60-end

61st CHAOS

แล้วพวกเราก็ได้ออกเดินทางกันตอน แปดโมงครึ่งครับ รถไฟไม่เลท แต่….. ไอ้ปาล์มเลท…. (มึงยิ่งใหญ่มาจากไหนเนี่ยย!) แม่งก็ทำไปได้อะครับ กระโดดขึ้นตอนรถไฟออกไปแล้วนิดนึงด้วยซํ้า (มันไม่เหมือนรั้วโรงเรียนนะโว้ยย ไอ้นี่…) เลยโดนเจ้าหน้าที่ตะโกนด่าซะลั่นสถานี ทำเอาพวกผมโคตรอายยย ไม่อยากบอกใครว่านั่นเพื่อนกัน -*-

แน่นอนว่ามาสายแล้วยังทำขายขี้หน้าแบบนี้ต้องถูกทำโทษ! เพราะพอมันตะกายขึ้นรถไฟได้ปุ๊บ ก็ถูกรุ่นพี่สันทนาการชุดเดียวกันกับที่สั่งให้ผมดมขี้เต่า (กรุณาอย่าจินตนาการซํ้าอีกครั้งครับ! ลืมไปได้ก็ดี) เข้ามาล้อมวงรอบไอ้ปาล์มปั๊บ!! ทันที

“กล้วยส้ม กล้วยส้ม กล้วยส้ม!!!!! กล้วยส้ม กล้วยส้ม กล้วยส้ม !!!!! กล้วยส้ม กล้วยส้ม กล้วยส้ม!!!!!!! ฮ่า ๆๆๆๆ” เสียงพวกผมตะโกนเชียร์ดังลั่นให้ไอ้ปาล์มถูกทำโทษนานนานนนนนนน เพราะแม่งโคตรฮาาาาาาาาาาา ฮ่า ๆๆ ฮาไม่ไหวแล้ว ทำเอาพวกผมถึงกับลงไปนอนขำกลิ้งบนพื้นโบกี้ ตอนที่พี่เขาร้องเพลง แอบเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม แต่ให้ไอ้ปาล์มเต้นหันหน้าเข้าหาพี่กะเทยตัวเบ้อเร่อ แถมยังร้องคำว่า “กล้วยส้ม ๆๆ” ให้มันจำใจต้องเด้งเป้าใส่เค้าไม่ยอมหยุด ก๊ากกกกกกกกกกกกก เสื่อมจริง ๆ ณ จุดจุดนี้ เสื่อม จนไอ้ปาล์มทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่แล้ว ยิ่งตอนที่พี่กะเทยคนนั้นเขยิบไปหามันมากขึ้น ยิ่งดูน่าสงสารเข้าไปใหญ่ ก๊ากกกกกก เอาอีก!!!!!!!!

“กล้วยส้ม กล้วยส้ม กล้วยส้ม!!!!!” แล้วพี่เค้าก็ไม่ยอมหยุดจริง ๆ ด้วยครับ ฮ่า ๆๆ พวกผมตบมือโห่ร้องกันยกใหญ่ขณะที่ไอ้ปาล์มเริ่มวิ่งหนี (ก๊ากกก) มันหนีพี่กะเทยควายคนนั้นแล้ววิ่งมาหาพวกผมที่นั่งกันอยู่บริเวณท้ายโบกี้ นัยว่าจะขอความช่วยเหลือ แต่เพื่อนที่ดีอย่างพวกผมแน่นอนว่าลุกขึ้นแตกฮือ หนีกันไปคนละทิศ (รักเพื่อนมากกก) จนไอ้ปาล์มตะโกนด่าไม่เป็นภาษาซะลั่นรถไฟ (ฮ่า ๆๆๆ) แน่นอนว่าขณะที่มันหันรีหันขวางหาทางหนีให้พ้นอยู่นั้น พี่กะเทยควายคนนั้นก็กระโดดมาตะครุบ……………………

… ไอ้ปุณณ์ไว้ได้ก่อน

ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ไอ้เชี่ยปุณณ์แม่งหน้าเหวอสัด ๆ! โคตรอยากให้ทุกคนมาเห็นหน้ามันตอนนี้เลยครับเพราะมัน… เหวอเกินบรรยาย! ฮ่า ๆๆๆ พวกผม 8 คน (รวมทั้งไอ้ปาล์มผู้รอดชีวิตด้วย) ถึงกับลงไปนั่งขำกลิ้งบนพื้นรถไฟอีกรอบ ตอนพี่กะเทยคนนั้นโถมกอดไอ้ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ ไว้

ทั้งตัว ท่ามกลางเสียงรัวกลองของฝ่ายสันทนาการ และเสียงกรี๊ดของประชากรชาวค่ายรวมถึงพี่สต๊าฟคนอื่น ๆ (นัยว่าเสียดายของ ฮ่า ๆ)

“อยาก กล้วยส้มกับน้องคนนี้มากกว่าาาาาา” เสียงพี่กะเทยคนนั้นรีเควสต์ แต่ไอ้ปุณณ์รีบส่ายหัวพรืดทั้งที่โดนกอดอยู่อย่างโคตรน่าสงสาร ทำเอาพวกผมขำแตกอีกรอบ ก่อนพี่สต๊าฟคนอื่น ๆ จะเห็นใจมัน เลยวิ่งมาช่วยกันลากพี่กะเทยคนนั้นออกไปอย่างทุลักทุเล (รอดหวุดหวิดนะมึง!)

แน่นอนว่าพอเป็นอิสระ มันก็รีบยัดตัวเองเข้าไปนั่งในสุดของเก้าอี้ทันที! ฮ่า ๆๆ สงสัยแม่งกลัวมีอาฟเตอร์ช็อคอีก ส่วนผมกับพ้งอาสาช่วยไอ้ปาล์ม (ผู้ที่รอดตายเรียบร้อยแล้ว) เก็บสัมภาระบนช่องวางของที่ยังว่างอยู่บริเวณหัวขบวน จึงทำให้รู้ว่ายูริเองก็อยู่ในโบกี้นี้ กับเพื่อน ๆ เธออีกสองสามคนด้วย ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะพี่เขาเหมาไว้โบกี้เดียว ให้ชาวค่ายโดยสารกันจากกรุงเทพฯถึงขอนแก่น ผมแอบมองมองเจ้าของใบหน้ายิ้มแย้มที่แสนคุ้นเคยนั่นกำลังนั่งกินขนมพลางคุยกับเพื่อน ๆ อยู่ แล้วก็อดอมยิ้มตามไม่ได้ เพราะรอบตัวยูริยังมีถุงขนมเยอะแยะเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด แต่ที่เปลี่ยนไปก็คงแค่…. ดวงตาโตคู่นั้น ไม่เคยมองผมอีก

……

ผม สะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านให้หายไป ก่อนจะช่วยไอ้ปาล์มโยนกระเป๋ายัดใส่ช่องว่างที่ยังเหลืออยู่ แล้วพาตัวเองกลับไปนั่งบริเวณท้ายโบกี้อย่างเก่า ไม่กี่อึดใจไอ้คุณหนูพ้งก็ควักขนมปังกับแยมสับปะรดออกมา -_-…. ตูล่ะเครียด.. มีเพื่อนนึกอยากจะทำแซนวิชบนรถไฟฉึกกะฉักปู๊น ๆ เนี่ย! ผม ถอนหายใจเซ็ง ๆ เพราะอยากกินแยมบลูเบอรี่มากกว่า (ฮา..) แต่ไม่เป็นไรครับ ณ จุดจุดนี้ อะไรก็กินทั้งนั้น เพราะตั้งแต่เช้ามายังไม่ได้กินอะไรเลย หิวโว้ยยย พวกผมเปิดปาร์ตี้แซนวิชกันอย่างครื้นเครงบริเวณท้ายขบวนรถไฟ ก่อนรุ่นพี่สต๊าฟค่ายคนหนึ่งจะเดินถือกล่องจับสลากมาทางพวกเรา

จับสลากอะไรวะ? ผมคิดขณะควานมือในกระป๋อง พร้อมกับที่พี่สต๊าฟค่ายกำชับนักกำชับหนาว่าจับได้อะไรให้เงียบ ๆ ไว้ ห้ามบอกคนอื่น อืม… สงสัยจะเล่นบัดดี้ค่ายมั้ง ผมแอบเดาในใจขณะเปิดกระดาษมาเจอคำว่า ‘ชาวบ้าน’ เขียนอยู่หรา……….

มีคนชื่อ ‘ชาวบ้าน’ ในค่ายด้วยเหรอวะ???…. กูงง

สุดท้ายก็ได้รู้ว่าผมเข้าใจผิดจริง ๆ ด้วย พี่เค้าไม่ได้เล่นบัดดี้ แต่พี่เค้าเล่น ปอบ ต่างหาก ฟังดูสยองพิลึกแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ Y_Y กติกาคือตลอดเวลาที่อยู่ในค่ายห้ามไปไหนมาไหนคนเดียว เนื่องจากคนที่จับฉลากได้เป็น ‘ปอบ’ สามารถฉีกมุมป้ายชื่อของคนที่เป็นชาวบ้าน (อย่างผม) ได้ ถ้าเห็นว่าเดินโต๋เต๋หน้าเซ่ออยู่คนเดียว (หรือบังเอิญซวยเดินไปกับคนที่เป็นปอบสองต่อสองก็โดนได้ครับ) ซึ่งพี่ ๆ จะเรียกการ ฉีกป้ายชื่อ นี้ว่าการ ฆ่า (เย้ยยย น่ากลัว) และคนที่ถูกปอบฉีกป้ายชื่อก็คือคนที่ ตายแล้ว นั่นเอง Y____Y แล้วอย่างนี้ผมจะมีชีวิตรอดถึงจบค่ายไหมเนี่ย! เสือกเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาอีก แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าปอบจะสบายครับ เพราะในฉลากที่จับ นอกจากมี ชาวบ้าน กับ ปอบ แล้ว ยังมี หมอผี เอาไว้ฆ่าปอบ เวลาปอบทะเร่อทะร่าเดินไปไหนมาไหนคนเดียวอีก หึหึ…. ใครเป็นหมอผีวะ กูจะเกาะติดไม่ปล่อยเลย! คิดได้ดังนั้นผมจึงหันไปมองหน้าไอ้ปุณณ์อย่างมีความหวังทันที

“ปุณณ์…………. มึงได้ไรวะ……”

“หึหึ……….” แต่เสียงหัวเราะมันไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย… ผมมองสายตามีพิรุธของแม่งอย่างหวาด ๆ

“ได้ ไร ไอ้สัดดดดดด สัญญา กุไม่บอกใคร” ก็อย่างน้อยถ้ารู้ว่าปุณณ์เป็นชาวบ้านเหมือนกัน จะได้เบาใจเวลาไปไหนมาไหนกับมัน หรือถ้าแม่งเสือกเป็นปอบ จะได้หนีทัน แต่ถ้าเป็นหมอผีล่ะก็……..

กูจะได้รักมึงงงงงงงไง

“ไม่บอก!” แป่วววว…. แม่งงงงงงง มาค่ายยังทำตัวเป็นสภานักเรียนอีกว่ะ! จะตามกฏอย่างเคร่ดครัดไปถึงไหน! ผมเหล่ตามองไอ้หน้ายียวนนั่นอย่างเคือง ๆ แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าเลขาสภาฯจะยอมเผยไต๋

“แม่ง ปอบชัวร์ กูไม่อยู่กับมึงแน่ค่ายนี้”

“หึ…. แล้วคิดว่าอยู่กับคนอื่นจะปลอดภัยเหรอ” เออนั่นดิ…. ผมเริ่มขมวดคิ้วพลางคิดว่าจะกระโดดลงจากรถไฟเลยดีไหม เล่นเกมอะไรกันน่าขนลุกแบบนี้วะ แถมท่าทางต่อให้กระโดดลงไปจริง ๆ ก็คงไม่ตายอีกต่างหาก เพราะรถไฟเล่นวิ่ง 180 กม. / 3 เดือน เหอ ๆๆๆ ช้าไปไหน กูนึกว่าปลิวตามแรงลม

“เอ้ย ๆๆๆ!!!!!! พวกมึงได้ไรกันวะ ไหนเอามาดูหน่อยดิ๊!” แล้วยิ่งมีไอ้ห่านี่อยู่ในค่าย ก็ยิ่งเพิ่มความน่าสะพรึงให้ชีวิตเข้าไปอีก! ผมหันไปมองหน้าเชี่ยโอมที่เจ๋อปีนที่นั่งมาทางด้านหลัง แล้วก็ต้องรีบขยำสลาก

ที่เพิ่งจับได้ปาออกนอกตัวขบวนทันที

“ไม่บอกโว๊ย!!!!!! ฟวย!” บอกให้โง่ดิ่!

แต่ไอ้เชี่ยโอมแค่หัวเราะหึหึ ก่อนจะทำหน้าเจ้าเล่ห์กลับมา “อ้อเรอะ……… อย่าให้กูรู้แล้วกัน หึหึหึ…” เหี้ยยยยยยยยยยยย…

บางทีการมีไอ้โอมเป็นเพื่อนก็เหนื่อยกว่าที่คิดนะเนี่ย

***

หลัง จากพวกเราชาวค่ายและพี่ ๆ สต๊าฟ ได้กระทำการสันทนาการระดับโลกมาตลอดทางบนรถไฟแล้ว (พี่เขาเรียกอย่างงั้นอะครับ ผมแค่เรียกตามจริง ๆ นะ) จนเวลาผ่านไปพักใหญ่มาก ๆ (ก็ยังไม่หยุดซักที) ขณะผมชักสงสัย ว่านํ้าที่พวกพี่เขาตุนไว้ในกระติกอาจจะไม่ใช่นํ้าเปล่า แต่เป็นกระทิงแดงเอ็กซ์ตร้า 300 อยู่นั้นเอง พี่เขาก็บอกให้พวกผมพักผ่อนตามอัธยาศัยได้ซักที! เย้! (ก็นึกว่าจะเหนื่อยกันไม่เป็นซะแล้วว) แต่อย่าหวังว่ามากับไอ้โอมแล้วจะได้พักผ่อนซะให้ยาก เพราะพอคล้อยหลังพี่ ๆ ปุ๊บ มันก็……..

ควักไพ่ออกมาปั๊บ!!!!!!

ให้มันได้อย่างงี้เซ่!!! อยู่บนรถไฟยังจะเล่นไพ่อีก! ผมโบกกะโหลกแม่งหนึ่งทีถ้วน ก่อนจะขอเป็นคนแจกไพ่เอง (ฮา…) ไม่ได้หรอกครับ! เชี่ยโอมแม่งสันดานชั่ว! ขืนให้ไพ่อยู่ในมือมันมีหวังเสร็จหมา เสียตังทั้งวงแหง๋

แล้ว เราก็เล่นไพ่กันอย่างเสียงดังโคตรน่ารำคาญและเยาะเย้ยกฎหมาย เพราะไอ้ปาล์มเป็นคนบอกเองว่าตำรวจจับไม่ได้ เพราะรถไฟกำลังวิ่งอยู่ กว่าตำรวจจะตามมาจับทัน เราก็แล่นผ่านท้องถิ่นที่สถานีนั้นดูแลแล้ว เป็นไงล่ะเพื่อนกู… มากด้วยประสบการณ์ ฉลาดในเรื่องโง่ ๆ จริง ๆ

เรา ขุดไพ่ทุกชนิดมาเล่นเท่าที่พื้นที่เล็ก ๆ จะอำนวย ตั้งแต่ป๊อกเด้ง โป๊กเกอร์ กบดำกบแดง เก้าเก

ดัมมี่ สลาฟ ยันอีแก่กินนํ้า แต่อีแก่กินนํ้านี่ฮาสุด! เพราะไอ้เอิ้นโดนกินนํ้าตลอดดดดด ตลอดจริง ๆ! กินจนมันปวดเยี่ยวแบบทนไม่ไหว แถมห้องนํ้ายังเสือกเต็ม เลยต้อง…… ไปยืนฉี่ตรงประตูรถไฟ! ฮ่า ๆๆๆ

โคตร โชคดีที่ตอนนั้นเรากำลังแล่นผ่านทุ่งหญ้าที่เป็นป่า ๆ อยู่พอดี ไม่ใช่ตลาดหรือชุมชน ไม่งั้นคงได้มีคนดื่มดํ่าประสบการณ์อวดหนอนชาเขียวพ่นนํ้าสู่สายตาประชาชีก็ คราวนี้ล่ะวะ ฮ่า ๆ

แต่ พอผมพูดแบบนั้น ไอ้พ้งกับไอ้นันท์ที่เดินไปฉี่เป็นเพื่อนเอิ้นถึงกับรีบแก้ต่างให้ บอกว่าไม่ใช่หนอนชาเขียวพ่นนํ้า แต่เป็นมังกรพ่นไฟต่างหาก เฮ้ย!!! ขนาดนั้นเลยว่ะ! แล้วก็เป็นเพราะผมทำหน้าอยากรู้มากไปหน่อย เลยโดนไอ้ปุณณ์บ้องหัวเข้าให้สองทีถ้วน (สาดดด) แล้วทำไมบ้องกูคนเดียวล่ะวะ! เชี่ยโอม ไอ้ปาล์ม ไอ้โจ๊ก ก็ทำหน้าอยากรู้เหมือนกันนะเฮ้ย!!!

แน่ นอนว่าพวกเราเฮฮากันอยู่ท้ายโบกี้พักใหญ่ จนได้เพื่อนร่วมค่ายที่มาจากโรงเรียนอื่น ขอแจมวงบ่อนด้วยกันหลายคน ก่อนรถไฟจะเทียบชานชาลาขอนแก่นในเวลาเกือบ 5 โมงเย็น

พี่ ๆ เรียกชาวค่ายรวมกันหน้าสถานีรถไฟทันทีที่ไปถึง ก่อนจะส่งตัวพวกเราขึ้นรถสองแถวเพื่อมุ่งไปยังโรงเรียนที่พักอาศัยเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน…. ใช่ครับ ฟังไม่ผิดหรอก เราจะไปนอนกันที่ โรงเรียน ไม่ใช่ โรงแรม Y___Y

แต่ ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นครับ เพราะโรงเรียนที่ใช้นอนถึงจะเทียบไม่ได้กับโรงเรียนในกรุงเทพฯ (โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนอย่างพวกผม) แต่มันก็ไม่ได้แร้นแค้นมากมายอะไร อย่างน้อยก็มีนํ้า ไฟ สัญญาณโทรศัพท์ให้โทรกลับไปหาอาป๊ากับม๊านั่นแหละน่า (ว่าแต่ห้องอาบนํ้าอยู่ไหนวะเนี่ย…)

พวก ผมใช้เวลานั่งรถสองแถวจากสถานีรถไฟกว่าจะมาถึงโรงเรียนที่ห่างไกลตัวเมืองชิ บหายย ก็เฉียดสองทุ่มได้ แต่ถึงจะดึกยังไงก็มีชาวบ้านแถวนั้นมารอคอยต้อนรับอยู่เต็มไปหมด ทำเอาคนสันดานเสียอย่างไอ้โอมที่ขนาดบ่นเมื่อยหลัง ๆ บนรถมาตลอดทาง ถึงกับหุบปากสนิท เมื่อเจอพลพรรคชาวบ้านคอยตากยุงรอต้อนรับพวกเรา ทั้งที่เป็นเวลามืดขนาดนี้แล้วก็ตาม

ชาวบ้านต้อนรับเราด้วยข้าวต้มร้อน ๆ หอมฉุย แถมยังใส่หมูสับให้แบบไม่บันยะบันยังด้วย! (ไอ้แบบนี้ร้านอาหารในกรุงเทพฯไม่มีวันทำให้แหง๋ ๆ) แน่ นอนว่าพวกผมฟาดกันไปคนละสองชามใหญ่ ก่อน

เสียงพี่สต๊าฟค่ายจะไล่เราขึ้นไปเก็บของเพื่อลงมาทำกิจกรรมต่อกัน (จะสี่ทุ่มแล้วยังให้ทำกิจกรรมอีก!?)

พวก ผมเดินลากพุงโย้ ๆ ของตัวเอง (อันเนื่องมาจากข้าวต้ม ไม่ใช่โดนเสกหนังควายเข้าท้องแต่อย่างใด) ขึ้นไปบนชั้นสองของตึกเรียนที่ถูกเนรมิตเป็นห้องนอน (ตึกเรียนเขาทำด้วยไม้ และมีความสูงแค่ 2 ชั้นนี่แหละครับ) โดยแบ่งเป็นห้องนอนชายและหญิงไว้อย่างชัดเจน ผม เดินลากขาผ่านห้องนอนพวกผู้หญิง ก็เห็นยูริกำลังนั่งเก็บกระเป๋าอยู่ข้างในแต่ไม่ยอมมองตอบผมที่เดินผ่านหน้า ประตู ผิดกับเพื่อนโรงเรียนเธอ (คนที่ผมยังนึกชื่อไม่ออก จำได้แค่คลับคล้ายคลับคลาว่าอยู่ชมรมดนตรีของคอนแวนต์) ที่ฉีกยิ้มกว้างปากจะแยกถึงรูหูมาให้จนผมต้องผงกหัวทักทายกลับไป

ผม ถอนหายใจยาวขณะลากขาผ่านห้องนอนผู้หญิงมาจนถึงห้องนอนผู้ชายที่อยู่ติดกัน ก่อนจะปลดเป้ใบโตจากบ่าลงไปกองไว้บนพื้นข้าง ๆ สัมภาระไอ้โอมที่มีเป้ใบเดียว ปักตราโรงเรียน………. และยังโคตรจะเหี่ยว!?

“เหี้ย!!!!! มึงเอาไรมามั่งเนี่ย!?”

แต่ แม่งยังมีอารมณ์ยักไหล่ใส่ผมแบบชิว ๆ อย่างโคตรรร กวนตีนอีก “ก็เสื้อผ้าไง สามวัน สองคืน เสื้อสี่ กางเกงสอง ใส่ซํ้า ๆ เอาก็ได้ หึหึหึ…” -วย! โสโครก! แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น

“แล้วผ้าเช็ดตัวอะ”

“ก็………… ใช้ของมึงไง ก๊ากกกกกกกกกก” ไอ้สัด!!!!!!!! สันดานหมาอีกแล้วครับ!!!! ตอนไปเกาะช้างมันก็ใช้ไม้นี้ ไม่ยอมเอาผ้าเช็ดตัวไปแล้วมาใช้กับผม แถมยังเอาไปเช็ดก่อนจนเหลือแต่ผ้าเช็ดตัวเปียก ๆ มาให้เช็ดต่ออีกต่างหาก ไอ้เพื่อนชั่ววววววว!!

“สัด! คราวนี้กูจะอาบก่อนมึง! แล้วเอาอุปกรณ์ไรมามั่ง!”

“แหม…. กูก็เอาแปรงสีฟันมานะ อิ อิ อิ” นอกนั้นใช้ของกูอีกล่ะสิ ไอ้สันดานนนน ผมเงื้อมือหมายจะโบกกะโหลกมันให้เสียงดังไปถึงบ้านดร.แหวน แต่เพื่อน ๆ คนอื่นส่งเสียงห้ามทัพไว้ได้ก่อน

“เฮ้ย กัดเหี้ยไรกันอีกสองตัวนี้! ลงไปได้แล้ว พี่เค้าเรียกรวมข้างล่าง” ฟวย นี่ก็อีกตัว พวกกูคนโว๊ย

ไม่ใช่หมา! ผมหันไปแยกเขี้ยวใส่ไอ้พ้งกับนันท์ที่เสียสละมาแยกทัพ ขณะปุณณ์และคนอื่น ๆ ออกไปยืนรอกันหน้าห้องแล้ว (สงสัยเอือม..)

ไอ้ โอมหยิบมือถือจากในเป้มายัดใส่กระเป๋ากางเกงก่อนจะรับปาก “เออ ไปก็ไป แล้วกูต้องแขวนป้ายห่านี่ด้วยปะวะ แม่งงง… เห็นสีแล้วอยากเขวี้ยงทิ้ง!” ฮ่า ๆๆๆ ได้ฟังอย่างนั้นพวกผมเลยขำกันอย่างโคตรรรสะใจในชะตาชีวิตไอ้เชี่ยโอม ที่ต้องผูกคอตัวเองด้วยป้ายสีชมพูแปร๋นนนน ดูแล้วกะเทยที่สุดในโลกา

ไอ้ ปาล์มเจ้าของป้ายสีฟ้าเลยได้ทีกัดมันใหญ่ “เอาไปด้วยดิ่ว่ะ เค้าจะได้รู้ว่าคนไหนแมน… คนไหนตุ๊ด… ฮ่า ๆๆ” ก๊ากกกกกกก ถึงจุด ๆ นี้อยากให้มาเห็นสีหน้าเชี่ยโอมกันจริง ๆ ครับ เพราะแม่งโคตรรรปุเลี่ยนเกินบรรยาย!

พวก ผมตบมือโห่ป้ายตุ๊ดของมันอย่างสะใจขณะกำลังเดินลงบันได แต่น่าจะรู้ว่าคนไอ้เชี่ยโอมมันไม่เคยเชื่อง “เออใช่ ชมพูแมน แดงตุ๊ด.. กูเข้าใจ” ไหมล่ะ จนได้นะไอ้สัด! กูไม่ใช่คนด่ามึงเลยนะเนี่ย!!

ผมยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะโต้กลับ “-วยแล้ว มึงไปด่าไอ้เอิ้นทำไม แม่งโบ้ยสัด”

ผัวะ!’

“กูด่ามึง มึงน่ะแหละโบ้ย” อ้าวเหรอ! ฮ่า ๆๆ ผมลูบหัวตัวเองที่เพิ่งโดนมันเสยเมื่อกี้ ก่อนพวกเราทั้งหมดจะเดินขำเสียงครื้นเครงไปยังสถานที่รวมพลซึ่งคือศาลา ประชุมอเนกประสงค์ของโรงเรียน

พวกผมก้าวมาในศาลา ที่สร้างด้วยปูน มีหลังคา แต่ไม่มีกำแพง เป็นแบบเปิดโล่ง open house ต้อนรับยุงเต็มที่ ชักจะคันแล้วเนี่ย…

“เอ้า!!! แยกกันนั่งตามสีนะคะ!! น้องสีเหลืองนั่งตรงนั้น สีชมพูตรงนู้น สีม่วงตรงนี้ สีฟ้าตรงถัดจากสีเหลืองไปเห็นรึเปล่าคะ? ส่วนสีแดงตรงหน้าเวทีขวามือนะ!” โอเคครับ… งงว่ะ -_-… ผมเกาหัวตัวเองสองทีก่อนจะมองเห็นพลพรรคคนเสื้อแดง เอ๊ย.. ป้ายแดง (เกือบการเมืองแล้วไหมล่ะ) นั่งกันหน้าสลอนบริเวณมุมศาลามุมหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นก็แยกเลยแล้วกัน..

