love sick 1–5

Love sick 1

1st CHAOS — begins

“โน่!!!! ไหง๋งบชมรมเรามันหดเหลือแค่นี้ล่ะวะ!?” เสียงโวยวายของเจ้าโอมร้องจ้าลั่นห้องชมรมทันทีที่ผมย่างเท้าเข้ามาถึง… นี่ยังไม่ทันจะหายใจในห้องชมรมได้เกิน 1 วินาทีด้วยซํ้า ไอ้แผ่นกระดาษแจ้งงบประมาณตัวปัญหาก็มีอันลอยละล่องมาบังสายตาผมเอาไว้ก่อน ผมขมวดคิ้วอ่านรายละเอียดบนกระดาษแผ่นนั้น (ที่ไอ้โอมประเคนให้ผมถึงหน้า) อย่างถ้วนถี่…. จำได้ดียิ่งกว่าจำวันเกิดอั้ม-พัชราภาซะอีก ว่าผมยื่นขอไปสองหมื่นห้าพัน เป็นค่าบำรุงกลองชุดที่เริ่มจะเก่าแล้วของชมรมเรา… แต่แล้วทำไมมันเหลือแค่ห้าพันอย่างนั้นล่ะวะ!!! อีกสองหมื่นไปไหน!?

“มึง…. ใบเสร็จค่ากลองจะมาแล้วนะโว๊ยยย งี้ไม่ต้องไปนั่งขอทานรึไง!” ไอ้เจ้าโอมยังคงประท้วงโวยวายไม่รู้จักเหนื่อย ในขณะที่สมาชิกคนอื่น ๆ ในชมรมนั่งกุบขมับ แล้วผู้รักษาตำแหน่งประธานชมรมดนตรีอย่างผมจะทำอะไรได้

“เดี๋ยวกูมา” *** เสียง รองเท้าหนังสีดำของผมกระทบกับพื้นมันปลาบของตึกอำนวยการอย่างเร่งรี่ด้วย กลัวว่าหากเย็นเกินไปแล้วห้องนั้นจะปิด ตอนนี้ในหัวมันตื้อไปหมดทั้งความไม่เข้าใจและกลัวความบกพร่องหน้าที่ของตัว เอง บ้าชะมัด!! นี่ผมไปทำพลาดตอนช่วงไหนล่ะเนี่ย!? ทั้งที่มั่นใจแล้วเชียวว่างบประมาณที่ขอไปจะได้แน่ ๆ จนถึงขั้นลงมือสั่งของไปแล้ว แต่สุดท้ายดันมาโดนตัดงบแบบนี้ได้ไง!? บิงโก!! ห้องสภานักเรียนยังเปิดอยู่!! ผมหวังว่าจะได้เจอคนที่มีอำนาจตัดสินใจในนั้นซักคนสองคนนะ

“ตัวแทนจากชมรมดนตรีมาขอตรวจสอบงบประมาณที่คาดว่าจะผิดพลาดครับ!!” เสียงที่เปล่งออกไปซะดังดูท่าจะเสียเปล่า เมื่อเบื้องหน้าผมปรากฏร่างโปร่งของเด็กชายแค่คนเดียวในห้องสภานักเรียนนั้น ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ เลขาสภานักเรียน 2 ปีซ้อน เรียนชั้นปีเดียวกับผม! (ถึงจะไม่ค่อยสนิทกันก็เถอะ) ไม่เสียแรงเปล่าแล้วโว๊ยยย ถ้าเป็นเจ้านี่ ต้องช่วยผมได้แน่นอน!!!

“ปุณณ์! ช่วยดูงบชมรมเราให้หน่อยสิ นะ ๆๆ หายไปตั้งสองหมื่นกว่าแน่ะ จะบ้าตายอยู่แล้ว” ผมฉวยโอกาสจากความเป็นเพื่อน (ห่าง ๆ) ทันทีที่หมอนั่นมองเห็นผม ดูท่าทางมันตกใจนิดหน่อย แต่ก็เดินไปเปิดแฟ้มงบประมาณเช็คให้ผมดูแต่โดยดี

