56–60

56th CHAOS ตอน เช้าปุณณ์มีอาการคลื่นไส้เล็กน้อย เข้าใจว่าเป็นเพราะความเครียดจึงทำให้เกิดอาการเหล่านั้น แต่ก็ไม่มีอะไรร้ายแรงมากครับ เพราะหลังจากมันขย้อนเอาเนื้อย่างที่เพิ่งสวาปามไปเมื่อวานออกมา (เห็นแล้วกูจะอ้วกตามว่ะ) ปุณณ์ก็ดูสบายดีมากพอที่จะแต่งตัวไปโรงเรียน “ไหว แน่นะมึง” ผมถามยํ้าไอ้หน้าหล่อที่เดินยิ้มกริ่มออกมาจากขบวนรถไฟฟ้า แต่ยิ่งเห็นรอยยิ้มสบาย ๆ นั่นแล้วยิ่งรู้สึกหมั่นไส้แม่งขึ้นมา “สบ๊าย….” เหอะ.. ขอโทษที่เป็นห่วงละกัน นี่มันคนเดียวกับที่นอนร้องไห้ แถมยังตื่นมาหน้าซีดอ้วกแตกตอนเช้าจริงปะวะ!?

เราสองคนวิ่งเหยาะ ๆ ลงบันไดชานชาลา แต่ยังไม่ทันที่เท้าจะแตะถึงพื้นสถานีดี ก็มีเสียงตะโกนลั่นดังมา “เฮ้ยไอ้เชี่ย!!!!!!!!!!!!!!!” แม่งงงงง ใครวะ เรียกชื่อจริงกูแต่เช้าเลย แต่ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ครับ ว่าเสียงแบบนี้มัน… มีอยู่คนเดียว ผม หยุดรอไอ้เชี่ยโอมกับเก่งพ่วงด้วยรถเก๋งที่เดินกึ่งวิ่งมาทางเราทั้งคู่จาก ชั้นบนชานชาลา แน่นอนว่าพอพวกมันประชิดตัวผม ไอ้ห่าโอมก็ทักทายด้วยภาษากายคนป่าของมันทันที ‘ผัวะ!!’

“นี่แน่ะ! กูอยู่อีกโบกี้ข้าง ๆ มึง เรียกตั้งนานไม่เสือกหัน ไอ้หูหนวกเอ๊ย!!” อ้าวววววว แล้วไม่เดินมาล่ะวะ!!! ผม ลูบหัวที่โดนโบกรับอรุณอย่างเคือง ๆ ขณะไอ้ปุณณ์เอาแต่เดินขำ (ไม่เคยคิดจะช่วยกูนะมึง) เราห้าคนสอดบัตรรถไฟฟ้าตรงประตูทางออก ก่อนจะเดินลงบันไดสถานีด้วยกัน

“แล้วมึงโง่เรียกอยู่ไม ไม่เสือกเดินมาล่ะ” “ก็ กูขี้เกียจ……….” เออ สมควร.. ผมโบกหัวมันคืนสองทีเมื่อได้ยินคำตอบกวนประสาทนั่น โดยมีเสียงไอ้รถเก๋งหัวเราะรับเป็นแบ็คกราวด์ เรา ห้าคนเดินกันไป ด่ากันไป แวะซื้อของกินกันไป ทำร้ายร่างกายกันไป (อย่างหลังเยอะหน่อย) จนเกือบถึงประตูโรงเรียน และผมก็คงได้เดินเข้าโรงเรียนแบบสบาย ๆ แล้ว ถ้าไอ้โอมไม่เสือกตาดี เห็นว่าร่างกายผมมีบางอย่างแปลกไปก่อน “เฮ้ยหยุด!!!!!!” แถมไม่สั่งเปล่ายังคว้าคอเสื้อกูอีกแน่ะ!! แค่ก ๆๆ ผมไอเพราะถูกมันรั้งคอเสื้อ ก่อนจะยอมหยุดตามที่ไอ้เชี่ยโอมบอก “มีเชี่ยไรวะ! ไอ้ห่าาา” อยู่ดี ๆ มาดึงแบบนี้ กูตกใจหมด ผม มองตอบสายตามันที่สำรวจตามตัวผมไม่หยุด “นี่เสื้อไอ้ปุณณ์นี่หว่า เมื่อคืนมึงนอนบ้านมันเหรอ” เอ่อ………. ตอบไงดีวะ….. ผมนิ่งไป (เพราะยังอึ้งอยู่) ขณะที่ปุณณ์หลุดหัวเราะพรืด “ตาไว” มันชมโอมพลางยกนิ้วให้ โดยมีไอ้คนถูกชมยืนยืดอย่างภาคภูมิใจอยู่ โว๊ยยย ไอ้นี่ก็เล่นกะเค้า!!!! มึงช่วยเปิดเผยให้มันน้อย ๆ ลงหน่อยได้มั้ยยย!!

ผม โบกหัวไอ้คนของประชาชนไปหนึ่งที (โทษฐานเกิดมาเปิดเผยแม่งทุกเรื่อง) ก่อนจะดึงให้ทุกคนเดินเข้าโรงเรียนต่อ แต่ไอ้รถเก๋งยังไม่วายย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องเมื่อกี้อีก “เฮ้ยย เพื่อนกูแม่งมีดีไรวะปุณณ์ ถึงได้เอาเพื่อนกูไปกกโคตรบ่อย” โห… พูดยังกะปุณณ์กะกูเป็นครอบครัวแม่ไก่ คนถูกถามหันไปยิ้มกริ่มให้รถเก๋งแบบที่ผมเสียวสันหลังวาบ “ก็เพื่อนมึงน่ารักอะ” ไหมล่ะ!!!!! กูว่าแล้วว่ามึงนี่มันปากตรงกับใจตัวพ่อจริง ๆ ไม่รู้จะแก้ยังไงแล้วโว๊ยยยย! -_- เอาเหอะช่างแม่ง อยากพูดไรก็พูดไป กูไม่สนใจมึงและ.. ผมเกาหัวตัวเองแรง ๆ เป็นการระบายอารมณ์(โมโห) ขณะที่เพื่อนพ้องหัวเราะลั่น

เราเดินกันไปแซวกันไปอยู่พักหนึ่ง (จริง ๆ แล้วคือผมโดนแซวคนเดียวมากกว่า -_-) ก่อนปุณณ์จะขอตัวแว่บไปห้องธุรการ เพราะมีไอ้ฟี่ยืนทำหน้ายักษ์ขมูขี เรียกชื่อเลขาฯตัวเองจากตรงนั้นอยู่ เหอ ๆๆ ไอ้นี่ก็ผีหลอกวิญญาณหลอนอีกคนครับ ยิ่งใกล้ช่วงพ้นตำแหน่งยิ่งเห็นมันชอบงอแงใส่ปุณณ์ว่ะ ว่าแล้วก็คันปากอยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องของมันกับแฟนที่ว่าแง่ง ๆ ใส่กันน่ะ ไปถึงไหนแล้วบ้าง..

แต่ช่างเหอะ.. เรื่องของชาวบ้านเค้าเราไม่เกี่ยว (เหรอ….?) (ปล่าวหรอกครับ ไว้ค่อยถามจากปุณณ์เอาวันหลังก็ได้ หึหึ) แต่เพราะพอเดิน ๆ ไปซักพักผมเริ่มสำเหนียกได้ว่ามีเรื่องสำคัญอย่างอื่นที่ต้องทำมากกว่า…

กูยังไม่ได้ทำการบ้านชีวะมานี่หว่า!!!!!!!!!

บรรลัยล่ะ!! โดนมิสลัดดาฟ้อนเล็บแน่วันนี้!!

“ไอ้เหี้ย!!!!!!!!! ชีวะเจ๊ดา!!!!!!!!!!”

“เออ!!!!!!!!!!!! เหี้ยยยยยยยยยยยยย!!!!” ตายห่ายกกำลังสามอีก! ก็ลองไอ้รถเก๋งไอ้เชี่ยโอมอุทานเหมือนกันแบบนี้แสดงว่าลืมยกกลุ่มแหง๋! (ไอ้เพื่อนชั่ว! จะมาลืมพร้อมกูทำไมวะ!!!) เป็นอย่างนั้นพวกเราจึงรีบพากันโกยแน่บขึ้นลิฟท์เพื่อไปหางานลอกทันที นับว่ายังดีที่เก่งบอกว่าทำมาแล้ว เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ยังมีต้นฉบับไว้ให้อุ่นใจหนึ่งเล่มบ้าง ว่าแต่เกือบลืมไปเลยนะเนี่ย ว่าเก่งก็เดินมากับพวกเราด้วยตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้า

ทำไมมันถึงเงียบแปลก ๆ วะ…

หรือว่าผมแค่คิดไปเอง? *** และ แล้วสิ่งที่ผมแอบคิดเงียบ ๆ เมื่อตอนเช้า ก็เริ่มส่อเค้าเป็นจริงทีละน้อย… เก่งเงียบไปจริง ๆ ครับ แต่เงียบเฉพาะกับผมเท่านั้น เพราะมันก็เฮฮาโวยวายกับเพื่อนคนอื่นปกติ แต่ไม่ยักเข้ามากวนอารมณ์ผมเหมือนทุกวัน ตามแบบที่มันชอบทำจนแทบกลายเป็นงานประจำ (ชั่วพอกับไอ้โอม) แต่ถึงมันจะเงียบ มันก็ยังยื่นแบบฝึกหัดวิชาชีวะของมันให้ผมลอกครับ? แถมยังแบ่งขนมที่ซื้อมาให้ผมกินอีกต่างหาก? นอกจากนั้นก็ยังช่วยกระซิบคำตอบเวลาบราเดอร์เรียกถามผมในคาบด้วย!? สรุปว่ามันยังเป็นเพื่อนที่ดีเหมือนเดิมนี่หว่า… เพียงแค่มันดู…. เงียบไป? ผม ลอบมองเก่งขณะเรากำลังทำเทสย่อยท้ายบทวิชาภาษาอังกฤษอยู่ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่มันสบตาผมพอดี แต่มันคงคิดว่าผมอยากลอกมั้ง เลยช่วยเอนกระดาษคำตอบมาให้ ซึ่ง… จริง ๆ ก็อยากลอกอะนะ แต่ที่มองไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ซักหน่อย ผมยิ้มพลางส่ายหัวตอบ ก่อนจะก้มหน้าเขียนคำตอบข้อสุดท้ายลงไป “หมด เวลาค่ะ… ใครทำเสร็จแล้วเอากระดาษคำตอบมาวางตรงนี้แล้วไปพักได้” เสียงมิสร้องบอกพวกผมเมื่อนาฬิกาบอกเวลาพักเที่ยง ก่อนเพื่อน ๆ จะทยอยกันไปส่งข้อสอบรวมถึงผมที่เดินไปพร้อมเก่งพอดี “ทำได้ป่าววะ” ผมกระซิบถามมันขณะต่อแถวรอส่งข้อสอบอยู่ แต่อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าช้า ๆ โดยไม่ได้เงยจากพื้นมามองผม

อืม….. เป็นอะไรรึเปล่าวะ? .. .. “เฮ้ย แดกไรดี เชี่ยโน่มีตังป่าวเนี่ย!!!!” แล้วจะตะโกนเสียงดังทำเพื่ออออออ!!!! ผมหันไปโบกหัวเชี่ยโอมทันทีหลังจากมันเล่นแหกปากช่วยประจานผมลั่นแคนทีน “บัตร กูยังมีตังค์อยู่โว๊ยยย” สาดด มึงพูดงี้เดี๋ยวป้าที่กำลังทำก๋วยเตี๋ยวให้กูตกใจหมด ผมเหล่เชี่ยโอมที่ลูบหัวตัวเองป้อย ๆ ก่อนจะตะโกนสั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำต่อจากผม “แล้ว เมื่อคืนทำอีท่าไหนไปนอนบ้านไอ้ปุณณ์ได้วะ ไหนมึงบอกจะกลับบ้านตัวเอง” หลังจากได้ชามก๋วยเตี๋ยวในมือไว้คนละชามแล้ว มันก็ป้อนคำถามต่อทันทีขณะกำลังปรุงก๋วยเตี๋ยวกันอยู่ “ก็มีปัญหานิดหน่อยว่ะ… ช่างเหอะ” “แนะ แนะ แน๊…. ปัญหาด้านร่ายกายเหรอหนุ่มน้อยยยย งี้แหละนะ ฮอร์โมนวัยรุ่นมันแรงงงงงงง” โห ไอ้ควายยย ความคิดมึงแต่ละเรื่องเนี่ยนะ! ผมหันไปใช้ตะเกียบแทงหูแม่งทันที “โอ๊ย!!!! เชี่ยยย เดี๋ยวขี้หูกูไหล!!” เออว่ะ!!!!!!! แบบนี้ตะเกียบกูก็มีมลทินแล้วดิ่! ผมยกตะเกียบชี้หน้ามันอย่างเคือง ๆ (โทษฐานมาทำตะเกียบกูเปื้อนขี้หู) ก่อนจะเดินไปเปลี่ยนคู่ใหม่มา “เฮ้ย เชี่ยโน่! เดือนนี้มึงเหลือเงินเท่าไหร่เนี่ย ได้ข่าวว่าเมื่อวานทำตัวเป็นเสี่ยเลี้ยงเด็กชมรมเหรอวะ” แต่ทันทีที่ผมหย่อนตูดลงเก้าอี้ยาว ซึ่งมีเพื่อน ๆ นั่งอยู่กันสลอน เสียงไอ้เคนก็หอนแซวขึ้นมาอย่างว่อง… แล้วใครล่ะ จะคาบข่าวกูหมดตูดไปแฉ ถ้าไม่ใช่………. “ไอ้เชี่ยโอม ปากมากนะมึง!” ผมเคาะศอกลงบนหัวเกรียน ๆ ของแม่งซํ้าอีกทีอย่างหมั่นเขี้ยว โดยมีเพื่อนคนอื่นหัวเราะครืน

“เฮ้ย นี่กูถามเพราะกูเป็นห่วงหรอก กู้กูก่อนป่าว ไว้มีแล้วค่อยคืนก็ได้” แต่เสียงไอ้เคนยังถามผมต่อ ทำเอาซาบซึ้งนํ้าใจเพื่อน ฮืออ.. แบบนี้สิวะถึงจะเรียกว่าเพื่อนแท้ ผิดกับไอ้โอมราวฟ้ากับเหวจริง ๆ Y___Y และ ผมก็คงจะอ้าปากตอบมันไปแล้ว ถ้าแม่งไม่เสือกชิงพูดอีกประโยคขึ้นมาก่อน “แต่ดอกเบี้ยร้อยละห้าสิบต่อวันนะ ฮ่า ๆๆๆๆ” ไอ้เพื่อนเวรรรรรรรรรรรรรรร กูน่าจะรู้ว่าคนอย่างมึงมันชั่ววววววว!!! ผม ชูนิ้วกลางโชว์กลางวงทำเอาคนอื่นยิ่งหัวเราะตบมือกันใหญ่ โดยเฉพาะไอ้เคนที่ขำจนข้าวแทบออกจมูกก่อนจะแค่นคำต่อไปออกมา “เฮ้ย กูล้อเล่น เอาป่าวมึง บัตรแคนทีนมึงเหลือเท่าไหร่เนี่ย” “เกือบ สามร้อย… เออ ไม่เป็นไรหรอก เก็บตังค์มึงไว้ผ่อนแมคกับแม่มึงเหอะ ได้ข่าวเหลืออีกหลายเดือน” เพราะเคนมันเพิ่งถอยแมคบุ้คป้ายแดงมาเมื่อเดือนก่อนครับ ตัวละเกือบแสนแน่ะ โดยใช้บัตรวีซ่าแม่มันรูด แล้วค่อยผ่อนจ่ายคืนทีหลัง (แต่ก็ไม่รู้ตกลงซื้อมาทำห่าอะไร เพราะเห็นมันเอาแต่เล่นเกมกับโหลดหนังโป๊ไม่คุ้มราคาแมคเลย) เป็นงี้ยังกล้ามาทำใจปํ้ากับกูอีกนะ ไอ้พ่อพระ! “หรือจะเอาเงินกูก็ได้นะ พอดีบ้านกูรวยอะ เก็บตังค์ไว้เล่น ๆ ไม่รู้จะทำไร ปลวกใกล้ขึ้นแล้วเนี่ย” “โห่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!” หลังจากจบคำไอ้ปาล์ม เสียงโห่จากเพื่อนรอบโต๊ะก็ดังขึ้นทันที ฮ่า ๆ ถุย… ไอ้ซุยเอ๊ยย เลยโดนพวกผมรุมเขวี้ยงทิชชู่ทั้งใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้ใส่มันอย่างไม่ยั้ง

แต่ ขณะเรากำลังสนุกสนานกับการเล็งทิชชู่ลงหัวไอ้ปาล์มอยู่นั้น เสียงไอ้โอมเคาะตะเกียบลงชามก๋วยเตี๋ยวตัวเองก็เรียกร้องความสนใจทั้งหมดไป ได้ก่อน “นี่ ๆๆๆ พวกมึงไม่ต้องช่วยเชี่ยโน่มันหรอก เพราะมันอะนะ……” อะไร??… กูทำไม????…. มึงจะพูดเชี่ยไรอีก!!!…… ผมรู้สึกว่าหนังตาขวากระตุกถี่ปะแล่ม ขณะมองไอ้โอมยืนพูดปาว ๆ โดยมีลางสังหรณ์ว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน มันหันมาหลิ่วตาใส่ผมก่อนจะพูดต่อ “เพราะมันอะนะ มีเลขาสภาฯเลี้ยงงงงงงง ฮิ้ววววววววววว” ไอ้ชั่ววววว!!!! กูว่าแล้ว!!!!! ผม นั่งเกาหัวตัวเองจนกบาลแทบร่นเมื่อเพื่อนทุกคนรุมโห่ร้องรับกันอย่างกะมีงาน เลี้ยงรื่นเริง ทั้ง ๆ ที่ดูไปคล้ายงานฌาปนกิจผมมากกว่า…. น้อย ๆ หน่อยเหอะไอ้พวกนี้ ที่นี่มันโรงอาหาร ไม่ใช่โรงมหรสพ

นะมึง!!!!! ท่ามกลางเสียงโวยวายของพวกเพื่อนตัวดีทั้งหลาย (จนผมล่ะแทบอยากมุดแคนทีนหนี หรือไม่ก็ตะโกนบอกคนอื่นว่า กูไม่รู้จักม๊านนนน!!) สายตาผมเหลือบเห็นเก่งที่ยังคงนั่งข้าวเงียบ ๆ อยู่

บางทีผมอาจจะรู้ว่าเก่งเป็นอะไร..

*** “มึง เป็นไรป่าววะเก่ง…..” ผมตัดสินใจถามเจ้าตัวขึ้นในคาบธุรกิจ ที่มาสเซอร์เอาพวกเรามาปล่อยไว้ห้องสมุด เพื่อค้นคว้ารายงานส่งท้ายคาบ แต่เก่งแค่ละสายตาจากชั้นหนังสือมามองหน้าผมแว่บหนึ่ง ก่อนจะสนใจหนังสือต่อ “ก็.. เปล่านี่” โกหก ชัด ๆ.. ผมถอนหายใจพลางตัดสินใจคุยกับเพื่อนแบบตรง ๆ “คือ…. ถ้าหมายถึงเรื่องที่มึงถามกูเมื่อคืนอะ กูไม่มีเจตนาปิดจริง ๆ นะเว่ย.. พอดีมีเรื่องยุ่ง ๆ นิดหน่อยอะ กูเลยต้องปิดคอมว่ะ ขอโทษที” ผมว่าพลางยกมือไหว้ขอโทษมัน จนเก่งต้องหันมารับไหว้ผมด้วยท่าทีตกใจ

“เฮ้ย ไหว้ไม!” มันโวย แต่ก็ยอมมองหน้าผมแล้ว ระหว่าง เราเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเก่งจะเป็นฝ่ายพูดต่อ “…. จริง ๆ กูก็ไม่มีสิทธิ์เคืองว่ะ… กูเป็นคนบอกเองด้วยซํ้าว่าถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร..”

“…………….” ลม หายใจยาวของเก่งกระทบแขนผมวูบหนึ่ง บ่งบอกว่าเจ้าของมันสับสนไม่น้อย “… แต่กูก็……… ไม่รู้ว่ะ… อือ.. ช่างเหอะ.. ขอโทษมึงด้วยละกัน” มันผงกหัวให้ผมเบา ๆ ก่อนทำท่าจะคว้าหนังสือออกไปทางโต๊ะที่เพื่อนนั่งสุมอยู่ แต่ไม่ไวกว่าผมที่คว้าแขนมันทัน “เฮ้ย!” ฟังกันก่อนได้มั้ยเนี่ย ผมสบตามันด้วยความตั้งใจจริงที่จะพูดคำต่อไป “มึงช่วยถามกูอีกรอบดิ่ แล้วเดี๋ยวกูจะตอบให้ฟัง” “แน่นะ?” “อือ” “งั้นมานี่…..” อะ… อะไรวะ? ผมมองตามเก่งอยู่ดี ๆ ก็ยิ้ม แถมยังลากแขนผมออกจากชั้นหนังสือเพื่อมุ่งไปยังโต๊ะที่เพื่อน ๆ นั่งอยู่อีก ก่อนมันจะเคาะโต๊ะเบา ๆ แล้วกระซิบเข้าไปกลางวงด้วยสำเนียงปนขำว่า “เชี่ยโน่แม่งยอมพูดแล้ว ใครจะฟังมั่ง”

ไอ้สาดดดดดดดดดดดดดดดด สรุปว่าพวกมึงหลอกกูใช่มั้ยเนี่ย!!!!!!!!

และแล้ว หลังจากเพิ่งรู้ตัวว่าถูกเพื่อนเวรรวมหัวกันหลอก โดยส่งไอ้เก่งมาเป็นหน้าม้ารางวัลตุ๊กตาทอง (ฝากไว้ก่อนเหอะมึง Y___Y) พวกเราก็พากันย้ายสัมมะโนครัวจากโต๊ะค้นคว้าบริเวณโถงห้องสมุด เป็นนั่งล้อมวงบนพื้น ในซอกเล็ก ๆ ตรงชั้นหนังสือที่ไม่ค่อยมีใครสนใจแทน ผม นั่งเซ็งพลางไล่มองหน้าไอ้เพื่อนตัวดีทีละคนอย่างโคตรรร.. ซึ้ง… ตรงนี้มีทั้งไอ้เก่ง ปาล์ม คม พ้ง เอ็ม โด่ง รถเก๋ง เคน รวมถึงเชี่ยโอม กำลังนั่งล้อมวงรอฟังความจริงจากปากผมอยู่ “แม่ง งง กว่าไอ้โน่จะรู้ตัวว่ะ เชี่ยเก่งเก็กซะเมื่อย อย่างฮาอะมึงง” ไอ้เชี่ยเคนเปิดประเด็นคนแรกพลางหัวเราะเอิ๊กอ๊ากโดยมีไอ้โด่งเสริม “เออ ตอนแรกกุจะบอกให้แม่งเมินไอ้โน่เลยเว้ย แบบ.. ไม่ต้องยุ่งเลยอะ แต่เชี่ยโน่เสือกไม่ยอมทำการบ้านชีวะมา กูล่ะเซ็งงง ไอ้เก่งก็พ่อพระอี๊ก เอาการบ้านไปให้ลอกซะงั้น กูนึกว่าแผนจะเสียซะละ” แต่ไอ้เก่งเสือกนั่งยืดราวกับว่ามันเป็นฮีโร่เต็มประดา “ถึงกูจะพ่อพระ กูก็ตีบทแตกเว้ยยย ฮ่า ๆๆ” “โห่ยยยยยยยยยย!!” เรียกเสียงโห่จากเพื่อนได้รอบวงแถมด้วยขนมตุ้บตั้บคนละหมัดครับ ฮ่า ๆ แต่พอสำเหนียกได้ว่าเสียงชักดังเกินไป พวกมันก็เอื้อมมือปิดปากกันเองเป็นพัลวัน “ชู่ววววววววววววว์!!!!!” แต่กูว่าเสียง ชู่วววว์ มึงเนี่ย ได้ยินไปถึงสีลมว่ะ.. เหอ ๆๆ ผม นั่งขำพวกแม่งจนเกือบลืมแล้วว่าตัวเองมานั่งตรงนี้ทำไม กระทั่งไอ้ปาล์มเริ่มได้สติ “เฮ้ย ๆๆ ไร้สาระว่ะ เดี๋ยวเวลาหมด เรามาเข้าเรื่อง” เอ่อ… จริง ๆ แล้วไม่ต้องเข้าก็ได้ กูชอบออกนอกเรื่องนาน นานนน Y__Y ผมเริ่มรู้สึกกลืนนํ้าลายลำบากขณะไอ้เอ็มเริ่มสอยต่อ “เออ ไอ้โน่….. พวกกูขอถามตรง ๆ นะ” นํ้าเสียงจริงจังอีกว่ะ… กูเพื่อนนะไม่ใช่นักโทษ T___T ผมสบตามันปิ๊ง ๆ อย่างขอความเห็นใจ แต่มันไม่ปราณี ซํ้ายังชี้ให้ไอ้รถเก๋งจัดสำรับใหญ่ต่อไปอีก “มึงกับไอ้ปุณณ์……… เป็นอะไรกันวะ?” เอ่อ.. ตรงประเด็นดีมาก…… “…………………………….” ความเงียบเริ่มปกคลุมทุกสิ่ง เมื่อทุกสายตาจ้องผมเป็นตาเดียว… คือ…

มึงอย่าทำงี้ดิ่ กู…. เกร็ง.. ผมขยับปากช้า ๆ แบบไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ “ยะ… ยังไงล่ะวะ……” แต่ ใบหน้าเคร่งขรึมของไอ้เชี่ยรถเก๋งดันเขยิบมาใกล้ผมอย่างต้องการจับผิด “มึง….. ไม่ต้องมาแถเลย… เพราะกูหลอกถามไอ้ปุณณ์มาแล้ว…… เหลือแต่มึง!!! จะบอกหรือไม่บอก!” อ้าวเชี๊ยยยยยยยยยยยย สรุปว่ารู้แล้วจะถามกูเพื่ออออออ!! (ว่าแต่ไอ้ปุณณ์นี่เป็นห่าไร วันหลังมึงปริ้นโฆษณาแปะให้ทั่วโรงเรียนเลยก็ได้นะ ว่ากูเป็นแฟนมึงอะ แม่งง) ผมรู้สึกเหมือนแอร์ไม่เย็นกะทันหัน ทั้งที่ตอนเดินหาหนังสือมันก็ยังหนาวดี “ก็มึง…. รู้จากไอ้ปุณณ์แล้ว.. แล้วมาถามกูไม” “ก็กูอยากฟังจากมึงอะ!” คราวนี้เป็นเสียงไอ้ปาล์มครับที่แหวมา ทำเอาเพื่อนทั้งวงพยักหน้าเห็นด้วยกันหงึกหงัก…. โอ่ยยย ไอ้พวกโรคจิต จะอยากฟังไรซํ้า ๆ ซาก ๆ นักหนาว้าาา… “อะ ๆๆ เอางี้….” ไอ้เก่งตัวดีตัดบทด้วยคำที่ผมชอบได้ยินมันพูดบ่อย ๆ เวลามันพยายามหว่านล้อมอะไรซักอย่าง “ไอ้โน่…..” สงสัยว่าเหยื่อคราวนี้จะเป็นผม T___T ผมเลิกคิ้วข้างหนึ่งอย่างกลัว ๆ ให้ไอ้เพื่อนที่ทำเอาผมปั่นป่วนตลอดวัน “.. ระ….. ไร” “กูถามแบบตรง ๆ เลยนะ… มึงอะ…………” แล้วจะเว้นช่วงให้กูลุ้นทำไมฟะ! จะถามไรก็รีบ ๆ ถามมม… ผมแทบกลั้นลมหายใจระหว่างรอฟังเก่งพูดคำต่อไป “…. คบกะไอ้ปุณณ์อยู่ใช่ปะ” “………… อะ………. เออ” “แบบแฟนน่ะนะ?” “…………….. อื้อ..” หลับหูหลับตาตอบแล้วครับทีนี้ โว๊ยยย ก็รู้กันหมดแล้วจะมาคาดคั้นอะไรอีกกกก เสียงพวกมันหัวเราะกันคิกคักรอบวงอย่างกระชุ่มกระชวยหลังได้ฟังคำตอบผม ในขณะที่ผมอะ ถ้าเอา