“เออ งั้นไปล่ะ” เสียงไอ้โอมร้องบอกก่อนมันจะเดินไปทางกลุ่มสีชมพูแป๋นนนของมัน (ที่ผมเห็นว่ามีสาวชมรมดนตรีคอนแวนต์คนที่ยังนึกชื่อไม่ออกซักทีนั่งอยู่ ด้วย) ตามด้วยพ้งกับนันท์ที่แยกไปนั่งประจำโซนสีม่วง ส่วนปาล์มกับโจ๊กไปอยู่ตรงสีฟ้ากัน…

“อือ… ไปนะ… ดูแลตัวเองอะ” ปุณณ์ที่ยังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ไม่ยอมไปไหนซักที หันมาบอกผมด้วยนํ้าเสียงเบา ๆ เหมือนคนเสียไม่ได้ พลางมองหน้าเอิ้นยิ้ม ๆ ก่อนมันและพีทจะต้องเดินไปรวมกับบรรดาพรรคพวกสีเหลือง ที่มียูรินั่งรวมอยู่…

ราวกับยิ่งตอกยํ้าว่าการมีอยู่ในค่ายของพวกผม สร้างความอึดอัดให้แก่เธอจริง ๆ

ผม ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเดินลากขาตามเอิ้นไปยังโซนสีแดงของพวกเราแบบมึน ๆ เพราะไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไหร่ แต่คงประเมิณสถานการณ์ตํ่าไปอะครับ เพราะลืมไปว่าตัวเองมากับผู้ยิ่งใหญ่ (ฮา…)

ก็จะใครซะอีกถ้าไม่ใช่ท่านประธานเชียร์นามเอิ้นไงล่ะ! อื้อหืม… แค่โผล่มานั่งรวมสีแป๊บเดียว สาว ๆ ถึงกับส่งเสียงทักกันเกรียวกราวเลยครับ ส่วน มากคือคนเคยไปงานบอลปีที่แล้วกันทั้งนั้น ผมถึงได้รู้ว่าไอ้นี่ก็ป๊อบปูล่าใช่ย่อย คิด ๆ แล้วน่าโมโห เพราะไอ้เอิ้นเพิ่งจะออกไปยืนหน้าแสตนแค่ปีเดียว ผิดกับผมที่เดินวงโยฯมาทุกปี แต่ดั๊นนนไม่มีใครสนใจจำ มัวแต่กรี๊ดกร๊าดไอ้ประธานเชียร์ตัวดำ ๆ เนี่ย หึ… จำไว้!

พวกผมทักทายและแลกเปลี่ยนกันแนะนำตัวพอเป็นพิธี (เลยได้รู้ว่าสีเรามี 30 คนครับ ชาย 12 ตุ๊ด 6 หญิง 12 เลขสวยมาก…) แน่นอนว่าหัวหน้าสีก็คงเป็นใครไม่ได้นอกจากท่านประธานเชียร์งานบอล ผู้มีความเป็นผู้นำเป็นเลิศศศ (เห็นสาว ๆ เขาว่างั้นกันอะนะ ถรุ๊ยย จริง ๆ แล้วสู้ประธานชมรมดนตรีอย่างผมไม่เห็นจะได้ ฮ่า ๆๆ) แต่ พอถึงช่วงที่พี่สต๊าฟให้หัวหน้าทุกสีลุกขึ้นยืนแนะนำตัว ผมจึงได้รู้เพิ่มขึ้นว่า ฝ่ายบริหารโรงเรียนเรานี่มันแน่นอนจริง ๆ เพราะนอกจากประธานเชียร์จะได้เป็นหัวหน้าสีแดงแล้ว ไอ้เลขาสภาฯก็ได้เป็นหัวหน้าสีเหลืองเช่นกัน (มึงใช้หน้าตาซื้อตำแหน่งก็สารภาพมาเหอะ.. กูรู้ทัน)

แน่นอนว่าพอได้หัวหน้าแต่ละสี เกมละลายพฤติกรรมทั้งหลายแหล่ก็ค่อย ๆ เริ่มขึ้น โดย ส่วนมากเป็นเกมที่ผมเคยเล่นแล้วเกือบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเกมฝ่ากำแพง (ให้ผู้เล่นสองสีตั้งป้อมกำแพง แล้วพยายามฝ่ากำแพงอีกฝ่ายหนึ่งเข้าไปให้ได้ สีไหนประสบความสำเร็จมากกว่าสีนั้นชนะ) เกมชิบปี้ชิบ (เต้น

ตามคนหัวแถว.. แม่ง… ใครเสือกเอาตุ๊ดไว้หัวแถวฟะ ท่าเสื่อมมาก กูอายฉิบบ) เกมเป่ายิ้งฉุบอะมีบา (ให้เป่ายิ้งฉุบกันครับ เริ่มจากสภาพปกติ ใครแพ้เป็นกระต่าย ใครชนะได้อัพเลเวลขึ้นเรื่อย ๆ เป็นไก่, ลิง, คน, ซุปเปอร์แมน ตามลำดับ ตรงข้ามกับคนแพ้ต้องลดระดับลงไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าใครเป็นกระต่ายแล้วยังเสือกแพ้อีกก็ไปเป็นอะมีบาโน่น แล้วทายดิ่ครับว่าใครเป็นอะมีบายันจบการแข่งขัน ถ้าไม่ใช่…. เออ ผมเอง ไม่ต้องทายถูกไวขนาดนั้นก็ได้ Y___Y แม่ง ดวงจะซวยไปไหน! แถมพอเกมจบยังโดนให้ไปทำท่าอะมีบาโชว์ทุกคนกลางวงอีก เพราะพี่เค้าบอกผมทำท่าอะมีบาน่ารัก -_-”… ช่วยบ้างงงเหอะ! เห็นอย่างนี้ก็อายเป็นนะ! ตอนนี้คนในค่ายเลยเรียกผมโน่อะมีบาหมดเลยครับ เวรรรรกรรม กูชื่อ โน่ เฉย ๆ ช่วยเข้าใจกันบ้างได้ไหมเนี่ย!) นอก จากนี้ก็ยังมีอีกหลายต่อหลายเกมครับ บรรยายไม่หมด รู้แต่ว่าเหนื่อยมากกกกกกกกกก กว่าจะสันทนาการครบก็เล่นเอาหอบ (เหนื่อยพอ ๆ กับฝึก รด. ก็ไม่ปาน) แถมตอนที่พี่สตาฟสั่งให้ทุกสีนั่งประจำที่ได้ จนไอ้เรานึกว่าจะปล่อยขึ้นไปนอนแล้ว แต่พี่ผู้ชายที่เป็นพิธีกรยังเสือกจะมาแนะนำเกมต่อไปที่เขาบอกว่าเป็นเกม “ส่งท้าย” อีก!?

“เอ้า!!!!! น้อง ๆ คงเหนื่อยกันแล้วใช่มั้ยครับ! (เสียงเด็กตอบกันดังลั่นว่า “ใช่!!!”) แต่พี่จะไม่ยอมให้น้อง ๆ ได้กลับไปพักผ่อนสบาย ๆ หรอก (โห่……..) แต่ไม่ต้องกลัวเหนื่อยครับ! เพราะเกมนี้ขอแค่ตัวแทนสีละสองคนเท่านั้น เอาเป็นหัวหน้าสีกับใครก็ได้แล้วกัน ออกมาเลยครับ!”

เอ่อ……. หัวหน้าสีกู…. ไอ้เอิ้น…. แล้วมันจะเลือกใครล่ะ ถ้าไม่ใช่……. กู… ซวยจริง ๆ -_- แค่เป่ายิ้งฉุบอะมีบาก็อับอายวงศ์ตระกูลพอแล้วนะ นี่มึงจะหาความเสื่อมอะไรมาให้กูอีก! ผม เดินเกาหัวตามไอ้เอิ้นไปกลางวงสันทนาการอย่างไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่ แต่พอเห็นปุณณ์เดินมากับเพื่อนร่วมสีอีกคน (ใครวะ… ไม่รู้จัก แล้วทำไมไม่พาพีทออกมาอะ โรงเรียนเดียวกันแท้ ๆ… อ๋อ… ไอ้พีทนั่งหลับพิงเสาศาลาไปแล้วครับ เหี้ยมาก) เอ๊ะ ในวงเล็บนั่นผมบ่นไรตั้งนาน.. เออนั่นแหละ เอาเป็นว่าพอเห็นไอ้ปุณณ์ออกมากับบัดดี้มัน ก็ราวกับเรียกความรู้สึกฮึกเหิมในร่างกายให้บังเกิดขึ้นมาทันที ฮะฮ้าาา เอาวะ! ท้าประลองกับสภานักเรียนซักตั้งเป็นไง ถึงการเรียนกูจะสู้ไม่ได้ แต่แข่งเกมปัญญาอ่อนแบบนี้กูเทพเว้ย!!! ผมยักคิ้วท้าทายไอ้ปุณณ์ข้างหนึ่งแต่มันกลับยักไหล่ตอบก่อนจะเมินไปทางอื่นราวกับว่าอย่างผมไม่ใช่คู่ต่อสู้มัน

หน็อยแน่ะมึง!! เดี๋ยวได้เจอดี!

“กติกา คือ ให้น้อง ๆ แต่ละคู่ ช่วยกันใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย ประคองลูกปิงปองพวกนี้ จากตระกร้าตรงหน้าพี่ ไปให้ถึงถังหน้าพี่แว่นโน่น เข้าใจรึเปล่าครับ? และเพื่อไม่เป็นการลำเอียง พี่จะให้น้อง ๆ จับสลากว่าคู่ไหนได้ใช้อวัยวะใดแล้วกันนะ”

ผม ตบยุงที่แขนขณะพี่เขากำลังอธิบายกติกาอยู่ พอเงยหน้าอีกทีก็พบกล่องสลาก (กล่องเดิมกับตอนจับสลากปอบนั่นล่ะครับ เห็นแล้วขนลุกเลย) กำลังยื่นให้พวกเราเลือกจับไล่มาทีละคู่ สีฟ้าได้ใช้หน้าผาก สีชมพูใช้แก้ม สีเหลือง(ไอ้ปุณณ์)ใช้ลำตัว (ยากว่ะ) สีม่วงใช้หัวไหล่ (นี่ก็ยาก)… ส่วนสลากใบสุดท้ายที่เหลือเป็นของพวกผม ทำเอาใจเต้นตึกตัก เพราะกลัวจะได้อะไรยาก ๆ แบบสีไอ้ปุณณ์กับสีม่วงมัน… แต่พวกผมได้……..

ใช้ปาก!

เย้!!!!!!!!! ง่ายโคตร!! ผมเผลอกำมือร้อง “เยสส” อย่างดีใจ แต่เพิ่งสังเกตว่าสีหน้าเอิ้นดูช็อคสนิท

“เฮ้ย เป็นไรวะ” หรือมันเหนื่อย?

“อ๋อ เปล่า ๆ…” เอิ้นบอกปัดผมพลางปาดเหงื่อเม็ดเล็กบนขมับ ร้อนอะไรวะเนี่ย ดึก ๆ แบบนี้กูออกจะหนาว “มึงดีใจเหรอ” แต่มันยังมีหน้ามาถามอะไรผมแปลก ๆ ?

“เอ๊าา! ก็ต้องดีใจสิวะ! ใช้ปากง่ายออก ดีกว่าสีเหลืองกับสีม่วงตั้งเยอะ หรือมึงว่าไง?” เพราะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองคิดอะไรผิดไปรึเปล่า?? ไอ้เอิ้นถึงได้ทำหน้าเหยเกแบบนี้ แต่พอถามกลับไป มันดันรีบส่ายหัวยิกตอบมา “ปละ เปล่า… ไม่ว่าไงอะ มึงว่าดีกูก็ว่าดี…. แหะ ๆ” เออ ประหลาดจริงเว้ย…. ผมขมวดคิ้วมองมันแต่ไม่มีเวลาให้คิดไรแล้ว เพราะพวกพี่ ๆ กำลังจะเป่านกหวีดเริ่มเกม

ปี๊ดดดดดดด!!

เสียงกลองสันทนาการและกองเชียร์ดังลั่นอาคารพร้อม ๆ กับเสียงนกหวีด กระตุ้น ให้พวกผมยิ่งวุ่นวายใช้ปากคาบลูกปิงปองขึ้นมาอย่างไว โดยมีเอิ้นงับไว้ด้านหนึ่ง และผมช่วยงับอีกด้านหนึ่ง ก่อนเราจะค่อย ๆ ประคองกันให้ไปถึงถังที่วางห่างจากตะกร้า 20 เมตรโดยประมาณ

ว่าแต่สาว ๆ ในค่ายกับพวกรุ่นพี่เค้าจะกรี๊ดกร๊าดอะไรนักหนาวะ! ยิ่งเวลาผมกับเอิ้นช่วยกันงับลูกปิงปองขึ้นมา เสียงกรี๊ดยิ่งดังแสบแก้วหูเป็นพิเศษ (หน้าที่โว๊ยย) -_-”… อะไรกัน.. พวกผู้หญิงนี่ชอบคิดอกุศลอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นคนสั่งให้พวกผมทำเองแท้ ๆ ยังจะมีหน้ามาคิดลึกอีก โว๊ะ….!! ผมแอบหงุดหงิดพลางสบตาขำ ๆ กับเอิ้น ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาช่วยกันงับลูกบอลต่อไป

“จะหมดเวลาแล้ว!!!!!!!!!!!!! สิบ! เก้า! แปด! เจ็ด!”

เหยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย แต่แม่งงงงง ทำไมของกูง่ายกว่าของไอ้ปุณณ์ตั้งเยอะ แต่ลูกปิงปองในถังสีเหลืองเสือกเยอะกว่าสีแดงอีกวะ!!! ไม่ได้การแล้ว! เสียหมาแย่! ผมกับเอิ้นที่โคตรกลัวว่าถ้าแพ้จะโดนปุณณ์เยาะเย้ย ประนามหยามเหยียด รีบพร้อมใจกันเร่งสปีดเพื่อไม่ให้เสียหน้าทันที เราแข่งกับเสียงพี่สต๊าฟที่นับเวลาถอยหลังน้อยลงเรื่อย ๆ ด้วยใจระทึก

รีบหน่อยวะ!!!!!! ผมกับเอิ้นช่วยกันคาบลูกบอลในตะกร้าแล้ววิ่งมาหาถังอย่างรีบร้อน ทำให้ลูกปิงปองในปากค่อนข้างหมิ่นเหม่จนดูเอียงกะเทเร่อย่างน่าหวาดเสียว เป็นสาเหตุให้ตอนนี้ปากของผมกับเอิ้นเริ่มอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กันมากขึ้น ทุกที ๆ

อีกนิดจะถึงแล้ว… จะถึงแล้ว… จะถึง…… ถึงแล้ว!!!! บิงโก!!!!!!!!!! ผมกับเอิ้นรีบปล่อยปิงปองลูกสุดท้ายสู่จุดหมายอย่างรีบร้อนเพราะมันก็จวนจะหล่นแหล่ไม่หล่นแหล่อยู่แล้วเป็นทุนเดิม แน่นอนว่าพอถึงเส้นชัยพวกผมก็รีบปล่อยมันลงถัง พร้อม ๆ กับเสียงนกหวีดจบการแข่งขัน และริมฝีปากเอิ้นกับผมที่แตะโดนกันแผ่ว ๆ..

………… เอ่อ..

เรา สองคนยืนมองหน้ากันเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ทั้งที่เกมจบลงแล้ว และรอบข้างมีแต่เสียงโวยวาย.. ผมรู้ว่าคงไม่มีใครสนใจหรอกว่าเมื่อกี้ระหว่างผมกับเอิ้นมีจะอะไรเกิดขึ้น เพราะทุกคนมัวแต่ใจจดใจจ่อกับการลุ้นทีมสีตัวเอง และโห่ร้องแสดงความดีใจเมื่อเวลาหมดแทบทั้งนั้น… หรือถ้าจะให้พูดกันจริง ๆ ก็คือ ผมตกใจกับอุบัติเหตุเมื่อครู่นิดหน่อย แต่หากถามว่าใส่ใจหรือเก็บมาเป็นอารมณ์ไหม ก็ตอบได้เลยว่า ไม่… ตอนนี้มีเรื่องอื่นน่าสนใจกว่าเยอะ

“ผู้ชนะคือสี……..ชมพูครับ!!!!!!! รองลงมาคือสีแดง! ส่วนที่สามเป็นสีเหลือง!!!!!!” ก็นี่ไงล่ะครับเรื่องที่น่าสนใจมากกว่า! เยสสสสสสส!! ในที่สุดผมก็ชนะไอ้ปุณณ์จนได้ วะฮ่าฮ่าฮ่า!!! สะใจจริงโว๊ยย ผมกระโดดไปมาเป็นลิง เช่นเดียวกับกองเชียร์คนอื่น ๆ ที่ส่งเสียงกรี๊ดแข่งกับลำโพงตัวใหญ่ แถมยังมีการวิ่งไปเยาะเย้ยสีอื่นกันอีกต่างหาก! ฮ่าฮ่า ยอมน้อยหน้าที่ไหนล่ะครับคนสีนี้!

ผม กระโดดวิ่งไปกอดกับเพื่อนในสี (ดีใจเวอร์มากเหมือนบอลไทยได้แชมป์โลกอะ) เช่นเดียวกับทุกคนในค่ายที่ต่างส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่พักใหญ่ ไม่นานนักผมก็เริ่มสังเกตว่าไอ้เอิ้นมันเงียบไป… เพราะถึงแม้ริมฝีปากมันจะยิ้มแย้มกับเพื่อนคนอื่น แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับดูแปลก ๆ

“เป็นไรวะเอิ้น? ไม่ดีใจเหรอ!?” ผมปลีกตัวจากวงใหญ่ (ที่ตอนนี้เริ่มเต้นเพลงสันทนาการตามใจชอบปิดท้ายก่อนขึ้นนอนอีกแล้วครับ! ไม่เหนื่อยมั่งรึไง!?) มาแตะบ่าเอิ้นเบา ๆ ผลที่ได้รับคือเจ้าตัวสะดุ้งหนัก เหมือนว่าหัวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“เอ่อ โน่…. เมื่อกี้กู… ขอโทษนะ… กูไม่ได้ตั้งใจ” หา???? อะไรของมันวะ… อ๋อ… ห่า….

ผม ยอมรับว่าเกือบลืมเรื่องฉากสุดท้ายในเกมไปแล้ว เพราะอันที่จริงมันไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร ผมรู้ว่าอุบัติเหตุก็คืออุบัติเหตุ แล้วของแค่นี้ก็จิ๊บจ๊อยมาก ตราบใดที่มันเป็นเรื่องไม่ตั้งใจ

“ไรวะ!! มึงยังคิดมากอยู่อีก เห็นกูเป็นผู้หญิงรึไง ห่า…. กูไม่คิดไรหรอก ช่างเห๊อะ! ไป ๆๆ ไปเต้นกัน มึงปล่อยอีชาลีเต้นคนเดียวมันเหงาแย่ ฮ่า ๆๆ” ผมจึงพูดอ้างอิงไปถึงกะเทยคนนึงในสีที่ปลื้มเอิ้นม๊ากกก มากครับ มันชื่อชาลี (ชื่อตามบัตรประชาชน สุชาติ) เป็นเด็กโรงเรียนชายล้วนแถวโรงเรียนผมนี่ล่ะ แต่กางเกงนํ้าตาล อี ชาลีนี่ติดใจไอ้เอิ้นขนาดหนักถึงขั้นจะกิน จะขี้ จะเยี่ยว เป็นต้องเรียกหาหัวหน้าสีให้มาดูแล (ทั้งที่ไซส์อีชาลีนี่ออกแนวบึก ถึกทนกว่าเอิ้นตั้งเยอะ) เอิ้นก็หนีมันบ้างบางโอกาส แต่จริง ๆ ชาลีมันก็ตลกดี พวกผมเลยชอบเล่นกับมันครับ

แน่ นอนว่าพูดจาเป็นศิราณีแบบนี้ ถ้าเป็นเวลาปกติเอิ้นคงทุบหัวผมแก้เขินไปแล้ว (รึเปล่าวะ ฮ่า ๆ) ผิดกับครั้งนี้ที่มันเงียบ.. ใช้เพียงดวงตาคมกริบคู่นั้นมองตรงมา จนผมไม่สามารถหลบสายตาได้ต่อไป

“มึง ไม่คิดแต่กูคิดนะ… มึงก็รู้ว่า.. กูคิดยังไงกับมึง..” เสียงทุ้มของเอิ้นเตือนผมเบา ๆ แต่ฟังดูจริงจังราวกับหินผา…. อันที่จริงถ้าไม่เตือนก็ว่าจะทำลืม ๆ ไปแล้วนะ.. แต่มาพูดถึงอีกแบบนี้หมายความว่าไงวะ ผมสบดวงตาจริงจังคู่นั้น แล้วอดไม่ได้ที่จะเผลอถอนหายใจออกมา

“คือ เอิ้น… ตั้งแต่วันแรกที่กูรู้จักมึงจนถึงวันนี้กูก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนะ.. กู.. ยังคิดว่ามึงเป็นเพื่อนเหมือนเดิม แล้วก็จะคิดแบบนี้ตลอดไปด้วย” ผมรู้ว่าคำพูดเหล่านั้นคงไม่สามารถทำให้คนฟังรู้สึกดีขึ้นได้ แต่ความรู้สึกผมเป็นอย่างนี้จริง ๆ ผมจึงรีบเปลี่ยนเป็นฉีกยิ้มกว้างพลางตบบ่ามันแรง ๆ สองสามทีอย่างที่ชอบทำ

“ทำไมทำหน้างั้นว๊าาา เป็นเพื่อนกันดีจะตาย! หนุกดีออก! อย่างเมื่อกี้ถ้าเป็นคนอื่นกูต่อยปากแตกไปแล้วว แต่เห็นมึงเป็นเพื่อนนะเนี่ยถึงบอกไม่ต้องคิดมาก! ชิว ๆ ไป จะจูบกูอีกกี่ทีกูก็คิดกับมึงแบบเดิมแหละ ไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดอะไรทั้งนั้น เข้าใจนะ!”

ผม พูดกึ่งจริงกึ่งเล่นให้อีกฝ่ายหลุดขำได้นิดนึง แต่ทำไมตัวเองถึงเสียวสันหลังวูบแบบนี้วะ…. ผมขมวดคิ้วเป็นปมหลังพูดประโยคเมื่อกี้จบ ก่อนจะหันไปเพื่อพบกับ..

… ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ ที่มายืนนิ่งอยู่ ก่อนจะมองทั้งเอิ้นและผมด้วยสายตาเอาเรื่อง แล้วจากไป

เดี๋ยวนะ… มึงได้ฟังครบจริงรึเปล่าเนี่ย!!!!!!!!!!!!!!!!!!

62th CHAOS

แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริง ๆ ครับ… ว่าไอ้ห่านี่มัน ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียดตัวพ่อ!

ก็ ดูแม่งดิ่ ตั้งแต่เล่นเกมจบก็ทำหน้าบูดเป็นตูดทั้งที่สีมันได้คะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง ทิ้งห่างสีคนอื่นลิ่ว ๆ อยู่แท้ ๆ ยังมาจะทำอารมณ์เสียอีก… แล้วแทนที่มันจะอารมณ์เสียหงุดหงิด ๆ แล้วเมิน ๆ หน้าผมไป เสือกดันนนนนน ยิ่งวนเวียนอยู่รอบตัวผมยิ่งกว่าเก่า! แม่งงงง

จริง ๆ ผมน่าจะรู้ว่าคนอย่าง ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ นี่เป็นประเภทกัดแล้วไม่ยอมปล่อย โดยเฉพาะเวลาอารมณ์เสียยิ่งกัดแน่นกว่าเก่า หลักฐานก็คือพอเล่นเกมจบ ทันทีที่พี่สตาฟร้องสั่งให้ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวและเข้านอนได้ มัน ก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินลิ่ว ๆๆ มาทางผมแบบไม่สนใจใคร เรียกได้ว่าหลังจากนั้นเอิ้นไม่มีโอกาสได้เดินข้างผม หรือชวนผมคุยอีก ตราบใดที่มีไอ้เชี่ยปุณณ์ขวางอยู่ทุกประตูแบบนี้

แต่ก็ใช่ว่ามายืนขวางแล้วมันจะยอมพูดกับผมนะครับ! เพราะแม้ปุณณ์จะยืนจังก้ายังกะหมาเฝ้ายาม แต่แม่งไม่ยักเปิดปากคุยกับผมอยู่ดี มีแต่หันไปคุยกับโจ๊กบ้าง นันท์บ้าง พวกเพื่อน ๆ ผม ไอ้โอม ไอ้ปาล์ม ไอ้พ้ง หรือแม้แต่เอิ้นกับพีท ก็ยังคุยด้วยได้ เว้นแต่กับผมคนเดียวนี่แหละ ที่มันทำเงียบใส่

แล้วแบบนี้มึงจะมาป้วนเปี้ยนทำหน้าดุอยู่ข้างกู จนคนอื่นเขาพลอยไม่กล้าคุยกับกูด้วยทำไมวะ…

ไอ้สัดดดดดดด!

ผมว่าจะหันไปด่าแม่งหลายรอบละ แต่ขี้เกียจ ประกอบกับมันไม่ยอมคุยกับผมด้วย ผมเลยไม่อยากชวนคุยก่อน (เหอะ ๆ) ถ้าอย่างนั้นช่างแม่งแล้วกัน ผมคิดอย่างเซ็ง ๆ แล้วก็ทำทุกอย่างตามปกติ โดยมีไอ้ปุณณ์คอยวนเวียนเป็นเงาตามตัวแบบไม่ปกติตลอดเวลา….

ก็จะให้เรียกว่าปกติได้ไงครับ!!! ในเมื่อแม่งตามผมต้อย ๆๆ! ขนาดไปอาบนํ้า มันก็ตามไปอาบด้วย แถมห้องนํ้าเสือกเป็นแบบ open air อีก คือมีอ่างใส่นํ้าใหญ่ ๆ ตรงกลางให้ทุกคนตักอาบกันแบบโชว์สเตปเทพ (ใครไม่เทพก็โชว์ของดีไป แต่กูไม่อยากดู) แน่นอนว่ายิ่งห้องนํ้าเป็นแบบนี้มันยิ่งตัวติดกับผมเข้าไปใหญ่ ทำเอาผมถึงกับเหวอตอนไอ้เลขาสภาฯหันมาสาดนํ้าโครม ๆๆ ใส่ แล้วยื่นสบู่ให้ผมถู ตามด้วยสาดนํ้าโครม ๆๆ ล้างสบู่ผมอีก ก่อนมันจะโบกมือไล่ผมให้ออกไปแต่งตัวอย่างไว…

เชี๊ยยยยยยย เร็วไปปะ!!! แน่นอนว่าถ้ายอมออกง่าย ๆ ก็ไม่ใช่โน่แล้วว เหอะ ๆ.. ผมยังดื้อยืนสาดนํ้าเล่นกับพวกไอ้โอมไอ้ปาล์มต่อ โดยไม่สนใจสายตามาคุที่ใครไม่รู้ส่งมา โดยเฉพาะตอนพวกผมรุมสกรัมไอ้พ้งครับ แหม.. ก็น่ารุมไหมล่ะ แม่งเสือกเป็นคนเดียวที่รู้ทันว่าห้องนํ้าจะเป็นแบบอาบรวม (เพราะแอบโทรไปถามพี่สต๊าฟก่อนมาค่ายแล้ว) แต่ไม่เสือกบอกพวกผม! เป็นสาเหตุให้มันไหวตัวทัน เตรียมบ๊อกเซอร์สีแดงเข้มมมมชิบหายมาอาบนํ้าอย่างสบายใจคนเดียว ต่างกับบ๊อกเซอร์สีเขียวอ่อน เหลืองอ่อน ฟ้าอ่อน ชมพูอ่อน ของพวกผมโดยสิ้นเชิง (แทบไม่มีอะไรถูกปิดบังแล้ว ณ จุดนี้..) แน่นอนว่าทำตัวแปลกแยกแบบนี้ มึงต้องโดน!…..

