กินแล้วหลับฝันดีจริง ๆ =] *** แต่สงสัยตอนเด็ก ๆ ผมจะฟังนิทานที่ม๊าเล่ามากไปหน่อย เพราะโลกแห่งความเป็นจริง ชูครีมวิเศษมันมีที่ไหน.. แน่ นอนว่าไอ้ชูครีมของปุณณ์เมื่อคืน หวานจนต้องกินไปยิ้มไปก็จริง แต่พอหมดกล่องแล้วล้มตัวนอน หน้ายูริที่ผมทำใจลืมได้แค่ยี่สิบนาทีก็วนย้อนกลับมาที่เดิมใหม่ แถมไม่ยอมหายไปไหนอีกต่างหาก… เป็น ซะอย่างนั้น ผมเลยได้แต่พลิกตัวไปมาบนเตียงทั้งคืน เพราะทุกครั้งเมื่อหลับตา รอยยิ้มที่ยูริพยายามส่งให้ผมทั้งนํ้าตาก็ยังคงผุดขึ้นมาเด่นชัดในความคิด ทุกที ยิ่งผมพลิกตัวมากเท่าไหร่ ความรู้สึกว่ายูริเพิ่งมาร้องไห้กับอกผมเมื่อตอนเย็นก็ยิ่งย้อนกลับมาเท่า นั้น สุดท้ายลง ที่ผมนอนไม่หลับทั้งคืน หรือกระทั่งจะลุกไปล้างหน้าล้างตากลางดึกก็ยังไม่อยาก เพราะแค่เห็นหน้าตัวเองผมก็อยากหาอะไรเขวี้ยงกระจกแรง ๆ แล้ว.. เพราะไม่ใช่ผมหรือไง คนดี ๆ อย่างยูริถึงต้องมาร้องไห้เสียใจ ไอ้คนห่วย ๆ อย่างผมมันเป็นลูกผู้ชายที่ไหน ผมทำให้ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้… ตอน เช้าผมสะโหลสะเหลไปโรงเรียนในสภาพไม่อำนวยให้สู้รบปรบมือกับใครทั้งสิ้น ก็คิดดูว่าอาการหนักขนาดตอนแวะเซเว่นก่อนขึ้นรถไฟฟ้า เสือกเจอพวกกางเกงนํ้าเงินย่านอโศกดักรอปล้นเข็มโรงเรียนตั้งแต่ไก่โห่ (จะเอาไปใส่บาตรพระรึไงวะ) ขนาดมันมีกันแค่ 3 คน ผมยังถอดให้ง่าย ๆ เลย.. เออ อยากเอาไปกอดจูบลูบคลำหรือทำห่าอะไรก็เชิญ ไม่มีอารมณ์จะบู๊ด้วยจริง ๆ เดี๋ยวค่อยซื้อใหม่เอาก็ได้วะ ราคาไม่ถึงร้อย… นี่ผมคิดถึงขนาดว่าวันหลังต้องซื้อพกไว้ทีละหลาย ๆ โหล เพราะเห็นพวกมันอยากได้กันจัง ไอ้เข็มโรงเรียนเนี่ย อยากรู้นักถ้าตราโรงเรียนผมเป็นรูปแมวคิตตี้ พวกมันจะยังอยากได้กันอยู่ไหม เห๊อะ!?

หลัง จากผ่านเหตุการณ์ปล้นเข็มและขึ้นไปแออัดกับคนในรถไฟฟ้าเป็นปลากระป๋องจนมา ถึงโรงเรียนได้แล้ว ผมก็เดินหน้ามึนเข้ารั้วทั้งที่กระเป๋าเสื้อไม่ได้ติดเข็มอยู่ อาศัยว่ายกมือไหว้มาสเซอร์แล้วเนียน ๆ ใช้แขนปิดอกเสื้อไว้เลยรอดฉลุย จนลากขาผ่านตึกอำนวยการที่ปุณณ์มักปักหลักอยู่ทุกเช้า จนผมทักมันเป็นปกติไปแล้วนั่นล่ะ เพียงแต่วันนี้ผม………… ยังไม่สนิทใจที่จะทักแฮะ.. มันยังรู้สึกผิดยังไงอยู่ไม่รู้.. ผม เหลือบมองปุณณ์ที่ยืนถือแฟ้มเอกสารเล่มโตไว้ในมือพลางคุยกับน้องม.ต้นไปด้วย เหมือนคนกำลังยุ่งอยู่เพราะเล่นขุดเอาแว่นมาใส่ สงสัยช่วงต้นปีแบบนี้แถมยังก่อนการเลือกตั้งประธานนักเรียนคนใหม่อีก มันเลยวุ่น ๆ ล่ะมั้ง งั้นขอเดินผ่านไปก่อนแล้วกัน คงไม่ว่าใช่ไหม… ผมคิดพลางตั้งใจจะทำแบบนั้นอยู่แล้วถ้าปุณณ์ไม่ได้หันมาเห็นซะก่อน.. “โน่!” อืม… สุดท้ายก็ต้องทักมันอยู่ดี ผิดจากเดิมตรงที่คราวนี้ปุณณ์เป็นฝ่ายทั้งโบกมือและเรียกผมจากบนตึก ท่าทางมันตกใจไม่น้อยที่เห็นผมเดินเข้าโรงเรียนตั้งแต่เช้า (แล้วตกใจทำไมวะ) ก่อนจะรีบฝากแฟ้มไว้กับน้องที่มันคุยงานค้างไว้ แล้วกระวีกระวาดลงจากตึกมาหาผมทันที แต่…. “เชี่ยโน่!!!!!!!! มาเช้านะมึง!! ตื่นเช้าหรือยังไม่นอน” ไอ้รถเก๋งเสือกวิ่งมาทักพลางฟาดกระเป๋าลงกับหลังผมดัง บั้ก!! ก่อน… อูยย นี่เหรอวิธีอรุณสวัสดิ์เพื่อนรักของมึง แล้วคนอย่างกูมาเช้านี่จะมองในแง่ดีหน่อยไม่ได้รึไง! ปุณณ์ เมื่อเห็นผมมีเพื่อนเดินแล้วจึงชะงักฝีเท้าหยุดอยู่แค่นั้น ไม่เดินเข้ามาหาผมต่อ ก็พอเข้าใจว่ามันไม่อยากกวน ผมเลยยกมือตอบกลับไปเชิงไม่เป็นไร.. ไว้ค่อยเจอกันทีหลังก็ได้.. “อ้าว กูมาเป็น กขคงจฉช พวกมึงปะวะ!” ไอ้รถเก๋งสงสัยจะสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติเหล่านั้นเลยถามขึ้นแม้ยังกอดคอผม ไว้แน่นอยู่… เออ… กูล่ะอยากตอบมึงแบบนั้นจริง ๆ แต่ช่างเหอะ ที่จริงให้คุยกับปุณณ์เวลานี้ก็ไม่รู้จะคุยอะไรดี เพราะหากปุณณ์ถามถึงเรื่องเมื่อวานผมคง… ไม่รู้จะตอบยังไง “ซื้อ สตาร์ซ้อกเกอร์มาปะวะ” เปลี่ยนเรื่องดีกว่า.. ผมหันไปถามถึงผลบอลเมื่อคืนที่ลืมดูซะสนิท

เพราะมัวแต่เซ็งตัวเอง สุดท้ายเลยไม่รู้ว่าปืนใหญ่ที่รักเป็นยังไง อาการโคม่าถึงขั้นไหนแล้ว แต่แค่เห็นหน้าไอ้เก๋งฉีกยิ้มเผล่ผมก็รู้ผลอัตโนมัติทันที “มึง อย่าอ่านเลย เดี๋ยวปวดใจ” โห ไอ้สาดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ทีมกูอ่อนให้หรอกมึงถึงชูคอได้อย่างนี้ เอาไว้งวดหน้ามีเอาคืนถึงโอลแทรฟฟอร์ดแน่.. ฟันธง ขณะ ที่ผมกำลังเบื่อขี้หน้าไอ้รถเก๋งผู้กระดี๊กระด๊าเหลือเกิน (เนื่องจากผีแดงมันถล่มปืนใหญ่ผมได้ราบคาบเมื่อคืนนี้) แถมยังไม่ทันหายเซ็งดี เสียงไอ้ปาล์มก็ดังมาพร้อม ๆ กับฝีเท้าที่วิ่งชาร์ตจากด้านหลังอย่างแรงเสียก่อน “เฮ้ยยยยยยย ได้ดูป่าววะเมื่อคืน!!!! สองศูนย์!! ลูกสุดท้ายเจ๋งโคตรรรรรรรร” โอ๊ย………… อะไรกันนักหนาวะพวกนี้!!! *** สรุปว่าตั้งแต่เริ่มวันมา ยังไม่มีอะไรดีเลยครับ เริ่ม จากตอนเช้า ผมโดนโรงเรียนคู่อริปล้นเข็มโรงเรียนไป แถมพอเข้าโรงเรียนได้ยังไม่ทันเท่าไหร่ ก็เสือกถูกตอกยํ้าเรื่องบอลทีมโปรดโชว์ฟอร์มห่วยสาดเมื่อคืนอีก แล้วพอเดินเข้ามาในห้องหน่อย ดันปรากฏว่าเพื่อนทุกคนนั่งหน้าดำครํ่าเครียดอ่านหนังสือกันจะเป็นจะตายเพราะ หน่วยข่าวกรองบอกมาว่ามาสเซอร์นิวัฒน์จะควิซวันนี้ ชิบหายเลยกู! เรียนก็ไม่เรียน เรื่องอ่านหนังสือไม่ต้องพูดถึง ขออนุญาตจดโพยลงต้นขาเลยแล้วกัน!! แต่โพยก็ไม่ช่วยอะไรครับ…… เพราะมาสเซอร์ดันจัดที่นั่งสอบใหม่หมด โอ๊ยย แค่ควิซท้ายบทจะทำให้ยุ่งยากทำไมเนี่ย!! แล้วผมก็ต้องหงุดหงิดเข้าไปใหญ่เมื่อที่นั่งสอบผมอยู่……….. ข้างมาสเซอร์.. เยี่ยม……… อย่าว่าแต่ดูโพย… จะตดแต่ละทียังต้องคิดหนักเลยครับ T___T ถุย ชีวิต..

เอา เป็นว่าจบเรื่องตอนเช้า ผมออกจากห้องเรียนด้วยสภาพซอมบี้ยิ่งกว่าเก่า เพราะไม่ได้นอนทั้งคืนแล้วยังเจอข้อสอบมหาหินเข้าไปอีก แถมไอ้เชี่ยโอมยังทำตัวน่าหมั่นไส้ด้วยการอวดทุกคนยกใหญ่ว่ามันได้ลอกข้อสอบ ไอ้เก่งเกือบทั้งแผ่น เพราะเสือกดวงเฮง ได้นั่งมุมอับที่มาสเซอร์ไม่ค่อยสนใจพอดี เออ เอาเข้าไป ทับถมกูกันเข้าไปปปป หมั่นไส้เว่ยย สุด ท้ายผมเลยได้แต่เดินหงุดหงิด เข้าแคนทีนแบบเซ็ง ๆ แถมวันนี้ไม่รู้เป็นห่าอะไร ผมรู้สึกว่าแอร์เย็นกว่าปกติถึงขั้นหนาว แต่ไม่มีใครบ่นอะไรซักคำ หรือผมจะคิดไปเองวะ? เพราะขนาดไอ้เคนที่ว่าขี้หนาวแล้ว มันยังไม่พูดถึงอุณหภูมิของแคนทีนวันนี้เลย เออ ผมคงคิดมากไปเองแหละ เดินไปร้านประจำเลยดีกว่า กิน ๆ เข้าไป ร่างกายจะได้อบอุ่น ผม เดินลากขาพาตัวเองไปร้านข้าวราดแกงเจ้าประจำ ที่เวลาไม่รู้จะกินอะไรดีก็จบชีวิตลงร้านนี้ทุกครั้ง แต่วันนี้……………….. มัน………. ปิด…… ป้าครับบบบบบบบบบบบบบบ!!! ขอบคุณมากครับที่ช่วยซํ้าเติมความโคตรซวยของผม!!! ขอบคุณมากเลยครับป้า!!!!!!!! ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า โว๊ยยยยยยยย เอาไงกะชีวิตดีวะเนี่ย!! ยอมรับว่ารู้สึกเสียศูนย์ไม่น้อย เลยต้องโซซัดโซเซไปพึ่งพาไอ้โอมที่ต่อแถวหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำของมัน อยู่ แม่งงง มึงแดกไรวะ กูแดกด้วย “อะ สั่งให้กูด้วย เอาเหมือนมึงอะ” “เฮ้ยยย!? ไรวะ ไหนว่าจะแดกข้าว” แต่ไอ้นี่ช่วยอย่าถามมากได้ไหม ไม่มีอารมณ์จะเถียงโว้ย “มันปิด อย่าถามมาก แดกกะมึงนี่แหละ” “เออ ๆ แดกไร” ก็กูเพิ่งบอกไปว่าเอาเหมือนมึง ไอ้ห่านี่แคะขี้หูมั่งป่าววะ “แดก เหมือนมึงอะ อะไรก็ได้เอามาเหอะ.. กูไปรอตรงโน้นนะ” ผมตอบโอมอย่างเซ็ง ๆ ก่อนจะยัดบัตรเงินสดใส่มือมันแล้วปลีกตัวออกนอกแถวไปรอห่าง ๆ เพราะเกรงสายตาครหาจากคนกำลังต่อแถวอยู่

ว่าผมโผล่มาจากไหนไม่รู้ จู่ ๆ ก็ฝากเพื่อนสั่งให้เฉยเลย เหอ ๆๆ ขอเลวซักวันแล้วกันครับพี่น้อง ผมเซ็งจริง ๆ ยืนรอแค่ไม่ นานไอ้โอมก็เดินหน้าแฉล้ม ถือชามก๋วยเตี๋ยวฝาแฝดมาสองชาม กูล่ะหมั่นไส้หน้าตาคนมีความรักจริง ๆ ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า แต่ผมว่าช่วงนี้หน้ามันตอแหลขึ้นเยอะ “อะ บัตรมึง ตังค์จะหมดแล้วนะไอ้ควาย หัดเติมซะมั่ง” อะเหรอ… เออ นี่ก็ซวยอีกเรื่อง เพราะเมื่อเช้าตอนมาโรงเรียน บัตรรถไฟฟ้าผมเพิ่งเงินหมดพอดี แล้วไหนจะต้องเติมบัตรแคนทีนอีก… จนสนิทสิกู ผม รับชามก๋วยเตี๋ยวจากมือไอ้โอม พลางแอ่นอกให้มันยัดบัตรแคนทีนลงกระเป๋าเสื้อ โอมจึงสังเกตเห็นว่ากระเป๋าผมไม่มีเข็มโรงเรียนติด “เฮ้ย เข็มมึงไปไหน!?” “โดน ปล้นเมื่อเช้า…” ผมตอบเรียบ ๆ เหมือนไม่ใส่ใจ ซึ่งก็ไม่ได้ใส่ใจจริง ๆ แหละ แต่เพิ่งนึกออกว่าต้องซื้อเข็มใหม่ โอ๊ยยย นี่ก็เรื่องเสียตังค์อีกแล้ว!! “โรงเรียนไหนเอาไปอีกวะ!?” ไอ้โอมยังคงซักต่อขณะเราเดินมาวางจานบนโต๊ะแล้ว ตอนนี้พวกไอ้โด่ง ไอ้เก๋ง ไอ้ปาล์ม ไอ้คม และสาวกผีแดงทั้งหลาย (ทำไมเยอะจังวะ!!) กำลังใช้แลปทอปต่อ wi-fi เปิดรีรันลูกฟรีคิกสุดท้ายที่ปั่นเข้าประตูอาร์เซนอลไปอยู่.. เออนะ พวกมึงตื่นเต้นอะไร ทำอย่างกับไม่เคยชนะ… งี้แหละผีแดง ปล่อยมันได้ใจไป เดี๋ยวปืนใหญ่กูเอาจริงแล้วจะหนาววว แต่ดูเหมือนประเด็นลูกฟรีคิกเมื่อคืนจะตกไปทันทีที่โด่งได้ยินเสียงโอมถามผม “พูดเรื่องไรกันวะ อย่าบอกนะเรื่องเข็ม” “เออ ดิ่ เชี่ยโน่แม่งอ่อน ให้เด็กโรงเรียนอื่นเอาไปได้ว่ะ” ไอ้เชี่ยโอมได้ทีฟ้อง จนผมต้องเหล่มัน ทีมึงล่ะไม่เคยเลยมั้ง ผมจำได้ว่ามันเคยโดนปล้นที่ท่าพระอาทิตย์ ทั้งที่สภาพจิตใจปกติไม่ได้เพิ่งหักอกผู้หญิงมาแบบผมซักนิด ติดแค่อีกฝ่ายยืนล้อมมันเป็นสิบคนเท่านั้นเอง… “โห เชี่ยย กูว่าแล๊วว ไม่เห็นเข็มที่อกมัน แต่นึกว่าแม่งช็อคที่อาร์เซนอลแพ้จนลืมติด ที่ไหนได้….” ไอ้โด่งเว้นช่วง ให้ผมได้สบโอกาสเบิ้ดกะโหลกมันเบา ๆ ด้วยความรัก.. มึงก็เคยโดน กูจำได้! สรุปว่ามีแต่ผมนี่แหละ ที่เพิ่งมาโดนตอนอยู่ม.5

“อ้าว ปล้นเข็มอีกแล้วเหรอวะ อะ ๆๆ เอาของกูไปดิ่ กูพกสำรองไว้พอดี เชี่ยแม่งโรคจิต สงสัยเอาไปชั่งกิโลขาย” แน่นอนว่าพ้งเป็นคนดีที่สุด เพราะนอกจากไม่ว่าผมแล้ว พอรู้ว่าผมตกเป็นเหยื่อคดีปล้นเข็มโรงเรียน มันก็ควักเข็มใหม่เอี่ยมที่พกติดกระเป๋าตังค์ไว้ให้ผมอีก (สงสัยนี่จะเคยโดนมากกว่า 3 ครั้ง) ผมรับเอาเข็มจากพ้งมาติดอกเสื้อพร้อมกับไชโยสามทีในใจว่า ไม่ต้องเสียตังค์ 70 บาทแล๊วววว! “เออ มัวแต่ดีใจ ไม่เสือกแดกก๋วยเตี๋ยวซักที เส้นมึงอืดเป็นศพย่านาคแล้วสัด” เออว่ะ จริงด้วย ผมก้มมองเส้นเล็กต้มยำในชามตัวเองแล้วก็ต้องรีบยกตะเกียบกินทันที แอบนึกขอบใจไอ้โอมนิดหน่อยที่ช่วยพูดให้สติผม แต่พอคำแรกเข้าปาก ก็ต้องเปลี่ยนเป็นตะโกนด่ามันลั่นโรงอาหารทันที “ไอ้เชี๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย โอม!!!!!!! มึงจะฆ่ากูเหรอออออ!!!!!!!!!” นํ้าอึกใหญ่ถูกส่งลงคออย่างเร่งด่วนเมื่อความเผ็ดลุกลามทั่วปลายลิ้นจนโคตร แสบคอหอย แต่ไอ้ห่าตัวต้นเหตุเสือกนั่งตบมือหัวเราะเอิ๊ก ๆ อย่างสาแก่ใจ(มัน)ซะงั้น!! “ฮ่า ๆๆ!!! ก็มึงบอกเอาเหมือนกู กูแค่บอกป้าว่าเอา เหมือนเดิม 2 จาน แค่นี้เอง” ไอ้ควายยยยยยยยยย มึงมันกวนตีน!! ก็รู้ตัวเองอยู่ว่าแดกเผ็ดกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขา! จะกรุณาใช้สมองถั่ว ๆ คิดหน่อยไม่ได้รึไงว่าต้องทำยังไงกับจานกูดี!!!! โหไอ้…… โว๊ะ!! ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าไอ้เพื่อนเวร ที่นั่งลอยหน้าลอยตาแดกก๋วยเตี๋ยวนรกเผ็ดสัด ๆ ตัวนี้ดี “เชี่ยแม่ง เอาไปแดกเลยไอ้ควาย กูไม่แดกแล้ว” งอน… ไม่กินก็ได้วะ! ผมผลักชามก๋วยเตี๋ยวยกให้เป็นผลประโยชน์แก่ไอ้เชี่ยโอม ที่ท่าทางกระดี๊กระด๊าใหญ่ สงสัยจะเป็นแผนกินเบิ้ลสองชามแบบไม่ต้องจ่ายตังค์ของมัน มึงเลวได้อีกกกก ผม เขม่นตามองไอ้ตอแหลนั่นด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างแรง ยิ่งเห็นมันทำหน้าระรื่นตอนสูดก๋วยเตี๋ยวจากชามผมเข้าปากทั้งที่ยังกินชาม ตัวเองไม่หมดแล้วยิ่งอยากกกกกกกกก โดดถีบยอดหน้าแม่ง! อย่าเผลอนะมึง กูเอาคืนแน่ แต่ ระหว่างผมกำลังมองตาขวางใส่เชี่ยโอมผู้เสวยสุขกับอดีตก๋วยเตี๋ยวของผมอยู่ นั้น จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงนํ้าหนักมือใครบางคน ที่กดลงบนหัวผมเองเบา ๆ เสียก่อน “ไม่กินข้าวเหรอโน่” ปุณณ์? ผมหันกลับไปมองเลขาสภาฯที่มายืนคํ้าหัวอยู่ พร้อมใบหน้าคล้ายจะดุผมตลอดเวลา (ถ้าไม่กินข้าว)

“ก็ ไอ้เชี่ยโอมสั่งก๋วยเตี๋ยวห่าไรมาให้ไม่รู้ เผ็ดสัด กูล่ะแม่ง….” แต่ยิ่งพูดยิ่งหยาบว่ะ อืม.. หุบปากก่อนดีกว่า พอได้ยินผมพูดอย่างนั้นไอ้โอมเลยร้อนตัว รีบคีบลูกชิ้นไปจุ่มนํ้าซุปข้าวมันไก่ของไอ้พ้ง ล้างความเผ็ดให้ทันที “ไอ้ ห่า… ขี้ฟ้องนะมึงอะ เอาไป ๆๆ เอาไปแดกกก” มันบ่นพลางยัดลูกชิ้นใส่ปากผม เออ ทำงี้แต่แรกก็หมดเรื่อง ลูกชิ้นเอาไปล้างนํ้าซุปแล้วแม้จะยังเผ็ดนิดหน่อยแต่ก็ดีกว่าเมื่อกี้เยอะ ปุณณ์คลี่ยิ้มพลางโยกหัวผมเล่นอีกหลายที “งั้นกูไปกินข้าวก่อนนะ มึงก็กินเยอะ ๆ อะ” “เออ ๆ” ผมโบกมือรับปากมัน ก่อนที่ปุณณ์จะหายไปสมทบกับเพื่อนคนอื่น… หัวใจผมหยุดเต้นชั่วขณะ ระหว่างเหลือบตามองเพื่อนทั้งโต๊ะอยู่ ว่าจะมีใครเกิดปฏิกิริยาอะไรกับเหตุการณ์เมื่อกี้บ้าง…. แต่ ทุกคนกลับทำตัวปกติ ไอ้พลพรรคปีศาจแดงยังถกเถียงเรื่องเป้าหมายทริปเปิ้ลแชมป์ปีนี้ของมันกัน อย่างออกรส (ถุ๊ย ฝันไปเหอะมึง) ไอ้พ้งไอ้เก่งไอ้เคนยังเล่น psp ไปกินข้าวไป ส่วนไอ้โอมก็ยังตั้งหน้าตั้งตาฟาดก๋วยเตี๋ยวสองชามตรงหน้ามัน โดยไม่มีใครปริปากถามอะไรผมซักคำ… คงรู้กันได้เองแล้วล่ะมั้ง ก็ดีเหมือนกันนะ.. เพราะถ้ามีใครถามอะไรขึ้นมาตอนนี้ ผมไม่แน่ใจเลย ว่าตัวเองพร้อมจะพูดจริงหรือเปล่า *** เวลา ผ่านไปจนถึงบ่าย.. ผมบอกว่าตอนเช้าโคตรซวยใช่หรือเปล่าครับ.. ถ้าอย่างนั้นตอนบ่ายนี่จะเรียกว่าอะไรดีวะ… มหาซวยสัด ๆๆๆๆ วินาศสันตะโรเลยดีไหม!? ชีวิตผมเริ่มวุ่นวายชิบหายตั้งแต่ตอนไอ้ฟี่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาถึงห้องนั่นแหละ! แม่งพูดมาได้ จะเอาคำร้องขอใบลาของน้อง ๆ วงโยฯที่จะไปยุโรป ภายในสามโมงเย็นนี้!!!!!! ฟี่…. น้องกู (และเพื่อนกับรุ่นพี่อีกนิดหน่อยด้วย) ไปกันครึ่งร้อย มึงวิ่งมาบอกกูตอนบ่ายกว่า ๆ

แล้วจะเอาภายในสองชั่วโมงเนี่ยนะ!!!!! ถ้าเป็นผู้หญิงผมคงกรี๊ดไปแล้วครับ ดีว่ายังมีสำนึกอยู่บ้าง เลยได้แต่มองหน้ากับไอ้โอมแล้วใส่เกียร์หมา เตรียมโดดเรียนโกยไปห้องชมรมทันที แต่……………… มิสพรพิศเข้ามาพร้อมกับข้อสอบโดยไม่มีการบอกพวกผมล่วงหน้า!? (อยากจะกรี๊ดจริง ๆ แล้วนะเนี่ย) มิสครับ!!!!!!! ทำไมต้องวันนี้ครับ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ผม ยืนปวดหัวเป็นไอ้บ้าอยู่นาน ไล่กดโทรศัพท์หาทั้งเพื่อนและรุ่นน้องในชมรมทุกคนให้ช่วยทำใบคำร้องแทนหน่อย ไอ้เมธฝ่ายสารนียากรก็เสือกติดสอบเหมือนผมอีก (อะไรนักหนา บรรดามิส ๆ จะขยันไปไหน) รุ่นน้องหลายคนก็ไม่ค่อยสะดวก อันนี้ผมเข้าใจครับเพราะเป็นช่วงใกล้ปลายเทอมแล้ว หลาย ๆ ห้องเรียนเริ่มติวสอบกัน รวมถึงเทสเก็บคะแนนด้วย แต่ผมรู้ว่ามีคนหนึ่งไม่แคร์เรื่องพวกนั้นแน่… จะ เป็นใครไปไม่ได้นอกจากไอ้เชี่ยเป้อ… ไอ้ห่านี่ไม่สนใจติวสอบหรือคะแนนเก็บอยู่แล้ว (ไม่ใช่ว่ามันฉลาดนะครับ มันสันดานเสียมากกว่า) แล้วผมก็คิดไม่ผิดเลยที่โทรหามัน เพราะแค่พูดไม่กี่คำมันก็ตกลงใจจะเป็นธุระให้ทันที! ไม่เท่านั้นน้องน็อตยังตามออกมาช่วยอีก! (คนนี้เขาไม่ได้สันดานเสียเหมือนเชี่ยเป้อหรอกครับ เขาฉลาดแล้วของจริง) ผมล่ะอยากโดดกอดพวกมันผ่านสัญญาณโทรศัพท์เดี๋ยวนั้นเลย!! เป็นอันว่า เมื่อได้ผู้กู้ชีวิตแล้ว (ขนาดนั้น?) ผมก็รีบวิ่งเอาฟอร์มคำร้องทั้งหมดไปให้พวกมันทันที คุ้ยหาเอกสารเก่า ๆ ให้ดูเป็นแนวทางอีกนิดหน่อยด้วย เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง เห็นสองคนพยักหน้ารับปากผมแข็งขันพลางผลัดกันตบบ่าบอกผมให้วางใจมัน… คือ กูก็วางใจน็อตอยู่อะนะ แต่เป้อ… มึงอย่าทำเสียงานนะเว่ย!!! ผม มองหน้าไอ้เป้อแบบดุ ๆ เป็นการสั่งเสียครั้งสุดท้าย ก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปเพื่อเทสวิชาเคมีต่อ เห็นไอ้ตี๋นั่นทำท่ากระตือรือร้นแล้วก็โล่งใจ ผมคงไว้ใจได้จริง ๆ มั้ง… กระทั่งเวลาบ่ายสามโมงพอดี พวกมันก็ส่ง sms มาบอกผมว่า ‘เรียบร้อยว่ะพี่ คนอะไรไม่รู้ เก่งจัง sender : เป้อ ปิ่นเกล้า’

เย๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด น้องกูมันทำได้จริง ๆ ว่ะ!!?! ทันทีที่ได้รับ sms หลงตัวเองจากไอ้เป้อ (มันเป็นคนเม็มชื่อนี้เองครับ บอกว่าจิ๊กโก๋ดี) ผมกับไอ้โอมก็แทบกระโดดกอดกันกลางคาบ