หัวกระแทกพื้นแล้วมุดดินหนีกลับบ้านได้คงทำไปแล้วว “งี้ใครขอใครคบก่อนวะมึง!” แล้วเกี่ยวไรกะมึงวะพ้ง!! ผมล่ะอยากด่ากลับไปแบบนั้นจริง ๆ ถ้าไม่ติดว่าสายตาอยากรู้อยากเห็นจากคนทั้งวงจ้องรวมมาเป็นตาเดียวก่อน “ก็……. ไอ้.. ปุณณ์ มั้ง..” เป็นอย่างนั้นเลยได้แค่ละลํ่าละลักตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ เพราะสมองเริ่มเบลอ ๆ รวน ๆ ไปหมด ได้ยินแต่เสียงไอ้พวกห่านี้ผิวปากแซวกิ๊วก๊าวกันอย่างสนุกในอารมณ์มันเหลื๊อ อเกิน (ทำนาบนหลังคนนะมึง!) “มี แฟนแล้วเงียบนะ ไม่ยอมแจ้งข่าวอะมึงง” ไอ้โด่งแหย่พลางกระทุ้งศอกเข้าแขนผมหลังจากพวกมันหัวเราะเสร็จกันเรียบร้อย เออ…. ก็ดูปากพวกมึงแต่ละคนดิ่ กูคงอยากบอกอยู่อะ “ก็พวกมึงแม่ง ชอบแซวกู……….” “เฮ้ยยย พูดไรงั้น พวกกูแซวเพราะไม่รู้หรอก ถ้าพวกกูรู้พวกกูไม่แซวอะ” ผมเหล่มองไอ้รถเก๋งที่ทำเป็นพูดดี “เจงงงงงงงงงงงงงปะ” “ไม่จริง ฮ่า ๆๆๆๆๆๆ” แล้วมึงพูดเพื่อออออออออ!! เดาผิดที่ไหนล่ะ! ผมเกาหัวตัวเองอย่างสุดจะเซ็ง เพราะหลังจากนี้มีหวังโดนล้อเช้าสายบ่ายเย็นก่อนนอนแหง๋ Y__Y แต่ยังไม่ทันหายเซ็งดี ไอ้เอ็มก็พูดประโยคที่ทำเอาผมตกใจโคตร ๆ ออกมา “เนี่ย แม่งอุบเงียบกันทั้งมึงทั้งไอ้โอมอะ มึงเชื่อปะ ว่ากุบีบคอถามไอ้โอมเป็นสิบล้านรอบแล้วแต่แม่งไม่ยอมบอก บอกแต่ให้มาถามมึงเอง” เย๊ดเข้!!!!!!!! คนอย่างไอ้โอมมีอุดมการณ์แบบนี้ด้วยเหรอวะ!!!!!!!!! ผมหันไปมองหน้าเชี่ยโอมแบบอึ้ง ๆ แต่เห็นแม่งกำลังนั่งทำหน้าเหนืออยู่ ถุย หมั่นไส้ “แต่ มึงไม่ต้องซาบซึ้งไปหรอก เพราะไอ้โอมเป็นคนคิดแผนนี้ให้พวกกูเอง ฮ่า ๆๆๆๆ” อ้าว ไอ้ชั่วววว หลอกให้กูปลื้มได้ไม่ถึงนาที สันดานมึงก็โผล่อีกละ!! ผม นั่งส่ายหัวอย่างจนปัญญาขณะที่ฟังพวกมันหัวเราะครื้นเครงอยู่ ก่อนไอ้พ้งจะจุดประเด็นสำคัญขึ้นมา “เฮ้ยมึง…….. แล้วแฟนไอ้ปุณณ์อะ”

คำถามแจ็คพ็อตว่ะ.. ผมยอมรับว่าตัวเองอึ้งไป ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียง “ก็…. เลิกแล้ว” “เลิกเพราะมึงเลยเหรอวะ” เสียงไอ้โด่งถามต่อ แต่….. ผมค่อย ๆ ส่ายหัว “เปล่า… เค้าก็มีปัญหากันนิดหน่อย” “แต่ มันมายุ่งกับมึงตั้งแต่ก่อนเลิกกันแล้วใช่ปะ” เป็นเพราะคำถามนี้ ผมจึงได้เห็นว่าโอมหันไปใช้หลังมือแตะปากปาล์มเหมือนให้เงียบไป… ขอบใจว่ะ…. แต่ผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ คิดแล้วรู้สึกแย่แฮะ.. พวกเราเงียบไปพักใหญ่ ก่อนเสียงคมจะถามต่อ “แล้วมึงกับยูริล่ะ” “ก็…………………..” ผมไม่รู้จะตอบยังไง ในเมื่อความสัมพันธ์ของผมกับยูริมันมึนงงมาตั้งแต่ต้น จนถึงปัจจุบัน ผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้เรียกว่าอะไร ไอ้ โอมสั่นกระดิ่งห้ามยกด้วยการตัดบทสนทนา “ถามมากว่ะพวกมึงอะ พอ ๆๆ จะหมดคาบอยู่แล้ว ถ้ากลับห้องเรียนไปไม่มีหนังสือส่งมาสเซอร์ มึงเละแน่” มันว่าพลางลุกขึ้นยืนคนแรก ทำเอาเพื่อนคนอื่นบ่นงึม แต่ก็ยอมแยกย้ายกันไปหาหนังสือทำรายงานโดยดี ผมหันไปยิ้มให้เพื่อนชั่วที่รู้ใจผมเสมอ “ขอบใจนะมึง” “เหอะ….. หาหนังสือเผื่อกูด้วยแล้วกัน เดี๋ยวกูนอนรอ ก๊ากกก” ไอ้เชี่ยยยยยยยยยยยยยย!!! *** หลัง จากหมดคาบเรียนประจำวันแล้ว ผมกับไอ้โอมที่เพิ่งทำเวรเสร็จ (หรืออีกนัยหนึ่งคือ เพิ่งเอาไม้กวาดกับที่ตักผงสู้กันเสร็จ) ก็มุ่งหน้าไปยังห้องธุรการทันที เพราะได้รับแจ้งว่าสมาคมที่พาชมรมเราไปแข่ง

วงโยฯที่ยุโรป เพิ่งส่งแฟ็กซ์มาหาพวกผมผ่านทางเครื่องของห้องธุรการ (แล้วเครื่องในห้องชมรมก็มี ไม่แฟ็กซ์มาล่ะค้าบบบบ) ทำเอาผมกับโอมต้องวิ่งหน้าตั้งลงมาติดต่อห้องออฟฟิศด้วยสภาพเรียบร้อยสุด ๆ เนื่องจากมีมิสโคตรเฮี้ยบบบ อยู่ในนั้นหลายคน “ชมรมดนตรี….. มา.. รับแฟ็กซ์ครับ” ผมโผล่หัวเข้าไปในห้องออฟฟิศอย่างเกร็ง ๆ เพราะหลังเลิกเรียนแบบนี้บุคลากรเล่นอยู่กันครบทีม “มา เอาโต๊ะนี้จ้ะ” เสียงมิสคนหนึ่งที่ผมไม่รู้จักดังขึ้นไกล ๆ เรียกให้ทั้งผมและโอมเดินไปรับแฟ็กซ์ซะลึกเชียว โอ่ย….. แต่จะทำไงได้ ก็ต้องค่อย ๆ เดินตัวลีบผ่านโต๊ะทำงานนับสิบไปยังจุดหมาย โดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครอีกคนอยู่ในห้องเหมือนกัน ผมยื่นมือไปรับแฟ็กซ์จากมิสท่าทางใจดี แล้วก็คงเผ่นออกนอกห้องออฟฟิศไปไกลแล้ว ถ้าไม่ถูกเรียกชื่อเอาไว้ก่อน “โน่!!! โอม!!!” “อ้าว……. ผัวมึง” ไอ้เชี่ยยยย เรียกชื่อมันก็ได้! มันชื่อปุณณ์!! ผมกระทืบเท้าไอ้โอมทีนึงก่อนจะมองตอบคนที่ถือใบอะไรไม่รู้ในมือเหมือนกัน “มาส่งใบค่ายเหรอ” ปุณณ์ถามผมเมื่อเห็นว่ามีเอกสารในมือเหมือนมัน แต่……. ค่ายอะไรวะ??? “ป่าว กูมาเอาแฟ็กซ์” ผมชูแฟ็กซ์หมึกเยิ้มให้อีกฝ่ายดู เห็นมันพยักหน้าเข้าใจก่อนจะถามต่อ “แล้วโน่กับโอมไปค่ายป่าวอะ” “ค่ายไรวะ???” เป็นไอ้โอมนั่นเองที่สอดถามขึ้นมาอย่างขี้เสือก…… ไม่แพ้ผม… (แค่แย่งถามไม่ทัน) เออนั่นดิ่ ค่ายไรวะ?? กูก็อยากรู้เหมือนกัน ปุณณ์ ดูจะแปลกใจไม่น้อยที่เราไม่รู้เรื่องค่าย “ค่ายเภสัชฯอะ อ้าว มิสไม่ได้บอกห้องมึงเหรอวะ” เอ่อ…. อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามิสไม่บอกหรือกูไม่ฟัง เพราะขนาดค่ายวิศวะคราวก่อนผมยังไม่ได้ไปเลย ดันมัวแต่หลับตอนเค้าประกาศเรื่องค่ายกัน ปุณณ์ เลิกคิ้วมองพวกผมอย่างงง ๆ ก่อนจะพลิกกระดาษในมือมันดู “ห้องโน่ก็มีมาลงชื่อไว้หลาย

คนนะ ปาล์มก็ไป พ้งก็ไป โด่งด้วย…” อ้าวไอ้พวกเชี่ย ไม่มีชวนกูอะ สงสัยคิดว่าผมไม่สนใจค่ายเภสัชฯมั้ง ซึ่งมันก็จริง “กูไปด้วย!!!! ลงชื่อกูให้หน่อย!” ว่าแต่ไอ้เหี้ยนี่สนกะเค้าตั้งแต่ตอนไหนวะ!? ผมหันไปมองหน้าโอมแบบมึน ๆ “จะเข้าเภสัชฯเหรอมึงอะ” “ป่าว…. แต่กูว่าต้องมีสาว ๆ ไปค่ายเยอะชัวร์! งั้นกูไปด้วยคน” โหไอ้เชี่ย ตรรกะอย่างเลว แต่น่าสน (หึหึ) ระหว่างผมกำลังคิดอยู่นั้นว่าจะไปกะมันดีมั้ย เสียงปุณณ์ที่กำลังเขียนชื่อเพิ่มอยู่ก็ทวนสิ่งที่มันเขียนมาเป็นคำพูดเบา ๆ “งั้น ธัชกร กับ นภัทร ห้อง 5 ไปด้วยนะ…” อ้าวเฮ้ยยยยยยยยยย นั่นมันชื่อกู!!!!!! “ตลก ละสัด กูบอกตอนไหนเนี่ย” ผมกระซิบพลางตบหัวมันเบา ๆ (เพราะยังอยู่ในห้องออฟฟิศครับ ขืนห้าวมากอาจโดนบราเดอร์เดินมาบ้องแทนได้) ขณะที่ปุณณ์หัวเราะร่า “ไปเหอะ กูก็ไป” “อ้าว… มึงอยากเรียนเภสัชฯเหรอวะ?” ก็เห็นปกติแม่งสนใจแต่เศรฐศาสตร์มหภาค การแลกเปลี่ยนการค้าระหว่างประเทศ อัตราดอกเบี้ย จนผมนึกว่ามันอยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์ซะแล้ว แต่เอ๊ะ… หรือจะใช้ตรรกะเดียวกันกับไอ้โอมวะ? “เปล่า ก็ไปงั้น ๆ อะ ไอ้โจ๊กกับไอ้นันท์มันอยากไป” อ่อ….. เออ ไปก็ไป ผมยืนท้าวเอวมองมันที่เขียนชื่อผมกับโอมใส่ใบทะเบียนอย่างสมยอม “งั้น กูเอาใบไปส่งมิสก่อน เพื่อนมึงคนไหนอยากไปเพิ่มก็มาลงชื่อกับมิสเองแล้วกันนะ” อืม ๆ ผมพยักหน้ารับคำพลางโบกมือให้ แต่ขณะที่กำลังจะหมุนตัวกลับ เพื่อหนีจากห้องออฟฟิศไปห้องชมรมนั้นเอง เสียงปุณณ์ก็ดังขึ้นมาก่อน

“โน่………” “…. หืม?” ผมหันไปรับคำเรียกนั้น แต่ใบหน้าคมที่ดูเหมือนมีเรื่องจะพูดของปุณณ์ กลับแปร

เปลี่ยนเป็นคลี่ยิ้มคืนมา “ไม่มีอะไร บาย” “อ่า…. บาย” … อะไรของมันวะ?

57th CHAOS

สรุปว่าแฟ็กซ์ที่ทางสมาคมฯส่งหาเรา คือแฟ็กซ์เชิญชวนชาวชมรมร่วมงานเลี้ยงฉลองรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ที่ทุกคนเพิ่งบุกไปคว้าจากต่างประเทศมาครับ โดยสถานที่คือโรงแรมสุดหรูซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนเพียง….. 20 ก้าว (หรือไม่ถึงวะ..) แล้วอย่างนี้วันนั้นผมควักเนื้อเลี้ยงพวกแม่งเพื่ออะไร………………… ทำไมสมาคมไม่ส่งแฟ็กซ์มาให้มันเร็วกว่านี้เล่า!!!!!!! (โว่ยยยยยยย เอาเงินค่าขนมทั้งเดือนคืนมานะ!!!) ผมแทบหันไปขยำหัวไอ้ง่อยทันทีหลังอ่านข้อความจบ (มีอะไรก็โทษง่อยไว้ก่อนครับ มันเป็นแก็สโซฮอล์) แต่ด้วยความที่เป้อคงสงสารเพื่อน (หรือเพราะวันนี้มันแกล้งง่อยมามากพอแล้ว???) จึงส่งเสียงเตือนสติผมว่า “พี่ โน่ก็ไปกินในงานเยอะ ๆ ดิ่ แก้แค้นไง ใส่ถุงกลับบ้านด้วยเลย” เออ.. ทำไมมึงถึงชั่วงี้วะเป้อ แต่กูชอบว่ะ หึหึหึ….. ในขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นว่าควรเอาถุงไปกี่ใบ จึงจะอยู่ดีกินดีได้ทั้งเดือน น้องน็อตที่หยิบเอาแฟ็กซ์ไปอ่านต่อก็ร้องเตือนผมก่อน “งานนี้มันวันเดียวกับค่ายเภสัชฯที่ติดประกาศหน้าห้องแนะแนวเลยนิ่พี่… แบบนี้ใครลงชื่อค่ายไว้ก็อดไปดิ่” ห๊ะ!?…….. อะไรนะ?? ผมกับโอมที่ได้ยินถึงขั้นกระโดดเหยงไปคว้าแฟ็กซ์ใบนั้นมาอ่านรอบสอง ก่อนจะพบว่า.. ชิบหายแล้ว………….. วันเดียวกันจริง ๆ ด้วย อดแดกล่ะสิกู…….. “ค่ายไรวะ ๆ พวกมึงไปค่ายไรกัน!?” แถมยังไม่ทันอ่านจบรอบสองดี ไอ้ฟิล์มก็เสือกโผล่หน้ามาคั่นตรงกลางระหว่างผมกับไอ้โอมอย่างอยากรู้อีก อ่อ…. ลืมไปว่าไอ้นี่มันก็พวกไม่สนใจโลกพอกัน สงสัยคงไม่รู้ข่าวด้วยอีกคน

ผม จึงอาสาเป็นพ่อพระไขความกระจ่างให้ “ค่ายเภสัชฯว่ะ วันเดียวกับที่เลี้ยงเลยเนี่ย แต่พวกกูเสือกลงชื่อค่ายไปแล้ว คงไปแดกไม่ได้ โทษทีว่ะ” แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นในใจผมกลับแอบรู้สึกโล่งนิด ๆ เพราะจะว่าไปผมก็ไม่ใช่คนที่มีส่วนร่วมในการแข่งขันเท่าไหร่ นอกจากทำเอกสาร แบกคูลเลอร์ ชงนํ้าหวานให้น้อง ๆ ก็ไม่มีหน้าที่สำคัญอะไรที่ผมต้องรับผิดชอบอีก เพราะส่วนใหญ่แล้วหน้าที่สำคัญทั้งหมดตกเป็นของไอ้ฟิล์มกับไอ้อาร์ทที่ต้อง คอยช่วยกันดูแลมากกว่า ดังนั้นหากจะให้ผมหน้าด้านเนียนไปกินด้วยอีกคน

คงอดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้… คิดไปคิดมาที่ติดค่ายนี่ซะ ก็ถือว่าดีแล้ว แต่ดูหน้าไอ้ฟิล์มตอนนี้ดิ่ครับ……. พอรู้เรื่องค่ายเท่านั้นแหละ แม่งทำตาวาวอย่างกะเพิ่งเจอทางไปบ่อทอง “กูไปด้วยยยยยยยย” ไอ้ห่า……… “ไม่ได้เว้ย!!!!!!! มึงหัวหน้าวงโยฯนะ ไปกินเลี้ยงเด่ะวะ!” ไอ้เหี้ยนี่ก็ทำเป็นเพี้ยน………. งานเค้าอุตส่าห์จัดให้แท้ ๆ คิดจะโดดหาพ่อออรึไง!? ผมตบกะโหลกไอ้ฟิล์มไปสองทีเรียกสติ แต่ดูแม่งยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะไปค่ายง่าย ๆ อยู่…. จนผมรู้สึกเหมือนได้กลิ่นตุ ๆ ขึ้นมาแล้ว.. แม่งมีพิรุธอะไรปะวะ..

แต่ไม่ต้องรอให้ถาม เสียงแจ้ว ๆ ของน้องมํ่าก็ไขข้อสงสัยทันที “พี่ฟิล์มกลัวป้าประธานสมาคมอะดิ่ ฮ่า ๆๆ” ป้าประธานสมาคมไร!? ผมหันไปมองน้องมํ่าที่ส่งเสียงมาจากซอกเครื่องเป่าซึ่งจับกลุ่มกันซ้อมไม่ ห่างจากพวกผมเท่าไหร่นัก ด้วยความที่โคตรสงสัยในคำพูดนั้นเต็มเปี่ยมเพราะไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวด้วย มาก่อน “ป้าที่ไหนวะ” โอมถามมํ่า ขณะที่เด็กอ้วนยิ้มตาหยีก่อนจะตอบ

“ก็ ป้าประธานสมาคมอะ ชอบพี่ฟิล์ม ตอนอยู่นู่นนะ โทรหาพี่ฟิล์มแทบทู้กกกกกกกวัน ผมว่าดวงพี่ฟิล์มคงได้มีเมียแก่แหง๋ ฮ่า ๆๆ” ก๊ากกกกกกกกกกกก จริงเหรอวะ!! ผมหันไปเหล่ไอ้ฟิล์มที่ยืนกุมขมับแบบคนหมดสภาพ พลางชี้หน้าไอ้มํ่าเป็นเชิงฝากไว้ก่อน หึหึหึ…. มึงจะทำไรน้องงง น้องมันก็แค่ตอบคำถามไอ้โอมมม “ไม่รู้แหละ กูจะไปค่าย ลงชื่อค่ายที่ไหนวะ” “ห้องออฟฟิศ..”

“เออ พวกมึงไปแดกกันเองนะวันนั้น กูขอบายยยย” อ้าว… ชิ่งอีกไอ้ห่า… ผมกระพริบตาปริบ ๆ มองตามไอ้หัวหน้าวงโยฯที่เพิ่งถามทางไปบ่อทอง ก่อนมันจะผลักประตูออกจากห้องชมรมจนไอ้อาร์ทหน้าเหวอ (เพราะสงสัยไอ้ฟิล์มจะไปลงชื่อค่ายจริง ๆ) “เฮ้ย… งั้น…… กู.. ก็ต้อง…. รักษาการณ์ตำแหน่งแทนไอ้ฟิล์มอะดิ่…” ถูกกกกกกก เพราะมึงเป็นรองประธานวงโยฯ!! “ไอ้เชี่ยฟิล์ม…… ฝากไว้ก่อนเหอะมึง!” ฮ่า ๆๆ เคลียร์กันเองนะเพื่อนน *** หลัง จากนั่งฟังไอ้อาร์ทบ่นไอ้ฟิล์มอยู่พักใหญ่ (โทษฐานส่งเพื่อนไปเป็นเครื่องบรรณาการป้าแทนตัวเอง) และแยกย้ายกันซ้อมวงจนพระอาทิตย์ตก กระทั่งนาฬิกาในห้องชมรมบอกเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว ก็ได้เวลาปิดห้องชมรมกันซักที

พวก ผมตัดสินใจแยกย้ายไปไล่ไอ้พวกเด็กม.ต้นจอมฟิตให้มันหายบ้าและเลิกซ้อมได้ แล้ว เพราะอยากปิดห้องชมรมไปนอนตีพุงที่บ้านใจจะขาด แต่ไม่รู้ไอ้พวกนี้เอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนถึงได้ไม่ยอมขยับตูดลุกขึ้นไป เก็บของเลยแม้แต่คนเดียว มัวแต่เป่า ๆ ตี ๆ ดีด ๆ เครื่องดนตรีในมือตัวเองกันอยู่อย่างนั้น -_-”… นี่มึงช่วยอย่ามาฟิตตอนสองทุ่มได้มะ

ผม แหวกเข้าไปกลางวงทั้งหลายที่มันยังดื้อซ้อมกันต่ออยู่พลางตบมือไล่ แต่แม่งก็น้อยเหลือเกินที่จะยอมกลับกัน (เออดี ฟิตอย่างนี้ให้ได้ตลอดนะมึง ตอนเด็ก ๆ กูก็ฟิตแบบมึงนี่แหละ แล้วดูตอนนี้ดิ่….. เหอ..) จนสุดท้ายต้องเปลี่ยนเป็นงัดไม้ตายออกมาใช้ คือมาตรการดับไฟห้องนั่นเอง…. หึหึหึ ทีนี้ใครอยากอยู่กับผีก็ตามใจ.. ผมยืนท้าวเอวมองไอ้พวกเปี๊ยกที่ค่อย ๆ ทยอยเก็บข้าวของกลับบ้าน พลางถอนหายใจยาว เฮ้ออ.. กว่าจะยอมกลับนะมึง.. ไม่ต้องฟิตให้มันมากนักหรอก ไอ้ตัวขยันถ้ามีเยอะแบ่งมาทางกูบ้างก็ได้ กูอิจฉา ผมคิดขณะยกมือรับไหว้น้อง ๆ ที่ค่อย ๆ ทยอยเดินออกจากห้อง โดยมีคนสุดท้ายคือไอ้น้องลอย

ก่อนจะได้ฤกษ์เคลียร์ข้าวของ สับคัทเอ้าท์ปิดไฟจริง ๆ และลงแม่กุญแจใส่กลอนประตูห้องชมรมเสร็จสรรพตามระเบียบ ฮะฮ้า…. ในที่สุดก็หมดไปอีกหนึ่งวัน =]

แต่ ว่าก็โคตรรรรรรรรหิวเลยว่ะ หิวจนจะแดกกันเองได้ทั้งตัวอยู่แล้ว… ผมมองหน้าไอ้ฟิล์มพร้อมความคิดที่ว่า กูไม่อยากแดกมัน เพราะตัวใหญ่แบบนี้เกรงจะอิ่มไปทั้งเดือน เป็นอย่างนั้นออกไปหาร้านอะไรนั่งกินกันดีกว่า และเพราะทุกคนหิวเหมือนกันหมด พวกเราที่เหลืออยู่จึงย้ายขบวนจากห้องชมรมไปหน้าโรงเรียนเพื่อตามหาสถานที่ ฝากท้องกัน

ใน ขบวนคนหิวตอนนี้มีผม ไอ้ฟิล์ม ไอ้อาร์ท ไอ้ภูมิ ไอ้ง่อย น้องน็อต ไอ้เป้อ และน้องมาวินครับ (นี่ก็คนดีเหลือเกิ๊นน มานั่งรอกลับบ้านพร้อมไอ้เป้อ ผมล่ะซาบซึ้งแทนนํ้าตาจะไหล) พวกเราเดินโต๋เต๋ออกมาทางหน้าโรงเรียนพลางเถียงกันพักใหญ่ว่าจะกินอะไรดี จนสุดท้ายมาจบลงที่ร้านก๋วยจั๊บตรงซอยวินนิ่ง ร้านโปรดของไอ้ภูมิมัน… ว่าแต่ไม่มีใครสงสัยเลยเหรอครับว่าโอมไปไหน? หึหึ… ของแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่รึเปล่าล่ะ ว่าดึกขนาดนี้แล้วน่ะ… มันก็ไปส่งน้องมิกน่ะสิครับ!!!! (แม่งงงงง… แล้วก็มาบอกกูไม่มีอะไรนะ แต่เห็นยืนเร่งมิกให้กลับบ้านเหยง ๆ กูล่ะโมโห..) แน่นอนว่าก่อนมันจะออกไปแม่งโดนพวกผมโห่แซวกันชิบหาย แต่คนอย่างมันก็หน้าด้านตลอด เพราะไอ้เชี่ยโอมแค่หันมายักคิ้วใส่พวกผมสองสามที (ในขณะที่น้องมิกอายม้วน แทบมุดจุ๊กกุแร้ตัวเองหนีอยู่แล้ว) แถมยังหยิบเอากระเป๋าเป้น้องมิกมาถือให้ แล้วพากันเดินออกไปอย่างไม่แคร์สายตาประชาชี… หึ่ยยย หมั่นไส้เว้ยยย ฝากไว้ก่อนเหอะมึง วันหลังมึงต้องโดนซักฟอกเป็นรายต่อไป!

และแน่นอนว่าเรื่องเด่นประเด็นร้อนอย่างนี้ไม่พลาดที่จะเอามานินทาในวงก๋วยจั๊บชัวร์! ผมนั่งฟังไอ้ภูมิเล่าเรื่องที่มันบังเอิญไปดูหนังโรงเดียวกับไอ้โอมที่เซ็นทรัลเวิลด์โดยเห็นเพื่อนเราหนีบน้องมิกไปดูหนังด้วย! แถมยังไม่รู้ตัวอีกว่าถูกไอ้ภูมิแอบตามอยู่ ซึ่งไอ้เชี่ยภูมิก็อุตส่าห์อุบเงียบไว้ตั้งนานไม่ยอมเล่า (ไม่ได้เป็นคนดีหรอกครับ มันบอกว่ามันลืม) เรื่องที่มันเห็นไอ้โอมเอี้ยวตัวไปทำอะไรแปลก ๆ แถว ๆ แก้มน้องมิก!!!!!!!! ว่าแต่ทำอะไรล่ะวะ!!!?? พวกผมพยายามบีบคอมันให้เล่าให้ได้ แต่แม่งเสือกเอาแต่ปฏิเสธบอกว่าโรงหนังมืด เห็นไม่ชัดจริง ๆ รู้แต่ก้มไปยุกยิกอะไรใกล้ ๆ หน้าน้องมิกเฉย ๆ (แล้วเรื่องแบบนี้มึงกล้าลืมเล่าได้ไงวะ!!!!!! เป็นกูกูรีบส่ง sms บอกคนทั้งโลกตั้งแต่อยู่ในโรงแล้ว!!) ทำเอาเพื่อนทุกคนเริ่มงุ่นง่านด้วยความขี้เสือก ว่าตกลงไอ้เชี่ยโอมคิดยังไงกันแน่!?