ถอด!!!!!!!

กร๊า กกกกกกกกกกกกกกก ฮาสัด ๆ สะใจชิบหายตอนเห็นไอ้คุณหนูพ้งเอาตัวซึ่งถูสบู่จนหอมฉุยแล้ว ลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้นปูนซีเมนต์สาก ๆ ในห้องนํ้า (ยํ้าอีกที! ว่า เป็นพื้นซีเมนต์ ไม่ใช่พื้นกระเบื้องครับ…) หึหึหึ.. ดูไกล ๆ เหมือนพวกผมรุมกระทืบมันอย่างบอกไม่ถูก แต่ ณ เวลานั้น ให้พวกผมรุมกระทืบไอ้พ้งก็อาจจะดีใจกว่าโดนรุม ถอดกางเกง แบบนี้ กร๊ากกกกกกกก เสียใจด้วยนะ แต่ไหน ๆ พวกกูก็โป๊เปลือยกันขนาดนี้แล้ว มึงอย่าหวังจะรอด!

ผมกับเพื่อนคนอื่น ๆ รุมแกล้งไอ้พ้งกันเสียงโคตรดังในห้องนํ้า ก่อนโอมจะ mission complete ดึงบ๊อกเซอร์ลายดาวสีแดงแจ๋ของคุณหนูพ้งออกมาสำเร็จ! กร๊ากกกกก เสียดายจริง ๆ ไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปมาอาบนํ้าด้วย (ใครจะพก!) พวกผมเป่าปากล้อไอ้พ้งกันยกใหญ่ก่อนจะสำเหนียกได้ว่าควรเริ่มอาบนํ้าใหม่ซัก ที เพราะเมื่อกี้ลงทุนมากไปหน่อย ถึงกับมีการสไลด์ตัวนอนบนพื้นซีเมนต์แหยะ ๆ เลยทีเดียว (อี๋…) ว่าแต่ทำไมเชี่ยโอมอาบนํ้าเสร็จเร็วจังวะ!? ผมที่เพิ่งตักนํ้าล้างสบู่ขันแรกหันไปมองโอมผู้ซึ่งเดินลิ่ว ๆๆ ไปทางราวแขวนผ้าแบบงง ๆ ก่อนจะถึงบางอ้อ

ไอ้สัดดดดดดด ใช้ผ้าขนหนูกูอีกแล้ว!!!!

“เชี่ยโอมมมมมมม สันดานนนนนนนนนนนน!!” ผมตะโกนด่าไอ้เพื่อนชั่วลั่นห้องนํ้า โดยที่อีกฝ่ายแค่ส่งเสียงหัวเราะกลับมาแบบไม่สะทก (ชั่ว!) ว่าจะอ้าปากด่าต่อให้หายแค้นแต่ก็มีผ้าขนหนูผืนหอมกลิ่นคุ้นเคยโปะลงบนหัวซะก่อน..

ปุณณ์ ยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้พลางเอามือสางผมเปียก ๆ ของตัวเอง โดยใช้ลำตัวบังผมเอาไว้มิด ผมขมวดคิ้วก่อนจะก้มมองบ๊อกเซอร์สีฟ้าอ่อนของตัวเอง ที่ถึงจะบางจ๋อยแต่ก็ไม่ได้ดูเซ็กซี่สักเท่าไหร่ (เมื่อเทียบกับบ๊อกเซอร์สีเหลืองอ่อนของไอ้ปาล์มแล้ว ฮ่า ๆๆ) กระนั้นผมก็ยอมรับผ้าขนหนูปุณณ์มาเช็ดตัวแต่โดยดี

ผม รับผ้าขนหนูลายทางเนื้อแห้งสนิทของปุณณ์มาใช้อย่างระมัดระวัง เพราะไม่อยากให้เปียกมาก ก่อนจะรีบคืนกลับไป ให้เจ้าของมันที่ใส่บ๊อกเซอร์สีส้มอ่อน ๆ ซํ้ายังเปื่อยนํ้าจนยุ่ยแทบเห็นไปถึงไหนต่อไหน… เหอะ ๆ.. อยากจะตะโกนบอกจริง ๆ ว่ากูหวงมึงนะ!! แต่ก็ไม่อยากเป็นคนเริ่มพูดก่อนนี่หว่า…

ผม กับปุณณ์ได้แต่ยืนแต่งตัวข้างกันอย่างเงียบ ๆ (ต่างคนต่างคอยบังให้อีกฝ่ายครับ) ก่อนจะเดินกลับตึกนอนด้วยกัน… ระหว่างทางผมลอบมองใบหน้าด้านขวาของปุณณ์ที่ยังคงนิ่งเฉย แต่วงแขนแกร่ง

หอบเอาข้าวของผมไปถือให้ทั้งหมด.. จนอดคิดไม่ได้ว่า.. ถ้าผมฉวยเอาของเหล่านั้นมาถือไว้ แล้วปุณณ์จะยอมยื่นมือข้างที่ว่างมาประคองฝ่ามือผมหรือเปล่า

…ผมรู้ดีว่าคำตอบจะเป็นแบบไหน..

แล้วเราทั้งหมดก็มาถึงห้องนอนกันครับ! ซึ่งจริง ๆ มันคือห้องเรียนต่างหาก (ก็ที่นี่มันโรงเรียนนี่นา ไม่ใช่โรงแรม Y___Y) ห้องนอนของพวกเราเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ ที่ให้ชาวค่ายใช้นอนรวมกันยังกะแรงงานต่างด้าว ซึ่ง แน่นอนว่าพอเข้าไปถึง เพื่อนร่วมค่ายคนอื่น ๆ ก็หลับปุ๋ยกันหมดแล้ว เป็นซะอย่างนั้นพวกผมจึงต้องรีบสงบปากสงบคำแล้วหารูนอนเป็นของตัวเองทันที นับว่าโชคยังดีที่วางกระเป๋าจองรูนอนเอาไว้ก่อน ไม่งั้นคงได้ไปนอนขี่กันแหง

ผมนั่งเก็บของใส่กระเป๋าตัวเองซึ่งอยู่ติดกับโอมที่กำลังทาโลชั่นกลิ่นหอมฉุยอยู่ ถุ๊ยย! ไอ้หล่อ! ทาให้ตายมึงก็ไม่ขาวขึ้นหรอก กร๊ากกกกกกกก ผมแค่คิดในใจยังไม่ทันอ้าปากด่ามันซักคำ แต่แม่งเสือกยื่นมือมาตบหัวผมดังปั้ก!

“เหี้ยยยย ตบกูทำไมไอ้สัด!” ผัวะ! นี่แน่ะ กูเอาคืนมั่ง คราวนี้เลยได้เป็นโลชั่นขวดเบ้อเร่อประเคนใส่หัวผมกลับมา อูยยย ไอ้เชี่ย ทำร้ายกู!

“ดูหน้ามึงก็รู้แล้วว่ากำลังด่ากูในใจ สัด” ทำไมมึงแม่น… เฮ้ย ไม่ใช่! ทำไมมึงชั่วงี้! ถึงกูจะด่าจริง ๆ ก็เหอะ แต่ถ้าวันไหนกูไม่ได้ด่าขึ้นมาก็โดนตบฟรีดิ่วะ! สาด ด ผมชูนิ้วกลางใส่มันก่อนจะเปลี่ยนเป็นแบมือขอทาโลชั่นมั่งแทน อิอิ ก็ผมชอบใช้โลชั่นไอ้โอมนี่นา หอมดี เวลาไปบ้านมันผมก็ขอทาบ่อย ๆ เพราะทาแล้วหลับสบาย แต่ไม่เคยคิดซื้อเองเลย เพราะแม่งแพงมาก (พวกเกิดมาไม่หล่อก็ต้องลงทุนเยอะหน่อยล่ะครับ ผมเข้าใจ กร๊าก ๆ)

“นอน ยัง ๆ พรุ่งนี้พี่เค้านัดเช้านะ เดี๋ยวไม่ตื่น” เสียงไอ้ปาล์มร้องถามพวกผมจากข้าง ๆ พ้ง ซึ่งอยู่ถัดไอ้โอมไป เรียกให้ผมมองนาฬิกาบนข้อมือตัวเองที่บอกเวลาตีหนึ่งกว่าแล้วก็รีบพยักหน้า รูปซิปปิดเป้โดยไว

“งั้นกูปิดไฟเลยนะ” เสียงเอิ้นถามเพราะมันอยู่ใกล้สวิตช์ไฟมากที่สุด นำให้พวกผมพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนไฟจะมืดลง ช่วง ก่อนปิดไฟผมแอบเห็นว่าปุณณ์นอนกับโจ๊กและนันท์ ซึ่งอยู่คนละฝั่งห้องกัน จนอดคิดไม่ได้ว่ามันเลิกตามผมแล้วรึไง แต่ช่างเหอะ ง่วงจะตายห่า ผมคิดพลางหาวปากกว้างเมื่อหัวถึงหมอน (ที่จริง ๆ แล้วเป็นเป้ แต่ติ๊ต่างว่าคือหมอน) และคงหลับตายไปแล้ว ถ้าไม่ได้รู้สึกว่า…

มีสิ่งแปลกปลอมมานอนแทรกกลางระหว่างผมกับพีทซะก่อน!? (ขวาผมเป็นโอม ซ้ายผมเป็นพีทครับ ถัดจากพีทไปเป็นเอิ้น) ว่าแต่ใครวะมานอนแทรก!? ผมพลิกตัวหันไปมองด้วยสายตาที่เริ่มชินกับความมืด จึงได้เห็นว่าเป็น..

ไอ้ปุณณ์ ภูมิพัฒน์

เฮ้ย!!!!!!!! ก็กะจะแหกปากด่าแล้วถ้าไม่ได้มีมืออุ่น ๆ ปิดไว้ก่อน ผม ขมวดคิ้วมองหน้าอีกฝ่ายที่เคยเห็นว่าบูดสนิทตั้งแต่หัวคํ่า ผิดกับตอนนี้ที่เจ้าของมันกำลังยกมือทำท่าจุ๊ ๆ พาให้ผมว่าง่ายพยักหน้าตาม ผมขมวดคิ้วแน่นก่อนจะอดมองซ้ายแลขวาไม่ได้ ว่ามีใครตื่นมาเห็นเราหรือเปล่า..

และนี่คงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ชั่วโมงที่ผมเห็นมันยิ้ม (ให้ผม) เสียแต่มืดจนมองไม่ถนัดว่ามันกำลังยิ้มจริงหรือผมตาฝาด? ระหว่างที่กำลังเพ่งสายตาอยู่ พลันรู้สึกได้ถึงวงแขนอุ่น ๆ ที่รวบตัวผมไปกอดไว้แผ่วเบาอย่างคุ้นเคย

ปุณณ์กอดผมเบา ๆ เหมือนเวลามันอยากกล่อมให้หลับฝันดี ฝ่ามืออุ่นข้างนั้นลูบหัวผมเล่นไปมา ขณะริมฝีปากหยุ่นประทับจูบบนหน้าผากผมผะแผ่ว ทั้งหมดเรียกให้ผมทำสิ่งที่เหมือนกันกลับไป ก่อนจะผล็อยหลับในอ้อมแขนอบอุ่นของปุณณ์

ผมไม่รู้ว่าตอนเช้าจะมีใครตื่นมาเห็นเราหรือเปล่า..

แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้ามีปุณณ์ ผมจะปลอดภัย

ผมเชื่ออย่างนั้น : )

**

“@(#$&*{)(@&^!*)(*_)_(*&^(*)”

โว่ ยยยยยยยย แล้วเสียงอะไรดังจ้อกแจ้กแต่เช้าวะ คนยังนอนไม่เต็มอิ่มเลยแม่งงงง…. ผมขมวดคิ้วทั้งที่หลับตาปี๋เพราะรู้สึกเหมือนแสงแดดจ้ากำลังพยายามแยงเข้ามา

“เชี่ยโน่ ตื่น! ตื่นนนนน ตื่นนนนนนน” แม่งงงง แล้วไอ้ประเภทยื่นตีนมาสะกิดกูเนี่ยมีคนเดียว! ผมพลิกตัวหนีตีนเชี่ยโอม ก่อนจะวาดแขนไปกอดคนข้าง ๆ ด้วยความเคยชินที่ทำมาตลอดคืน

“เฮ้ย!!!!!!!!!” แต่มันจะร้องทำไมวะ แล้วนี่ไม่ใช่เสียงปุณณ์นี่หว่า!!? ผมสะดุ้งโหยง รีบปล่อยแขนออกก่อนจะลืมตามาพบว่า คนที่ซวยโดนกอดไปเต็มเปาเมื่อกี้นี้คือ พีท!

“โน่ปล้นความบริสุทธิ์ผม!!!!!!!!” เชี่ยยยยยยยยยยยย! ผมตาสว่างก่อนจะชูนิ้วกลางใส่พีททั้งที่เราไม่ค่อยสนิทกัน (แต่ตอนนี้มึงกวนตีนกูและ!) เอ๊ะ หรือผมจะเป็นฝ่ายผิดเองวะ เพราะเสือกไปกอดมันก่อน ฮา ๆ…. ว่าแต่เมื่อคืนที่เห็นปุณณ์นอนข้าง ๆ นี่ผมฝันหรืออะไร? ไม่ใช่ว่าจริง ๆ กลายเป็นนอนกอดพีทตลอดคืนนะ!?.. ชักกลัวว่ะ

ผมขยี้ตาไล่ความเบลอก่อนจะพยายามสังเกตว่าไอ้ปุณณ์อยู่ไหน สรุปว่ามันยังหลับปุ๋ยอีกฝั่งห้องครับ (แต่ทำไมไม่เสือกมีใครปลุกบ้างอะ!) ส่วนข้าง ๆ ผมที่หลงคิดว่าเป็นปุณณ์ตลอดคืน ดันแปลงร่างกลายเป็นพีท ผู้ซึ่งเพิ่งโดนลูกหลง เจอผมกอดซะเต็มเปาไปแหมบ ๆ นับ ว่ายังโชคดีที่มันหันไปหัวเราะเฮฮากับเพื่อนคนอื่น ๆ ต่อ ดูไม่ได้คิดมากอะไร (เออ ผมก็ไม่คิดเหมือนกัน) เป็นอย่างนั้นผมจึงได้แต่เกาหัวตัวเองเก้อ เพราะสงสัยเมื่อคืนจะ… ฝันไป… เหรอวะ?

เออ ช่างแม่งเหอะ! มึน ตอนนี้ไอ้ปุณณ์ตื่นแล้วครับเพราะเสียงโวยวายของพวกผม ตามด้วยอีหรอบเดิม คือไม่ยอมพูดด้วยเหมื๊อนนนเคย ได้แต่ถืออุปกรณ์ล้างหน้าแปรงฟันมายืนจังก้า คงจะรอให้ผมออกไปพร้อมกัน แต่เห๊อะ! ใครจะไปกะเมิ๊งง ผมเลิกคิ้วมองกวนตีนปุณณ์ ก่อนจะนั่งรอไอ้ปาล์มไอ้พ้งจนเตรียมของเสร็จ แล้วออกไปพร้อมพวกมัน เว้นเชี่ยโอมไว้ เพราะเจ้าตัวบอกจัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว (ตั้งแต่ตอนไหนวะ?) ขอนอนต่ออีกหน่อยแล้วกัน.. เออ เรื่องของเมิง

แน่ นอนว่าพอกลับมา……… ป้ายชื่อไอ้ปาล์มก็แหว่ง.. กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ยว่าค่ายนี้เค้าเล่นปอบอยู่ แถมเชี่ยปาล์มก็เสือกโง่ วางป้ายชื่อทิ้งไว้หราคาห้องนอนอีก เลยถูกปอบฉีกทีเผลอตามระเบียบ (ว่าแต่มีการฆ่ารูปแบบนี้ด้วยเหรอวะ!!!) แถวบ้านกูเรียกไหลตาย ตายไม่รู้ตัวนะมึง ฮ่า

ๆๆ แล้วใครฆ่ามันวะ!?!? ผม หันไปมองหน้าเชี่ยโอมโดยอัตโนมัติ เห็นมันแสยะยิ้มกลับมาประมาณว่าเผลอเมื่อไหร่มึงตาย ทำเอาผมเสียวสันหลังวาบบ ต้องรีบหยิบป้ายชื่อตัวเองมาแขวนคอด่วน! เออ จริง ๆ แล้วการมีปุณณ์คอยตามตูดต้อย ๆ นี่ก็ดีอย่างเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยเชี่ยโอมก็ฆ่าผมไม่ได้ไง!

หลัง จากเหตุการณ์ลอบฆ่าสยอง (จนป้ายชื่อไอ้ปาล์มแหว่งนำความฉงนสู่ประชาชี ว่าทำไมไอ้ห่านี่ตายตั้งแต่มาถึงได้แค่วันเดียว) พวกเราก็ลงไปรวมตัวกันบริเวณสนามบอลหน้าตึกเรียนครับ พี่ ๆ เขาให้แบ่งกลุ่มยืนเรียงกันตามสีเหมือนเด็กประถมไม่มีผิด แน่นอนว่าปุณณ์โดนแยกให้ไปนั่งกับพลพรรคคนป้ายเหลือง (ก่อนไปยังไม่วายส่งสายตาดุ ๆ มาอีกนะ) ส่วนผมอยู่กับฝูงชนคนป้ายแดง (การเมืองไปป่ะครับ?) แล้วรุ่นพี่ก็เริ่มแจกแจงว่ากิจกรรมวันนี้มีอะไรบ้าง และสีไหนต้องรับผิดชอบงานส่วนไหนกัน

แน่นอนว่ากิจกรรมค่ายปลูกป่าก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการ… ปลูกต้นไม้… แต่มันป่าตรงไหนวะ!? เพราะฟังไปฟังมา ตกลงค่ายนี้พี่เขาจะให้เราปลูกหญ้าแฝกครับ เพื่อช่วยเป็นปราการด่านธรรมชาติ คอยดูดซึมนํ้ารอบ ๆ ฝาย อืม…. ก็ดีเหมือนกัน ฟังดูเหมือนเรื่องง่าย ๆ กะอีแค่ปักหญ้าลงดิน.. ผมเริ่มนั่งหาวระหว่างพวกพี่ ๆ สตาฟกำลังสอนวิธีปลูกหญ้าอยู่ หนังตาเริ่มจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ จนเอิ้นที่นั่งข้างผมต้องหลุดขำออกมา

“ง่วงเหรอโน่ เมื่อคืนนอนหลับป่าว”

“อืมมมมมม…” ผมนั่งใช้ความคิดอย่างหนักเมื่อเอิ้นพูดถึงเรื่อง ‘เมื่อคืน’…. อืมม… กุว่าเมื่อคืนกุก็นอนหลับนะ แต่ทำไม… เหมือนฝันเห็นไอ้ปุณณ์เลยวะ…. อืม… ไม่ใช่มั้ง

ผมหันไปทำหน้าง่วงตอบเอิ้น “หลับ… แต่อยากหลับอีก” “ฮ่า ๆ นอนดิ่ เสร็จแล้วเดี๋ยวปลุก” เยี่ยมไปเลยจอร์จ! ผมฉีกยิ้มรับคำพูดเอิ้นก่อนจะฟุบหน้าลงกับหัวเข่าตัวเองทันที ฝากด้วยนะมึง!

“โน่ ๆ ไปกัน ไปกันได้แล้ว”

อ๊ะ? หือ… อะไรวะ…

ผม โงหัวจากเข่าตัวเอง เห็นชาวค่ายคนอื่น ๆ กำลังลุกเตรียมตัวย้ายกำลังพลไปฝาย จนเหลือแค่ผม ที่เสือกรู้ตัวช้ากว่าชาวบ้านเขา (มัวแต่หลับ) เลยต้องสำลักบรรดาฝุ่นผงและเศษหญ้าที่คนอื่น ๆ ปัดออกจากก้นจนฟุ้งทั่วไปหมด

“แค่ก แค่ก แค่กกกก” โอ่ยย ไอ้พวกบ้า ปัดเบา ๆ หน่อยเส่ะวะ กูยังนั่งอยู่นะโว๊ย!!!

ผมโวยวายในใจก่อนผ้าขนหนูผืนเล็กจะถูกโยนมา

“แต๊งกิ้วว่ะเอิ้น!” แน่นอนว่าผมรีบรับไว้อุดจมูกก่อนถือโอกาสลุกขึ้นยืนบ้างเพื่อประจันหน้ากับ….. ปุณณ์

ฉิบหายแล้วชีวิต!!!!!! กูนึกว่าเอิ้น!!!!!!!! ซวยแล้วไง!

ผม ยืนหน้าเหวอมองปุณณ์ที่ทำเป็นหูหนวก ไม่ได้ยินว่าผมพูดขอบคุณใครเมื่อกี้นี้…. เอ่อ… ก็คงดีมั้ง เป็นอย่างนั้นผมจึงอ้าปากกะจะขอบคุณมันหน่อย แต่ก็นึกออกว่าถ้าเริ่มพูดก่อนเท่ากับเกมนี้ผมแพ้ดิ่ (ตกลงนี่กำลังเล่นเกมเหรอ?) คิดได้ดังนั้นผมจึงยื่นผ้าขนหนูกลับไป (ใช้เสร็จแล้ว) ซึ่งปุณณ์ก็รับไว้โดยไม่ตอบอะไร แค่ไม่ยอมเดินไปไหน ถ้าหากผมไม่ไปด้วยเท่านั้นเอง..

..ให้มันได้อย่างงี้สิ!

“สีเหลืองโดนโซนไหนอะปุณณ์ ไกลปะ” เอิ้นร้องถามขณะเรา 3 คนกำลังมุ่งหน้าไปฝาย ดูจากระยะทางแล้วคงอีกยาวไกล แต่ผมไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้วฝายอยู่ตรงไหน เพราะตอนเขาบอกมัวแต่หลับเพลิน

“ก็ต้นฝายอะ เห็นพี่เค้าว่าตรงกูมีนํ้าด้วย” ปุณณ์ตอบพร้อมรอยยิ้มทั้งที่มือแบกเสียมไว้ 2 เล่ม (ของผมเล่มนึง) นำให้เอิ้นยิ้มกลับ

“ดีว่ะ ของสีกูเค้าให้ไปท้ายฝาย รู้สึกนํ้าจะแห้ง ต้องร้อนแน่เลย โน่! ไหวปะ” เหอะ ๆ.. คุยกันสองคนแล้วยังอุตส่าห์มีนํ้าใจลากกูเข้าวงอีกนะ ผมกระพริบตาปริบ ๆ สองที พลางเงยมองพระอาทิตย์จ้าก่อนจะฉีกยิ้มแหย ๆ

“ไหวสิวะ รด.กูก็เรียนนะ” แค่โดดเกิน 4 ครั้งแล้วเท่านั้นเอง แหะ ๆๆ…

“เรียน ศูนย์ย่อยทำเป็นอวดว่ะ ไว้โดนศูนย์ใหญ่อย่างพวกกูก่อนค่อยมาคุยกัน ฮ่า ๆ จริงป่าววะปุณณ์” อ้าวไอ้นี่ กูดวงดีได้เรียนศูนย์ย่อยแล้วไงวะ ไอ้ พวกซวยโดนศูนย์ใหญ่อิจฉาล่ะสิ ผมเหล่ตามองเอิ้นเคือง ๆ แต่มันเลิกสนใจกัดผมแล้ว เพราะมัวนินทาทหารศูนย์ใหญ่ที่พวกมันสองคนเจอกันอย่างสนุกปาก เออ เอาเหอะ… เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยจริง ๆ

ผม เหลือบมองไอ้สองคนที่เดินคุยกันอย่างออกรสแล้วอดยิ้มไม่ได้ ผมชอบปุณณ์ตรงนี้ล่ะ เพราะถึงมันจะขี้หึง ขี้หวง (เรื่องนี้ไม่มีใครรู้หรอกครับนอกจากผม) แต่มันไม่ใช่คนพาล ปุณณ์ไม่เคยเอาความไม่พอใจไปลงกับเพื่อน ๆ ผมให้ผมขายหน้า ปุณณ์ไม่เคยทำร้ายร่างกายผมให้ผมเสียใจ จะมีก็แต่งอนแล้วทำอะไรเพี้ยน ๆ ตามประสาคนแบบมันเท่านั้น (อย่างที่กำลังทำอยู่ตอนนี้เป็นต้น) หรือไม่ก็แอบกันท่าผมเงียบ ๆ ไอ้เรื่องจะให้ยื้อยุดฉุดกระชากแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของออกนอกหน้าน่ะ ลืมไปได้เลย และผมก็ชอบปุณณ์ที่ให้เกียรติกันแบบนี้มาก

ผม เหลือบมองใบหน้าคมยิ้ม ๆ เห็นเจ้าตัวทำหน้างง ๆ เหมือนอยากถามว่าผมยิ้มอะไร แต่มันไม่ถามหรอก (เพราะเราทำสงครามเย็นกันอยู่) หึหึ.. ยิ่งเห็นมันทำหน้าสงสัยผมยิ่งผิวปากอารมณ์ดีก่อนจะมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา

“โน่!!!!!! อรุณสวัสดิ์! ลืมตาเดินอยู่รึเปล่าเนี่ย อิอิ” แต่…. นี่เสียงใครวะ? ผมหันรีหันขวางไปมองต้นเสียงที่จะว่าคุ้น… ก็คุ้น….. จะว่าไม่คุ้น….. ก็ไม่คุ้น…. จนได้เห็นนั่นล่ะครับ ถึงรู้ว่า.. อ้าว…..

เด็กผู้หญิงจากชมรมดนตรีคอนแวนต์นี่หว่า!?