ภาษาอังกฤษซะให้รู้แล้วรู้รอด โอ๊ยยยยย ทำไมน้องผมถึงฉลาดงี้วะ!! คราวที่แล้วตอนผมทำเอกสารเองยังต้องงมแทบตาย ถ้าไม่ได้ไอ้ปุณณ์ช่วยอย่าหวังจะเสร็จ แต่ทำไมไอ้พวกนี้ผ่านฉลุยกันดีจัง เอ๊ะ หรือผมโง่เองวะ? (ยิ่งคิดยิ่งไม่ไว้ใจตัวเอง) ตอน เย็นพอมิสปล่อยกลับบ้านปุ๊บ ผมกับโอมก็รีบพุ่งออกไปห้องชมรมปั๊บ หวังจะชมไอ้สองตัวนั้นให้ลอยติดเพดานซักหน่อย แต่น่าจะรู้ว่าคนอย่างไอ้เป้อไม่ต้องรอผมมาชมหรอก มันจัดการของมันเองได้อยู่แล้ว “โหพี่ แล้วตรงที่ยากที่สุดน่ะนะ ต้องเป็นตอนกะตัวอักษรให้อยู่ระยะพับสองทบแล้วทับเส้นพอดีอะพี่!” เห็นมะ… กูว่าแล้วมันต้องมายืนโม้อยู่ ผมกับโอมเปิดประตูเจอเชี่ยเป้อยืนหันหลังขณะกำลังโม้นํ้าลายแตกฟองให้พี่ดิว ฟังเรื่องความดีความชอบของมันเมื่อรอบบ่าย แถม ดูท่าพี่ดิวจะรู้งานอีก เพราะพอเขาเห็นพวกผมเปิดประตูเข้ามาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ฟังเป้อโม้ต่อตาแป๋วจนไอ้เด็กพูดมากไม่ทันรู้สักนิดว่าผมเข้ามาแล้ว พอเห็นดังนั้น ผมกับโอมเลยได้ที……………… คลานลงกับพื้น.. แล้ว….. “เนี่ย แก้ตั้งหลายรอบแน่ะพี่!! ขนาดไอ้น็อตยังเบลอเลย! ดีว่าผมน่ะนะ….. โอ๊ย!!!!!!!!!!!!!!!!!!” “ก๊ากกกกกกกกกกกกกกก ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ขำนํ้าตาเล็ดว่ะ! ผมกับโอมลงไปนอนขำกลิ้งพลางยกมือแปะกันอย่างชอบใจทั้งที่เราทั้งคู่ยังมีขนหน้าแข้งไอ้เป้อติดมือกันคนละกระจุกอยู่ กร๊ากกกกกกก ไอ้เด็กหน้าตี๋ร้องอูย ๆๆ พลางล้มตัวมองซากความเสียหายของขนที่ร่วงเป็นหย่อม ๆ บริเวณหน้าขา “เล่นไรวะพี่!! โคตรเจ็บ!” “ก็มึงขี้โม้ กูหมั่นไส้ นี่แน่ะ!” ไม่ด่าเปล่า ขอตบหัวอีกทีเหอะ ผมกับโอมผลัดกับโบกหัวเหม่ง ๆ ของไอ้เป้ออย่างสนุกสนานขณะที่พี่ดิวผสมโรงขำไปด้วย “มันเล่าไรพี่ อย่าไปเชื่อมัน แม่ง ขี้โม้”

“เหอะ กูไม่ได้ฟัง ปล่อยแม่งพล่าม” ก๊ากกกกกกกก เท่านั้นแหละ ไอ้เป้อหน้าบูดเป็นตูดน้องวินทันที “จำไว้เลยนะ… งอนแล้ว!” อ้าว ชิบหายอีกกู เดี๋ยววันหลังมีงานด่วนจะเรียกใช้มันไม่ได้ “โอ๋ ๆๆ ล้อเล่นนนนนน มึงเก่งงงงงงงงงง อย่างอน ๆๆ เอ่เอ้ ๆ” แต่อย่าคิดว่าวิธีปัญญาอ่อนแบบนี้จะเป็นของผมครับ ไอ้เชี่ยโอมเห็น ๆ ที่ทำท่าก๊องแก๊งอยู่หน้าไอ้เป้อมัน (ตั้งแต่มีแฟนเด็ก เอาใจเก่งขึ้นเยอะนะมึง) จนไอ้เป้อต้องหัวเราะแล้วปัดมือรุ่นพี่ปัญญาอ่อนไปมา.. เออกูว่าพวกมึงอะ ปัญญาอ่อนพอกัน “แล้วไอ้น็อตไปไหนอะ ไว้ว่าง ๆ จะพามึงสองตัวไปเลี้ยงหนม” “ช่วยพี่ฟิล์มดูโซนวงโยฯอยู่ลานอิฐอะพี่ เดี๋ยวผมบอกมันให้” เป้อตอบผมให้พยักหน้ารับ แต่…. ฟังแล้วแปลก ๆ ว่ะ “ไอ้น็อตช่วยไอ้ฟิล์มอยู่ลานอิฐ?…… แล้วมึงล่ะ!? ไอ้สัดนี่ อู้นัก ไปช่วยพวกนั้นเลย!” ผมบ่นพลางเงื้อมือหมายจะตบกบาลมันซํ้าอีกรอบ แต่แม่งเสือกรู้ทัน เพราะเป้อแค่ยิ้มแหะ ๆ แล้ววิ่งปรู๊ดหายออกไปจากห้องชมรมทันที “แล้วจะ ออกไปช่วยวงป่าวโน่” เสียงพี่ดิวถามผมที่ชูมือเก้อ ขณะกำลังยกคูลเลอร์นํ้าออกไปสวัสดิการน้อง ๆ อยู่ “ไปดิ่พี่ เอามา ๆ เดี๋ยวผมช่วยถือ” ผมอาสาช่วยพี่ดิวเต็มที่ แต่…. ทำดีไม่ค่อยขึ้นจริง ๆ ว่ะ เพราะไอ้โอมเสือกฉุดคอเสื้อผมลงไปนั่งหงายหลังบนโซฟาแทนซะอย่างนั้น!? “ไม่ ต้องกระแดะ มึงอยู่นี่รับโทรศัพท์จากสมาคมไป เขาจะโทรมาก่อนห้าโมงเย็นเรื่องส่งวงโยฯไปแข่ง แต่ถ้าเค้าไม่โทรมามึงต้องโทรไป เข้าใจ๊!” เออดี มอบหน้าที่สบายโคตร ๆ ให้กูเชียว แค่นอนในห้องรอโทรศัพท์เฉย ๆ เนี่ยนะ!? ทำไมไม่ทำเองวะ ผิดวิสัยขี้เกียจของมึงว่ะ ผมขมวดคิ้วมองหน้าไอ้โอมงง ๆ แล้วก็ต้องหัวเราะหึ เมื่อนึกอะไรบางอย่างออก “เออ ได้ กูนอนตากแอร์เฝ้าโทรศัพท์เอง เชิญมึงไปลำบากป้อนข้าวป้อนนํ้าเด็กวงโยฯตามสบาย หึหึหึ” แต่พอจบคำเท่านั้นแหละ แม่งหันมาส่งสายตาเขียวปั๊ดใส่ทันที “เดี๋ยวกูเปลี่ยนใจแม่ง!” โห ขู่อีก เห็นดังนั้นผมเลยต้องรีบยกมือไหว้มัน “ไปเหอะค๊าบบบบ พี่โอมม น้องโน่อาสารอโทรศัพท์คุณหญิงอยู่ที่นี่แหละก๊าบบบบ” ก็เพราะเดี๋ยวเกิดเปลี่ยนใจจริง ๆ ผมจะพลอยซวยอดนอนตากแอร์ไปด้วย แหะ ๆ ตัวกูเป็นขนว่ะ

ไอ้ โอมยกนิ้วชี้หน้าผมเคือง ๆ ก่อนจะเดินช่วยพี่ดิวถือคูลเลอร์นํ้าออกไปขณะผมปฏิบัติภาระกิจกลิ้งเล่นรอบ ห้องอยู่ โอ่ย.. น่าเบื่อชิบหาย บทจะมีอะไรทำก็ประเดประดังเข้ามาพร้อมกันซะหมด แต่พอบทจะว่าง ก็ไม่มีห่าอะไรให้จรรโลงใจเล้ยยย ผม เดินไปนั่งแหมะบนพื้นกลางห้องพลางคว้าเอากีต้าร์โปร่งตัวที่ใครสักคนคงวาง ทิ้งไว้มาดีดไล่เสียง.. อืม เล่นเพลงไรดีวะ ผมพลิกหนังสือเพลงตรงหน้าหาอะไรทำฆ่าเวลาไปด้วย ‘เช้าไม่กลัว ไม่กลัว ก็กลัวจะไม่เช้า เช้าแค่ไหนก็ไหว’ แต่ไม่ใช่เพลงนี้มั้ง…… โทรศัพท์กูดังนี่หว่า ผมยกตูดขึ้นข้างหนึ่งดึงมือถือในกระเป๋ากางเกงมากดรับทั้งที่ไม่มองเบอร์ “อยู่ไหนอะโน่” แต่ไม่ต้องมองก็รู้ว่าใคร “ห้องชมรม มึงล่ะ” ปุณณ์เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถามผมเสียงเบา ๆ แทนคำตอบว่า “ไปหาได้มั้ย..” แล้วทำไมต้องทำเสียงอย่างนั้นวะ? “มาดิ่ มาเลย” ผมอนุมัติคำขอ ก่อนปลายสายจะวางหูไป รอไม่นานนักประตูห้องชมรมก็เปิดออก “อ้าว อยู่คนเดียวอีกแล้วเหรอ” “อือ คนอื่นซ้อมวงอยู่ลานอิฐ กูรอรับโทรศัพท์” ปุณณ์พยักหน้ารับคำอธิบายนั้นก่อนจะเดินมาล้มตัวลงนั่งหน้าผม “ก็ว่าได้ยินเสียงอยู่.. แล้วนี่ทำไรวะ” “ขูด หินปูนมั้ง..” ก็ถามมาได้ เห็นอยู่ว่ากูแบกกีต้าร์ไว้บนตัก แต่พอจบคำนั้น ผมถูกไอ้ปุณณ์ทุบหัวหนึ่งที “กวนตีน… ขนมเมื่อคืนได้กินป่าว” ไม่เห็นเกี่ยวกันเลยนี่หว่า ผมเลิกคิ้วมองหน้ามัน แล้วยิ้มตอบ “กินดิ่ อร่อยดี ขอบใจว่ะ” เรียกรอยยิ้มปุณณ์ให้กว้างขึ้นไปอีก “แล้วฝันดีมั้ย”

“ดูตากูเด่ะ..” แรคคูณซิตี้ขนาดนี้ยังกล้าถาม ไอ้ปุณณ์หัวเราะฮ่า ๆ ขณะที่ผมขำเบา ๆ แล้วนั่งเกลากีต้าร์เป็นเพลงมั่วต่อ ระหว่าง เราเงียบไปพักหนึ่ง เหลือเพียงเสียงกีต้าร์เท่านั้นที่ดังในห้อง… ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อสัมผัสได้ว่าปุณณ์มองผมนานเกิน 5 นาทีแล้ว ทั้งที่ผมไม่ได้สบสายตามันเลย ไม่รู้สิ… คงเป็นเพราะผมรู้ล่ะมั้ง ว่าปุณณ์ถ่อมาถึงนี่ทำไม.. “เมื่อ วานที่มึงโทรมา กูเป็นห่วงมากนะ.. รู้ใช่รึเปล่า” …………. อืม นี่ไง.. ผมรู้.. รู้ว่าทำให้ปุณณ์ไม่สบายใจ.. แต่ทุกอย่างก็บอกผม ว่าผมจะแบกความรู้สึกพวกนั้นไปหาปุณณ์ไม่ได้… เป็นเพราะผมเพิ่งทำให้ยูริร้องไห้และเดียวดายกลับไป ผมเองก็ไม่สมควรจะมีใครมาปลอบใจเช่นเดียวกัน ผม ไม่ได้ตอบคำถามนั้น จึงกลายเป็นช่วงเวลาที่เราสองคนต่างเงียบในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ.. แม้กระทั่งเสียงกีต้าร์จากปลายนิ้วผมก็หายไป.. เพราะรู้สึกราวกับตัวเองถูกดูดพลังทั้งหมดไปแล้ว.. เรา เงียบจนได้ยินแม้เสียงลมจากแอร์ที่ให้ความเย็นอยู่.. ผมเม้มริมฝีปากแน่นก่อนปุณณ์จะพูดอีกประโยคออกมา “มีอะไรที่กูต้องรู้บ้างมั้ย…” ผม เงยหน้ามองตอบดวงตาคมที่เต็มด้วยความหวาดหวั่นคู่นั้น เพราะไม่เคยเห็นปุณณ์เป็นอย่างนี้มาก่อน ใบหน้าปุณณ์ราวกับอ้อนวอนผมอะไรบางอย่าง ที่ยังไม่เข้าใจ ดวง ตาคู่นั้นทำให้ผมปฏิเสธคำตอบไม่ได้ แต่กว่าคำพูดจะถูกแค่นออกมาก็ยากลำบากเหลือเกิน “กู… ไปบอกเลิกยูริมา.. บอกเขาว่าคงคบต่อไม่ได้ แล้วเขาก็………… ร้องไห้…” ผมค่อย ๆ เล่าโดยไม่สบนัยน์ตาคู่นั้นอีก พื้นห้องที่มองอยู่ดูเวิ้งว้างจนหนาวเหน็บ “กู…. ไม่รู้ดิ่…. กูไม่อยากเห็นเค้า.. ร้องไห้….. มันทำให้กู.. เกลียดตัวเอง…” “โน่ คิดดีแล้วจริงหรือเปล่า..” แต่ด้วยคำนั้นทำให้ผมต้องกลับไปมองหน้าปุณณ์ทันที คราวนี้เป็นปุณณ์เองที่ไม่สบตาผม “โน่คิดเรื่องยูริดีแล้วจริงเหรอ..” “ทำไมปุณณ์พูดงั้น?” ผมส่งเสียงหนัก ๆ กลับไปหาคนตรงหน้า ที่ดูมีอะไรในใจมากมายจนเดาไม่

ออก “……………” ปุณณ์ไม่ตอบผมแต่ใบหน้าด้านข้างที่เห็นนั้นดูเศร้าหมองจนต้องเอื้อมมือแตะ ไหล่มัน ให้หันมาสบตาผมใหม่ “ปุณณ์….” ผมเรียกชื่อนั้นอีกครั้งเบา ๆ อีกฝ่ายจึงได้ส่งยิ้มฝืน ๆ มาให้ “ไม่ รู้ดิ่… กูคงคิดมากไปเอง ฮะ ๆๆ” แต่เสียงหัวเราะที่ได้ยินกลับฟังดูไม่สดชื่นเอาเสียเลย ผมมองใบหน้าหมองที่หลบตาผมอีกครั้ง มองปุณณ์ทำทีเป็นเปิดหนังสือเพลง ไม่มองผมอีก ท่าทางผิดปกติเหล่านั้นเรียกให้ผมส่ายหัวหน่าย ก่อนจะเกลาอินโทรกีต้าร์เพลงหนึ่ง ที่ยังคงจำได้ดีขึ้นมา ฉันดีใจที่มีเธอ… ปุณณ์ มองหน้าผมด้วยความตกใจ แทบจะทันทีที่อินโทรเพลงนี้ดัง.. ผมยิ้มให้ท่าทางแบบนั้นของมัน ก่อนจะพูดต่อขณะเกลากีต้าร์ไป “กูคิดดีแล้วเรื่องยูริ… เพราะถึงจะคบกันต่อ กูก็คงรักเขาไม่ได้…..” “รู้ ได้ไง.. มึงเสียใจขนาดนั้น จริง ๆ อาจจะรักยูริก็ได้ ใครจะรู้” เสียงทุ้มที่ได้ยินตัดพ้อเป็นเด็ก ๆ นำให้ผมหัวเราะหึหึ ก่อนจะพูดต่อ “ก็รักมึงไปแล้วนี่หว่า….” อืม.. ท่อนนี้เกลายากเหมือนกันแฮะ ปุณณ์มันก็เก่งใช่เล่นนี่หว่า.. “อะไรนะ!!!?” โห… จะตะโกนเสียงดังหาแมวที่ไหนไม่ทราบ ผมเหลือบตามองไอ้หล่อที่นั่งหน้าเหวออยู่ ก่อนจะแกล้งทำเป็นเกลากีต้าร์ต่อ ไม่สนใจคำถามมัน “โน่……… เมื่อกี้พูดว่าอะไรครับ!! ขอฟังอีกรอบได้ไหมอะ!! นะโน่ นะ ๆๆๆๆๆๆๆๆ” ว่าแต่ไอ้คนเล่นบทโศกเมื่อกี้ มันหายไปไหนแล้ววะ!? ผมหัวสั่นหัวคลอนทั้งที่มือยังเกลากีต้าร์เพราะไอ้ปุณณ์เล่นเขย่าตัวผมด้วยความแรงวัดได้ 8 ริกเตอร์โดยประมาณ “พูดไร กูปล่าวววววววววววววว หึหึหึหึ” ผมโบ้ยทั้งที่ยังถูกเขย่าอยู่ โว้ยยย คนจะเล่นกีต้าร์ มึงยุ่งอะไรนักหนาเนี้ย!! ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปดีดคอร์ดเพลง น้องเปิ้ลน่ารัก ของ พาราด็อกซ์ ที่บังเอิญเปิดเจอ

เรียบร้อยแล้วครับ “โน่!!! บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!!! ถ้าไม่พูดนะ!!!! กูจะ…………………..” มันจะทำอะไรวะ.. จะฆ่ากูป่าววะ เมื่อเช้าเพิ่งอ่านหนังสือพิมพ์ลงข่าวผัวหึงโหด ใช้ปืนยิงเมียดับ ขึ้นหน้าหนึ่งไทยรัฐด้วย.. เอ๊ะ แล้วระหว่างเราใครเป็นผัวเป็นเมียวะ เออช่างเหอะ ปุณณ์คงไม่ทำแบบนั้นมั้งงงง ผม หยุดดีดพลางเหล่มองมันอย่างกลัว ๆ เพราะเกรงว่าเดี๋ยวมีงอนอีกรึเปล่า แต่ปุณณ์กลับยิ้มกว้างแล้วดึงผมไปกอดแน่น จนแทบไม่มีอากาศหายใจ “กูจะกอดมึงให้แน่นที่สุดเลย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เฮ้อ.. โล่ง… ผมหัวเราะขำก่อนจะดึงมือออกจากกีต้าร์มาตบบ่าตอบมันเบา ๆ ปุณณ์ กระชับกอดผมแน่นพลางพูดต่อ “มึงรู้ปะว่าเมื่อคืนกูนอนไม่ได้ทั้งคืน กูกลัวไปหมดอะโน่ กูกลัวว่ามึงจะคิดได้ว่าจริง ๆ แล้วคนที่มึงรักเป็นยูริ ไม่ใช่กู.. กูกลัวว่าทั้งหมดจะเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจของมึง.. กูกลัวว่ามึงจะตื่นมาตอนเช้าแล้วบอกกูว่ามึงเลือกยูริ กูกลัวจนกูแทบทำอะไรไม่ได้… เพราะสำหรับกู กูคิดดีที่สุดแล้ว ว่าคนที่กูรักหลังจากนี้ต้องเป็นมึงเท่านั้น…. ได้ยินมั้ยโน่… กูรักใครไม่ได้แล้วถ้าไม่ใช่มึง..” ปุณณ์พ่นความรู้สึกในใจออกมาทั้งหมดพร้อมอ้อมแขนแนบแน่นจนผมต้องกอดกลับ เพื่อให้รู้ว่าผมเองก็ไม่ได้คิดต่างจากปุณณ์เท่าไหร่ ผมกอดพลางโขกหัวตัวเองลงกับคนตรงหน้าเบา ๆ ก่อนจะค่อยผลักร่างอีกฝ่ายออกมา “ปุณณ์… มึงฟังนะ…” ผมสบดวงตาคมคู่นั้น หวังให้มันเห็นความจริงจากนัยน์ตาผม แต่สิ่งที่เห็นกลายเป็นดวงตาปุณณ์ มองตอบมาราวกับจะอ้อนวอน ซึ่งไม่จำเป็นเลย.. ผมไม่เคยคิดทำให้คนตรงหน้าเสียใจอยู่แล้ว “กู ได้ยินอย่างนี้กูน้อยใจนะ.. กูไม่เคยทำให้มึงเชื่อเลยใช่มั้ยว่ากูคิดยังไง….” ถึงตรงนี้ไอ้หน้าหล่ออ้าปากจะเถียง แต่มึงรอไปก่อน ขอกูพูดให้จบ “ทั้งเรื่องของมึง แล้วก็เรื่องของยูริ เป็นเรื่องที่กูคิดมาดีแล้วพอ ๆ กัน… กูรักยูริมาก แต่มึงก็รู้ ว่ารักที่กูมีให้ยูริมันไม่เหมือนที่กูมีให้มึง… ยูริเป็นเพื่อนที่ดีกับกูมาก เขาเคยอดทนกับกูมาทุกอย่าง แต่กูกลับทำให้เขาเสียใจ….” ผมเว้นวรรคไปช่วงหนึ่งเมื่อภาพใบหน้าเปื้อนนํ้าตาของยูริกลับมาในความคิดอีก ครั้ง “กู… เกลียดตัวเองที่ทำให้คนอื่นต้องเสียใจ…. ไม่รู้ดิ่.. เขาทำอะไรให้กูตั้งหลายอย่าง… แต่กู… นอกจากจะตอบแทนเขาไม่ได้แล้ว กูยัง……………” ถึง ตรงนี้ริมฝีปากนุ่มของปุณณ์เลื่อนมาประทับกางกั้นคำพูดผม ราวกับไม่อยากฟังต่อ ผมยอมให้ปุณณ์ขโมยคำพูดทั้งหมดไป เพราะคนตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกสบายใจเหลือเกิน

“ไม่พูดต่อนะ… โน่ทำดีที่สุดแล้ว รู้มั้ยครับ..” ปุณณ์กระซิบให้กำลังใจผม ก่อนจะคลี่ยิ้มที่ทำให้อุ่นไปถึงหัวใจ “โน่ไม่รู้หรอกว่าตัวเองวิเศษแค่ไหน… โน่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตผมนะ” เข้าใจยอนี่! ผมยิ้มรับคำอวยจากปุณณ์ ก่อนริมฝีปากบางคู่นั้นจะทาบทับลงมาอีก ครั้งนี้ผมปล่อยให้อีกฝ่ายได้ทำตามใจ เพราะช่างน่าแปลกที่แค่สัมผัสเดียวจากปุณณ์ กลับเรียกเอาพลังและกำลังทั้งหมดกลับคืนมา.. จูบนี้เปรียบดั่งรางวัลการันตี ว่าสิ่งที่ผมทำลงไปนั้น ถูกต้องแล้ว ปุณณ์เองก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตผมเช่นกัน =] เรา สองคนผลัดกันจูบอย่างโหยหาในความรักจากอีกฝ่าย จูบของปุณณ์ราวกับต้องการส่งต่อความรู้สึกทั้งหมดที่มีผ่านปลายลิ้นนี้ เลยกลายเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องตอบโต้กลับ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่า สิ่งที่อัดแน่นในใจผมนั้น ไม่แตกต่างกันเลย จูบ ของเราร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อไม่มีใครเป็นฝ่ายยอมจำนนก่อน ริมฝีปากปุณณ์ทาบลงมาซํ้า ๆ ยํ้า ๆ พร้อมปลายลิ้นอุ่น ที่ทั้งออดอ้อนและซุกซนไม่แพ้มือเจ้าของ ผมตีมือปุณณ์ทั้งที่เรายังจูบกันอยู่ เมื่อมือข้างหนึ่งเริ่มรุกรานมาในเสื้อนักเรียนผมโดยพละการ ปุณณ์ส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะใช้มือข้างนั้นเลื่อนมาจับใบหน้าผมให้เอียงรับรสจูบหวาน ๆ ได้ลึกลํ้ายิ่งขึ้น เรา สองคนเบียดร่างกายเข้าหากันแม้จะมีกีต้าร์คั่นกลาง เป็นเวลานานจนแทบไม่เหลืออากาศหายใจ เมื่อคนตรงหน้าผมไม่มีทีท่าจะยอมหยุด ซํ้ายังชักจูงจนผมเคลิบเคลิ้มกับการกระทำนั้นไปด้วย แต่หากยิ่งปล่อยให้นาน เราก็ยิ่งต่างควบคุมตัวเองได้ยากขึ้นทุกที ผมค่อย ๆ ยกมือข้างหนึ่ง หมายจะดันอีกฝ่ายให้ถอนริมฝีปากออก แต่ไม่ไวกว่าประตูห้องชมรมที่ถูกเปิด พร้อมเสียงแหลมเล็กซึ่งผมคุ้นเคยดีเสียงหนึ่ง “โน่…………….. ปุณณ์…………………….” ยูริ!?

52nd CHAOS

“กูขอโทษษษษษษษษษษษ!!!!!!!!!” เบื้องหน้าผมตอนนี้คือไอ้โอมที่ยกมือไหว้ไม่ยอมเอาลง นานกว่า 10 นาทีแล้ว ใช่ครับ.. เป็น 10 นาทีแล้ว ที่ยูริเข้ามาเห็นคำตอบของคำถามทั้งหมดที่เธอเคยถาม ก่อนจะวิ่งจากไปโดยไม่มีคำถามใด ๆ เพิ่มเติมอีก “เฮ้ย ไม่เป็นไร มึงไม่ผิดจริง ๆ” ผมบอกพลางแตะมือโอมที่ไหว้ค้างไว้ไม่ยอมเอาลง ด้วยเหตุผลเพราะไม่อยากให้มันเก็บเรื่องนี้ไปคิดมาก ว่ามันเป็นตัวการที่พายูริเข้ามาจนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างเมื่อกี้ นี้…. ก็ในเมื่อเราทุกคนต่างจำกัดความว่ามันคือ ‘เหตุการณ์ไม่คาดฝัน’ แล้วผมจะปล่อยให้โอมคิดโทษตัวเองอยู่แต่ฝ่ายเดียวได้ยังไง

“ไอ้เหี้ย! กูแม่ง…. ไม่น่าพายูริมาเลย….. กูขอโทษว่ะ….. กู….” “เฮ้ย พอ… มึงไม่ผิดเลยจริง ๆ เป็นพวกกูที่ไม่ระวังเองโอม…. พวกกู… ประมาทเอง” ผมแค่นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลยที่จะยอมรับความจริง ว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของตัวผมเอง.. มันไม่ได้เกิดจากยูริ ที่เพียงต้องการเอารูปสติ๊กเกอร์เมื่อวานมาให้ผมตามประสาเพื่อนที่ดีเท่า นั้น มันไม่ได้เกิดจากโอม ที่เพียงแค่หวังดีพายูริมาหาผมในห้องชมรม จะได้ไม่ต้องฝ่าฝูงผู้ชายมาเองทั้งที่ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ แต่ทุกอย่างล้วนเกิดจากตัวผม.. ผมที่สนใจแค่ความต้องการของตัวเอง โดยไม่เคยคำนึงถึงผลที่จะตามมาเลยสักครั้ง

ผม บีบมือโอมเบา ๆ เตือนให้มันลดมือที่พนมอยู่ลง แม้ว่าหน้าตามันจะไม่ยินยอมอยากทำอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็ทำตามโดยดี โอมมองตอบใบหน้าผมเหมือนต้องการพูดคำขอโทษต่ออีกสักร้อยคำ ทั้งที่ผมคิดว่าโอมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้นเลย.. “โอ๊ยย… กูแม่งงง…….. โว๊ยยยยยยย!!!” สุดท้ายมันจึงได้แค่แหกปากโวยวาย ตีอกชกหัวตัวเอง

ก่อนจะเดินกระทืบเท้าปึง ๆ ออกจากห้องไป โดยไม่ลืมปิดประตูให้พวกผมก่อนออก (แม้จะโคตรรรแรงก็เหอะ) เฮ้อ.. ไอ้โอมก็แบบนี้แหละครับ ชีวิตเหมือนจะไร้สาระ แต่ก็รับผิดชอบทุกอย่างที่ทำ (เวลาที่มันไม่ได้กวนตีนนะ) เพียงแค่ครั้งนี้ ผมไม่เห็นว่ามีสิ่งใดที่โอมสมควรต้องรับผิดชอบจริง ๆ

เสียง ที่เคยโหวกเหวกภายในห้องชมรมเมื่อไม่กี่นาทีก่อนกลายเป็นสงบลง เหลือเพียงลมหายใจของผม ที่ถูกระบายออกมาหนัก ๆ.. ความรู้สึกปวดหัวและสับสนกำลังประเดประดังเข้ามาเล่นงานจนผมตั้งตัวไม่ทัน จำต้องล้มลงนั่งบนโซฟาตัวยาว ที่มีอีกคนเอนหลังอยู่ก่อนแล้ว

ใช่ ครับ.. ปุณณ์ยังไม่ไปไหน มันยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ และมีท่าทีกังวลตลอดจนผมรู้สึกได้ ผมเหลือบมองใบหน้าคมคายที่เต็มด้วยเค้าแห่งความกังวลนั้น ประกอบกับฝ่ามือชื้นเหงื่อทั้งสองข้าง ที่เจ้าของมันกอบกุมกันแน่นอีก

“ปุณณ์…. เป็นไรรึเปล่า?” แต่ถึงแม้เรี่ยวแรงตนเองแทบจะหมด ผมก็ยังอดเอ่ยถามคนข้าง ๆ ด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ปุณณ์กำลังคิดคงไม่ต่างจากโอมเท่าไหร่

“กู…. ขอโทษนะ” แล้วก็เป็นดังคาด ผมมองปุณณ์ที่หันมาตอบเสียงแผ่วพร้อมนัยน์ตาหมองถนัด แล้วอย่างนี้คนฟังอย่างผมจะทำเช่นไรได้ นอกจากส่งยิ้มเรียกกำลังใจคืนกลับไป

เรี่ยวแรงที่คงเหลืออยู่ทั้งหมด ผมขอใช้มันยิ้มให้แก่คนตรงหน้าผม “ขอโทษไรวะ คิดมาก! ถ้าจะผิด ก็ผิดด้วยกันทั้งคู่แหละ” ผมว่าพลางตบบ่าแกร่งนั้นเบา ๆ ด้วยคำพูดที่ตรงกับใจเพียงครึ่งหนึ่ง เพราะในความคิดของผมจริง ๆ แล้ว ผมไม่เคยนึกโทษปุณณ์แม้แต่น้อย

หากใบหน้าคมนั้นยังคงเคร่งขรึม “แต่เป็นกูที่……….. เริ่ม..”