“แป๊บนะโน่…” โอเค.. รอได้! ผมยืนมองปุณณ์ที่พลิกกระดาษไปแฟ้มไปมาอย่างใจจดจ่อ อยากจะให้คำพูดที่ออกมาจากเจ้านั่นเป็นคำว่า ‘เออว่ะ ผิดจริง ๆ ด้วย ขอโทษนะ’ หรือไม่ก็ ‘เดี๋ยวเงินที่เหลือจะตามไปอาทิตย์หน้า’ หรืออะไรก็ตามเทือก ๆ นั้น แม้ความหวังจะแลดูริบหรี่ เพราะสภานักเรียนทำงานไม่เคยพลาด (ยิ่งมีปุณณ์เป็นเลขาคอยตรวจเช็คอย่างนี้ด้วยแล้ว) และงบประมาณก็ไม่เคยออกทีละขยักแบบนั้นเช่นกัน

“ไม่ ผิดว่ะ… มันถูกแล้วนะโน่ โน่ดูนี่สิ” ปุณณ์พูดคำที่ผมไม่อยากฟังมากที่สุด พร้อมกับยื่นรายการงบประมาณในแฟ้มให้ผมดู… ทั้งที่ตัวหนังสือมันก็เล็กนิดเดียว แต่ภาพเลข 5,000 ดันกระแทกตาผมจนแทบหงาย

“เป็นไปได้ไงเนี่ย!?” “ก็ ตอนวันพิจงบโน่ไม่ได้มาใช่ปะ ส่งใครมาแทนวะ” ปุณณ์พูดกระตุ้นให้ผมคิด และผมก็คิดออก… วันพิจงบประจำปี ที่ทั้งชมรมและองค์กรต่าง ๆ ในโรงเรียนจะต้องเข้าร่วมเพื่อจัดสรรงบประมาณเหล่านั้น ผมไม่อยู่กรุงเทพฯ เพราะอาม่าที่เพชรบุรีเกิดป่วยหนักจนต้องแห่กันลงไปเยี่ยมกะทันหัน ทำให้คนที่ไปเข้าร่วมพิจงบในฐานะตัวแทนชมรมดนตรีไม่ใช่ผม แต่เป็น…………..

ไอ้ง่อย!!! จริง ๆ มันชื่อไอ้เงาะ แต่ถ้าผมอารมณ์เสียเมื่อไหร่ผมจะเรียกมันง่อย (ชื่อไหนก็ทุเรศทั้งนั้นแหละ ผมว่า) เพื่อนในชมรมผมเอง คนที่ถูกจับฉลากให้ไปแทนผมเพราะไม่มีใครอยากไปซักคน.. อย่างนี้แหละครับ พิจงบ แต่ละครั้งใช้เวลาไม่เคยตํ่ากว่า 12 ชั่วโมง แถมยังเครียดมากอีกต่างหาก… ว่าแต่ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะวะไอ้ง่อย!!!

“ผม ก็อยู่ในที่พิจงบวันนั้น พี่อั๋นชมรมวรรณศิลป์สับงบชมรมโน่ใหญ่เลย เพราะไม่งั้นของเขาจะถูกตัดเอง แต่เงาะมันไม่กล้าเถียงพี่อั๋น ได้แต่นั่งเงียบจนโดนพี่อั๋นสับไปเหลือห้าพันนั่นแหละ ผมก็งง ๆ เหมือนกันว่าโน่จะไม่ว่าเหรอ”

“ไม่ ว่าที่ไหนล่ะ….. แล้วทำไงดีวะเนี่ยยยยยยยยยยย” ผมโวยวายกับตัวเองอย่างจนปัญญาจะทำวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ ในขณะที่ห้องสภาทั้งห้องเงียบกริบ.. เสียงแฟ้มเล่มนั้นถูกวางลงบนโต๊ะกลางห้อง พร้อม ๆ กับที่ปุณณ์อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง

“แต่ผมมีอีกวิธีหนึ่ง…”

“ว่ามาเลยปุณณ์ ว่ามาเดี๋ยวนี้เลย เราทำทุกอย่าง!!” โอกาสมาถึงหน้าจะไม่ให้คว้าได้ยังไงล่ะครับ!! ผมรีบมองหน้าเพื่อนร่วมชั้นปีที่ไม่สนิทเท่าไหร่คนนี้ทันที โดยไม่ทันสังเกตประกายตาแปลก ๆ จากคนตรงหน้า ถ้าผมรู้ว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นยังไง ผมคงไม่มีวันพูดคำนั้นเด็ดขาด!!!!!! “โน่มาเป็นแฟนผมสิ..”