แต่ ในขณะที่พวกผมกำลังเผาเชี่ยโอม (ที่ไม่ยอมมากินด้วยเลยโดนซะ) กันอย่างมันส์ปาก โดยมีเสียงไอ้เป้อหัวเราะเอิ๊ก ๆ เป็นแบ็คกราวด์อยู่นั้น ไอ้น้องน็อตก็ชิงขัดคอเพื่อนตัวเองด้วยคำพูดที่ทำเอาคนถูกกัดสำลักนํ้าเสีย ก่อน “มึงก็กล้าขำเค้าเนอะ ของมึงเองก็นั่งอยู่เนี่ย” ฮิ้ววววววววววววววววววววววว!! พวกผมโห่แซวไอ้เป้อที่มีน้องวินนั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างโคตรสะใจ เลยได้เห็นไอ้เด็กหน้าตี๋สะบัดนํ้าจากหลอดใส่หน้าน้องน็อตแก้เขิน (มั้ง) แต่ จะว่าไปไอ้เป้อกับน้องวินก็น่ารักดีเหมือนกันนะครับ… ผมจำได้ว่าเมื่อเดือนก่อนเป้อยังใจร้ายกว่านี้เยอะเลย (เคยเห็นถึงขนาดที่น้องวินมานั่งรอหน้าห้อง แล้วเป้อออกไปพูดจาแรง ๆ ไล่ให้กลับบ้านด้วยซํ้า) แต่ช่วงนี้ผมเห็นเป้อยอมไปไหนมาไหนกับน้องวินบ่อย ๆ แล้วยังวันนี้ที่เป้อยอมเอาน้องวินมานั่งกินข้าวกับพวกผมอีก (ถ้าเป็นปกติคงไล่กลับไปแล้ว) แถมเมื่อกี้แอบเห็นมันเอาเครื่องในหมูที่น้องวินไม่ชอบมาช่วยกินเองด้วย! (แล้วยังเอาไข่ในชามตัวเองใส่ให้วินกินแทนอีกต่างหาก! แม่ง… พระเอกว่ะ..) น้องผมแม่งก็ทำตัวน่ารักเป็นเหมือนกันนี่หว่า…. :) “อ้าว!!! เพิ่งปิดห้องกันเหรอ??” พี่ดิวพี่นนท์!!!!!!!? พวกผมหันไปตามเสียงทักของพี่ดิวกับพี่นนท์ที่เพิ่งเดินออกจากซอยข้าง ๆ ร้านแล้วก็ต้องร้องเฮลั่น พลางเรียกทั้งคู่ให้มานั่งกินด้วยกันอย่างครื้นเครง ฮะฮ้า…. ราตรีนี้ยังอีกยาวไกลลลล ไม่สะใจไม่เลิกกก!!! *** โอ่ ยยยยยยยยยยย… แต่ไม่น่าตะกละเลยกู เพราะแม่งอิ่มสัด ๆๆๆๆๆๆๆ ผมเดินสะโหลสะเหลเข้าซอยบ้านด้วยความเพลียอันเนื่องมาจากอิ่มและง่วง เป็นเพราะก๋วยจั๊บวันนี้สนุกสุด ๆ ยิ่งพอพี่ดิวพี่นนท์มาชวนไอ้ฟิล์มคุยเรื่องวงโยฯที่ไปโกอินเตอร์กัน ทำเอาไอ้ฟิล์มแม่งยิ่งหน้าบานโม้ไม่หยุด แต่ก็ฮาดีครับ เพราะทำให้รู้ว่าใครไปทำวีรกรรมอะไรประหลาด ๆ ไว้ที่นั่นบ้าง ฮ่า ๆๆ พวกเราคุยกันเสียงดังแบบโคตรน่ารำคาญ จนสงสารโต๊ะข้าง ๆ เหมือนกันแต่ทำไงได้…. วัยรุ่นก็งี้แหละพี่ ต้องทำใจ ฮ่า ๆ

และ ด้วยความติดลมมากไปหน่อย สุดท้ายเลยกลับบ้านดึกอย่างที่เห็นครับ…. ผมเพ่งมองนาฬิกาตัวเองที่บอกเวลาห้าทุ่มกว่าแล้วก็ต้องบิดขี้เกียจชุดใหญ่ เพราะง่วงเหลือเกิน ‘โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!!’ แต่เอ๊ะ? เสียงไอ้ฉํ่า หมาบ้านพี่นิ่ม (พี่ข้างบ้านผมเองครับ) เห่าอะไรนักหนาวะ ผมขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงมันเห่าไม่หยุดตั้งแต่เข้ามาแค่ต้นซอย จนตอนนี้เดินจะถึงหน้ารั้วบ้านอยู่แล้ว ไอ้ฉํ่าก็ยังเห่าไม่หยุดอยู่… เป็นอะไรของมัน ‘โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!!’ ผมค่อย ๆ เดินอย่างสงสัยมาเรื่อย ๆ จนเริ่มเห็นหน้ารั้วบ้านตัวเองว่ามีเงาใครบางคนกำลังนั่งนิ่งอยู่ เฮ้ยยยยยยยยยยย!!? “ไอ้เชี่ย!!! มานั่งนี่ทำห่าไร!!” มันคือไอ้เชี่ยปุณณ์ครับ!!! มานั่งอยู่หน้าบ้านผมอีกแล้วว มึงเป็นไรมากปะเนี่ยยย ทำไมไม่โทรมาก่อน หรือไม่ก็เข้าไปรอในบ้านวะ!! “อ่าว… มาแล้วเหรอ” แต่ดูมันทักผมดิ่… ผมท้าวเอวมองไอ้เลขาสภาฯที่มัวแต่นั่งเหม่อตรงรั้วบ้าน สงสัยนึกว่าตัวเองเป็นพระเอกเอ็มวีมั้ง แต่กูว่าไม่เท่ห์เลยนะมึง! “เออ… มานั่งนี่ทำไมเนี่ย” “ไม อะ มาไม่ได้รึไง” เอ๊ะไอ้นี่… ถามดี ๆ ยังจะกวนตีนกูกลับอีก ยิ่งเห็นหน้ามันชัดผมยิ่งหายง่วงเป็นปลิดทิ้งครับ จนต้องลงไปนั่งข้างมันด้วยคน “ไม่ใช่!! แต่ทำไมไม่ไปนั่งในบ้าน หรือโทรมาบอกกู กูจะได้รีบกลับเร็วกว่านี้” นี่เอาซะกูชิวชิบหายเลย ปุณณ์ หัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นใบหน้าซีเรียสของผม ก่อนจะคลี่ยิ้มตอบ “ก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน กะว่านั่งรอเรื่อย ๆ แต่เพลินไปหน่อยอ่ะ” เออ ก็คงจะเพลินมากสิมึง… ผมเหล่มองตามตัวมันเห็นมีรอยยุงกัดอยู่หลายจุดยังกล้าพูดว่าเพิ่งมาถึงอีก เฮ้อ… กูล่ะเหนื่อยใจจริง ๆ ผมถอนหายใจยาวก่อนจะยืนขึ้นโดยดึงแขนให้มันยืนตามด้วย “ไป ๆๆ เข้าบ้าน มีไรไปคุยในบ้าน กินไรมายัง?” ผมถามขณะไขกุญแจเปิดประตูเล็ก เพราะดึกขนาดนี้อาป๊ากับม๊าล็อคบ้านเรียบร้อยแล้ว แต่

ปุณณ์แค่ถามผมกลับ

“แล้วมึงล่ะ…. กินยัง” “กิน มาแล้ว…” เฮ้อ.. แบบนี้สงสัยแม่งยังไม่ได้กินชัวร์ ผมหันหลังไปเลิกคิ้วใส่ปุณณ์ แต่เห็นมันแค่ส่งยิ้มตอบมา “อื้อ… กูก็ไม่ค่อยหิวหรอก” เวรกรรม…. ได้ไงล่ะวะ

ดัง นั้นพอเข้าบ้านได้ ผมจึงมุ่งหน้าไปในห้องครัวทันที “ทอดมันกุ้ง แพนงไก่ ไข่ต้ม… กินได้ปะวะ กูอุ่นให้นะ” ผมถามขณะรื้อ ๆ ตู้เย็นอยู่ ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่ตัวเองตะกละ ตะกละขนาดที่ว่าอาป๊ากับม๊าต้องแช่อาหารเย็นที่ยังเหลืออยู่ไว้ให้ เผื่อว่าลูกชายเสือกหิวขึ้นมากลางดึก จะได้มีอะไรไว้ฟาดปากอีกซักมื้อก่อนนอน (ซึ่งก็ไม่เคยเหลือซักครั้งครับ) ผมจัดแจงหยิบคัปเปอร์แวร์ที่ม๊าใส่อาหารไว้มาเทลงจานก่อนจะเอาเข้าเวฟ พร้อม ๆ กับเสียบหม้อหุงข้าวที่ยังมีข้าวเหลืออยู่นิดหน่อย “กิน ด้วยกันดิ่” เสียงปุณณ์ชวนผมขณะมันกำลังเตรียมจานและช้อนส้อมสองชุดอยู่ ทำเอาคนถูกชวนถึงกับนิ่งไป…. เอ่อ…… คือกูยังอิ่มก๋วยจั๊บว่ะ… แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียนํ้าใจ จะกินเป็นเพื่อนมึงหน่อยแล้วกัน.. นี่สาบานได้นะว่าผมไม่ได้หิวรอบสอง! ว่าแต่เมื่อไหร่ข้าวจะสุกวะ ท้องกูเริ่มร้องอีกแล้ว (อิอิอิ) เรา สองคนนั่งคุยกันไป จัดโต๊ะอาหารกันไประหว่างรอข้าวกำลังอุ่น โดยผมไม่พลาดที่จะเผาไอ้โอมให้ปุณณ์ฟังซะหลายเรื่อง (ตามที่ฟังเขาเผาต่อ ๆ กันมาอีกทีครับ) เลยได้รู้ว่าไอ้ปุณณ์ก็ขี้เสือกใช่ย่อย เพราะแม่งเล่นถามซอกแซกซะละเอียดยิบจนบางทีผมแทบยื่นมือถือให้มันโทรไปถาม ไอ้โอมเองจะได้ถึงใจ (เหอ ๆๆ) เราสองคนนั่งคุยกันพักหนึ่งกลิ่นข้าวหอม ๆ ก็ลอยมาแตะจมูก เป็นนิมิตรหมายอันดีว่ากระเพาะผมกำลังจะได้ทำงานแล้ววว ทันทีที่ข้าวสุก ก็ถึงเวลาคดมานั่งกินกันครับ แต่ไอ้เชี่ยปุณณ์แม่งเสือกกวนตีนชิบหาย เพราะเล่นเอาส้อมมาจิ้มกลางไข่ต้มผมจนไข่แดงแตก! โหไอ้ชั่ววว (ไข่ยางมะตูมครับ ชอบบ) เป็นซะอย่างนี้ผมเลยเอื้อมมือไปทิ่มส้อมลงบนไข่มันบ้าง แต่………… เสือกเป็นไข่สุก! นอกจากไม่แตกแล้วยังติดส้อมกูอีก แม่งง

งงงง… แบบนี้แม่งขี้โกงนี่หว่า!! ผมหันไปปั้นหน้าเหวี่ยงใส่ไอ้ตัวดีที่เอาแต่หัวเราะไม่หยุด ก่อนมันจะตักทอดมันกุ้งให้ผมเป็นการสงบศึก…. โอเค แบบนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย หลัง จากเก็บโต๊ะ ล้างจาน นั่งดูทีวี และทักทายกับม๊าพอเป็นพิธีแล้ว (ม๊าลงมาดูเพราะได้ยินเสียงคนโวยวายครับ แหะ ๆๆ) ก็ถึงเวลาปิดไฟชั้นล่าง เพื่อขึ้นไปเก็บตัวในห้องนอนกันซักที ผมขมวดคิ้วมองปุณณ์ที่เดินขึ้นบันไดนำหน้าอยู่ แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ปุณณ์โผล่มาที่นี่ทำไม… เรา สองคนเปิดประตูห้อง เปิดไฟ เปิดแอร์ เปิดทีวี เปิดคอม (สรุปว่าเปิดทุกอย่าง) โดยมีผมลอบมองไอ้ปุณณ์ที่ยืนอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่อยู่พลางพิจารณาในใจ เงียบ ๆ.. เพราะไอ้คนตรงหน้าโผล่มาหาผมในชุดเสื้อยืด รองเท้าแตะ ถึงจะยังใส่กางเกงนักเรียนอยู่ แต่ก็หมายความว่าเจ้าตัวกลับบ้านไปหนนึงแล้ว.. แถมยังบอกว่าเพิ่งมานั่งรอผมได้ไม่นาน ทั้งที่แขนมีรอยยุงกัดแดง ๆ เต็มไปหมดอีก นี่ก็แสดงว่ามันมานั่งรอนานกว่าที่พูดแน่…. ผมลอบมองเจ้าของร่างโปร่งที่ยืนอ่านการ์ตูนอยู่ด้วยความสงสัย ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในบ้านหลังนั้นอีกหรือเปล่า “ปุณณ์…..” และทั้งที่ผมส่งเสียงเรียกเพียงแผ่ว ๆ แต่เจ้าตัวกลับสะดุ้งโหยง เหมือนคนกำลังใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวยังไงยังงั้น จนผมอดใช้สีหน้าสงสัย ขณะมองปุณณ์ที่ค่อย ๆ หันมามองตอบไม่ได้ “ว่าไงครับ?” “จะค้างเหรอ” ด้วยคำถามนี้ ผมจึงเห็นว่าปุณณ์นิ่งไป ก่อนริมฝีปากบางนั้นจะคลี่ยิ้มเย้าผม “ได้ปะล่ะ” เฮ้อ…….. ก็รู้อยู่ว่าปัญหามันไม่ใช่ได้หรือไม่ได้… ผมใช้สายตาดุ ๆ จ้องไอ้ตัวดีที่ยังคงปั้นยิ้มกลับมาทางผมอยู่ “แล้วมึงบอกที่บ้านรึเปล่าว่ามานี่” แต่พอถามถึงประโยคนี้ปุณณ์กลับพ่นหัวเราะพรืด… ขำอะไรของมึงวะ ใบหน้าคมนั้นฉีกยิ้มกว้างพลางวางหนังสือการ์ตูนเก็บลงบนชั้น “มึงคิดว่ากูหนีออกจากบ้านเหรอ” “แล้วหนีปะล่ะ”

“ไม่ได้หนี! กูบอกแม่แล้วว่ามานอนบ้านมึง” เออ… ให้มันจริง ผมกอดอกเหล่มันอย่างไม่ค่อยวางใจ มันเลยได้ทีลากขามายืนตรงหน้าผมในระยะประชิด “เห็นกูเป็นคนยังไงเนี่ย” “ช่วง นี้เดาใจยาก” ว่ากันตรง ๆ แบบนี้ เล่นเอาปุณณ์หัวเราะร่าครับ (เหอะ ๆ.. แต่กูพูดจริงนะ) ผมมองมันขำจนตาหยีก่อนจะคร่อมแขนลงบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ด้านหลังผม จนกลายเป็นว่าถูกล็อคไว้ซะงั้น ใบหน้าคมคายนั้นแย้มยิ้มขณะที่ยื่นจมูกเข้ามาแทบชนจมูกผม “คิดถึงเลยมาหามันจะไปยากตรงไหน” แถมไม่พูดเปล่ายังฉวยหอมแก้มผมอีก! แต่พอจะอ้าปากด่า ไอ้เลขาสภาฯตัวดีดันรู้ทันรวบตัวผมไปกอดซะงั้น “ขอกอดหน่อยนะ คิดถึงจังครับ” “คิดถึงอะไรวะ… วันนี้ก็เจออยู่” ยังบังคับกูให้ไปค่ายด้วยอยู่เลย.. ผม เถียงพร้อม ๆ กับรู้สึกได้ว่าหัวไหล่ตัวเองร้อนผ่าว เพราะลมหายใจที่ถูกถอนของปุณณ์ “ก็… อยากเจออยู่ตลอดนั่นแหละ” แล้วมาทำตัวขี้อ้อนแบบนี้ต้องมีอะไรแหง๋ ๆ ผมถอนหายใจกลับพลางโอบตอบคนตัวสูงที่ยืนกอดผมนิ่ง “เป็นไรเปล่าวะ…. บอกกูได้นะ” แต่คำตอบที่ได้รับกลับกลายเป็นวงแขนแกร่งที่กระชับร่างผมแน่นขึ้นอีก ก่อนปุณณ์จะยิงคำถามใหม่กลับมาหา “โน่………….” “มีไร” “มึงรักกูมั้ย” เหยยยยยยยยยยยยยยย… แต่ถามแบบนี้ทำไมวะ!? ผมยอมรับว่าตัวเองอึ้งไปพักใหญ่ด้วยความคาดไม่ถึง ซึ่งถ้าเป็นเวลาปกติผมคงตบหัวหรือไม่ก็กวนตีนกลับไปแล้ว เพียงแต่คราวนี้….. ผมรู้สึกได้ว่าบางอย่างแปลกไปจนบอกไม่ถูก “ทำ…. ทำไมวะ” แต่ปุณณ์ไม่ตอบคำถามผม ยังคงเอาแต่ยํ้าคำเดิม “รักกูมั้ย…”

นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าคนตรงหน้ากำลังอ่อนแอ….. “รัก สิวะ…. รักมากด้วย” ผมตัดสินใจพูดตรง ๆ พลางกระชับกอดมันแน่นบ้าง จนเราสองคนนิ่งอยู่ในท่านั้นพักหนึ่ง ซึ่งสำหรับผม.. ผมยินดีมอบอ้อมกอดนี้ให้ปุณณ์นานเท่าไหร่ก็ได้ เพียงแค่สามารถทำให้ปุณณ์รู้สึกสบายใจ … เสียงเข็มนาฬิกาค่อย ๆ เคลื่อนไปตามจังหวะ คือสิ่งเดียวที่ทำลายความเงียบภายในห้องนี้ กระทั่งเวลาผ่านพ้นไปครู่หนึ่ง ปุณณ์จึงยอมพูดคำต่อไป “มึงรู้ปะ…..” เสียงทุ้มนั้นเริ่มเกริ่น ทั้งที่สองแขนยังกอดผมไว้แน่นอยู่ “แค่ได้รู้ว่ามึงรักกู… กูก็รู้แล้วว่าหลังจากนี้ต้องทำยังไงต่อไป” แล้วทำยังไงล่ะวะ… “ทำยังไงวะ” ปากไปเร็วเท่าความคิด จนได้ยินเสียงทุ้มของคนตรงหน้าขำผมออกมาแผ่ว ๆ ปุณณ์ ลูบหลังผมไปมาเบา ๆ ส่งผ่านความรู้สึกอบอุ่นทางฝ่ามือที่ผมรักนั้น “ก็….. จะรักมึงให้มาก มากกกกกกกกกก แล้วก็ไม่ยอมปล่อยมึงหนีไปไหนเลย ดีมะ” เหอ ๆๆ “แสดงว่าถ้ากูไม่รักมึง มึงก็จะไม่รักกูแล้วไล่กูไปไกล ๆ งั้นสิ” เดี๋ยวมึงจะโดน…. แต่ปุณณ์กลับยิ่งหัวเราะเข้าไปอีกก่อนจะหันมากดจูบลงบนขมับผม “ก็ไม่ให้ไปอยู่ดีนั่นแหละ ฮ่า ๆ” แล้วสรุปมึงจะพูดเพื่อ……? ผมโบกมือลงบนกบาลนั้นเบา ๆ ด้วยความอดหมั่นไส้ไม่ได้ เสียง ปุณณ์หัวเราะคิกคักก่อนจะกอดผมไว้อีกครู่ใหญ่แล้วจึงยอมปล่อย ผมจ้องตอบใบหน้าคมนั้นที่ฉาบด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตาที่เคยสดใสกลับแฝงด้วยความหมองหม่นอย่างประหลาด ผมเริ่มรู้ว่าปุณณ์มาที่นี่ทำไม… และถามคำนั้นเพื่ออะไร…… “กู อาบนํ้าก่อนนะ” ไอ้คนตัวสูงทำลายความเงียบ พลางบิดขี้เกียจไปมาก่อนคว้าเอาผ้าขนหนูที่มันเคยใช้เป็นประจำพาดบ่า “นั่งรอมึงตั้งนานเหนียวตัวจะแย่…. อาบพร้อมกันเลยมั้ย” เหอ ๆ.. ในที่สุดก็ยอมสารภาพมาแล้วใช่มะว่านั่งรอกูตั้งนาน หึ.. แล้วทำเป็นฟอร์มอยู่ได้

ผม ส่ายหัวตอบพลางล้มตัวนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมพ์ เพื่อเช็คว่ามีหน้าต่างอะไรเด้งมาบ้าง “อาบก่อนเหอะ กูขอคุยกะแฟนคลับก่อน แม่งงง… เด้งมาเต็มเลยเนี่ย” แต่พูดอย่างเดียวอาจฟังดูไม่น่าเชื่อถือครับ ปุณณ์เลยต้องยื่นหัวมาดูตรงหน้าจอ เพื่อจะพิสูจน์อีกแรงว่าหน้าต่างโปรแกรม msn ของผมตอนนี้ มีทั้งเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง และสาว ๆ (นิดหน่อย) พิมพ์ทักทายกันมาเป็นขบวนจนแทบทักกลับไม่ทัน (ก็เปิดคอมแล้ว msn มันต่อเองอัตโนมัตินี่ครับ ทำไงได้ -_-) มันมายืนมองพลางหัวเราะในลำคอก่อนจะตบหัวผมเบา ๆ ทีนึงแล้วถอดนาฬิกาสายเหล็กวางทิ้งไว้ “อือ คุยเสร็จแล้วตามมาล่ะ เดี๋ยวกูแช่นํ้ารอ หึหึ…” เออ ทำอย่างกับบ้านกูเป็นสปานะมึงอะ จะให้กูไปช่วยนวดนํ้ามันรึไง ผมโบกมือไล่มันให้ไปอาบนํ้า ขณะเริ่มพิมพ์ตอบหน้าต่างไอ้โอมก่อนเป็นคนแรก (แม่งมาขอให้ส่งคลิปให้อีกละ!) หลัง จากปุณณ์เข้าไปอาบนํ้า ผมยอมรับว่าตัวเองนั่งเล่นคอมพ์ทั้งที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่า ไหร่ สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะนัยน์ตาเศร้าของปุณณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้ ในเมื่อผมไม่รู้ว่าหลังเกิดปากเสียงกับพ่อเมื่อวาน ปุณณ์ได้คุยอะไรกับที่บ้านเพิ่มอีกบ้าง ผมไม่รู้ด้วยซํ้าว่ามีใครทราบความจริงเรื่องของผมกับปุณณ์แล้วหรือยัง แทบไม่มีอะไรที่ผมรู้เลยสักเรื่องเดียว นอกจากเพียงว่า ผมรู้ว่าผมไม่ต้องการเห็นปุณณ์เป็นแบบนี้…. ผมรักดวงตาสดใสกับท่าทางกวนอารมณ์แบบเก่า จนไม่สามารถนิ่งเฉยได้เมื่อเห็นปุณณ์เปลี่ยนไป

… แต่ผมกลับไม่รู้จะรักษาเยียวยารอยยิ้มนั้นไว้อย่างไรดี ‘อก… หัก… อีกแล้ววววววววววววววว ไม่นึกว่าแป๋วจะทำกับพี่ ได้ลง.. นํ้าใจผู้หญิง กลอกกลิ้งไม่เคยมั่นคง เลยต้องมาลงกับขวดสุราาาาาาา..’ เอ่อ… ไม่ต้องตกใจครับ นี่ริงโทนใหม่ ไอ้โอมเพิ่งเอามายัดเยียดให้เมื่อวันก่อน (ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าอีแป๋วนี่เมียใคร) ตอนนี้ผมกับโอมเลยใช้ริงโทนเดียวกันอยู่ครับ พอมือถือดังทีคุ้ยโทรศัพท์ตัวเองกัน

ให้ควั่ก เพราะไม่รู้เครื่องใครกำลังดังกันแน่ แต่…. นี่ไม่ใช่ประเด็น (แล้วพล่ามมาตั้งนานทำไมวะ) ผมควรรีบดูว่าใครกำลังโทรเข้ามากกว่า เบอร์ไม่คุ้น? ใครวะ….. แต่ถึงจะไม่คุ้นผมก็ต้องรับ เพราะเผื่อเป็นโมเดลลิ่งโทรมาจ้างให้ไปเดินแบบ (ใครถุยนํ้าลายใส่จอคอมระวังไฟดูดนะ) ฮ่า ๆ ล้อเล่นครับ เผื่อเป็นน้องในชมรมที่ผมไม่ได้เม็มเบอร์ไว้แล้วมีธุระด่วน “หวัด ดีครับ” แต่นี่เพราะเห็นเบอร์ไม่คุ้นถึงได้คุยสุภาพด้วยหรอกนะ อย่าให้รู้ว่าเป็นเชี่ยเป้อโทรมาอำกูแล้วกัน พ่อจะด่าแม่งให้เปิงเหมือนคราวที่ผ่าน ๆ มา (มันชอบเอาเบอร์แปลก ๆ โทรมาอำผมเป็นคนขายประกันครับ ไอ้เด็กจิตว่าง) “น้องโน่ใช่รึเปล่าจ๊ะ” แต่นี่ไม่ใช่เชี่ยเป้อ……….. แถมยังเป็นเสียงแม่ไอ้ปุณณ์ต่างหาก!!!!!!!! ผมถึงกับสะดุ้งโหยง พร้อมดีดตัวเองห่างจากโต๊ะคอมพิวเตอร์ทันที “ใช่ครับ”

ผม ตอบด้วยจังหวะหัวใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เพราะแม้นํ้าเสียงจากปลายสายจะฟังดูใจดีไม่เปลี่ยน แต่ไอ้ลูกชายตัวดีของบ้านนั้นที่มานอนอาบนํ้าสบายใจเฉิบอยู่บ้านผม ทำเอาความรู้สึกระแวงมันพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“น้องปุณณ์ได้ไปค้างที่บ้านน้องโน่รึเปล่าจ๊ะ” เอาแล้วไงกู…. งี้จะอ้าปากตอบไงดีวะเนี่ย!?…. ผมหันไปเหล่ประตูห้องนํ้า (ที่เปิดแง้มไว้นิดหน่อย) ด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แต่ในเมื่อปุณณ์เป็นคนบอกเองว่ามันไม่ได้หนี ผมก็ควรเชื่อใจมัน.. “อยู่ บ้านผมเองครับ อาบนํ้าอยู่…. ให้เรียกมันมั้ยแม่” ผมถามพลางหมายจะเดินไปเปิดประตูห้องนํ้าเรียกไอ้ตัวแสบออกมาคุยให้รู้แล้วรู้ รอด แต่แม่ของปุณณ์รีบชิงปฏิเสธก่อน “ไม่เป็นไรจ้ะน้องโน่ แม่แค่โทรมาเช็คดูเฉย ๆ เห็นเขาบอกจะไปบ้านน้องโน่น่ะ แม่แค่กลัวว่า…..”

“ปุณณ์ ไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกครับแม่..” แม้จะรู้ดีว่าการพูดขัดผู้ใหญ่เป็นเรื่องเสียมารยาทที่สุด แต่ผมก็จำเป็นต้องเตือนความจำผู้หญิงที่ผมกำลังคุยสักหน่อยจริง ๆ… ในเมื่อปุณณ์ที่ทั้งแม่และผมรู้จัก (และแม่รู้จักปุณณ์ดีกว่าผมหลายร้อยเท่าด้วยซํ้า) ไม่ใช่คนเหลวไหลอย่างที่แม่กลัวว่าจะเป็นเช่นนั้น เหมือนกับที่มันเพิ่งพิสูจน์ไปเมื่อกี้ ว่าไม่ว่าจะกำลังตกอยู่สถานการณ์บีบคั้นแค่ไหน ปุณณ์ยังเป็นคนที่เชื่อใจได้อยู่เสมอ

เสียงจากปลายสายถอนหายใจรินก่อนจะค่อยตอบผมเบา ๆ “จริงด้วย… แม่คงคิดมากไป ขอบคุณมากนะจ๊ะ”

“.. ผมก็ขอโทษครับแม่ ที่ละลาบละล้วง..” แต่มาลองคิดดูอีกทีแล้ว คนนอกอย่างผมก็ไม่ควรพูดจาแบบเมื่อกี้เลยจริง ๆ

เสียง จากปลายสายหัวเราะเบา ๆ ราวกับต้องการปลอบใจผม “ไม่เป็นไรหรอก แม่ต้องขอบคุณโน่ซะอีก… นี่แม่ลืมไปได้ไงว่าลูกชายแม่เป็นเด็กดีขนาดไหน” นั่นน่ะสิ…. ผมล่ะอยากให้ปุณณ์ได้ยินคำนี้จริง ๆ

ระหว่าง ผมกับแม่เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนคนทำลายความเงียบจะเป็นผม เพราะยังเหลืออีกเรื่องที่คาใจอยู่ “… วันนี้ปุณณ์เขามีปัญหาอีกแล้วเหรอครับแม่”

“จ้ะ…” เสียงจากปลายสายตอบผมด้วยเค้าแห่งความกังวล ก่อนแม่ของปุณณ์จะพูดต่อ “จริง ๆ แล้วแม่คิดว่าถ้าน้องปุณณ์ไม่เหนือบ่ากว่าแรง ก็น่าจะบอกพ่อไปตามตรง เรื่องทุกอย่างจะได้จบ ๆ… ทั้งที่แม่คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากหรือเสียหายใหญ่โตอะไรเลย แต่ทำไมน้องปุณณ์ถึงไม่ยอมพูดนะ..”

“………..” ผมไม่รู้จะตอบประโยคบอกเล่าที่คล้ายเป็นคำถามของแม่ปุณณ์ได้อย่างไร ในเมื่อผมรู้อยู่แก่ใจ ว่าเพราะอะไร ปุณณ์ถึงพูดไม่ได้

“ถ้า น้องโน่มีโอกาสก็ช่วยคุย ๆ กับเขาให้หน่อยได้ไหมจ้ะ แม่รู้ว่าตอนนี้เขามีทิฐิกับทั้งพ่อกับแม่ แต่ถ้าเป็นน้องโน่น่าจะเข้าถึงได้ง่ายกว่า… ยังไงก็ฝากด้วยนะ”

“ได้ครับ..” ผมรับปากด้วยคำโกหกก้อนโต… ทั้งที่รู้ว่าไม่สามารถทำในสิ่งที่แม่ปุณณ์ขอร้องได้ แต่ผมก็ยังรับปากออกไปว่าจะทำ…

เสียงสัญญาณตัดสายดังเป็นจังหวะทั้งที่โทรศัพท์เครื่องเดิมยังคงแนบหูอยู่ แต่น่าแปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกเหมือนตัวเองได้ยินเสียงอะไร

ในสมองอันว่างเปล่ามีเพียงความสับสนที่วนเวียนไม่ยอมไปไหน

ระหว่าง การพูดความจริง แลกกับเราอาจเสียกันและกันไป

หรือ เก็บเรื่องทั้งหมดไว้ แล้วปล่อยให้ความคลุมเครือเกาะกินหัวใจ

ผมไม่รู้ว่าปุณณ์จะเลือกทางไหนเลยจริง ๆ..

58th CHAOS

‘Don’t underestimate the power of the diet pills. We’d like to set it straight we’ve got the look the kills!’

โว่ยยยย………. แล้วโทรศัพท์จะดังปลุกแต่เช้าทำไมวะ!! ผมเกาหัวตัวเองอย่างอารมณ์เสีย พลางเอื้อมมือไปกดปิดเสียงพี่พลอย-หอวังบนหัวเตียง เพราะเพิ่งนอนได้ยังไม่ถึง 3 ชั่วโมงดี (ตั้งเพลงนี้เป็นเพลงปลุกเพราะอยากฟังเสียงพี่พลอยแต่เช้าครับ จะได้อารมณ์ดี อิอิ) สิ้น เสียงนาฬิกาปลุก ความรู้สึกว่าไอ้คนข้าง ๆ เริ่มขยับตัวก็เกิดขึ้น ผมพลิกตัวหันไปมองปุณณ์ที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่ และก็เป็นเพราะอย่างนั้นจึงได้ตายใจ…. ก็ใครจะไปคิดล่ะครับ! ว่าไอ้คนที่ทำท่าเป็นกำลังนอนหลับฝันดี มันจะฉวยโอกาสยื่นมือปลาหมึกมาคว้าตัวผมไปกอดทีเผลอซะแน่นแบบดื้อ ๆ อย่างนั้น!! โอ่ยยยยยยยยยยยยย…. อะไรของมึงเนี่ยยยย ตะกี้นอนแยกกันคนละมุมเตียงก็ว่าดีอยู่แล้วนะ แต่ตอนนี้มัน………..