อืม… งั้นถ้าเป็นแบบนี้ล่ะ…… ผมคลี่ยิ้มให้ไอ้คนหน้าเครียดที่กำลังสบสายตาผมอยู่ ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนวงหน้าไปจรดริมฝีปากเหนือกลีบปากสีอมส้มนั้นเบา ๆ ปุณณ์ดูตระหนกนิดหน่อย แต่ก็ยินยอมให้ผมเป็นฝ่ายรุกลํ้าโดยดี ผมแอบอมยิ้มกับท่าทีว่าง่ายนั้นก่อนจะกวาดชิมรสหวานจากปากของปุณณ์จนกว่าตน เองจะพอใจ “ทีนี้ผิดเท่ากันรึ ยัง” จนกระทั่งถอนริมฝีปากออก ผมจึงได้หลิ่วตาถามคนตรงหน้า ให้มันส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ แทนคำตอบที่ผมต้องการ “แล้ว…. ไม่ตามเค้าไปจะดีเหรอ..” คือคำถามจากปุณณ์ในเวลาต่อมา

อืม…. ความรู้สึกหนักอึ้งแล่นวนกลับมาทันทีหลังจากได้ฟังคำถามนั้น ผมยอมรับว่าตัวเองนิ่งไปเพราะจนด้วยคำตอบ.. แม้เมื่อกว่า 10 นาทีก่อน สองขาของผมจะสั่งการให้ตัวเองวิ่งตามยูริไป แต่สมองกลับตะโกนถามดังกว่านั้น ว่าผมจะตามยูริไปอีก เพื่ออะไร

ใน เมื่อผมไม่สามารถทำอะไรให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้สักอย่าง ไม่ว่าจะก้าวออกไปยอมรับหรือปฏิเสธ.. ผมไม่สามารถปิดบังเรื่องราวทั้งหมดได้ต่อ ในเมื่อภาพที่ยูริเห็น ล้วนฟ้องความจริงจนหมดเปลือก แต่ถึงอย่างนั้น ผมกลับไม่มีความกล้าหลงเหลือพอที่จะสารภาพความจริงออกไป ในเมื่อ.. ยิ่งผมพูดมากเท่าไหร่ ก็เท่ากับยิ่งซํ้าเติมจิตใจของยูริมากเท่านั้น

แล้วผมยังเหลือวิธีไหนอีก………

ทุกอย่างในหัวรวมกันหนักอึ้งเสียจนต้องหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน

“โน่…” แต่แล้วเนื้อเสียงทุ้มที่ผมคุ้นเคยดี กลับคอยฉุดให้ผมตื่นจากภวังค์ พร้อม ๆ กับฝ่ามืออุ่นข้างเดิมนั้น ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็คอยยํ้าเตือนเสมอ ว่าที่ตรงนี้ยังมีใครอีกคนคอยเคียงข้างผมอยู่.. ผมลืมตามองรอยยิ้มปุณณ์ ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็น่ามองจนไม่อยากให้หายไป

“ขอบ คุณนะ” ผมเอ่ยคำนี้กับคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกบางอย่างที่บรรยายไม่ถูก… ผมไม่รู้ว่าหลังจากนี้เรื่องราวทั้งหมดจะลงเอยเช่นไร แต่ผมรู้สึกอุ่นใจ ทุกครั้งที่ลืมตามาเห็นปุณณ์อยู่ข้างกาย

ผมรู้สึกว่าตัวเองจะปลอดภัย

*** หลัง จากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ดูท่าว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมกับยูริจะจบลง เพราะเธอไม่เคยโทรมาหา ออดอ้อนชวนไปดูหนัง กินข้าว รวมถึงช้อปปิ้งด้วยกันอีก แม้แต่ในเวลาที่ผมตัดสินใจต่อสายโทรศัพท์ไปหาเธอ กลับพบว่ามีเพียงสัญญาณเรียกเข้าเท่านั้น ที่ยูริอนุญาตให้ผมได้ยิน เย็น วันหนึ่งเมื่อประมาณอาทิตย์ที่ผ่านมา เราสองคนบังเอิญเจอกันบนรถไฟฟ้าระหว่างทางกลับบ้านโดยไม่คาดคิด ผมยอมรับว่าตัวเองรู้สึกประหม่าไม่น้อยที่ต้องเผชิญหน้ากับยูริ ทั้งที่เคยทำเรื่องไม่ดีไว้ขนาดนั้น แต่ก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้อีก นอกจากส่งยิ้มเป็นมิตรให้เธอตามแบบฉบับที่ผมเคยเป็น แม้จะรู้ตัวดีว่าอีกฝ่ายไม่อยากเห็นหน้า หรือแม้แต่ผูกมิตรกับคนอย่างผมแล้ว

ภาพ ที่จำได้ติดตาคือใบหน้าเฉยชาราวกับคนไม่รู้จักกันของยูริ.. ดวงตาเธอมองผ่านผมไปราวกับว่าผมไม่มีตัวตนอยู่ ซึ่งก็คงถูกแล้วที่เป็นเช่นนั้น เพราะไอ้คนอย่างผม หากไม่มีตัวตนอยู่ในชีวิตยูริจริง ๆ.. เรื่องทั้งหมดก็คงดีกว่านี้

ยิ่ง ผมได้กลับมาคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำร้ายยูริมากเท่านั้น เพราะมันเป็นผม.. คนที่เพิ่งบอกเลิกเธอกับปากเมื่อ 24 ชั่วโมงก่อน ก่อนที่จะปล่อยให้เธอมาเห็นกับตาตัวเองว่า สาเหตุที่ผมบอกเลิกยูริ เป็นเพราะอะไร.. เป็นเพราะ ผม เลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับ ปุณณ์ ผู้ชายที่มีศักดิ์เป็นถึงแฟนเก่าของเพื่อนสนิทเธอ อีกทั้งยังภาพที่ยูริเห็น ก็แทบเป็นภาพเดียวกับภาพสุดท้ายในโลกที่เธออยากเห็น.. ผม ไม่เคยคิดโทษยูริที่โกรธขนาดนั้น เพราะผมมันไม่มีสิทธิ์อะไรเลย ในเมื่อผม คือฝ่ายที่ทำร้ายความรู้สึกเธอ จึงไม่ใช่ผม.. ที่มีสิทธิ์ตัดสินว่าควรทำอย่างไรต่อไป หากแต่เป็นยูริ ซึ่งถ้าเธอพิพากษาว่าคนอย่างผมไม่คู่ควรที่จะเป็นเพื่อนด้วยอีก ผมคงไม่สามารถอุทรณ์อะไรต่อได้… เพราะไม่ว่ายูริจะมอบบทสรุปรูปแบบไหนให้แก่ผม.. ผมก็ยินยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ผมสมควรแล้วที่จะได้รับบทสรุปนั้น.. เฮ้ออออ… เค้าว่าถอนหายใจหนึ่งครั้งอายุจะสั้นลง 7 วิ (จริงปะวะ) แต่ถ้าจริงผมคงเหลืออายุขัยอีกไม่กี่นาทีแหง๋ ๆ ก็….. ‘โครมมมมมม’ แล้วใครวะเอาหมอนมาทุ่มหัวกู!!!!!!!!!!!!!! แม่งงงง… คนกำลังนอนใช้ความคิดอยู่แท้ ๆ!! ผมพลิกตัวมองหน้าผู้ต้องหาที่มายืนคํ้าหัวอยู่แล้วก็ต้องผงะ เพราะผมที่นอนตัวยาวบนพื้นห้องชมรมในตอนนี้ พบว่าหน้าตัวเองวางห่างจากตีนไอ้โอมแค่ไม่ถึงคืบ “หืมม ไอ้เชี่ยยยยยยยยยย เอาออกไปเลยนะ!!” แล้วใครยอมนอนดมตีนมันต่อก็บ้าแล้วครับ!! ไอ้สาดดดดด ผมผลุนผลันดันตีนมันออก ก่อนจะต้องลุกขึ้นนั่งเกาหัวอย่างขัดใจ

แต่ ไอ้โอมยังมีหน้ามาหัวเราะอีก “ก็กูเห็นมึงนอนเหม่อดีนัก เรียกไงก็ไม่ตอบ เลยต้องเอากลิ่นมาดามหอมชื่นนนนใจให้ดม เป็นไง ชื่นนนนใจม๊ะ?” พ่ออออออ มึงสิ ผมหันไปชูนิ้วกลางใส่มันด้วยความพิศวาสกลิ่นมาดามเป็นอย่างยิ่ง เฮ้อ.. วันนี้เป็นวันที่เราสองคน (ผมกับโอม) ต้องมานอนเฝ้าห้องชมรมกันทั้งเช้า กลางวัน รวมถึงเย็นด้วยครับ เนื่องจากไม่มีใครอยู่เลยนอกจากพวกผม เพราะไอ้ฟิล์มเล่นยกโขยงพาน้อง ๆ รวมถึงรุ่นพี่บางส่วนไปแข่งขันวงโยธวาทิตที่เมืองนอก นับดูแล้วเหลืออีกตั้งหลายวันกว่าจะกลับ ทิ้งให้พวกผมดักดานอยู่ในประเทศเขต(โคตร)ร้อนแบบนี้อย่างสุดแสนจะเซ็ง ผมนั่งเหล่ไอ้โอมที่เมื่อกี้แวะมาทุ่มหมอนกวนประสาทผม ก่อนมันจะเดินไปกระชากใบอะไรบางอย่างจากบอร์ดออกมายื่นให้ต่อ…… อะไรวะ? “ร้านคิโนะเค้าโทรมาบอกให้มึงไปเอาสารานุกรมที่สั่งไว้วันนี้ ไอ้ควายยยยยยย โทรศัพท์แหกปากลั่นห้องตั้งนานมึงไม่รู้สึกตัวเลยใช่มะ!!” อ้าวเหรอ…….. แล้วโทรศัพท์ดังตอนไหนวะ??? ว่าแต่…. ถ้าไอ้โอมอยู่ในห้องด้วยแล้วปล่อยโทรศัพท์ดังตั้งนานกว่าจะรับทำไม นี่แสดงว่าระหว่างผมเผลอมันแอบเปิดตูดหนีไปเตะบอลอีกแล้วสิ! โห ไอ้เพื่อนชั่วววววว….. ผมล่ะอยากอ้าปากด่ามันซักสามยก ถ้าไม่ติดว่าใบเสร็จรับเงินปั้มตราร้านหนังสือ kinokuniya ลอยมาปิดหน้าเอาไว้ก่อน “ไป เอา ด้วย นะ มึง !!” แล้วไอ้ห่านี่ยังมีหน้ามายํ้าอีก!!!!! แม่งพูดเหมือนจะไม่ไปด้วยยังงั้นอะ!!!! “ไปด้วยกันสิวะ!” “ไม่ว่างโว๊ยยยยยยยยยยยย” แต่อ้าววว…….. แล้วอะไรของมัน?? ผมมองตอบไอ้โอมที่ร้องปฏิเสธแทบทันทีด้วยใบหน้าที่เขียนคำว่า ‘ไม่เข้าใจ’ ตัวใหญ่กว่าควายแปะคาไว้บนหน้าผาก ท่าทางไอ้โอมจะอ่านใบหน้าแบบนั้นของผมออก เพราะตอนนี้มันกำลังอ้าปากอธิบายต่อ “ก็วันนี้อั๋นถึงกำหนดกลับมาแล้วว บ้านกูต้องแห่ไปตั้งขบวนรับที่สนามบินนู่นน กูโดนจิกให้รีบกลับบ้านหลังเลิกเรียนเนี่ย” อ้าวจริงดิ่!? เฮียอั๋นจะกลับมาแล้วเหรอ!? ผมเริ่มลิงโลดเป็นเด็ก ๆ เพราะเฮียอั๋นคือพี่ชายแท้ ๆ ของไอ้เชี่ยโอมครับ ทั้งหน้าตาดี ใจดี และมีกึ๋นต่างกับมันลิบลับ ก็เฮียเล่นเป็นนักเรียนนอก พ่วงดีกรีปริญญาโททางด้านวิศวกรรมมาจากอังกฤษ แบบนี้จะเอาไอ้โอมไปเทียบด้วยได้ไงอะครับ ก็ไอ้ห่านี่แค่เรียนม.ปลายจะรอดรึเปล่า ดร.แหวนยังต้องลุ้นอยู่เลย

“เฮ้ย แล้วมึงว่าเฮียอั๋นจะมีของฝากมาให้กุปะวะ กุตื่นเต้นว่ะ” ว่าแล้วก็ขอฝันถึงช็อคโกแลตกล่องโต ๆ ซักสามสี่กล่องหน่อยเถอะน่าาาา อู๊ยย ลาภปากกกก ‘โป๊ก!!’ แต่แม่งงงง!! ไอ้ห่านี่จะขัดลาภกูไปถึงไหน!! ผมหรี่ตามองไอ้เชี่ยโอมที่เพิ่งประทุษร้ายผมด้วยมะเหงกอันใหญ่ก่อนจะตามมาเบิ้ดกะโหลกต่ออีกหนึ่งครั้งถ้วน (โหไอ้นี่ ได้ทีเอาใหญ่นะ!!) “พี่กูยังไม่ทันกลับ เสือกถามถึงของฝากละ ไม่ค่อยเลยนะมึง!!” ก็ทำอย่างกับมึงไม่เคย!! ผมเริ่มอุบอิบด่ามันไม่เป็นภาษา เพราะเคืองที่แม่งไม่ช่วยแบกหนังสือแล้วยังจะงกของฝากอีก เออ พูดถึงเรื่องหนังสือ มันไม่ไปช่วยแบกแล้วผมจะหอบกลับมาท่าไหนวะนั่น! “เชี่ยโอมม มึงไม่ไปช่วยกูจริงอะ สารานุกรมแม่งมีตั้ง 14 เล่มนะเว่ย” แถมปกแข็งอีกต่างหาก.. ผมขมวดคิ้วมองไอ้โอมที่ทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ลงท้ายด้วยการสะบัดหัวพรืดอยู่ดี “เหอะะะะะ ไม่ได้จริง ๆ ว่ะ วันนี้บ้านกูสั่งให้รีบที่สุด” “หูยยยยยยย แล้วใจคอมึงจะให้กูแบกคนเดียวจริงเหรอว๊าาาาา” แค่คิดก็หนักแล้ว… ยิ่งแต่ละเล่ม ไซส์ควาย ๆ ทั้งนั้น โอ่ย… ผม นั่งเกาหัวตัวเองไปมองใบเสร็จรับเงินของคิโนะไปอย่างจนตรอก แต่เพียงแค่ไม่นาน นํ้าเสียงเจ้าเล่ห์ของไอ้โอมก็ดังขึ้น “มึงจะไปยากอาไร๊….. แค่ยกโทรศัพท์กริ๊งเดียว ไอ้ปุณณ์ก็รีบกระดิกหางไปช่วยมึงแบกหนังสือแทนกูละ” เออว่ะ!!!!!! ลืมได้ไงเนี่ย!!!!!!! ว่าแต่ตะกี้ไอ้โอมมันบอกว่าปุณณ์ทำไมนะ? กระดิกหางรึเปล่า…..? เอ๊ะ ไอ้นี่ชักลามปาม แต่เดี๋ยวค่อยคิดบัญชีทีหลัง ตอนนี้ขอโทรหาปุณณ์ก่อน ผมหันไปยกนิ้วโป้งให้ความคิด (ชั่ว ๆ) ของไอ้เชี่ยโอม ก่อนจะต่อสายหาเบอร์เลขาสภาฯทันที ‘อย่า ลืมคำว่า รัก คำนั้น อย่าลืมความรู้สึกนั้น.. คำสำคัญนั้นมีค่า รักษาเอาไว้ให้ดี…… อย่าลืมคำว่า รัก คำนั้น ที่เคยบอกกันและกัน.. เพียงแค่คืนและวันได้เลยผ่าน อย่าให้อะไรมาเปิด รักเรา’ อืม……… แล้วก็เป็นเพราะ caller ring เพลงนี้แหละ ที่ทำให้ทุกครั้งเวลาผมเจอไอ้ฟี่ มันเป็นต้องหยุดชี้หน้าผม แล้วพูดคำว่า ‘อย่าลืม’ ทุกครั้งไป -_- เป็นไรมากมั้ยมึง -_- นี่ยังไม่ได้เอาผิดกับไอ้ตัวต้นเหตุเลยนะ ฝากไว้ก่อนเหอะ….

ผมนั่งฟังเสียงพี่บีร้องเพลงอยู่พักหนึ่งจนคิดว่าตัวเองจะต้องคอยเก้อซะแล้ว แต่จนแล้วจนรอดเจ้าของเบอร์ก็โผล่มารับสายจนได้ “ว่าไงครับโน่?……. เฮ้ยแม็ก! แม็กพิมคำนี้ผิด” เอ่อ…… เริ่มต้นมาก็ดูท่าไม่ค่อยดีเลยแฮะ ผมเกาหัวแกรก ๆ ขณะฟังเสียงปุณณ์บอกรุ่นน้องว่าต้องพิมพ์เอกสารคำร้องยังไง “ไงโน่ โทษที อยู่ห้องสภาฯอ่ะ” เอ้อ… กูโทรไปกวนรึเปล่าหว่า… “งั้นทำงานไปเหอะ เดี๋ยวกูค่อยโทรไปใหม่” “เฮ้ยไม่เป็นไร! คุยได้ มีไรรึเปล่าครับ” แล้วคุยได้จริงเหรอว้าา…. ผมขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงไอ้ฟี่โวยวายล้งเล้งอยู่ไกล ๆ คล้ายว่ามันกำลังเปิดศึกทะเลาะกับใครอยู่ แต่ ช่างเหอะ.. “เย็นนี้….. ว่างปะ” ไหน ๆ เสียเงินโทรมาแล้วก็ถามเลยละกัน (ไม่งั้นเสียดายค่าโทรศัพท์อีก) ได้ยินเสียงปุณณ์พลิกกระดาษอะไรซักอย่างในมือสองสามทีก่อนจะตอบ “ทำไมเหรอ มีธุระไรรึเปล่า” เอ…. ฟังดูเป็นลางไม่ดีแฮะ.. “ก็…… ต้องไปเอาหนังสือที่พาราก้อนอะ” “เยอะมั้ย” “………….. สิบ.. สี่เล่ม..” เยอะป่าววะ แหะ ๆๆๆ “ฟี่!!!!!!!! เย็นนี้กูไม่อยู่ห้องสภาฯนะ!!” เอาแล้วไง…. เพราะพอสิ้นคำผมปุ๊บ ไอ้ปุณณ์ก็หันไปแหกปากปั๊บ เออดี… ว่าแต่ไอ้ฟี่จะยอมเหรอ “ไม่ได้โว๊ยยยยยยยย!!!! มึงต้องอยู่!” ไหมล่ะ… กูว่าแล้ว ผมกำลังจะอ้าปากบอกปุณณ์ว่าถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร (บอกคนในคิโนะให้ช่วยขนของขึ้นแท็กซี่หน่อยคงได้มั้ง?) แต่ไอ้ปุณณ์ดันชิงตะโกนตอบฟี่ก่อน

“มึงจะให้กูใจร้ายปล่อยแฟนไปขนหนังสือคนเดียวรึไง!!!” แล้วนั่น!!!!!!!!!!! ปากกกกกกกกกกก มึงเหรอออออออ ที่พูดน่ะ!!!! ไอ้เลขาสภาฯเวรรรรรร กูจะ ฆ่าาาาาาาาาาาา มึง!!!!!!!!! “เออ!!!!!!!!” แต่ไม่มีช่องว่างให้ผมด่า เมื่อเสียงฟี่ที่ได้ยินตะโกนตอบกลับมาทำเอาแสบแก้วหู แล้วก็คงต้องฟังไอ้เลขาฯกับประธานสภาฯเถียงกันอีกนานแน่ ถ้าผมไม่รีบตัดบทอะไรซักอย่าง “ปุณณ์!! ไม่ว่างไม่เป็นไร เดี๋ยวกูไปคนเดียวก็ได้ แค่โทรมาถามเฉย ๆ โอเคนะ?” ผมพยายามหว่านล้อมปลายสายที่กำลังคุยด้วยให้แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง แต่อ้อ! จริง ๆ แล้วผมน่าจะบอกมันอีกด้วยว่า มึงไม่ต้องป่าวประกาศเรื่องกูเป็นแฟนมึงขนาดนั้นก็ได้ หน้ากูบาง!!!!!!!!

“ไม่เป็นไร ไปได้ เจอกันเย็นนี้นะ” “แต่……….” “ไว้เจอกัน” กริ๊ก อ้าว…….. วางสายแล้ว…. อะไรของมันวะ? ตกลง ‘ไปได้’ ของมันนี่คืออะไร ผมมองไอโฟนในมือตัวเองอย่างมึน ๆ แต่ก็หันไปบอกโอมว่าปุณณ์คงไม่ว่าง แต่ไม่เป็นไร ผมไปเองได้ ร้านคิโนะคงมีบริการช่วยขนหนังสือนั่นแหละน่า.. *** ทันที ที่ออดโรงเรียนบอกเวลาเลิก ไอ้เชี่ยโอมก็วิ่งแจ้นหางจุกตูดออกนอกห้องอย่างไว…. โห นี่ถ้าไม่รู้ก่อนว่ามันจะไปรับเฮีย ผมคงคิดว่าเย็นนี้มีถ่ายทอดสดกองประกวด FHM แน่ ๆ เพราะเป็นเหตุผลเดียวที่ดูเข้ากับสันดานเชี่ย ๆ ของมัน แต่ ท่าทางรีบร้อนอย่างนี้สงสัยไม่พ้นฝากเฮียซื้อของไว้แน่นอน…… ว่าแต่คืออะไรวะ ระหว่างหนังสือเพลย์บอยเล่มล่าสุด กับของฝากน้องมิก… หึหึหึ อย่าให้กูรู้แล้วกัน

ผม คิดพลางผิวปากพลางระหว่างทยอยเก็บของจากโต๊ะลงกระเป๋า หลังจากรํ่าลากับพวกไอ้เก่ง รถเก๋ง พ้ง ปาล์ม โด่ง คมและอีกมากมาย ก็ได้เวลาออกไปทำหน้าที่เบ๊ชมรม เอาของที่สั่งไว้ซักที (เสียดายที่ไอ้ง่อยไปแข่งกะเค้าด้วย ไม่งั้นนะ.. พ่อจะใช้ให้น่วม!) โว้ยย… คิดแล้วก็เบื่อ.. ผมหนีบกระเป๋าเข้าข้างเอว ระหว่างยกมือบ๊ายบายเพื่อนทั้งหมด อืม….. ว่าแต่ตกลงไอ้ปุณณ์เอาไงวะ โทรศัพท์มือถือก็ไม่เห็นมันติดต่อเข้ามาซักนิด แต่ก็.. เอาเหอะ ช่วงนี้เห็นงานสภาฯยุ่ง ๆ มันคงไม่ว่าง ไปเซ้าซี้มากก็ไม่ควร ผมบอกตัวเองอย่างนั้นก่อนจะยัดไอโฟนลงกระเป๋าเกงเกงนักเรียน แล้วมุ่งหน้าเดินไปยังประตูรั้วทันที แล้วเรื่องราวก็คงราบรื่นมากกว่านี้ หากไอ้ปุณณ์จะไม่ได้พุ่งมาจากไหนไม่รู้ แถมยังลากเอาแขนผมให้วิ่งออกนอกโรงเรียนพร้อมมันอีก!! “เฮ้ย!!!!!!!!!!!! ไรของมึง!!!!!!” “เร็วโน่! เดี๋ยวไม่ทัน!” มันว่าพลางลากผมวิ่งตรงดิ่งไปยังประตูทางออกโรงเรียนพร้อมมัน! เฮ้ยยย!! อะไรของมึงวะ!!! “ไม่ทันอะไร! ร้านปิดสามทุ่ม!!” มึงมั่วปะเนี่ย!! แต่ไม่ต้องรอให้ปุณณ์พูดต่อ เพราะคำตอบวิ่งตามมาโน่นแล้ว “เชี่ยปุณณ์!!!!!!!! กลับมาเดี๋ยวนี้!!!!!!!!” เฮ้ยยยยยย นั่นมึงหนีมันมาเหรอวะ!!!?? ผมผวาหันไปมองไอ้ฟี่เจ้าของเสียงโหวกเหวกด้านหลังแว่บหนึ่ง ก่อนจะถูกปุณณ์รีบผลักหลังยัดใส่แท็กซี่อย่างเร็ว “กูไปแล้ววววววววว มีไรเรียกใช้น้องแม็กเอง บายเพื่อน!!!!!” เสียงไอ้ปุณณ์ตะโกนตอบประธานนักเรียนคู่ชีวิต ก่อนจะดึงประตูรถแท็กซี่ปิดอย่างรวดเร็ว “ไปพาราก้อนครับพี่!” “เฮ้ยยยยยยยย มึงหนีมันมาไม!!!!!!” เดี๋ยวแม่งก็หาว่ากูขโมยเลขาสภาฯอีก!!!!!!! ผมหันไปแว้ดมันทันทีที่รถออก “ก็ จะให้กูปล่อยมึงไปคนเดียวได้ไงอะ หนังสือก็ตั้งเยอะ” ปุณณ์หันมาว่าพลางยิ้มเผล่ทั้งที่เหงื่อเม็ดเป้งยังสิงอยู่บนขมับ…. เออ ก็ดีหรอกที่ไม่ทิ้งกูอย่างไอ้โอม แต่…………. “แล้วงานสภาฯอะ ทิ้งมางี้ไม่เป็นไรเหรอ” เห็นท่าไอ้ฟี่วิ่งตามมาแล้วกูล่ะหวั่นจริง ๆ แต่ไอ้ปุณณ์ดันส่งเสียงหัวเราะร่า

“งานห่าเหวไรล่ะ! ไอ้ฟี่แม่งกวนตีน แฟนมันไม่ออกมาให้เจอสองอาทิตย์ได้แล้วมั้ง มันเลยจะให้กูอดไปกับมึงบ้าง ดูความเลวของมันดิ่” อ้าววว ซะงั้น…. ไอ้ชั่วฟี่! ถ้ารู้งี้กูขอวิ่งกลับไปกระทืบซํ้าอีกสองทีก่อน ผม เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันแช่งไอ้ประธานนักเรียนแสบในใจ ขณะที่ปุณณ์บอกพี่คนขับให้เร่งแอร์หน่อยก่อนจะหันมาพูดต่อ “แต่แฟนกูเค้าไม่ใจร้ายอย่างแฟนไอ้ฟี่นี่หว่า… แล้วจะให้กูใจร้ายกับแฟนกูได้ยังไง” หืมมมม…..? ปากดีนักนะมึง ผมหันไปเลิกคิ้วมองหน้าคนพูดที่กำลังยิ้มกริ่มอยู่แล้วก็อดหลุดขำไม่ได้ “อาการหนักนะมึง หึหึหึ” “อื้อ มึงอะทำกูอาการหนัก ต้องรับผิดชอบด้วย” อ้าวไอ้นี่ จู่ ๆ ก็มายัดเยียดข้อหาให้เฉย ผมส่ายหัวกับความเพี้ยนของมัน (ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ) ก่อนจะเคาะนิ้วเป็นจังหวะเพลงลูกทุ่งตามที่คุณลุงคนขับกำลังฟังอยู่ ใช้เวลาไม่นานนักเราสองคน (กับอีกหนึ่งลุงคนขับ) ก็มาถึงสยามโดยสวัสดิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าปุณณ์เป็นคนชิงจ่ายเงินทั้งหมดอีก…. โว๊ะ! ไอ้นี่จะทำตัวเสี่ยไปไหนวะ! (รู้แล้วโว๊ยว่าบ้านรวย) ผมเหล่ตามองมันที่รับเอาเงินทอนยัดใส่กระเป๋าตังค์โดยไม่นับ ด้วยความหมั่นไส้ “ตลอดอะมึง!! วันหลังกูไม่นั่งแท็กซี่ด้วยแล้ว!” “อ้าว! มึงก็เก็บตังไว้เลี้ยงข้าวกูดิ่ หิวว่ะ กินไรดี” อ้าวไอ้นี่…. กูชวนมาเอาหนังสือ เสือกทำเนียนตลอด ผมเหล่ตามองไอ้ปุณณ์ที่ทำเป็นยืนลูบท้องหันซ้ายหันขวาแล้วก็อดใช้ศอกกระทุ้ง แม่งไม่ได้ “ไปเอาหนังสือกะกูก่อน” “เฮ้ย! ก็โน่บอกเองว่าร้านมันปิดสามทุ่ม เราก็หาไรกินก่อนดิ่ จะให้แบกหนังสือไปกินด้วยรึไง” อืม… พูดจาฉลาดมีเหตุผล เสียอย่างเดียวที่ไม่รอผมตอบตกลงว่ะ เพราะตอนนี้มันเล่นลากผมเข้าสยามเซ็นเตอร์มาเดินหาของกินเรียบร้อย “กินอะไรดีน๊าาา…” แล้วยังมีหน้ามาทำเสียงแอ๊บแบ๊วอีก เหอ ๆๆๆ เอาเหอะมึง เรา สองคนเดินวนไปวนมาอยู่ในห้างพักใหญ่ โดยที่ไอ้ปุณณ์เอี้ยวคอผมไปกอดไว้แน่นตลอด เอ่อ… ก็เข้าใจนะว่าเด็กผู้ชายเดินกอดคอกันมันเรื่องปกติ แต่ตอนนี้กูว่า………. ปล่อยเห๊อะ!