2nd CHAOS — Don’t you!?

“เฮ้ยโน่!! ตกลงว่าไงวะ!!” เป็นไอ้โอมเหมือนเดิมที่เงยหน้าขึ้นมาถามผมคนแรก หลังจากที่ผมเดินปึงปังกลับมาในห้องชมรมได้ยังไม่ทันจะถึงครึ่งวิ ผม ไม่รู้จะตอบมันยังไงจริง ๆ ว่ะ.. แม่งโมโหก็โมโห ไอ้บ้าปุณณ์เล่นเชี่ยอะไรของมัน รู้จักกัน (แบบห่าง ๆ) มาก็ตั้งนาน ผมไม่เคยรู้ว่าแม่งวิปริตแบบนั้นไปซะฉิบ

“กูไม่ใช่ตุ๊ด ไอ้สัตว์!!!” คือคำที่ผมตะโกนใส่หน้ามันไปเมื่อ 5 นาทีที่แล้วก่อนจะเดินกระทืบเท้าปึง ๆ ออกจากห้องสภานักเรียนแล้วตรงดิ่งมานี่ ไม่อยากเชื่อหูว่าผมจะได้ยินคำพูดแบบนั้นออกจากปาก ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ ไอ้คนเพียบพร้อมเสียแทบทุกระเบียดนิ้ว ทั้งหน้าตา ชาติตระกูล ความประพฤติ ผลการเรียน อัธยาศัย แถมแฟนแม่งก็ยังสวยอีก

แฟนสวย!?

เออใช่….. มันมีแฟนแล้วนี่หว่า!? เป็นถึงดาวโรงเรียนคอนแวนต์เชียวนะเฮ้ย!!!! แล้ว ผมกับมันก็รู้จักกันมาตั้งนาน (ถึงจะรู้จักกันแบบห่าง ๆ ก็เถอะ เพราะปุณณ์เนี่ย เป็นเพื่อนของไอ้นันท์ ที่เป็นเพื่อนของไอ้รถเก๋ง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องของผมอีกที.. งงไหมครับ… เอาเป็นว่าตามนั้นนั่นแหละ) ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเจอหน้ามันก็ยิ้มให้มันบ้าง หรือถ้าฟลุ้คเจอตอนมันกำลังต่อแถวซื้อของอยู่ต้น ๆ แถว ก็ฝากมันซื้อบ้าง หรือเวลาผมขายบัตรคอนเสิร์ตชมรมผม ก็วิ่งเอาบัตรไปบังคับขายกับมันบ้าง.. แต่ก็ไม่เคยเห็นมันจะมีท่าทีคิดอะไรแบบนั้นกับผมสักครั้ง อันที่จริงถ้าจะถามว่าในโรงเรียนนี้ใครเป็นเกย์ (ซึ่งมันก็มีเยอะอยู่) ปุณณ์ คงเป็นคนสุดท้ายที่ผมจะคิดถึง.. ตกลงผมฟังอะไรผิดรึเปล่าวะ!!!??!?

  • ** อากาศ รอบตัวผมตอนนี้เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ คงเป็นเพราะย่างเข้าสู่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกาที่เป็นต้นฤดูของหน้าหนาว ทั้งที่เวลาแบบนี้ผมควรจะหมกตัวเองเล่นเกมอยู่ในบ้านให้หนำใจแท้ ๆ แต่บางอย่างกลับผลักให้ผมขับมอเตอร์ไซค์มาเรื่อย ๆ จนถึงหน้าบ้านหลังใหญ่นี้ ผมเคยมาบ้านหลังนี้ครั้งหนึ่งเมื่อสองปีที่แล้ว ตอนที่ลูกคนโตของบ้านจัดงานวันเกิดครบรอบปีที่ 15 ของตัวเอง ทั้งที่ผมก็ไม่ได้สนิทกับเขาเท่าไหร่ แต่เป็นเพียงเพราะเราเรียนชั้นปีเดียวกัน และซอยบ้านเราก็อยู่ใกล้กัน เพื่อนของผมที่พอจะสนิทกับเจ้านี่บ้าง จึงอ้อนวอนให้ออกมาเป็นเพื่อน ไม่คิดแหะว่าจะต้องกลับมาที่บ้านนี้อีกด้วยตัวเองคนเดียว แถมเหตุผลยังฟังดูไม่เข้าท่าอีกต่างหาก ผม จอดมอเตอร์ไซค์ไว้หน้ารั้วบ้านหลังใหญ่ พลางเดินไปมาหน้าประตูอัลลอยด์นั้น.. แม้จะเห็นปุ่มกดออดตั้งตระง่านอยู่ตรงหน้า แต่ไอ้เรื่องจะให้กดลงไปนี่มันทำใจยาก..