ดียิ่งกว่าเมื่อกี้อีก ^_______^

ผม แอบยิ้มกับตัวเองเพราะคิดว่ามันจะไม่กอดผมซะแล้ว (ก็กว่าจะเล่นเกมเสร็จล่อเข้าไปตีสามนี่ครับ พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตายทั้งคู่ ไม่มีเวลามากอดกันหรอก ง่วง) เป็นซะอย่างนั้นผมเลยเอื้อมมือไปกอดมันตอบ ขณะซุกหัวลงกับแผ่นอกที่รู้สึกว่ากว้างขึ้นทุกครั้งเมื่อเจอกัน ขอนอนแบบนี้ต่ออีกซักห้านาทีแล้วกันนะครับพี่พลอย…. ผมบอกกับตัวเอง (และพี่พลอย-หอวัง) ในใจ แต่ทว่า………..

“ไอ้เชี่ย! ทำไร!” มือไอ้ห่าที่นอนข้าง ๆ เสือกเริ่มอยู่ไม่นิ่งซะงั้น!! ผมตีมือข้างหนึ่งที่ลามปามผัวะทันที เพราะไม่อนุญาตให้เจ้าของมันได้ทำอะไรตามใจ “นะ……… นิดนึง… เมื่อคืนมัวแต่เล่นเกม.. นะนะ” แต่มึงอย่ามาอ้อน…… ก็ใครเสือกใช้ให้เล่นเกมทั้งคืนเองล่ะวะ (อ๋อ… ผมเอง) เออ นั่นแหละ แต่นี่มันเช้าแล้ว ไม่เกี่ยวกัน!!! ผม เริ่มฮึดสู้มันเลยได้รู้ว่าการสู้กับปุณณ์ ภูมิพัฒน์ นี่เป็นเรื่องยากกว่าที่คิด เพราะพอผมคว้ามือซนของมันได้ข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็เริ่มทำงานต่ออย่างว่องไวทันที! โอ่ยยย นี่มึงไปฝึกวิทยายุทธ์แบบนี้มาจากไหนเนี่ย!! ผมรีบตะครุบมืออีกข้างหนึ่งของมันเอาไว้ แต่พอโดนจับได้ทั้งสองข้าง ปากดันเสือกทำงานแทนอีกซะงั้น! “อื้อ…..” ผมเอียงหลบริมฝีปากหยุ่นที่ค่อย ๆ เลื่อนเรื่อยจากขมับ มายังบริเวณกกหู แม่ง.. ไอ้เวรนี่มันเจ้าเล่ห์ เพราะเล่นรู้จุดอ่อนผมเกือบทั้งหมด (แต่ก็แค่เกือบเท่านั้นล่ะ) ปุณณ์พ่นลมหายใจแผ่วเหมือนคนกลั้นขำ เพราะคงเห็นว่าใบหน้าผมกำลังแดงกํ่า ตอนริมฝีปากสีอมส้มนั้นค่อย ๆ ขบเม้มใบหูเบา ๆ “จะยอมดี ๆ หรือต้องให้ปลํ้า… หืม?” โห……… เดี๋ยวนี้มึงขู่??? ผมเหล่มองไอ้หน้าหล่อที่ดูแจ่มใสแต่เช้าด้วยความโมโหแกมหมั่นไส้ “คิดว่าปลํ้าได้รึไง” แน่นอนว่าของแบบนี้ต้องขู่กลับ แต่คนฟังดันหัวเราะด้วยนํ้าเสียงสบาย ๆ จนผมนึกหวั่น “สงสัย ต้องลอง..” ว่าแล้วก็ไม่รอให้ผมได้ทันเตรียมใจอะไรทั้งสิ้น เมื่อใบหน้าคมที่เพิ่งยียวนอยู่เมื่อครึ่งวินาทีที่แล้ว โน้มลงมาหยิบยื่นความหวานจากริมฝีปากมันให้ผมทันที ซึ่งแน่นอนว่าผมปิดปากสนิท ไม่ยอมจำนนให้อีกฝ่ายล่วงลํ้าเข้ามาง่าย ๆ แต่ดันกลายเป็นว่าเสือกเผลอปล่อยมือคู่นั้นเป็นอิสระ เจ้าของมันเลยได้ทีเลื่อนมือซน ๆ ข้างหนึ่งเข้ามาใต้เสื้อกล้ามผมแทน ผม เริ่มรู้สึกสะท้าน เพราะสัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วปุณณ์มักสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ให้ผมได้เสมอ มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายแต่ก็น่าพิศวงทุกครั้ง เพราะถึงผมจะเคยถอดเสื้อเปลี่ยนในห้องเรียนประจำ โดนเพื่อนรุมแกล้งก็โคตรบ่อย แต่ไม่ว่าใครจะสัมผัสร่างกายผมอย่างไร ก็ไม่เคยทำให้รู้สึกวาบหวามได้เท่าปุณณ์เลยสักครั้ง อื้อ…. สงสัยจะแย่ซะแล้วโน่.. ผมคิดขณะที่ริมฝีปากปุณณ์ยังคงขมเม้มบนริมฝีปากผมอย่างไม่ลดละ แถมปลายนิ้วอุ่นนั่นก็มาสะกิดยอดอกผมเล่นเบา ๆ เหมือนจะยั่วเย้าอีก… เออ.. อยากทำอะไรก็เชิญ

ผมเริ่มยอมจำนน ปล่อยให้คนตรงหน้าส่งปลายลิ้นลํ้าเข้ามาอย่างสะดวกเพราะความรู้สึกบางอย่าง ได้เริ่มก่อตัวแล้ว ลิ้น ของเราสองคนเกี่ยวกระหวัดกันไปมาจนยากที่จะแยกได้ว่าใครคือฝ่ายนำใคร แต่ที่รู้ ๆ คือฝ่ามืออุ่นของปุณณ์ค่อย ๆ เลิกชายเสื้อกล้ามผมขึ้น ก่อนจะป่ายปะทั่วบริเวณผิวอกที่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกแปลก “เอาจริงเหรอวะปุณณ์….” ผมกระซิบถามคนที่โยกตัวเองขึ้นมาคร่อมผมตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ (ตอนไหนวะ!?) ด้วยนํ้าเสียงที่ต่อให้พูดว่า ไม่ต้องการ ปุณณ์ก็คงไม่เชื่อ ริม ฝีปากหยุ่นนั้นละความสนใจจากปากผมก่อนจะพรมจูบเรื่อยไปยังข้างแก้ม “เคยล้อเล่นด้วยเหรอ..” เอ่อ… นี่ใช่คำตอบหรือเปล่าวะ.. ผมนอนคิดอยู่ได้ไม่นานสมองทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็นขาวโพลน เมื่อปุณณ์ค่อย ๆ ใช้ปลายจมูกโด่งซุกไซร้บริเวณซอกคอด้วยลมหายใจผะแผ่ว จนสติผมเริ่มกระจัดกระจาย “กะ…. กี่โมงแล้ว” แต่แม้จะพยายามบ่ายเบี่ยงไปถึงเรื่องเวลา ไอ้คนตรงหน้าก็ไม่มีทีท่าใยดีแม้แต่น้อย “ไม่รู้” นํ้าเสียงทุ้มนั้นบอกปัด ขณะที่ค่อย ๆ ฝังจูบบริเวณซอกคอผม ก่อนจะลากลิ้นไปเรื่อยถึงยอดอก “เดี๋ยวสายหรอกมึง..” “ไม่ สน” โอ๊ยย อะไรนักหนาวะเนี่ย ผมเริ่มรู้สึกร้อนใจ เพราะร่างกายก็ชักจะร้อนตาม แล้วถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้เรื่อย ๆ สงสัยคงได้ยาวอย่างที่มันหวังแน่… แต่ขณะที่ฝ่ามือปุณณ์กำลังจะเลื่อนไปถึงขอบบ๊อกเซอร์ผมนั้นเอง เสียงสัญญาณช่วยชีวิตก็ดังขึ้นก่อน! บิงโก!! ‘I could be brown, I could be blue, I could be violet sky~’ รับโทรศัพท์สิวะ!!

“ปุณณ์ มือถือดัง” “อือ” แต่ถ้าคิดว่าคนอย่างปุณณ์ ภูมิพัฒน์ จะเด้งไปรับโทรศัพท์ทันทีล่ะก็… ผิดถนัด ผมเริ่มเบี่ยงตัวหลบฝ่ามือร้อนที่ป้วนเปี้ยนอย่างอ้อยอิ่งบริเวณขอบบ็อกซ์เซอร์ผมราวกับจะยั่ว ‘I could be hurtful, I could be purple, I could be anything you like’ “ไม่รับเหรอ” “ไม่อยาก..” แล้วอยากอะไรวะ… ผมแอบถามมันในใจทั้งที่ตัวเองรู้คำตอบดี ก่อนจะต้องร้องโอ๊ย! เมื่อไอ้ตัวแสบเสือกแกล้งฝังเขี้ยวบนยอดอกผมซะงั้น! “เป็นหมารึไง!” กัดมาได้! ผมด่าพลางตบหัวมันผัวะจนปุณณ์หัวเราะร่า ก่อนจะเงยหน้ามามองตอบ “ก็ หมั่นเขี้ยว….” แล้วดูคำตอบมัน ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรขึ้นมาเล้ยย ผมส่ายหัวมองมันยิ้ม ๆ ขณะที่ปุณณ์ก็ยังไม่ละสายตาจากผมเหมือนกัน “ไม่อยากทำจริง ๆ เหรอ… จะได้ไม่ทำ… ไม่บังคับโน่นะ..” เอ่อ…. จะตอบยังไงดีวะ ไอ้อยากมันก็… “ก็อยากอยู่ แต่…..” ‘Gotta be green, gotta be mean, gotta be everything more’

ผมเหลือบมองโนเกีย N81 ที่ยังร้องแหกปากไม่หยุดแล้วก็ต้องถอนใจ “ไปรับก่อนไป โทรมาเช้า ๆ แบบนี้เผื่อเค้ามีไรด่วน” “แล้วถ้าไม่ด่วนล่ะ…” อ่า……. ถามแบบนี้หมายความว่าไง ผมมองตอบสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังคู่นั้นอย่างเกร็ง ๆ “ก็…. ค่อยมาว่ากัน……… ต่อ” เอ่อ… ดูท่าปุณณ์จะพอใจกับคำตอบนี้มากเลยแฮะ -_- ผมอดรู้สึก

ว่าตัวเองพลาดไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าคมนั้นลิงโลดเป็นเด็ก ๆ ก่อนจะหอมแก้มผมฟอดใหญ่ แล้วกลิ้งตัวไปคว้าโทรศัพท์มือถือเครื่องที่ยังแหกปากลั่นมากดรับ ‘Why don’t you like me? Why don’t you like me? Why don’t you walk out the door!’

ติ้ด

“หวัดดีครับ……. อืม ตื่นแล้ว…… ยังอะ ทำไม วันนี้ว่าจะสายหน่อย…….. ทำไมวะ…………. อ้าว มึงก็มีกุญแจ จะมาเอาของกูทำไม………………. โห… ไอ้เวร……….. แล้วจะเข้าไปทำไรแต่เช้า…………. เออ ๆ เดี๋ยวกูไป…….. เออน่า…. อืม ๆๆ เจอกัน..” กริ๊ก หึหึหึ……. แล้วของแบบนี้แค่ฟังดูก็พอรู้แล้วครับ ว่าปลายสายน่าจะมีอะไร สำคัญ แน่ ๆ ผมอมยิ้มมองปุณณ์ที่ทำหน้ายุ่งหลังวางสายเสร็จ “ว่าไง…. ต่อมะ..” ก็เพราะรู้ว่าถือไพ่เหนือกว่าหรอกนะ ถึงได้กล้าถามน่ะ! แต่ดันผิดคาดไปถนัดครับ! เพราะไอ้คนที่เพิ่งวางสายเมื่อตะกี้เสือกหันมาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ผม “ต่ออยู่แล้ว!” แถมยังกระโจนขึ้นมาคร่อมอีกต่างหาก!!! แม่งคนหรือเสือโคร่งวะเนี่ย!!! น่ากลัวฉิบบ… ผมถึงกับตัวหดเหลือครึ่งนิ้วทันทีที่เห็นไอ้เสือป่าทำท่าอยากขยํ้าลูกกวางเต็มแก่ ปลายจมูกโด่งของปุณณ์คลอเคลียบริเวณแก้มผมไม่ห่าง ก่อนจะประทับจูบบนริมฝีปากแผ่ว ๆ พลางขำคิก “…. ล้อเล่น! ต้องรีบไปอะ ไอ้ฟี่เสือกลืมกุญแจห้องสภาฯไว้ที่บ้าน” ฮ่าฮ่าฮ่า! ได้ฟังอย่างนี้แล้วสะใจโคตร! ผมเผลอหัวเราะลั่นจนไอ้ปุณณ์หน้าเสีย ลงมือตบเหม่งผมรับอรุณฯ (โอ๊ย!! แต่เช้าเลยนะมึง!) “นี่แน่ะ! ไม่อยากมีอะไรกับกูขนาดนั้นเลยรึไง” อ้าว… แล้วเดี๋ยวแม่งงอนกูก็พลอยซวยอีก เป็นซะอย่างนั้นผมจึงต้องรีบส่ายหัวปฏิเสธทันที “ไม่ ใช่…. ก็มันเช้าแล้ว กูกลัวไปเรียนสาย” จริง ๆ นะเนี่ย… ผมชี้แจงก่อนจะพยักเพยิดให้ปุณณ์หันไปมองนาฬิกาที่ใกล้บอกเวลาเจ็ดโมงเข้าไป ทุกที

“งั้นขอมัดจำนิดนึง” แต่ยังไงก็จะเอาใช่มั้ยเนี่ย! ผมขมวดคิ้วมุ่นซึ่งไม่ได้เร็วไปกว่าปุณณ์ที่เอียงตัวมาขโมยหอมแก้มผมอีกฟอดใหญ่ “แค่นี้ก็ชื่นนใจละ ไปอาบนํ้ากันเร็ว เดี๋ยวสาย!” พอทีงี้มาเร่งกูนะมึง! ผมถอนหายใจปนขำ ขณะถูกปุณณ์ลากข้อมือให้เข้าห้องนํ้าพร้อมกัน *** แล้วทุกอย่างก็ดูรีบร้อนอย่างที่เห็น….. ผมวิ่งพลางใส่นาฬิกาข้อมือซึ่งบอกเวลาเจ็ดโมงกว่า ขณะกระโจนพรวดเดียวลงมาถึงชั้นล่างของตัวบ้าน “สายย มั้ยวะเนี่ยย!!” ถ้ารถติดล่ะจบเห่!! แต่ไอ้ปุณณ์ยังคงหัวเราะแบบสบาย ๆ “สายก็สายดิ่ ทำไงได้” โห…. มึงก็พูดง่ายสิวะ! เป็นถึงเลขาสภาฯคนโปรดนี่ ส่วนผมน่ะ… ถ้าขืนสายอีกครั้งไม่มีใครเอาไว้แหง๋! โอ่ย… แค่คิดถึงท่ากอดคอลุกนั่ง 50 ครั้ง (ไม่พร้อมนับใหม่) แล้วก็อยากจะเข่าอ่อนเสียตรงนี้ให้ได้ แต่ขืนหมดแรงตั้งแต่ต้นทาง มีหวังได้ลุกนั่งที่ปลายทางจริง ๆ แหง๋ ผมบอกตัวเองให้ฟิตขณะวิ่งเข้าครัวไปหยิบแซนวิชที่พี่แอนอบไว้ให้เราสองคนบน โต๊ะอาหาร “ไปก่อนนะคร้าบบบ” “โชค ดีค่าน้องโน่ น้องปุณณ์” เสียงพี่แอนพี่อิมร้องตอบพวกผม ก่อนทั้งผมและปุณณ์จะรีบเดินกระวีกระวาดออกจากบ้านไป (ด้วยความเร็วสูง) “มึงต้องเอากุญแจให้ไอ้ฟี่ก่อนกี่โมงวะ” ผมหันไปถามมันแม้จะมีแซนวิชคาปากและกำลังเดินยัดชายเสื้อใส่ในกางเกงอยู่ “ไม่ รู้ว่ะ ช่างแม่งเหอะ อยากลืมเองช่วยไม่ได้” โห… ดีเนอะ… ซักวันกูจะเปิดโปงความชั่วของมึง คอยดู คงมีคนในโรงเรียนเซอร์ไพร์สกันเยอะอยู่ ถ้าได้รู้ว่า ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ บางทีก็แอบเหี้ยใช่ย่อยเหมือนกัน ผม ขำกับความชิวของมันแล้วก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมากเพราะไอ้คนข้าง ๆ ดันเดินฮัมเพลงสบายใจเหมือนหนึ่งชั่วโมงมีสองร้อยนาที… ก็.. เอาวะ ถ้ามันไม่รีบ ผมก็ไม่รีบเหมือนกัน

คิด ดังนั้นเราสองคนจึงเดินลากเท้าคุยเล่นกันไปตลอดทาง โดยไม่ลืมจะอุดหนุนปาท่องโก๋เจ้าประจำหน้าปากซอยบ้านผมด้วย ฮ้า… กรอบนอกนุ่มในไม่มีใครเกิน ใครจะบอกว่าปาท่องโก๋กินแล้วอ้วน เพราะมันอมนํ้ามันก็เชิญครับ เพราะผมกินแล้วมีความสุข ^___^ (แต่ก็กินแค่เช้าละตัวเองนะ! ยังยั้งใจอยู่!) เรายืนรอกันแค่ไม่นานรถเมล์คันสีแดงก็แล่นมาจอดเทียบป้ายด้วยปริมาณผู้คนล้มหลามครับ.. จะไหวไหมเนี่ยกู.. แต่ก็เอาวะ! เพราะไม่ขึ้นคันนี้จะให้ขึ้นคันไหน แถมยังต้องเผื่อเวลารถติดอีก (อยู่กลางเมืองต้องอดทนครับ T___T) คิดได้ดังนั้นผมกับปุณณ์จึงค่อย ๆ ไต่ขึ้นบันไดรถเมล์กันอย่างทุลักทุเล เนื่องจากเกรงว่าอาจถูกประตูหนีบได้ แถมพอเข้าไปแล้ว ก็ยังต้องใช้ความสามารถในการกระเสือกกระสนตัวเองเข้าไปในหมู่ฝูงชนอีก เพราะการยืนออหน้าประตูไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก เผื่อวันไหนดวงซวยขึ้นมามีสิทธิ์เผลอตกลงไปตายโดยไม่รู้ตัว เรา สองคนทนเบียดบนรถเมล์ได้ไม่นานก็มาถึงสถานีรถไฟฟ้าครับ ได้เวลาเป็นอิสระซักที วันนี้คนในขบวนรถไฟไม่แน่นมาก พอมีที่หลวม ๆ ให้ยืนกันนิดหน่อย แต่เมื่อลองกวาดตามองไปรอบ ๆ ขบวนแล้ว กลับพบว่ามีเด็กนักเรียนโรงเรียนแปลก ๆ ปะปนอยู่จำนวนหนึ่ง? (ปกติจะก็มีแต่โรงเรียนผม กับพวกสาว ๆ โรงเรียนข้าง ๆ แล้วก็พนักงานบริษัทแถวนั้นเองครับ) ผมกวาดตามองไปรอบขบวนรถพร้อมเก็บความสงสัยไว้ในใจเงียบ ๆ แล้วก็ได้พบคำตอบ เมื่อเราต่างลงที่สถานีปลายทางเพื่อจะพบกับ………. นักเรียนโรงเรียนอื่นจำนวนมหาศาลกำลังชักแถวเดินเข้าโรงเรียนผม!? “มีงานไรกันวะ???” ผมร้องถามปุณณ์แบบมึน ๆ เพราะไม่รู้มาก่อนว่าวันนี้ที่โรงเรียนจะจัดงานอะไรกับเขาบ้าง แต่ไอ้หน้าหล่อนั่นแค่เลิกคิ้วตอบเหมือนเป็นเรื่องไม่น่าถาม “แข่งตอบปัญหาเศรษฐศาสตร์ระดับมัธยมกันที่ห้องประชุมชั้น 9 อะ” เอ่อ……… มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอวะ??? ผมส่งสายตางุนงงไปรับคำตอบมัน แต่ก็สมควรอยู่ที่คนอย่างผมจะไม่รู้เรื่องอะไรกับเขา เพราะมันคือการแข่งขันตอบปัญหาเศรษฐศาสตร์นั่นเอง (-_-”) เอาไว้ให้ลองเป็นเรื่องจัดคอนเสิร์ตสิ รับรองว่าผมรู้ล่วงหน้าได้เป็นครึ่งปี ฮ่า ๆ (อันนี้ก็เว่อร์ไป) ว่าแล้วก็อดกวาดตามองสาว ๆ จากโรงเรียนต่าง ๆ ที่นั่งจับกลุ่มกันเป็นหย่อม ๆ ตั้งแต่หน้าโรงเรียนถึงใต้ตึกใหม่ไม่ได้ “น่า รักว่ะ……..” น่ารักจนผมต้องเพ้อออกมาเบา ๆ เลยครับ เมื่อเห็นสาวกระโปรงแดงจากโรงเรียน

ประจำหญิงล้วนแถวอโศกกำลังนั่งถกประโปรง ขัดสมาธิกับพื้นพลางช่วยติวหนังสือกันอยู่ แต่ก็ไปได้ไม่ถึงฝั่งฝันดี เพราะดันมีเสียงทุ้ม ๆ ขัดขึ้นก่อน

“อย่าแม้แต่จะคิด” โห… แค่คิดก็ไม่ได้!? ผมหน้าเสียหันไปมองไอ้ปุณณ์ที่ทำท่ายียวนกวนเบื้องล่างอยู่ แต่ไม่ทันที่เราจะได้ปะทะฝีปากอะไรกัน เสียงแตกตื่นของไอ้เชี่ยฟี่ก็ดังแทรกมาก่อน

“เชี่ยปุณณ์!!! บอกให้รีบมานี่มึงรีบแล้วเหรอ!!! เอกสารอยู่ในนั้นเต็มเลยนะเว้ย!!” แถมไม่โวยเปล่ายังกระโดดเข้าประชิดตัวปุณณ์แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงนักเรียนเลขาสภาฯอีก! (ทำเหมือนรู้ว่ามันเก็บกุญแจไว้ไหนยังงั้นอะ) ผมยืนขำขณะมองปุณณ์สะดุ้งจนตัวลอย เพราะเชี่ยฟี่เสือกล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงนักเรียนมันแบบไม่ให้ทัน เตรียมใจ “เฮ้ยอย่าล้วงงงงงง ไม่ได้อยู่ตรงน๊านนนนนนนน!! ฮ่า ๆๆ” เสียงไอ้ปุณณ์โวยวายพลางหัวเราะลั่น (เพราะมันบ้าจี้ตรงต้นขาครับ เรื่องนี้ผมรู้ หึหึ..) พร้อมพยายามผลักตัวไอ้ประธานนักเรียนคู่ชีวิตให้พ้นรัศมีอันตรายไปด้วย “แล้วอยู่ไหน! มึงเอามานะะะะะะะ” แต่ไอ้ฟี่ยังไม่มีทีท่าจะยอมแพ้ครับ แม่งยังคงตั้งหน้าตั้งตาล้วงทั้งกระเป๋ากางเกงและกระเป๋าเสื้อเลขาฯตัว เองอย่างเอาเป็นเอาตาย (แต่ผมว่ามันแค่อยากจะแกล้งปุณณ์มากกว่า) เลยกลายเป็นสงครามย่อย ๆ ระหว่างประธานนักเรียนกับเลขาฯกลางโรงเรียนซะงั้น จนสาว ๆ บริเวณนั้นต้องละสายตาจากหนังสือมามองพวกมันแบบแปลก ๆ เสียหายมั้ยนั่น -_-…….. ผม ยืนขำระหว่างไอ้ปุณณ์กำลังแหกปากโวยวายเรียกผมให้ช่วยอยู่ (แต่ฝันไปเถอะว่าคนอย่างโน่จะเป็นพ่อพระไปช่วยน่ะ หึหึหึ) จนเวลาผ่านไปพักหนึ่งเสียงใส ๆ ที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนก็ดังขึ้น “อ้าวปุณณ์!!” “แพม?” เอ๋…. ใครวะ? ผมไม่รู้จักผู้หญิงตรงหน้าเรา นอกจากรู้เพียงว่าเธอสวมชุดนักเรียนโรงเรียน

เด็กเก่ง ที่ไม่ปักอักษรย่อของโรงเรียนบนหน้าอกนอกจากเข็มแค่อันเดียว และเธอก็น่ารักมากจนทำให้ไอ้ฟี่หยุดประทุษร้ายปุณณ์ได้ทันที ดัง นั้นเมื่อสบโอกาสเหมาะ ไอ้ปุณณ์จึงรีบดีดไอ้ฟี่ซะกระเด็น ก่อนจะควักเอากุญแจห้องสภาฯที่มันเก็บไว้ในเป้มายื่นให้ประธานนักเรียนอย่าง เคือง ๆ “เอาไปเลย! แล้วรีบไปไกล ๆ เลยนะมึงง!!” ฮ่า ๆๆ สงสัยโมโหที่โดนแกล้งชัวร์ ผม โบกมือให้ฟี่ที่ทำหน้ายียวนอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ยอมวิ่งขึ้นตึกแต่โดยดี ก่อนเสียงทุ้มของปุณณ์จะหันกลับไปพูดกับหญิงสาวที่มาใหม่ต่อ “แล้วแพมมาได้ไงเนี่ย แข่งกับเค้าด้วยเหรอ” ว่าแต่นี่… ใครวะ? ผมยืนหน้ามึน มองคู่สนทนาของปุณณ์ที่ฉีกยิ้มกว้างพลางเดินไปขนาบข้าง ๆ มัน “ใช่สิ แล้วปุณณ์ล่ะ เป็นตัวแทนแข่งด้วยรึเปล่า” แถม ท่าทางปุณณ์ยังดูผ่อนคลาย ไม่มีปฏิกริยาติดลบอะไรแม้แต่นิดอีก “เปล่าอะ… ไม่ชอบแข่งกับใครหรอก” ผมเลยได้แต่มองท่าทีเป็นมิตรของปุณณ์เหล่านั้นพลางคิดว่า สองคนนี้อาจเป็นเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทกันมาก่อนแหง๋ ๆ เพียงแต่ผมไม่เคยรู้จักด้วยก็เท่านั้น ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกจึงเริ่มก่อตัวทีละนิด.. “โห… โล่งอกเลยนะเนี่ยที่ปุณณ์บอกว่าไม่แข่งอะ เพราะถ้าปุณณ์แข่งแพมจะได้ไปขอถอนตัว ฮิฮิ” “เวอร์น่า ฮะฮะฮะ” อืม…………… “แล้วแพมแข่งที่ไหนรู้รึเปล่า” “ห้องประชุมชั้น 9 อะ แต่ไปไม่ถูกเลย หลงทางกับเพื่อนด้วยเนี่ย” “อ๋อ…. งั้นแวะไปส่งก็ได้ ตึกเดียวกับตึกเรียนปุณณ์แหละ”

“เหรอ!” ผมมาเดินทำอะไรอยู่ตรงนี้……. เสียง ทุ้มที่ผมคุ้นเคยดีของปุณณ์ยังคงสนทนากับเพื่อนที่ผมเพิ่งเคยเจอวันแรกอย่าง แพมไม่มีหยุด ระหว่างเรากำลังเดินขึ้นตึกเรียนพร้อมกัน โดยคนอย่างผมมองไม่เห็นที่ว่างจะให้แทรกกลางได้สักนิด เรา สามคนเดินมาถึงหน้าลิฟท์ที่มีนักเรียนไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเราหรือต่าง โรงเรียนมายืนรออยู่แน่นขนัด กระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ประตูลิฟท์จึงเปิดออก พวก ผมปล่อยให้คนที่มาก่อนค่อย ๆ ทยอยเดินเข้าลิฟท์ไปอย่างช้า ๆ แต่นับว่าโชคยังเข้าข้างเราอยู่บ้าง เพราะพอคนเข้าไปจนหมด ลิฟท์ก็ยังเหลือที่ว่างนิดหน่อยสำหรับพวกผม แน่นอนว่าปุณณ์ให้เกียรติแพมเป็นฝ่ายเข้าไปก่อน แล้วจึงตามด้วยผมและปุณณ์เข้าไปพร้อมกัน ‘ออดดดดด’ นํ้าหนักเกิน…………. ก็ว่าเมื่อเช้ากินแต่แซนวิชกับปาท่องโก๋ตัวเดียวเองนะ!?

ผมหยุดฝีเท้ามามองหน้ากับปุณณ์เลิ่กลั่ก เพราะเราเป็นสองคนสุดท้ายที่เดินเข้ามาในลิฟท์ซะจนมันร้องประท้วงเสียงดัง ก่อนปุณณ์จะจับไหล่ผมและพูดเบา ๆ ว่า “เดี๋ยวกูออกเอง” โดยมีเสียงใสของแพมร้องประท้วงตามมา “อ้าววววว”

แล้วผมที่ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ควรทำเช่นไร…. นอกจาก..