ผม เริ่มดิ้นขลุกขลักในแขนมันที่ยังกวนตีนรั้งคอผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย “โอ่ยยยย กูอึดอัด ปล่อยยยย” แต่ไอ้ห่าเลขาสภาฯเสือกทำเป็นผิวปากสบายใจ ผมเหล่มองมันอีกรอบ “ปล่อยยยยยย เส่ะวะ…” เพราะตอนนี้เด็กผู้หญิงที่เดินผ่านเราไปเริ่มหันมามองแล้วครับ “เป็นไร ขอวางแขนแค่นี้ก็ไม่ได้” ไอ้ปุณณ์แกล้งทำเป็นบ่นกระปอดกระแปด แต่ก็ยอมเอาแขนออกเปลี่ยนเป็นแค่วางไว้บนบ่าผมแทนโดยดี สงสัยมันคงจับพลังได้ว่าผมเอาจริง เรา สองคนเดินวนในสยามเซ็นเตอร์สองสามรอบ ก่อนปุณณ์จะตกลง (กับตัวเอง) ได้ว่าอยากกินซิสเลอร์… คือมันไม่ถามความเห็นผมเลยครับ จริง ๆ ผมก็อยากกินนะ ซิสเลอร์เนี่ย แต่ด้วยจำนวนคนต่อคิวมหาศาลเหมือนได้กินฟรี ทำเอาแค่คิดก็เล่นซะท้อ แต่ผลของการรอคอยก็ถือว่าคุ้มค่าครับ!! เพราะเมื่อพนักงานเรียกชื่อผม (แล้วดูแม่งดิ่ มันอยากกินเองแท้ ๆ แต่เสือกเอาชื่อผมไปจองซะงั้น) และพาเราไปยังโต๊ะตัวที่ว่างอยู่นั้น ผมพบว่าพวกเราได้โต๊ะดีเกินคาด!!!! เนื่องจากคงไม่มีอะไรดีเกินกว่าการได้นั่งโต๊ะที่อยู่ใกล้ซุ้มสลัดบาร์แค่เอื้อมมืออีกแล้วว!! อา……. สวรรค์ของโน่………… ซุปทูน่าของโน่…….. พาสต้าของโน่……. มันบดของโน่…. แค่คิดก็มีความสุขแล้วววว ผม ฉีกยิ้มแฉ่งเมื่อเห็นตำแหน่งของโต๊ะนั่งและสลัดบาร์จนปุณณ์ต้องเอื้อมมาบ้อง หลังหัวด้วยความหมั่นไส้ไปหนึ่งที แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้บ้องมันกลับ สายตาพลันเหลือบไปเห็นร่างขาว ๆ ที่คุ้นตาเสียก่อน “ยู………. ริ….” ผมทวนชื่อเจ้าของร่างนั้นเสียงแผ่ว แต่ก็ดังพอที่จะให้ปุณณ์หันตามได้.. ใช่แล้วครับ…. ไม่ไกลจากโต๊ะเรานักคือโต๊ะของยูริที่มากับเพื่อนสาวสามสี่คน โดยผมรู้สึกได้ว่าเธอเห็นพวกเราแล้ว แต่แสร้งทำเป็นไม่เห็น เพราะไม่ว่าเพื่อนร่วมโต๊ะจะสะกิดให้เธอมองผมแค่ไหน เธอก็ไม่ชายตามาเลย เรา นั่งใช้อากาศหายใจร่วมกันในซิสเลอร์ได้เพียงไม่ถึงห้านาที ก่อนยูริจะออกปากชวนเพื่อนไปจ่ายตังค์บริเวณเค้าท์เตอร์ทางออก… ผมเห็นจากจานเปล่าบนโต๊ะนั้นก็พอรู้ว่ายูริมาถึงก่อนเราซักพักแล้ว แต่สังเกตจากสีหน้าเธอก็รู้เช่นกัน.. ว่าหากผมไม่เข้ามา มื้อนี้คงจะอร่อยกว่ามาก

ผมมอง ตามหลังยูริที่เพิ่งจากไปพร้อมกระเป๋านักเรียนซึ่งพวงกุญแจสีส้มสดใสยังคง ห้อยอยู่… แว่บหนึ่งในใจผมรู้สึกเหมือนถูกบีบ แม้จะรู้ดีว่าถูกแล้วที่เป็นอย่างนี้ ฝ่ามืออุ่นของปุณณ์เลื่อนมากุมมือผมไว้แผ่วเบา ราวกับต้องการส่งต่อความห่วงใยผ่านปลายนิ้วเหล่านั้น ผมได้แต่หวังว่าคงมีสักวัน ที่เราจะกลับไปยิ้มให้กันอีก แม้จะรู้ว่าเป็นเพียงฝันลม ๆ แล้ง ๆ ก็ตาม..

53rd CHAOS และแล้วก็ถึงวันที่พวกวงโยฯกลับมาจนได้ครับ!! ซึ่งจริง ๆ มันแข่งเสร็จตั้งหลายวันแล้ว แต่ไอ้ฟิล์มบอกไหน ๆ ได้ยกขโยงกันไปไกลถึงนู่น ก็ขอเที่ยวให้สะใจอีกหน่อยแล้วกัน โว๊ยยยยยยย.. ฟังแล้วน่าอิจฉาจริง ๆ!!! แถมแต่ละรูปที่แม่งส่งกลับมาเย้ยทางอีเมลนั้น ทำเอาผมกับไอ้โอมแทบลงไปนอนดิ้นตายหน้าคอมฯด้วยความอิจฉา T_________T ฮืออออออ ก็ไอ้ยุโรปนี่เคยไปมาแล้วก็จริงครับ แต่พอเห็นมันยกขโยงกันไปเป็นฝูงใหญ่ ๆ แบบนั้นดูน่าสนุกกว่านี่นาาา แถมเท่านั้นยังไม่พอ เพราะไอ้ฟิล์มยังกวนตีนไอ้โอม โดยการถ่ายรูปน้องมิกส่งกลับมาอย่างเยอะอีก!!! ซึ่งโคตรรรรรรรรรรรรร น่ารักอะผมว่า!! สงสัยเป็นเพราะอากาศหนาว (จนอุณหภูมิเกือบติดลบ) ของที่นั่น เลยยิ่งทำให้แก้มน้องมิกกลายเป็นพวงสีแดง ดูน่ารักน่าทนุถนอมชิบเป๋ง! ผมนั่งดูรูปที่ไอ้ฟิล์มส่งมาพลางเหล่ตามองไอ้โอมไปด้วย แต่เห็นแม่งยังตีขรึม ทำเป็นนิ่งไม่สะทกสะท้านอยู่ หึ! แต่กูเห็นนะ…. ตอนเปิดไปถึงรูปน้องมิกกำลังนั่งยอง ๆ กัดเบอร์เกอร์ไซส์ XXL ของที่นั่น (ใหญ่มากครับ ใหญ่เกือบเท่าหัวน้องมิกเลยปะวะนั่น) ผมเห็นไอ้โอมถึงกับหลุดอมยิ้มออกมา ฮั่นแน่!!!!!!!! มึงแอบมีปฏิกริยา! หึหึหึ…. (ว่าแต่ผมไปเสือกเรื่องของมันทำไม?) ส่วน เรื่องผลการแข่งขันน่ะเหรอครับ……. คือ… ก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี.. เพราะตอนวันที่แข่งเสร็จ ผมถึงกับรีบต่อโทรศัพท์ข้ามประเทศหาไอ้ฟิล์มด้วยใจระทึกทันที กะว่ายังไงเพื่อนผมน่าจะได้ซักรางวัลติดไม้ติดมือกลับมาบ้างแหละน่า… แต่ คำตอบที่ได้รับทำเอาผมถึงกับอึ้ง.. เพราะเสียงหงอย ๆ จากไอ้ฟิล์มที่อยู่ปลายสายค่อย ๆ เล่าผ่านกระบอกโทรศัพท์ให้ฟังว่า พวกมันชวดทุกรางวัล ไม่มีถ้วยอะไรติดไม้ติดมือกลับประเทศให้ทั้งสมาคมและโรงเรียนเลย…. ผมยอมรับว่าตอนนั้นตัวเองได้แต่ยืนนิ่ง มือก็เย็นจนพูดอะไรต่อไม่ถูก.. แต่ทุกอย่างไม่ได้เกิดจากความโกรธ โมโห หรือผิดหวังอะไรทั้งสิ้น.. ความรู้สึกในตอนนั้นล้วนมีแต่ความสงสาร และเสียใจไปกับเพื่อน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมได้รู้ได้เห็นความพยายามของไอ้ฟิล์มและน้อง ๆ ในวงโยฯมาตลอด ผมได้เห็นพวกมันที่กินนอนกันแทบไม่เป็นเวลา หายใจเข้าออกเป็นโน๊ตเพลง หรือแม้แต่ดึกดื่นเที่ยงคืน ไอ้ฟิล์มก็ยังเซท busy ใน msn เพราะมัวแก้ไลน์เดินสวนสนามอยู่ ทำเอาคนอย่างผมที่ไม่มีส่วนร่วมอะไรเท่าไหร่ (นอกจากช่วยป้อนข้าว ป้อนนํ้า ทำใบลา แก้โน๊ตเพลงและเสนอไลน์เดินนิดหน่อยให้) เห็นแล้วยังเหนื่อยแทน.. แต่ ท้ายที่สุดในเมื่อผลออกมาแบบนี้ แล้วผมจะพูดอะไรได้ นอกจากแสดงความเสียใจกับมันแล้วชวนปลายสายคุยเล่นแก้เครียดนิดหน่อย แต่ดูไอ้ฟิล์มไม่ค่อยมีอารมณ์สนุกด้วยเท่าไหร่ มันคงต้องการพักหลังจากเหน็ดเหนื่อยมานานหลายเดือนล่ะมั้ง.. เมื่อเป็นเช่นนั้นผมจึงต้องวางสาย โดยหวังว่าฟิล์มจะสามารถทำใจยอมรับสภาพผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นได้ในเร็ววัน เฮ้อ……. ทำเอาผมกับโอมต้องมานั่งวุ่นวายช่วยกันคิดอีก ว่าพอถึงวันไปรับมันที่สนามบิน จะพูดยังไงไม่ให้พวกมันเสียใจดี..

กระทั่ง ถึงวันที่มันกลับมา ซึ่งแน่นอนว่ามีผมกับโอมและรุ่นพี่อีกจำนวนหนึ่งถ่อไปรับกันที่สนามบิน (ซึ่งไอ้เชี่ยโอมบ่นอุบเลยครับ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งมารับเฮียอั๋นไป) โดยก่อนเครื่องลงพวกเราได้จังแจงสุมหัวเตี๊ยมคำพูดปลอบใจพวกมันไว้เป็นตั้ง หลายชั่วโมง กว่าจะเฟ้นหาคำที่ฟังดูเวิร์คสุด ๆ เจ๋งสุด ๆ ออกมาได้ ด้วยเพราะห่วงใยความรู้สึกพวกวงโยฯมาก จนอยากช่วยบรรเทาความเสียใจให้ ถึงอาจจะช่วยได้ไม่มาก แต่แค่นิดหน่อยก็ยังดี ผลปรากฏว่า… พอเครื่องแลนดิ้งลงพื้น พวกแม่งเสือก…………… แห่ถ้วยรางวัลลงจากเครื่อง!!!!!!!!!!!!!! ไอ้สันดานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนเอ๊ยย!!! พวกผมยืนปากสั่นชี้หน้าพวกมันที่ทยอยเดินเป่าเครื่องสาย ตีเกราะเคาะไม้ เขย่าแทมโบรีน ขณะแห่ถ้วยรางวัลออกมาจากเกทกันอย่างร่าเริง!! โอ๊ยยยยยยยย นี่กูจะเริ่มด่ามึงด้วยคำไหนก่อนดีวะ!! ไอ้พวกชั่วววววววว คนเค้าอุตส่าห์คิดคำปลอบใจไว้ซะดิบดี หวังทำตัวเป็นเพื่อนเป็นรุ่นพี่ที่ดีให้พวกมึงได้พึ่งพา แต่แม่งเสือกกกกกกกกกกก หลอกกูซะงั้น!!!!!!!!!!!!!! สรุปว่าพวกมันได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการแข่งขันครับ! ไอ้ฟวยยยยยยย รู้งี้กุไม่สงสารพวกมึงหรอก!!!!!!!!!!!!!! แม่งงงง ผมยืนเคี้ยวฟันมองหน้าไอ้ฟิล์มที่เดินยิ้มแฉ่งมาหาผมด้วยสีหน้าระริกระรี้ ฮึ่ยยย… ฝากไว้ก่อนเหอะ!!!!!!!! แถมมาถึงก็ยังเอาแต่โม้เรื่องความเก่งของวงโยฯโรงเรียนตัวเองที่ไปคว้าชัย ชนะมาได้ไกลถึงต่างแดนอีก (ไม่มีสำนึกนะมึงงงง) ขณะที่น้องคนอื่น ๆ กรูมาขอโทษขอโพยผมยกใหญ่ จึงได้รู้ว่าทุกคนถูกไอ้ฟิล์มบังคับเล่นบทโศกหลอกผมกันทั้งคณะ หูยย ไอ้ชั่ววววววว นี่มึงชั่วคนเดียวไม่พอยังบังคับให้น้องกูชั่วอีก!!! แต่ก็เอาวะ! เนื่องจากเพราะทุกคนรู้สึกผิดที่กลั่นแกล้งผม มันเลยแห่ซื้อของฝากมาให้กันยกใหญ่ ฮ่า ๆๆๆ ถ้าแบบนี้ไม่เป็นไรครับ เอามาอีกเยอะ ๆ เลย ของฟรีกูชอบบ ว่าแต่จะขนกลับบ้านยังไงวะ เยอะเกิน -_- แต่ ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย.. สายตาอันดีของผมยังเหลือบไปเห็นน้องมิกกับไอ้โอมพากันเดินแยกจากหมู่มวลชน ไปคุยกันแค่สองคน หึหึหึ… จริง ๆ ตอนแรกก็ไม่เห็นหรอกครับ เพราะมัวแต่เฮฮาตบหัวป้าบ ๆๆ กับไอ้เป้อไอ้น็อตอยู่ (ไม่ได้ตบมันหลายวันเหงามือจัด) แต่เป็นเพราะไอ้ฟิล์มผู้ซึ่งโคตรขี้เสือกเรื่องของชาวบ้านแม่งมาสะกิดไหล่ ให้ผมดูยิก ๆๆๆ ทำเอาผมที่ไม่ค่อยอยากเสือกด้วยเท่าไหร่ เลยต้องหันไปแอบดูกะมันเหมือนกัน (นี่สาบานได้เลยว่าไม่อยากเสือกจริงจริ๊งงงงง)

หืม…… แล้วอย่าให้แฉครับ! (แต่กำลังแฉอยู่เนี่ย) เพราะน้องมิกที่เมื่อห้านาทีก่อนเพิ่งเอาตุ๊กตาพื้นเมือง (ของฝากจากประเทศนั้น) มาให้ผมไปแหมบ ๆ แต่ตอนนี้ ผมเห็นว่าน้องกำลังยื่นของฝากกล่องใหญ่ให้ไอ้โอมอยู่! (ลำเอียงนี่หว่า!!) แต่ยังครับ!!! ยังไม่พอ! เพราะไอ้โอมดันเสือกมีกล่องอะไรซักอย่างเล็ก ๆ ยื่นกลับไปให้น้องมิกเหมือนกัน!!!!!!!! (เดี๋ยวนะ…. ตกลงใครเพิ่งกลับจากต่างประเทศกันแน่…) ว่าแต่มันคืออะไรวะ!!!? กูอยากรู้!!!!!!!!!!! ต่อมเสือกผมเริ่มตอกบัตรเข้างาน (ซึ่งจริง ๆ ต่อมนี้ก็ไม่เคยมีวันหยุด) แต่ไม่ว่าจะพยายามถาม ล้วง แคะ แกะ เกา ไอ้เชี่ยโอมยังไง ไอ้ห่านี่ก็ยังเอาแต่อมพะนำเงียบบบบ ไม่ยอมปริปากพูดซักคำว่ามันให้อะไรน้องเค้าไป นิสัยยยยยยยยหนิ!!

แต่ไม่บอกก็ไม่อยากรู้ครับ!! (เหรอ….) (เปล่าหรอก จริง ๆ ไว้ไปถามน้องมิกหลังไมค์ดีกว่า หลอกง่ายกว่าเยอะ หึหึ) ที่เลิกเซ้าซี้โอมเป็นเพราะมีเรื่องอื่นให้ต้องคิดมากกว่า….. ก็จะอะไรซะอีก นอกจากเพราะทางโรงเรียนทราบว่าวงโยธวาทิตของชมรมเราเดินทางไปคว้ารางวัลรอง ชนะเลิศอันดับ 2 จากเมืองนอกมาได้ ก็เลยจะจัดทำเกียรติบัตรและโล่เกียรติยศให้ยกใหญ่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ครับ เพราะน้อง ๆ จะได้มีเกียรติบัตรเชิดชูความสามารถเก็บใส่ไว้ในพอร์ท แต่ดันติดตรงที่ว่า…………… ทางโรงเรียนจะให้ผม ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานชมรมขึ้นไปรับโล่บนเวทีน่ะสิ -_-” แล้ว คิดว่าคนอย่างผมจะหน้าด้านทำแบบนั้นลงเหรอครับ (เอ่อ… ถึงชีวิตปกติจะหน้าด้าน แต่ก็มีช่วงเวลาหน้าบางสำหรับบางเรื่องเหมือนกันนะ) เพราะงานนี้คนที่สมควรรับความดีความชอบคือไอ้ฟิล์มเต็ม ๆ เนื่องจากมันเป็นคนขวนขวายทั้งหาใบสมัคร พาน้อง ๆ ไปแข่งรอบคัดเลือก ซ้อมน้องเดินแถว คัดเพลง ปรับโน๊ต และอะไรต่าง ๆ อีกมากมายจนพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า หากไม่มีฟิล์ม ถ้วยใบนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้มาประดับไว้ในห้องชมรมแน่ ๆ ในเมื่อเป็นซะอย่างนี้ แล้วจะให้ผมหน้าด้านขึ้นไปรับรางวัลได้ยังไงกันครับ ผม ยอมรับว่าหนักใจไม่น้อยกับสิ่งที่ทางโรงเรียนเพิ่งติดต่อมาบอก ถึงแม้ฟิล์มจะคอยยํ้า นั่งยัน ยืนยัน นอนยันเป็นพันครั้งก็ตาม ว่ามันไม่ได้คิดอะไร ให้ผมนั่นแหละเป็นคนขึ้นไปรับโล่ตามระเบียบชมรมที่เคยปฏิบัติ แต่ไอ้บ้าที่ไหนจะทำแบบนั้นลงล่ะครับ! สรุปว่าวันนั้นผมแกล้งมาสาย ยอมถูกมาสเซอร์สั่งกอดคอลุกนั่งห้าสิบที แลกกับการให้ฟิล์มเป็นคนขึ้นไปรับโล่รางวัลด้วยตัวมันเอง :) แม้จะเสียใจบ้างลึก ๆ ที่ไม่ได้อยู่ร่วมบูมหน้าเสาธงให้กับความสำเร็จนั้น แต่ก็ดีแล้วที่ได้เห็นรูปฟิล์มยืนยิ้มแฉ่งคู่กับโล่ที่มันสมควร

จับ :) ดังนั้นเวลาแบบนี้ต้องฉลองครับ!!!!!!! ผมยืนกวาดตามองเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่มาใช้เวลาช่วงพักกลางวันนอนกลิ้งอยู่ในห้องชมรมกันเกือบ ๆ ยี่สิบชีวิตแล้วก็คิดว่าแค่นี้คงพอเลี้ยงไหว ว่าแต่กินอะไรดีวะระหว่างเป็ดย่างประจักษ์กับพิซซ่า……… แต่โห ของแบบนี้ไม่น่าคิดเสียงดังเลยว่ะ เพราะแค่พูดถึงอย่างหลังไอ้เป้อก็ยกมือถือมากด 1112 ทันที -*- “อ่าาาาาหวัดดีคับ ชมรมดนตรีโรงเรียน xxx นะครับ ขอสั่งงงง ฮาวาเอี้ยนถาดใหญ่ 1 ถาด ชิกเก้นทรีโอใหญ่ 1 ถาด ซีฟู้ดคอกเทลใหญ่ 1 ถาด แล้วก็มังสวิรัสใหญ่ 1 ถาด ทุกอย่างขอเป็นขอบชีสนะพี่ แล้วเอาไรอีกอะ????? อ่อ… ปีกไก่ 12 ชิ้น 5 กล่องไปเลย เบรดสติ๊ก 2 เป๊บซี่ไม่ต้องพี่ ห้องผมมี… ห๊ะ อะไรนะ? ไอ้มํ่าอยากกินสปาเกตตี้??? เออ เอาสปาเกตตี้แฮมเห็ดด้วยพี่ อ่อ ผักโขมอบชีสด้วยของโปรดไอ้น็อต แล้วใครจะเอาไรอีก?????? ลาซาญญ่าด้วยใช่ปะ เออ จัดไป” โห ๆๆๆๆ พอเหอะมึง!!!!! กะถล่มกูให้จนทั้งเดือนเลยใช่มั้ยเนี่ยยยยยยยยย ผมรีบคว้ามือถือจากหูไอ้เป้อมากรอกเสียงใส่ทันที “พอแล้วครับพี่ ส่งที่โรงเรียนเหมือนเดิมนะ ห้องชมรมดนตรีตึกฟ.ครับ ขอบคุณครับ” “โหพี่โน่……….. รีบวางทำไมเนี่ย กะจะฝากคนส่งซื้อก๋วยเตี๋ยวตรงตรอกกะจั๊วมาด้วยซะหน่อย ไม่ใจเลยยยย” ไอ้เชี่ยเป้อ! อยากแดกก๋วยเตี๋ยวก็ไปแคนทีนสิวะ!!! ไอ้ห่านี่กวนตีน ผมโยนมือถือคืนมันก่อนจะคิดคำนวนในใจเงียบ ๆ ว่าเงินกูพอรึเปล่า -*-…. เออ ก็คงพอมั้ง แต่เดือนนี้อาจต้องกินแกลบ ฮือ ๆๆ ทำไมกูต้องเลี้ยงพิซซ่าไอ้พวกที่หลอกกูด้วยวะเนี่ยยยยยยยยยยยยยยยยย

และ ในระหว่างเรากำลังนั่งสรวลเสเฮฮา ดีดกีต้าร์ เคาะกลอง สันทนาการไปเรื่อยขณะรอพิซซ่ามาส่งนั้นเอง จู่ ๆ ไอ้เป้อปากหมาก็โพล่งถามขึ้นมากลางวงว่า “พี่!!!! แล้วตอนพวกผมไม่อยู่ พวกพี่เหงาาาาาาาาาาาาาาา ปะ” ดู… ดูมันยังกล้าถาม เหอ ๆๆ ผมเหล่มองใบหน้าตี๋ ๆ ของมันที่ทำเหมือนจะอ้อน แต่ดูแล้วคล้าย ๆ กำลังอ้อนตีนมากกว่า

“เออ เหงาาาาาาาาาาาาาา มากกก ไม่มีมึงให้ด่าเนี่ย!!” ผมว่าพลางบ้องหัวไอ้ตี๋เป็บเปอร์ไปฉาดใหญ่จนมันบ่นอุบ มือขาว ๆ นั้นลูบหัวตัวเองป้อย ก่อนจะขมุบขมิบคำต่อไปออกมา “โห…. คนเค้าอุตส่าห์เป็นห่วง กลัวว่าทิ้งพี่โน่อยู่กับพี่โอมสองต่อสอง แล้วจะทำอะไรผิดผีกันรึเปล่า” แล้วนั่นมึงใช้สมองหรือเล็บขบคิดวะ!!! ผมอ้าปากค้างมองไอ้เวรเป้อ ขณะที่โอมสำลักอากาศไอแค่ก ๆๆๆ ทันทีหลังประโยคนั้นจบ ‘ผัวะ!!’ “นี่……. โดนไอ้โน่คนเดียวไม่พอ คิดถึงฝ่ามือกูด้วยใช่มั้ยยยย สาดดด จะบอกให้รู้ไว้นะ ว่าต่อให้กูเปลี่ยวขนาดไหนกูก็ไม่เอาแม่งหรอก เจาะรูหมอนข้างแล้วนอนทับยังดีซะกว่า” ใช่ ๆๆ ผมพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดไอ้โอมก่อนจะรู้สึกทะแม่ง ๆ ในสองวินาทีถัดมา……… อ้าวไอ้นี่… มึงหลอกด่ากูรึเปล่า? “อย่ามาร้องให้กูขัดขี้ไคลอีกนะมึง!” คิดได้ดังนั้นผมจึงชี้หน้าคาดโทษแม่งอย่างเคือง ๆ ทันที จนน้อง ๆ ในห้องขำครืน แต่คนโดนขู่ยังปั้นหน้าตอแหลกลับ ไอ้เป้อเลยได้ทีเล่นต่อ “โหพี่โน่ เค้าหมดยุคให้เพื่อนขัดขี้ไคลแล้ววว ก็พี่โอมน่ะมี……………………..” “เชี่ยเป้อ!!! มึงเงียบปาก……..” “อุ๊ปสสสสสสสสสส์!” เล่นเอาทั้งห้องหัวเราะก๊ากก พร้อมตบมือเกรียวกันด้วยความสะใจ (แน่นอนว่าผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ฮ่า ๆๆ) เพราะตอนนี้ไอ้เชี่ยโอมยืนหน้าแดงชี้ไปยังไอ้เป้ออย่างเอาเรื่อง ขณะที่น้องมิกได้แต่นั่งอายม้วนดึงโซฟาจนหนังแทบขาด โอ๊ยย น่ารัก! (แต่อย่าให้ขาดจริงนะครับมิก พี่ขี้เกียจซ่อมอีก) ผม ยืนขำมองไอ้เป้อที่ยกมือไหว้ไอ้โอมก่อนจะล้มตัวลงไปนั่งพับเพียบเอี้ยม เฟี้ยมเรียบร้อย พลางคิดว่าสงครามนํ้าลายคงจบแล้ว แต่ไอ้ฟิล์มยังไม่วายแหกปากขึ้นมาสานต่อ “แหม… ไอ้เป้อ!! มึงไม่รู้อะไรอย่ามาพูด! เพื่อนกูน่ะนะ ทนุถนอมน้องเค้าจะตาย ยุงก็ไม่ให้ไต่ ไรก็ไม่ให้ตอม นี่ตอนกูพาน้องเค้าออกนอกประเทศนะ แม่งอีเมลมาถามกูตลอดอะ ว่ามีใครป่วยรึเปล่า มีคนแพ้อากาศมั้ย อุณหภูมิที่นั่นเท่าไหร่ อาหารการกินเป็นยังไง ระวังอย่าให้กับข้าวเผ็ดเกินไปล่ะ.. ถุ๊ยยย! ไอ้ควายยยยยยยย คิดว่ากูไม่รู้รึไงว่าจริง ๆ มึงอยากถามถึงใคร!!!!! แม่งเป็นห่วงขนาดนั้นไม่บินตามไปเองเลยล่ะวะ!!” ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก จริงดิ่!!? นี่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ยว่ามีเรื่องแบบนั้นด้วย!!!!?! ก็เห็นเวลาเช็คเมลไอ้ฟิล์มผ่านคอมฯชมรมทีไร เชี่ยโอมก็ทำท่าปกติดีทุกอย่าง (ค่อนไปทางไม่สนใจด้วยซํ้า) แต่ที่แท้แอบสั่งเสียกันทางหลังไมค์ก็ไม่บอก!!!

ผมนั่งขำหน้าไอ้โอมจนท้องแข็งเพราะตอนนี้แม่งยับเยินชิบหาย ยังกะหมาพันธุ์ปั๊ก สะใจโคตรรรร!!! ก่อนที่ไอ้คนถูกแฉจะชี้หน้าฟิล์มแบบฝากไว้ก่อน โดยไม่วายเอี้ยวตัวหลบสายตาอยากรู้อยากเห็นของน้องมิกไปด้วย มาถึงขนาดนี้แล้วยังจะฟอร์มไรอีกวะ!!! ไอ้ท่ามากเอ๊ย!!! ผมร่วมวงโห่แซวมันด้วยอย่างคะนองปาก จนหน้าไอ้โอมเริ่มเปลี่ยนสี แต่อย่าว่าแค่ไอ้โอมเลยครับ! เพราะยิ่งเพื่อนผมออกอาการมากเท่าไหร่ น้องมิกก็ยิ่งมีอาการไม่แพ้กันเท่านั้น ฮ่า! เอาสิวะ!!! วันนี้กูจะง้างปากไอ้เพื่อนตัวดีนี่ให้ได้!!!! คอยดู! “อ้าว ไอ้โน่.. ไปเล่นไอ้โอมนัก แล้วมึงอะ ได้ข่าวตอนพวกกุไม่อยู่ มึงใช้งานเลขาสภาฯยังกะเบ๊” เฮ้ยยยยยยยยย แล้วแม่งชิ่งกลับมาได้ไงวะ!!?! ผมสะดุ้งขำค้างมองหน้าพี่ดิวแบบโคตรมึน “ไรพี่!!!!!!” “ก็ เมื่อเช้าไอ้ฟี่มันเผามึงหมดอะ ว่ามึงอะนะใช้ไอ้ปุณณ์ทั้งทำเอกสาร เปลี่ยนนํ้ากรอง ซ่อมหลอดไฟ แถมยังลากเลขาฯมันไปช่วยแบกหนังสือจากคิโนะอีก ใช่เล่นนะคู่มึง!” หน็อยยยยยยยยย เชี่ยฟี่……. นี่กูเผลอไม่ได้เลยใช่มะ! (ฟ้องตลอด) ก็แหม…. จะให้ผมทำไงอะครับ ในเมื่อไอ้ง่อยมันไม่อยู่ ส่วนเชี่ยโอมก็ใช้การไม่ค่อยได้ พอดีมีตัวช่วยไว้ก็อยากจะขอความช่วยเหลือนิดหน่อยนี่นา U__U อ้าวแล้วนั่น!!! ไอ้พวกห่านี่จะขำทำไม!!!! ผม เห็นไอ้น็อตนั่งหัวเราะตาหยีอยู่บนพื้นห้องแต่ยังไม่วายพยายามกลั้นขำมาแสดง ความคิดเห็นต่อ “อือใช่ ๆ แต่ไหนแต่ไรแล้วอะ ผมเห็นมีแต่พี่โน่ที่กล้าแหยมเลขาสภาฯ จำได้ว่าเมื่อก่อนพี่โน่ชอบมาแทรกแถวในห้องคุรุพันธ์แล้วฝากพี่ปุณณ์จ่ายค่า ของให้ แถมช่วงขายบัตรคอนเสิร์ตชมรม ก็มีแต่พี่โน่อะ ที่กล้าเอาบัตรไปล็อคคอขายพี่ปุณณ์ทีละเป็นสิบ ๆ ใบ ฮ่า ๆๆๆ” โอ้โหไอ้นี่……. ได้ทีมึงขุดเรื่องเก่ามาหากินเลยนะ! ผมกำลังจะหันไปเหวี่ยงไอ้น็อตที่คงเริ่มติดเชื้อไอ้เป้อมาแหง๋ ๆ แต่เชี่ยภูมิเสือกพูดแทรกขึ้นมาก่อน “เรื่องบัตรอะ เชี่ยโน่แม่งก็หน้าด้านขายทุกคนแหละมึง!” ช่ายยยยยยย กูไม่ได้ขายแค่ไอ้ปุณณ์คนเดียวซักหน่อย ใส่ร้ายกูกันจริงนะ! ผมเกือบจะนึกขอบคุณมือคีย์บอร์ดวงตัวเองอยู่แล้วเชียวที่ช่วยพูดแก้ต่างให้ ถ้าแม่งไม่เสือกเห่าประโยค main idea ออกมาก่อน “แต่กูเห็นมีแค่ไอ้ปุณณ์ว่ะ ที่ยอมซื้อบัตรมันทุกงาน ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆ”