ชิ บหายแล้ววว ผมรู้ว่าตัวเองกำลังหน้าซีดเผือก เพราะเธอเล่นจำผมได้ มีแต่ผมนี่แหละที่ยังนึกไม่ออก… เอ่อ.. เอาไงดีวะ ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าผมจำไม่ได้จะเสียใจไหม.. โอ่ย อยากได้ตัวช่วยจริงจริงงงง

ขณะ ที่ผมกำลังคิดชื่อเด็กผู้หญิงตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นั้น จู่ ๆ เธอก็เป็นฝ่ายชี้ทางสว่างให้ผมเอง “จิ๊ดเห็นโน่ตั้งแต่เมื่อวานแล้วแหละ ว่าจะทักแต่กลัวโน่จำไม่ได้” เออ ใช่!! จิ๊ด! ใช่เลย!!!! นึกออกแล้วโว๊ยยยยยยย

ทัน ทีที่จิ๊ดหลุดบอกชื่อตัวเองออกมาผมก็ยิ้มกว้างกลับไปแบบโคตรผิดปกติ (ทำไงได้ครับ คนมันดีใจอะ) แม้จะเหลือบเห็นใบหน้าปุณณ์ดูฉุนไปแว่บนึง แต่ผมไม่ทันใส่ใจอะไรมาก

“ทำไม จะจำไม่ได้ล่ะ.. จำได้ดิ่ครับ แหะ ๆๆ” มุสาวาทา เวรมณี สิกขา ปทัง สมาทิยามิ… สาธุ จดความเลวนี้ลงบัญชีหนังหมาของนายนภัทรเพิ่มอีกหนึ่งประการเลยก็ได้ครับท่าน ยมบาล.. เดี๋ยวผมค่อยไปชดใช้กรรมให้อีกทีในนรกเลยแล้วกัน

ก็ อย่างน้อยคำโกหกของผมทำให้จิ๊ดยิ้มออกนี่ “ดีใจจัง ฮิ ๆ จริง ๆ แล้วจิ๊ดเจอโน่แถวโรงเรียนบ่อยมากเลย แต่ไม่กล้าทัก กลัวโน่จำไม่ได้” อืม… อย่ายํ้าได้มั้ยเรื่องจำไม่ได้เนี่ย (เพราะจำไม่ได้จริง ๆ -_-)…. ผมฉีกยิ้มแหย ๆ ตอบ แต่ยังไม่ทันที่เราจะได้คุยอะไรกัน เสียงทุ้มที่ผมรู้จักดีก็ชิงแทรกเข้ามา

“จิ๊ดอยู่สีชมพูเหรอ ก็อยู่กับโอมสิ”

“อื้ม โอมที่ป่วน ๆ ใช่มั้ย ปุณณ์อยู่สีเหลืองก็สีเดียวกับยูริสิ”

“ใช่” แล้วสองคนนั้นก็เปิดประเด็นคุยกันยาววววววววววววววววว จนไม่เหลือช่องให้จิ๊ดได้หันมาชวนผมคุยอีก ซึ่งก็…. ดีเหมือนกัน เอาเล้ยย ตามสบาย มึงอยากจะเดินแทรกกลางระหว่างกูกับเอิ้น แถมยังชวนจิ๊ดคุยตลอดทางด้วยก็ตามสบายยยย (ฮึ่ม!)

แล้วแม่งก็ทำจริง ๆ ครับ -_-… ผมล่ะอเมซซิ่งที่มันสามารถชวนจิ๊ดคุยได้ตลอดทางอย่างน่าทึ่ง! (ปกติอยู่ด้วยกันมันยังไม่เคยพูดมากขนาดนี้เลยนะ) คิดดูว่าขนาดเดินลัดบนคันนา…. คันนาจริง ๆ ครับ มีต้นข้าวด้วย เหอ ๆๆ คือทางไปฝายเนี่ย ต้องเลาะคันนาไปประมาณหกเจ็ดแปลงได้กว่าจะถึง แต่แม้จะมีอุปสรรคเป็นคันนามาขวางกั้น มันก็ยังไม่ลดละที่จะหันมาชวนจิ๊ดคุยแบบ non-stop ไม่มีสะดุด เหอะ ๆ… ดีเนอะมึง เต็มที่เล้ยยยยย จริง ๆ มึงกะจะจีบเขาใช่ไหม ผมแอบเห็นนัยน์ตาจิ๊ดเคลิ้ม ๆ อยู่เหมือนกัน เล่นเอาคันปาก อยากเตือนปุณณ์ตงิด ๆ ว่าระวังงานจะเข้าตัวเอง

ในที่สุด ฝัน(ของใคร)ก็สลาย เมื่อปุณณ์ถึงเวลาต้องจากพวกเราไปประจำโซนสีเหลืองของมันที่ต้นฝาย ทิ้งให้จิ๊ด เอิ้น และผม เดินต่อไปยังท้ายฝายเพียง 3 คน…. ซึ่งแน่นอนว่าก่อนไป แม่งยังไม่ลืมที่จะส่งสายตาดุ ๆ มาให้ เหอะ ๆ…. อะไรของมึง กลัวกูแย่งจีบเค้ารึไง ห่า ป่านนี้เค้าหลงรักมึงไปแล้วมั้ง สัด

ผม เบะปากใส่ไอ้ปุณณ์ก่อนจะเดินจากมาพร้อมทั้งจิ๊ดและเอิ้นโดยแทบไม่ได้คุยอะไร กัน ไม่ใช่ว่าหงุดหงิดหรืออะไรหรอกนะครับ แต่อากาศมันร้อนมากกกกกกกก ร้อนจนต้องเอาผ้าคลุมหัว ไม่งั้นได้เป็นลมแดดแหง นี่ขนาดไม่ทันเริ่มงานยังส่อแววอยากกลับไปนอนต่อขนาดนี้ แล้วพอเริ่มงานจะขนาดไหน ผมกับเอิ้นเดินบ่นเรื่องดินฟ้าอากาศเพลิน ๆ จิ๊ดก็ขอตัวแยกไป เพราะเรามาถึงโซนกลางฝายของพวกสีชมพูแล้ว ผม เหลือบเห็นไอ้โอมกำลังช่วยเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักแบกกองหญ้าแฝกที่ต้องปลูก อยู่ไกล ๆ แต่ถึงไกลแค่ไหนมันก็ไม่ละความพยายามที่จะส่งยิ้มแถมทำหน้าชนะเลิศมาให้ หึหึ ไอ้เวร ทีงี้ล่ะทำเป็น

สุภาพบุรุษ แต่เวลาอยู่กับพวกกูน่ะกินแรงเอา กินแรงเอา ไอ้เชี่ย! เป็นซะอย่างนั้นผมจึงชูนิ้วกลางใส่หน้ามันก่อนจะเดินผ่านไปอย่างละเหี่ยใจ

“โซน นึงกว้างเหมือนกันนะ จะทำไหวรึเปล่าเนี่ย” เอิ้นบ่นเสียงแผ่วเมื่อชักรู้สึกว่ากว่าจะเดินผ่านโซนที่สีต่าง ๆ รับผิดชอบนี่มันนานพอตัว นานจนไม่อยากจินตนาการว่าโซนตัวเองจะใหญ่แค่ไหน แถมไอ้ผมเป็นประเภทไม่ค่อยออกกำลังกายซะด้วย ก็ถึงจะอยู่วงโยฯ แต่หลัง ๆ มานี้แทบไม่เคยออกไปเดินแถวเลย มีแต่อู้ซ้อมในห้องตลอด ผิดกับเอิ้น ที่ผมว่าไม่เห็นมีอะไรน่ากังวล ในเมื่อตอนซ้อมเชียร์พวกพี่เชียร์โดนหนักขนาดนั้น ใคร ๆ ก็รู้ว่าถ้าไม่ถึกจริงเป็นประธานเชียร์ไม่ได้หรอก

“ทำเป็นบ่นว่ะ มึงสบายอยู่แล้วว” คิดได้ดังนั้นผมจึงตบบ่ามันดังป้าบสองทีพร้อมรอยยิ้มเผล่ แต่ไอ้คนโดนตบแค่หันมายิ้มบาง ๆ ตอบ

“กูหมายถึงมึงอะ จะไหวรึเปล่า” อ้าวไอ้นี่! หวังดีหรือดูถูกกูวะ! ผมเลยต้องเลื่อนจากมือที่ตบหลังเป็นตบหัวแม่งแทน ฮ่า ๆๆ ประธานเชียร์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ถูกประธานชมรมต๊อกต๋อยบ้องเอาได้ง่าย ๆ เหมือนกันครับ ขอบอก

“ควย ยยย กูฟิตขนาดนี้ ดู ๆๆๆ” ว่าแล้วก็โชว์กล้ามแขน(หรือก้อนไขมัน) ให้มันดูเป็นขวัญตาซะหน่อย ฮ่า ๆๆ ไอ้เอิ้นถึงกับอึ้งไปเลย ก่อนมันจะเปิดปากพูดว่า

“เชี่ยโน่…. มึงควรลดความอ้วนได้แล้วนะ” สัด!!!!!!!! ไม่ได้ขอความเห็นเว้ย!!!!!!!!!

***

เวลาผ่านไปสามชั่วโมง…. ผมชักจะเห็นด้วยกับคำแนะนำของเอิ้นตงิด ๆ……..

ก็โอ่ยยยยยยยยยยยย ทำไมอากาศถึงได้ร้อนอย่างงี้วะ!!!!!!! ร้อนจนไขมันผมจะละลายหมดแล้วเนี่ยยยย แถมยังซวยอีกที่ไขมันเยอะ เลยพากันละลายไหลออกมามากเป็นพิเศษ หึ่ยยยยย ครั้นจะให้ถอดเสื้อทิ้งตรงนี้ก็เกรงใจเด็กผู้หญิงในสี ไหนจะพวกแก๊งค์นางฟ้าต่างโรงเรียนที่อยู่ร่วมทีมเดียวกันอีก (อันนี้น่ากลัวที่สุดครับ) เป็นซะอย่างนั้นผมจึงต้องทนใส่เสื้อสีเขียวที่โคตรดูดซับความร้อนพอสมควรนี่ ต่อไป แม่งงงง..

แถม การปลูกหญ้าก็ดูจะยากกว่าที่คิด เพราะจากตอนแรกนึกว่าจะง่าย ๆ สบาย ๆ ชิว ๆ แค่เอาเสียมขุดรูแล้วปักหญ้าลงไปก็เป็นอันเสร็จพิธี แต่ความเป็นจริงมันรันทดกว่านั้นมากครับ เพราะพื้นดินภาคอีสานนี้โคตรแห้งแล้ง (เกิดมาเพิ่งเคยเจอคำว่า ‘แล้ง’ ของจริง ไม่เห็นกับตาคงไม่รู้ว่าจะแล้งได้ขนาดนี้) พื้นงี้แห้งงงง แตกระแหงจนเป็นดินแข็งโป๊กไปหมด ทำเอาพวกผมแทบขุดไม่ลง แถมเสียมก็มีไม่พอจำนวนคนอีก เลยต้องยกเสียมให้พวกผู้หญิงกับผู้ชาย(ที่ใจเป็นหญิง)แทน ส่วนไอ้แมน ๆ อย่างผมน่ะ (แมนจริง อะไรจริงครับ ณ จุดนี้ห้ามเถียง ฮาาา) ใช้มือโลด!

แน่ นอนว่าผมใช้สองมือตะกุยดินเพื่อปักหญ้าแฝกจนฝ่ามือแตกลอกเป็นแผ่น ๆ ไปหมด พอ ๆ กับเอิ้นที่เริ่มมีเลือดไหลซึมบริเวณปลายเล็บ (ไอ้นี่โง่เอาเล็บจิกด้วยเหรอวะ) เราจึงชวนกันมานั่งอู้งานแถวใต้พุ่มไม้หลังเริ่มสำเหนียกว่า… ไม่ไหวจะตะกุยดินอีกต่อไป แต่แถวนี้ก็ดันไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาเลยครับ จะมีก็แต่กอหญ้าสูง ๆ พอให้เข้าไปนั่งหลบแดดได้เท่านั้นเอง

“เฮ้ย โน่ มือเป็นไงมั่ง เอามาดูดิ๊” แล้วแม่งยังจะทำเป็นคนดีอีกนะ ไอ้เอิ้น.. เหอ ๆ ผมแค่นหัวเราะมองมือตัวเองที่มีแต่แผลกับรอยถลอกก่อนจะเหล่มองมือคนตรง หน้าที่อาการหนักกว่านั้นมาก จนปากผมอดที่จะเตือนสติมันไมได้ “กล้าถามกูนะ ดูมือมึงเองเหอะ…. เดี๋ยวกูเดินไปขออุปกรณ์ทำแผลให้เอามะ”

“เฮ้ยไม่ต้องอะ มือกูมันไม่สำคัญ มือมึงเหอะ เดี๋ยวเล่นดนตรีไม่ได้นะ”

โอ้… ผมเกือบลืมเรื่องนี้ไปซะสนิทเลยนะเนี่ย.. “ไม่เป็นไร๊! กูชิว…. เล่นไม่ได้ก็ดี จะได้ถือโอกาสอู้ชมรม ก๊ากกกกก” โอ๊ย!! แล้วแม่งจะโบกหัวผมทำไมวะไอ้เชี่ยนี่!! วิญญาณพี่ดิวเข้าสิงแม่งรึง๊ายยย! ผมกุมหัวตัวเองก่อนจะชี้หน้าไอ้เอิ้นเป็นเชิงฝากเอาไว้ก่อน

อันที่จริง ที่ตอนนี้ผมกับมันมีเวลามานั่งอู้ก็เพราะเหลือหญ้าอีกไม่เยอะเท่าไหร่แล้วครับ สีเราผลัดเวรกันพักเป็นคู่ ๆ (เป็นขี้ไม่ดีครับ เหม็น… อ้าว ไม่ขำเหรอ เออ ไม่ปล่อยมุกแล้วก็ได้ ชิ!) และผมกับเอิ้นก็คือสองคนที่ยังไม่ได้พัก (โชว์แมนกันแบบสุด ๆ) ดังนั้นเพื่อนร่วมสีคนอื่นจึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรให้พวกผมออกมานั่งพักสัก ที ส่วนหญ้าที่เหลืออีกนิดหน่อยพวกมันจะจัดการเอง อืม.. นี่ล่ะคือสาเหตุที่ทำให้ผมได้มานั่งอิงแอบแนบชิดกับเอิ้นที่ข้างฝายอย่าง นี้…… แต่.. แน่ะ ๆๆ แล้วไม่ต้องคิดจะเอาไปฟ้องไอ้ปุณณ์อะ เพราะมันน่ะ… เดินมานู่นแล้ว!

“ยังไม่เสร็จอีกเหรอเอิ้น” แล้วก็ฟอร์มเดิม ไม่คุยกับผม แต่คุยกับคนรอบตัวผมตลอดดด! ผมเหล่ไอ้ตัวดีที่เดินยิ้มเผล่มาแต่ไกล ก่อนจะนั่งแทรกกลางระหว่างเอิ้นกับผมอย่างโคตรรรรร ไร้มารยาท!

ขาดความอบอุ่นรึไงวะไอ้นี่!!!

“อือ เหลืออีกนิดอะ ฝายมึงเสร็จแล้วเหรอวะ”

“อืม เสร็จแล้ว มีคนโดดลงไปเล่นนํ้าตรึม!” แต่โหยย ฟังดูน่าสนุกว่ะ!!!!!! ผมที่นั่งฟังอยู่เกือบอดใจไม่ไหว จะอ้าปากชวนมันไปเล่นนํ้าด้วยกันอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้นึกออกก่อนว่า…… ยังเล่นสงครามเย็นกันอยู่นี่หว่า..

… แม่งเอ๊ย บางทีก็เบื่อทิฐิของตัวเองจริง ๆ

คิด ได้ดังนั้นผมจึงหุบปากเงียบ แล้วปล่อยให้เอิ้นกับปุณณ์นั่งคุยรื่องสัพเพเหระร้อยแปดกันไปตามความพอใจ ขณะที่ความรู้สึกจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่เริ่มเข้าเล่นงานผมอย่างหนัก คงเป็นเพราะอากาศที่โคตรร้อนจนอยากจะนอนสลบไปให้พ้น ๆ นี่ล่ะมั้ง แต่ ระหว่างที่ผมกำลังนั่งสัปหงกหนังตาปรือจนแทบจะปิดอยู่แล้วนั้นเอง ดันเสือกเหลือบไปเห็นมือปุณณ์ที่มีแต่รอยเลือดกรังอยู่เต็มไปหมดเสียก่อน

“……….” อยากถามว่ามันเจ็บไหมใจจะขาด แต่ก็เสือกทิฐิเยอะจนไม่กล้าออกปากพูดก่อนซะนี่… สมเพชตัวเองไหมวะ

แต่ แค่นี้คงไม่เสียฟอร์มมั้ง………… ผมแอบจับมือข้างนั้นของปุณณ์มากุมไว้เบา ๆ อย่างทนุถนอม ด้วยเพราะกลัวอีกฝ่ายจะเจ็บ พลางได้แต่หวังว่าสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้คงทำให้มันรู้สึกได้ ว่าผมเป็นห่วงมัน

ปุณณ์ที่กำลังคุยอยู่กับเอิ้นหันมามองหน้าผมแว่บหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ ให้ ฝ่า มืออีกข้างของปุณณ์ยื่นมาลูบหัวผมให้เอนซบบนแผ่นหลังกว้างของมัน จนผมต้องยิ้มรับการกระทำนั้น ก่อนจะแนบแก้มลงบนหลังปุณณ์ ทั้งที่มือข้างหนึ่งยังตระกองมือของปุณณ์ไว้

เมื่อไหร่มันจะยอมพูดกับผมก่อนซักที…. ผมอยากอ้อนมันใจจะขาดแล้วนะ

เวลา ผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ที่ความสงบสุขโอบล้อมรอบตัวผม ผมฝันหวานถึงกล่องข้าวปิกนิกบนยอดดอยท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย พร้อมเบียร์นุ่ม ๆ ผ่อนคลายจิตใจ และเสียงกีต้าร์โปร่งส่งสำเนียงเป็นจังหวะครื้นเครง มันเป็นฝันหวานจนแทบไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นมามาเจอความจริง (ว่าโคตรร้อน) แถมยิ่งมีสาวสวยกำลังรายล้อมพวกเราอยู่แบบนี้ด้วยล่ะก็…

แต่เฮ้ย!!!!!!!!!!!!!!! ใครวะผลักกูตกเหว!!!! ไอ้สัดดดดดดดด! ผม ที่หัวทิ่มลงไปเกือบถึงพื้น (ดีนะมีมือไอ้ปุณณ์คอยรองเอาไว้อยู่) ถึงกับสะดุ้งเฮือกตื่นเต็มตา ก่อนจะรู้ว่าไม่ได้มีใครผลักผมตกเหวหรอก แต่เป็นไอ้เหี้ยปุณณ์ตัวขัดลาภต่างหาก ที่อยู่ดี ๆ ก็เสือกเขยิบตัวหนี ทำเอาผมสะดุ้งตื่นจากฝันดี แถมยังเกือบได้หัวทิ่มลงไปไถพื้นอย่างเมื่อกี้อีก! ไอ้ชั่วววว!

“อ……………………..!!!” กำลังจะอ้าปากด่าแต่ลืมตัวไปครับว่าอยู่ในช่วงสงครามเย็น ใครพูดก่อนแพ้ (แบบนี้ก็มีเหรอวะ) คิดได้ดังนั้นผมจึงต้องรีบเก็บคำด่าไว้ในใจ แต่ส่งออกไปทางสายตาอย่างเต็มเปี่ยม(และเคียดแค้น)แทน ‘ไอ้สัด! มึงแกล้งกูเหรอ!’ แน่นอนว่าผมส่งสายตาออกไปแบบนั้น ขณะที่ก็รู้สึกได้ว่าสายตาของไอ้เชี่ยปุณณ์มันส่งกลับมาว่า ‘ใช่ ก็กูแกล้งมึง จะทำไม’ หน็อยยยยยยยยแน่ะ ฝากเอาไว้ก่อน!!

เสียงไอ้เอิ้นหัวเราะเอิ๊ก ๆ อะไรของมันอยู่ไม่รู้ครู่ใหญ่ ขณะที่ผมค่อย ๆ ลุกขึ้นโดยมีมือของปุณณ์ช่วยพยุงให้… หึ! ไม่ต้องมาทำดีกลบเกลื่อนความเลวของมึงเมื่อกี้เลยยย กูไม่ว่าแต่กูไม่ลืม! ผมคิดอย่างแค้น ๆ ระหว่างปัดเศษดินที่ติดตูด และเริ่มเดินกลับไปยังหัวฝายกับพวกมัน

“เสร็จนานยังวะเอิ้น โทษทีกูหลับเพลิน” ผมเอ่ยปากขอโทษเอิ้น ก่อนมันจะโบกมือเป็นเชิงไม่ถือสา

“เออ ไม่เป็นไรไม่นาน เพิ่งเสร็จเมื่อกี้เอง เมื่อกี้โอม พ้ง กับปาล์มก็เดินมา แต่เห็นมึงหลับมันเลยหายไปละ สงสัยไปเล่นนํ้ากัน”

“เชี่ยยยยยยยย กูเล่นด้วยยยยยยยยยยยยยย” โอ๊ยย ยิ่งรู้แบบนี้ยิ่งพลาดไม่ได้ครับ!!!! เพราะตอนขามาที่ผมเดินผ่านหัวฝายแล้วเห็นนํ้านองเต็มตลิ่งเนี่ย ต้องห้ามใจแทบแย่ไม่ให้ตัวเองกระโดดตู้มมม!ลงไป แล้ว ยิ่งได้มารู้ว่าเพื่อน ๆ แห่กันลงไปเล่นนํ้าตีโป่งรอกันหมดแล้วแบบนี้ ยิ่งอดใจไม่ไหว อยากจะเหาะไปให้ถึงหัวฝายไว ๆ จะได้เล่นนํ้าชุ่มฉํ่าสมใจซักที!! (จำไม่ได้แล้วแฮะ ว่าเมื่อกี้ใครนอนหลับหมดแรงอยู่)

“เออ ไปดิ่ รีบ ๆๆ เดี๋ยวหมดเวลา” เอิ้นพูดพลางมองนาฬิกาข้อมือตัวเองแล้วดันหลังผมให้เร่งฝีเท้า ซึ่งแน่นอนว่าผมทำอยู่แล้ว

เย้!!!!!!!! จะได้โดดนํ้าแล้วว้อยยยยยยยยยยยยยย!!

….

แล้ว ก็เป็นอย่างที่เอิ้นบอกจริง ๆ ด้วยครับ ที่ตอนนี้ชาวค่ายหลายสิบชีวิตกำลังกระโดดนํ้าเล่นกันในฝายตูม ๆๆ อย่างเมามัน โดยเฉพาะเชี่ยโอม ที่โชว์ท่าลังกาหลังซะอลังการเพื่อหลีสาว (ถุ๊ย! หัวโขกขอบฝายกูจะขำซํ้าให้ฟันร่วง) แต่ดูเหมือนฝ่ายที่กรี๊ดรับมันเสียงดังระงมจะเป็นกะเทยซะเกินครึ่งมากกว่า (ก๊ากกก) เห็นดังนั้นผมจึงรีบถอดรองเท้าแล้วเดินตีนเปล่าไปสมทบกับเพื่อน ๆ โรงเรียนตัวเองและโรงเรียนอื่น ๆ ที่กำลังเล่นนํ้าอยู่อย่างโคตรน่าสนุกทันที

“เฮ้ย เล่นด้วย ๆ โซนมึงเสร็จนานแล้วเหรอเหี้ย” ผมนั่งยอง ๆ ถามไอ้โอมก่อน เพราะยังคิดไม่ตกว่าจะกระโดดท่าไหนดีจะถึงเท่ห์กินใจสาว ทำเอาไอ้โอมที่กำลังสอนไอ้ปาล์มทำท่าปลาดาวในนํ้าอยู่ต้องเงยหน้าขึ้นมาตอบ

“เออ สีกูเสร็จนานแล้ว เล่นจนตัวจะเปื่อยแล้วเนี่ย”

“สี ไอ้โอมเสร็จโคตรเร็วอะ แม่งโกงชัวร์” ไอ้ปาล์มได้ทีเงยหน้าจากท่าปลาดาวมาฟ้องผมบ้าง เลยถูกไอ้โอมไถบาซูก้านํ้าซัดเข้าใส่เต็มเปา เหอะ ๆ พวกมึงจะเล่นอะไรกันก็ช่วยคำนึงถึงอายุตามบัตรประชาชนบ้าง อะไรบ้าง… แล้วไอ้โอมมึงรู้ไหมว่านี่มันนํ้าในฝาย ไม่ใช่ทะเลนะไอ้สันดาน

“กูว่าที่เสร็จเร็วเพราะเชี่ยโอมแดกเข้าไปไง เห็นหญ้าเป็นไม่ได้”

“-วยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย” ฮ่า ๆๆๆ พวกผมระเบิดหัวเราะพลางแปะมือแท็กกันอย่างสะใจที่หลอกด่าไอ้เชี่ยโอมได้ ก่อนเสียงดัง ๆ คู่หนึ่งจะตะโกนมาจากด้านหลังผมเอง

“ถอย ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ !!!!!!!” มันคือเสียงไอ้เอิ้นกับไอ้ปุณณ์ครับที่วิ่งตะโกนขอทางมาแต่ไกล ก่อนจะแท็กทีมกันกระโดดลงฝายอย่างเด่น!!!!!! เชี่ยยยยยย หล่อแล้วยังโดดท่าเท่ห์อีก สัด! กูจะเอาท่าไหนดีเนี่ย

ผมเริ่มยืนมั่งพลางคิดว่าจะกระโดดหน้าลังกาเกลียวดี หรือควรบิดตัวครึ่งรอบ (นี่ก็เวอร์ไป) แต่เสือกมีใครไม่รู้มาชนผมจากด้านหลังเสียก่อน

ตู้มมมมมมมมมมมมมมมม

ท่าเด็ดของผมเลยกลายเป็นเอาพุงลงนํ้าด้วยประการฉะนี้……… แอ็ก!!!!!! เอวัง…..

จุกกกกกกกกกกกกกกกกกกกสัด!

เสียงชาวค่ายในฝายฮาครืนอีกครั้งเพราะท่าผมคงเหี้ยมาก (ไม่เจ๊งงงงงงงง) แถมยังเจ็บพุงโคตร ๆ อีกต่างหาก โอ่ยยยย พุงกุจะแตกก.. อย่าให้จับได้นะว่าใครถลามาชน พ่อจะฉีกเนื้อกินเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผมร้องโอดโอยในนํ้าเพราะจุกขณะที่ไอ้เพื่อนเหี้ยนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังมีหน้ามาสามัคคีกันกดหัวผมซํ้าอีก

แล้ว เราก็เล่นนํ้าอย่างสนุกสนานโคตร ๆ กันครับ เกิดมาผมก็เพิ่งเคยเล่นนํ้าในฝายแบบนี้เป็นครั้งแรก เพราะปกติจะเล่นแต่นํ้าทะเล นํ้าสระ หรือไม่ก็นํ้าตกมาตลอด แต่นํ้าในฝายทดนํ้าอย่างนี้ยังไม่เคยลอง แล้วก็รู้สึก ว่าชักจะน่ากลัวใช่ย่อยเหมือนกัน (เพราะลึกมาก ยืนไม่ถึงพื้นเลยครับ) แต่สนุกสัด ๆ คงเป็นเพราะเพื่อนเยอะจนมั่นใจได้ว่าต่อให้จมนํ้าไปก็คงมีคนช่วยทันแน่ ๆ ฮ่า ๆๆ (แล้วจะแช่งตัวเองทำไมวะ)

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ไม่อ๊าววววววววววววววววววว”

แต่ ระหว่างที่เรากำลังสนุกสนานกับการปีนขึ้นบนขอบฝายแล้วกระโดดตูมลงมาใหม่ เพื่อครีเอทท่าประหลาดที่สุดเท่าที่จะประหลาดได้อยู่นั้น พลันก็มีเสียงกรี๊ดดังสนั่นจากแถว ๆ รถขายไอติมซึ่งมาจอดแวะเวียนขายไอติมแก่คนในค่ายอยู่ไม่ไกล

พวก ผมหันไปมองต้นเสียงพร้อมกันเป็นตาเดียว จึงเห็นเด็กผู้หญิงหน้าตาอาโนเนะผิวขาวจั๊วะแต่ตัวแห้งสนิท (สาบานนะว่าวันนี้ตากแดดมาแล้วทั้งวันเหมือนกันน่ะ?) กำลังถูกบรรดาเพื่อนสาวเนื้อตัวเปียกปอน พากันรุมฉุดกระชากลากถูให้ลงมาเล่นนํ้าด้วยกันอยู่

“ม๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยย ไม่เอาจริงจริงนะะะะะะะ นะ นะ นะะะะะะะะะะะะ” ผมมองยูริที่มือข้างหนึ่งถือช้อนไอติม ส่วนมืออีกข้างหนึ่งยกขึ้นไหว้บรรดาเพื่อนตัวดีปลก ๆ เป็นเชิงว่าไม่อยากลงนํ้าจริง ๆ แต่ไม่ยักมีใครฟังซักคน ฮ่า ๆ (ว่าแต่ยูริกลัวนํ้าเป็นด้วยเหรอ ผมเห็นตอนไปทะเลด้วยกันนี่แทบจะวิ่งลงคนแรก) แถมบรรดาสาวคอนแวนต์ก็ดูจะแรงเยอะมากเป็นพิเศษกับเรื่องแบบนี้ (ทีตอนปักหญ้าล่ะทำเป็นเหนื่อย ฮา..) พวกเธอฉุดยูริมาจนถึงขอบฝายก่อนจะช่วยกันผลักเต็มแรง

ตู้มมมมมมมมมมมมมมมม!!