ผมตัดสินใจถอยตัวเองออกจาลิฟท์พลางดันปุณณ์ให้กลับไปแทนที่ใหม่ “เฮ้ยย?” แม้มันจะโวยเสียงหลง “ไปส่งแพมเหอะ เค้าไปหอประชุมไม่ถูก” และผมรู้ว่าตัวเองพูดจริงไม่ได้ประชด ปุณณ์มองหน้าผมสลับกับแพมแบบหนักใจครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว “งั้น….. เดี๋ยวกูไปหาที่ห้องนะ.. เจอกัน” “ไม่เป็นไร..” ผมตอบคำนั้นแบบสั้น ๆ ก่อนประตูลิฟท์จะถูกปิดไป พร้อมลมหายใจที่ถอนออกมายาวไม่แพ้กัน เฮ้ออ… “อ้าว เชี่ยโน่!!! มาอยู่นี่ได้ไงวะ! ไป ไปเตะบอลกัน!!” แต่อ้าววววว พอลิฟท์ปิดปุ๊บพวกไอ้โด่งเสือกถือลูกบอลลงมาทางบันไดปั๊บ!! เจ๋งว่ะ! ผมหันไปมองเพื่อนตัวเองฝูงใหญ่ที่เฮโลกันลงมาเสียงดังลั่นจนเด็กผู้หญิงแถว นั้นถึงกับผงะไปครู่หนึ่ง (ฮ่า ๆ เด็กโรงเรียนชายล้วนก็ถ่อยงี้อะครับ ต้องทำใจหน่อยนะ) เออเจ๋งเลย มีไรทำแก้เบื่อแล้วกู ผมเหลือบมองประตูลิฟท์ที่เพิ่งปิดไป ก่อนจะตัดสินใจวิ่งลงตึกไปเตะบอลต่อกับเพื่อน ๆ ตัวเอง ***

แล้วทำไมวันนี้มันอากาศร้อนงี้ฟะ!! ผม นั่งคิดอย่างหงุดหงิดในคาบเลขระหว่างมาสเซอร์กำลังบ่นอะไรงึมงำซักอย่างกับ ไวท์บอร์ดอยู่ คงเป็นเพราะเมื่อเช้าผมยืนเบียดกับคนในรถเมล์จนเหงื่อแตกมาตลอดทาง แล้วยังแรดไปเตะบอลก่อนเข้าเรียนอีก เนื้อตัวเลยเหนียวไปหมด แถมพอเข้ามาในห้องยังรู้สึกว่าแอร์ไม่เย็นเท่าไหร่…. มันทำไมวะเนี่ยยย อากาศวันนี้ร้อนถึง 40 องศารึเปล่า!? แล้วจ่ายค่าเทอมตั้งแพงจะเติมนํ้ายาแอร์ให้มันเย็นกว่านี้หน่อยไม่ได้รึ

ไงวะ! “เป็นเชี่ยไร!” แน่นอนว่าคนรู้ทันอาการหงุดหงิดของผมแบบนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไอ้เชี่ยโอม มันใช้เท้าเตะหน้าขาผมดังป้าบบใต้โต๊ะ ขณะกำลังแอบมาสเซอร์เล่นนินเทนโด้ดีเอสอยู่ “ร้อน… มึงไม่ร้อนเหรอวะ” ผมกระซิบมันกลับ แต่เห็นแม่งยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “เหอะ…. กูกำลังคิดว่าหนาว” “เชี่ย… นี่กูว่าวันนี้อุณหภูมิถึง 40 เลยนะเว้ย” ไอ้บ้านี่มันเพี้ยนปะวะ ร้อนจะตายห่า.. ผมคิดแบบนั้นขณะไอ้โอมกด pause เกมในมือ “40 เชี่ยไร กูเห็นมีมึงนั่งหงุดหงิดอยู่คนเดียวเนี่ย” อ้าวเหรอ…. ผม เกาหัวพลางหันไปเหลือบมองเพื่อนคนอื่น ๆ จึงได้เห็นว่ามันนั่งกันปกติดีทุกอย่าง (ไอ้พ้งแอบกินขนม ไอ้ปาล์มหลับ ไอ้เก่งเถียงกับมาสเซอร์ว่าคำตอบบนกระดานผิด ไอ้โด่งส่ง msn กระดาษคุยกับไอ้เคน ไอ้รถเก๋งกับไอ้เอ็มแอบเล่น psp) เอ๊ะ…. หรือมีแค่ผมคนเดียววะที่รู้สึกร้อน? “ร้อน ใจชัวร์…. แบบนี้แสดงว่าทะเลาะกับแฟนแหง๋” อ้าวไอ้นี่ แพล่มไรของมัน ผมเหล่มองเชี่ยโอม ก่อนจะจิ๊ปากพลางพลิกหนังสือเรียนหน้าต่อไป “ชัวร์…. มีเรื่องกะไอ้ปุณณ์ชัวร์…. ทำไมวะ? เมื่อคืนมันไม่ยอมเหรอหนุ่มน้อยย” แถมไม่พูดเปล่ายังลามมาเชยคางกูอีกก! สันดานเหอะ! ผมสะบัดหน้าออกจากปลายนิ้วแม่งก่อนจะหันไปพูดแบบไม่มีเสียงว่า ‘-วย’ “อ้าว ๆๆ ด่ากูอีก เดี๋ยวปั๊ดโบก คนเค้าถามดี ๆ เพราะเป็นห่วง” ห่วงพ่ออมึงสิ ผมเหล่มองแม่งอย่างไม่อยากไว้ใจ เพราะหน้าชั่ว ๆ ของมันตอนนี้ติดป้าย ‘อยากรู้อยากเห็น’ อยู่หรา “ป่าว ววว” เป็นเช่นนั้นผมจึงบอกปัด.. ไม่ใช่ว่ามีความลับ ไม่ไว้ใจ หรืออยากปิดบังอะไรเพื่อนหรอกครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปเล่าให้มันฟังจริง ๆ… ในเมื่อผมคิดว่าบางทีอาจเป็นผมเองที่งี่เง่า คิดมากไม่เข้าท่า เพราะปุณณ์มันก็มีนํ้าใจกับทุกคนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมชอบมาก แต่ทำไมวันนี้ผมถึงมีปฏิกริยา… ผมนี่มันเพี้ยนจริง ๆ

“เฮ้ย ย ไรวะ มันทำไรมึงแน่เลย เดี๋ยวกูไปต่อยแม่ง” โอ่ย ๆๆ ใจเย็น ผมหันไปขำ พลางเงื้อมือหวังโบกกะโหลกเชี่ยโอม (โทษฐานเป็นจอมเวอร์) แต่ยังไม่ทันสำเร็จโทษไอ้เพื่อนเวรดี เสียงประกาศิตก็ดังขึ้นก่อน “นภัทร ธัชกร… นี่ใช่เวลาเล่นกันเหรอ!!” ชิบหายแล้วไงกู!!! *** “เห็นมั้ย เพราะมึงแหละโวยวาย!” “มึงแหละชวนกูคุยก่อน!” “มึงแหละเสียงดัง!” “มึงอะกวนตีน!” “โว่ยย หยุด!! พอกันทั้งคู่อะ ไปหาไรแดกไป ๆๆๆ” และแล้วก็เป็นเสียงไอ้เก่งนั่นเอง ที่แหวมาตัดความรำคาญในการทะเลาะกันของพวกผม ก่อนมันจะดันหลังทั้งผมและโอมให้แยกกันไปซื้อข้าวแบบตัวใครตัวมัน ก็ ไม่ให้บ่นได้ไงอะครับ เพราะมัวแต่คุยไร้สาระกับมันในคาบเลขนั่นแหละ เลยถูกมาสเซอร์สั่งทำโทษให้ลงไปวิดพื้นคู่ห้าสิบครั้งเลย (ขึ้นลงไม่พร้อมกันเอาใหม่) แม่งงง.. กว่าจะนับได้ครบห้าสิบทำเอาเกือบตาย ปวดกระดูกแทบร้าวไปทั้งตัว ผม ยืนนวดไหล่ตัวเองขณะต่อแถวร้านข้าวราดแกงอยู่ (ไอ้โอมเดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยวนรกอีกร้านนึงเรียบร้อย) โดยนวดตัวเองไป คิดไปด้วย ว่าวันนี้จะกินอะไรดี (เอาที่มันถูก ๆ และอิ่ม ๆ มีไหม) แต่ระหว่างกำลังคิดอยู่ก็มีเสียงล้งเล้ง ๆ ดังมาจากด้านหลังก่อน “อ้าวโน่! แดกไรวะ!” อ่อ… เจ้าของเสียงโหวกเหวกนั้นคือพวกเพื่อน ๆ ของปุณณ์เองครับ ผมหันไป

ยกมือทักตอบโจ๊กที่มายืนต่อคิวอยู่ด้านหลังอย่างเป็นมิตร โดยหลังจากโจ๊กไปคือพลพรรคห้อง 1 ชักแถวยาวเป็นหางว่าว “ไม่รู้เลยว่ะ คิดอยู่ แล้วโจ๊กอะ” “ไม่รู้เหมือนกันว่ะ กะจะมาลอกโน่เนี่ย ฮ่า ๆ” เออดี พอกันเลย ฮ่า ๆๆ ผมขำกับมันพลางเขยิบไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง เพราะแถวเริ่มเคลื่อน “อ้าว แล้วปุณณ์อะ ไปไหน” โอ๊ยย แต่ในที่สุดก็พลั้งปากถามไปตามความเคยชินจนได้! ผมล่ะอยากตบปากตัวเองซักห้าทีแรง ๆ จริง ๆ ว่ะ แน่นอนว่าพอผมเผลอถามออกไปแล้วก็ต้องทำหน้าเสีย เพราะเพิ่งฉุกคิดได้ว่ายังรู้สึกไม่ค่อยดีกับเรื่องเมื่อเช้าอยู่ แต่ไอ้โจ๊กกลับยิ้มเผล่ “ปุณณ์เหรอ! วันนี้มันไม่ได้กินกับพวกเราหรอก โอ๊ยยย!” เห?? ผมเลิกคิ้วอย่างสงสัยทันทีหลังฟังคำพูดโจ๊ก ขณะที่เจ้าตัวถูกนันท์ผู้ซึ่งยืนเงียบ ๆ มานานกระทืบเท้าให้ปั้กใหญ่ (รองเท้าหนังด้วย เจ็บแล้วยังเป็นรอยอีกนะนั่น) “เชี่ยยยโจ๊ก… ปากเหรอมึง!” แต่ด้วยคำที่นันท์กระซิบด่าคนตรงหน้าผม ทำเอาผมอดสงสัยไม่ได้ “ทำไมอะ มีอะไรกันป่าว?” แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาเป็นเพียงใบหน้าตื่น ๆ ของโจ๊กและนันท์ที่ส่ายหัวไปมาเท่านั้น “ปล่าววว” แบบนี้มันมีอะไรน่าสงสัยชัด ๆ ผมเขยิบตามแถวอีกก้าวหนึ่ง พลางถามให้เฉพาะเจาะจงลงไปอีกหน่อย “ปุณณ์ไปไหนอะ?” อยากรู้นักว่าถ้าถูกผมถามแบบนี้สองคนนั้นจะเฉไฉอะไรได้อีก โจ๊ก กับนันท์มองหน้ากันเองอย่างลำบากใจนิดหน่อย จนสุดท้ายกลายเป็นโจ๊กที่ฉีกยิ้มแหย ๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปทางอีกมุมหนึ่งของแคนทีนให้ผมได้พิจารณาด้วยตาของตัวเอง ภาพ ที่ผมเห็นคือ.. ปุณณ์ ที่นั่งอยู่ไกล ๆ ฝั่งเกือบในสุดของแคนทีน โดยมีแพมขนาบข้างอยู่ ทั้งสองคนคุยกันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้จะมีหนังสือวางไว้ข้างหน้า ก็ไม่เห็นว่าจะสนใจมันสักนิด ริมฝีปากผมแห้งผากทันที..

“เฮ้ย!! แต่มันไม่มีอะไรนะเว้ยโน่! ปุณณ์มันแค่ไปช่วยติวที่เค้าจะแข่งเฉย ๆ” แต่แม้จะได้ยินคำพูดที่นันท์อธิบายชัดเจน กลับฟังเหมือนเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาได้อย่างรวดเร็ว “อย่า เข้าใจมันผิดนะ เพื่อนกูบริสุทธิ์ใจจริง ๆ นะโน่” อืม…. ผมหันไปยิ้มให้ทั้งนันท์และโจ๊กที่ช่วยกันแก้ต่างให้เพื่อนร่วมห้องตัวเอง ด้วยรอยยิ้มที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เออ ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง กูไม่ได้คิดมาก เฮ้ย กินข้าว ๆ ป้า เอายำเบค่อน แล้วก็ปลาผัดพริกไทยดำ จานนึง” ผมตบบ่าสองคนนั้นปุ ๆ ก่อนจะหันไปสั่งอาหารแล้วรับเอาจานข้าวสกรีนลายตราโรงเรียนมาถือ “ไปก่อนนะ ไว้เจอกัน” “เออ… เจอกัน” สองคนนั้นโบกมือรับผมด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ อาจจะคิดว่าพวกมันเป็นตัวการทำให้ผมกับปุณณ์เข้าใจผิดกันมั้ง แต่ไม่รู้ดิ่….. ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ามีความเป็นมายังไง ไม่รู้แม้กระทั่งความรู้สึกของผมในตอนนี้ว่ามันคืออะไร.. ผมก็ยังไม่รู้เลย …. …. ผม เดินถือจานกลับมาที่โต๊ะซึ่งมีบรรดาพรรคพวกนั่งกันอยู่เต็มสลอน ด้วยความรู้สึกที่ยังหน่วง ๆ ในจิตใจ แต่ก็ค่อย ๆ ทุเลาลงเมื่อได้กลับมาอยู่กับเพื่อนทุกคน โดยเฉพาะตอนที่พวกมันช่วยกันรุมเอาเนื้อทุกชนิดที่มีในจานตัวเองไปยัดใส่จาน สลัดของไอ้พ้งแล้วล่ะก็ ยิ่งฮาหนัก (มันถูกหม่อมแม่บัญชามาให้ลดความอ้วนครับ เลยกินได้แค่สลัด แต่อย่าหวังว่าอยู่กับพวกผมแล้วจะรอด! หึหึ) ผมนั่งขำกลิ้งเมื่อไอ้พ้งโวยวายเสียงดังตอนไอ้โอมคีบลูกชิ้นไปวางใส่สลัดมัน แถมยังทำสลัดมันเผ็ดอีก (เพราะไอ้โอมกินเผ็ดชิบหาย) แต่ถึงแม้มันจะบ่น ผมก็เห็นมันกินจนหมด แถมยังกินเบค่อนที่ผมแกล้งเอาไปวางไว้ด้วย! ไก่ตอนของไอ้เอ็มก็เหมือนกัน.. สรุปว่าแม่ง.. ไอ้คุณหนูพ้งไดเอทแต่ปาก เพราะใครเอาเนื้ออะไรไปวางจานมัน เสือกกินเรียบหมด! ฮ่า ๆๆ แล้วชาตินี้มึงจะผอมได้ป่าววะ ไอ้คุณหนูพ้ง!!

จน พอเริ่มเบื่อที่จะแกล้งไอ้พ้งแล้ว (จริง ๆ คือเริ่มสำเหนียกได้ว่าชักกินไม่คุ้ม มัวแต่เอาไปประเคนให้แม่งอยู่) พวกเราจึงเปลี่ยนกิจกรรมมาทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์กันแทน…. อ่าว… ตกใจอะดิ่ครับ พวกผมน่ะ นักวิทยาศาสตร์น้อยนะ ต่อให้เป็นในแคนทีนก็ทำการทดลองได้ ไม่เชื่อมาดู หึหึหึ

ผม เริ่มนั่งสุมหัวกับเพื่อน ๆ กลุ่มใหญ่เพื่อสังเกตความเป็นไปของไข่ต้มไอ้ปาล์ม ในชามพะโล้ของไอ้โด่งอย่างใกล้ชิด ด้วยความที่อยู่ดี ๆ ไอ้ปาล์มก็อยากรู้ว่าถ้าเอาไข่ต้มของมันไปแช่นํ้าแกงไข่พะโล้ของไอ้โด่ง แล้วมันจะแปลงร่างเป็นไข่พะโล้ได้หรือไม่? (ถ้าได้จริงก็ปัญญาอ่อนแล้วมึง) แต่ระหว่างที่กำลังลุ้นตัวโก่งอยู่นั้น กลับมีกำปั้นหนึ่งมาเคาะทำลายสมาธิผมเบา ๆ ก่อน

“ทำ ห่าไร เสียงโคตรดัง นี่โรงอาหารนะไม่ใช่งานวัด หึหึ” โห.. ไอ้นี่.. ทำกูอารมณ์แปรปรวนทั้งวันแล้วยังจะกวนตีนอีก ผมหันไปมองหน้าหล่อ ๆ ของเลขาสภาฯที่มายืนยักคิ้วอยู่หลังผม แล้วก็อดโมโหหน่อย ๆ ไม่ได้ “พวก กูซักผ้ามั้ง ถามมาได้” กูนั่งในโรงอาหารให้กูทำสังฆทานมั้ง ผมกวนตีนมันพลางยักคิ้วกลับไปข้างหนึ่ง จนปุณณ์ขำพรืดที่ยังคาบหลอดนํ้าไว้ในปากอยู่ “อ้าวเชี่ยปุณณ์!! มึงมาดูการทดลองของพวกกูเร็ว!! จะแปลงร่างแล้ว!!” เออแล้วนั่น… ไอ้เชี่ยรถเก๋ง -_- เพี้ยนกันแต่พวกเราไม่พอยังจะลากให้ปุณณ์มาเพี้ยนอีก ผมถึงกับเกาหัวแกรกเมื่อรถเก๋งร้องเรียกให้ไอ้ปุณณ์มาเข้าวงร่วมสังเกตการณ์ ไข่ต้มในชามพะโล้… เออ เอาเข้าไป ปุณณ์มันคงเล่นด้วยหรอก -_- “ฮ่า ๆๆ กูเคยเล่นแล้วตอนม.2 น้องสาวเป็นคนเล่นเองอะ เดี๋ยวคอยดูนะ พวกมึงจะได้ไข่ต้มเปื้อนนํ้าพะโล้มาฟองนึง” “ไอ้เชี้ยยยยยยยย สปอยหาพ่องงมึงเหรอ!!” ฮ่า ๆๆ!! ผมถึงกับขำจนแทบสำลักนํ้า ตอนไอ้รถเก๋งยกขามาถีบไอ้ปุณณ์อย่างแรง ก๊ากกกกก “อย่า ๆๆ อย่าไปเชื่อมัน ไข่กูเป็นไข่วิเศษ แปลงร่างเป็นไข่พะโล้ได้แน่นอน” แต่ไอ้ปาล์มยังพยายามหลอนตัวเองต่อไป ซึ่งดูเหมือนเพื่อนทั้งโต๊ะจะยังเชื่อมันอยู่ (จินตนาการสำคัญกว่าความรู้จริง ๆ ครับ) จนเป็นเวลาพักหนึ่งที่ปุณณ์มายืนอยู่กับโต๊ะพวกเราเพื่อสังเกตการณ์การทดลอง ประหลาดนี่อีกคน

“เฮ้ย ปุณณ์ แล้วนั่นใครวะ” อะ อ้าวว…. ผมหันไปมองตามปลายนิ้วที่ไอ้โอมชี้ เลยได้เห็นผู้หญิงชื่อแพมยังคงยืนรอปุณณ์แถวหน้าร้านเบเกอรี่อยู่

“กิ๊ก มันไง” และก็เป็นเสียงผมเอง ที่หันกลับมาตอบแทนคนถูกถามด้วยสีหน้ากึ่งทะเล้น ผมรู้ว่าตัวเองกำลังพยายามทำให้เหมือนเป็นเรื่องล้อเล่นอยู่ ทั้งที่จริง ๆ รู้สึกใจหายไปมากกว่าครึ่ง ‘ผัวะ!!’ แต่แม่งเสยกบาลกูทำไมวะ!!!!!!! ผมกุมหัวตัวเองข้างที่ถูกบ้องก่อนจะหันไปส่งสายตาขวางหาเลขาสภาฯที่เพิ่งลอบประทุษร้ายกันเมื่อกี้ “ใส่ร้ายกูนะมึง!” มันว่ากลับด้วยสีหน้าเอาเรื่อง ในขณะที่ผมทำท่ายียวนใส่จนปุณณ์ต้องพ่นขำ “กู รักแฟนกูขนาดนี้จะมีกิ๊กทำเชี่ยไรวะ” เอ่อ………. โจ่งแจ้งตลอดว่ะมึง.. ผมรู้สึกหน้าชาทันทีขณะถูกบรรดาเพื่อนรุมโห่พลางปาทิชชู่(ใช้แล้ว)ใส่ไม่ หยุด “โห่ยยยยยยย ไอ้เชี่ย! ไปจีบกันไกล ๆ เลยย ไข่พะโล้กูจืดหมด สาดดด” เสียงไอ้โอมไล่ปุณณ์ดังกว่าเพื่อนเลยครับ ก่อนจะถูกไอ้โด่งเอื้อมมือไปเคาะกะโหลกกลวง ๆ ของแม่งทันที “ไข่พะโล้กู!!!!!!! ไอ้สัดนี่โมเม!!!” ฮ่า ๆๆ คนถูกโจมตีด้วยทิชชู่(ใช้แล้ว)รายต่อไปจึงเป็นไอ้โอม (โทษฐานชอบเหมาว่าของกินของเพื่อนก็เหมือนของตัวเองตลอด) จนปุณณ์ต้องยืนขำไปด้วย แน่นอนว่ามันยังคงอยู่กับพวกเราอีกพักหนึ่งจนผมต้องเอ่ยปากถามเบา ๆ “เฮ้ย แพมรอนานแล้ว ไม่รีบไปเหรอวะ” แต่ใบหน้าคมคายนั้นแค่ฉีกยิ้มกลับ “ก็คิดถึงมึงอะ ขออยู่ด้วยอีกนิดไม่ได้เหรอ” โหยยย ไอ้นํ้าเน่า! ดีนะพวกเพื่อนผมมัวแกล้งไอ้โอมกันจนไม่ทันฟังเสียงปุณณ์ (ที่ก็ไม่ได้พูดดังเท่าไหร่) ส่วนตัวผมน่ะ ทำท่าอ้วกใส่มันไปแล้ว “ไม่ต้องมาทำพูดดี ไปไหนก็ไปไป” แถมยังโบกมือไล่เป็นรีวิวประกอบอีกต่างหาก ทำเอาคนฟัง

หัวเราะร่วน “งั้นกูไปก่อนนะ ไว้ค่อยเจอกัน” “อือ” ปุณณ์ ยิ้มรับผมอีกทีหนึ่ง ก่อนจะรํ่าลากับเพื่อนในโต๊ะผมแล้วเดินจากไป.. ทั้งที่แผ่นหลังนั้นกำลังมุ่งหน้าไปหาแพมเหมือนกับที่เคยทำให้ผมรู้สึกกลัว แต่ครั้งนี้จิตใจผมกลับรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะคำนั้น ที่ยํ้าเตือนผมราวกับล่วงรู้ถึงความกังวล ว่าคนที่ปุณณ์รัก ที่จริงแล้วคือใคร :)

59th CHAOS

“หมด เวลาแล้ว ใครมีอะไรจะถามอีกรึเปล่า ถ้าไม่มีก็อย่าลืมทำแบบฝึกหัดท้ายบทนะ แล้วก็… นนทกร ไปเอาสมุดแบบฝึกหัดบนโต๊ะมิสมาแจกคืนเพื่อน ๆ ด้วย” อ่า……. นี่เสียงมิสหรือเสียงสววรค์ครับเนี้ยยย! เพราะเสียงนี้ทำเอาผมรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันทีหลังจากต้องทนนั่งสัปหงก อุทิศหัวถูโต๊ะเรียนเป็นเวลายาวนานเกือบสองชั่วโมง “ฮ้า ววววววว” ว่าแล้วก็ขออ้าปากหาวดัง ๆ ประกาศให้โลกรู้ซักหน่อยเหอะว่ากูง่วง ผมอ้าปากกว้างพลางยืดแขนบิดขี้เกียจให้กระดูกลั่นดังกร็อบบ ช่างสบายเสียนี่กระไร เฮ้ออ… ใครล่ะจะรู้ ว่าการพยายามถ่างตาเป็นเวลานาน ๆ นี่มันใช้พลังงานเยอะกว่าที่คิด! แต่ระหว่างผมกำลังคิดว่าจะขอบิดขี้เกียจเป็นรอบที่สองอยู่นั้นเอง ดันเสือกถูกไอ้หวินใช้ปลายนิ้วสะกิดจากที่นั่งด้านหลังเสียก่อน “โน่ ฝากให้โอม” อะไรอีกวะ? ผมรับกระดาษแผ่นเล็ก ๆ นั้นมาอย่างงง ๆ ก่อนจะยื่นให้โอมต่อ “อะ ไม่เลิกซักทีนะมึง” ก็จะไม่ให้บ่นได้ไงอะครับ เพราะไอ้เชี่ยพวกนี้แม่งเล่น msn กระดาษกันมาตั้งแต่ต้นคาบ ซึ่งโคตรน่ารำคาญเลยในความคิดผม เนื่องจากพอจะหลับ ๆ ทีไร ไอ้หวินเป็นต้องสะกิดให้ส่งกระดาษบ้านี่หาไอ้โอมทู้กกกที (มันก็รับต่อ ๆ มาจากข้างหลังอีกทีเหมือนกันครับ) ทำเอากูล่ะโคตรเบื่อออออออ ไม่ได้หลับได้นอน ไอ้โอมรับกระดาษไปจากมือผม แต่แทนที่มันจะเปิดอ่าน เสือกเอาไปขยำทิ้งซะอย่างนั้น!? เฮ้ยยยยย อะไรของมึงวะ!? ผมนั่งหน้าเหวอขณะไอ้เชี่ยโอมปากระดาษก้อนนั้นใส่หัวเกรียน ๆ ของไอ้เอ็มที่นั่งหัวเราะเอิ๊ก ๆ อยู่อีกฝั่งห้อง “เลิกเรียนแล้วสาดดดดดด!! จะส่งมาเพื่ออออ กูขี้เกียจอ่าน!!!!” ฮ่า ๆๆ แต่เออว่ะ เป็นผมผมก็ด่า ได้ยินอย่างงั้นผมเลยนั่งผสมโรงขำกับคนอื่น ๆ ไปด้วย ขณะที่ไอ้เชี่ยเอ็มก็ขยำกระดาษสมุดปาใส่หัวไอ้โอมกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ จนห้องเรียนกลายเป็นสนามสงคราม(กระดาษ)ย่อม ๆ และก็คงอีรุงตุงนังมากกว่านี้ ถ้าไอ้วิช ผู้ซึ่งเป็นเวรกวาดห้องประจำวัน ไม่ได้เดินมาใช้ด้ามไม้กวาดเคาะกะบาลไอ้โอมก่อน “-วย! กูขี้เกียจกวาด มึงจัดการเลยนะ!” ก๊ากกกก สมนํ้าหน้าเหี้ย ๆ! โดนเลยมึง! ผมนั่งขำไอ้โอมที่ลูบหัวตัวเองป้อย ๆ ก่อนจะโบ้ยไปทางไอ้เอ็มที่ยืนขำไกล ๆ ให้มารับผิดชอบร่วมกัน

“มาช่วยกูกวาดเลยนะสัดด” “ไม่ได้ว่ะ บังเอิญนัดแก้มไว้ ไปก่อนแล้วกันนะ อิอิ” แถมไม่พูดเปล่ายังรีบกวาดของลงเป้อย่างเร็วแล้วชิ่งหนีเลยอีกต่างหาก! ก๊ากกกกกกก วันนี้มึงชั่วกว่าไอ้โอมว่ะเอ็ม ผมนั่งขำตาหยีโดยที่ไม่รู้เลยว่าความซวยจะวนกลับเข้ามาหาตัวเอง “ไอ้ เชี่ยเอ็ม แม่งชั่ว… ดีนะ ไอ้โน่ยังอยู่ หึหึหึ…..” อ้าววว อ้าววว อ้าววววว.. ผมเริ่มขำค้าง พลางมองหน้าไอ้โอมที่มองผมอยู่แล้วด้วยนัยน์ตาโคตรไม่น่าไว้วางใจ แถมพอรู้สึกตัวอีกที เพื่อนในห้องเสือกเผ่นออกไปหมดแล้วอีก! อ้าวเฮ้ย!!! หนีกันหมดเลยเว้ย!!!!! “เหี้ยยย เกี่ยวไรกะกูเนี่ยย” แม่งงงง ไอ้ห่า…. เวรกูก็ไม่ใช่ ทำห้องสกปรกก็ไม่ได้ทำ แต่เสือกต้องมารับกรรมเฉย -_- ผมเกาหัวตัวเองเซ็ง ๆ ก่อนจะยอมรับไม้กวาดจากมือไอ้โอมมาช่วยกวาด เชี่ยยแม่ง… จำไว้