อ้าวววววววว ไอ้สัดด!! หักหลังกันนี่หว่า!!!!! ผมหันควับไปชี้หน้าเชี่ยภูมิคาดโทษ โดยที่ผู้ต้องหายังนั่งตีพุงตัวเองหัวเราะเอิ๊ก ๆ อยู่…. นี่กูควรฆ่ามันให้ตายตอนนี้เลย หรือค่อย ๆ ทรมานมันให้ตายอย่างช้า ๆ ดีวะ! แต่ยังไม่ทันคิดออก เสียงแง้มประตูห้องชมรมก็ดังขึ้นก่อน ‘แอ๊ดด’ “ห้องนี้มีปาร์ตี้เหรอ? ทำไมสั่งพิซซ่าเยอะจัง?” “ฮิ้วววววววววววววววววววววววววววววววว!!!!!!!” โอ๊ยยยยยยยยยยย ไอ้เชี่ยยยยยยยยยยยยยย ตกลงมึงเลี้ยงลูกกรอกจริง ๆ ใช่มั้ยยยยยย!! ถึงได้โผล่มาถูกเวลาตลอดดดดดด ผมอ้าปากค้างมองหน้าเลขาสภาฯที่โผล่มาพร้อมพนักงานส่งพิซซ่าแบบที่เรียกว่า กะเวลาแม่นเหมือนผีสะกิด เรียกให้พวกลิงในห้องชมรมทั้งหลาย ออกวิ่งตีเกราะเคาะไม้กันอย่างถูกอกถูกใจ เพราะปุณณ์ดันโผล่หัวมาให้ได้ล้ออย่างถูกจังหวะพอดี.. แต่เดี๋ยวก่อน!!!! ถ้าพวกมึงยังไม่หยุดแกล้งกูตั้งแต่ตอนนี้ กูไม่จ่ายเงินจริง ๆ ด้วย!! ผม เกาหัวแกรก ๆ พลางเดินฝ่าดงลิงทั้งหลายออกไปหน้าห้องเพื่อจ่ายเงินค่าพิซซ่า เช็คของ และลี้ภัยจากไอ้พวกขี้แซวซักพัก โดยไม่ลืมจะมองหน้าหาเรื่องไอ้ตัวดี “มาไมมึง!!!” แน่ นอนว่าเลขาสภาฯถึงกับเหวอ “อ้าวววววววว.. ก็พี่เค้ารู้จักตึกฟ.ที่ไหนล่ะ กูเห็นเค้ายืนงงหน้าโรงเรียนอยู่ตั้งนานละ เลยพามาให้เนี่ย แถมของยังเยอะอีกต่างหาก” อืม…. พูดจามีเหตุผล.. ผมฟังไประหว่างควักเงินในกระเป๋าจ่ายพี่คนส่งพิซซ่าไป แถมทิปด้วยอีกนิดหน่อย (หมดตูดเลยว่ะกู) “แต่ถ้าไงกูไปก็ได้นะ” แล้วนั่น!! ไอ้ตัวปัญหายังเสือกทำเสียงงอนอีก! ผมช้อนตามองหน้าเลขาสภาฯที่เริ่มออกอาการไม่พึงประสงค์ ก่อนจะชิงลากแขนมันเข้ามาในห้องชมรมด้วยกันโดยไม่ปล่อยให้มันมีโอกาสขัดขืน ซึ่ง แน่นอนว่าการกระทำแบบนั้นเท่ากับยิ่งเร่งเสียงให้ไอ้พวกลิงโห่ร้องแซวกัน ระงม ก่อนจะเงียบปาก เพราะใบหน้าผมแสดงออกค่อนข้างชัดเจนว่า ขืนยังมีใครแซวกูอยู่ ได้อดแดกแน่ (ฮ่า ๆ) ก็งี้แหละครับ คนมันมีอาวุธในมือ ยังไงก็เป็นต่อ อิอิ

ผมกับ ปุณณ์ค่อย ๆ เดินถือเสบียงมาวางกลางห้องชมรม เพื่อให้ง่ายต่อการกินของทุกคน ซึ่งปรากฏว่ายังไม่ทันที่กล่องพิซซ่าจะแลนดิ้งลงพื้น 100% ฝูงแร้งก็รุมถาดพิซซ่าทั้งหมดทันที! อื้อหือ… พวกมึงอดอยากมาจากไหนเนี่ย ผมเกาหัวพลางยืนมองเหตุการณ์ชุลมุนตรงหน้า ขณะที่ปุณณ์ถอยไปตั้งหลักตรงมุมห้องเรียบร้อยแล้ว เพราะตอนนี้ในชมรมกำลังวุ่นวายมากครับ เสียงต่างคนต่างร้องจะเอาพิซซ่าหน้าที่ตัวเองชอบกันระงม จนไอ้น้องน็อตเริ่มเวียนหัว เพราะดันนั่งใกล้พิซซ่าที่สุดพอดี ฮ่า ๆ ถือว่าถึงคราวเคราะห์แล้วกันนะมึงนะ กูไปล่ะ.. ผม ขำกับท่าทีปวดเศียรเวียนเกล้าของน็อต ก่อนจะฉวยเอาพิซซ่ามาสองชิ้น (อิอิ) ผมหยิบชิกเก้นทรีโอ้มาชิ้นหนึ่ง กับซีฟู้ดคอกเทลอีกชิ้นหนึ่งเพื่อแบ่งให้ปุณณ์ “เฮ้ย ไม่เป็นไรหรอก ให้คนในชมรมกินเหอะ” แต่ดูมันมาถึงนี่แล้วยังทำเกรงใจอีกครับ! ผมที่ได้ฟังดังนั้นจึงส่ายหัวดิ๊กด้วยความไม่ลดละที่จะยัดพิซซ่าใส่มือมัน ซึ่งดูปุณณ์ปฏิเสธด้วยความจริงจังเพียง 5% เท่านั้น (หรืออาจน้อยกว่า) ถ้าไม่เชื่อก็คอยดู.. “แดกไปเหอะน่า เงินกู! แล้วยังมีอีกตั้งเยอะ กินกันพออยู่แล้ว” นั่นไง.. เห็นปะครับ…. ผมบอกแล้ววววว ว่ามันจริงจังแค่ 5% เท่านั้นแหละ เพราะเมื่อได้ยินประโยคนี้ ไอ้เจ้าคนที่เคยปฏิเสธของในมือผมเมื่อครึ่งนาทีก่อน ก็แทบกระโดดคว้าพิซซ่าทันที…. โหแม่ง ไม่ค่อยตะกละ แต่กูจำได้ว่ามึงชอบกินหน้าซีฟู้ดคอกเทล ปุณณ์ กัดของกินในมือพลางถองศอกกับข้างเอวผม “รวยขนาดเลี้ยงคนทั้งชมรมเลยเหรอวะ มาเลี้ยงข้าวกูมั่งดิ่ กูกินไม่จุหรอก” แต่ช่วยอย่าพูดถึงได้ปะ -*-… เครียดนะเนี่ยไม่ใช่ไม่เครียด -*- ผมขมวดคิ้วแน่นทันทีเมื่อนึกถึงฐานะการเงินที่คงอัตคัตขัดสนไปทั้งเดือน… ไม่น่าทำเป็นใจปํ้าเลยกู “เลี้ยงพ่อมึงดิ่ เงินกูโบ๋แล้วเนี่ย” “ฮ่า ๆๆๆ ก็ทำเป็นเสี่ยดีนัก สม” อ้าวววว… แล้วไอ้นี่ไม่เห็นใจกูยังจะกระทืบซํ้าอีก ผมเหล่ตามองมันอย่างขัดใจ แต่คุณชายปุณณ์ดันมัวแต่จ้องพวกน้องมํ่าที่กำลังมุ่งมั่นในการแบ่งเส้นสปาเก ตตี้ออกเป็น 5 กอง กองละเท่า ๆ กันอยู่ (เพื่อไรวะ?) เอ้อ……. สงสัยมันจะว่างมาก ส่วน บรรยากาศในห้องชมรมตอนนี้น่ะเหรอครับ ก็อยู่ในช่วงเฮฮาครึกครื้นอย่าบอกใคร เพราะกำลังเต็มไปด้วยเสียงทุกรูปแบบที่พวกมันสร้างขึ้นกัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงเป่าแตรเวลาไอ้โอมกัดพิซซ่าแต่ละคำ (ฮ่า ๆๆๆๆ) อันนี้เป็นผลพวงจากที่แม่งแย่งพิซซ่าในมือไอ้อาร์ทไปแดกครับ (ชั่วมาก) เลยต้องทนฟังเสียงไอ้อาร์ทเป่าแตรกรอกหูทุกครั้งเวลามันกัดพิซซ่าชิ้นขาด เพื่อนเข้าปาก (ซึ่งชื่อนี้ไอ้นิวลงทุนตั้งให้ด้วยความ

ยกย่องวีรกรรมเหี้ย ๆ ของเชี่ยโอมเป็นอย่างยิ่ง) แถมนอกจากเสียงไอ้อาร์ทเป่าแตรประท้วงแล้ว ยังมีเสียงน้องเฮงตีกรับอีก -_- แต่เดี๋ยวนะ…. มึงไปขโมยกรับมาจากห้องดนตรีไทยตอนไหนวะ -_- (อย่าลืมคืนด้วยนะมึง ขี้เกียจฟังไอ้ปันขับเสภาด่า) ผมเหลียวไปมองเสียงน้องเฮงตีกรับรับเป็นจังหวะทุกครั้งเวลาไอ้เป้อโชว์ท่า ป๊อบปิ้นส์แบบชิน-ชินวุฒิ โดยมีกล่องใส่พิซซ่าเปล่า ๆ เป็นพร็อบประกอบการแสดงอยู่ (เออ จะทำอะไรก็ทำเหอะ -_-) กูเครียดว่ะ ใครก็ได้ช่วยบอกให้มันหยุดที แต่ขณะที่ผมกำลังนั่งเครียดเหงื่อตกอยู่ ไอ้ปุณณ์ดันหัวเราะพลางตบมือซะดังลั่น เมื่อสปาเกตตี้ 5 กองของน้องมํ่า (ที่เฝ้าแบ่งทีละเส้นด้วยความทนุถนอมอยู่ตั้งนานสองนาน) ดันถูกไอ้โอม (ผู้ซึ้งเขมือบพิซซ่าชิ้นขาดเพื่อนหมดเกลี้ยงแล้ว) เลื้อยมาสูดไปจนราบเป็นหน้ากลองซะก่อน!! ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก กูว่าแล้วพวกมึงอ้อยอิ่งอย่างนี้มีหวังไม่รอด! ตอนนี้เลยไม่ได้มีแค่เสียงแตรประท้วงจากไอ้อาร์ทเท่านั้น แต่น้องมํ่ายังวิ่งถลาไปเอาทรอมโบนมุมห้องมาเป่าใส่หูเชี่ยโอมเป็นแนวประท้วง ด้วยอีกคน ฮ่า ๆๆๆ กูว่างานนี้ไม่มีใครแดกอิ่มนอกจากไอ้โอมชัวร์ เอ้า แล้วไหน ๆ ก็ขนเครื่องดนตรีออกมาเล่นจนตีกันมั่วไปหมดแล้วก็เอาซักหน่อย ผมเห็นพวกเด็ก ๆ เครื่องเป่าเริ่มควักอาวุธประจำตัวเองออกมาเป่าเล่นเป็นคู่หูต่อโน๊ตกันยก ใหญ่ จนสุดท้ายเพลง disco พาเพลิน ฉบับออริจินัลของพี่ ๆ groove riders ก็ดังลั่นห้องชมรม ฮ่า ๆๆ เอากะมันสิ งั้นกูขอไมค์ กูอยากเป็นพี่บุรินทร์ (หน้าตาก็ได้อยู่นะ) ปกติเพลงนี้ไม่เมาร้องไม่ได้ แต่สมมติวันนี้เมาแฟนต้านํ้าแดงแล้วกัน ฮ่า ๆๆ พวกผมเริ่มครวญเพลงกันแบบไม่ได้ศัพท์สุด ๆ จนฟังยังไงก็ไม่เหมือนคนเพิ่งชนะรางวัลระดับโลกมา แต่เอาเหอะน่าาาา ชีวิตเรามันต้องผ่อนคลายกันบ้าง ไรบ้าง (ถึงแม้พวกผมจะผ่อนคลายกันมาทั้งชีวิตแล้วก็เหอะ) อิอิอิ ปุณณ์ นั่งดูพวกผมเล่นดนตรีกันแบบมั่ว ๆ ซั่ว ๆ (แอมป์เอิมอะไรก็ไม่เสียบ มีแต่เสียงเครื่องเป่า กีต้าร์โปร่ง แทมโบรีน กรับ) แถมยังร่วมวงกับพวกน้อง ๆ ช่วยนั่งตบมือให้จังหวะอย่างเฮฮาอีก แล้ว ดูนั่นดิ่…. ตบมือเสร็จก็อุตส่าห์ทำตัวเป็นแขกที่ดีต่อ เพราะขณะที่คนอื่นกำลังร้องเล่นเต้นระบำอย่างไม่ไว้ภาพชมรมอยู่นั้น (กูด้วย) แต่ไอ้ปุณณ์ดันไปช่วยไอ้ง่อยเดินเก็บซากอารยธรรมทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นขยะแห้งหรือเปียกซะทั่วห้องชมรม โว้ววว มึงจะพระเอกไปไหน!! ก็แม่งเป็นซะแบบนี้อะ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ไอ้ฟี่เอาเรื่องผมใช้งานไอ้ปุณณ์ไปฟ้องคนอื่นก็ เหมือนกัน ตอนนั้นผมแค่กำลังจะเปลี่ยนถังนํ้ากรองในห้องชมรม แต่ไอ้ปุณณ์เสือกมาเห็นแล้วอาสาจะช่วยผมเอง แถมยังเสนอตัวจะเปลี่ยนหลอดไฟในห้องให้อีก นี่จะเอาผมไปสาบานที่ไหนเลยก็ได้นะ ว่าผมไม่ได้อ้าปากใช้งานมันซักกะแอะจริงจริง!

เออ แต่ก็ดีวะ พูดง่ายใช้คล่องแบบนี้น่ารักสุด ๆ ผมปล่อยให้มันช่วยไอ้ง่อยเก็บขยะในห้องชมรมไป ขณะที่พวกเรากอดคอกันกระโดดเหยง ๆ ร้องเพลง ทุกอย่าง ของ scrubb ดังลั่น “แม๊เธออจะมี๊ใครไม่ส๊ามมมมมมคัน แค๊เพียงเธอมองงงง มาที่ฉานนน เท่าน้านนน ก็พออใจอยู่ภายในนนน! อัยยย อั้ยยยยยย แม๊เธอจะมีใครรรรรไม่สนใจจจ แม๊ความเป็นจริงจะเป็นเช้นนไรรรรรรรร!!!!” ‘โครม!’ ‘เพล้ง!’ “เฮ้ย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” แต่แล้วดันมีเสียงประหลาดอุบัติขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันถึงสามเสียง (เรียงตามที่บอก) ทำเอาไอ้โอมที่กำลังแหกปากร้องเพลงอยู่เมื่อกี้ถึงกับหยุดหอนทันที เพราะเสียงเหล่านั้นล้วน……….. ดังมาจากใต้เท้ามันทั้งสิ้น.. ด้วยเหตุนี้ จึงทำเอาพวกเราทุกคนหยุดดีด สี ตี เป่า เครื่องดนตรีทุกชนิด ก่อนจะเพ่งสายตามองไปยังจุดเกิดเหตุเป็นตาเดียว…….

ชิบหายแล้ว!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! เพราะภาพที่ผมเห็นตรงหน้าเมื่อได้สติคือฝ่าเท้าควาย ๆ ของไอ้เหี้ยโอมได้กระทำการ กระทืบ ไป โดนกล่องอะไรซักอย่างที่บังเอิญวางไว้แถวนั้น ซึ่งถ้าจำไม่ผิด………….. โอ่ย ตาย ๆๆๆๆๆๆๆๆ ไอ้ฟิล์มถึงกับขั้นทิ้งกีต้าร์โปร่งแล้วล้มลงไปทรุดกับพื้นทันที เพราะนั่นคือกล่องถ้วยรางวัลที่มันอุตส่าห์ไปแบกกลับมาจากเมืองนอกเมืองนา ผลลัพท์ของความพยายามเกินกว่าครึ่งปี.. “ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!! กูทำอะไรลงไป!!!!!!!!!!!!!!!!” แน่นอนว่าไอ้โอมพอตั้งสติได้บ้างก็ร้องตะโกนดังลั่นก่อนจะกระโดดเหยง ๆๆ ออกมาจากกล่องกระดาษนั้น ท่ามกลางความเงียบงันของคนทั้งห้องชมรม เพราะเหตุการณ์ตรงหน้ามันกะทันหันเกินทำใจรับไหวจริง ๆ ผม กระพริบตาปริบ ๆ มองภาพไอ้โอมที่กระโดดจากฝากล่องด้วยใจระทึก…. เพราะไม่อยากยอมรับความจริงเลยว่า ล่องกระดาษใบนั้นคือกล่องใส่ถ้วยรางวัลจริง ๆ….. ผมไม่อยากยอมรับแม้กระทั่งว่า ตัวเองได้ยินเสียงเครื่องแก้วแตกดังเพล้งหลังจากไอ้โอมเผลอลงส้นเท้าบนกล่อง ใบนั้น แต่ทั้งหมดก็…………………………

“อ้าว เงียบไรกันอะ งานเลี้ยงเลิกแล้วเหรอ?” แล้วปัดโธ่เว้ยยยยยยยยย เชี่ยปุณณ์! เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังจะถามอะไรอีก! คน ทั้งห้องชมรมหันควับไปมองหน้ามันเป็นตาเดียว ราวกับต้องการอ้อนวอน เหมือนว่าปุณณ์จะช่วยอะไรได้ยังไงยังงั้น… เหอ ๆๆ คงมีแค่ผมคนเดียวมั้งที่เบือนหน้าหันไปทางอื่น เพราะรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ ต่อให้เลขาสภาฯเทวดาอย่างปุณณ์ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ “ปุณณ์……. มึงช่วยบอกกูหน่อยดิ่ ว่ากล่องที่กูเหยียบไม่ใช่กล่องใส่ถ้วยรางวัลลลล” แล้วไอ้เชี่ยโอม มึงอย่ามาปัญญาอ่อนหนีความจริง ผมส่ายหัวมองไอ้เพื่อนเวรที่หันไปอ้อนวอนขอความมั่นใจจากเลขาสภาฯหน้าหล่อ ซึ่งยืนกระพริบตาปริบ ๆ ทั้งที่มีถุงขยะในมือด้วยถุงหนึ่ง

“หืม?……. อือ ไม่ใช่หรอกโอม” แล้วมึงจะช่วยมันทำไมวะ -*- ผมหันไปเหล่ไอ้ปุณณ์อย่างเอาเรื่อง แต่มันยังทำหน้าซื่ออยู่ “ไม่ใช่จริง ๆ นะ” แล้วดูมัน…. มันจะมารู้ดีกว่าพวกผมได้ยังไง ผม ส่ายหัวหน่ายอย่างไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ก่อนตัดสินใจเป็นคนเดินไปสำรวจความเสียหายด้วยตนเอง เพราะไอ้ฟิล์มนั่งหมดแรงข้าวต้มอยู่กลางห้องโน่นแล้ว….. เอ่อ.. งั้นขอกูเปิดดูหน่อยแล้วกันนะ ว่าไอ้เสียงเพล้งเมื่อกี้มันมีอะไรแตกหักบ้าง เผื่อบางทีโชคเข้าข้างเรา ถ้วยอาจเสียหายแค่ไม่มาก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผมยินดีแบกไปซ่อมให้แน่ ๆ (โดยเรียกเก็บค่าเสียหายที่ไอ้โอมทีหลัง หึหึ..) ผม กลั้นลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนตัดสินใจเปิดกล่องกระดาษนั้นออกมาพลางหลับตาปี๋ เนื่องด้วยไม่อยากเห็นภาพที่กำลังจะปรากฎเลยจริง ๆ แต่…………………………………. ในกล่องไม่มีถ้วยรางวัล!!!!!!!!!!!!? เฮ้ย!!!!? “ถ้วยหายไปไหนอะฟิล์ม!!!!!!!!!!!!!!!!!” ก็นี่มันแย่ยิ่งกว่าถ้วยแตกอีกนะเว้ย!!!!!!!!!!! ผมส่งเสียง

ตะโกนทั้งสีหน้าเลิกลั่กไปถามไอ้ฟิล์มที่นั่งเหวออยู่กลางห้อง เลยได้เห็นมันทำหน้าตกใจสุดขีดกลับมาเหมือนกัน!! “ไม่รู้!!!!!!!! ไม่อยู่ในนั้นเหรอ!!!!!” ไอ้ฟิล์มร้องตอบด้วยท่าทางเหมือนคนจะช็อคอยู่แล้ว ส่วนผมไม่แน่ใจว่าอาการวูบ ๆ ที่รู้สึกอยู่คืออะไร “มะ…… ไม่อยู่จริง ๆ” “หา ถ้วยเหรอ………. อยู่นี่..” แต่แล้วเสียงไอ้ปุณณ์ดันเสือกแทรกขึ้นมากลางปล้อง ขัดระหว่างผมกำลังโวยวายกับไอ้ฟิล์มอยู่ซะงั้น ซึ่งแน่นอนว่าปุณณ์เรียกเราทั้งคู่ให้หันไปมองมันได้ทันที ปรากฏ ว่าภาพที่เห็นตรงหน้าคือนิ้วปุณณ์ชี้ตรงไปยังชั้นกระจกเก็บถ้วยรางวัลต่าง ๆ ของชมรมผม…. ซึ่ง รางวัลนี้ก็เข้าไปรวมอยู่ในนั้นแล้วด้วย!!? เฮ้ยแม่งเข้าไปได้ไงวะ!!!!!!? กูว่ากูยังไม่ได้เก็บนะ! ก็มัวแต่ไร้สาระเพลินอยู่เนี่ยย (หรือมันมีขาเดินได้เอง) เสียง ปุณณ์อ้อมแอ้มอธิบายต่อเหมือนกลัวพวกผมโกรธ “ก็กูกลัวพวกมึงจะไม่ระวังทำถ้วยพังกันอะ เลยเอามาเก็บให้…. ขอโทษนะที่ทำให้ตกใจ..” มันอธิบายแผ่ว ๆ เหมือนคนรู้สึกผิด แถมยังทำหน้าระแวงกลัวผมจะด่าอีก แต่…………. “เย้!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” โอ๊ยยยยยยยยยยย ไอ้ปุณณ์!!!!!!!!!! กูไม่เคยรักมึงขนาดนี้มาก่อน!!!!!!!!! คนในห้องชมรมทั้งหมดพากันกระโดดพลางร้องตะโกนเสียงดังลั่นขณะกรูเข้าไปกอด เลขาสภาฯกันยกใหญ่ จนมันเองก็คง งง ฮ่า ๆๆๆๆๆๆ ฮือ ๆๆๆ ซึ้งใจจนร้องไห้เลยว่ะ ทั้งผม ไอ้ฟิล์ม และไอ้โอมแอบเช็ดนํ้าตาพร้อม ๆ กันด้วยความโล่งใจเพราะถ้วยนี้สำคัญกับพวกเรามาก แล้วพวกเราก็เชี่ยกันมากที่ไม่ระวังจริง ๆ นี่ถ้าไม่มีคนอย่างปุณณ์คอยดูแลอยู่ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ…… โอ๊ยยย วันนี้มึงฮีโร่จริง ๆ ว่ะ ผมส่งยิ้มให้ปุณณ์ที่ยืนงง อยู่กลางวงล้อมของรุ่นพี่รุ่นน้อง รุ่นเดียวกัน และอีกมากมายในห้องชมรม ที่ต่างกรูเข้าไปขอบอกขอบใจมันอย่างล้นหลาม ซึ่งไอ้ปุณณ์ก็ได้แต่ผงกหัวรับซํ้า ๆ คล้ายว่าเจ้าตัวจะยังไม่รู้ล่ะมั้ง ว่าเพิ่งได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่โคตร ๆ ในความคิดของพวกผมไป ฮ่า ๆ อาจฟังดูเวอร์ไปนิด แต่เมื่อกี้ตอนได้ยินเสียงแตกดัง เพล้ง! หัวใจผมหล่นไปกองที่ตาตุ่มเลยจริง ๆ คิดว่าทุกคนก็คงเป็นแบบเดียวกัน ดังนั้นพอรู้ว่าเรื่องราวไม่ได้แย่อย่างที่คิด ความดีใจเลยท่วมท้นออกมาอย่างที่เห็น (สรุปว่าเสียงดัง เพล้ง! ที่ได้ยินคือเสียงแก้วใส่นํ้าเขียวแตกครับ ไอ้โอมถูกบาดแล้วยังไม่รู้ตัวอีกแน่ะ มัวแต่ช็อคอยู่)

“โหยยยยยย นี่ถ้าไม่ได้พี่ปุณณ์ พวกผมแย่แน่ ๆ อะ!” ไอ้มํ่าส่งเสียงนำขบวนอวยเลขาสภาฯ จนคนถูกชมออกอาการเขินเกาหัวเกาหางตัวเองมั่วไปหมด เนื่องจากสมาชิกชมรมผมคนอื่น ๆ ร้องขานรับเห็นด้วยกันอีกเป็นทิวแถว “แบบ นี้ใครได้พี่ปุณณ์เป็นแฟนโคตรรรรรรรร โชคดี หล่อ ฉลาด แล้วยังรอบคอบอีก ผู้หญิงที่ไหนไม่รักก็โง่………….. อุ๊บบบบบบบบบ” แต่ไม่ทันแล้วแหละ ถึงพวกมึงจะพยายามช่วยกันปิดปากไอ้น้องมํ่ายังไง มันก็พูดจบประโยคแล้ว เหอ ๆๆๆ ผมมองตอบไอ้พวกลิงแสบในชมรมทั้งหลายที่หันมาส่งยิ้มแหย ๆ ให้ เหมือนกับอยากขอโทษแทนเพื่อนปากเปราะ.. แต่เฮ้ย!! กูไม่ได้คิดมากซักหน่อย! “ไม่ จริงหรอกมํ่า พี่ไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก” และก็เป็นเสียงปุณณ์นั่นเองที่ขโมยความสนใจจากทุกคนกลับไป รวมถึงผมด้วยเช่นกัน ผมเลิกคิ้วมองไอ้หน้าหล่อที่ยืนอมยิ้มอยู่ ขณะที่เจ้าตัวมองมาทางผมแว่บหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “พี่แค่อยากทำทุกอย่างให้ท่านประธานของมํ่ายังยิ้มได้ แค่นั้นเอง” “ฮิ้วววววววววววววววววววววววววววววววววววววว!!” คือมึงอย่ามานํ้าเน่าได้ปะปุณณ์………… ผมหลุดขำขณะที่สมาชิกในห้องชมรมคนอื่น ๆ โห่รับกันอย่างสนุกสนาน ฮ่า ๆๆ ไม่รู้ว่าไอ้ปุณณ์มันแค่ปล่อยมุกเสี่ยวหรือหมายความตามที่พูดจริง ๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างไหน ผมก็รู้สึกดีมากทีเดียว “ขอบ ใจนะมึง..” คือคำที่ผมกระซิบบอกปุณณ์แผ่ว ๆ ระหว่างเราและชาวชมรมทุกคนกำลังร่วมมือร่วมใจเก็บขยะทั้งหมดอยู่เพื่อ เคลียร์ห้องแล้วจะได้ไปเรียนในคาบบ่ายต่อไป บางทีแค่ได้รู้ว่า เพียงรอยยิ้มของเรา มีค่า สำหรับใครบางคน

ผมก็รู้แล้ว ว่าครั้งต่อไป ผมจะยิ้มเพื่อใคร

=]

54th CHAOS และ แล้วจากเหตุการณ์ผีอาเสี่ยเข้าสิงเมื่อตอนกลางวัน พอเวลาผ่านไปได้สามชั่วโมง (จนผีอาเสี่ยคงเริ่มออก) ผมจึงรู้สึกตัวกับเขาซักทีว่า ไอ้พวกเวรนั่นทำค่าขนมผมบ๋อแบ๋ทั้งเดือน T__T ฮือ ไอ้ชั่วว แล้วเดือนนี้กูจะเอาเงินที่ไหนใช้! ผมนั่งคิดพลางกุมขมับ เพราะขืนบากหน้าไปขออาป๊าเพิ่ม มีหวังโดนเขกกะบาลยุบกลับมาแหง๋ ๆ แต่เอาเหอะ… นับว่ายังดีที่พอมีเงินเหลือในบัตรแคนทีนอยู่บ้าง ปัญหาใหญ่เลยมีแค่งดออกเที่ยวตลอดเดือนเท่านั้นเอ๊งง ฮืออ T__T เกิดเป็นโน่ช่างรันทดจริง ๆ T__T ผมคิดอย่างโคตรจะเซ็งระหว่างนั่งฟังบ้าง งีบหลับบ้าง แอบเล่นเกม OX บ้าง ในคาบเรียนสุดท้ายของวันที่มิสพัชรีกำลังพูดอะไรไม่รู้อยู่หน้าห้อง…. อือ ผมนั่งตาลอยปล่อยให้เสียงมิสทะลวงเข้าหูซ้าย แล้วทะลุออกหูขวาอย่างง่ายดาย โดยไม่คิดจะดันความรู้ขึ้นสมองเท่าไหร่ เฮ้ออ…. อีกกี่นาทีจะถึงเวลากลับบ้านวะ ผมนั่งเพ่งมองเข็มยาวของนาฬิกาหน้าชั้นเรียนที่ค่อย ๆ เคลื่อนไปหาเลข 8 ด้วยใจระทึก.. ‘ออดดดดดดดดดด’ นี่ไง!! ใช่เลยยย!! ฮ้าา… ความง่วงตะกี้หายวับเป็นปลิดทิ้งทันทีที่ออดเลิกเรียนดัง ก่อนมิสพัชรีจะสั่งการบ้านทิ้งทวนไว้กองเท่าภูเขาแล้วจากไป “เฮ้ย เตะบอลป่าว!!!!!!” เสียงไอ้ปาล์มตะโกนถามเพื่อนลั่นห้องก่อนคนอื่นจะวิ่งเฮโลไปสมทบกับมันรวมถึงไอ้โอมด้วย (ไอ้ห่านี่ไปคนแรกเลยเหอะ) “ไอ้โน่ ไปป่าว!!” เสียงพ้งหันมาถามผมยํ้า ซึ่งไม่มีหรอกที่จะปฏิเสธ แต่ขอเวลากูเก็บของแป๊บบบบนึง เพียงไม่ถึงสิบนาที พวกเราห้อง 5 ก็ลงมาวิ่งชายเสื้อหลุดรุ่ยกันสลอน บนสนามของโรงเรียนที่มีวงเตะบอลตั้งอยู่นับสิบ เออ มันก็แยกประสาทกันเล่นได้ว่ะ? เรื่องนี้เป็นพรสวรรค์เฉพาะโรงเรียนครับ ยากแก่การลอกเลียนแบบ แต่ เตะบอลคราวนี้แม่งซวยชิบหาย เพราะผมดันโอน้อยออกได้อยู่คนละทีมกับไอ้เชี่ยโอม คือเมื่อก่อนไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่หรอกครับ เพราะอาศัยว่าอยู่ทีมเดียวกับมันมาตลอด แต่พอครั้งนี้ได้แยกทีมกันแล้วจึงได้ซึ้งว่าแม่งโคตรรรร สันดานเสียเลย!! “ไอ้เชี่ยยยยย!! แม่งขี้โกงงงง!!” ก็คิดดูแล้วกันว่าผมต้องตะโกนคำนี้เป็นครั้งที่ร้อยกว่าได้แล้วมั้ง!!!