“ใจร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!” ยูริที่ถูกโยนลงมาไม่ไกลนักจากตัวผมหายลงไปในนํ้าพักหนึ่งก่อนจะผุดขึ้นมาแหว เพื่อนตัวเองเสียงดังลั่น นำให้สาว ๆ คอนแวนต์กลุ่มนั้น (ที่มีจิ๊ดรวมอยู่ด้วย) หัวเราะตบมือกันสนุกสนาน ก่อนจะกระโดดนํ้าตามลงมาเล่นด้วยกันอย่างครื้นเครง

“แฟน เก่าโน่ป่ะ น่ารักอะ…. ขอเซ้งได้มะ” พีทว่ายนํ้ามาเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามข้างหูผมเป็นเชิงแซว แต่เอาเห๊อะ ถ้าจีบติดก็เอา ทำให้ยูริมีความสุขยิ้มกว้าง ๆ ได้แบบเดิม ก็ตามสบาย

พวก ผมทั้งหมดเล่นนํ้าในฝายกันอีกพักใหญ่จนพี่สต๊าฟค่ายมาตบมือเรียกให้ขึ้นได้ เนื่องจากมีภารกิจต้องไปอาบนํ้าแต่งตัว และเตรียมทานข้าวเย็นกันต่ออีก ดังนั้นพวกเราจึงทยอยขึ้นนํ้ากัน แต่ขณะที่ผมกำลังยืนบิดนํ้าออกจากเสื้ออยู่นั้น กลับเห็นว่าเหลือยูริเพียงคนเดียวที่ไม่ยอมปีนขึ้นจากนํ้าสักที

“ยูเป็นไรอะ??” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมจำได้ว่าชื่อเมย์ตะโกนถามยูริจากขอบฝาย เพราะคนอื่น ๆ พากันขึ้นมาหมดแล้ว แต่ยูริยังส่ายหน้าไม่ยอมตอบ

“ขึ้นมาสิยู เดี๋ยวห้องนํ้าคนเยอะนะ” แต่ยูริก็ยังไม่ยอมขึ้นอยู่ดี………

ผม หันไปมองยูริขณะกำลังยืนบิดนํ้าออกจากเสื้อสีเขียวของตัวเอง ที่ตอนนี้เปียกโชกจนกลายเป็นสีเขียวเข้ม ๆ เรียบร้อย แล้วก็เกิดนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

“เฮ้ย โน่ ไปยัง” โจ๊กหันมาถามผมขณะมันกำลังใส่รองเท้าแตะเพื่อเตรียมตัวเดินกลับโรงเรียนอยู่ (เน้นอีกที.. ไม่ใช่โรงแรม) แต่ผมยกมือขอเวลาแป๊บ ก่อนจะถอดรองเท้าแตะแล้วกระโดดลงไปในนํ้าใหม่อีกครั้ง..

ยู ริดูตกใจไม่น้อยที่ผมแหวกนํ้าตรงไปหาเธอ…. แต่ผมก็ยังดึงดันที่จะทำแบบนั้นต่อ แม้ยูริอาจไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคนอย่างผมแล้วก็ตาม

ผมหยุดประจันกับใบหน้าที่เคยรู้จักดี ก่อนจะถอดเสื้อยืดของตัวเองออก แล้วค่อย ๆ สวมให้อีกฝ่าย

“ไม่ ต้องคืนก็ได้นะ….” ผิวเนื้อขาวเย็นชืดของยูริแทบจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกับเสื้อยืดสีขาวตัวบาง เธอที่ใส่อยู่ เผยให้เห็นสายเสื้อในสีดำโผล่ออกมาชัดเจน.. เพียงเท่านี้ผมก็พอเข้าใจ ว่าทำไมยูริจึงไม่ยอมขึ้นจากนํ้า และทำไมเธอถึงไม่อยากเล่นนํ้าตั้งแต่แรก

ยู ริก้มหน้านิ่งไม่สบตาผม ซึ่งผมก็ไม่ได้หวังคำขอบคุณหรืออะไรตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อสวมเสื้อยืดสีเขียวเข้มให้เธอเสร็จ ผมจึงรีบว่ายนํ้ากลับมาหาเพื่อน ๆ อีกฝั่งทันที

“โห่……. โชว์แมนว่ะเชี่ยโน่ พุงยื่นแล้วยังจะเดินถอดเสื้อกลับอีก ฮ่า ๆ หนาวปะวะ” เชี่ยโอมครับ มันโยกหัวผมไปมาเหมือนอยากล้อ แต่ฟังคำหลังดูก็พอจะรู้ว่าแอบห่วง ผมยอมรับว่ารู้สึกเย็น ๆ นิดหน่อยแต่ทนได้สบายมาก เห็นพวกเพื่อน ๆ มองหน้ากันเองเหมือนกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง ก่อนไอ้นันท์จะเริ่มถอดเสื้อออกบ้างเป็นคนแรก

“อะ! ไหน ๆ โน่ก็โป๊แล้ว เอาเป็นเพื่อนมันหน่อยละกัน!” ว่าแล้วทุกคนก็ร้องเฮพลางถอดเสื้อออกมาพาดบ่าหมด! ฮ่า ๆ เสื่อมว่ะ เด็กผู้หญิงเขากลัวพวกมึงจะทำไง ผมยกมือตบไหล่พวกมันทุกคนแทนคำขอบคุณที่ช่วยมาหนาวเป็นเพื่อนกัน ก่อนจะพากันกอดคอเดินจากบริเวณฝายไป

ความรู้สึกหัวใจกำลังพองโตแบบนี้ คงไม่ได้เป็นเพราะมันบวมนํ้าใช่มั้ย : )

63rd CHAOS

รอดชีวิตจากฝายนรกมาได้เราก็ต้องรีบจัดแจงอาบนํ้าสระผมกันด่วนครับ! ไม่สระไม่ได้แล้วเพราะเหงื่อแตกเยอะมากกกกกกก ขืนดันทุรังซกมกต่อไปมีหวังชันนะตุได้ถามหาแหง แล้วไอ้พวกห่านี่ช่วยหยุดแกล้งกูซักสิบนาทีจะตายยยยยยยยม๊ะ!!!! ยาสระผมมันกินไม่ได้นะโว๊ยยยยยยไอ้ห่าา เข้าปากกูเต็มไปหมดแล้วเนี่ยยยยยย แค่ก ๆๆๆๆๆ

หลังจากฝ่าสมรภูมิรบในห้องนํ้ามาได้ (ยังกะสงครามตาลีบันครับ ทำไมกูต้องโดนรุมอยู่คนเดียวด้วย เชี่ยปุณณ์ก็ไม่ช่วย!) พวกผมก็เปลี่ยนเป็นชุดลำลอง สบาย ๆ พริ้วไปทานข้าวเย็นกัน ซึ่งแน่นอนว่ามื้อนี้อร่อยเต็มคราบ! เพราะได้แม่ครัวหัวป่าเป็นชาวบ้านละแวกนั้น แห่กันมาช่วยทำอาหารให้พวกผม แทนคำขอบคุณที่ทุกคนลงแรงปลูกหญ้าแฝกรอบฝายให้ชุมชนอย่างขะมักเขม้น(เหรอ?)จนสำเร็จ =]

ซึ่งผมก็ว่าจะซาบซึ้งอยู่แล้วเชียว ถ้ากับข้าวมันไม่ได้………… เผ็ดบรรลัยยยยยยยยยยยย!!!!!!! อื้อหือ!!!!! เผ็ดเต็มสตรีมแบบต้นฉบับคนอีสานแท้ ๆ ไม่เห็นใจเด็กกรุงเทพฯอย่างผมเลยครับ!!! กับ ข้าวมื้อนี้ทำเอาพวกเราชาวค่ายร้องโอดโอย ปากเจ่อปากบวมกันถ้วนหน้า เว้นแต่ไอ้โอมที่ทำท่าชอบอกชอบใจอยู่คนเดียว เพราะหันไปเห็นทีไรก็เอาแต่โซ้ยแหลกไม่แคร์สื่อ ผิดกับผมที่แทบกินข้าวเปล่ากับไข่เจียว และแกงจืด (ขอบคุณพระเจ้าที่ไม่มีใครใส่พริกลงไป) มึงไปติดสินบนคนทำมาใช่มั้ยเนี่ยไอ้เชี่ยโอม!!! เกินไปแล้วนะแบบนี้!!!!

แต่ แม้กับข้าวจะโหดร้ายทารุณ ยังไงบรรยากาศหลังเสร็จงานก็เป็นอะไรที่ครื้นแครงมากอยู่ดี เพราะตอนนี้ทุกคนปลดปล่อยตัวตนแห่กันขึ้นไปร้องเพลงเต็มที่ครับ ผมอะโคตรฮาตอนไอ้ปุณณ์โดนพี่กะเทยสต๊าฟค่ายลากขึ้นไปร้อง ‘แต่เราก็ห๊าาา กันน จนเจออออ’ ฮ่า ๆๆๆๆ หน้าแม่งโคตรแสดงออกเลยว่าไม่อยากจะเจอกับพี่เขา (แต่ก็แทบโดนพี่เขาแดกเข้าไปทั้งหัวอยู่แล้วว่ะ) กร๊ากกกก สีหน้าไอ้ปุณณ์ทำเอาพวกผมขำกลิ้งยกมือเฮ ๆ ขออีกรอบยกใหญ่ (ก็มันตลกดีนี่หว่า อย่ามองกูอย่างงั้นเด่ะ) แถม เท่านั้นไม่พอ ยังมีไอ้เชี่ยโอมเสนอหน้าขึ้นไปร้อง ไอนี๊ดดด ซัมบ้าดี้ เลิฟฟ พร้อมท่าเต้นชวนขนลุกอีก เสี่ยวไม่ไหวจะทน มึงช่วยรีบลงมาเห๊อะ!

แน่นอนว่านอกจากความสนุกยังแฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึง (อึ๋ยย)… เพราะเริ่มมีคนทยอยตายมากขึ้นเป็นระยะแล้วครับ! สืบ เนื่องจากคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของค่ายปลูกป่า พวกปอบเลยพากันออกอาละวาดยกใหญ่ อย่างเมื่อกี้นี้ตอนที่พวกผมเดินไปเข้าห้องนํ้ากัน มี ผม เอิ้น พีท พ้ง ปุณณ์ โอม (ไอ้ปุณณ์นี่แค่เห็นผมเดินออกมามันก็ตามมาและ… แม่ง) เราเข้าห้องนํ้ากัน 6 คน แต่ไอ้พีทเสือกเยี่ยวไว แถมยังใจร้อน เดิน

ออกมาข้างนอกก่อนไม่รอพวกผม เป็นเหตุให้โดนปอบ……..(คนที่คุณก็รู้ว่าใคร) แดกมุมป้ายชื่อเรียบร้อย ตายสยองหน้าห้องนํ้าชาย ฮ่า ๆๆๆ สมนํ้าหน้ามัน (แล้วกูจะรอดไหมคืนนี้ ได้ข่าวว่านอนข้างปอบ…)

ดังนั้นตอนนี้ป้ายชื่อเลยกลายเป็นของมีค่า ถ้ายังไม่ตายก็ควรรักษาให้ยิ่งชีพครับ!! ที่สำคัญคือห้ามไปไหนมาไหนกับคนไม่น่าไว้ใจเด็ดขาด (โดยเฉพาะมัน!) พวก ผมกลับจากจุดเกิดเหตุฆาตกรรมไปที่หน้าเวทีอีกครั้ง ก็เห็นพวกพี่สต๊าฟค่ายกำลังร้องเพลงลูกทุ่งเอาใจคนในชุมชนอย่างสนุกสนานอยู่ แต่พอเหลือบไปที่โต๊ะอีกทีเสือกเห็นว่าสีตัวเองยังมีกองจานใช้แล้ววางเรียง อีกหลายใบ….. ดูพวกมันดิ่ สงสัยมัวแต่สนุกจนลืมเก็บจาน นิสัยไม่ดีจริง ๆ

แน่นอนว่าเห็นแบบนี้คนดีอย่างนายนภัทรก็ต้องออกโรงสิครับ! ผมรีบเดินไปเก็บจานที่เหลือด้วยสปิริตจิตอาสาเต็มเปี่ยม นี่ไม่ได้เกี่ยวกับน่องไก่ย่างที่ยังเหลือในจานอีกสองสามน่องนั่นเลยนะ! ไม่เกี่ยวจริงจริงงงงงงงง

ฮ้า…… อร่อยว่ะ

“!!!!!” แต่ใครวะมาทำเสียงก็อกแก็กอยู่ข้างกู!? ผมสะดุ้งเฮือกพลางรีบยัดคำสุดท้ายเข้าปาก (กลัวโดนแย่งจัด) ก่อนจะหันไปมองต้นเสียงก็อกแก็กข้าง ๆ อย่างหวาด ๆ (ว่าจะเป็นปอบตัวนั้น)

แต่เป็นไอ้ปุณณ์ว่ะ…….. กูว่าแล้วเชียวมึงต้องมา…. ผมเหล่ตามองไอ้คนแขวนป้ายชื่อสีเหลืองคาคอ แต่เสือกมายืนเก็บจานสีแดงอยู่ซะงั้น ก็คิดว่าจะบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวเก็บเองก็ได้อะนะ แต่ดันนึกออกก่อนว่ากำลังทำสงครามเย็นอยู่นี่หว่า…

เออ งั้นอยากช่วยก็ตามใจ ไม่ขัดศรัทธาก็แล้วกัน ผมยักไหล่กับตัวเองก่อนจะรวมเก็บจานทั้งหมดแล้วแบกไปด้านหลังห้องกินข้าวอัน มืดสนิท ที่มีก็อกนํ้ากับอ่างใหญ่ ๆ ตั้งอยู่สองชุด

เอิ่ม………. แต่ไม่เห็นมีใครบอกกูเลยนี่หว่าว่าต้องล้างเอง?

“หึหึ……” เสียง หัวเราะยียวนดังขึ้นไม่ไกลนักจากตัวผม ก่อนปุณณ์จะเป็นฝ่ายเดินนำไปเปิดก็อกนํ้าและนั่งยอง ๆ คอยถูนํ้ายาล้างจานให้ เป็นดังนั้นผมจึงต้องอ้อมไปนั่งเก้าอี้ข้างมัน เพื่อคอยล้างนํ้าเปล่าต่ออีกทีอย่างเสียไม่ได้

แน่นอนว่าระหว่างเรามีแต่ความเงียบ (ถ้าไม่นับเสียงนํ้าไหล กับเพลงดาวมหาลัยที่พี่เขาแหกปากร้องกันในโถงกินข้าวล่ะก็นะ…) “……”

ผมลอบมองใบหน้าด้านข้างของปุณณ์ที่แม้ไม่พูดอะไร แต่ก็เคลือบด้วยรอยยิ้มจาง ๆ

แล้วตกลงเราแง่ง ๆ กันเรื่องอะไรวะ? จะว่าไปก็ชักลืมแล้ว

…. ถ้างั้นไหน ๆ ลืมแล้ว…… ลองชวนคุยดูหน่อยคงไม่เสียหายอะไร…… มั้ง??

“เอ่อ……” ผมอ้าปากว่าจะชวนไอ้คนตรงหน้าคุยเรื่องดินฟ้าอากาศสักหน่อย (ยุงก็กัดเยอะชิบหาย) แต่ดันไม่ไวไปกว่าเจ้าตัวดีที่ชิงพูดขึ้นมาก่อน

“… มึงไม่ง้อกูเลยนะ” อ้าววววว ก็กำลังจะง้อนี่ไงวะ! แม่งจะตัดหน้ากูทำไมเนี่ย!!

ผมเบ้ปากพลางหันไปมองปุณณ์ที่ยังคงทำเป็นล้างจานไม่สนใจอยู่ (แล้วตะกี้ผีพูดรึไง) เหอะ ตกลงกูต้องง้อใช่มะ แล้วนี่กูผิดเรื่องไรเนี่ย??

“มึงโกรธกูเรื่องไรเหอะ” ผมถามมันฉุน ๆ ขณะรับเอาจานฟองฟอดมาล้างนํ้าเปล่าต่อในกะละมัง โดยมีเสียงไอ้ปุณณ์แค่นหัวเราะเหอะตามมา

“จะให้กูยํ้าที่มึงพูดกับเอิ้นอีกครั้งมั้ย กูจำได้ทุกพยางค์เลยนะ” โห… ทีนี้เชื่อรึยังครับว่ามันเป็นพวกกัดไม่ปล่อยจริง ๆ ถึงขนาดบอกว่าจำได้ทุกพยางค์นี่อาการหนักว่ะ! ผมชักจะโกรธมันขึ้นมานิด ๆ เพราะรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายไม่ไว้ใจกันเลย

“มึงได้ยินแค่นั้นจะไปรู้อะไร กูไม่ได้หมายถึงอะไรเชี่ย ๆ อย่างนั้นนะ” นํ้าเสียงผมเริ่มห้วนเพราะความหงุดหงิด ก็จะให้นั่งอารมณ์ดีได้ไงอะ ในเมื่อที่ผ่านมาผมยังแสดงออกไม่พออีกรึไง ว่าคนที่ผมเลือกคือใคร

ไอ้ปุณณ์เริ่มเงียบ… ไม่ยอมโต้ตอบอะไรผม คงจับพลังได้ว่าผมกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน ผมถอน

หายใจยาว พยายามทำใจให้เย็นลง ก่อนจะเริ่มพูดดี ๆ “… มึงไม่ไว้ใจกูเหรอ”

“หึหึ…” แต่มีอะไรน่าขำวะ! ผมเงยหน้าจ้องมันทันทีที่ได้ยินเสียงไอ้ปุณณ์ ภูมิพัฒน์หลุดขำออกมา ภาพที่เห็นคือมันกำลังกลั้นขำจนแก้มตุ่ย นัยน์ตาหยี “ขำอารายยยย” ผมลากเสียงยาวถามแม่งเคือง ๆ แต่มันแค่ยิ้มยิงฟันมา ก่อนจะตอบ

“ก็ ถ้ากูไม่ไว้ใจมึงกูจะมานั่งตรงนี้เหรอ” มันถามกลับ ก่อนจะส่งยิ้มไม่น่าไว้ใจตบท้ายอีก… เริ่มเตือนให้ผมนึกถึงอะไรบางอย่าง…….. เอ๊ะ..

“ไอ้พวกไม่ไว้ใจอะนะ มันต้องหลบหน้า ชวนคุยก็ไม่คุย อธิบายอะไรก็ไม่ยอมฟัง เอาแต่หึงลูกเดียว…. เหมือนใครก็ไม่รู้ว่ะ หึหึหึ” … อะ อะ อะ… ไอ้ชั่ววววววว มึงเอาเรื่องแพมมาล้อกูเหรอ!! ผมหน้าเหวอพลางรู้สึกอายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ก็… ก็… ตอนนั้นมันน่าเข้าใจผิดจริง ๆ นี่หว่าา

ปุณณ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะโยนจานที่เปื้อนนํ้ายาเป็นใบสุดท้ายลงในกะละมังตรงหน้าผม “พนันกันป่ะล่ะ ว่าถ้าเป็นมึงน่ะ ฆ่ากูทิ้งไปแล้ว” หะ… เหี้ย… กูไม่ได้ไร้มนุษยธรรมขนาดนั้นนะ ผมถลึงตาสู้มันอย่างไม่ลดละ “ตลก อย่างมากก็แค่แบบคราวที่แล้ว”

“ทำแบบนั้นก็เหมือนฆ่ากูนั่นแหละ” มันยังต่อล้อต่อเถียงให้ผมรู้สึกหน้าร้อน ๆ ได้วูบหนึ่ง ก่อนไอ้ตัวดีจะถามสิ่งที่ผมไม่อยากให้ถามมากที่สุด “ตกลงว่าไงวะ ไอ้เอิ้นมันจูบมึงรึเปล่า” ชะ… ชิบหายละ…. ทีนี้ตอบไงดีวะ!

ผม อํ้า ๆ อึ้ง ๆ ขณะที่ใบหน้าของปุณณ์ ภูมิพัฒน์เริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างต้องการค้นหาความจริง จนผมต้องถลึงตาใส่ ด้วยพยายามไม่หลบตามัน (เพราะเดี๋ยวจะดูเป็นพิรุธ) “แล้ว… แล้วเห็นว่าไงล่ะ!”

“ไม่รู้ กูไม่เห็น แต่กูได้ยิน….. มึงจะบอกหรือไม่บอก ว่าตกลงมันจูบมึงรึเปล่า” เหี้ย ละ เอาไงดีวะคราวนี้ ผมค่อย ๆ เอนหลังหลบใบหน้าคมที่รุกรานเข้ามาใกล้อย่างไม่ลดละ พลางควานมือในกะละมังเพื่อล้างนํ้าเปล่าเป็นจานสุดท้ายก่อนจะโยนเก็บไว้สั่ว ๆ

“มันจูบมึง… แบบที่กูจูบมึงรึเปล่า….” เมื่อเห็นว่าผมเอาแต่อํ้าอึ้งไม่ยอมตอบ ปุณณ์จึงเปลี่ยนคำถามในที่สุด… ผมแอบเห็นในแววตาคู่นั้นดูวูบไหวไปครู่หนึ่งตอนพูดคำว่า ‘จูบ’ .. เฮ้อ… ก็รู้ว่าไม่มีใครอยากให้แฟนตัวเองทำอย่างนั้นกับคนอื่นหรอก…. แม้กระทั่งผม…. จริงของมัน ถ้าเป็นผมคงเสียใจมาก

“…….. คะ.. แค่ปากโดนเฉย ๆ ไม่เรียกว่าจูบได้ไหมวะ” เป็นอย่างนั้นผมจึงเริ่มต่อรองมัน เห็นนัยน์ตาคมคู่ที่จ้องมาอยู่ดูไม่พอใจคำตอบเท่าไหร่ แต่ยังสามารถเก็บอาการได้มากกว่าที่คิด

“ว่าแล้ว…. เกมพรรค์นั้น…..” มันพึมพำกับตัวเองอย่างอารมณ์เสีย ก่อนจะหันมาสนใจผมต่อ “แล้วมึงรู้สึกยังไงล่ะ.. ชอบบ้างรึเปล่า” โห… แต่ถามแบบนี้ยกขาฟาดหน้าแม่งได้ผมคงทำไปแล้ว

ผมมองหน้าไอ้ปุณณ์อย่างเคือง ๆ กะจะด่าให้ยับแต่ดันเห็นนัยน์ตาไม่มั่นใจในตัวเองของมันก่อน เลยใจอ่อนไปเกินครึ่ง…. “เออ… กูรู้สึกว่า.. ชอบไอ้เอิ้น” ผมบอกมันเบา ๆ พร้อมกับที่ใบหน้าของปุณณ์เปลี่ยนสีไป ตอนนี้นัยน์ตาคมคู่นั้นไม่เหลือเค้าระรานผมแบบสองวินาทีก่อนแล้ว มีเพียงแต่ลูกแก้วสีดำที่ดูไร้เงา ราวกับเจ้าของมันทำวิญญาณหลุดหายไป แล้วใครจะทนดูต่อได้

“แบบเพื่อน!!!! ฮ่า ๆๆ แต่กูรักมึงมากกว่านั้นเย๊อออออ กิ๊ว ๆๆ ตกใจอะดิ๊”

กร๊ากกกกกกกกกก สะใจ!! แต่ยังไม่ทันจะได้หัวเราะเยาะมันสมอยากดี ไอ้ปุณณ์ที่วิญญาณกลับเข้าร่างเรียบร้อยแล้วเสือกแยกเขี้ยวใส่ผมก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้มากขึ้นอย่างรุกรานซะงั้น! “มึงสันดานมากนะที่แกล้งกูแบบนี้! กูเกือบช็อคตายแล้วรู้รึเปล่า!” มันด่าพลางโน้มใบหน้ามาหาผมมากขึ้นจนเริ่มรู้สึกถึงสัญญาณอันตราย เพราะไม่เหลือที่ให้ผมหนีอีกต่อไป ชิบหายแล้ววววว

“หะ… เหี้ย… ถอยไป กูอึดอัด…”

แต่ไอ้ปุณณ์ไม่ฟัง ซํ้ายังไม่เลิกลุกลํ้าอาณาเขตผม! เชี่ยไรเนี่ย!!! “มึงแสบมากนะ ป่วนกูจนไม่เป็นอันทำอะไรแบบนี้ กูคงต้องลงโทษมึงบ้างล่ะ” เสียงทุ้มนั่นค่อยกระซิบเบาลง จนผมกลืนนํ้าลายฝืดคอ ลมหายใจคุ้นเคยระรินใบหน้าจนต้องร้องประท้วง “จะ… จะทำไร นี่มันในค่ายนะเว่ย!!”

“ก็เพราะอยู่ในค่ายไง…. กูถึงต้อง……………………………… ทำตามกฏ”

‘แคว่กก!!!’

ผมตะลึงงันไปหนึ่งวินาทีถ้วนเมื่อได้ยินเสียงประหลาดและความรู้สึกแปลก ๆ แถวลำตัว… ตอนนี้

ไอ้ปุณณ์เจ้าของรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ (ที่ผมรู้สึกว่าชั่วมากกว่าปกติ) ถอยกลับไปนั่งที่เดิมเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้ผมได้เห็นผลงาน

การฉีกป้ายของมัน!!!!!!!!!

เหี้ยยยยยยยยยยย ไอ้ปุณณ์เป็นปอบ!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ผมอ้าปากค้าง อยากจะด่าอะไรซักอย่างแต่ก็ด่าไม่ออกเพราะตอนนี้สมองไม่ยอมสั่งการอย่างอื่น นอกจากบอกตัวเองซํ้า ๆ ซํ้า ๆ ซํ้า ๆ ว่า… ‘ไอ้เหี้ยปุณณ์เป็นปอบบบบบบบบ’

เสียงสายยางที่เคยใช้ล้างจานเมื่อกี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นฉีดทำความสะอาดขาคุณชายปุณณ์แทน เรียกให้ผมตื่นจากภวังค์ปอบ (และเริ่มทำใจยอมรับความจริงว่ากูโดนฆ่าแล้ว) ผมลุกขึ้นยืนบ้างพลางมองหน้ามันอย่างเอาเรื่อง “มึงกล้าฆ่ากู!!!”