เรา สองคนแยกกันกวาดห้องคนละมุมได้ซักพัก เสียงเพลงจากมือถือไอ้โอมก็ดัง ตอนแรกผมนึกว่ามีคนโทรเข้า แต่ไม่ใช่เพลงอกหักเพราะรักแป๋วว่ะ แถมยังดังตั้งแต่เริ่มเพลงจนจะจบเพลงอยู่แล้วไม่เสือกเงียบซักที เลยต้องหันไปมองหน่อยว่าเสียงเหี้ยไร ถึงได้เห็นหน้าเจ้าของโทรศัพท์กำลังยืนฉีกยิ้มอยู่ อ่อ… มันตั้งใจเปิดเพลงในเครื่องให้ผมฟังครับ สงสัยจะอยากสร้างความสุนทรีย์เอาใจกูล่ะสิ หึหึ ดีมากก ที่ยังสำนึกในบุญคุณ หึหึหึ… ผมโยกหัวตามจังหวะเพลง คิดถึงรึเปล่า ของ cocktail ที่ไอ้โอมกำลังเปิดอยู่อย่างสำราญใจ “อารมณ์ดีนะมึงง เมื่อเช้าล่ะเห็นหงุดหงิด” แต่ไอ้เหี้ยนี่จะสื่อไรวะ! ผมหันไปมองเชี่ยโอมที่แม่งทำเป็นเดินกวาดห้องหน้าเจ้าเล่ห์อยู่ “ไรของเมิง” “หึหึหึ..” แล้วจะหัวเราะทำเชี่ยไร! ผมเริ่มหยุดกวาดห้องแล้วเปลี่ยนมาเป็นท้าวเอวมองไอ้ตัวดี ที่มันเอาแต่หัวเราะเสียงเจ้าเล่ห์ไม่ยอมหยุด เชี่ยโอมยักคิ้วข้างหนึ่งก่อนจะยอมเฉลย “พอได้ยินคำว่า รัก ล่ะ อารมณ์ดีเลยนะ ไอ้นภัทรรร” อ้าวไอ้เชี่ยย ล้อกูว่ะ!! ผมปั้นหน้าเหวี่ยงใส่มันทันที

“ตลกกก! ว่างมากก็กวาดห้องไปสัด” มัวแต่แพล่มอยู่ได้ ผมด่ามันพลางกวาดห้องต่อทำทีเป็นไม่สนใจ แต่ไอ้ห่านี่ยังหอนไม่ยอมหยุด “มึงหึงเป็นด้วยเหรอว๊าาา กูเซอร์ไพร์สว่ะ” แล้วมึงจะเอาอะไรกะกูนักหนาเนี่ย! ผมเริ่มเปลี่ยนจากกวาดห้องเป็นมองค้อนมัน แต่แม่งยังจะพล่ามต่อ ทั้งที่มือกวาดห้องไปด้วย “กู ว่าเชี่ยปุณณ์แม่ง.. ถ้าแดกมึงได้มันคงแดกเข้าไปแล้วอะ ทั้งรักทั้งหลงมึงซะขนาดนั้น ไม่นอกใจมึงหรอก รับรอง” แล้ว อื้อหืออ… มึงโดนจ้างมาพูดเท่าไหร่วะเนี่ย!! ผมมองหน้าไอ้โอมแบบงง ๆ แต่เห็นมันเปลี่ยนโหมด ทำเป็นตั้งใจกวาดห้องต่อเลยไม่อยากพูดอะไรอีก เราสองคนกวาดห้องเงียบ ๆ โดยปล่อยให้เสียงเพลงจากโทรศัพท์เครื่องเล็กขับกล่อมอารมณ์พักใหญ่ ขณะที่ผมเริ่มครุ่นคิดเกี่ยวกับบางอย่าง จน พบว่า.. ยิ่งทบทวนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองผิดมหันต์ที่ไม่ไว้ใจปุณณ์เท่านั้น.. ทั้งที่ที่ผ่านมาปุณณ์จริงใจและแสดงออกถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อตัวผม อย่างหมดเปลือก กระทั่งไม่มีวันไหนเลยที่ผมไม่รับรู้ได้ถึงความรักของปุณณ์

.. แต่ผมก็ยังสามารถคิดว่าปุณณ์จะปันใจให้คนอื่นได้ ผมนี่มันแย่จริง ๆ เฮ้อ… ลมหายใจแผ่วของผมถูกถอนออกอย่างไม่รู้จะทำอะไรที่ดีกว่านี้ เป็นเวลาพร้อมกันกับเสียงเพลง เชื่อในตัวฉัน ของ Jetset’er ดังจากมือถือไอ้โอมแว่วมาตามลม ราวกับยิ่งตอกยํ้าให้ผมนึกออกว่า ปุณณ์ เคยเชื่อผมยังไง ผมก็ควรจะให้เกียรติด้วยการเชื่อใจปุณณ์เช่นกัน “เฮ้ย! กูไปก่อนนะ” คิดได้ดังนั้นปากก็โพล่งขึ้นมาทันที ทำเอาไอ้โอมที่ช้อนขยะอยู่หน้าเหวอ

“ไปไหน ลบกระดานก่อนเด๊!” “ลบเองเด่ะ กุช่วยแค่นี้แหละ ไปละ!” แต่ผมยังยืนยันเจตนารมย์เดิมหนักแน่นแถมฉวยกระเป๋ามาถือแล้วอีกต่างหาก ซึ่งแค่มองตาไอ้โอมก็คงรู้ ว่าผมจะไปไหน และไปหาใคร “เออ…. ห่า…. วันนี้มีซ้อมที่ชมรมนะ รีบเข้าไปด้วยอะ” “เออ ไม่ลืม เดี๋ยวไปแน่ เจอกันที่ห้องชมรมนะ” ผมรับปากโอมพลางโบกมือลามัน ก่อนจะรีบออกจากห้องเรียนเพื่อลงไปหาใครบางคนในห้องสภาฯชั้นล่าง แต่……….. ห้องสภาฯเสือกถูกล็อคสนิท ปิดตาย ทั้งที่เป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว และปกติจะมีคนยั้วเยี้ยเต็มห้องแท้ ๆ แล้วแม่งหายไปไหนกันวะ ผมเกาหัวพลางใช้ความคิด ซึ่งในวันแบบนี้ก็คงเป็นสาเหตุอื่นไปไม่ได้ นอกจาก…. ห้องประชุมชั้น 9 ? ผมบอกตัวเองอย่างนั้นขณะเดินกลับไปที่ลิฟท์เพื่อขึ้นต่อไปยังชั้น 9 สถานที่จัดงานแข่งขันตอบปัญหาเศรษฐศาสตร์รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศที่ โรงเรียนผมเป็นเจ้าภาพ แต่เพราะความปวดท้องเบา จึงทำให้ต้องแวะที่ชั้น 7 เพื่อเข้าห้องนํ้าสักหน่อย เนื่องจากเกรงว่าห้องนํ้าชั้น 9 และ 8 จะมีคนใช้บริการเยอะชัวร์ ๆ แล้วก็เป็นดังคาดครับ เพราะตอนนี้ชั้น 7 โล่งร้างผู้คนไปหมด เป็นสัญญาณว่าห้องนํ้าก็คงไม่มีใครแน่ ฮ้า… ผมเดินฮัมเพลงเบา ๆ อย่างสบายใจขณะลากขามุ่งหน้าไปยังห้องนํ้า และก็คงได้ปลดทุกข์เรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่มีภาพหนึ่งเตะตาผมอย่างจังเสียก่อน

ภาพ ของปุณณ์และแพมยืนกอดกันกลม โดยที่ฝ่ามือปุณณ์ข้างหนึ่งลูบผมแพมอย่างแผ่วเบา เช่นเดียวกับที่เคยทำให้ผม ทุกอย่างชัดเจนอยู่ตรงหน้า ยัดเยียดให้ผมมองภาพนั้นพร้อม ๆ กับที่รู้สึกได้ถึงสัมผัสนั้น สัมผัส เดียวกันกับที่ผมเคยได้รับและอบอุ่นใจ แต่ในวันนี้ กลับกลายเป็นสัมผัสนั้น ที่ย้อนมาทำร้ายผมเสียเอง ให้รู้สึกเจ็บในอกได้ขนาดนี้ สี หน้าตกใจของปุณณ์เป็นสิ่งที่ผมเห็นเพียงแว่บหนึ่ง ก่อนจะหันหลังให้ทั้งคู่และซอยขาลงบันไดอย่างว่องไว… ผมได้ยินเสียงคุ้นเคยร้องเรียกชื่อผม แต่ยิ่งผมคุ้นเคยกับเสียงนั้นมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งเจ็บปวดเท่านั้น เช่นเดียวกับสัมผัสนั้นที่ผมเคยรักมันมากเท่าไหร่ วันนี้มันก็ทำให้ผมเจ็บปวดได้มากเท่ากัน สองขาผมสั่งให้ตัวเองวิ่งมาเรื่อยจนถึงห้องชมรม โดยไม่มีวี่แววของปุณณ์ติดตามมาแต่อย่างใด

ผมรู้สึกราวกับปุณณ์ที่เคยรู้จัก.. ได้ปลิวหายไปแล้ว.. ***

“เฮ้ยไอ้มํ่า!! เป็นห่าไรเนี่ย!! ตัวเท่าควายมีแรงเป่าแค่นี้เหรอวะ! ออกไปวิ่งรอบสนามเลยนะมึง ไม่ครบสามรอบไม่ต้องเสือกกลับมาอะ!” เสียงไอ้โอมโวยรุ่นน้องลั่น จนห้องชมรมเงียบไปพักหนึ่ง เนื่องจากไม่บ่อยนักที่มันจะของขึ้นแบบนี้ แต่ทุกครั้งที่เป็น ก็มักมีผมเป็นหน่วยกำลังเสริมอาสาคอยปลอบใจน้อง ๆ ที่โดนแจ็คพอตเสมอ เพียงแต่วันนี้ ผมไม่มีแรงเหลือพอจะช่วยพยุงความรู้สึกใครแล้วจริง ๆ “มํ่า ร้องไห้แล้วอะพี่โน่” น็อตเตือนผมเบา ๆ พลางกระทุ้งศอกเป็นเชิงให้หันไปดู จึงได้เห็นไอ้น้องมํ่าเดินเช็ดนํ้าตาป้อย ๆ ออกจากห้องชมรมไป ขณะที่โอมสั่งให้เครื่องเป่าคนอื่น ๆ ซ้อมต่อ

“อือ… กูก็อยากจะร้องเหมือนกัน” ผมพูดกับตัวเองเบา ๆ ขณะช่วยจัดระเบียบนิ้วน็อตบนสายเชลโล่เส้นหนึ่งไปด้วย “เฮ้ยเป็นไรพี่!?” แต่ไอ้ห่านี่เสือกได้ยินว่ะ เมื่อ รู้ตัวเช่นนั้นผมจึงต้องรีบส่งยิ้มกลบเกลื่อน “อ๋อ เปล่า… จะร้องไห้เพราะมึงสอนยากนั่นแหละ หึหึ กูบอกให้เอานิ้วไว้ตรงนี้ไง เดี๋ยวสั่งวิ่งรอบสนามอีกคนเลย หึหึหึ” “โห่ ย… อย่าโหดดิ่พี่ ผมเพิ่งหัดไม่กี่วันเองนะ” ด้วยคำนั้นทำเอาไอ้น็อตบ่นอุบ ก่อนจะหันไปแว้งไอ้เป้อ โทษฐานซ้อมดรัมกวนสมาธิมัน ซึ่ง… โคตรไร้สาระเลย เพราะตอนนี้ห้องชมรมมีแต่เสียงเครื่องดนตรี ดีด สี ตี เป่า ดังสวนกันมั่วไปหมด ฟังไม่ได้ศัพท์ซักนิดเพราะสมาชิกห้องเล่นอยู่กันแบบเต็มอัตรา

ผม ขำไอ้เด็กสองคนที่เถียงกันไม่หยุดจนแทบเกิดเป็นสงครามคันชักกับไม้ดรัม ทำเอาคนอื่น ๆ ในห้องพลอยหัวเราะไปด้วย จนบรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ชักจะผ่อนคลายลง แถมไอ้น้องน็อตที่มานั่งหน้าบื้อให้ผมสอนเชลโล่อยู่นี่ก็หัวทึบซะจนอดขำแม่ง ไม่ได้ (เก่งทุกเรื่องยกเว้นเรื่องนี้เหรอมึง) แต่ถึงปากผมจะกำลังหัวเราะ หรือใบหน้าผมจะเปื้อนรอยยิ้มอยู่… ภายในใจกลับมีแค่ความรู้สึกที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ในเมื่อรู้สึกตัวอีกทีผมก็เฝ้าแต่มองประตูห้องชมรม หวังให้ใครสักคนเดินเข้ามา.. แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่สมหวัง

..ผมน่าจะรู้ว่าสักวัน เราสองคนก็ต้องจบลงแบบนี้ …

“จะ สองทุ่มแล้ว เลิกซ้อมก่อนปะ” เสียงไอ้ฟิล์มถามผมระหว่างกำลังต่อโน๊ตห้องสุดท้ายให้ไอ้น็อตอยู่ ทำเอาผมต้องลุกลี้ลุกลนดูนาฬิกาตาม แล้วก็พบว่าจริงอย่างมันพูด “เออ ๆๆ ปิดห้อง โทษทีว่ะ กูลืมดูนาฬิกา” ผมตอบฟิล์มกลับไปอย่างนั้น ก่อนเสียงดัง ๆ ของมันจะตะโกนส่งคำสั่งเป็นทอด ๆ ไป “เลิกซ้อม!! เก็บของ!! ไสหัวกลับบ้านซะ!!!” นั่น… แล้วดูมัน -_-… จะบอกดี ๆ ก็ไม่ได้เนอะไอ้ห่า ผม ส่ายหัวขำ ๆ พลางช่วยน็อตเก็บแสตนตั้งโน๊ตเพลง รวมถึงเอาเชลโล่ลงกล่อง ขณะที่คนอื่น ๆ เริ่มทยอยเก็บเครื่องไม้เครื่องมือของตัวเองเช่นกัน ผมช่วยเก็บของในห้องชมรมพลางโบกมือลาน้อง ๆ ที่เริ่มทยอยกลับบ้านกันเป็นระยะ จนเหลือแค่พวกเราม.5 ที่ยังคงเคลียร์ของในห้องชมรมอยู่ “แค่ นี้ก็พอแล้วมั้งโน่ ไอ้นี่ไม่ต้องเก็บหรอก เดี๋ยวตอนเช้าให้ง่อยมาพิมพ์” อาร์ทบอกผมพลางชี้ไปที่ปึ้งเอกสารกองใหญ่ที่ต้องคีย์ลงคอมพิวเตอร์ ซึ่งเออ.. ไม่ต้องเก็บก็ดีเหมือนกัน เสียเวลาแยกงานสุด ๆ ผมพยักหน้ารับคำแนะนำนั้น ก่อนจะสำรวจห้องแล้วเดินไปเอากระเป๋ามา “ไม่ ลืมไรแล้วนะมึง กูปิดไฟนะ” ผมร้องบอกพวกที่ยืนใส่รองเท้าอยู่หน้าห้อง ได้ยินเสียงพวกมันขานรับอื้ออึง ไม่มีใครทักท้วงอะไรจึงปิดไฟแล้วออกมาใส่รองเท้าบ้างทันที แต่สิ่งที่รออยู่หน้าห้องชมรมคือ.. “ปุณณ์….” ผมอุทานชื่อคนที่ยืนตรงหน้าเพราะความตกใจในแว่บแรก แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ความรู้สึกเมื่อตอนเย็นก็ประเดประดังกลับมาหาผมอีกครั้ง “อ้าว ปุณณ์ รอโน่เหรอวะ ทำไมไม่เข้าไปอะ ยุงเยอะจะตายห่า” เสียงฟิล์มร้องถามเลขาสภาฯที่เพียงคลี่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะอ้าปากตอบ “เปลี่ยนบรรยากาศน่ะ.. โน่ กลับด้วยกันนะ” แต่มันเอาอะไรคิด ว่าผมจะอยากกลับบ้านกับมัน

“โอม… วันนี้เดี๋ยวกูแวะบ้านมึงนะ” ผมไม่ตอบคำชวนนั้น แต่หันไปพูดกับโอมแทน ทำเอาไอ้โอมหน้าเหวอ แต่สายตาผมคงให้คำตอบอะไรได้หลายอย่าง โอม หยุดมองหน้าผมสลับกับปุณณ์ ก่อนจะถอนหายใจยาว “เรื่องพวกมึงกูไม่อยากยุ่ง ไปคุยกันเองไป… แล้วถ้าไม่ไหวจริง ๆ ค่อยมาหากู” เพราะโอมเป็นคนที่รู้เสมอว่าผมคิดอะไร และกำลังจะทำอะไร รวมถึงครั้งนี้มันก็ยังรู้เช่นกันว่าผมกำลังจะหนี แต่สาเหตุที่หนีเป็นเพราะตัวผมเองยังไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับปุณณ์ดี ในเมื่อแค่เห็นหน้าปุณณ์ตอนนี้ ร่างกายก็รู้สึกอ่อนล้าไปหมด ผมอาจจะเคยรอให้ปุณณ์เข้ามาอธิบายเรื่องทั้งหมด แต่พอเวลานี้มาถึง ผมกลับไม่พร้อมที่จะฟังอะไรเลย

ฝ่า มือโอมบีบไหล่ผมแน่นเหมือนต้องการส่งผ่านกำลังใจ พร้อมรอยยิ้มที่มันมีให้แว่บหนึ่งก่อนจะเดินไปพร้อมกับพวกฟิล์ม ปล่อยให้ผมยืนนิ่งอยู่กับคนที่ทำร้ายผมเพียงลำพัง “ไปหาอะไรกินกันมั้ย” แล้วคำนี้เหรอที่มันควรพูดออกมาในเวลาแบบนี้? ผมหันไปมองใบหน้าเดิม ๆ นั้นด้วยความไม่อยากเชื่อหู ว่าคนที่เพิ่งทำร้ายจิตใจกันเมื่อตอนเย็นจะกล้าชวนผมไปกินข้าว ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

“กู จะกลับบ้านวันนี้กูเพลีย” เป็นอย่างนั้นผมจึงตอบปัดอย่างไม่ลังเล พร้อมก้าวขาหมายจะกลับบ้านอย่างที่พูด หากแต่ฝ่ามือแกร่งรีบฉวยแขนผมไว้ได้ก่อน “โน่ อย่าบอกนะว่าซีเรียสเรื่องเมื่อเย็นจริง ๆ” แถมนํ้าเสียงที่ถามออกมายังฟังดูเหมือนไม่อยากเชื่ออีกต่างหาก อ๋อ… หมายความว่าที่กูรู้สึกอยู่นี่มันแปลกมากใช่รึเปล่า ที่กูเสียใจนี่มันประหลาดมากใช่มั้ย ผม หันไปตอบมันชัดเจนทันที “กูไม่รู้หรอกนะ ว่ามึงใช้ส่วนไหนของสมองคิดถึงถามมาได้ แต่ตอนนี้กูไม่มีอะไรจะพูดกับมึง… กูจะกลับบ้านนอน” และผมพูดจริงไม่ได้ล้อเล่น ผมฉวยโอกาสตอนมันเผลอดึงข้อมือตัวเองออกจากฝ่ามือนั้น ก่อนจะเดินลิ่ว ๆ มุ่งสู่ประตูรั้วโรงเรียน แต่อีกคนยังตามมาไม่หยุด “เฮ้ย!! ไปกันใหญ่แล้วโน่!! คุยกันก่อนดิ่!” แถมเสียงทุ้มนั้นไม่เรียกเปล่ายังยื้อผมให้หยุดเดินอีก เรากระชากกันไปมาจนยามหน้าโรงเรียนมองด้วยสายตาแปลก ๆ

“คุย อะไร วันนี้กูเหนื่อยมาก มึงจะเอาไงค่อยบอกกูพรุ่งนี้แล้วกัน” ผมพูดด้วยนํ้าเสียงไม่ดังนัก และไม่ใช่การพูดหาเรื่อง คำพูดของผมจริงจังจนปุณณ์ต้องนิ่งไป… ชั่วขณะหนึ่งที่คิดว่าอีกฝ่ายคงยอมแพ้แน่แล้ว แต่ปุณณ์กลับฉุดเอาผมไปนั่งตรงฟุตบาทบริเวณทางออกโรงเรียนอย่างไม่ลดละ “ไม่เอา! มึงจะกลับไปทั้งแบบนี้ได้ไง มึงเข้าใจผิดอะไรเนี่ย” “………” แต่ไม่ใช่หน้าที่ที่ผมที่ต้องตอบ “เฮ้ย เรื่องแพมไม่มีอะไรเลยจริง ๆ นะ มึงเป็นไรวะ กูไม่คิดว่ามึงจะติดใจขนาดนี้” เฮอะ!! ผมแค่นหัวเราะอย่างไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับมัน “เฮ้ย โน่… เอาดี ๆ คิดมากเรื่องแพมจริงเหรอวะ” จนเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งจนปุณณ์คงรู้ว่าผมไม่อยู่ในอารมณ์จะเสวนาด้วยแน่ ๆ มันจึงย่อลงนั่งตรงหน้าผม แล้วใช้สายตาคมมองตรงมาราวกับจะเค้นคำตอบ “ฟัง ดี ๆ เลยนะ…. กู กับ แพม ไม่มีอะไรอย่างที่ มึง คิด…. และสุดท้าย… กู รัก มึง… หัดจำซะบ้าง” มันพูดยํ้าทีละประโยคก่อนจะปิดท้ายด้วยการบ้องหัวผมจนหน้าทิ่ม แม่งเอ๊ย!!!!! นี่มึงคิดจะง้อกูจริงเหรอวะ! ไอ้ควาย ผมเงยหน้ามาเงื้อมือหมายจะบ้องมันกลับ และก็คงเกิดสงครามเก้าทัพไปแล้ว ถ้าเสียงหวาน ๆ ซึ่งผมไม่คุ้นนัก ไม่ได้ดังขึ้นจากทางด้านหลังเสียก่อน “ปุณณ์! ยังไม่กลับอีกเหรอ?” “อ้าว…. แพม!” หึหึ.. ไงล่ะ… เป็นไงล่ะมึง! ผมเหล่ตามองเจ้าของชื่อที่ถูกเรียกซึ่งทำหน้าเสียไปแล้ว แต่ยังไม่วายรีบคว้ามือผมไปจับแน่นเพราะรู้ว่าผมกำลังจะลุกหนีมัน “ยังไม่กลับอีกเหรอ?” เสียงแพมถามซํ้าพลางส่งยิ้มเลยมาถึงผม จนต้องแค่นยิ้มกลับไปอย่างเสียไม่ได้ “ยัง แพมล่ะ ไหนออกไปตั้งนานแล้ว กลับมาทำไมอีก”

“อ๋อ… ไปกินข้าวแถว ๆ นี้มาน่ะ กินเสร็จแล้วเดินผ่านเห็นปุณณ์ยังอยู่ในโรงเรียนเลยแวะมาขอบใจเรื่องเมื่อ เย็น” เจ้าของเสียงหวานนั้นตอบพร้อมรอยยิ้มเก๋ แต่ทำเอาผมถอนหายใจแรง ในขณะที่ปุณณ์เริ่มกระชับมือผมแน่นขึ้น “อืม… แล้ว… โอเคแล้วนะ”

“อื้อ โอเคแล้ว…” ผมสังเกตว่านัยน์ตาแพมดูหมองลงไปนิดหน่อย ก่อนเธอจะคลี่ยิ้มแล้วหันไปตะโกนเรียกเพื่อนที่ยืนรอบริเวณหน้าโรงเรียนให้ เข้ามา “ไมค์!!!!! เข้ามาดิ!!! นี่ไงปุณณ์!” หืม? ใครวะ? ผมเลิกคิ้วสูงเมื่อเห็นผู้ชายเจ้าของชื่อ ไมค์ ที่แพมเรียก ค่อย ๆ เดินเข้ามาสมทบกับพวกเราอีกคนหนึ่ง

“อ๋อ หวัดดีครับปุณณ์ แพมเล่าให้ฟังหมดแล้ว ขอบคุณนะที่ช่วยดูแลแฟนผมให้” อะ… เอ๋??… อะไรวะ…. ถึงตรงนี้ผมไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆ ว่าเชี่ยปุณณ์มันยิ้มแบบสะใจชอบกล “อือ ไม่เป็นไรหรอก” มันตอบคนที่ชื่อไมค์ก่อนจะหันมายิ้มยียวนผมหนึ่งที “กลับบ้านดี ๆ นะ.. แพม ปีหน้าเอาใหม่ล่ะ สู้ ๆ” “จ้า…. ปุณณ์กับโน่ก็กลับบ้านดี ๆ นะ” เสียงใสนั้นบอกลาเราทั้งคู่ก่อนจะโบกมือว่อนแล้วพากันเดินจากไป ทิ้งให้ผมอยู่กับปุณณ์ต่อเพียงลำพัง

“หึหึ…….. ไอ้ขี้หึง…. หึหึหึ” อะ…… อะไรนะ!.. ไอ้เชี่ยย…. ใครหึงมึงวะ! ผมเหลือกตาใส่มันอย่างไม่ยอมแพ้ “ก็เป็นมึงจะคิดไง ถ้าเห็นงั้นอะ!” “เป็นกูจะลากมึงออกมาคุยให้รู้เรื่องเดี๋ยวนั้น หึหึหึ” ไหมล่ะ! มันน่ะร้ายกว่าผมอีก! ผมส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจ ปนเซ็งที่ตัวเองคิดมากไป ปุณณ์ ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเขยิบมานั่งข้างผมพร้อมตบไหล่เบา ๆ “แพมเค้าตกรอบสุดท้าย เสียใจ

มากเลยว่ะ กูเลยช่วยปลอบ… แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้นจริง ๆ นะ มันไม่ใช่ความรู้สึกเดียวกับเวลาที่กูกอดมึงเลย… มึงเชื่อกูใช่เปล่า”

“อือ….” ผมตอบคำอธิบายยืดยาวนั้นเพียงสั้น ๆ เพราะในหัวกำลังครุ่นคิดไม่ยอมหยุด ว่าวันนี้เป็นอะไร ถึงได้บุ่มบ่ามขนาดนั้น “แต่ โน่ไม่เคยเป็นอย่างนี้นี่ครับ… มีอะไรในใจรึเปล่า ทำไมคิดมากจัง” คำถามของปุณณ์ช่างตรงประเด็น เพราะเป็นคำถามเดียวกับที่ผมกำลังถามตัวเองพอดี … ผมเป็นอะไร.. ระหว่าง เราสองคนปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมอยู่พักหนึ่ง จนเหลือเพียงเสียงรถยนต์จากด้านนอกที่แล่นผ่านไปมาเท่านั้น จนเข็มนาฬิกาเดินไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ ปุณณ์จึงถอนหายใจเสียงยาว ฝ่า มืออุ่นนั้นเลื่อนมากุมมือผมไว้แผ่วเบา “กูก็ไม่รู้นะว่ามึงเป็นอะไร… แต่ความรู้สึกกูไม่เคยเปลี่ยนหรือลดลงเลย… กูอยากให้มึงมั่นใจในตัวกูมากกว่านี้ ได้รึเปล่า” ซึ่งผมก็อยากเป็นแบบนั้น แต่…. “ไม่รู้ดิ่… ช่วงนี้กู… แปลก ๆ..” “แปลกยังไงครับ” ผม กลืนนํ้าลายลงคออึกหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “กูรู้สึกเหมือน…. ชีวิตมึงคงดีกว่านี้…… ถ้าคนที่อยู่ข้างมึงไม่ใช่กู…… ไม่รู้ดิ่..” แต่ด้วยคำตอบนี้ทำเอาเสียงที่เคยอ่อนโยนของปุณณ์ดูแข็งขึ้นมาทันใด “ทำไมโน่คิดอย่างนั้นอะ” ทั้ง ที่ผมไม่มีเจตนาจะทำให้มันโมโหเลยแม้แต่น้อย “ก็มึงจะไม่ให้กูคิดได้ไง… ในเมื่อทุกวันนี้มึงมีปัญหากับที่บ้านก็เพราะกู…. จนกู… กูคิดเลยไปว่า ถ้ามึง…. ถ้ามึงได้.. คบกับเด็กผู้หญิงดี ๆ… น่ารัก ๆ

เรียนโรงเรียนดี ๆ เก่ง ๆ อย่างแพม…. ชีวิตมึงก็คงง่ายกว่านี้… มึงก็คงกล้าบอกที่บ้านอย่างเต็มปากเต็มคำว่า มึงกำลังคบใคร….. แล้วทุกอย่างก็คงดีกว่านี้…. ไม่รู้ดิ่…. แต่เพราะเป็นกู………. มึงก็เลย……” ผมพ่นความรู้สึกลึก ๆ ในใจที่เคยเก็บไว้กับตัวเองออกมา แต่ไม่สามารถพูดต่อจนจบได้ เพราะทั้งหมดนี้มันอาจจะมากเกินไป.. จนทำให้ปุณณ์เงียบ ใบหน้าคมคายนั้นวางสายตาที่ใบหน้าผมนิ่ง ก่อนริมฝีปากเรียวจะคลี่ยิ้มบาง ๆ “เพราะแบบนี้ใช่มั้ย ถึงทำให้โน่ไม่สบายใจ” “อะ…. อืมม” ผมขานรับคำถามมันแบบงง ๆ ขณะที่ปุณณ์ฉุดแขนผมให้ลุกขึ้นยืนพร้อมมัน “ถ้าอย่างนั้นไปทำให้โน่สบายใจกันเถอะ” หะ……. หาา?? อะไรนะ!? ผมที่มึนงงไปหมดถูกปุณณ์ลากให้ตามไปถึงหน้ารั้วโรงเรียน ก่อนมันจะโบกแท็กซี่ด้วยคำว่า “ท่องหล่อครับพี่” เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยย!? ***

แล้วผมก็ต้องมานั่งหน้ามึนบนแท็กซี่โดยที่ไม่เข้าใจอะไรซักอย่างเดียว! หนำซํ้าไอ้หน้าหล่อที่ฮัมเพลงอารมณ์ดีอยู่ ยังทำหน้ามีเลศนัยชนิดเห็นแล้วเสียวสันหลังวาบบอีก ไม่น่าวางใจเลยว่ะ! น่ากลัวจนอดระแวงไม่ได้ว่ามึงจะเอากูไปทำอะไรรึเปล่า!? ผมคิดสงสัยพร้อมว่าจะกระชากคอเสื้อนักเรียนเรียบแปล้นั่นมาถามให้รู้เรื่อง แต่รถเสือกเบรกเอี๊ยดหน้ารั้วบ้านภูมิพัฒน์จนแทบหงายซะก่อน

เหี้ย!! ทำไมรถไม่ติดเลยวะ!? นี่มันทองหล่อนะ ไม่ใช่พุทธมณฑล!! ทำไมโชคชะตาถึงได้ลำเอียง อะไร ๆ ก็เข้าข้างไอ้ปุณณ์ไปหมดอย่างนี้!