เพราะล่าสุดไอ้ห่านั่นแย่งบอลผมด้วยการชาร์ตเข้าข้างหลังแล้วเอามือปิดตา ปล่อยให้ไอ้เคนซิวลูกบอลปลายเท้าผมไปได้อย่างง่ายดาย สาดดด มีคำไหนให้กูด่ามึงอีกมั่งไหมเนี่ยย!! แถมสิ่งที่ได้รับกลับมายังเป็นเสียงหัวเราะเอิ๊ก ๆ ของไอ้เชี่ยโอม ที่ไม่สนใจคำด่าผม แล้วยังแปะมือแท็กกับไอ้โด่งเย้ยกันอีก! เออ! ฝากไว้ก่อนเหอะ! แต่พอตาผมจะเล่นสกปรกใส่มันบ้าง (อาทิเช่นแกล้งเหยียบถุงเท้าให้แม่งดำ หรือไม่ก็พยายามดึงกางเกงนักเรียนมันให้หลุดตูด) ดันไม่มีอะไรเป็นผลเลยเพราะเชี่ยโอมเสือกรู้ทันหมด!! เออ.. ก็งี้แหละวะ ลืมไปว่าไอ้โอมมันชั่วตัวพ่อ ใครจะไปชั่วกว่าคนอย่างมันได้ แต่อย่าเผลอล่ะมึง! พวก ผมเตะบอลกันไปไล่ด่ากันไปดังลั่นสนามอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเล่นแจมกับน้องม.ต้นที่เตะร่วมสนามเดียวกันแทน ปรากฏการณ์รุ่นพี่แกล้งรุ่นน้องจึงเกิดขึ้น (ฮ่า ๆ) เพราะแค่เด็ก ๆ จะเข้ามาแย่งบอลจากพวกเรา ไอ้รถเก๋งก็ไปแกล้งยกน้องซะตัวลอย จนต้องตีขาหน้าเหวอในอากาศ กลายเป็นการทรมานเด็กซะงั้น!! (ฮ่า ๆๆ) จนผมต้องนั่งยอง ๆ กับพื้นสนามแล้วขำกลิ้งเมื่อเห็นไอ้รถเก๋งอุ้มน้องม.ต้นคนหนึ่งวิ่งชูรอบ สนาม ทำยังกะแห่ฮีโร่โอลิมปิก เล่นเอาขำแตกทั้งสนาม แต่เรื่องพรรค์นี้อย่าหวังว่าไอ้โอมยอมจะน้อยหน้า!! เพราะตอนนี้มันวิ่งไปแบกน้องม.ต้นอีกคนหนึ่งขึ้นบ่าครับ แถมยังมุ่งหน้าไปปะทะกับเด็กที่ไอ้เก๋งกำลังอุ้มอยู่ทันที จนกลายเป็นศึกยุทธหัตถีเด็กม.ต้นขึ้น ฮ่า ๆๆ (พวกมึงแปลงร่างเป็นช้างกันเหรอวะ) ผมนั่งขำเมื่อน้องในสังกัดพวกมันต่างเอื้อมมือจะแกล้งตีฝ่ายตรงข้ามยกใหญ่ แต่พอเอื้อมใกล้ถึงตัวฝ่ายนั้นทีไร เชี่ยโอมเป็นต้องแกล้งถอยออกมาทู้กกกที นี่มึงกวนตีนเด็กนะ รู้ตัวปะเนี่ยย ทุก คนเริ่มหยุดมายืนขำระหว่างดูรุ่นน้องบนคอไอ้โอมที่เริ่มเปลี่ยนจากตีเพื่อน เป็นตีพี่โอมแทนอย่างขัดใจ เพราะแม่งกวนส้นตีนอย่างกับอะไร ฮ่า ๆๆ เออ สม กวนตีนเพื่อนไม่พอยังจะลามปามไปกวนตีนเด็กไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีก เอาเลยครับน้อง ตีแม่งแรง ๆ เลยครับ พี่สะใจ “ทำ ไรอยู่โน่ ไมมานั่งตรงนี้” อ้าวว… แล้วเสียงคุ้น ๆ แบบนี้จะเป็นใครได้ ถ้าไม่ใช่เลขาสภาฯคนเดิม ผมหันไปมองปุณณ์ที่ก้มลงมานั่งยอง ๆ คุยกับผมอยู่บริเวณข้างสนามบอล (ซึ่งผมนั่งขัดสมาธิไปแล้ว) จึงชี้ให้มันดูศึกยุทธหัตถีในสนาม (ที่ใช้หลังไอ้เชี่ยโอมกับรถเก๋งแทนหลังช้าง) “ดูไอ้เชี่ยโอมแกล้งเด็กดิ่ อย่างฮา” เพราะตอนนี้น้อง ๆ เริ่มเปลี่ยนมาเล่นงานพาหนะตัวเองแทนแล้ว โทษฐานกวนอารมณ์ดีนัก ฮ่า ๆๆ “อ้าว โอมแกล้งเด็กเหรอ นึกว่าจะเปลี่ยนใจมารักเด็กแล้วนะเนี่ย” แต่น่านนน มันอยู่ตั้งไกลยัง

อุตส่าห์นินทาอีก ผมหันไปขำคำพูดปุณณ์ ก่อนจะช่วยเสริม “เหอะ ขนาดเด็กที่มันรักมันยังแกล้งเล้ยย” ก็งี้แหละครับ ความเลวแม่งคงฝังอยู่ในสันดานจริง ๆ

ปุณณ์ หัวเราะร่วนก่อนจะล้มตัวลงนั่งขัดสมาธิข้าง ๆ ผม อืม…. ไอ้คุณหนูปุณณ์นั่งกับพื้นไม่กลัวกางเกงนักเรียนเปื้อนรึไง ก็ว่าจะลองแซวมันอย่างนั้น แต่อีกฝ่ายเสือกชิงหันมาถามอย่างอื่นกับผมก่อน “โน่กลับตอนไหนเนี่ย” ผมจึงเลิกคิ้วมองหน้ามันงง ๆ “ก็กลับตอนไหนก็ได้ วันนี้ชิว ๆ” “งั้น ไปหาไรกินกันมั้ย วันนี้กูก็ว่าง แวะไปหาแป้งด้วยดิ่ บ่นคิดถึงมึงจะแย่แล้วเนี่ย” หืมม ไอ้เจ้าเล่ห์ ยกเอาน้องมาอ้างว่ะ ผมเลิกคิ้วพลางพยักหน้าล้อเลียนมัน แต่ก็….. เอาวะ!! ไปก็ไป เตะบอลจนเหนียวตัวแล้วด้วย ไม่มีแรงเหลือเตะต่อแล้ว “เฮ้ย!!! กูกลับก่อนนะ!!” ดังนั้นผมจึงลุกขึ้นปัดตูดกางเกงแล้วตะโกนบอกเพื่อน ๆ ในสนามทำเอาพวกมันหันมามองเป็นตาเดียว

“โห…… ไอ้เชี่ยปุณณ์! แย่งเพื่อนกูอีกแล้วนะ!” น่าน… ไอ้ที่มึงแบกน้องม.ต้นขี่คอไว้มันยังไม่เหนื่อยพอใช่มะ ถึงได้หันมากัดกูเพิ่มอีกเนี่ยไอ้เชี่ยโอม ผมชูมะเหงกใส่มันขณะที่ปุณณ์แค่หัวเราะพลางยกมือเป็นเชิงว่า ไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย หลังจากใช้ ภาษากายตอบโต้กันได้พักหนึ่ง จึงถึงเวลาที่ผมควรเดินไปหยิบกระเป๋านักเรียนพลางโบกมือลาเพื่อน ๆ ทั้งหมดซักที โดยไม่ลืมรับปากไอ้เก่งว่าคืนนี้จะกลับไปดอทเอด้วยแน่ ๆ ให้แม่งเตรียมทีมไว้รอได้เลย ผมโบกมือให้เพื่อนทั้งสนามก่อนจะเดินตามปุณณ์ไปเอากระเป๋านักเรียนในห้อง สภาฯแล้วพากันมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าทันที “กิน เนื้อย่างร้านเดิมมะ ไม่ได้ไปนานแล้ว อยากกินอะ” แต่ยังไม่ทันพ้นประตูโรงเรียนได้เท่าไหร่ ไอ้คนข้าง ๆ ก็เริ่มคิดเมนูประจำเย็นนี้แล้วครับ ขณะที่คนหมดตูดอย่างผมทำหน้าเหมือนขี้ไม่ออก “ร้านนั้นก็แพงดิ่ว้าา กูว่าแดกข้าวขาหมูตรงซอยนั้นก็ได้มั้ง” “เฮ้ย ข้าวขาหมูกินจนเบื่อแล้ว ไปเหอะ มื้อนี้กูเลี้ยงเอง แล้วเดี๋ยวเดือนหน้ามึงค่อยเลี้ยงกู” โอ้โหไอ้นี่

จะเลี้ยงกูทั้งทีก็ช่วยเลี้ยงฟรี ๆ ไม่ได้รึไง ผมเหล่ตามองคนเสนอไอเดียที่ทำเป็นยิ้มกว้างอยู่แล้วก็ต้องพยักหน้าปลง ๆ กลับ เออ… เอาไงก็เอา

เราสองคนเดินลากขามาเรื่อยจนถึงสถานีรถไฟฟ้า แต่ขณะบันไดเลื่อนกำลังไต่ขึ้นชานชาลาอยู่นั้น เสียงเตือนประตูใกล้ปิดเสือกดังขึ้นก่อน!! แล้ว ก็โรคจิตพอกันทั้งคู่อะครับ ผมว่า… เพราะผมกับปุณณ์มีความเพี้ยนเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ได้ยินเสียงเตือน ปิ๊บ ๆๆๆ เวลาประตูรถไฟใกล้ปิดไม่ได้.. ไม่ใช่ว่าฟังแล้วจะลงไปนอนชักดิ้นกะแด่ว ๆ ตายหรอกนะครับ (นั่นก็เวอร์ไป..) แค่ฟังแล้วคล้าย ๆ กับฟังเพลงปลุกใจ อะไรซักอย่างอะ ความรู้สึกมันเหมือนถูกบังคับให้รีบใส่เกียร์หมาโกยเข้าขบวนโดยเร็ว ยังไงยังงั้น! แน่ นอนว่าโรคจิตทั้งคู่แบบนี้ไม่มีเหลือ.. ผมกับปุณณ์ที่ได้ยินเสียงสัญญาณ ปิ๊บ ๆๆๆๆ ดังก้องชานชาลา ถึงกับพากันสะดุ้งโหยง ก่อนจะคว้าเอาแขนอีกฝ่ายโกยแน่บเข้าโบกี้ขบวนสุดท้ายได้ทันอย่างเฉียดฉิว! ฮูเร่!!!! ว่าแต่กูรีบทำไมวะ รอขบวนใหม่แค่ 3 นาทีเอง เร็วกว่าต้มมาม่าอีก -_- “แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก…. รีบไมวะ!” แน่นอนว่าพอระลึกชาติได้ว่าตัวเองเพิ่งทำสิ่งไร้สาระโคตร ๆ ไปหมาด ๆ ผมจึงหันไปโวยปุณณ์เข้าให้ดอกหนึ่ง แม้จะยังหอบตัวโยนอยู่ก็ตาม ซึ่งไอ้คนยืนข้าง ๆ ก็ไม่ได้มีสภาพต่างกันไปซักเท่าไหร่ “มึงแหละพากูรีบ!” อ้าววว ๆๆ โยนอีกก ตกลงใครนำใครก่อนวะ.. ผมหลุดขำออกมาขณะปาดเหงื่อเม็ดเป้งออกจากขมับ หลัง จากค่อยกลืนนํ้าลายคล่องคอ เป็นสัญญาณว่าเริ่มหายเหนื่อยแล้ว จึงได้เวลามองสำรวจในขบวนรถไฟฟ้าบ้าง ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ถึงกับสังเกตสังกาอะไรมากมายหรอกครับ แค่ตามันเหลือบไปเห็นเองว่า.. .. กว่า 80% ของโบกี้นี้ มีแต่ผู้หญิง….. โอ่ย… ประชากรเพศแม่ในประเทศนี้มันจะเยอะไปไหน? ผมลอบมองนักเรียนสาว ๆ ทั้งกระโปรงแดงและกระโปรงนํ้าเงิน ที่เวลาเลิกเรียนคงใกล้ ๆ กับโรงเรียนผม ไหนจะยังสาวออฟฟิศบริเวณนั้นอีก ที่ขึ้นมาบนรถไฟขบวนเดียวกัน

ต่างคนคงต่างมีจุดหมายปลายทางไม่เหมือนกันไป แต่จุดร่วมที่สาว ๆ ในขบวนนี้มีเหมือนกันคือ…… ผู้ชายที่ยืนพิงเสาอยู่ข้าง ๆ ผม!? ผม ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อสังเกตเห็นว่าเกินค่อนของผู้หญิงในขบวนนี้ล้วนจับจ้อง รวมถึงแอบมอง มายังไอ้หน้าหล่อซึ่งมัวแต่ยืนผึ่งแอร์รถไฟฟ้าดับร้อนแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อยู่นี่.. ซึ่งอืมมม… ก็รู้มานาน (ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันแล้วแหละ) ว่าปุณณ์มันหน้าตาดี… แต่ไม่เคยคิดขนาดว่าจะสามารถดึงดูดให้สาวนั่งมองตามกันตาเป็นมันได้เท่านี้ เมื่อ เห็นเช่นนั้นผมจึงขอร่วมวงแอบมองไอ้คนที่ยืนไหล่กระแทกกันอยู่นี่บ้าง… อืม.. ปฏิเสธไม่ได้แฮะ ว่าปุณณ์ดูดีและโดดเด่นมากขนาดไหน เพราะถึงมันไม่ได้บ้าดีเดือดวิ่งเข้ามาในรถไฟตอนประตูจวนเจียนใกล้ปิด แต่แค่ใบหน้าและรูปร่างสูงโปร่งของมัน ก็มากเกินพอแล้วที่จะดึงดูดเอาสายตาใครต่อใครให้ต่างจ้องมองมาที่มันได้.. “เงียบ ไมโน่ ยังเหนื่อยอยู่เหรอ” แต่เอ๋…. ผมถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ ๆ ปุณณ์ก็หันมาถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาเจ้าตัวรู้หมดว่าผมกำลังแอบมองอยู่ แน่ นอนว่าใบหน้าคมนั้นฉายแววยียวนทันที อย่างที่ผมรู้ว่าตัวเองต้องถูกแซวแน่ “แอบมองกูไม.. ถ้าเป็นมึงจะมองตรง ๆ เลยก็ได้นะ หึหึ” กวนตีนนน ผมด่ามันแบบไม่มีเสียง ก่อนจะเสตาหันไปมองทางอื่น แต่ยังได้ยินแม่งหัวเราะแผ่ว ๆ อย่างสนุกในอารมณ์(มัน)อยู่ ‘สถานีต่อไป ทองหล่อ.. next station Thong-Lor’ แต่ ก่อนที่เราจะแง่ง ๆ ใส่กันมากไปกว่านี้ เสียงผู้หญิงในอินเตอร์คอมก็ร้องเตือนว่าถึงที่หมายแล้วเป็นการตัดบทขึ้น นำให้ปุณณ์หันมายิ้มกับผม ก่อนจะค่อย ๆ ดันไหล่ให้เดินไปรอหน้าประตูด้วยกัน บางครั้งผมก็รู้สึกว่าตัวเองช่างอยู่ผิดที่ผิดทางจริง ๆ ***

เรา สองคนพากันเดินต๊อกแต๊กขึ้นรถสองแถวสีแดงปากซอยทองหล่อเพื่อมุ่งหน้าไปยัง เจอเวนิว เชื่อมั้ยว่าขนาดบนรถสองแถวก็ยังไม่วายมีสาวแก่แม่หม้ายนั่งจ้องไอ้ปุณณ์กัน ตาเป็นมัน เหอ ๆๆ ของมันแน่นอนจริง ๆ ว่ะ แม้แต่กระเป๋ารถยังดูเกร็งเลย เวลาเรียกเก็บตังค์จากคุณชายปุณณ์ และแล้วเราก็หักอกคนทั้งรถสองแถวด้วยการกดออดขอลงที่ปากซอยทองหล่อ 13 เพื่อมาตายรังกันที่เจอเวนิวเหมือนเดิม ซึ่งจริง ๆ ก็เอียนนะ กูมาทำไมบ่อย ๆ วะ แต่เอาเหอะช่วยไม่ได้ เสือกอยู่ใกล้บ้านนี่หว่า -_- “เออ ขากลับเตือนกูซื้อหนมไปฝากแป้งด้วยนะ เดี๋ยวโดนงอนอีก” แต่เอ๊า! น้องมึงเองเสือกให้กูเตือนซะงั้น!? ผมแกล้งทำเป็นผิวปากไม่ฟังหวังจะกวนตีนมัน แต่ไอ้พ่อพระดันทุบหัวผมโป้กใหญ่เป็นการทำโทษ อูยย โหดดว่ะ เรา เดินคุยกันไปกวนตีนกันไป จนมาถึงหน้าร้านเนื้อย่างเจ้าประจำที่กินกี่ทีก็ยังรู้สึกเหมือนได้ขึ้น สวรรค์ทุกครั้ง “สองที่ครับ” ปุณณ์หันไปบอกพี่พนักงานก่อนเธอจะนำเราไปนั่งโต๊ะบริเวณข้างกระจก ซึ่งเป็นที่โปรดของผมเลย เพราะเวลากินไปได้มองสาวสวย ๆ เดินผ่าน มันเจริญอาหารดี อิอิ “กินไรดี มึงเลี้ยงใช่มะ งั้นเอาทุกอย่างที่ร้านนี้มีอะพี่” ผมแกล้งวนนิ้วไปรอบ ๆ เมนูจนไอ้ปุณณ์ยื่นมือมาโบกเข้าให้ เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ จากพนักงานในร้านที่มาคอยเราสั่งอาหารอยู่ อูย… ไอ้นี่ ตบหัวกูสองทีแล้วนะ ถ้าคืนนี้นอนเยี่ยวราดมึงจะซักผ้าปูให้กูปะ “เอาข้าวกระเทียม 2 ครับ หมูหมักนํ้าจิ้ม ริบอาย เนื้อสันนอก เนื้อสันใน” ไอ้ปุณณ์เริ่มร่ายเมนู โดยมีผมช่วยแทรกเป็นพัก ๆ “เนื้อสันในเอาแบบหมักนํ้าจิ้มนะ!” “อ่าครับ ตามที่มันบอก เอาเนื้อสันในหมักนํ้าจิ้ม แล้วเอาไรอีกโน่” “เห็ด ปลาหมึก… เทมปุระด้วย” โอ่ยยย แค่คิดก็หิว ผมรีบปิดเมนูหลังจากพูดเสร็จเพราะคิดว่าแค่นี้ก็คงพอสำหรับสองคนแล้ว แต่ปุณณ์ยังคงสั่งต่ออีกนิดหน่อย

“เนื้อแกะด้วยครับ…. เครื่องดื่มขอชาจีนรีฟิลนะ” แล้ว เราก็ได้ฟังพี่สาวคนสวยทวนรายการอาหารอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะถึงเวลาคอยของกินมา ซึ่งช่างเป็นช่วงที่แสนทรมานจริง ๆ เพราะการแอบมองโต๊ะข้าง ๆ เค้าปิ้งของกินกัน มันช่างยั่วนํ้าลายอะไรเช่นนี้! “โน่ วันนี้แวะเข้าบ้านกูนะ” แล้วอยู่ดี ๆ มาโผล่เรื่องนี้ได้ไงเนี่ย! ผมสะดุ้งโหยงมองหน้ามันแบบงง ๆ “เฮ้ย ย ไร ไปทำไม” ก็ไหน ๆ ได้โอกาสทั้งที ขอแกล้งโวยมันหน่อยแล้วกันครับ หึหึ ผมว่าพลางทำเป็นมองหน้ากวนตีนมัน แต่เห็นไอ้ปุณณ์แค่คลี่ยิ้มกริ่มส่งกลับมาอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ไปเยี่ยมน้องแป้งไง ไม่เจอหลายวันแล้ว” นี่ก็เอาน้องมาอ้างตลอดด! ผมเลิกคิ้วมองมันเป็นเชิงไม่เชื่อ แต่ปุณณ์กลับยักคิ้วสบาย ๆ ใส่ก่อนจะคว้าเอามือผมไปจับไว้บนโต๊ะ “เฮ้ย!!!” แล้วมึงจะประเจิดประเจ้อทำไมวะ อายเค้า!! แน่นอนว่าผมพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อบิดมือตัวเองออกจากมือมันอยู่ “ปล่อย สิ วะ!” “บอกว่า ไปก่อน แล้วจะปล่อย” หูยย ไอ้ชั่ว นี่มึงไปเอาวิธีเลว ๆ พรรค์นี้มาจากไหน ผมเหลือกตามองมันอย่างสุดจะเคือง แต่ถ้าฝันว่าคนอย่างโน่จะยอมน่ะยาก!! “ยิ่งแกล้งกูยิ่งไม่ไปอะ เอาดิ่!” แน่นอนว่าผมขู่กลับ แต่เห็นมันแค่ลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่กลัวอย่างงั้นอะ! “บอกว่าไปดิ่ เร็ว ๆ” แถมยังมีหน้ามาบังคับอีก! ผมกำลังจะอ้าปากด่ามันอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้มี… “ขออนุญาตเสิร์ฟเครื่องดื่มก่อนนะคะ” เฮ้ย!!! เป็นเพราะพี่พนักงานผู้หญิงคนนี้ผมจึงต้องใช้รองเท้าหนังตัวเองถีบเข่าไอ้ ปุณณ์ไปอย่าง.. ไม่ค่อยแรง …. เอ่อ.. แรงไม่แรงไม่รู้ว่ะ รู้แต่ว่ามันรีบปล่อยมือผมอย่างเร็ว (ถ้าปล่อยแต่แรกก็ไม่ต้องเจ็บตัวแล้วนะมึง!)

“ขอบ คุณครับ” ผมหันไปยิ้มรับชาจีนเย็นสองแถ้วมาวางให้ปุณณ์แก้วหนึ่งและผมแก้วหนึ่ง ก่อนที่พี่พนักงานคนสวยจะเดินจากไป เหลือไว้เพียงไอ้ปุณณ์ที่หน้าบูดเป็นตูดลิง “ลอบทำร้ายกูนะ!” ดูมันยังมีหน้ามาบ่นอีก “ก็มึงกวนตีนก่อนอะ” หรือไม่จริง! หึหึหึ เรา นั่งเถียงกันได้ไม่นานบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลายแหล่ที่สั่งไป ก็เริ่มยกขบวนพาเหรดมาวางล่อนํ้าย่อยรวมถึงนํ้าลายบนโต๊ะพวกผม ฮ้าาาา สวรรค์ของคนกินเนื้ออย่างโน่จริง ๆ ผมรีบจัดแจงช่วยปุณณ์เอาเนื้อลงเตาอย่างไม่รอช้า โดยคาบกุ้งเทมปุระไว้ในปากด้วยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา หึหึ.. ว่าแต่ไอ้ปุณณ์มันจะขี้บริการไปไหนวะ! เพราะตั้งแต่ย่างเนื้อมา มีห่าเหวอะไรสุกแม่งต้องคีบลงจานผมทั้งปี จนแทบไม่มีที่เหลือแล้วเนี่ยครับ! ส่วนสิ่งที่ผมทำได้ก็มีแต่นั่งเกาหัวอย่างขัดใจ เพราะเท่านั้นยังไม่พอ เวลานํ้าจิ้มหมด ชาหมด ปุณณ์มันยังหันไปหยิบเหยือกชากับกานํ้าจิ้มมาเทเองโดยไม่ยอมเรียกพนักงานอีก! เออ ไอ้นี่อาการหนักว่ะ สงสัยอยู่บ้านจะมีคนทำให้ทุกอย่างจนเก็บกด พอออกมาข้างนอกเลยชอบบริการคนอื่นซะงั้น (ว่าแต่มึงลืมไปรึเปล่าว่าที่นี่เค้าคิดค่าเซอร์วิสชาร์จด้วย 7%) “โอ๊ยไอ้เชี่ย กูแดกไม่ทันแล้ว แดกเองมั่งดิ่วะ!!” ก็เป็นอย่างนี้จะไม่ให้ผมบ่นยังไงไหวอะครับ!! ผมเหวี่ยงใส่มันรอบที่ห้าล้านกว่าเห็นจะได้ แต่ไอ้เชี่ยปุณณ์ยังมัวตีหน้าเฉย โดยที่มือคีบเนื้อย่างใส่จานผมไม่ยอมหยุด จนแน่นท้องไปหมดแล้วเนี่ย โอ่ยยย.. สงสัยเพราะยัดห่าเกินอัตรา “มึงแหละแดกเข้าไปเยอะ ๆ ของดีมีประโยชน์ทั้งนั้น” แถมไม่ฟังไม่พอ ยังเถียงแล้วคีบเนื้อใส่จานผมเพิ่มอีก! โอ่ยยมึง กะจะขุนกูให้อ้วนแล้วเอาไปแล่เนื้อขายใช่มะะ ผมมองหน้าปุณณ์ที่ตั้งอกตั้งใจย่างเนื้อในเตาโดยที่ปากยังพูดไม่หยุด “กูได้ข่าวว่าเดือนนี้มึงเหลือตังแค่กินก๋วยเตี๋ยว ฮ่า ๆๆ มีโอกาสกินของดี ๆ ก็กินเข้าไปเหอะ” อ้าวไอ้นี่…. เสือกซํ้าเติมกูอีก ได้ยินดังนั้นผมจึงหันไปคีบเห็ดจากเตายัดใส่ปากมันทันที “มึงก็แดกเข้าไปเหอะ ไม่ต้องพูดมาก” ฮ่า ๆๆ!!! แต่สงสัยจะเป็นเห็ดพิษว่ะ เพราะทันทีที่เห็ดเข้าถึงปากเลขาสภาฯ มันก็รีบส่งเสียงร้องอุทานไม่เป็นภาษา ก่อนจะคายออกมาอย่างไว ก๊ากกกก

“ไอ้สัด ร้อนนน!!” “ฮ่า ๆๆ! ปากพองแน่มึง แดกนํ้าไป เดี๋ยวกูมา ปวดขี้ว่ะ” ผมว่าพลางดันแก้วนํ้าให้ปุณณ์แบบไร้สำนึก (ก๊ากกก) ก่อนจะลุกออกจากโต๊ะหมายไปปลดทุกข์ในห้องนํ้าซักหน่อย ถ้าไม่ได้เดินผ่านบาร์ที่พนักงานสาว ๆ ชอบแอบไปรวมตัวสิงกันอยู่ แถมบังเอิญได้ยินบางคำที่ทำเอาผมต้องผงะไป “แก๊!!!!!! ดูน้องผู้ชายโต๊ะข้างกระจกดิ่ หล่อมากอะ!” ก็พี่เล่นเริ่มมาแบบนี้ คนปวดขี้อย่างน้องก็ต้องหยุดฟังดิ่ครับ! ผมถึงกับสะดุดกึกทันทีเพราะไอ้ผู้ชายโต๊ะข้างหน้าต่างมีแต่ไอ้ปุณณ์นั่งเด่นอยู่นี่หว่าา “โหยยย เห็นตั้งแต่เดินเข้าร้านแล้วย่ะ! น้องเค้ามากินออกจะบ่อย ฉันเหล่มานานแล้ว!!” เสียงพนักงานอีกคนเริ่มเกทับคนแรก จนผมต้องหลุดขำออกมาเบา ๆ “จริงเหรอ!? ฉันไม่เคยเจอเลยอะ น้องเค้าชอบมากินวันไหนเวลาไหนอะไร จะได้ขอผู้จัดการลงตารางงานเอาไว้ถูก อิอิอิ” “เป็นเอามากนะแก!” “เม้า อะไรกันอยู่เหรอ ไม่ยอมออกไปหน้าบาร์เลย” ผมยืนฟังสองคนนั้นคุยกันได้แป๊บหนึ่ง ก็มีเสียงพนักงานคนที่สามแทรกขึ้นมาอีก ซึ่งถ้าจำไม่ผิด คิดว่าคงเป็นคนสวย ๆ ที่มารับเมนูโต๊ะพวกผมแหง๋ “น้องโต๊ะ E-2 ไง คนที่หล่อ ๆ ตอนนี้นั่งคนเดียวอะ เห็นปะ” “อ๋อ เห็น ฉันเป็นคนรับเมนูเค้าเองแหละ อิจฉารึเปล่า ฮิฮิฮิ” ฮ่า… แสดงว่าความจำผมดีจริง ๆ ด้วยครับ อิอิ ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจก่อนจะเกิดความรู้สึกแปลก ๆ เพราะจะว่าไป การแอบฟังคนอื่นคุยกันมันใช้ได้ที่ไหน.. เมื่อผมฉุกคิดได้ดังนั้น ก็ว่าจะหลบฉากไปเข้าห้องนํ้าตามที่ตั้งใจไว้แล้วเชียว ถ้าไม่ได้ยินประโยคต่อไปของพนักงานสาว ๆ เสียก่อน “น้องเค้ามากับเพื่อนผู้ชายอีกคนด้วยนะ น่ารักเหมือนกัน สงสัยออกไปทำธุระมั้ง” “คู่ขารึเปล่าแก!”