“แล้วไงอะ ฮ่า ๆๆ” เหี้ยยยยยยย ดูคำตอบมันดิครับ!!!!! ผมว่าจะยกขาถีบแม่งซักทีแต่มันเสือกฉีดนํ้าล้างขาให้ผมก่อน เลยต้องล้างกับมัน…. ว่าแต่ทำไมไอ้ปุณณ์ใส่รองเท้าผ้าใบหว่า..

“จริง ๆ กูก็ไม่เคยคิดจะฆ่ามึงเลยนะ” แถมยังรีบแก้ตัว สงสัยกลัวผมด่าจัด แต่ไม่ต้องห่วงเพราะด่าแน่!! แต่ขอฟังให้จบก่อน ผมเงยหน้ามองไอ้ปุณณ์ตาขวางจนมันต้องรีบแก้ตัวต่อ “ก็มึงอยากกวนตีนกูทำไมอะ ตอนมึงบอกว่าชอบไอ้เอิ้นกูนึกว่าตัวเองตายไปแล้วด้วยซํ้ารู้ปะ กูเลยต้องฆ่ามึงมั่ง จะได้ตายไปด้วยกัน หึหึหึ” ห่าาา นี่เหรอเหตุผล!!!!!!! ความชั่วของมึงครั้งนี้กูจะเอาคืนยังไงดี! แม้งงงงงงง ผมโบกกะโหลกมันแก้แค้นก่อนจะชักขาออกจากนํ้า เป็นเชิงว่าพอได้แล้ว ตีนกูจะเปื่อย ตกลงว่าเจ๊ากันใช่มะ ได้ฆ่ากูแล้วอารมณ์ดีใช่มะ ไอ้ส๊าดดดดดดดดดด!!

“แล้วทำไมมึงใส่ผ้าใบอะ เป็นเหี้ยไร คิดว่าหล่อไง้!!” พออารมณ์เสียก็เริ่มฟาดงวงฟาดงาแล้วครับ เห็นแค่ไอ้ปุณณ์ใส่รองเท้าผ้าใบก็เอามาด่าได้ ทำเอาเลขาสภาฯต้องหัวเราะขำผมที่ทำตัวหงุดหงิดก่อนจะกอดคอพาเดินกลับไปในโรงอาหารด้วยกันอีกครั้ง (ตอนนี้บนเวทีกลายเป็นมหรสพย่อย ๆ ไปแล้วครับ ทั้งสต๊าฟค่ายและลูกค่าย ชักแถวขึ้นไปแย่งไมค์กันยังกะเกิดมาไม่เคยร้องเพลงมาก่อน)

แน่นอนว่าทันทีที่ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ ขวัญใจประจำค่ายกลับมาในโรงอาหาร ก็โดนลากขึ้นเวทีให้ไปร้องเพลงกับพี่คนนี้คนนั้นทันที (หมั่นไส้ไอ้พวกขายดีวุ๊ย ไอ้เอิ้นก็อีกคน..) ส่วนไอ้คนหน้าตาธรรมดา (แต่อย่างอื่นไม่ธรรมดา) อย่างพวกผมก็นั่งแกร่วไปไม่มีใครเอา ฮ่า ๆๆ (เรื่องจริงคือพอกลับมาถึงโต๊ะแล้วทุกคนเห็นป้ายชื่อผมแหว่งก็เกิดพายุคำถาม พัดมาล้านแปดทันทีครับว่าปอบตัวไหนฆ่าผม… หึหึหึ… บอกให้โง่ดิ่… พีท เรารู้กันใช่ปะ ว่าไอ้ปอบเหี้ยตัวนี้เนี่ย… มันเนียนขนาดไหน)

พวกผมนั่งตีแก้วเคาะจานกันเสียงดังล้งเล้ง (โคตรจิ๊กโก๋อะ) โดยเฉพาะตอนเอิ้นกับปุณณ์โดนโหวตให้เต้นเพลง เด็กมีปัญห๊า ห๊า ห๊าาา คู่กันเป็นโฟร์มด (เสื่อมมมมม!!) ทำเอากุเครียดเลย โฟร์มดทำไมกระเดือกใหญ่ ขนหน้าแข้งดกอย่างงั้นวะ! เสียหมด!!!

แต่ระหว่างเรากำลังเฮ ๆๆ เพราะไอ้โอมขึ้นไปแจมด้วยอีกคนเป็นเฟย์ ฟาง แก้ว อยู่นั้นเอง (เหี้ยนะมึง!!) ก็มีมือเล็ก ๆ มาสะกิดหลังผมเบา ๆ ขัดจังหวะก่อน

ผมสะดุ้งสุดตัว (ก็ตกใจอะ!) หันไปมองจิ๊ดที่กำลังยืนยิ้มอยู่ “ว่างรึเปล่าคะโน่” แต่ถามแบบนี้จะให้กูตอบไงดีล่ะ…. ผมเลิกคิ้วมองเพื่อนรอบโต๊ะ แต่ทุกคนเสือกหลบตาหมด ไม่มีใครช่วยได้ซักคน (เพราะบรรดาตัวแรง ๆ มันขึ้นไปแด๊นซ์กระจายบนเวทีกันหมดแล้ว)

งั้นก็เอาวะ.. เป็นไงเป็นกัน! “ก็ว่างครับ มีไรให้ช่วยมั้ย”

“ไปล้างจานเป็นเพื่อนจิ๊ดหน่อยสิ ไม่กล้าไปคนเดียวล่ะ…. กลัวปอบ” เอ่อ……. ได้ยินจิ๊ดพูดแบบนี้แล้วใครจะใจร้ายปล่อยให้ไปคนเดียวได้ (ผมเข้าใจความรู้สึกตอนโดนปอบฆ่าดีครับ Y___Y) เป็นอย่างนั้นผมจึงตัดสินใจลุกไปเป็นเพื่อนจิ๊ด โดยมีสายตาดุ ๆ จากไอ้หน้าหล่อบนเวทีส่งมาให้อย่างไม่ลดละ แต่ทำไงได้วะ…….. กูจะรีบไปรีบมาละกัน

ผมเดินเป็นเพื่อนจิ๊ดไปถึงบริเวณล้างจาน แต่……… มันไม่ใช่ที่ผมเพิ่งไปมากับไอ้ปุณณ์เมื่อกี้ว่ะ!? อ๋ออออ มิน่าล่ะ กูก็ว่าตรงนั้นมันเงียบแถมยังมืดแปลก ๆ ที่แท้เขามาล้างจานกันตรงอีกฝั่งของโรงอาหารครับ!! ตรงนี้สว่าง มีซิงค์ให้อย่างดี และสำคัญที่สุดคือมียาจุดกันยุงวางไว้ด้วย!

แม่ง……… แล้วกูไปนั่งบื้ออะไรตรงนั้นตั้งนานจนโดนปอบแดก!! โง่ที่สุดเลยนภัทร!

เสียง นํ้าไหลจากก็อกกระทบขอบซิงค์ดังคลอเสียงจิ๊ดฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ดูมีความสุขจริงแฮะ ผมมองเธอที่กำลังล้างแก้วนํ้าในมืออยู่แล้วก็อดแซวไม่ได้ “ไปดีกว่า… ปล่อยให้ปอบมากิน อิอิ”

จิ๊ดรีบหันมายิ้มหวานให้ผมทันที “โน่ไม่ทำหรอก ใจดีจะตาย อิอิ” โห่… หมดอารมณ์เลย รู้ได้ไงเนี่ยว่าผมเป็นคนดี 24 ชม. (อิอิ)

“แล้วชวนผมมา ไม่กลัวผมเป็นปอบเหรอ เดี๋ยวฆ่าซะเลยดีมะ” ผมแกล้งขู่ซํ้าอีกครั้ง แต่จิ๊ดยังยิ้มหวานอย่างรู้ทันผมอยู่ “โน่จะเป็นได้ไง ก็ตายแล้วนี่นา… ดูป้ายชื่อแหว่งขนาดนั้น ฮ่า ๆ” อ้าววววววว เซ็ง ลืมไปเลยว่ามีหลักฐานอยู่ทนโท่

“ปอบตัวไหนฆ่าโน่เหรอ เพื่อนจิ๊ดเป็นหมอผีนะ เดี๋ยวไปบอกให้จัดการให้ เอามะ!” อืม… เป็นความคิดที่ดีแฮะ ผมหัวเราะร่วนขณะที่จิ๊ดเพิ่งล้างจานใบสุดท้ายเสร็จ

“เสร็จแล้วนี่ ไปกัน” เห็นดังนั้นผมจึงเดินนำหมายจะกลับไปยังโรงอาหารทันที แต่ทว่า… ชายเสื้อกลับถูกรั้งไว้เสียก่อน “ดะ… เดี๋ยวสิ”

“หืม? มีจานอีกเหรอ”

“ไม่ใช่…. แต่.. คุยกันก่อนได้ไหม” แม้นํ้าเสียงนั้นจะฟังดูกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ดวงตาของจิ๊ดกลับฉายแววมั่นใจแน่ว่าผมไม่มีทางไปไหน ซึ่งก็ถูก… ผมไม่ไปไหนจริง ๆ

เราสองคนเงียบอยู่ครู่หนึ่งจนจิ๊ดเป็นฝ่ายทำลายความเงียบเอง “รู้มาว่า… โน่เลิกกับยูแล้ว” เธอเกริ่น แต่ผมไม่มีคำตอบให้เพราะมันไม่ใช่คำถาม… และผมรู้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องถาม เนื่องจากความสัมพันธ์ในค่ายระหว่างผมกับยูริมันฟ้องอยู่แล้ว

“เสียใจด้วยนะ”

“อ่า… ขอบคุณครับ” ผม ผงกหัวรับความหวังดีนั้นแบบไม่ค่อยเข้าใจเจตนา เพราะหนึ่ง.. มันเป็นเวลาพักหนึ่งแล้วที่ผมเลิกกับยูริ จนทุกคนเลิกพูดถึงเรื่องนี้แล้ว และสอง.. ดูจากใบหน้าของจิ๊ด ก็ไม่ได้โศกเศร้าไปกับโศกนาฏกรรมความรักระหว่างพวกผมเลยแม้แต่น้อย

ผมสังเกตเห็นเธอกัดริมฝีปากยิ้ม ๆ ก่อนจะป้อนคำถามต่อ “แล้วตอนนี้โน่คบใครอยู่รึเปล่า”

“…. จิ๊ดมีธุระอะไรพูดกับผมตรง ๆ เลยก็ได้นะ” ผมตัดบท เพราะไม่สะดวกที่จะตอบคำถามนั้น และต้องการทำให้ทุกอย่างกระจ่างซักที

สิ้นคำนั้น จิ๊ดเบ้หน้าหน่อย ๆ ก่อนจะยอมพูดออกมาตรง ๆ “จิ๊ดก็แค่เห็นว่า เราน่าจะเข้ากันได้ เราอยู่ชมรมดนตรีเหมือนกัน น่าจะคุยถูกคอกันมากกว่าที่โน่เคยคบผู้หญิงเอาแต่ใจอย่างยูริ”

ถึงตรงนี้ความรู้สึกขัดแย้งประเดประดังเข้ามาหาผมโดยไว เพราะการพูดว่ายูริเป็นผู้หญิงเอาแต่ใจคือเรื่องผิดที่สุด ยูริไม่เคยเอาแต่ใจกับผม เธอมีแต่ให้ และยอมเสียสละเท่าที่จะทำได้ให้ผมมาตลอด หากเทียบกันแล้วคือผมต่างหากที่ควรถูกเรียกว่า ผู้ชายเอาแต่ใจ และไม่มีอะไรคู่ควรกับความรักที่ยูริหยิบยื่นให้เลยสักนิดเดียว

ผมเม้มปากแน่นเก็บอารมณ์ที่พลุ่งพล่านไว้ ก่อนจะพยายามพูดให้น้อยที่สุด “ยูริไม่ใช่คนอย่างที่เธอว่า ขอโทษด้วยที่เราคงคบเธอไม่ได้ เราไม่ได้รักใครที่เรื่องแค่นั้น” ผมพูดพลางหันหลังทำท่าจะกลับไปยังโรงอาหาร แต่คำพูดหนึ่งจากจิ๊ดตรึงขาผมให้หยุดอยู่กับที่เสียก่อน

“เป็นเกย์ใช่มั้ย”

“……………..” ผมหยุดฝีเท้ากึก ก่อนที่อีกฝ่ายจะค่อยเดินเข้ามาใกล้.. จิ๊ดอ้อมมายืนตรงหน้าผมอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้สีหน้าเธอกำชัยชนะ “ที่เขาพูดกันว่าโน่เป็นเกย์ เรื่องจริงใช่มะ”

ผมมองตอบจิ๊ดด้วยนัยน์ตาว่างเปล่า มันไม่มีคำใดหลุดรอดจากริมฝีปากนอกจากความเงียบ…

…ไม่ มีคำตอบใดจากปากผม เพราะตลอดเวลาที่คบกับปุณณ์มา ผมไม่เคยนิยาม หรือแม้แต่จะคิดว่าตัวเองเป็นอะไร ผมไม่เคยสนใจว่าความรักนี้ถูกจำกัดไว้ในรูปแบบไหน ผมแค่รู้ว่าตัวเองรักใคร และบางครั้งมันก็เจ็บปวด เมื่อได้กลับสู่โลกแห่งความจริง ว่าความรักของพวกเราช่างแตกต่าง

ผมสบดวงตาท้าทายคู่นั้นก่อนจะตอบเพียงสั้น ๆ

“ผมเรียกมันว่าความรัก”

64rd CHAOS

เวลาเริ่มล่วงเลยดึกขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับอากาศที่เย็นลงทุกที จน ถึงตอนนี้พวกบนเวทีก็ยังแย่งไมค์กันร้องเพลงไม่ยอมหยุดเลยครับ สงสัยเป็นเพราะนี่คือคืนสุดท้ายของค่ายแล้วเลยเอาซะสุดเหวี่ยง แต่ก็มีบางคนที่ง่วงจนทนไม่ไหว ขึ้นไปนอนก่อนแล้วเหมือนกัน เพราะเมื่อกี้ผมเพิ่งขึ้นไปเอาของในห้องนอนมา เห็นมีคนตั้งวงไพ่อยู่ในห้องหลายวง (อยากแจมใจจะขาด) รวมถึงอีกหลาย ๆ คนที่หมกตัวอยู่ในห้องพัสดุค่ายด้วย ต่างกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนสมุดค่ายเป็นที่ระลึกให้เพื่อนร่วมค่ายกันยกใหญ่ : )

ส่วน พวกผมน่ะเหรอ……. ก็… ทำอะไรวะ ก็ยังนั่งไร้สาระอยู่ข้างล่างอะ เมื่อกี้เดินไปเข้าห้องนํ้ากับไอ้ปาล์ม (คนตายแล้วทั้งคู่) แม่งเสือกเจอตุ๊กแกตัวเท่าท่อนแขน!! ทำเอาผมกับไอ้ปาล์มแหกปากลั่นจนเสียงหลง ทำเอาบรรดาไอ้โอม เอิ้น พีท โจ๊ก นันท์ พ้ง ปุณณ์ วิ่งกรูเข้ามาแทบไม่ทันเพราะนึกว่าพวกผมเจอผี (ไม่ก็ถูกฆ่า) แต่ที่กูกลัวมันสยองน้อยกว่าผี(และมีดโจร)ตรงไหนวะ!!! ตัวเท่าท่อนแขนเลยจริง ๆ นะมึง!! ตางี้แดงแจ๋…. อี๋……… เกิดมาไม่เคยเจอตุ๊กแกในระยะประชิดขนาดนี้มาก่อนครับ จะเป็นลมมม

แล้ว ผมกับไอ้ปาล์มก็โดนล้อเป็นระยะเวลา 2 ชั่วโมงโดยปริยาย (เออ เอาให้พอใจ) ก่อนเราจะตั้งวงเล่นไพ่ตีแตกกัน โดยเขียนสมุดค่ายให้ชาวค่ายคนอื่น ๆ ไปด้วย

ระหว่าง กำลังรอนันท์ตัดสินใจอยู่นั้นว่าจะถังแตกดีหรือไม่ ปุณณ์ก็เอี้ยวตัวมาถามผมที่กำลังเขียนสมุดค่ายให้สาวสวยซึ่งเป็นเพื่อนร่วม ค่ายคนหนึ่งอยู่ (อิอิ ยังกะลานสารภาพรักครับสมุดค่ายเนี่ย) “เฮ้ย เมื่อหัวคํ่าอะ ไปไหนมา”

ผมมองหน้ามันอย่างไม่ค่อยเข้าใจ “อะไร งง”

“ก็……” มันขมวดคิ้วทำหน้าหงุดหงิดก่อนจะหันไปโห่นันท์ (ที่ถังแตกจริง ๆ ฮ่า ๆๆ) แล้วกลับมาคุยกับผมต่อ “ก็ที่มึงไปกับผู้หญิงคอนแวนต์คนนั้นอะ”

“เค้าชื่อจิ๊ด” อย่าบอกนะว่าตอนกลางวันชวนเค้าคุยเป็นวรรคเป็นเวรแต่จำชื่อไม่ได้น่ะ ไอ้กะล่อนเอ๊ยย

มันพยักหน้ารับแบบขอไปที “เออนั่นแหละ… ไปทำไร”

“ไป เป็นเพื่อนเค้าล้างจาน” ผมตอบสั้น ๆ ไม่ค่อยอยากพูดอะไรมากเพราะไม่รู้จะพูดทำไม บอกละเอียดไปไอ้ขี้คิดมากนี่ก็คงไม่สบายใจซะเปล่า ๆ

ปุณณ์พยักหน้ารับ แล้วโยกตัวกลับไปนั่งหลังตรงดูไพ่ในมือตามเดิม “ใจดีเนอะมึงอะ” แต่ยังไม่วายแขวะกูอีก… ห่านนี่

“ก็เหมือนมึงไง ใจดีไปล้างจานเป็นเพื่อนกู”

“เพราะกูรักมึงต่างหาก”

“แต่ กูมีนํ้าใจโดยสันดาน” ต่อล้อต่อเถียงแบบนี้เลยโดนมันโบกเข้าให้ครับ ฮ่า ๆ ไอ้ปุณณ์ส่ายหัวขำผมก่อนจะปิดประเด็นไป เพราะไพ่วนมาถึงมือมันพอดี ได้เวลาถังแตกแล้วสิมึง หึหึหึ

ผมนั่งมองปุณณ์ที่กำลังขบคิดอยู่ว่าจะทำไงกับไพ่ในมือดีพลางกลับไปคิดถึงเรื่องที่จิ๊ดถามเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน…

ผมไม่รู้ว่าความรักของพวกเราถูกคนอื่นนิยามไว้ว่าอย่างไร… แต่ผมรู้ว่าเราสนุก ที่ได้เป็นทั้งเพื่อนและคนรักกัน

ผมดีใจที่เป็นแบบนั้น

ผมดีใจที่มีปุณณ์ : )

***

และ แล้วเวลานอนก็มาถึง… พวกผมก็เดิม ๆ อะครับ นอนกันเป็นพวกสุดท้ายตลอดดด มิน่าตอนเล่นไพ่อยู่ข้างล่างถึงรู้สึกว่าเงียบ ๆ ร้างผู้คนแปลก ๆ ที่ไหนได้เค้าขึ้นมานอนกันหมดแล้วนี่หว่าา เหลือแต่พวกผมเนี่ย นั่งตีไพ่ แตกไม่แตก กันอยู่ได้ (หมดตูดเลย แม่งงง)

ก่อน ขึ้นตึกนอน เอิ้นเดินมาหาผมกับปุณณ์ที่กำลังจะไปนอนกันอยู่แล้ว แต่เพราะเห็นสีหน้าค่อนข้างจริงจังจากเอิ้น พวกผมจึงยอมหยุดคุยด้วยแต่โดยดี (ส่วนบรรดาเหี้ยปากหมาทั้งหลายที่เดินไปก่อนยังไม่วายหันมาแซวว่าเดี๋ยวจะหา ยาแดงมาทำแผลให้ ถ้าเกิดกรณีพิพาทแย่งตัวผมขึ้นมา… ห่า ปากนะมึง)

แต่ จริง ๆ พวกมันก็แค่แซวไปงั้น ๆ อะครับ เพราะเอิ้นไม่ใช่คนอย่างนั้นซักหน่อย (รึเปล่าวะ..) เอิ้นแค่มาขอโทษปุณณ์เรื่องเกมนั้นที่ทำให้พวกผมทำสงครามเย็นกันเกือบ 2 วัน (จริง ๆ ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ สนุกดี) แน่นอนว่าไอ้พ่อพระทำตัวเป็นคนดีสุด ๆ มันรีบตบไหล่เอิ้นแล้วบอกไม่เป็นไร มันเข้าใจ แต่ยังไม่วายหันมากัดผมต่อซึ่ง ๆ หน้า “จะอีกกี่ทีโน่ก็ไม่ว่าอยู่แล้วนี่” -วยเหอะ กูทำจริงแล้วมึงจะหนาว (หึหึหึ…)

แล้วก็ด้วยความที่ไอ้เอิ้นมันเป็นคนดีอะครับ เลยไม่รู้เท่าทันพวกเจ้าเล่ห์อย่างไอ้ปุณณ์ ผม คิดแล้วว่ามันมีกลิ่นแปลก ๆ ทะแม่ง ๆ ตอนที่เอิ้นยกมือไหว้ขอโทษขอโพยเราอีกรอบแล้วปุณณ์บอกว่า ถ้าอยากให้หายโกรธต้องแลกด้วยอะไรอย่างหนึ่ง… ตอนนั้นผมคิดว่ามันจะไปต่อยกันจริง ๆ อย่างที่ไอ้โอมแซวรึเปล่าวะ (แอบระแวง) แต่หลังจากรอมันสองคนที่เดินหายไปไหนไม่รู้พักใหญ่กว่าจะกลับมาได้ ผมก็พบว่า….

ป้ายชื่อไอ้เอิ้นแหว่งเรียบร้อย

ก๊า กกกกกกกกกกกกกกก เหี้ยแล้วมึง มึงกล้าฆ่าประธานเชียร์ ระวังเจอกองร้อยเตะสลบ ผมยืนขำไอ้เอิ้นจนท้องแข็งตอนที่มันพูดว่า “กูไม่ถามแล้วว่าโน่ตายได้ไง…. แม่ง” ฮ่า ๆๆ กูเข้าใจอารมณ์(เซ็ง)

และแน่นอนว่ากว่าพวกเราจะกลับขึ้นห้องนอน ไฟก็ปิดมืดเรียบร้อยแล้ว เอิ้น ปุณณ์ ผม ค่อย ๆ ย่องเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง เพราะทุกคนหลับกันหมด แถมยังนอนกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด

อีก ผมบอกราตรีสวัสดิ์เอิ้น ก่อนจะเดินข้ามตัวพีทไปลงหลุมกลางระหว่างมันกับโอม แล้วก็คิดว่าได้เวลานอนฝันดีซักที

แต่ยังไม่ทันจะเริ่มฝันสักเรื่อง! ก็มีเงาประหลาดลึกลับมาแทรกกลางระหว่างผมกับพีทก่อน! เฮ้ย เหตุการณ์นี้มันคุ้น ๆ… ผมหรี่ตามองหน้าไอ้เลขาสภาฯที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แทรกตัวลงมาอย่างไม่สะทก

“เมื่อคืนก็มึงใช่มะ!” ผมด่ามันลอดไรฟัน เห็นในความมืดว่าคู่สนทนากำลังปั้นหน้ากวนตีนชิบหาย

“มั้ง..” มันตอบแค่นั้นก่อนจะบิดขี้เกียจแล้วสอดแขนมาใต้หัวผม เพื่อให้ใช้หนุนแทนหมอน ผมส่ายหัวหน่าย ๆ แต่ก็ยอมหนุนแขนมันโดยดี

“เจอ กันในฝันนะ ฝันดีครับ” ปุณณ์กระซิบเสียงเบาก่อนจะดึงผมมากอดและประทับจูบบนหน้าผากแผ่ว ๆ ผมหลุดขำนิดนึงเพราะรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นน้องมันอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็วาดวงแขนกอดกลับ

จริง ๆ ไม่เห็นจำเป็นต้องอวยพรแบบนี้เลย

ผมฝันดีทุกคืนที่มีปุณณ์อยู่แล้ว =]

แต่ก็ว่าตอนนอนนอนท่านั้นนะ……. ทำไมตอนเช้าตื่นมาถึงกลายเป็นว่า… ผมกำลังก่ายไอ้โอมไปซะฉิบ!? “เชี่ยโน่… ขามึงหนัก เอาออกปายย” เสียงเชี่ยโอมงึมงำ ๆ ด่าผมตอนแดดแสงเริ่มส่องมาทางหน้าต่าง แต่อากาศร้อน ๆ แบบนี้ได้ก่ายคนตัวเย็น ๆ อย่างไอ้โอมมันสบายดีนี่หว่า (โอมมันเป็นพวกตัวเย็นครับ ไม่รู้ทำไม ผมเลยชอบนอนก่ายมันเวลาร้อน ๆ มากเลย) ผมลืมตาขึ้นข้างหนึ่งเห็นไอ้ปุณณ์ยังนอนข้างผมอยู่ไม่ได้ลุกไปไหน เพียงแต่ตอนนี้เราดิ้นออกจากกันคนละทิศ (เพราะชักร้อน) เห็นดังนั้นผมจึงบิดขี้เกียจแล้วพาดแขนทับหน้าไอ้โอมแม่งอีกทีไม่ให้มันพูด มาก

งั่ม!!