ผม นั่งหน้าเหวอทันทีที่เห็นรั้วบ้านคุ้นตา ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ขณะที่ลูกชายบ้านหลังนั้นเพียงยิ้มกริ่ม หยิบเงินจ่ายให้คนขับแท็กซี่ และลากผมลงจากรถแบบทุลักทุเลทันที

“จะ…. จะทำอะไรของมึงวะ!!” ก็เห็นรอยยิ้มแบบนี้แล้วใจไม่ดีนี่หว่า พับผ่าสิ!! แต่ไอ้ห่าตัวสร้างปัญหายังคงยิ้มแบบที่ผมคิดว่าโคตรน่ากลัวต่อไป “มาเร็ว…. เดี๋ยวไม่ทัน” แล้วไม่ทันอะไรล่ะ!!!! โว้ยยย.. แถมไม่เหลือเวลาให้ผมประท้วงแล้ว เมื่อทั้งสองแขนถูกมันลากเข้าบ้านทางประตูเล็กก่อน ผม ค่อย ๆ เดินตามไอ้เจ้าของเสียงฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีนั่น ขณะตัวเองเหงื่อแตกเต็มหลัง โดยเฉพาะตอนเดินผ่านโรงรถแล้วเห็นรถพ่อมันจอดนิ่งอยู่ ผมยิ่งระแวงหนัก

“ปุณณ์….. มึงจะทำไร บอกกูก่อนน” เพราะกูก็มีสิทธิ์ที่จะรู้นะเฮ้ย! ไม่ใช่มาปิดประตูตีแมวแบบนี้! ผมพยายามยื้อแขนตัวเองกลับมาแต่ไอ้คนข้างหน้าเสือกคว้าไว้แน่น และยังไม่มีทีท่าจะบอกอะไรให้ฟัง นอกจากทำหน้ายียวนตอบอีกต่างหาก

“ไม่บอก!” “ไอ้เชี่ยยยยยยยย ไม่บอกกูไม่เข้าไปจริง ๆ นะ!!” “ไม่ทันแล้วแหละ” ซึ่งก็คงไม่ทันจริง ๆ เพราะตอนนี้เราสองคนมายืนหน้าประตูบ้านภูมิพัฒน์เรียบร้อยแล้ว… เสียงทีวีรายการข่าวภาคคํ่าดังแผ่ว ๆ เป็นสัญญาณว่าคนดูช่องนี้ไม่ใช่น้องแป้งแน่… แบบนี้จะไม่ให้ผมกลืนนํ้าลายฝืดคอได้ไงอะ! “เชื่อ กูสิ…” แต่น่าแปลกที่คำพูดสั้น ๆ เพียงคำเดียวจากปุณณ์ กลายเป็นดั่งเวทมนต์ไล่ความกังวลใจให้ผมได้… ผมมองตอบนัยน์ตาเป็นประกายบนใบหน้าคมนั้น แล้วตัดสินใจเดินเข้าตัวบ้านไปพร้อมมัน

“พ่อ……..” แต่เฮ้ย!!!!!!!!! เรียกเลยเหรอวะ!!!!!!? ไอ้ห่านี่ทำเอาผมผงะไปสามก้าวเมื่อได้ยินเสียงปุณณ์ทักพ่อตัวเอง ที่กำลังดูทีวีในห้องนั่งเล่น แถมแม้จะภาวนาให้เจ้าของบ้านภูมิพัฒน์ดูทีวีเพลิน หูตึง จนไม่ได้ยินเสียงลูกชายแค่ไหน ก็ดูเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะไม่เคยเข้าข้างผมเลย “ว่าไง… เพิ่งกลับมาทำไมไม่ไปเก็บของก่อน” … ผมกลืนนํ้าลายฝืดคออีกครั้ง เพราะพอจะเดาออกว่า ไอ้คนข้าง ๆ กำลังคิดอะไร

“พ่อ..” ปุณณ์เรียกพ่อตัวเองอีก ทั้งที่ยังประจันหน้าอยู่ ราวกับคนชั่งใจตัวเองไม่ขาด

“……..” แต่คราวนี้ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้ใหญ่ตรงหน้าแล้ว.. ผมรู้ว่าพ่อรู้ ว่าสาเหตุที่เราสองคนมายืนอํ้า ๆ อึ้ง ๆ กันอยู่ เป็นเพราะอะไร

ปุณณ์สูดหายใจทางปากเฮือกหนึ่งก่อนจะพูดออกมา “.. ผมมีแฟน” แต่เฮ้ย!!! เอางี้เลยเหรอวะ!? ผมถึงกับต้องกระพริบตาถี่ ๆ ไล่ความมึน เผื่อว่าเมื่อกี้จะแค่หูตาฟ่าฟางไป แต่ภาพที่เห็นยังคงเป็นไอ้ปุณณ์กับพ่อยืนประจันหน้าอยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

เจ้าของบ้านภูมิพัฒน์ดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันใด “ยอมพูดแล้วรึไง ไอ้ตัวดี”

“ผมจะพูดเท่าที่ผมอยากพูด” แล้วยังไปต่อล้อต่อเถียงกับเค้าอีก!! โอ่ยยย กูล่ะปวดกบาล เดือดร้อนต้องควานหายาดมในกระเป๋ากางเกงตัวเองแต่ดันเจอแค่โทรศัพท์มือถืออีก โอ่ย… กูลืมไว้ที่ห้องชมรม

บรรยากาศเริ่มตึงเครียดจนผมรู้สึกอึดอัด

“แล้ว แกอยากพูดอะไร” พ่อมันถามกลับพลางถอดแว่นสายตาที่ใช้ดูทีวีเมื่อกี้ออก เป็นสัญญาณว่ากำลังโฟกัสแค่ลูกชายตรงหน้าเพียงอย่างเดียว ขณะที่นัยน์ตาปุณณ์ดูมั่นใจขึ้นมาก

“ผมคิดอยู่หลายคืน.. ว่าพ่อทำแบบนี้ทำไม.. พ่อจะบังคับให้ผมพูดเพราะอะไร”

“…..”

“แล้ว ผมก็ได้คำตอบ.. ว่าเป็นเพราะพ่อรักผม พ่อเลยไม่อยากให้ผมเป็นแบบพี่เภา… แต่พอคิดได้แบบนี้ ผมเลยรู้ว่า… พ่อไม่เคยไว้ใจผมเลย”

“ไม่ ใช่ว่าพ่อไม่ไว้ใจแก” เสียงทุ้มของพ่อเริ่มพูดบ้าง หลังจากเงียบอยู่นาน ทำเอาใจผมแทบหยุดเต้น “แต่แกเคยคิดไหมว่าอายุแค่นี้มันจะไปกันได้ซักกี่นํ้า แกจริงจังกับเขาแล้วเขาจริงจังกับแกมั้ย ไอ้พวกทื่อ ๆ ซื่อ ๆ อย่างแก พ่อเห็นมานักต่อนักแล้วว่าสุดท้าย ก็มานั่งครํ่าครวญว่าเสียใจ ไม่น่าเลือกแบบนี้เลย… หรือถ้าแกโชคร้ายได้เท่าไอ้เภา ซึ่งก็มีโอกาส เพราะแกเป็นลูกพ่อ ใครก็จับตามองแก แกก็จะถูกนักข่าวขุดคุ้ยแต่เรื่องไม่ดีออกมาให้โลกรู้ ถ้าถึงวันนั้นแกจะยังยืนทำเก่งแบบนี้ได้รึเปล่า มันคุ้มแล้วเหรอที่แกจะเอาตัวลงไปเสี่ยง”

“คุ้มครับ”

“อะไรนะ”

“ปุณณ์ไม่กลัว แล้วปุณณ์ก็ไม่สนด้วย ว่าข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่…”

“……”

“ปุณณ์ ตอบพ่อไม่ได้หรอก ว่าเราจะไปกันซักกี่นํ้า หรือเขาเป็นคนดีพอสำหรับปุณณ์หรือไม่ แต่วันนี้เรารักกัน และปุณณ์รักเค้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นปุณณ์ก็จะรักเค้า ต่อให้วันข้างหน้าต้องเสียใจ หรือเลวร้ายแค่ไหน ปุณณ์จะรับเอาไว้ทั้งหมด และพ่อจะไม่มีวันได้ยินคำว่า เสียใจที่เลือกเค้า จากปากปุณณ์… ไม่มีวันนั้น”

ห้อง โถงกลางเงียบไปครู่ใหญ่.. แม้แต่เสียงทีวีที่เปิดทิ้งไว้ ผมก็ยังไม่ได้ยิน ด้านหลังของปุณณ์ดูแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวจนอดทึ่งในความกล้าหาญของคนตรงหน้า ไม่ได้ ขณะเดียวกันผมก็เกลียดตัวเองเหลือเกิน ที่เคยระแวงคนที่รักผมมากขนาดนี้..

พ่อของปุณณ์สาวเท้าเข้าไปใกล้ปุณณ์ จนแทบยืนชนกัน ก่อนมือข้างนั้นจะเอื้อมไปบีบไหล่ลูกชายคนเดียวหนัก ๆ

“ก็อยากได้ยินแค่นี้ล่ะ นึกว่าจะไม่เป็นลูกผู้ชายพอซะแล้ว.. อีกหน่อยมีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่กลัวใช่มั้ย”

“ครับ”

“จะไม่พูดคำว่าเสียใจให้พ่อได้ยินใช่มั้ย”

“ใช่ครับ”

“คิดดีแล้วใช่มั้ย”

“ดีที่สุดครับ”

“เป็นลูกพ่อต้องอดทน… จำคำนี้ได้ใช่มั้ย”

“ผมดีใจที่ได้เป็นลูกพ่อครับ”

ภาพ พ่อกับลูกกอดกันตรงหน้าทำเอาผมนํ้าตาซึมหน่อยนึงแฮะ.. ไม่รู้เพราะดีใจหรือโล่งใจหรือสองอย่างปน ๆ กัน เฮ้อ… ไอ้ปุณณ์แอบหันมายิ้มให้ผม ก่อนจะคุยกับพ่อต่อเหมือนเดิม

“ปากหวานนะไอ้นี่ อยู่กับแฟนก็ปากหวานงี้งั้นสิ”

“เปล่านะ แค่พูดตามที่คิด” ดูมันยังแถครับ เสียงเจ้าของบ้านภูมิพัฒน์หัวเราะร่วนก่อนจะโยกหัวลูกชายคนเดียวเล่นเบา ๆ

“จะ คบใครก็คบไปเถอะ ถ้ามั่นใจขนาดนี้พ่อกับแม่ค่อยหายห่วงหน่อย ไอ้แบบอํ้า ๆ อึ้ง ๆ อย่างตอนแรกน่ะ แม่เค้าใจไม่ดี…. อ้าวโน่ มายืนทำอะไร ให้กำลังใจไอ้นี่มันเหรอ” เอ่อ…. ไม่รู้ดิ่ครับ… ผมเกาหัวตัวเองแกรก ๆ สองทีพร้อมส่งยิ้มแหย ๆ กลับไป

“เอาไปบอกแฟนมันด้วยนะว่าวันนี้มันยอมงัดกับพ่อเพื่ออุดมการณ์ของมัน ฮ่า ๆ นิสัยเหมือนใครวะ”

“เหมือนพ่อแหละ งั้นผมไปอาบนํ้าก่อนนะ” ไอ้ปุณณ์ว่าพลางส่งยิ้มเผล่มาทางผม จนขนลุกซู่ด้วยความเสียวสันหลังวาบ

“ไปเถอะ แล้วโน่ล่ะ คืนนี้นอนนี่รึเปล่า หรือจะกลับบ้าน ถ้ากลับบ้านเดี๋ยวพ่อให้คนรถไปส่ง”

“กะ….”

“โน่นอนนี่!!! ผมโทรบอกบ้านโน่แล้ว” ไอ้ตอแหล!!!!!!!!!! ผมหันไปจ้องไอ้ขี้ตู่เขม็งแต่ดูท่าทางแม่งไม่สะทก

เจ้า ของบ้านภูมิพัฒน์แค่ยิ้มตอบเรากลับมา ก่อนจะเดินกลับไปนั่งดูทีวีที่โซฟาตามเดิม “งั้นก็รีบขึ้นไปอาบนํ้า ทำการบ้านกันได้แล้ว อย่านอนดึกล่ะ”

“คร้าบบ การบ้านน่ะทำอยู่แล้ว” เดี๋ยวนะ… มึงพูดเรื่องเดียวกับพ่อปะเนี่ย.. แต่ดูจากสายตาที่หลิ่วมากูว่าไม่ใช่นะ!! ผมยกมือหมายจะชูนิ้วกลางใส่หน้ามันแต่ไอ้ตัวดีเสือกลากแขนผมข้างนั้นให้เดินขึ้นบันไดตามไปก่อน เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยย

แอ๊ด — -ปัง!!

“เป็นไง รู้สึกดีขึ้นรึเปล่า?” เอ่อะ… ปิดประตูห้องปุ๊บก็ถามปั๊บเลยว่ะ กุปรับสภาพไม่ทัน

“ก็… มึน ๆ ว่ะ… มึงก็กล้าเนอะ” เพราะถ้าเป็นกู… กูป๊อด ฮ่า ๆๆ.. ผมว่าพลางเดินไปโยนกระเป๋าลงโซฟาพร้อมขยับชายเสื้อออกมานอกกางเกง ขณะที่ปุณณ์ฉวยรีโมทกดเปิดแอร์

“อือ เพื่อมึงเลยนะ จะได้เลิกคิดมากซักที” อ๋อเหรอออออออออ ผมแกล้งเบะปากใส่มัน ทำทีเหมือนไม่เชื่อ (ทั้งที่จริง ๆ ก็เชื่อนั่นแหละ แต่อยากแกล้ง จะทำไม ฮ่า ๆ) ไอ้ปุณณ์เลยหน้าบูดเหมือนนมกล่องค้างปี

“ไร… ดูทำหน้า… มานี่เลย มาใกล้ ๆ กู” แล้วไม่บูดเปล่ายังกวักมือเรียกอีก ผมหันไปส่งสายตาไม่ไว้ใจให้ไอ้เจ้าของห้องนั่น แต่มันกวักมือยิกจนน่ากลัวข้อมือจะหัก เลยเดินไปหาหน่อยก็ได้วะ

แล้วก็คิดผิดจริง ๆ ที่มา เพราะยังไม่ทันถึงตัวอีกฝ่ายดี ไอ้ปุณณ์ก็คว้าผมไปกอดซะแน่น!

ปลายจมูกโด่งกดลงกับแก้มผมแบบที่ไม่รอให้ทันอุทธรณ์ “ไหน… ขอรางวัลหน่อย มีรางวัลอะไรให้กูบ้าง หืม?” แล้วยังกล้าพูดว่าขอนะ ทั้งที่ทำตัวเหมือนจะมาปล้นกันชัด ๆ ผมคิดระหว่างปุณณ์เริ่มฝังจูบที่ซอกคอผม

“เชี่ย อาบนํ้าก่อน”

“ไม่เอา”

เอ่ อะ.. ลางร้ายเริ่มปรากฏครับ… ผมพยายามเอียงตัวหลบริมฝีปากหยุ่น ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามมาพรมจูบได้ ขณะมือมันสาละวนกับการปลดกระดุมเสื้อนักเรียนผมไปด้วย

“ปุณณ์…..” แล้วฟังกูบ้างป่าวเนี่ย!?

“ว่า ไงครับ” ในที่สุดไอ้คนตรงหน้าก็ยอมมองตอบ พร้อมหยุดสาละวนกับร่างกายผมครู่หนึ่ง… แต่.. เอ่อ… สายตาที่มองมานี่ดิ่ ผมไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆ ว่าโคตรเต็มไปด้วยความต้องการเลย…. เอ่อ… เอาไงดีวะ

ผม ชักเริ่มตะกุกตะกัก โดยเฉพาะตอนมันมองหน้าและใช้ฝ่ามือลูบข้างลำตัวผมไปด้วย “ปะ… ไปที่เตียงแล้วกัน… บนพรมมัน… จั๊กจี้” โว้ยยยยยยย แล้วกูพูดอะไรออกไปวะ!! อย่ามองกูแบบนั้นได้ไหมเนี่ย! ผมแหกปากด่าตัวเอง(ในใจ)ดังลั่น ขณะไอ้ปุณณ์ส่งยิ้มกว้าง

“หึ หึ…” ใบหน้าคมนั้นโน้มมาหอมแก้มผมอีกฟอดใหญ่ ก่อนเสียงกระซิบแผ่วเบา จะดังที่ข้างหู “น่ารักแบบนี้ อย่าหวังจะได้นอน” อ่าวไอ้เหี้ย!!!! ความผิดกูปะวะ! ผมอ้าปากทำท่าจะสวนกลับ แต่เสือกถูกลากไปที่เตียง และมีริมฝีปากนุ่มประกบมากางกั้นคำพูดทั้งหมดก่อน

เฮ้อ..

วันนี้ตามใจมันแล้วกัน

60th CHAOS

หลังจากเรื่องร้าย ๆ (สำหรับผม) ผ่าน พ้นไป ชีวิตของพวกเราก็ปกติสุขอยู่สองสามวันครับ เป็นสองสามวันที่สุดแสนสงบ เหมือนเวลาฟ้าใสก่อนพายุมา จนพวกผมแทบไม่ทันระวัง ว่านี่มันใกล้มรสุมเข้าไปทุกทีแล้ว แถมยังเป็นมรสุมลูกใหญ่ด้วย เพราะมันคือ… มรสุมไฟนอล!!!!!!!

ชิบหายแล้วแม่งงงงงงงงงงงงง ณ จุด ๆ นี้ฆ่าผม ฆ่าผมให้ตายดีกว่าาา (ก่อนจะโดนอาป๊าฆ่าตอนเกรดออก) ฮือ ๆๆ Y____Y ก็ไม่ให้รู้ชะตากรรมตัวเองได้ไงอะครับ ในเมื่อวัน ๆ เอาแต่นอน ครูสอนก็เล่น psp กลับบ้านไปเอาแต่ตีดอท แถมตื่นเช้ามายังลอกการบ้านไอ้เก่งอีก แล้วแบบนี้จะเอาความรู้ที่ไหนไปสอบวะนั่น!? เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงต้องรีบหอบผ้าหอบผ่อนไปค้างบ้าน ดร.แหวน ซะหลายคืน เพื่อ….. ตีดอทกับไอ้โอม.. ไม่ใช่!!! เพื่ออ่านหนังสือต่างหากครับ!!! (หลุดปากจนได้นะเรา) แหะ ๆๆ.. แต่อ่านกับมันสองคนก็ใช่ว่าจะประเทืองปัญญาอะไรขึ้นมา สุดท้ายเลยต้องโทรลากไอ้เก่ง ไอ้ปาล์ม ไอ้พ้ง ไอ้รถเก๋ง (ที่พอจะมีสมองเหลืออยู่บ้าง) ให้มาช่วยกันติวหน่อย แต่พอไอ้โด่งไอ้เคนไอ้เอ็มรู้ข่าว เลยตามมาขอแบ่งส่วนบุญ.. เอ๊ย.. ส่วนกุศล.. เอ๊ย!! ความรู้ บ้าง (กูไม่ตั้งใจพูดผิดจริง ๆ น้า…)

แล้วมหกรรมติวระดับชาติก็เริ่มขึ้นครับ! (เว่อร์ไป ๆ..) ผมนอนควํ่ากับพื้นโดยที่มือก็ช็อตโน้ตเนื้อหาสำคัญที่พวกมันช่วยกันทวนให้ฟังไปด้วย แต่โคตรมึนเป็นระยะ ๆ… ไม่ดิ่… มึนตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันเลยต่างหาก เพราะไอ้ติวเตอร์รับเชิญที่มานั่งติวกันแต่ละคน แม่งงงงงงงง โคตรจะไม่สามัคคีเลยครับ!! มึงเรียนห้องเดียวกันจริงป่าววะ!!! ผม ล่ะถึงกับต้องกุมขมับตอนไอ้เก่งกับไอ้ปาล์มเถียงกันเป็นวรรคเป็นเวรเรื่อง ความต่างศักย์ไฟฟ้า การต่อเซลส์ไฟฟ้า วงจรไฟฟ้าห่าเหวอะไรนั่นกันชิบหาย โอ่ยยย…. แล้วกูจะได้รู้

เรื่องกะเขาไหมมมมมมมเนี่ยวันนี้ งั้นเปลี่ยนวิชาแล้วกัน! พวกผมตัดสินใจปิดหนังสือฟิสิกส์ (เพราะหาฝ่ายถูกฝ่ายผิดไม่ได้) แล้วเปลี่ยนเป็นชีวะแทน แต่…….. ก็ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยยยยยยยยยยยย ไอ้เก่งกับไอ้ปาล์มยังคงเดินหน้าตีกันไม่หยุดเหมื๊อนนนเดิม ทุกประการ เรียกได้ว่าพอเก่งพูดปาล์มแย่ง พอปาล์มแย้งเก่งขัด ความซวยเลยตกที่คนฟัง เพราะทั้งมึนและงง จนต้องปล่อยไอ้ติวเตอร์สองคนเถียงกันไป ก่อนที่โทรศัพท์มือถือผมจะร้องลั่น พลางโชว์ชื่อพ่อพระประจำงานซะหรา……. หึหึหึ

กดโหวต ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ เป็นคำตอบสุดท้ายครับ!!!!

ก็ช่วยไม่ได้ อยากซวยโทรมาตอนพวกกูกำลังเดือดร้อนอยู่ทำไม เลยต้องรับกรรมไป ฮ่า ๆๆ ปุณณ์มันเป็นพวกหัวดีครับ เด็กห้อง gifted ก็งี้ ถึงจะเห็นวัน ๆ เอาแต่ไร้สาระกับผม แต่เวลาเรียนมันคงตั้งใจอะ เพราะคะแนนสอบหรูตลอดจนแอบอิจฉา เรื่องของเรื่องคือวันนั้นปุณณ์มันจะโทรมายืมซีดี nirvana อัลบั้มแรกที่รู้ว่าผมมีในครอบครองครับ (ของหายากนะนั่น ขอบอก… ว่าแต่ใกล้สอบแล้วยังมีอารมณ์ฟังเพลงว่ะ ชิวจริงนะมึง) แต่ปัญหาคือผมไม่ได้อยู่บ้าน และที่สำคัญ…. ถ้าอยากได้ ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน หึหึหึ…

ปฏิบัติการติวแบบเร่งรัดจึงเกิดขึ้น โดยคุณครูปุณณ์ ภูมิพัฒน์ ผู้… น่าสงสาร… โคตร ๆ… เพราะมีนักเรียนเป็นพวกผม ฮา ๆๆ ปุณณ์แม่งน่าสงสารจริง ๆ ว่ะ.. ผม ล่ะเครียดแทน ยิ่งตอนไอ้โอมพยายามถามซ่อกแซ่กว่าไอ้ออยเลอร์มันเป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน จะได้ไปตีหัวพ่อออยเลอร์ถูก โทษฐานเสือกคิดทฤษฏีกราฟมาให้มันปวดหัว (เค้าตายแล้วมั้งมึง!) ไอ้ห่านี่ก็คิดได้…. งั้นกูขอฝากตีด้วยคน กูก็เกลียดมันเหมือนกัน -_-

สุดท้ายสรุปว่า ไป ๆ มา ๆ ปุณณ์เลยต้องติดแหงกในบ้าน ดร.แหวน ถึง 3 วัน 2 คืนเต็ม ๆ (ทำยังกะเข้าค่าย) จน พวกผมเกรงใจตะหงิด ๆ แต่เพราะมันบอกว่าไม่เป็นไร ถือซะว่าทบทวนบทเรียนไปในตัว ผมที่ค่อนข้างเป็นคนขี้เกรงใจอยู่แล้วก็เลยบอกให้หลังมันติวเลขเสร็จ ช่วยติวฟิสิกส์ต่ออีกวิชาแล้วกัน (ฮา…)

แน่นอนว่าตั้งใจติวขนาดนี้ พอถึงเวลาสอบก็ต้อง…………..

ทำไม่ได้อยู่ดี -_-”……

โว่ยยยยยยยย ต้องการอะไรจากผมเนี่ยยยยมาสเซ่อ!!!!!!!!! แม่งงงงง.. จริง ๆ ที่ไอ้ปุณณ์เก็งข้อสอบไว้มันก็ออกอะนะ แต่ตอนที่มันสอนอยู่ผมก็แค่……… เคลิ้มไปหน่อย… แหะ ๆๆ ก็แอร์บ้าน ดร.แหวน อยากเย็นเองทำไมอะ แถมน้าเพ็ญ (คนเก่าคนแก่บ้าน ดร.แหวน เค้า) ยังชอบยกนํ้าอัดลม ขนม ผลไม้ แห่ขบวนมาปรนเปรอพวกผมซะเต็มอัตราศึกอีก โอ่ย…. เรียกได้ว่าสมาธิ 60% จดจ่ออยู่กับกระป๋องพริกเกิ้ล 20% อยู่กับข้าวเกรียบปากหม้อ 10% อยู่กับโค้ก ส่วนที่เหลือ 10% สุดท้ายจึงได้เป็นหนังสือ ฮ่า ๆๆ…. เกรดเทอมนี้กูจะกินไข่ป่าวเนี่ย -_-

แต่เอาเถอะครับ อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วไป (เหรอ.. T____T) เพราะยังไงพวกผมก็ได้มีปิดเทอมที่แสนสำราญกันอยู่ดี =D ช่วงต้นปิดเทอมเราไปเที่ยวทะเลกันมาครับ! มีโอม เก่ง รถเก๋ง พ้ง เอ็ม โด่ง ปาล์ม แล้วก็ผม บุกเกาะช้างกัน 4 วัน 3 คืน กลับมาอย่างดำ! (โดยเฉพาะเชี่ยโอม ซ่าส์นัก ตอนนี้ตัวดำเป็นเมี่ยง) มีเรื่องสยอง ๆ เกิดขึ้นด้วย แต่ไม่เล่าหรอกครับ อิอิ (ความลับ) แต่ก็ใช่ว่าปิดเทอมจะมีแต่เรื่องสนุกสนานโอ้หลั่นล้าไปซะทีเดียว… เพราะทางโรงเรียนดันหน้าเลือดบังคับนักเรียนม.ปลายทุกคนลงเรียนซัมเมอร์ช่วงเดือนมีนาถึงเมษาอีก ฮืออ T___T ใจร้ายที่สุดด

แต่ก็ยังดีครับ ที่มีค่ายเภสัชฯเหลือ ช่วยเยียวยาแผลใจให้พวกผมอยู่ อิอิอิ…. หวังว่าที่ค่ายคงมีสาว ๆ น่ารักมาให้มองเป็นขวัญตาอย่างที่ไอ้โอมโม้ไว้นะ หึหึ

เช้าวันที่รุ่นพี่คณะเภสัชศาสตร์นัดผม เป็นเช้าที่โคตรรรรรรรรรรรรรรรร… เช้าครับ! กำหนดการนัดหมายคือเวลา 7 โมงเช้าที่สถานีรถไฟหัวลำโพง โอ่ย…….. กูจะบ้าตาย… ปกติปิดเทอมแบบนี้ 7 โมงเพิ่งเป็นเวลานอนเองนะ -_- แต่ นับว่าโชคยังดีที่ไอ้ปุณณ์ไหวตัวทัน เพราะมันเล่นโทรมาปลุกผมตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ครับ ไม่งั้นคงได้มีเด็กตกรถไฟบ้างล่ะ ก็กว่าผมจะหายเห่อเกม wii ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ก็ล่อไปโน่นนนน เกือบตีสี่… ดังนั้นเรื่องจะให้ตื่นตรงเวลาเองนี่ลืมไปได้เลย… ผมคิดพลางเดินสะโหลสะเหลลงจากแท็กซี่เพราะนั่งสัปหงกมาตลอดทาง (แถมรถยังติดอีกต่างหาก)

ผม เดินเซตุปัดตุเป๋ไปหน้าประตูที่ปุณณ์นัดไว้ เห็นแล้วว่าไอ้หน้าหล่อยืนยิ้มเผล่มาแต่ไกล ท่าทางมันคงลุ้นอยู่ว่าผมจะเดินไปถึงมันโดยสวัสดิภาพมั้ย เพราะจะว่าไป… ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหลับตาเดินเลยว่ะ -_-

“นอนดึกดิมึง กูบอกแล้วให้รีบนอนไม่เชื่อ”

“กูไม่ได้นอนดึกซักหน่อย………. กูนอนเช้า..” เชี่ยย แล้วพูดผิดตรงไหนวะ ถึงได้ตบหัวกูรับอรุณแบบนี้! ผมลูบหัวตัวเองอย่างเคือง ๆ ผสมมึน ๆ (เพราะยังไม่ตื่นดี) ขณะที่โดนปุณณ์ลากแขนให้เดินไปทางชานชาลาด้วยกัน

ระหว่างเรากำลังจะเดินเข้าประตูชานชาลา ก็เสือกเจอหน้าตาตื่น ๆ ของไอ้โอมโผล่มาขวางทางเอาไว้ก่อน

“เฮ้ยไอ้ปุณณ์!!!!!!!!!!!” แถมไม่ทักทายกู เสือกเรียกชื่อไอ้ปุณณ์เลยซะงั้น!? ทำเอาผมรู้สึกตื่นขึ้นมาครึ่งนึงทันที

“ไรครับ?” แถมไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า… ว่าสำเนียงไอ้ปุณณ์ที่ขานกลับถึงจะฟังดูสุภาพ แต่จับพลังได้ว่ามันกวนตีนแปลก ๆ ?