“บ้าาาาาาาาาา!… แต่ฉันเห็นน้องเค้านั่งจับมือกันด้วยนะ ตอนที่เข้าไปเสิร์ฟนํ้าอะ!!” เวรแล้วไหมล่ะ! ด้วยประโยคนี้ทำเอาผมที่กำลังจะก้าวขาออกไปเข้าห้องนํ้าถึงกับยืนตัวแข็งทันที ราวกับถูกหมุดพันเล่มตรึงเท้าไว้ให้ยืนฟังต่อ “จริงเหรอ!!!!! บ้า คงไม่มีอะไรหรอก น้องเค้าหล่อขนาดนั้นจะเป็นอื่นได้ไง” “อือ ก็คงงั้นแหละ ถ้าหล่อ ๆ แบบนั้นเป็นอย่างว่าจริง ๆ นะ เสียดายแย่เลย” ………….. “ไป ๆๆ ออกไปทำงานเหอะ ผู้จัดการมาแล้ว!” เสียงพนักงานสาว ๆ ในบาร์โวยวายกันพักหนึ่งก่อนจะเงียบหายไป เหลือไว้แค่เพียงผม ที่ยังคงยืนพ่นลมหายใจ ก็อยากเที่ยวแอบฟังเขาดีนัก ที่กำลังรู้สึกแย่แบบนี้คงเป็นเพราะผลกรรม.. *** หลัง จากนั้น ผมก็กลับมากินเนื้อย่างต่อกับปุณณ์อีกประมาณพักใหญ่ ๆ กว่าคนที่มาด้วยกันจะยอมอิ่ม โห……. เห็นผอม ๆ อย่างนี้แต่ประมาทไม่ได้เลยครับ เพราะแม่งกินจุมาก ถึงขนาดหันไปสั่งเนื้ออะไรต่อมิอะไรมาเพิ่มอีกตั้งหลายอย่าง แต่สงสัยคงเป็นเพราะช่วงแรก ๆ มันมัวแต่ย่างนู่นย่างนี่ให้ผมกินด้วยล่ะมั้ง เลยต้องมาหนักตอนหลังซะเอง เพราะผมน่ะอิ่มจนแน่น ไม่มีแรงกินอะไรต่อแล้ว…. แต่เอ๊ะ!? จะว่าไป นี่ใช่แผนตัดกำลังคู่ต่อสู้ของมันรึเปล่าวะ? (โถกู.. เพิ่งจะรู้ตัว) แต่ ก็เอาเหอะ เพราะยังไงก็ได้กินฟรี (อิอิ) หลังจากจ่ายค่าเสียหายหลังมื้ออาหารไปเป็นเลขสี่หลักกว่า ๆ แล้ว (แพงโคตร ดีนะมีเจ้ามือเลี้ยง) ก็ถึงเวลาเดินย่อยอาหารบ้าง ผมชอบร้านนี้อย่างนึงตรงที่มีเครื่องดูดกลิ่นข้างเตาครับ ทำให้เวลาออกจากร้าน เนื้อตัวก็ยังหอมมม เหมือนตอนเข้าร้านไม่มีผิด อิอิ (อ่อ แต่วันนี้เหม็นนิดหน่อยเพราะไปเตะบอลมา) แต่ถ้าเป็นร้านอื่นน่ะนะ กินเสร็จปุ๊บคงต้องรีบกลับบ้านปั๊บ เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนยังไง ชาวบ้านก็คงรู้กันหมดว่าเพิ่งกินเนื้อย่างมา ก็กลิ่นติดเสื้อเล่นประจานซะ

ขนาดนั้น ปุณณ์ กับผมบอกลาร้านเนื้อย่างมาเดินเล่นในวิลล่า เพื่อซื้อขนมกลับไปฝากน้องแป้งอีกนิดหน่อย เลยได้รู้ครับ ว่าช่วงนี้น้องแป้งมีสอบเก็บคะแนนหลายวิชาแต่งอแงไม่ยอมอ่านหนังสือ เลยลำบากถึงยอดพี่ชายอย่างนายปุณณ์จำเป็นต้องปฏิบัติภารกิจสำคัญ คือการหลอกล่อน้องสาวตัวแสบทุกวิถีทางเพื่อให้แป้งอ่านหนังสือให้ได้ โดยวิธีที่ได้ผลชะงัดสุด ๆ ก็คือการ ‘เอาของกินมาล่อ’ (แต่เอ๊ะ.. น้องมึงไม่ใช่ปลาโลมานะ…) เพราะ เป็นเช่นนั้นเราจึงต้องมาเดินเลือกซื้อขนมล่อน้องแป้งกันครับ (รวมถึงล่อตัวเองด้วย เพราะพอเห็นขนมเยอะ ๆ แล้ว ไอ้ที่เคยคิดว่าอิ่ม ก็เสือกกลายเป็นหิวขึ้นมาเฉย ๆ ซะอย่างนั้น) โดยมีผมยืนให้กำลังใจปุณณ์ ที่กำลังคิดไม่ตกอยู่ว่าวันนี้จะซื้อเค้กหรือคุกกี้ไปล่อน้องสาวตัวแสบดี และก็คงต้องใช้เวลานานขึ้นไปอีก เพราะขณะผมกำลังรอปุณณ์เถียงกับตัวเองอยู่นั้น พลันมีเสียงทักทายหวาน ๆ ดังจากด้านหลังของเราสองคนเสียก่อน “น้องปุณณ์!” หืม? ซึ่งแน่นอนว่าถึงนั่นไม่ใช่ชื่อผม แต่ก็อดหันไปมองด้วยคนไม่ได้จริง ๆ… ใครวะ? ผมเหลียวไปมองด้านหลังด้วยสีหน้างงงวย ขณะที่ปุณณ์ฉีกยิ้มร่า “อ้าวว หวัดดีครับอาหมิว… เอ๊ะ.. หรืออาเหมียว?..” เอ่อ…. ตกลงมึงรู้จักเค้าจริงปะวะ ผมเหล่ตามองไอ้ปุณณ์ที่ดูมึน ๆ แบบงง ๆ ไปกะมัน โดยเพิ่งมารู้ทีหลังว่าพ่อของปุณณ์มีน้องสาวฝาแฝดชื่อ หมิว กับ เหมียว ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ปุณณ์ก็ไม่เคยแยกหน้าอาตัวเองออกซักครั้ง นี่จึงเป็นสาเหตุให้มันถูกแกล้งอยู่บ่อย ๆ (เออ ตลกดีว่ะ เป็นผมผมก็แกล้ง ฮ่า ๆ) ผมเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินคำว่าอาจากปากปุณณ์ ก่อนจะมือไม้อ่อนรีบยกไหว้ทักทายตามประเพณีไทยทันที “สวัสดีครับ” “หวัดดีจ้า นี่อาหมิวเอง… เมื่อไหร่จะจำได้ห๊ะเนี่ยน้องปุณณ์!” คุณอาคนสวยรับไหว้ผม ก่อนจะหันไปตีแขนหลานตัวเองอย่างเอาเรื่อง ฮ่า ๆ เอาให้หนัก ๆ เลยก็ได้ครับอา ผมสะใจ :D ผมยืนขำมองท่าทางสองอาหลานที่หยอกล้อกันไปมาครู่หนึ่ง ก่อนเธอจะเบนความสนใจมายังผม “แล้ว นี่เพื่อนเหรอ” ซึ่งแน่นอนว่าคำถามพวกนี้อย่าปล่อยให้ไอ้ตัวดีได้อ้าปากตอบ “ครับ เพื่อนครับ ชื่อโน่ครับ แหะ ๆๆ” แต่แม่งมีจิ้งจกที่ไหนวะ มาส่งเสียงจิ๊จ๊ะใส่กู… เดี๊ยะะ เหอะมึง เดี๋ยวเหนี่ยวแม่งเลย

ผมหันไปแยกเขี้ยวใส่ปุณณ์แว่บหนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มให้อาหมิวจนเห็นฟันครบ 32 ซี่ (ครบจริงป่าวก็ไม่รู้ไม่เคยนับ) ในขณะที่เธอยิ้มกลับมาอย่างใจดี “แล้วน้องโน่มาเดินเล่นกับน้องปุณณ์สองคนเองเหรอคะ เหงาแย่เลย…. ดาวคอนแวนต์แฟนแกหายไปไหนแล้วล่ะปุณณ์” อ่าวว…. แล้วนี่อาหมิวรู้เรื่องของเอมด้วยเหรอเนี่ย!? ผมถึงกับสะดุ้งโหยงมองหน้าปุณณ์ที่ก็หันมามองตอบโดยอัตโนมัติหลังจากฟังคำ ถามนั้น แววตาปุณณ์ดูกระอักกระอ่วนอย่างปิดไม่มิด เสียจนอาสาวตรงหน้าเราคงรู้สึกได้ “เลิกแล้วเหรอ?” “เอ่อ….. ครับ” น่าแปลกที่อาหมิวส่งเสียงหัวเราะร่า “ก็งี้แหละน้าหนุ่มสาว! สวยหล่อทั้งคู่มีทางเลือกเยอะแยะจะทนคบคนเดียวไปนาน ๆ ทำม้ายย!!” เอ่อ….. ว่าแต่ใช้ตรรกะนี้จริงเหรอครับ -*- ผมเหงื่อตกมองหญิงสาวตรงหน้าที่อ้าปากหัวเราะเอิ๊ก ๆ พลางตบบ่าหลานชายที่เธอเพิ่งชมว่า ‘หล่อ’ ไปหมาด ๆ เออนะ.. เห็นแล้วก็อดขำกับท่าทางไม่ซีเรียสของอาหมิวไม่ได้ “ว่าแต่หาใหม่ได้ยังล่ะ” คำถามแจ็คพอต! ผมเหลือบตามองปุณณ์ที่ยืนใบ้กินอยู่ทันที “เอ่อ….” “นี่อย่าทำตัวโสดนานล่ะ! เดี๋ยวผู้หญิงเขาจะนึกว่าเราอาลัยอาวรณ์ เสียเชิงชายหมดรู้ป่าวว! หลานอาหล่อขนาดนี้ ไว้จะแนะนำเด็กสาว ๆ ในโมเดลลิ่งให้เอามะ มีแต่น่ารักคิกขุเรียนโรงเรียนดี ๆ ทั้งนั้น” อืม… สาว ๆ น่ารักคิกขุเรียนโรงเรียนดี ๆ งั้นเหรอ.. ฟังดูเข้าท่าแฮะ.. ขนาดผมยังอดสนใจด้วยไม่ได้เลย.. ผมหลุดหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ ขณะที่รู้สึกตัวอีกที สิ่งที่มองเห็นตรงหน้าก็กลายเป็นพื้นสีขาวของซุปเปอร์มาร์เก็ตเสียแล้ว ปุณณ์ ฉวยฝ่ามือผมมาแอบจับไว้แผ่ว ๆ โดยใช้ลำตัวมันบังสายตาผู้ใหญ่ตรงหน้าเราเอาไว้ “ไม่เอาหรอกครับ ปุณณ์มีของปุณณ์แล้ว” แล้วนั่นมึงพูดไรวะ!? ผมเงยหน้ามองปุณณ์แทบจะทันที แต่เจ้าของใบหน้าหล่อเหลากลับไม่มองตอบมาสักนิด แถมยังส่งยิ้มกริ่มอย่างแสนภูมิใจให้อาสาวอีก “อ๋อออออ เหรอจ๊ะะะ… ก็คิดแล้ววว่าหลานอาคงโสดได้ไม่นานหร๊อกก หวังว่าสาวใหม่จะเจ๋งจนควงแล้วหนุ่มอิจฉากันทั้งสยามแบบคนเก่าอีกล่ะ!” เหอ ๆ ก็พูดไป.. ผมยิ้มกับตัวเองเมื่อสิ้นสุดคำนั้นจากอาหมิว พร้อมความรู้สึกว่าอากาศรอบตัวค่อยหนาวเย็นขึ้นมาอย่างประหลาด.. ซึ่งผมอาจคิดมากเกินไปก็ได้

หรือไม่วิลล่าคงเปิดแอร์เย็นเอง.. แต่ความรู้สึกเหล่านั้นกลับอยู่กับผมเพียงไม่นาน เมื่อฝ่ามืออุ่นข้างที่สัมผัสผมอยู่ ค่อย ๆ กระชับอุ้งมือเย็นเยียบของแผ่วผมเบา ราวกับต้องการไล่ความรู้สึกเหล่านั้นให้หายไป แล้วส่งผ่านความอบอุ่นปลอดภัยเข้ามาแทนที่.. “เจ๋ง ไม่เจ๋งไม่รู้ แต่สำหรับปุณณ์เค้าน่ารักมากเลย ไว้เค้าพร้อมแล้วจะพาไปให้อาหมิวรู้จักนะ” เสียงทุ้มที่ผมคุ้นเคยนั่นโอ้อวดสรรพคุณของแฟนตัวเองให้อาสาวฟังเสร็จสรรพ จนคนฟังคงยิ้มรับ “ได้สิ จะรอนะ… ไปก่อนล่ะ เดี๋ยวต้องแวะเข้าออฟฟิศอีก บายจ้ะน้องโน่น้องปุณณ์” “บ๊าย บายครับ” ผมกับปุณณ์โบกมือลาอาหมิวที่เพิ่งเดินออกจากวิลล่าไป ทั้งที่มือข้างหนึ่งของเรายังเกาะกุมกันไว้แน่น ก่อนปุณณ์จะหันมายิ้มให้ผมบาง ๆ “ถ้าพร้อมเมื่อไหร่บอกนะ” ผมแค่นยิ้มรับคำพูดนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย .. เพราะไม่รู้ว่าเราจะไปถึงวันนั้นได้จริงหรือเปล่า

55th CHAOS

ดีเซล บนข้อมือผมบอกเวลาเกือบหกโมงเย็นตอนที่เราทั้งคู่มาถึงหน้ารั้วบ้านหลังใหญ่ แปะป้าย ภูมิพัฒน์ กัน จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้แวะมาพักนึงเลยนะเนี่ย นึกถึงเมื่อปลายปีก่อนที่ถ่อมาเกือบทุกวันแล้วรู้สึกจั๊กจี๋พิลึก ผมยืนดูดอกแก้วหน้ารั้วบ้านปุณณ์ที่เริ่มบานส่งกลิ่นหอม ขณะเจ้าของบ้านง่วนกับการเปิดประตูเล็กโดยมีถุงก๊อบแก๊บจากซุปเปอร์มาร์เก็ต เต็มมืออยู่ (ผมช่วยมันถือครึ่งนึงแล้วนะ แต่ไม่รู้แม่งกะซื้อมาล่อน้องแป้งหรือล่อตัวเองกันแน่ เพราะโคตรรรเยอะเลย) “พี่ปุณณ์!!!!!!!!” แต่นั่น… เอาแล้วไง… มาถึงปุ๊บก็เจอปั๊บ (ยังกะเลี้ยงลูกกรอกตัวเดียวกับพี่ชาย) ผมผงะไปก้าวหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงใส ๆ ตะโกนเรียกพี่ชายตัวเองจากซุ้มไม้ตรงสนามหน้าบ้าน ก่อนน้องแป้งจะผุดยืนขึ้น เมื่อเห็นว่าไม่ได้มีแค่ปุณณ์ที่เดินเข้ามา “พี่โน่ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เอ่อ…. ถ้าวันนั้นใครอยู่แถวทองหล่อแล้วรู้สึกได้ถึงแผ่นดินไหวก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ -_-…. เพราะน้องแป้งเล่นแหกปากลั่นยังกะเจอทอง (อ๋อ… แต่ก็อย่างว่า เพราะผมมันหนุ่มเนื้อทอง อิอิ แต่เดี๋ยวนะ ใครบอกว่าผมตัวเงินตัวทอง เดี๊ยะะะะะะ) แถมส่งเสียงดังไม่พอ ยังพุ่งมากอดผมแน่นยังกะผมเป็นมาสคอตหมีโคอาล่าอีก! “ได้ ข่าวว่าไม่ยอมอ่านหนังสือสอบ” ดังนั้นพอเจอตัวเจ้าลูกหมีปุ๊บผมจึงแกล้งดุซะเลย หึหึ แต่น้องสาวไอ้ปุณณ์กลับพองลมเข้าแก้มป่อง แถมยังหันไปค้อนพี่ชายอีกต่างหาก “ฟ้องพี่โน่เหรอ!!!!” พี่มันโดนดุเลยแทนครับ ฮ่า ๆ “ปล่าววววว แค่บอก… ก็แป้งดื้อจริง ๆ นี่คะ วันนี้จะอ่านหนังสือได้รึยัง” “แต่วันนี้ช่องทรูซีรี่ส์มี American Dad นี่นา แป้งอยากดูอะ” อ๋อ… เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เองปุณณ์ถึงต้องวุ่นวายควานซื้อขนมในวิลล่าซะหลายชั่วโมง ผม ที่ได้ยินดังนั้นอมยิ้มแก้มปริอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า เหลือบมองดูปุณณ์ก็เห็นว่ามันพยักเพยิดให้หยิบไม้ตายออกมาโชว์ซักที “งั้นน้องแป้งไม่เอานี่ใช่ปะ” แท่แด๊ม!!! มันคือเค้กมูสช็อคโกแลต เนื้อนุ่ม ครีม

นิ่ม จากมูสแอนด์เมอแรง ร้านนี้ที่ปุณณ์คอนเฟิร์มว่าน้องแป้งเดินผ่านเมื่อไหร่ เป็นต้องตะครุบกลับบ้านไม่ตํ่ากว่า 2 ชิ้นทุกครั้ง เพียงแต่วันนี้น้องแป้งแค่นั่งอ่านหนังสือ(เรียน)อยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ต้องออกไปข้างนอกให้เมื่อย ก็ได้กินเค้กอร่อย ๆ แล้ว! แลก กับการอดดูซีรี่ส์ (ที่อาทิตย์นึงผมเห็นทรูเอามารีรันตั้งสามสี่รอบ) แล้วก็ไปอ่านหนังสือเตรียมสอบเอ๊ง (แต่ถ้าเป็นผมนะ ผมจะขโมยเค้กมากินไป แล้วก็ดูทรูซีรี่ส์ไป ไม่เห็นยาก) “พี่ปุณณ์พี่โน่เล่นงี้เลยเหรอ………….” อ้าวววว แต่อย่าเอาพี่ไปเหมารวมดิ่ครับแป้ง! แผนชั่วแบบนี้คนบงการเป็นพี่ชายหนูคนเดียว คนจ่ายตังค์ก็มันเองคนเดียวเหมือนกัน พี่ไม่มีเกี่ยวจริง ๆ นะ (เพราะตังค์จะซื้อคลอเร็ทดับกลิ่นปากหลังกินเนื้อย่าง พี่ยังไม่มีเลย) ผมฉีกยิ้มให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กตรงหน้าพลางขยี้ผมเปียนั้นเบา ๆ อย่างเอ็นดู “ไปอ่านหนังสือไป้ แล้วเดี๋ยวค่อยเล่นเกมกัน” “จริงนะ!!!!!!! เดี๋ยวแป้งอ่านจบบทที่หกพี่โน่ต้องเล่นเกมกับแป้งนะ!!” “อือ แต่อยู่แค่สองทุ่มนะ รีบอ่านล่ะ” ผมกำชับเคอฟิวไว้ก่อนน้องสาวปุณณ์จะยิ้มร่า วิ่งไปหอบเอาเครื่อง psp ที่คงนั่งเล่นอยู่ในซุ้มตะกี้เข้าบ้าน (เออ…. นิสัยเหมือนกูแฮะ) โดยมีปุณณ์ตะโกนกำชับไล่หลัง “อ่านเสร็จแล้วทำแบบฝึกหัดท้ายบทมาให้ตรวจด้วยนะแป้ง!!” “ค่าาาาา!!!!!” อ้าว แล้วนั่นรีบจนสะดุดประตูบ้านอีก ผมล่ะขำกับท่าทางเพี้ยน ๆ ของน้องสาวปุณณ์มัน ก่อนเสียงลูกชายเจ้าของบ้านจะแว่วเข้าหูผมว่า “กูลงทุนซื้อเค้กมาทำไมเนี่ย แป้งเห่อมึงยิ่งกว่าเค้กอีก” ก็แหง๋สิ…. กูมันหล่อนี่หว่า ฮ่า ๆๆ

*** หลัง จากน้องแป้งถอยทัพไปอ่านหนังสือเรียบร้อย เราสองคนก็แวะยืนคุยกับลุงหนันที่กำลังรดนํ้าต้นไม้ในสวนอีกพักหนึ่ง แต่แค่นั้นมันไม่สะใจวัยรุ่นครับ เพราะไหน ๆ ชวนลุงหนันคุยซะเพลินแล้วก็ขอลงพื้นที่รดนํ้าต้นไม้ด้วยตัวเองสักหน่อย หึหึ… แล้วเป็นไงล่ะ ผลตอบรับเสือกดีเกินคาด เพราะสายยางแม่งกวนตีนเหมือนลูกชายเจ้าของบ้านไม่มีผิด! ก็จะไม่ให้ผมด่าสายยางบ้านมันกวนตีนได้ไงอะครับ เพราะพอผมกดปลายสายหวังจะให้นํ้าพุ่งไปรดต้นไม้ข้างหน้า แต่มันเสือกพุ่งกลับมาหาตัวผมเองซะงั้น! (ไอ้………… เวร… ไม่รู้จะหาคำไหนมาด่าดี) ปุณณ์บอกว่าผมไม่มีหัวทางฟิสิกส์ (เกี่ยวเหรอวะ) แต่อย่าหวังว่าคนอย่างโน่จะยอมแพ้ เพราะยิ่งโดนดูถูกว่าโง่ฟิสิกส์เท่าไหร่ (ตกลงเกี่ยว?) ก็ยิ่ง………… โง่เท่านั้น -_- (กูพูดทำไมวะ) สายยางห่าไรเนี่ยไม่ได้ดั่งใจกูเล้ยยย แถมรดไปรดมา บีบไปบีบมา เสือกแจ็คพอตแตก พุ่งไปทางไอ้หน้าหล่อ (แต่ขี้บ่น) ที่มายืนพล่ามเรื่องแรงดันนํ้าและการเสียดสีห่าเหวอะไรซักอย่างอยู่ข้าง ๆ ผมอย่างเต็มเปา ฮ่า ๆๆ !! กางเกงเปียกเลยมึง!!! แต่พอเหอะ -_-…. เปียกเกินจะทนละ เพราะถ้าสายยางมันทรยศไปพุ่งใส่เจ้าของบ้านได้ คนมาเยือนอย่างผมก็ไม่เหลือเหมือนกัน -_- แม่งกวนตีนกู เดี๋ยวสังคังถามหากันพอดี ผมตัดสินใจยกธงขาว มอบตำแหน่งคืนให้ลุงหนันผู้พิชิต(สายยาง) ก่อนจะเดินเถียงกับปุณณ์ไปตลอดทางว่าใครกันแน่ที่ผิด (แต่ผมว่ามันนั่นแหละผิด ไหนว่าเก่งฟิสิกส์แล้วไม่เสือกคำนวนดูล่ะวะ ว่าตรงที่มึงยืนมันคือวิถีกระสุนพอดี) เรา เดินกันไปเถียงกันไปไม่ยอมหยุดจนถึงโถงของบ้านใหญ่ ที่สามารถมองทะลุไปห้องนั่งเล่นได้ แต่ปุณณ์กลับหยุดฝีเท้าไว้แค่นั้น ปล่อยให้นํ้าจากปลายกางเกงและถุงเท้าของเราทั้งคู่ หยดลงบนพื้นหินอ่อนที่เพิ่งเดินเข้ามา “พ่อ……..” “เออ พ่อมึงดิ่ ใครใช้ให้ไปยืนตรงนั้นวะ กูบอกแล้วไงว่ากูใช้สายยางมึงไม่เป็น แล้วยัง………… อะไรนะ!?” ผมที่พล่ามเพลินไปหน่อยถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อชักเรียบเรียงถูกว่าอะไรเป็นอะไร “ปุณณ์ กลับบ้านแล้วเหรอ” แถมเสียงผู้ชายที่แทรกมายังยํ้าความโง่ของผมอีก ทำเอาต้องรีบยกมือไหว้แทบไม่ทัน ไอ๋หย๋า….

“หวะ… หวัดดีครับ” “ไหว้ พระเถอะโน่ ไม่ได้มานานเลยนะ” พ่อมันรับไหว้ผมพร้อมรอยยิ้มอย่างใจดี ซึ่งอันที่จริงแล้วผมเคยเจอพ่อปุณณ์บ้างเพราะมาบ้านนี้ออกบ่อย แต่ไม่เคยเจอตั้งแต่หัววันแบบนี้ เพราะปกติทั้งสองคนกลับค่อนข้างดึกแถมยังไม่เป็นเวลาอีกต่างหาก

“แล้ว ไปซนอะไรมาเนี่ย เปียกกันทั้งคู่เลย” เสียงแม่ปุณณ์เสริมหลังจากเพิ่งรับไหว้ผมเสร็จ ทำเอาผมถึงกับยิ้มแหะ ๆ เพราะสภาพเราสองคนเหมือนเพิ่งขี่มอไซค์ฝ่าวงเล่นสงกรานต์มาก็ไม่ปาน… คือมันไม่ถึงกับเปียกซ่กอะครับ แต่มันก็เปียกแบบ… เย็น ๆ ไข่ (เอ๊ะ คำอธิบายผมติดเรทป่าวเนี่ย) “โน่รดนํ้าต้นไม้มาโดนปุณณ์อะแม่ ดูมันดิ่” แล้วไอ้ห่านี่ได้ทีฟ้อง!! นิสัยเสียนะมึง! ทำตัวเป็นเด็ก ๆ แบบนี้จะให้ผมยืนเป็นเป้านิ่งให้มันโจมตีได้ไง “ไม่จริงเลยครับแม่ ปุณณ์เอาตัวมารับนํ้าแทนต้นไม้เองครับ” แต่ ไม่รู้มีอะไรน่าขำ เพราะทั้งพ่อแม่ปุณณ์หัวเราะคิก ก่อนผู้หญิงมีอายุตรงหน้าจะโบกมือไล่เรา “แม่ว่าไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนไป โน่ก็ผึ่งเสื้อผ้าไว้ที่ระเบียงห้องปุณณ์ก่อนก็ได้ ผ้าแห้งเมื่อไหร่ค่อยกลับนะ หรือคืนนี้จะค้างจ้ะ?” “อ๋อ… ไม่อะครับ เดี๋ยวผ้าแห้งก็กลับแล้ว” “งั้น ปุณณ์กับโน่ขึ้นห้องก่อนนะครับ” ไอ้ปุณณ์ได้ทีรีบตัดบทพลางดันหลังผมหมายจะให้เดินขึ้นบันได แต่ไม่ไวกว่าเสียงพ่อมันที่ดังมาก่อนเราทันขยับขา “เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงมานี่หน่อยนะปุณณ์ พ่อมีเรื่องต้องคุยด้วย” “ครับ…” แต่ทำไมฟังดูเครียด ๆ แฮะ?

*** เราสองคนปิดประตูห้องนอนเนื้อไม้พร้อมทิ้งกระเป๋านักเรียนบนพื้นพรม โดยเจ้าของห้องมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นชัด ผม แอบมองท่าทางปุณณ์ที่ค่อย ๆ ถอดเสื้อออกราวกับว่าอยากยื้อเวลาให้นานที่สุด แต่ก็ไม่มีความกล้าพอจะถามมัน ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมปุณณ์ถึงมีท่าทีแบบนี้หลังจากรู้ว่าพ่อมีเรื่องต้องคุย “โน่ รอในห้องแล้วกัน ผมคุยกับพ่อแป๊บเดียว เดี๋ยวมานะ… จะเปิดคอมหรือเล่นเกมรอก็ได้” อืมม…. เล่นเกมอยู่แล้วแหละ ผมพยักหน้ารับคำนั้นพลางส่งยิ้มให้คนพูดโดยหวังให้มันสบายใจ แต่ผมจะรู้สึกแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อยิ้มของปุณณ์ดูแปลกไปไม่เหมือนเคย “กู รอ…. นะ” ผมพูดยํ้าการกระทำอีก เพราะต้องการให้คนฟังรู้ว่า ไม่ว่าสิ่งที่มันกำลังคิดอยู่จะเป็นเรื่องอะไร แต่ปุณณ์ยังมีผมที่รอให้กลับมาพักใจได้เสมอ ปุณณ์คลี่ยิ้มกว้างก่อนจะดึงผมไปกอดไว้หลวม ๆ “อืม…….” และใช้ริมฝีปากสีอมส้มนั้นจูบผมแผ่ว ๆ “กูรักมึงนะ.. เดี๋ยวกูมา” แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าภาพแผ่นหลังปุณณ์ที่หายไปหลังประตูทำให้เกิดความหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก

หรืออาจเป็นตัวผมเอง ที่คิดมากไป.. … …

‘BOMMMMMMMMMMMMME’

โอ่ยยยย…. แล้วทำไมแม่งอ่อนจังวะ!! ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้โต๊ะคอมฯ เมื่อทีมตัวเองเพิ่งตีศิลาฝ่ายตรงข้ามแตกเป็นรอบที่ 3 เรียบร้อยศิษย์ลูกอินทรีย์ โดยล่าสุดทีมตรงข้ามพวกผมเป็นเด็กโรงเรียนชายล้วนแถว ๆ สีลม เพื่อนบ้านกันนี่เองครับ ปกติเวลาเจอกันแถวสยาม พวกมันชอบไล่กระทืบเด็กโรงเรียนผมบ่อย ๆ (เป็นไรมากป่ะ!) ด้วยความเก็บกดมาก ๆ เข้า เลยต้องมาไล่ตีพวกแม่งคืนในเกมแทน ฮ่า ๆๆ ไม่ได้ปอดแหกนะ แค่รักความสงบเอ๊งง BEATdaRULEZ : ek game ma?