“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!” ไอ้เหี้ยยยยยยยยยย คนหรือหมา!!!! ผมตื่นเต็มตาเพราะเชี่ยโอมฝังเขี้ยวบนแขนผมเต็มแรง จนผมต้องศอกคางมันไปทีนึงเพราะตกใจ

“โอ๊ยยย เชี่ยโน่!! กูกัดลิ้นตัวเองเลยสัด!” ก็มึงกัดแขนกูก่อนอะ เหี้ย! ผมกระเด้งขึ้นมาตาสว่างเพราะฤทธิ์ไอ้หมาบ้าที่ชื่อโอม ทำเอาคนอื่น ๆ ในห้องสะลึมสะลือตื่นกันไปด้วยเพราะเสียงโวยวายของผมกับมัน

“แม่ งงงง ก่ายกูแล้วยังมาทำร้ายร่างกายกุอีก ปากเจ่อเลย” มันบ่นงึมงำพลางเกาคอตัวเอง ก่อนจะเหลือบเห็นไอ้คนที่โผล่มานอนข้างผมแบบผิดปกติ

“นั่นแน่ะ!” เสียงเหี้ยไรของเมิง! ผมเหล่ตามองไอ้โอมที่เริ่มทำหน้าไม่สมควรไว้วางใจ

“กกกันในค่ายเลยเหรอ เปิดเผยไปป่าวหนุ่มน้อย กิ๊ว ๆๆ” ห่า… กกเชี่ยไร นอนห่างกันเป็นโยชน์งี้ เพราะตอนนี้ไอ้ปุณณ์มันกลิ้งไปนอนติดกับพีทเรียบร้อยแล้วครับ สงสัยร้อนพอกัน งี้แหละนะ นอนใกล้หนุ่มฮอทอย่างผมมันก็ร้อนนิดนึง อิอิ

ผม โบกหัวไอ้โอมไปทีโทษฐานพูดจาไม่เข้าหู ก่อนจะคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กมาพาดคอไว้ กะว่าจะออกไปล้างหน้าแปรงฟันซักหน่อย (ส่วนไอ้โอมล้มลงไปนอนต่อเรียบร้อยแล้วครับ โคตรขี้เกียจ) แต่เพราะกระเป๋าผมตั้งอยู่ใกล้ ๆ บริเวณหัวปุณณ์ มันเลยตื่นด้วยอีกคน “จะไปไหนอะ” แถมตื่นมาก็เจ้าปัญหาเลยว่ะ…

“ล้างหน้าแปรงฟัน”

“ไป ด้วยย ฮ้าว..” ไหวปะเนี่ยมึง ผมนั่งรอไอ้ปุณณ์ค่อย ๆ บิดขี้เกียจซ้ายทีขวาที ก่อนมันจะเดินไปหยิบผ้าขนหนูและอุปกรณ์ล้างหน้าแปรงฟันมาเตรียมไปพร้อมกัน

เราสองคนเดินลงมาข้างล่าง หมายจะมุ่งหน้าไปยังห้องอาบนํ้า แต่ก็เจอรุ่นพี่สต๊าฟค่ายหลายคนที่ตื่นแล้วกำลังเตรียมข้าวเช้าให้พวกเราอยู่

ผม ผงกหัวทักทายพี่ทุกคน และยิ้มรับไมตรีที่พวกเค้าชวนเรากินข้าวต้มกันอย่างครึกครื้น แต่จะให้อมขี้ฟันไปกินตอนนี้ก็ใช่ที่อะครับ รอแปรงฟันเสร็จเมื่อไหร่เหอะ ใครตื่นไม่ทันอดกินแน่! หึหึหึ

ผม กับปุณณ์เดินลากเท้าคุยกันไปเรื่อย ๆ จนถึงห้องนํ้า ต่างคนต่างล้างหน้าแปรงฟันกันไป จนไอ้ปุณณ์บ่นปวดขี้ (แล้วมาบอกกูทำไมวะ) ผมเลยต้องไล่มันไปขี้ แล้วเดินออกมายืนรอหน้าห้องนํ้า (เพราะไม่อยากดมกลิ่นมัน)

เสียง ซู่ซ่าจากก๊อกในห้องนํ้าหญิงข้าง ๆ ทำให้ผมรู้ว่ามีคนตื่นเช้ามาล้างหน้าแปรงฟันแบบพวกเราเหมือนกัน ผมยืนมองนาฬิกาที่บอกเวลาเจ็ดโมงกว่า ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าเช้ามากอะไรสำหรับการมาค่าย แต่ที่

คนส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นคงเพราะเมื่อคืนซ่าส์กันไปหน่อย (ก็ดูแต่ละคนแต่ละกิจกรรมดิครับ… ได้อีกอะ) แถมกิจกรรมวันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรนอกจากเก็บกระเป๋ากลับกรุงเทพฯเท่านั้นเอง

“ทำไม จิ๊ดหน้างอจัง ยังไม่หายอารมณ์เสียอีกเหรอ” แต่เอ๊ะ… เสียงนี้คุ้น ๆ แฮะ ผมขมวดคิ้วมุ่นทันทีเพราะเสียงที่ดังมาจากในห้องนํ้าหญิงตอนนี้เป็นเสียงที่ ผมไม่มีทางจำผิดแน่

“ไม่รู้รึไงยูริ แม่นี่น่ะเค้าไปเล่นใหญ่มา” อีกเสียงหนึ่งที่ผมไม่รู้จักดังตอบ ยิ่งราวกับตรึงเท้าผมไว้ไม่ให้เดินไปไหน

“อะไรอะ เล่นใหญ่?”

“ก็ไปขอคบแฟนเก่าเธอไง หึ… คิดอะไรอยู่”

“พูดให้มันดี ๆ นะเมย์ อยากปากแตกตอนนี้เลยรึไง”

“จะ ทำไม กล้าก็มาเลยสิ เห็นดีแต่ปากตลอด” ท่าทางบรรยากาศข้างในเวลานี้จะตึงเครียดน่าดูครับ ผมยืนนิ่งฟังเหตุการณ์ในห้องนํ้าหญิงไม่ขยับ ขณะรู้สึกตัวอีกทีก็มีปุณณ์มายืนอยู่ข้าง ๆ แล้ว

“อย่าทะเลาะกันเลย นี่มันไม่ใช่ที่โรงเรียนนะ”

“โธ่ยู! ก็ยูเป็นอย่างนี้มันถึงได้ปากดีตลอด หึ.. ทีนี้เป็นไงล่ะ รู้รึยังว่าตัวเองไม่มีอะไรดีเทียบยูได้ซักนิด โน่เค้าไม่เอาผู้หญิงอย่างเธอทำแฟนหรอก”

“หึ… ใครกันแน่ที่โง่แล้วยังอวดฉลาด” เสียงจิ๊ดเย้ยหยันเพื่อนของยูริในห้องนํ้าจนใจผมหล่นวูบไปที่ปลายเท้า ผมเดาออกว่าเธอกำลังจะพูดอะไร

“ไอ้นั่นมันเป็นเกย์ต่างหาก ผู้หญิงหน้าไหนมันก็ไม่เอาทั้งนั้นแหละ ใครกันแน่ที่โง่ไปคบพวกเกย์น่าขยะแขยงอยู่ตั้งนาน คลื่นไส้”

‘เพียะ!’

เป็นชั่วเวลาหนึ่งที่ผมแทบหยุดหายใจหลังจากได้ยินเสียงประหลาดนั่น… ความเงียบปกคลุมภายในห้องนํ้ารวมถึงพวกผมที่อยู่ด้านนอก

“ห้ามพูดถึงโน่แบบนั้น….” เสียงเล็ก ๆ ที่ทำลายความเงียบฟังดูโกรธเกรี้ยวอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน

“ห้ามว่าโน่เสีย ๆ หาย ๆ เด็ดขาด”

“ทำไม… หรือไม่จริง ที่ไม่ยอมบอกใครว่าเลิกกับโน่เพราะอะไรก็คงแบบนี้ใช่มะ แฟนเป็นเกย์ใช่มะ อายเค้าล่ะสิที่ไปโง่ให้โดนหลอกอยู่ตั้งนาน มิน่า…”

“เฮ้ยยูริ!! อย่า!” เสียงเด็กผู้หญิงร้องห้ามอะไรบางอย่างกันโกลาหลครู่หนึ่งก่อนยูริจะตะโกนเสียงลั่นออกมา “ยัยบ้า! เธอไม่มีวันรู้หรอกว่าโน่วิเศษแค่ไหน! คนอย่างเธอไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าโน่ดียังไง และทำไมชั้นถึงบอกทุกคนว่าเค้าคือคนที่ดีที่สุดในชีวิตชั้น!!! คนอย่างเธอมันไม่คู่ควรจะเข้าใจเรื่องพวกนั้นหรอก!”

“ยูริ!!!” เสียงข้าวของตกและฝีเท้ายํ่านํ้าแฉะ ๆ ดังติดต่อกันก่อนที่ยูริจะพุ่งตัวออกมา ทุกอย่างรวดเร็วมากจนผมหลบไม่ทัน ทำให้สายตาเราปะทะกันที่หน้าห้องนํ้าครู่หนึ่ง ก่อนยูริจะวิ่งหนีไป

ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าหลังจากวันนั้น ความรู้สึกของยูริจะยังคงท่วมท้นเท่านี้

… เมื่อไหร่ผมจะเลิกทำให้เธอเจ็บปวดซักที

หลังจากเหตุการณ์เมื่อตอนเช้า ผมรู้สึกว่าตัวเองยิ้มไม่ค่อยออก…

จริง อยู่ที่มันควรจะดีใจ เมื่อได้รู้ว่ายูริไม่ได้เกลียดกันอย่างที่ผมคิด แต่ในความเป็นจริงมันเจ็บปวดกว่านั้นมาก เพราะหากยูริเกลียดผมบ้าง ยังคงพอที่จะหักล้างกับการกระทำของคนขี้ขลาดอย่างผม หรือถ้าหากผมได้รู้มาก่อนบ้าง ว่ายูริยังมีความรู้สึกดี ๆ หลงเหลืออยู่ ผมจะไม่ยอมปล่อยให้ระหว่างเรามีแต่ความหมางเมินแบบนี้เลย

ผม ครุ่นคิดระหว่างเราทุกคนกำลังลากกระเป๋าเดินทางลงมาเพื่อรอเวลาต่อรถสองแถว ไปสถานีรถไฟอยู่ แต่สายตาที่จับจ้องเพียงใบหน้าขาวอันคุ้นเคยนั้นของผม ไม่เคยได้รับการตอบกลับมา

ผมคิดอะไรในหัววกวนไปเรื่อยเปื่อย จนไม่รู้ว่าจะเริ่มจัดการกับเรื่องไหนก่อนดี ผมไม่มีสมาธิแม้กระทั่งตอนที่รุ่นพี่เขาเฉลยกิจกรรมปอบกันว่ามีใครในค่ายเป็นปอบบ้าง (ก็ไอ้เหี้ยปุณณ์นั่นแหละครับ 1 ในพวกปอบ แถมยังมีผลงานดีเด่น เพราะฆ่าทั้งผม ทั้งเอิ้น ทั้งไอ้ปาล์ม แถมยังฆ่าคนในสีมันอีก 2 รุ่นพี่ 2 คนสีอื่นอีก 1 ไอ้ เหี้ยนี่มันโหดจริง ส่วนไอ้โอมแท้จริงแล้วเสือกเป็นหมอผีครับ มันบอกมันอุตส่าห์เดินโต๋เต๋ไปมาอยู่คนเดียวตั้งหลายที กะจะล่อให้ไอ้ปุณณ์เข้ามาแดกซักหน่อย จะได้จับใส่หม้อถ่วงนํ้าซะ แต่เชี่ยปุณณ์ก็เสือกรู้ทัน ไม่ยอมเข้าไปแดกไอ้โอมซักที เชี่ยโอมเลยกลายเป็นหมอผีบ่มิไก๊ จับปอบไม่ได้ โดยทำโทษไปตามวาระครับ แอบสะใจ) หรือแม้แต่ตอนที่พี่เขาเรียกคนโดนปอบฆ่าอย่างพวกผมไปทำโทษซํ้า (เพราะดันทะเล่อทะล่าให้ปอบแดก) ผมก็ยังไม่มีสมาธิเท่าที่ควร…

คน ที่รู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่คือปุณณ์… วงแขนอุ่นนั้นดึงผมไปกอดคอหลวม ๆ แล้วตบไหล่เบา ๆ ระหว่างที่เราทั้งหมดกำลังขึ้นรถสองแถวเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟอยู่ ผม ยิ้มรับการกระทำนั้นทั้งที่ความรู้สึกหน่วง ๆ ยังไม่หายไปจากใจ หรือแม้กระทั่งบนรถไฟสายเหนือที่กำลังวิ่งกลับกรุงเทพฯ ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายจากกองสันทนาการ และเพื่อนร่วมค่ายคนอื่น ๆ พากันเดินแลกเบอร์โทร. แจกอีเมล รวมถึงยื่นสมุดค่ายของตัวเองให้เพื่อน ๆ ช่วยเซ็นกันจ้าละหวั่น แต่ผมกลับไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมใด ๆ เลย

ครั้งหนึ่งที่โอมถามปุณณ์ว่าผมเป็นอะไร ปุณณ์ตอบเพียงว่า คงจะเหนื่อย… ผมแอบขอโทษโอมในใจที่ทำให้มันต้องเป็นห่วงอยู่เสมอ

เรามาถึงกรุงเทพฯกันประมาณสี่โมงเย็นกว่า ๆ เพื่อนทุกคนโบกมือลากันหน้าหัวลำโพงก่อนจะเข้ามาตบหัวตบไหล่ผมคนละทีสองที ผม แค่นยิ้มให้พวกมันอย่างขอบคุณ ก่อนจะถูกทุกคนบังคับให้เกี่ยวก้อยสัญญาว่า พรุ่งนี้เป็นวันเปิดเทอมซัมเมอร์วันแรก ผมต้องไปเรียน และต้องกลับไปบ้าเหมือนเก่าด้วย (หมายความว่าไงวะ บ้าเหมือนเก่า มึงด่ากูบ้าเหรอ) ผมหัวเราะก่อนจะยอมสัญญากับพวกมันทั้งที่ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ แต่ก็คิดว่าแค่ผ่านคืนนี้ไปได้ อะไร ๆ ก็คงดีขึ้นตามลำดับเหมือนครั้งที่แล้ว…

“เอกมัย ครับ” ปุณณ์ยื่นหัวไปบอกพี่คนขับแท็กซี่ในรถ รอจนเขาพยักหน้ารับแล้วจึงเปิดประตูให้ผมเข้าไปนั่งก่อน ผมยิ้มแห้ง ๆ ขอบคุณมันพลางโยนสัมภาระแล้วยัดตัวเองเข้าไปตามด้วยปุณณ์อีกคน

“ไปหาอะไรกินก่อนเข้าบ้านมั้ย” ปุณณ์ถามผมทั้งรอยยิ้มกว้าง เรียกให้ผมยิ้มตอบก่อนจะส่ายหัวกลับ

“ไม่อะ ที่บ้านกูคงมี”

“งั้นกูไปกินบ้านมึงนะ มีใครอยู่รึเปล่าวันนี้” หึหึ… ถามแบบนี้หมายความว่าไง ผมเลิกคิ้วยียวนกลับ ก่อนจะอ้าปากตอบช้า ๆ ชัด ๆ

“บอก ให้ โง่….” ตอบแบบนี้เลยได้รางวัลเป็นกำปั้นเสยหัวทีนึงเลยครับ โอ๊ย.. นี่มึงไม่เห็นรึไงว่ากูมีสภาพป่วยทางจิตอยู่ ไอ้ชั่ว

ผม เกาหัวเคือง ๆ ระหว่างมองออกนอกกระจกเพื่อจะเจอแต่รถรามากมาย สาเหตุของการจราจรค่อนข้างติดขัดบนถนนเมืองหลวงแห่งนี้ ผมนิ่งมองภาพรถยนต์แน่นขนัดเหล่านั้นโดยมีมอเตอร์ไซค์คอยขับผ่านช่องว่าง ระหว่างรถเป็นระยะ ๆ ขณะที่รู้สึกทั้งหน่วงและอึดอัดใจ

รอย ยิ้มของยูริที่ทะเลหัวหินวันนั้นย้อนกลับมาหาผมอีกครั้ง ผมยังจำได้ว่ารอยยิ้มนั้นน่ามองแค่ไหน นํ้าตาของยูริที่หน้าตู้สติ๊กเกอร์วันนั้นกลับมาเตือนความทรงจำผมอีกครั้ง ผมยังจำได้ว่าผมเกลียดตัวเองเพียงใด เช่นเดียวกับภาพยูริที่วิ่งออกมาจากห้องนํ้าเมื่อวานนี้ ทุกวินาทียังคงเฝ้าฉายหมุนซํ้าไปซํ้ามาในหัวผมราวกับกดปุ่ม reply โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด และคงเป็นเช่นนั้นต่อไป ถ้าไม่ได้มีท่อนแขนอุ่น ๆ เอื้อมมาโอบไหล่ผมไปกอดไว้หลวม ๆ พลางกดหัวผมลงกับไหล่มันเป็นการบังคับกลาย ๆ ให้นอนซบลงมา ไม่ต้องมองและคิดอะไรอีก…

เหอะ ๆ ไอ้เผด็จการ…. ผมเหลือบมองใบหน้าด้านข้างที่เปื้อนรอยยิ้มนิด ๆ ของปุณณ์พลางคิดว่ามันเป็นเผด็จการที่น่ารักที่สุดในโลก

ผมหลับตาลงตัดขาดจากสภาพการจราจรอันคับคั่ง และสภาพจิตใจอันวุ่นวาย เพื่อดำดิ่งในห้วงนิทราที่มีปุณณ์อยู่ใกล้ ๆ

ฝ่ามืออุ่นที่กุมมือผมไว้แนบแน่น เตือนให้รู้ว่าตราบใดที่ผมมีปุณณ์ ทุกอย่างจะต้องผ่านไปด้วยดี

***

“…. โน่ ตื่นเร็ว! ไปนอนต่อในบ้านนะครับ” ไม่นานนักเสียงทุ้มก็ปลุกผมตื่นจากฝัน เรียกให้ลืมตาขึ้นมาเห็นรั้วบ้านสีนํ้าเงินของตัวเอง

ผม สะบัดหัวไล่ความง่วงก่อนจะโยนสัมภาระให้ปุณณ์ที่ยื่นมือมาช่วยถืออยู่ พลางกระเถิบตัวเองลงจากแท็กซี่บ้าง “กุญแจบ้านอยู่ไหนวะ” ผมบ่นขณะล้วงหาในกระเป๋าเป้แต่ไม่เจอ เลยเอื้อมมือไปหมายจะลองรูดซิปเป้อีกใบที่ปุณณ์เอาไปช่วยหิ้วให้ แต่ร่างสูงตรงหน้าผมกลับยืนนิ่งไม่ขยับ

ผม มองตามทิศของนัยน์ตาคมคู่นั้น ภาพที่เห็นในเวลาต่อมาคือ……. ร่างเล็ก ๆ ที่ผมรู้จักดีกำลังนั่งมองพวกเราอยู่บนกระถางต้นไม้ไม่ไกลนัก

“ยู…” ผมอุทานชื่อเด็กผู้หญิงตรงหน้าเบา ๆ ก่อนที่ปุณณ์จะบีบไหล่ให้กำลังใจผมแผ่ว ๆ “กูเข้าไปรอในบ้านนะ”

“อือ..” ผมขานรับคำนั้นทั้งที่ไม่ได้มองหน้าคนพูดสักนิด ภายในความคิดตอนนี้ที่ขาวโพลนไปหมดมีเพียงสิ่งเดียวที่เด่นชัดคือ ยูริกำลังอยู่ตรงหน้า

“รบกวน เวลารึเปล่า..” เสียงเล็กนั้นร้องถามผมแผ่ว ๆ เมื่อสาวเท้าเข้ามา เรียกให้ผมรีบส่ายหัวกลับ ก่อนจะเปิดประตูเล็กให้เธอเข้าไปในบ้าน

“นั่ง กันตรงนั้นได้มั้ย” ยูริถามผมอีกพลางชี้ไปทางบ่อปลาของอาป๊า ผมพยักหน้ารับทันที บอกตามตรงว่าตอนนี้ถึงยูริจะสั่งให้ผมกระโดดลงไปในบ่อปลาผมก็คงทำ… ผมยอมเธอทุกอย่างแล้วจริง ๆ

เป็น เวลาพักหนึ่งที่เราต่างนั่งกันเงียบ ๆ ปล่อยให้ปลาสีส้มขาวแหวกว่ายไปมาในสายนํ้าใส ผมมองบรรดาลูกรักของอาป๊า (รักมากกว่าผมอีกครับ) พายครีบวนไปมา แล้วก็ต้องลอบมองหน้าเด็กผู้หญิงข้างตัวที่ยังไม่พูดอะไรกับผมสักคำ

ดวง ตาโตของยูริจับจ้องบนผืนนํ้ากระเพื่อม แต่ราวกับความคิดจะลอยไปไกลกว่านั้นมาก… ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ยูริกำลังเห็นภาพอะไรอยู่ ภาพบ่อปลาบ้านผม หรือภาพอื่นที่เธอไม่ควรจำ..

“ยู.. กินไรยัง โน่เข้าไปเอาขนมมาให้มั้ย” ผมตัดสินใจทำลายความเงียบ จนคู่สนทนาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันมาอมยิ้มเหนื่อย ๆ ให้ผม “ไม่… เป็นไร ในกระเป๋ายังมีอยู่ โน่กินมั้ย” เชื่อเค้าเลย… ที่ตุนไว้ยังไม่หมดอีกเหรอเนี่ย ผมหลุดขำออกมาพลางส่ายหัว ก่อนที่เราทั้งคู่จะสะดุ้งอีกครั้ง เพราะอยู่ดี ๆ ไฟตรงชานหลังคาบริเวณบ่อปลาก็สว่างโร่

ผม หันไปมองในบ้านเห็นเงาสูง ๆ ป้วนเปี้ยนอยู่แถวสวิตช์ไฟ ปุณณ์คงเห็นว่าเริ่มมืดแล้วเลยเปิดไฟให้.. เรื่องแสนรู้แบบนี้รับรองไม่มีใครเกิน

“ปุณณ์ อยู่ในบ้านเหรอ” ยูริถามผมเสียงแผ่วหลังจากเห็นเงายาว ๆ พาดผ่านหลังผ้าม่าน ผมพยักหน้ารับช้า ๆ ด้วยไม่แน่ใจว่าเธอกำลังถามผมด้วยความรู้สึกไหน

“เรื่อง ตอนนั้น…” ยูริเกริ่นเสียงเบา ก่อนจะเงียบไป… ผมเห็นริมฝีปากเล็ก ๆ เม้มเข้าหากันครู่หนึ่งก่อนจะยอมปริปากพูดต่อ “… ถ้าโน่บอกว่า ไม่ใช่อย่างที่ยูคิด… ยูก็จะเชื่อโน่นะ”

“…..”

ผมมองตอบนัยน์ตาดวงกลมโตนั้นที่กำลังมองตรงมาราวกับจะร้องขอในสิ่งที่ผมให้ไม่ได้

“โน่ก็รู้ว่ายูเชื่อทุกอย่าง… ขอแค่โน่บอก…”

“นั่น เป็นเพราะเราไม่เคยโกหกกันไม่ใช่เหรอ…” ผมแทรกขึ้นพร้อมความรู้สึกว่าลำคอแห้งผากจนเราสองคนต่างตกในความเงียบ.. เด็กสาวตรงหน้าผมเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นก่อนจะผลุบสายตาลงตํ่า

ผมมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่ดูเศร้าสร้อยนั่น ด้วยความเจ็บปวดไม่แพ้กัน “แต่โน่ยังเป็นเพื่อนคนเดิมของยูเสมอนะ”

สิ้น เสียงผม คือเสียงร้องไห้โฮของยูริ จนผมต้องอึ้งไปเพราะความตกใจ.. ผมมองศีรษะเล็ก ๆ ที่ฟุบลงกับหัวเข่าทั้งสองข้างนั่น โดยปล่อยให้ช่วงไหล่บางสะอื้นเป็นพัก ๆ อย่างไม่รู้ว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง

ฝ่ามือผมเอื้อมอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ไปตบบ่าเด็กสาวข้าง ๆ ก่อนจะลูบเส้นผมลื่นนั้นแผ่ว ๆ เมื่อเห็นเธอไม่ว่าอะไร ยูริยังคงสะอึกสะอื้นกับหัวเข่าตัวเองอีกพักใหญ่ กว่าจะยอมพูดอะไรออกมา

“โน่ ได้ยินที่จิ๊ดพูดในห้องนํ้าใช่มั้ย” เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาถามผมทั้งนัยน์ตาที่แดงกลํ่า ผมบังคับตัวเองให้พยักหน้าตอบ แม้จะไม่อยากกลับไปคิดถึงเรื่องนั้นเท่าไหร่

“ยู โกรธ จนแทบจะฉีกเนื้อมันออกมากินเป็นชิ้น ๆ ที่ว่าโน่เสีย ๆ หาย ๆ แบบนั้น” ถึงตรงนี้ผมอดขำไม่ได้ ก่อนจะโยกศีรษะผู้หญิงข้าง ๆ เล่นอย่างเอ็นดู

“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก แค่ยูเข้าใจก็ดีใจแล้ว”

“แต่ พอคิดไปคิดมา ยูกลับโกรธตัวเอง จนอยากจะฉีกเนื้อตัวเองเป็นชิ้น ๆ แทน” แต่คำพูดบนเสียงสั่นเครือในเวลาต่อมากลับทำให้ผมนิ่งไปพักหนึ่ง ผมมองตอบดวงตากลมที่มีนํ้าหยดลงมา ก่อนจะใช้หัวนิ้วโป้งเกลี่ยให้เบามือ

“ทำไมล่ะครับ… ทำแบบนั้นโน่ก็เสียใจแย่สิ”

ยูริเม้มปากแน่นมองผม ดวงตาแดงชํ้าเหมือนคนกลั้นความเสียใจไว้ไม่อยู่ก่อนจะโถมมากอดผมทั้งตัว “ฮือ….”

“ฮ… เฮ้ย… อย่าร้องดิ่ ตกใจหมด…. เป็นไรอะ บอกโน่ได้นะ”

“ยู… ยู… ฮึก.. ยูโกรธจิ๊ดว่า… ไม่รู้อะไร…. แล้วก็มาว่าโน่… ฮึก… ทั้งที่จริงแล้ว… ฮึก… ที่ยูทำมัน… ฮึก… แย่ยิ่งกว่า… อีก… ทั้งที่ยู… บอกใคร ๆ … ฮึก… ว่ารู้จักโน่ดี…. แต่ยู… ยูยัง… ฮึก…. ยังทำแบบนั้นกับโน่

… ฮึก…. ทั้งที่ยู.. รู้ว่าโน่…. ดีขนาดไหน… ฮึก… ยูก็ยัง…. เอาเรื่องไร้สาระมา… ฮึก… เอามาทำให้เป็น… ฮึก.. เรื่องใหญ่…”

หยดนํ้าตามากมายเปียกไหล่เสื้อผมจนชื้นไปหมด ผมลูบปลอบใจเส้นผมลื่นนั้นแผ่ว ๆ ให้รู้ว่าที่ผ่านมาผมไม่เคยถือสาเลย

ยู ริกระชับกอดผมแน่นด้วยสองแขนที่ยังสั่นเทาไม่หยุด “ฮึก… ยูด่าว่าจิ๊ดไม่รู้อะไร… แล้วมาพูด… ฮึก.. ไม่ได้ดูตัวเองเลยว่า ยูนี่แหละ… ฮึก… ที่น่าจะรู้ดี.. ว่าอะไรเป็นอะไร… ฮึก… คนที่น่าจะรู้ดีว่าไม่ว่าโน่จะรักใคร… แต่โน่ก็ยังเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดเหมือนเดิม… ฮึก.. ทั้งที่มันน่าจะเป็นยูที่รู้… แต่ยูก็ยัง…. ฮึก..” ผมลูบเส้นผมนั้นแผ่ว ๆ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะดันร่างยูให้เราสบตากัน

ดวง ตากลมโตนั้นชื้นด้วยหยดนํ้าจนผมต้องปาดให้เบามือ ผมส่งรอยยิ้มออกไปโดยหวังว่าจะทำให้คนตรงหน้ารู้สึกดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย “ยูฟังนะ… ที่ผ่านมาไม่เป็นไร โน่ก็ขอโทษที่ไม่บอก เชี่ยมากที่ให้ยูรู้เองด้วยวิธีนั้น” ผมพูดก่อนเราสองคนจะเงียบไป รู้ว่าในหัวยูริกำลังย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องวันนั้นเช่นเดียวกับผม… มันเป็นความทรงจำที่เจ็บปวดจนไม่อยากนึกถึงอีก แต่บางครั้งคนเราก็จำเป็นต้องหันไปมองอดีตอันเจ็บชํ้า เพื่อยํ้าตัวเองให้รู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราต่างเจ็บปวดอยู่แบบนี้

นัยน์ตา แดงกํ่าของยูมองตรงมาที่ผมราวกับจะอ้อนวอนให้ปฏิเสธ หรือบอกอะไรเธอสักอย่างที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น แต่ผมรู้ว่ามันเป็นเพียงความสุขจอมปลอม ถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องยืดอกยอมรับบางสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่สักที

ผม บีบบ่ายูริเบา ๆ ให้ฟังคำพูดต่อจากนี้ โดยไม่คาดหวังให้เธออภัย หายโกรธ หรือเปลี่ยนความรู้สึกผิดหวังที่มีต่อผมได้ “เรื่องปุณณ์ ก็ไม่รู้จะบอกยังไงดีเหมือนกัน… ไม่รู้ด้วยซํ้าว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน หรือเป็นอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่กับยูโน่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนะ… โน่ยังเป็นเพื่อนที่ยอมอ่อนข้อให้ยู

เสมอเหมือนเดิมนะ” ผมพูดติดตลกให้เธอได้พ่นหัวเราะเบา ๆ ทั้งคราบนํ้าตาในตอนหลัง ก่อนฝ่ามือเล็กนั่นจะเช็ดนํ้าตาตัวเองป้อย ๆ

“บ้าเหรอ ยูเคยบังคับอะไรโน่ด้วยรึไง”

“โห…. ให้กลับบ้านไปคิดหนึ่งคืนเลยดีมะ จะได้ครบ หึหึ” ผมว่าพลางโยกหัวเล็กนั้นเบา ๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของคนตรงหน้า จนอดรู้สึกอุ่นใจไม่ได้

ยู ริคลี่ยิ้มกว้างตอบผม ก่อนจะเหลือบมองในตัวบ้าน ที่มีเสียงทีวีลอดออกมาแผ่ว ๆ “แต่ตกใจอะ… จู่ ๆ โน่ก็กลายเป็นอย่างนั้นกับปุณณ์เฉยเลย… ยูไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าโน่จะเป็น…. เอ่อ.. เป็น…..”