ผมยืนมองทั้งสองคนตาปริบ ๆ ก่อนที่เชี่ยโอมจะแยกเขี้ยวใส่เลขาสภาฯ อดีตผู้มีพระคุณของมัน (เมื่อครั้งไฟนอล)

“มึง!!!!!!! ไหนบอกว่าค่ายเภสัชฯไงวะ!!!! แล้วนี่อะไรเนี่ย!!!!!!”

“อะไรอะ????” คราวนี้เป็นผมเองครับที่เจ๋อถามขึ้นมา เพราะอดเสือกไม่ได้จริง ๆ…. ว่าแต่นี่ไม่ใช่ค่ายเภสัชหรอกเหรอวะ?

โอมส่งสายตาเคือง ๆ มาทางผมก่อนจะตอบ “ก็มันเป็นค่ายปลูกป่าไง!!!!! ไอ้ปุณณ์! มึงอธิบายมาเดี๋ยวนี้!!!” แถมไม่ถามเปล่ายังดึงเสื้อไอ้ปุณณ์อีก!

แต่ไอ้ห่าเลขาสภาฯแค่ทำท่าขำ ๆ ก่อนจะตอบ “แล้วมันเขียนว่าคณะไรเป็นคนทำค่ายอะโอม”

“เภสัช”

“เออ แล้วกูผิดตรงไหน… กูบอกค่ายเภสัชฯ ไม่ได้บอกว่าค่ายแนะแนวเภสัชฯ หึหึ” โห…. ไอ้ชั่ววววววววววว มึงหลอกพวกกู!!!!!!! ผมกับโอมอ้าปากค้างพร้อมรู้สึกฝันสลายอย่างยับเยินน ก็แม่งงงงงงง.. จะมีเด็กผู้หญิงที่ไหนมาออกค่ายปลูกป่าถึก ๆ อย่างนี้กันล่ะครับ เซ็งโว๊ย!!!!!!!!!

เป็น อย่างนั้นผมกับโอมเลยทำหน้าเหมือนกันเปี๊ยบบบ คือบ่งบอกว่าอยากกลับบ้านสุด ๆๆๆ แต่ท่าทางไอ้ปุณณ์จะไม่ยอมให้กลับ เพราะรีบดันหลังทั้งผมและโอมยกใหญ่ “เออ ไปเหอะน่า! สนุกดีเหมือนกันล่ะ มึงจะไปทำไมวะค่ายแนะแนว อยากเรียนเภสัชฯเหรอ.. เออ ไม่ได้อยากเรียนซักหน่อย ไปค่ายปลูกป่าแบบนี้ดีกว่า ได้ประโยชน์กว่าด้วย” เหอะ ๆ.. ดี เนอะมึง พูดเองตอบเองก็เป็น ผมกับโอมเบะปากแข่งกันอย่างสุดจะทนในความขี้โมเมของไอ้คนที่มาดันหลังอยู่ นี่ แต่ให้ทำไงได้วะ ก็คนมันถ่อมาถึงที่แล้วนี่หว่า… เอาเป็นว่าฝากไว้ก่อนเหอะมึง!!!!!!!

สุดท้าย… เราก็มายืนกันตรงนี้จนได้…. ผมฉีกยิ้มแหย ๆ ให้รุ่นพี่สาว ๆ มากหน้าหลายตาที่มายืนรอต้อนรับพวกเราอยู่ โดยมีป้าย ‘ค่ายปลูกป่าพัฒนาชุมชน โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยxxx’ กางหรา…. เฮ้ออ.. เชี่ยปุณณ์นะเชี่ยปุณณ์ อำกูได้!

แต่ดูท่าตอนนี้ไอ้โอมจะไม่ผิดหวังเลยสักนิดครับ! เพราะมันกำลังส่งยิ้มเคลิบเคลิ้มให้รุ่นพี่นิสิตสาวหน้าหวาน ที่รับชื่อลงทะเบียนพวกเราอยู่

“ชื่ออะไรกันคะ”

“โอมครับ พี่ล่ะ” เก็บงูหน่อยมึง!

พี่สาวคนสวยของไอ้โอมฉีกยิ้มหวานเจี๊ยบบบ อีกหนึ่งที (ขออนุญาตเคลิ้มด้วยคนครับ… โอ๊ยยย น่ารัก!! ว่าแต่ไอ้ปุณณ์เหี้ยติดคอเหรอ ไออยู่นั่น) ก่อนจะตอบโอมด้วยสำเนียงสดใสรื่นหูว่า “พี่หมายถึง…. ชื่อที่น้องใช้ลงทะเบียนน่ะ ชื่ออะไรคะ จะได้หาป้ายชื่อให้” ป่อยยย ไอ้โอมหน้าแหก ก๊ากกกกก ผมหลุดขำอย่างสะใจ ขณะที่เชี่ยแม่งลอบกระทืบเท้าผมอย่างไวเช่นเดียวกัน อูยยยย เจ็บบบนะ ไอ้สัด!

หลังจากเราได้ทำการหน้าม่อ หลอกล่อจนรู้ชื่อพี่เค้ามาแล้ว (พี่เค้าชื่อหลิวครับ โอ๊ยย คนอะไรไม่รู้รูปก็งามนามก็เพราะ ผมกับโอมนี่แอบกระทุ้งกันไปกระทุ้งกันมาหลายที จนซี่โครงแทบหัก) เราจัดแจงลงทะเบียนเป็นคนมาค่ายพร้อมรับป้ายชื่อด้วยกัน จึงพบว่า………..

ป้ายชื่อสามอันมันต่างสีกันอย่างสิ้นเชิง?

อะไรวะ????

ผม โอม ปุณณ์ มองหน้ากันเองอย่างงง ๆ เพราะป้ายผมที่มีคำว่า N’โน่ เขียนอยู่เป็นสีแดงเถือก ส่วนไอ้ปุณณ์เหลืองอ๋อย แต่ที่เด็ดสุดต้องของโอมเพราะมัน… ชมพูแป๋นนนนนนนนนนน กร๊ากกกกกก

แต่ไม่ทันที่ไอ้เชี่ยโอมจะได้โวยวายอะไร รุ่นพี่ชายหญิงกลุ่มหนึ่งก็แห่มากระโดดขวางหน้าเราไว้อย่างรวดเร็ว!? เหยยย ตกใจหมด! ผมยืนอ้าปากค้างมองดูรุ่นพี่พวกนั้นที่แหกปากตีกลองร้องเพลงสันทนาการลั่นชานชาลาอย่างกับลืมไปว่าตอนนี้น่ะ… เจ็ดโมงเช้านะ!!

ปกติตื่นมาเต้นเวลานี้กันทุกวันเหรอครับพี่!?

ผม โอม ปุณณ์ ยืนกันแบบกระพริบตาไม่ลงซักปริบ เมื่อเหล่าพี่ ๆ ฝ่ายสันทนาการวิ่งมาล้อมรอบพวกเราไว้เป็นวงใหญ่พลางส่งเสียงเอ็ดตะโรโห่ร้อง และกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างบ้าคลั่ง (ผีเข้ารึเปล่าครับ….) แล้วจะให้เด็กไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างพวกผมทำยังไงได้…. นอกจากยืนสงบนิ่งอยู่กลางวง ปล่อยให้พี่เขาได้บ้า ๆ บอ ๆ สมใจอยากไป (แต่พี่พอใจเมื่อไหร่ก็ปล่อยผมออกจากวงด้วยแล้วกัน Y____Y)

ไป ๆ มา ๆ ไอ้ที่คิดว่าจะได้ยืนมองเฉย ๆ ก็เสือกกลายเป็นผิดถนัด! เพราะ หลังจากที่พี่เขาทั้งร้องทั้งเต้นเพลงสันทนาการกันพักใหญ่ พี่ผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่นั้นก็กำมือเป็นไมโครโฟนมาจ่อที่ปากไอ้ปุณณ์ก่อนจะ ร้องเพลงถามมันพร้อมเสียงกลองดังกระหึ่มว่า..

“น้องชื่ออะรายยยยยย น้องชื่ออะรายยยยยยยยยยยยยยย” ทั้งที่แขวนป้ายชื่ออยู่บนคอเนี่ยนะ -_-”… ผมหลุดขำทันที เพราะไอ้ปุณณ์เสือกสะดุ้งโหยงเหมือนคนเจอผีตอนถูกพี่เค้าประชิดตัว แถมยังเหงื่อตกตอนเจ็ดโมงอีกแน่ะ ตลก! ผม ล่ะขำที่เห็นเหงื่อเม็ดเล็กผุดบริเวณขมับเลขาสภาฯ พลางรู้สึกเป็นบุญตายิ่งนัก ที่ได้มีโอกาสเห็นปุณณ์ ภูมิพัฒน์คนเก่งกำลังตกในที่นั่งลำบากเช่นนี้ ฮ่า ๆๆ “เอ่อ…. ชื่อปะ… ปุณณ์ ครับ”

แล้วไอ้เสียงกรี๊ดรอบทิศทางนี่มันอารายยย! พวกผมถึงกับผงะไปนิดหนึ่งก่อนพี่ ๆ ต้นเสียงนั้นจะตีกลองร้องเพลงต่อ “น้องชื่อปุณณ์!! น้องชื่อปุณณ์!! ต้องทำท่า อย่างงี้ อย่างงี้!! ต้องทำท่า อย่างงี้ อย่างงี้ — — !!” แล้วมันท่าอะไรวะนั่น!!!!!! กร๊า กกกกกกก ผมหลุดขำก๊าก เมื่อรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งกระโดดออกมาทำท่าแอ่นก้นไปทางขวา แล้วใช้มือขวาตบก้นสองที เพี๊ยะ ๆ ฮ่า ๆๆๆๆๆๆ ไอ้ปุณณ์หน้าเสียว่ะ แต่ไม่กล้าหือ (ตอนนี้รุ่นพี่มาล้อมวงพวกผมอย่างเยอะอะครับ มองเผิน ๆ นึกว่าโดนรุมกระทืบ) สุด ท้ายไอ้ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ คนเก่งทุกสถานการณ์ เลยต้องยอมแอ่นตูดงอน ๆ ของมันไปทางขวา แล้วตบตูดตัวเองแบบอาภาพรในเพลงเชพบ๊ะสองที กร๊ากกกกกกกกกกก กูล่ะอยากถ่ายคลิปเก็บจริง ๆ

แน่ นอนว่าปุณณ์โดนไอ้โอมก็ไม่เหลือ ผมเลยยิ่งฮาหนักเข้าไปอีก ตอนที่มันโดนเขาสั่งให้ทำท่าชายน้อยเดินรอบชานชาลา ฮ่า ๆๆๆๆ มึงช่วยสงสารบุคคลไม่เกี่ยวข้องมั่งเหอะ! ผมแอบเห็นคุณยายหัวหงอกสะดุ้งเฮือก ตอนมันเดินง่อยเข้าไปใกล้ ๆ เขา ก๊ากกกกก บาปกรรม!

แต่ไปขำคนอื่นไว้มาก ตัวเองก็ใช่ว่าจะรอดครับ!!!!! เพราะจนแล้วจนรอด หลังจากขำไอ้พวกห่านี่ฟันแทบร่วง วงจรอุบาทว์ก็วกเข้าตัวผมอยู่ดี Y____Y

“น้องชื่ออะรายยยยย น้องชื่ออะรายยยยยยยย!!” นั่นไง มาแล้ว… ทำไงดีเนี่ยยยกู

“นะ…. โน่… ครับ” เอ้า… กรี๊ดอีก -_-”… สรุปว่ากรี๊ดทุกคนใช่ปะพี่ (สงสัยเผลอกลืนนกหวีดเข้าไปตอนตีห้า) ผมได้แต่ฉีกยิ้มแหะ ๆ ระหว่างรอลุ้นว่าจะโดนท่าอะไรเป็นรายต่อไป “น้องชื่อโน่! น้องชื่อโน่! ต้องทำท่า อย่างงี้ อย่างงี้ ต้องทำท่า อย่างงี้ อย่างงี้ — — — — !!” เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!! แล้วอะไรวะนั่น!!!!!!!!?!!! ผมอ้าปากค้างเมื่อไอ้รุ่นพี่คนเดิม (ที่เพิ่งคิดท่าแต๋วแตกกับชายน้อยให้ไอ้ปุณณ์ไอ้โอมเมื่อกี้) ตอนนี้ออกมายัดเยียดท่าโคตรแย่ยิ่งกว่านั้นให้ผม!! นั่นคือการ…………. ควักขี้เต่าแล้วเอามาดม กูจะบ้าาาาาาา เมื่อเช้าตื่นสายโรลออนก็ไม่ได้ทา แถมขนจั๊กแร้ยังรกเป็นป่าอเมซอนอีก เอาจริงเหรอพี่!!!

ผมส่งสายตาเว้าวอนอย่าง(หวังว่าจะ)น่าสงสารไปทางพวกพี่เขา โดยคิดว่าอาจมีใครเห็นใจผมบ้าง แต่ก็ม่ายยยยยยยยยยยย.. ทุกคนยังเอาแต่ตีกลอง เขย่าแทมโบรีนบิ้วท์อารมณ์ผมต่อ ฮือออ ๆๆ ใจร้ายยยยยย ทำก็ทำวะ!! อุ๊บบ แหวะะะะะะ เหม็นเป็นบ้าาาา จั๊กแร้ใครเนี้ยยยยยยยยยยยย!!! หลังจากจบการทักทายตามประสาคนทำค่ายและลูกค่าย (ทักกันโหดจังครับ Y___Y) พวกผมก็เคว้งคว้างไปพักใหญ่ เพราะพี่เขารีบย้ายวงไปล้อมชาวค่ายอีกกลุ่มที่เพิ่งมาถึงแทน… ดูดิ่!! ทิ้งผมเลยนะนั่น! แล้วกูจะไปรอตรงไหนต่อดีวะเนี่ย!!

“ปุณณ์! โน่! โอม! ทางนี้ ๆๆ” อ้อ แต่นั่นไงครับพวกเพื่อน ๆ ผม ผมหันไปโบกมือตอบไอ้พ้ง โจ๊ก แล้วก็นันท์ ที่คงมาถึงก่อนหน้าแล้ว แต่แอบดูเงียบ ๆ อย่างงี้จะเก็บไว้กัดกูใช่ไหมล่ะ!

“เมื่อกี้ทำเชี่ยไรวะ ดมขี้เต่าตอนเจ็ดโมง กุเห็นแล้วจะอ้วก กร๊ากกกกกก” นั่นไงไอ้ฟวยยยยยยยย!! ไม่คิดจะช่วยแล้วยังกระทืบซํ้าอีก!! ผมจัดแจงยกนิ้วกลางใส่หน้าคุณหนูพ้งอย่างคาดโทษ โดยมีโจ๊กหัวเราะตัวงอเป็นแบ็กกราวด์

“ของพ้งดีกว่าโน่นักเหรอ ให้เต้นท่าไมเคิลแจ็กสันรอบชานชาลาเนี่ย ฮ่า ๆ” ก๊ากกกกกกกก จริงเหรอวะ!! นับว่าเป็นบุญที่กูมาช้ากว่ามันจริง ๆ เพราะไม่อยากภาพหลอนติดตาไปหลายคืน

ผมอ้าปากขำก๊ากใส่หน้ามัน (ฟันแปรงสะอาดป่าวก็ไม่รู้) ก่อนเชี่ยโอมจะยื่นมือไปลูบตูดใหญ่ ๆ ของพ้งจนเจ้าของตูดกระโดดเหยง “เหี้ยไรวะไอ้โอม!!!!!!!!”

“แหม… กูแค่อยากรู้ว่าจะพริ้ววววว แค่ไหน ก๊ากกกกกกก”

‘ผัวะ!!’

“ควยยยยย กูไม่ใช่น้องมิกนะสัด! วางกระเป๋าไว้นี่เลย พี่เขาบอกตอนขึ้นขบวนค่อยช่วยกันแบก” ฮ่า ๆ ไงล่ะมึง โดนเลย ผมยืนขำโดยลืมไปว่าไม่น่าสะใจเลยกู เพราะไอ้โอมมันหน้าด้านไม่แคร์สื่ออยู่แล้ว อย่างตอนนี้มันก็แค่ยักไหล่ชิว ๆ ก่อนจะโยนเป้ไปรวมกับกระเป๋าลากใบโตของคุณหนูพ้งเท่านั้น (โหเชี่ยพ้ง ไปต่างจังหวัดนะไม่ใช่ต่างประเทศ แบกกระเป๋าซะกูตกใจ)

“เออเฮ้ย! แล้วทำไมป้ายชื่อคนละสีกันเกือบหมดเลยวะ! มีแต่มึงกะนันท์อะ ที่สีเดียวกัน” เพราะ แม้จะดีใจไม่น้อยที่ได้สีแดง ไม่ใช่สีชมพูแต๋วแตกอย่างไอ้โอม แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ดี คิดได้ดังนั้นเลยต้องคว้าป้ายชื่อสีแดงของตัวเองไปเทียบกับป้ายสีม่วงของ พ้งและนันท์อย่างอดประหลาดใจไม่ได้

“อ๋ออ ไอ้ป้ายนี่อะเหรอ” โจ๊กร้องตอบผมก่อนจะช่วยไขข้อกระจ่างให้ “พี่ เค้าบอกว่าเหมือนเล่นกีฬาสีอะโน่ เวลาเล่นเกม ทำงาน หรือสันทนาการไรงี้ คนละสีกันก็แข่งกัน นี่สงสัยเค้าเห็นเรามาจากโรงเรียนเดียวกันมั้งเลยจับแยกแม่งหมด มีแต่ไอ้นันท์กับพ้งเนี่ยที่ได้อยู่สีเดียวกัน แต่รอดูคนอื่นอีกที โรงเรียนเรายังมาไม่ครบนี่หว่า” เออก็จริงว่ะ เพราะเพื่อนผมเองนี่แหละที่ยังไม่ครบ

“เออใช่! แล้วไอ้โด่งไอ้ปาล์มอะ!? ไอ้เชี่ยปาล์มสายอีกแล้วใช่มะ” นึกออกดังนั้น ผมจึงรีบหันไปถามพ้งทันที แต่ก็ฉุกคิดได้ว่ากูไม่น่าเปลืองนํ้าลายเลยว่ะ! เพราะ คนอย่างไอ้ปาล์ม ขนาดแค่มาเรียนยังเหมือนกะสั่งให้วิ่งกระโดดข้ามรั้ว แม่งงงงง ประตูไม่ปิดไม่วิ่งเข้า ไม่รู้คนห่าไร วิ่งสี่คูณร้อยจากท่านํ้าได้ทุก ๆ เช้า ไม่เหนื่อยมั่งรึไง

ไอ้พ้งเลยได้ทีบ่นถึงเพื่อนเวร “เออ ไอ้ปาล์มอะบอกกูว่าตื่นสาย กำลังรีบมา แต่ไอ้โด่งไม่ไปแล้ว เห็นว่าติดธุระ ไม่รู้ธุระห่าไร” อ้าววว เป็นงั้นไป ผมถึงกับหงอยไปครึ่งวิเพราะอยากไปกับเพื่อนเยอะ ๆ ก่อนเสียงไอ้โอมจะหัวเราะแทรก “สงสัยแม่งกลัวค่ายไม่ให้สูบบุหรี่ ฮ่า ๆ” ควย นี่ก็ใส่ร้ายมันจัง กูเห็นแม่งเลิกมาพักนึงแล้วเหอะ! คิดได้ดังนั้นจึงหันไปโบกไอ้เชี่ยโอมปากหมา ก่อนจะนึกออกว่ายังเหลือไอ้ฟิล์มอีกคน

“อ้าว แล้วฟิล์มอะ ทำไมยังไม่มาอีก มันโทรหามึงปะ” คราวนี้คนที่ให้คำตอบได้น่าจะเป็นไอ้โอมที่กำลังพยักหน้าหงึก

“โทร ไอ้นี่ก็ไปไม่ได้แล้วเหมือนกันเพราะเชี่ยอาร์ทป่วย เลยต้องแบกหน้าไปต้อนรับคุณป้านายกสมาคมในงานเลี้ยงขอบคุณแทน ก๊ากกก สมนํ้าหน้ามัน!” ฮ่า ๆๆๆ เออ สมนํ้าหน้าจริง! แต่แบบนี้แก็งค์โรงเรียนเราก็สมาชิกน้อยเลยดิ่ว้าาาา

ผม ถอนหายใจอย่างเซ็ง ๆ พลางกวาดตามองรอบชานชาลาที่ชาวค่ายกำลังยืนออรอรถไฟกันแน่นขนัด เลยเพิ่งสังเกตว่าค่ายนี้ก็มีผู้หญิงเยอะกว่าที่คิด เพราะจากตอนแรกที่พวกผมรู้ว่าจริง ๆ แล้วเป็นค่ายปลูกป่า ความฝันว่าจะได้มาค่ายกับสาว ๆ เลยสลายวับไปกับตา แต่พอมาเจอประชากรค่ายจริง ๆ ถึงได้รู้ว่า ก็มีหญิงชายเป็นจำนวนครึ่งต่อครึ่งเหมือนกันนะเนี่ย สงสัยเพราะแบบนี้ไอ้โอมเลยอารมณ์ดี ไม่นั่งบ่นไอ้ปุณณ์เป็นวรรคเป็นเวรเหมือนตอนแรก ๆ ตรงหน้าประตู

ผมยืนคุยเล่นหัวกับเพื่อน ๆ ห้องตัวเองบ้าง ห้องไอ้ปุณณ์บ้าง เพราะโจ๊กแบกกีต้าร์มาแต่เสือกลืมจูนสาย เลยวานผมช่วยจูนให้หน่อยเพราะเห็นเป็นประธานชมรมดนตรี (เกี่ยวเหรอวะ) แต่ด้วยความที่ไม่ได้ทำเองมานานมากแล้ว (แถมไม่ได้พกเครื่องเทียบสายมาอีกต่างหาก) ผมเลยนั่งมึนอยู่พักใหญ่ จูนเพี้ยนไปเพี้ยนมาจนโดนเชี่ยโอมโบกกะบาลแล้วเอาไปจูนแทนให้ แถมยังบอกว่าผมทำเสียชื่อชมรมดนตรีอีก! โว่ยยยยยยยยย ก็ปกติกูจูนกับเครื่องนี่หว่า! สาดดด (แต่ทำไมไอ้โอมจูนเองได้วะ แม่ง… หมั่นไส้ไอ้หูเทพ แต่มันเก่งจริง) สุดท้ายผมที่กลายเป็นหมาหัวเน่าเพราะไร้ประโยชน์ เลยได้แต่ยืนท้าวเอวรอระหว่างโอมกำลังจูนกีต้าร์ทั้ง 6 สายอยู่

ขณะกำลังมองอะไรเพลิน ๆ สายตาผมก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงกลุ่มใหญ่ ขาวหมวยยกกลุ่ม (อะไรจะยั่วนํ้าลายกันขนาดนี้ครับ) หน้าตาก็มาตรฐานอาหมวยไทย แต่ที่สำคัญคือดูคุ้นมาก ๆๆๆ จนผมแอบสงสัยว่าใช่พวกสาว ๆ คอนแวนต์ข้างโรงเรียนเรารึเปล่า

แล้ว คำตอบก็ดูเหมือนจะค่อย ๆ เฉลยออกมา เพราะผมคุ้นตากับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มนั้นเหลือเกิน เธอนั่งตรงที่วางกระเป๋าดูเหมือนไม่ได้กำลังคุยกับใครอยู่ ก่อนจะหันมาสบตากับผมและยิ้มให้

นั่นมันคนที่อยู่ชมรมดนตรีของคอนแวนต์นี่หว่า…… ผมพยายามคิดชื่อเธออย่างหงุดหงิด แต่ยังคิดไม่ออก แม่ง.. ชื่ออะไรนะ มันติด ๆ อยู่ที่ปาก… ปิ๊ด ๆ นิด ๆ อะไรซักอย่าง… โอ๊ย นึกไม่ออก แต่ต้องเป็นคนเดียวกันแน่ ๆ

แต่ ถึงจะยังนึกชื่อเธอไม่ออก ผมก็เป็นคนมีมารยาทพอที่จะรีบผงกหัวพร้อมส่งยิ้มทักทายกลับไปให้ ก่อนสายตาจะเหลือบเห็นร่างขาว ๆ อีกร่างที่คุ้นมาก และมั่นใจว่าคุ้นเคยกว่าคนที่ยังนึกชื่อไม่ออกคนนั้นแน่นอน เธอกำลังยืนหัวเราะปะปนกับเพื่อนในกลุ่มนั้นอยู่

ผมไม่เคยลืมใบหน้าสดใสกับเสียงหัวเราะกังวานแบบนั้นเลย…

“ยูริ………….”

“เห็นแล้วดิ่มึง… ตาบอดกว่าที่คิดนะ” โอมพูดต่อจากผมทันที หมายความว่ามันก็คงเห็นนานแล้วเหมือนกัน…… แล้วปุณณ์ล่ะ?

ผม เหลือบมองปุณณ์ด้วยสายตาตื่น ๆ แต่มันกลับคลี่ยิ้มมาทางผมอยู่แล้ว ก่อนจะยักคิ้วกลับมาให้ข้างหนึ่ง ราวกับต้องการบอกว่า ไม่ต้องกังวลอะไร

คนสุดท้ายที่รู้คงเป็นผมเอง..

ผมถอนหายใจยาว เพราะไม่รู้จะทำอะไรที่ดีกว่านี้ “กู…… กลับบ้านดีกว่าปะวะ”

“ควย… กลับเพื่อ? มึงเกลียดเค้าเหรอ”

และผมรู้ว่าโอมไม่ได้คิดอย่างที่ถาม “เปล่า…. มึงก็รู้…… กูไม่อยากให้เค้าอึดอัด..”

“เค้าเห็นมึงตั้งแต่เดินมาละ ถ้าเค้าอึดอัดคงลากกระเป๋ากลับบ้านไปแล้ว ควายย” แล้วแม่ง จะบอกดี ๆ ก็ไม่ได้ ต้องพูดไปด่ากูไปนะไอ้ห่า ผมมองไอ้เชี่ยโอมที่ทำเป็นจูนสายกีต้าร์ต่อไม่สนใจ แล้วก็ต้องถอนหายใจยาวขึ้นกว่าเดิม

“เฮ้อ………”

“ทำตัวปกติไปเหอะมึง เดี๋ยวไอ้ปุณณ์ก็คิดมากอีกหรอก” จริงของมัน…… ผมเหลือบมองปุณณ์ที่กำลังยืนคุยกับโจ๊ก นันท์ แล้วก็พ้งอยู่ไม่ไกล แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีแก่ใจหันมาส่งยิ้มให้ผมเป็นระยะ ๆ อีก ผมรู้ดีว่าในดวงตาคู่ที่หยียิ้มมาทางนี้นั้น ยังแฝงด้วยความลังเลอยู่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาปุณณ์ไม่เคยหยุดคิดเลย ว่าเรื่องของยูริกับผมแย่ลงก็เพราะมัน ทั้งที่ผมไม่เคยคิดโทษคนอื่นเลยแม้แต่น้อย

เฮ้อ….

ถอนหายใจหนึ่งครั้งอายุสั้นลง 7 วิ… ตอนนี้ผมเหลืออายุขัยเท่าไหร่แล้ววะเนี่ย… เฮ้ออ (อีกแล้ว) แต่ค่ายนี้ดูท่าจะไม่ยอมให้ผมตายไว เพราะพอกำลังจะถอนหายใจเป็นครั้งที่ร้อยกว่า ๆ เสียงเอ็ดตะโรลั่นชานชาลาก็ดังแทรกขึ้นมาก่อน

ผมกับโอม (ที่กำลังจูนสายกีต้าร์อยู่) สะดุ้งเฮือกเมื่อกลองสันทนาการรัวพร้อมเสียงรุ่นพี่หญิงแท้หญิงเทียมกรี๊ดกันระงมเหมือนเจอของเล่นถูกใจอยู่…. อะไรวะ? ผมคิดพลางเขย่งตัวมองฝ่าวงล้อมของกองสันทนาการเข้าไปเพื่อจะพบกับ

เอิ้น………….

ที่ห้อยป้ายชื่อสีแดงเหมือนกับผม?

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.