แล้วไอ้เชี่ยเก่งเอาแรงมาจากไหนนักหนาวะ ขี้เกียจแล้วโว๊ยยยยยย ขอทำอย่างอื่นมั่งเห๊อะ!! ผมกำลังจะพิมพ์ด่ามันอย่างนั้น แต่ไอ้โด่งชิงตัดหน้าก่อน ollo : gu poad taaaaaaaaa out out out

nowayout : ok jer nai m

ผมตัดบทก่อนจะปิดเกม เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หน้าต่างเก่งเด้งขึ้นมาทาง msn พอดี บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า: แม่งซุยแต่อ่อนชิบหาย

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

กูคิลแม่งเลย สรุปว่ายังอารมณ์ค้างกับเกมเมื่อกี้อยู่ครับ ฮะ ๆๆ ผมขำพลางพิมพ์ข้อความตอบมันในช่องสี่เหลี่ยม

โน่ พูดว่า: เกมจบ อารมไม่จบว่ะ 5555+ บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า: เออ

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

เด๋วกุลากไอ้โด่งมาต่างนี้ก่อน

มันว่างั้นก่อนจะใช้เวลาไม่ถึงนาที ชื่อของไอ้โด่งก็ถูก invite เข้ามาในห้องสนทนาเดียวกัน ++[ •สมาคมเชื้อโรคแห่งประเทศไทย •]++ พูดว่า: ลากไมแสรดดดดดด

++[ •สมาคมเชื้อโรคแห่งประเทศไทย •]++ พูดว่า:

กุจะไปอาบน้ามมม

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

อย่าเพิ่งเด้ คุยก่อน

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

นึกจะสะอาดไรวันนี้วะ

++[ •สมาคมเชื้อโรคแห่งประเทศไทย •]++ พูดว่า:

ไอ้จวย กุสะอาดทุกวันเหอะ

โน่ พูดว่า:

555+ บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า: เชี่ยโน่ อย่าเอาแต่ขำ

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

มึงอยู่ไหนเนี่ย อ้าว…. แล้วรู้ได้ไงเนี่ย เก่งสมชื่ออีกละมึง ผมอึ้งไปก่อนจะพิมพ์ถามกลับแบบยังไม่ยอมรับซะทีเดียว โน่ พูดว่า:

ทำไมวะ

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

กูจับพลังได้

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

อยู่บ้านไอ้ปุณณ์เหรอ

โห……. ตำรวจเค้าฝึกมึงมาดีเนอะ กูว่าเรียนจบไปทำงานดมกระเป๋าตรวจปุ๊นที่สนามบินเหอะ ท่าจะรุ่งกว่าเรียนมหาวิทยาลัยเยอะ โน่ พูดว่า:

อือ

++[ •สมาคมเชื้อโรคแห่งประเทศไทย •]++ พูดว่า:

อ้าว ไหนว่าวันนี้กลับบ้าน

โดนไอ้เก่งจับได้ไม่พอยังโดนไอ้โด่งยํ้าอีก! เออ… กูก็ว่าจะกลับอยู่ แต่……………. ผมหันไปมองเนื้อไม้ของประตูห้องนอนเป็นรอบที่ร้อย เพื่อจะพบว่าปุณณ์ยังไม่กลับมา

โน่ พูดว่า:

กลับดึกๆหน่อยมั้ง?????????

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

กิ้วๆๆๆ

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

ติดแฟนเหรอหนุ่มน้อยยยย

โน่ พูดว่า:

ควย

ก็ปากมึงเนี่ยนะ เลี้ยงหมาพอ ๆ กะไอ้เชี่ยโอมเลย ผมส่ายหัวขำ โดยมีเลข 5 ยาวยืดจากไอ้สมาคมเชื้อโรคแห่งประเทศไทย ก่อนมันจะขอตัวออฟไลน์ไปอาบนํ้า (อาบนํ้าแค่นี้ถึงกับ offline ว่ะ) สุดท้ายเหลือแค่เก่งกับผมในห้องสนทนา

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

เออไอ้โน่

โน่ พูดว่า:

ไร

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

กูมีเรื่องอยากถามมึงมาพักนึงและ

โน่ พูดว่า:

เรื่องไรวะ

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

มึงกะไอ้ปุณณ์อะ

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

เป็นไรกันวะ

อ้าว…………….. ข้อความที่เก่งเพิ่งพิมพ์ส่งมาทำเอาผมถึงกับนิ่ง ได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ ระหว่างอ่านทวนประโยคนั้นเป็นรอบที่สอง จะ ว่าไปผมก็ไม่เคยบอกใครให้กระจ่างเกี่ยวกับเรื่องของตัวเองกับปุณณ์จริง ๆ ผมปล่อยให้คนนู้นคนนี้แซวตามสะดวก แรก ๆ อาจมีด่ากลับบ้างตามประสาคนไม่ชิน แต่ช่วงหลัง ๆ ผมปล่อยคนนู้นคนนี้แซวไปตามชอบ โดยไม่เคยออกมาพูดว่าความจริงคืออะไรเลยสักครั้ง จนบางทีผมก็เกือบลืมไปแล้วว่า ที่เพื่อนพูดเพื่อนแซวกันน่ะ มันเป็นการแซวโดยที่คนพูดแทบไม่รู้ความจริงเลยด้วยซํ้า

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

หรือไม่สะดวกบอกกูวะ

บร๊ะเจ้าโจ๊ก ชาบู ชาบู พูดว่า:

ไม่เป็นไรนะมึง

ผม คิดว่าเก่งคงรู้สึกไม่น้อยกับการที่ผมไม่เคยบอก ทั้งที่เราสนิทกันในระดับหนึ่ง ผมยอมรับว่าถ้าตัวเองเป็นเก่งก็คงรู้สึกประหลาด ถ้าต้องฟังเรื่องเพื่อนตัวเองผ่านปากคนอื่น โดยที่เราไม่เคยรู้ความจริงจากเพื่อนของเราเลยสักนิด

นิ้วมือผมพรมบนคีย์บอร์ดด้วยความตั้งใจจะตอบ ถ้าเสียงเคาะประตูไม่ดังขึ้นก่อน

‘ก็อก ก็อก ก็อก’

ปุณณ์!? ผมสะดุ้งพร้อมหันไปมองประตูเร็วยิ่งกว่าถูกไฟช็อต และเพียงแค่กระโดดพรวดเดียวก็คว้าถึงลูกบิดทันที “เป็นไงมั่งวะ! อ้าว…………………. น้องแป้ง???” เพราะคนที่ยืนรออยู่ไม่ใช่เจ้าของห้องแต่เป็นน้องสาวมันครับ!? ผมตะลึงมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่เปื้อนหยดนํ้าตาเต็มสองแก้มด้วยทำอะไรไม่ถูก “น้องแป้งเป็นไรครับ??” “ฮึก… ฮึก…. ฮึก……..” แต่น้องแป้งไม่ตอบคำถามผม มีเพียงข้อมือเล็ก ๆ ที่ปาดนํ้าตาตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตายเท่านั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ผมจึงต้องพาแป้งเข้ามาในห้องก่อน “แป้ง อย่าเช็ดแรงงั้นสิเดี๋ยวเป็นรอยนะ” หันรีหันขวางเห็นกล่องทิชชู่ตั้งบนชั้นข้างทีวี ผมก็คว้ามายื่นให้เด็กผู้หญิงตรงหน้าทันที “ไม่ร้องนะครับคนเก่ง”

น้อง แป้งดึงทิชชู่จากกล่องมาเช็ดนํ้าตาก่อนจะทรุดตัวนั่งทั้งที่ไหล่บางยังสะท้าน อยู่ “ฮึก…… ฮึก…….. พี่ปุณณ์……. พี่ปุณณ์………” “พี่ปุณณ์ทำไมครับแป้ง??” สมองผมตอนนี้เบลอจนแทบเรียบเรียงอะไรไม่ถูกซักอย่าง แป้งสูดนํ้ามูกแรง ๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะแค่นคำพูดต่อมาอย่างยากลำบาก “พี่ปุณณ์….. ทะเลาะกับ.. พ่ออ….. ฮือออออ” “พี่ปุณณ์ทะเลาะกับพ่อแล้วแป้งร้องไห้ทำไม” “ก็ แป้ง………. แป้งเป็นคนบอกพี่ปุณณ์…. ฮึก… ว่าแป้ง… ฮึก…. จะช่วยพูดกับพ่อให้…… ฮึก…. แต่แป้ง… ช่วย… ฮึก….. ช่วย.. ไม่ได้….. ฮืออออ” ถึงตรงนี้ผมเริ่มปะติดปะต่อถูกแล้วครับว่าน้องแป้งกำลังพูดถึงอะไร ในขณะที่สมองผมขาวโพลนเพราะไม่รู้ว่าควรรู้สึกแบบไหนดี

‘!!!!!!!’

แล้วใครวะเสือกทักกูมาตอนนี้!? ผมหันไปมองคอมพิวเตอร์เครื่องที่เพิ่งร้องบอกว่ามีคนทักผมทาง msn ผมจึงลูบไหล่แป้งเบา ๆ ก่อนจะเดินไปยังหน้าจออย่างเหนื่อยอ่อน

OHM…………..ohm…….. พูดว่า:

ส่งคลิปน้องปูเป้เมื่อคืนให้กุหน่อยดิ่

OHM…………..ohm…….. พูดว่า:

อั๋นแม่งเผลอลบของกุ

OHM…………..ohm…….. พูดว่า:

เซงสาดดดดดดด

มึงไปขอคนอื่นแล้วกัน… ผมบอกโอมในใจก่อนจะกด sign out จากโปรแกรม รวมถึง shut down เครื่องทันที น้อง แป้งดูเย็นลงมากแล้ว ไม่ร้องไห้หนักเหมือนห้านาทีก่อน แต่ก็ยังมีอาการสะอื้นไม่หยุดอยู่ ผมก้าวขามานั่งข้าง ๆ เธอพลางตบหลังมือเล็ก ๆ นั่นให้ทำใจเย็น “ไม่เป็นไรนะแป้ง… ทุกอย่างมีทางออก” “แต่ถ้าพ่อรู้เรื่องพี่ปุณณ์กับพี่โน่ล่ะ!” เสียงเล็กนั่นแหวลั่นด้วยความกังวล จนผมต้องแอบถอนหายใจโล่งออกมา เพราะถ้าแป้งพูดแบบนี้ ก็แสดงว่าบ้านปุณณ์ยังไม่รู้เรื่องของเรา “ก็ ให้ถึงเวลานั้นก่อนแล้วค่อยว่ากันนะ…” ผมตอบคำถามน้องแป้งทั้งรอยยิ้ม ด้วยหวังว่าจะทำให้เธอสงบได้ “พี่ปุณณ์ของน้องแป้งเก่งอยู่แล้ว ไว้ใจพี่ปุณณ์หน่อยสิ” “แต่แป้งกลัว…. แป้งชอบพี่โน่….. แป้งไม่อยากให้พี่ปุณณ์คบคนอื่น…” “ก็ถ้าพี่ปุณณ์เค้าชอบพี่ เค้าก็คงไม่คบคนอื่นหรอก… แป้งคิดว่าพี่ปุณณ์ชอบพี่มั้ยล่ะ?” ด้วยคำถามนี้ทำเอาเด็กสาวตาลุกวาวรีบตอบผมเสียงดังฟังชัดทันที “พี่ปุณณ์รักพี่โน่ล้านเปอร์เซ็นต์อยู่แล้วว!!” “ถ้างั้นจะกลัวอะไรเน๊อะ!!” ผมฉีกยิ้มกว้างแม้ว่าในใจจะทำสิ่งตรงข้าม แต่การดึงเอาแป้งมาพลอยกังวลไปด้วยไม่ใช่เรื่องดี “เราไปแกะหนมเค้กกินแก้เซ็งกันมั้ย!?” “ไปค่ะ!!!!!” เอ้อ แล้วน้องมันก็ว่าง่ายเหมือนปลาโลมาจริง ๆ เอาของกินมาล่อหน่อยเดียวล่ะตาเป็นมัน ผม ขำกับท่าทางไร้เดียงสานั่น ก่อนจะลุกขึ้นจูงน้องแป้ง โดยมีเป้าหมายเป็นกล่องขนมเค้กที่ฝาก

ป้าน้อยแช่ไว้ในครัวมากินแก้เซ็ง แต่เมื่อเปิดประตูออก กลับพบร่างสูงของปุณณ์กำลังเดินขึ้นบันไดมาพอดี “พี่ปุณณ์!!!” แป้งตะโกนเรียกพี่ชายตัวเองลั่นก่อนจะวิ่งไปกอดแน่น ผมยืนมองปุณณ์ที่ดูเหนื่อย ๆ แต่ก็กอดตอบน้องสาวอย่างแผ่วเบา “จะชวนพี่โน่ไปซนที่ไหนอีกคะ?” “เปล่า… จะลงไปกินเค้ก… พี่ปุณณ์ไหวมั้ย?” ดวง ตาคมนั้นแม้จะดูหมองไป แต่ริมฝีปากยังยิ้มได้อยู่ “สบายอยู่แล้ว แต่แป้งลงไปกินคนเดียวได้มั้ยคะ พี่ขอคุยกับพี่โน่หน่อยนะ” ผมไม่ชอบเวลาที่ปุณณ์ฝืนยิ้มแบบนี้เลย น้องแป้งหันมามองผมแว่บหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “ค่ะ…. งั้นแป้งไปนะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” “เช่นกันค่ะ”

ปุณณ์โบกมือลาน้องสาว ก่อนจะลากเท้ามาหาผมเมื่อน้องแป้งลงบันไดไป ร่าง สูงนั้นดันผมเข้าห้องก่อนจะปิดล็อคประตู “ไหวป่าวมึง…” ผมเอ่ยถามเมื่อยิ่งเห็นปุณณ์ใกล้ ๆ ยิ่งรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ามีสภาพจิตใจอย่างไร ปุณณ์เม้มปากตัวเองแน่นก่อนจะโถมร่างมากอดผมทั้งตัว “โน่………..” “วะ… ว่าไง..” ผมอึ้งไปเล็กน้อยแต่ก็กอดปุณณ์กลับ จึงได้รู้ว่าไหล่นั้นกำลังสั่น.. เสียงทุ้มของปุณณ์แหบพร่าราวกับคนไร้เรี่ยวแรง “วันนี้อยู่กับกูก่อนนะ….. กูต้องการมึงจริง ๆ” ในเวลาที่ปุณณ์เป็นแบบนี้… ผมคงไม่สามารถไปไหนแล้วมีความสุขได้

ถ้าไม่ได้อยู่ข้าง ๆ ปุณณ์ ***

เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วที่ปุณณ์เหนื่อยจนหลับไป….. แต่ อย่าคิดอกุศลเชียวนะครับพี่น้องงง มันเหนื่อยจากเหตุการณ์ทั้งหมดในวันนี้ แถมยังเหนื่อยกับความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ นา ๆ ของตัวมันเองอีก จนผมต้องเป็นคนกล่อมปุณณ์ให้หลับคามือ (ไม่ได้ต่อยจนสลบแต่อย่างใด) เนื่องจากเจ้าตัวมีอาการเครียดจนปวดหัว และผมคิดว่าการพักผ่อนคือทางออกที่ดีที่สุด ใบหน้าของปุณณ์ตอนหลับยังดูเคร่งเครียดอยู่ ผมมองหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นแล้วก็ตัดสินใจลูบคลายปมขมวดให้เจ้าของมัน ปุณณ์ กับพ่อมีปากเสียงกันค่อนข้างใหญ่โตเมื่อเย็นที่ผ่านมาครับ ผมเพิ่งได้ฟังเรื่องเต็ม ๆ จากปุณณ์หลังเหตุการณ์ทุกอย่างสงบแล้ว จึงทำให้รู้ว่าเราทั้งคู่ดูเหมือนจะลืมเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งไป เรื่องที่เป็นต้นเหตุของความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างผมกับปุณณ์

ใช่ครับ…. ผม กำลังพูดถึงการดูตัวของปุณณ์ ที่จะว่าไปแล้ว เรียกแบบนั้นอาจไม่ถูกเท่าไหร่ เพราะครอบครัวภูมิพัฒน์ไม่ได้มีใครในใจเป็นพิเศษ ที่จะให้ลูกชายวัย 17 ของพวกเขาเป็นคู่ด้วย เพียงแต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ลูกชายของเพื่อนร่วมพรรคการเมืองที่พ่อปุณณ์สังกัด เพิ่งมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับผู้หญิงลงในคอลัมภ์ซุบซิบของหนังสือพิมพ์ยักษ์ ใหญ่ ทำเอาคนพูดต่อกันไปทั้งวงการ จนต้องส่งไปเรียนเมืองนอกเพราะทนอยู่ประเทศไทยไม่ได้… แน่นอนว่าหลังจากเหตุการณ์นั้น หัวใจคนเป็นพ่อก็คงอดคิดเผื่อมาถึงลูกชายตัวเองไม่ได้ เพราะ คงไม่มีพ่อแม่คนไหน อยากเห็นลูกตัวเองตกอยู่ในสภาพพ่ายแพ้แก่สังคมแบบนั้น ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวภูมิพัฒน์ ที่ผมเห็นความรักและห่วงใยที่บ้านนี้มีให้กันมาตลอด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่พ่อ

จะอยากรู้ว่าตอนนี้ปุณณ์กำลังคบหากับใคร ความสัมพันธ์เป็นอย่างไร และคน ๆ นั้นมีแนวโน้มจะสร้างบาดแผลให้ปุณณ์หรือไม่.. ในขณะที่ทั้งหมดกลายเป็นเรื่องนํ้าท่วมปาก เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับปุณณ์ ที่จะยอมรับความจริงออกไป แต่ก็ไม่สามารถหันหลังกลับได้เช่นกัน เมื่อน้องแป้งพลั้งปากพูดว่า ‘พี่ปุณณ์มีแฟนแล้ว’ ยิ่ง ปิดบังก็ยิ่งน่าสงสัย… ผมรู้ว่าคำนี้มันจริงเสียยิ่งกว่าจริง เพราะยิ่งปุณณ์ดึงดันไม่ยอมบอกพ่อมากเท่าไร ความบาดหมางก็ยิ่งทวีคูณมากเท่านั้น สองพ่อลูกปะทะคารมกันรุนแรงด้วยความรู้สึกที่สวนทางกันทั้งสองฝ่าย ในขณะที่พ่อต้องการรู้ว่าปุณณ์คบหาใคร แต่ปุณณ์กลับยืนยันเจตนารมย์แน่วแน่ว่า ความรักเป็นสิทธิส่วนบุคคล เรื่อง ราวค่อย ๆ แย่ลงไปอีกเมื่อความบาดหมางเริ่มเพิ่มระดับเป็นความต้องการเอาชนะ เมื่อพ่อยื่นคำขาดว่าหากปุณณ์ไม่บอก เขาจะถือว่าปุณณ์ไม่มีใคร และสั่งให้เลขาฯหาเด็กผู้หญิงดี ๆ ให้คบไว้สักคนทันที จนปุณณ์ต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนคือ ตวาดพ่อตัวเอง

“ถ้าทำแบบนี้ก็ไม่ต้องคิดว่าปุณณ์เป็นลูกเลยดีกว่า!” เป็น คำที่ทำให้ปุณณ์ต้องเสียใจในเวลาต่อมา… เพราะปุณณ์ที่ผมรู้จักไม่เคยถูกไล่ต้อนจนจนตรอกขนาดต้องทำแบบนั้น และผมก็รู้ว่ามันผิดหวังในตัวเองไม่น้อย ผม ไม่ใช่คนที่อยู่ในเหตุการณ์จึงไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่ปุณณ์ทำไปรุนแรง หรือเกินกว่าเหตุหรือเปล่า แต่สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือเยียวยาความรู้สึกทั้งหมดของปุณณ์ ที่แม้จะเป็นผู้จบบทสนทนา แต่กลับมีสภาพราวกับคนพ่ายแพ้กลับมา ผมรู้ว่าความรู้สึกสุดท้ายของปุณณ์ที่ห้องโถงนั้นไม่ใช่ความกระอักกระอ่วน เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองคบใคร ไม่ใช่ความโกรธที่ถูกพ่อไล่ต้อน แต่เป็นความละอายใจที่พูดไม่ดีกับคนที่มันบอกว่ามันรักที่สุด “ตลอด เวลาที่ผ่านมา กูไม่เคยทำให้เขาเสียใจมาก่อนเลย กูไม่เคยแม้แต่จะดื้อ หรือทำอะไรให้เขาไม่สบายใจ กูรู้ว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อกูกับแป้ง กูถึงได้พยายามทำให้เขาสบายใจและวางใจในตัวกูมาตลอด…. แต่วันนี้…. กู… เลือกที่จะทำร้ายจิตใจเค้า…. กูทำให้เขามองกูอย่างผิดหวัง…. โดยที่กูก็ผิดหวังในตัวเอง

…. โน่… กูไม่ชอบตัวกูตอนนี้เลย… กูอยากจะโยนตัวกูเมื่อเย็นทิ้งไป แต่กูไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว” สอง สิ่งที่คนเราเรียกกลับมาไม่ได้คือ คำพูด และ เวลา… ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ปุณณ์ต้องการเรียกมันกลับมาที่สุด แต่ต่อให้เก่งแค่ไหนก็คงทำไม่ได้.. โดยเฉพาะคนห่วย ๆ อย่างผม ผม ปลอบใจปุณณ์จนมันคล้อยหลับไปในที่สุด คราบนํ้าตาที่ยังคงติดอยู่บริเวณแก้ม ยํ้าให้ผมรู้ว่าคนตรงหน้าเจ็บปวดแค่ไหน ซึ่งไม่ต่างกันจากผมเลย …. แสง จันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างบานโตเข้ามาในห้องอันเงียบสงัด ดูเวิ้งว้างและเศร้าสร้อยผิดกับวันไหน ๆ ผมกุมมือปุณณ์เบา ๆ ขณะมองดวงจันทร์ด้วยลำคอแห้งผาก คนเราถ้าได้กินอะไรหวาน ๆ จะคลายเครียดได้.. ผมนึกถึงคำพูดยูริที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ แล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้… เพราะถึงเวลาจะล่วงเลยจนเราแทบไม่ได้เจอกันอีก แต่ยูริยังเป็นคนที่ช่วยประคองผมไว้ ผมตัดสินใจปล่อยมือปุณณ์ ก่อนจะปิดประตูห้องนอน มุ่งหน้าลงไปชั้นล่างอันเงียบสงัด ***

แต่ มาคิดอีกที ผมคิดผิดรึเปล่าเนี่ยยที่ลงมา เพราะข้างล่างเงียบชิบหาย…….. เงียบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกา.. ผมเหลือบมองนาฬิกาลูกตุ้มที่ตั้งอยู่แถวบันไดกำลังบอกเวลาเกือบตีหนึ่งยิ่ง ทำให้ขนลุกเกรียววว… ถึงจะรู้ว่าในบ้านมีผีบ้านผีเรือนคอยคุ้มครองเจ้าของบ้านอยู่ก็เหอะ แต่ผมไม่ใช่เจ้าของบ้านนี่หว่า Y___Y แบบนี้คุณผีจะคุ้มครองผมไหมครับเนี่ย Y___Y

ผมเดินฟุ้งซ่านไป ท่องนะโมตัสสะในใจไป ขณะค่อย ๆ ลากเท้าถึงห้องครัว… โอ่ยยย แล้วทำไมกูไม่เอาขนมขึ้นมาแช่ในตู้เย็นห้องปุณณ์วะ! กระแดะจะอ้อนป้าน้อยก็ต้องรับกรรมอย่างนี้แหละ T_____T ผม รีบเปิดช่องแช่แข็งคว้าเอาช็อคโกแลตสองสามกล่องออกมา หมายจะรีบหยิบรีบเผ่น ถ้าสายตาไม่ได้สะดุดกับเงาลาง ๆ ในโถงห้องนั่งเล่นระหว่างผมกำลังจะวิ่งขึ้นบันไดเสียก่อน เหยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย เงาอะไรวะ!!!!!? ฝีเท้าผมหยุดกึกโดยอัตโนมัติขณะที่จิตใต้สำนึกตีกันยุ่งระหว่างความอยากรู้อยากเห็นและความกลัว Y_____Y แต่ดูเหมือนความอยากรู้อยากเห็นจะนำหน้าไปไกล เพราะตอนนี้เท้าผมกำลังเขยิบใกล้ห้องนั่งเล่นเรื่อย ๆ แม้สมองอีกฟากจะตะโกนบอกว่า ไอ้โง่!!!! อย่าไปสนใจ!!!!!!!!!!! แต่ไม่ทันแล้วอะ T______T ตอนนี้ผมมาหยุดอยู่หน้าห้องนั่งเล่นแล้ว……. และเมื่อสายตาคุ้นชินกับความมืดจนได้มองดี ๆ ก็พบกับ……………….. “…. ยังไม่นอนเหรอครับแม่” เป็นแม่ไอ้ปุณณ์นั่นเองครับ เฮ้อ… มานั่งทำอะไรเงียบ ๆ คนเดียว แถมปิดไฟมืดอย่างนี้เนี่ย ดู ท่าคนที่ผมเอ่ยปากทักจะตกใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน สังเกตได้จากแรงสะดุ้ง (แสดงว่าแม่แอบกลัวเหมือนกันครับ ฮ่า ๆ) แต่เพียงเธอหันมาเจอหน้าแป้นแล้นของผม ก็ถอนหายใจโล่ง ๆ ทันที “แล้ว น้องโน่ล่ะจ๊ะลงมาทำอะไร…. อ๋อ ทานขนมเหรอ” แม่มันคลี่ยิ้มเมื่อเห็นคำตอบในมือผม ก่อนจะตบเบาะข้าง ๆ ให้ลงไปนั่งด้วยกัน “มานั่งสิโน่” “ครับ..” ผมยิ้มตอบก่อนจะเดินไปนั่งด้วยคน ระหว่างผมกับแม่ปุณณ์ เราต่างเงียบกันพักหนึ่งก่อนที่นํ้าเสียงซึ่งแฝงความกังวลของผู้หญิงข้างผม

จะดังขึ้น “น้องปุณณ์…. นอนรึยังจ๊ะ” ริมฝีปากผมแห้งผากขณะตอบ “นอนแล้วครับ” “เขาเป็นเด็กเซ้นส์สิทีฟนะ…” “… ใช่ครับ..” “ปุณณ์ เล่าอะไรให้โน่ฟังรึเปล่าจ๊ะ” ดวงตาของคุณแม่ที่ใช้มองผมนั้น ทั้งคมแต่แฝงด้วยแววของคนจิตใจดีเหมือนปุณณ์ไม่มีผิด เป็นดวงตาที่ผมไม่เคยโกหกอะไรได้สักครั้ง “… ก็เล่าครับ” เสียงผมเบาเหมือนคนกระซิบ ริม ฝีปากของแม่ปุณณ์คลี่ยิ้ม ก่อนจะเบนหน้าไปทางผนังอันมืดมิด แต่ดูเหมือนสายตามองไปไกลเกินกว่านั้น “ไม่เคยเห็นพ่อลูกเขาทะเลาะกันมาก่อนเลย… ตกใจเหมือนกันนะ…” “……….” “ปุณณ์ เป็นเด็กดี ว่าง่าย ให้ทำอะไรก็เต็มใจทำ แล้วยังทำความดีกับทุกคนอีก พ่อกับแม่รักเขามากเลยนะ ทุกคืนแม่ขอบคุณสิ่งศักดิ์ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่.. ที่ส่งให้น้องปุณณ์มาเป็นลูกแม่” “แม่ ไม่อยากให้เขาโกรธพ่อ… เพราะว่าพ่อเขารักปุณณ์มาก ปุณณ์เป็นเด็กดี นิสัยดี ไม่เคยทำเรื่องเหลวไหล แม่กับพ่ออยากให้เด็กดีอย่างเขาเจอแต่อะไรดี ๆ ตลอดไป… ไม่อยากให้เขาพลาดไปเจอสิ่งไม่ดี.. แม่รู้ว่าในอนาคต ปุณณ์จะเป็นคนหนึ่งที่ยืนในสังคมได้อย่างองอาจ และกว่าจะถึงเวลานั้น แม่กับพ่อก็อยากดูแลเขาให้ดีที่สุด” … ผมนิ่งฟังคำพูดราวกับอยากระบายของแม่ปุณณ์ด้วยสมองว่างเปล่า… รู้สึกว่าความรักของตัวเองช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับผู้หญิงคนนี้ จนความรู้สึกบางอย่างปะทุขึ้นในจิตใจ เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร

“น้อง โน่…. บอกแม่ไม่ได้ใช่ไหม ว่าน้องปุณณ์กำลังคบอยู่กับใคร” ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทั้งยังสายตาคล้ายเว้าวอนของผู้หญิงตรงหน้าที่ทำผมใจอ่อนลงครึ่งหนึ่งอีก แต่ผมไม่อยู่สถานะที่จะเป็นฝ่ายพูดจริง ๆ “ก็…. ถ้าปุณณ์เขาไม่พูด… ผมก็คงไม่ควรพูดหรอกครับ..” เสียงถอนลมหายใจเฮือกหนึ่งดังมาหลังผมพูดจบ “… แต่แม่ดีใจนะ ที่เขามีน้องโน่เป็นเพื่อน” ใบ หน้าสวยของหญิงตรงหน้าผม คลี่ยิ้มละมุนอย่างที่เธอมักเอ็นดูผมมาตลอด “แม่เชื่อว่าน้องโน่จะช่วยประคับประคองน้องปุณณ์ไปได้…. ครั้งนี้แม่ก็ขอฝากปุณณ์ด้วยนะ” ฝ่ามืออุ่นของเธอเลื่อนมากุมมือผมด้วยความรู้สึกหนึ่งที่รับรู้ได้ว่า เธอไว้ใจผมเต็มปรี่ “ช่วยดูแลให้เขาเจอแต่ความรักดี ๆ สมกับที่เขาเป็นคนดีด้วยนะจ๊ะ” “… ครับแม่” ผมรับปากด้วยคำพูดอันเบาหวิว เพราะลึก ๆ แล้ว ผมคงเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ ความรักที่ดีเป็นอย่างไรเหรอครับแม่… หากมีคนหนึ่งรักลูกแม่ด้วยใจจริง แต่รักของเขาไม่ใช่สิ่งที่สังคมยอมรับ ความรักนี้ถือเป็นรักที่ดีหรือเปล่าครับแม่…

Like what you read? Give Korawan Wisetsri a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.