“เป็นอะไร พูดให้ดี ๆ” ผมว่าพลางบีบจมูกเล็ก ๆ นั่นแทนการทำโทษ จะหาว่าผมเป็นเกย์งั้นรึไง!

“โอ๊ยยย ก็ไม่ได้เป็นรึไงล่ะ!” เธอโวยพลางปัดมือผมเป็นการใหญ่ก่อนจะเอื้อมมือเล็ก ๆ มาบีบจมูกผมคืนบ้าง เราสองคนเล่นแกล้งกันไปมาเหมือนเด็ก ๆ อยู่พักหนึ่งก่อนผมจะยกมือยอมแพ้เอง (ก็ยูริเล็บยาวมากนี่ครับ ข่วนมาทีหน้าผมหมดหล่อพอดี ยิ่งไม่เหลือ ๆ อยู่ ฮ่า ๆ)

ผม โคลงหัวไปมากับคำถามนั้น เพราะจะว่าไปมันก็ตอบยากพอดู “ไม่รู้ดิ่ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้ชายคนอื่นนะ ถ้าไม่นับปุณณ์แล้วก็ยังชอบผู้หญิงเหมือนเดิม เจอสาว ๆ น่ารักยังอยากไปขอเบอร์เลย หึหึ”

“อืมม… งั้น… ศูนย์ แปด สี่…. หก หนึ่ง…. !!!!”

“เฮ้ย อะไร!!” แต่พอจบคำอธิบาย ผมก็ต้องโวยใส่เจ้าของเสียงเล็ก ๆ ที่ท่องเบอร์ตัวเองให้ฟังดังลั่น

ยู ริยิ้มเผล่ตอบ “ก็ไม่เอาหรอกเหรอ เบอร์สาวน่ารักอะ อิอิ” แถมไอ้นํ้าเสียงเจ้าเล่ห์กับรอยยิ้มซุกซนนั่น ทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะขอบ้องหัวคนตรงหน้าซักทีสิน่า… เพี้ยนจริง ๆ หึหึ

ผม หัวเราะพลางส่ายหัวขำ ขณะที่ยูริยิ้มร่า… เราเงียบกันไปพักหนึ่ง ก่อนเธอจะยันแขนเพื่อเอนตัวไปด้านหลัง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำสนิท

“แบบนี้ถ้าโน่เลิกกับปุณณ์เมื่อไหร่ ยูก็มีสิทธิ์น่ะสิ”

“แช่งเลยเหรอ… หื้ม”

“อือ นิดนึง ฮิฮิ..” เจ้าของคำพูดนั้นหันมายิ้มอวดเขี้ยวสวยให้ผม ก่อนจะอิงหัวบนไหล่ผมเบา ๆ

นํ้าเสียงนั้นออดอ้อนเหมือนที่เคยเป็นในวันเก่า “ไม่เกลียดยูจริง ๆ นะ…”

“ไม่เคยแม้แต่จะคิดเลยครับ”

ฝ่ามือเล็กบีบมือผมแน่น ขณะที่เสียงเริ่มเบาลงไปอีก “ยกโทษให้ยูใช่มั้ย”

แล้ว แบบนี้จะมีใครจะใจร้ายโกรธได้ลงคอ “ไม่เคยโกรธอยู่แล้ว ไม่ต้องขอโทษ รู้ป่าว” ผมตอบพลางตบหัวเล็กนั้นเบา ๆ สองที ยูริซบไหล่ผมนิ่งอย่างนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะกระเด้งหัวตัวเองออกแล้วฉีกยิ้มตาหยี พลางกางแขนเล็ก ๆ อ้าออกกว้าง

“งั้นขอกอดหน่อยยยยย”

ผม ยิ้มให้ท่าทางน่ารักดังเก่าของคนตรงหน้าก่อนจะอ้าแขนกอดยูริมาแนบตัว เสียงเธออู้อี้กับแผ่นอกผมเบา ๆ ว่า “กอดแฟนคนอื่นบาปไหมเนี้ย..”

“บริสุทธิ์ใจรึเปล่าล่ะ” เป็นอย่างนั้นผมจึงเย้ากลับ ไม่บอกก็รู้ว่ายูริกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่

“ถามแบบนี้ยูคงต้องเตรียมตัวปีนต้นงิ้วแล้ว”

“เฮ้ย ศาสนาคริสต์มีต้นงิ้วด้วยเหรอ” ผมถามอย่างงง ๆ (เพราะยูริเป็นคริสเตียนครับ) แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือเสียงหัวเราะคิกคัก

“ไม่รู้ดิ่ ฮิฮิ.. โอ๊ยร้อน! ปล่อยได้แล้ว อึดอัด!” ร่างเล็ก ๆ บอกปัดพลางดันตัวผมออกห่างก่อนจะทำท่าพัด ๆ เหมือนคนร้อนซะเต็มประดา เลยโดนผมบ้องหัวเล็ก ๆ นั่นเข้าให้ โทษฐานกวนประสาทเกินกว่าจำเป็น (แต่แค่ตบเบา ๆ ไม่แรงอย่างเวลาตบไอ้โอมหรอกครับ วางใจได้ ฮา ๆ)

ผมเริ่มบ่นอุบ “บอกให้กอดเองแท้ ๆ นะ” แต่ยูริกลับลอยหน้าลอยตาไม่สนใจ

“อิอิ…. แล้วปุณณ์ทำไรอยู่ในบ้านอะ เรียกออกมาเร็ว! ปุณณ์!!! ปุณณ์!!!!!” แถมไอ้นิสัยพูดปุ๊บทำปั๊บนี่ก็ไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ แฮะ ผมส่ายหัวพลางขำกับความเพี้ยนของผู้หญิงตรงหน้า ก่อนเสียงประตูบ้านจะเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นหน้ามึน ๆ ของเลขาสภาฯ

“ห่ะ… หา เรียกไมครับ” แล้วไอ้ห่านี่มึงเป็นใครเนี่ย! เอากางเกงบอลกูมาใส่โดยพละการเชียวนะ!

ยูริยิ้มร่าก่อนจะพูดต่อ “ขอบคุณมากจ้าสำหรับรองเท้า ตอนเดินกลับเจ็บไหมอะ” เธอว่าพลางถอดรองเท้าแตะ…….. ของไอ้ปุณณ์ออก…. เฮ้ย!? นั่นมันรองเท้าแตะปุณณ์นี่หว่า เพิ่งสังเกตนะเนี่ย! แล้วไปแลกกันใส่มาตอนไหนวะ!?

ปุณณ์ ยิ้มกว้างพลางชี้ให้ยูริถอดรองเท้าคู่นั้นเก็บไว้บนชั้น “นิดหน่อย แต่เดินหลบ ๆ หินเอาก็ไหวอยู่” แถมไอ้บทสนทนาชวนงงนี่มันไม่ประเทืองปัญญาคนนอกอย่างผมเลยว่ะ ผมได้แต่มองตามทั้งคู่ที่ดูมีเลศนัยตาปริบ ๆ โดยไม่เห็นจะมีใครสนใจไขข้อสงสัยให้ผมเลยสักคน

“เฮ้ย ไปแลกกันมาตอนไหนเนี่ย!?” เป็นอย่างนั้นก็ต้องถามเองดิ่ครับ!! ผมอ้าปากเหวออย่างงงงวย ขณะที่ไอ้ปุณณ์ยักคิ้วกวน ๆ กลับ

“คิดว่ามึงเป็นพระเอกคนเดียวรึไง? หึหึ…”

“สัด จะบอกดี ๆ มะ”

“โอ๊ย ไม่ต้องตีกัน” สุดท้ายเป็นยูรินั่นเองครับที่สวมบทแม่นางห้ามทัพพวกผม ก่อนผมกับไอ้ปุณณ์จะแง่ง ๆ ใส่กันมากไปกว่านี้ มือเล็ก ๆ ของเธอหยิบรองเท้าแตะปุณณ์วางไว้บนชั้นรองเท้า ขณะเริ่มอธิบายให้ฟังเสียงแจ้ว ๆ

“ก็ตอนถูกโยนลงนํ้า รองเท้ายูหล่นในฝายด้วยอะ ปุณณ์เลยถอดให้ใส่ ขอบคุณมากนะ”

“ไม่ เป็นไรครับ” ปุณณ์รับคำขอบคุณจากยูริยิ้ม ๆ ขณะที่ผมมึนไป เพราะไม่ได้สังเกตเลยว่าปุณณ์เดินเลาะคันนากลับมาทั้งเท้าเปล่า ๆ สงสัยตอนนั้นจะหนาวมากไปหน่อย เลยเอาแต่เดินจํ้า ๆ ให้ถึงโรงเรียนเร็ว ๆ

“แล้วก็… ขอบคุณโน่ด้วยนะ.. เรื่องเสื้อ……. แต่ยู… ไม่คืนนะ! อิอิ” อ้าว อ้าวว อ้าววววววววว แล้วไหงเป็นงั้นล่ะครับพี่น้องงงงง เสื้อตัวนั้นน่ะของโอนิซึกะ แพงด้วยนะเฮ้ย!!!!!!!!

“จะเอาไปนอนกอด แล้วก็ทำไสยศาสตร์อะ ฮิฮิ” น่ากลัวที่สุดผู้หญิงคนนี้ -_-…. ผมถอนหายใจขำ แล้วพยักหน้าเป็นเชิง จะทำอะไรก็ทำเห๊อะ ก่อนไอ้ปุณณ์จะส่งเสียงกวน ๆ มา

“ไม่ทันแล้วยู ผมทำไปก่อนหน้ายูแล้ว ฮ่า ๆ” โหไอ้สัดด กูรู้ความจริงแล้ววันนี้ มึงร่ายยาเสน่ห์ใส่จนกูสับสนนี่เอง นิสัย!!

ยู ริขำเสียงดังเอิ๊ก ๆ พลางยกนาฬิกาสีขาวบนข้อมือมาดู “ฝากไว้ก่อนเหอะปุณณ์ มืดแล้วอะ ยูต้องกลับแล้ว… ปุณณ์นอนนี่เหรอ” แต่จะไปยังไม่วายหันมาทิ้งระเบิดอีก… ผมรู้สึกเหงื่อตก ขณะที่ไอ้คนถูกถามยังจะมีหน้าส่งยิ้มแบบไม่สะทก

“ใช่ แล้ว ให้โน่อยู่คนเดียวมีหวังโจรลูบปากหวานหมูเลย” เอ๊ะไอ้นี่ เห็นกูเป็นคนยังไง แค่วันก่อนกูเข้านอนแต่ลืมล็อกบ้านเองนะ (คืนเดียวเท่านั้น!) ทำเป็นล้อกุไม่หยุดว่ะ!

ยูริส่งเสียงหัวเราะร่าก่อนจะส่ายหน้าล้อเลียนกลับ “ยูว่าปุณณ์น่ากลัวกว่าโจรอีก” จริงครับ! แต่เรื่องแบบนี้ฟังยูริพูดแล้วรู้สึกปะแล่มแฮะ -_-a… ผมมัวแต่ฉีกยิ้มแห้ง ๆ จนไม่ทันตั้งตัวตอนถูกยูริโน้มคอลงไปหอมแก้มฟอดใหญ่

ริม ฝีปากอิ่มกับปลายจมูกเล็กชนติดกับแก้มผมเนิ่นนานกว่าเจ้าตัวจะยอมปล่อยออก ยูริมองหน้าผมกับปุณณ์ที่โคตรเหวอก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง “ถ้าปุณณ์ดูแลโน่ไม่ดีโดนแย่งแน่ ๆ ระวังเหอะ! ไปก่อนนะ บ๊ายบาย ไว้เจอกันอีก”

ตอน นี้เด็กสาวร่างเล็กโบกมือลาและวิ่งออกจากรั้วบ้านผมเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้ผู้ชายอย่างเรา ๆ ยืนโบกมือตอบอย่างมึน ๆ โดยที่ความรู้สึกชื้นบริเวณแก้มยังติดอยู่ไม่ไปไหน

“ไง… เสน่ห์แรงไม่ยอมเลิกซักทีนะ” ปุณณ์หันมายักคิ้วล้อเลียนผมเลยได้คำตอบเป็นนิ้วกลางกลับไป ก่อนผมจะค่อย ๆ ถอดรองเท้าเก็บขึ้นชั้น (อันที่จริงเรียกว่ายกเท้าขึ้นไปวางบนชั้นแล้วสะบัดออกจะถูกต้องกว่าครับ) ไม่นานปุณณ์ก็ดึงคอผมไปโอบให้เดินเข้าบ้านพร้อมมัน “แต่น่าเสียดายที่ยูริจะคอยเก้อ”

“อะไร.. อะไรของมึง” ด้วยคำของปุณณ์ทำเอาผมคิ้วขมวด ยิ่งตอนถูกมันลากคอเข้าบ้านพร้อมปิดประตูลงกลอนอย่างดี ยิ่งทำเอารู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ จนไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า ว่าสีหน้าไอ้ปุณณ์ดูแช่มชื่นผิดปกติ

“ก็ คงไม่ได้แย่งหรอก เพราะกูดูแลมึงดีอยู่แล้ว จริงปะ” หืม…. ไอ้คนหลงตัวเอง ผมเลิกคิ้วมองหน้ามันที่ทำมาเป็นพยักพเยิดแล้วก็ต้องเบะปาก

“เหรออออวะะ”

“ช่า ยยย… แล้วถึงยูริจะได้หอมแก้มมึง ฟอดดดดดดดดด เบ้อเร่อ” แถมคราวนี้ไม่พูดเปล่า ยังเอื้อมมือมาถูแก้มผมอีก โอ๊ยย นี่มึงจงใจจะทำอะไรเนี่ย!

“แต่ กูได้ทำมากกว่านั้นอยู่แล้ว หึหึหึ” แต่เสียงทุ้มนั้นที่ยังพูดไปหัวเราะในลำคอไปแบบโคตรไม่น่าไว้ใจ ทำเอาผมเริ่มหนาวปะแล่ม ก่อนจะคิดไปถึงคำพูดของยูริที่ว่า ‘ปุณณ์น่ากลัวกว่าโจร’ แล้วพลันเห็นด้วยตงิด ๆ

ผมยักคิ้วกลับไปให้ไอ้หน้าหล่อนี่ “อืม… ขึ้นห้องนอนเลยป่าวล่ะ”

เรียกให้ไอ้ปุณณ์ตาโตทันที “เฮ้ย เอาจิง?”

“อืม” ผมพยักหน้ารับแล้วลากแขนมันขึ้นชั้นสองของตัวบ้านอย่างง่ายดาย คิดเหมือนกันไหมครับว่าเรื่องแบบนี้ไอ้ปุณณ์จะว่านอนสอนง่ายเป็นพิเศษ หึหึหึ…

เราสองคนมาหยุดยืนหน้าห้องนอน ก่อนผมจะประทับจูบบนริมฝีปากหยุ่นของมันผะแผ่ว “ราตรีสวัสดิ์นะ… ไอ้….. โง่!!!!!!!!!!!!!!!!!”

ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก เสียงไอ้ปุณณ์ทุบประตูห้องนอนผมรัวหลังจากที่ผมเพิ่งปิดปัง! ใส่หน้ามัน ฮ่า ๆๆ เชี่ยแม่งหน้าตามีแต่ความหื่น รับไม่ได้ว่ะ ต้องดัดสันดานซะบ้าง ผมผิวปากสบายใจขณะที่ไอ้หน้าห้องยังโวยวายไม่หยุด

“เชี่ยโน่!!!!!!! มึงเปิดประตูเดี๋ยวนี้!!!!!!!”

“ไร มึงกล้าสั่งกูเหรอ!”

“โน่ครับ…. เปิดประตูหน่อยนะ… นะนะ”

“เสียใจ กูง่วงแล้ว ฝันดี”

“ขอกูนอนด้วยนะ กูไม่ทำไรจริง ๆ ขอแค่นอนกอดนะ”

“ฮ้าว….”

“ไม่กอดก็ได้…. ขอแค่นอนเตียงเดียวกันนะ”

“กู้ดไนท์”

“โอ๊ยยย นอนพื้นก็ได้ ขอนอนในห้องเดียวกันนะ”

หึหึหึ…. ฝันดีแน่เลยคืนนี้ ZZZzzz

FINAL CHAOS

“เฮ้ยเชี่ย!! รีบหน่อย สายแล้วเนี่ย!!!” ผมที่กำลังเร่งฝีเท้าเดินหันไปเร่งไอ้คนที่ตามมาข้างหลังยิก ๆ เห็นไอ้ตัวดีกำลังก้มผูกเชือกรองเท้าอยู่

“รีบไมวะ ซัมเมอร์นะมึง เฟี้ยมไม่สั่งวิดพื้นมึงหรอกถ้าสายอะ… เฮ้ย ถนนว่างแล้ว ข้ามกัน!”

“แป๊บ! ป้า หมูปิ้งยี่สิบ”

“สัดด!” โอ๊ย!! แล้วตบหัวกูทำไมเนี่ยย!!! ผมที่ลูบหัวตัวเองป้อย ๆ หันขวับไปมองไอ้ปุณณ์ที่มายืนทำหน้าอำมหิตอยู่ข้างหลัง แบบนี้มันประทุษร้ายกันชัด ๆ !!

“ก็เร่งกูแล้วเสือกแวะซื้อหมูปิ้งเองนะ!” ฮ่า ๆๆ แล้วจะทำไมวะ มึงผิดเองที่เชื่อกู ผมยักไหล่ไม่สนใจมันก่อนจะชี้นิ้วสั่งว่าอยากได้หมูไม้ไหนบ้าง เอาแบบที่ติดมันเยอะ ๆ ละกัน อ้วนนนนดี ชอบบ

“ก็มึงบอกซัมเมอร์ไม่ต้องรีบอะ กูเลยไม่รีบ ป้าเอาอันแบบนี้”

“ฝากไว้ก่อนนะมึงอะ ป้าอย่าหยิบหมูติดมันให้มันเยอะ อ้วนจะตายห่าอยู่แล้ว”

“อ้าวไอ้เชี่ยยย” พูดแบบนี้ก็มีเฮดิ่วะครับ! ผมไม่ได้อ้วนขึ้นซักหน่อย แค่รู้สึกว่าเมื่อเช้าใส่กางเกงยีนยากกว่าเดิมแค่นั้นเอง.. สงสัยกางเกงจะหด ไหนแก็สโซลีนบอกซักแล้วยืดไงวะ หลอกกูป่าวเนี่ย!!

ผมยื่นขาไปเตะไอ้ปุณณ์หนึ่งทีก่อนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างจนต้องเงยหน้ามอง

บน กันสาดร้านป้าขายหมูปิ้งมีนกตัวหนึ่งเกาะพลางร้องเสียงดังล้งเล้งอยู่ ผมขมวดคิ้วมองนกตัวนั้นที่ส่งเสียงโต้ตอบกับอะไรบางอย่าง เลยต้องกวาดสายตาหาต้นเสียงอีกตัว พบเป็นไอ้นกหน้าตาคล้ายกัน แต่โดนขังอยู่ในกรงข้าง ๆ เตาหมูปิ้งป้านี่เอง

“เฮ้ยป้า นี่นกป้าเหรอ”

“ป้าเพิ่งจับมาเมื่อกี้ พอดีวันนี้ลุงอยากกินแกงนก เลยว่าเดี๋ยวบ่าย ๆ จะทำให้ลุงกิน” แอ่ะ… แกงนกเนี่ยนะ… คิดแล้วผะอืดผะอมแฮะ

ผม กรอกตาไปมาเพราะไม่รู้ว่าจะพูดยังไงต่อดี แถมไอ้นกบนกันสาดตัวนั้นก็ดูจะตั้งความหวังกับผมไว้มากโข มันส่งเสียงร้องจิ๊บ ๆๆ ใส่ผมไม่หยุดราวกับจะขอร้องให้ช่วยหน่อย แต่เออน่ะ… กูก็กำลังหาทางช่วยแฟนมึงอยู่นี่ไง “จับมาไม่กลัวไข้หวัดนกเหรอป้า ไม่ไปซื้อในตลาดอะ ปลอดภัยกว่า”

“โอ๊ย ซื้อที่ไหนมันก็จับมาทั้งนั้นแหละไอ้หนู ป้าจับเองประหยัดกว่าเยอะ แล้วถ้ารู้วิธีทำก็ไม่ป่วยหรอก” โห… ป้าเสือกเก่งอีก เฮ้อ… แล้วทีนี้กูจะเอาอะไรอ้างดีวะ

ผมเหล่มองนกตัวเดิมที่ยังคงร้องจิ๊บ ๆๆ บนกันสาด สลับกับมองหน้าปุณณ์ที่วางสายตามาทางผม และท่าทางจะรู้ว่าผมคิดอะไร…

“ป้า ผมเอาด้วย สี่สิบเลย ขอแบบปิ้งใหม่ ๆ ร้อน ๆ หน่อยนะ” แล้วผมก็รู้ด้วยว่าปุณณ์กำลังทำอะไร… หึหึหึ ดีมาก… ถ่วงเวลานาน ๆ เลย ผม ที่สบโอกาสเหมาะแอบเขยิบไปข้าง ๆ ร้านป้าบริเวณที่กรงนกตั้งอยู่ ขณะไอ้ปุณณ์กำลังชี้หมูปิ้งไม้นู้นไม้นี้อย่างโคตรเรื่องมากจนถ้าผมเป็นป้า คงมีด่า แต่เป็นแบบนี้ก็ดี เพราะป้าจะได้ไม่มาสนใจผม ที่กำลังคิดมิดีมิร้ายกับนกป้า

“ไอ้ หนูนี่รักสุขภาพดีแฮะ ติดมันก็ไม่เอา ไหม้นิดหน่อยก็ไม่ได้” ป้าพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี ขณะที่ผมกำลังหยุดคิดว่าป้าหลอกด่าไอ้ปุณณ์อยู่หรือไม่ ป้าก็พูดคำต่อไปออกมา “รักสุขภาพแบบนี้ป้าชอบ ลูกสาวป้าน่ารักนะ สนใจมั้ยไอ้หนู”

“ไม่ได้ป้า นี่แฟนผม! ผมหวง!” ได้ยินดังนั้นผมจึงต้องรีบหันไปสวนกลับทันควัน ทำเอาทั้งป้าทั้งปุณณ์อึ้งไป…. แล้วจะอึ้งไรวะ กูพูดผิดตรงไหน? แต่ก็ดี อึ้งแบบนี้ได้โอกาส ผมฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเปิดกรงนกตัวนั้นอย่างว่องไว

“อ้าวไอ้หนู!!!!!”

“เมื่อกี้โน่พูดไรนะ!”

“อะนี่ป้า ค่าหมูปิ้งกับค่านก อย่าไปจับมันอีกนะ สงสารแฟนมัน! ปุณณ์ ถนนว่างแล้ว ข้ามกัน!!!!!” ผมไม่สนใจคำพูดของสองคนนั่น ได้แต่รีบควักเงินวางหน้าเตา แล้วลากแขนให้ไอ้ปุณณ์ข้ามถนนไปด้วยกัน (ที่จะว่าไปก็ไม่ได้โล่งเท่าไหร่ แต่ถ้าขืนยืนต่อมีหวังซวยแหงแก๋)

“เมื่อกี้มึง!……”

“กูทำไม! มองซ้ายมองขวาด้วยดิ่วะ รถจะชนมึงอยู่แล้ว!!” ผมตะโกนตอบพลางมองซ้ายขวากว่าจะพามันไปถึงหน้าประตูโรงเรียนได้เล่นเอาเหนื่อย เฮ้อ… รอดตาย

“!!!!!!!!!!” แต่รู้สึกตัวอีกทีปุณณ์ก็คว้าผมไปกอดไว้แน่นจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรงของ มันซะแล้ว ผมแอบขำกับท่าทีดีใจเป็นเด็ก ๆ นั่น ก่อนเสียงนกหวีดจากยามจะเป่าไล่เราสองคนลั่นประตูโรงเรียน ก็คนรักกันมันผิดตรงไหนวะเนี่ย ฮ่า ๆ

“โห่ยพี่โน่ ประเจิดประเจ้อไปป่าว หนีก่อนเร็ว! เดี๋ยวทางนี้ผมจัดเอง” เสียงไอ้เป้อตะโกนดังมา (แล้วมาจากไหนวะ!?) ก่อนมันจะวิ่งพรวดเดียวไปขโมยกระบองจากกระเป๋าหลังยามแล้ววิ่งหนีไปทางลาน จอดรถ จนยามคนเมื่อครู่เบนเข็มจากเดิมจะเดินมาเล่นงานพวกผม กลายเป็นหันไปตามล่าไอ้เป้อมือบอนแทน ฮ่า ๆๆ

เสียง นกหวีดพี่ยามดังลั่นประตูรั้วโรงเรียน แต่ไม่ดังเท่าเสียงร้องเหมือนจะขอบคุณจากนกสองตัวนั่น ที่บินเหนือหัวพวกเราคู่กันวนไปเวียนมาไม่ห่าง ภาพนั้นช่างสวยงามแต่ไม่มีภาพใดในโลกจะน่ามองกว่ารอยยิ้มของปุณณ์ตอนนี้อีก แล้ว

Our Love is SICK

ผมเชื่อว่ารักครั้งนี้จะอยู่กับเราตลอดไป =]

Like what you read? Give Korawan Wisetsri a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.