แม่ง…. ทำไมต้องถ่อมาถึงนี่ด้วยวะเนี่ย!! ไอ้เชี่ยปุณณ์ ถ้ามันไม่ยอมเปลี่ยนคำพูดล่ะก็ แม่งจะซัดให้หน้าหงาย! แต่ ยังไม่ทันที่ผมจะโวยวายกับตัวเองได้สะใจดี เงาตะคุ่ม ๆ ของผู้ชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่งที่เดินวนไปเวียนมาตรงสนามหญ้าในความมืด กลับขโมยความสนใจของผมไปจนหมดสิ้น! บ้านนี้มีผู้ชายหนุ่ม ๆ ก็มันคนเดียวนั่นแหละ!!!

“ปุณณ์! ปุณณ์!!” ผมพยายามตะโกนเรียกชื่อเจ้าของเงานั้นอย่างยากเย็น เมื่อจะตะโกนดังมากก็ไม่ได้ (เกรงใจ) แต่ก็อยากเรียกให้เจ้าตัวมันได้ยินว่าผมอยู่นี่ (โว๊ยยย) ดูเหมือนความพยายามอยู่พักใหญ่ของผมจะสัมฤทธิ์ผล! ไอ้หน้าหล่อนั่นหันมาทำท่าทีเลิ่กลั่ก (แน่ล่ะ คงไม่คิดว่าผมจะถ่อมาถึงบ้านในเวลาแบบนี้) ก่อนจะพาตัวมันเองออกมานอกเงามืดของต้นไม้ เผยให้ผมเห็นว่ามันกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ไปซะฉิบ ขอโทษนะที่ถ่อมารบกวน -_-”………… แต่ท่าทางเจ้านั่นไม่ได้คิดว่าผมรบกวนซักเท่าไหร่ นัยน์ตาของมันยังดูตกใจอยู่ ผมเห็นได้ว่าปุณณ์รีบวางสายโทรศัพท์แทบจะทันที

“เห้ย มีไรป่าวโน่!?” มันว่าพลางเปิดประตูเล็กออกมาคุยกับผม ในขณะที่ผมยังคิดไม่ตกว่า ผมมีอะไร??

“เอ่อ….” จะตอบมันว่าไงดีวะครับเนี่ย!!!

“คือ….. เรา…..” ไงต่อล่ะวะ!!!

“เรา……………..”

“โน่มาเพราะเรื่องเมื่อเย็นรึเปล่า?” บันไซ!!! ใช่เลย!!!!!!!!!!!!!!! ขอบคุณมากว่ะที่พูดแทน

“เออ นั่นแหละ” ผมตอบพลางยกนิ้วชี้หน้ามันทันที “คุยให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้ เมื่อตอนเย็นเราไปที่ห้องสภานักเรียนมา แล้วเจอปุณณ์อยู่ในนั้น เราถามปุณณ์ถึงเรื่องงบประมาณที่โดนตัดไปของชมรมเรา แล้วปุณณ์บอกว่าเป็นเพราะวันพิจงบไอ้ง่อยไม่ยอมเถียงพี่อั๋น ชมรมเราก็เลย…”

“ผมจำได้น่าโน่…” มันพูดตัดผมเหมือนขี้เกียจจะฟัง แต่ก็เออน่ะ รู้แล้วว่าจำได้ แต่ขอท้าวความซักหน่อยได้ไหมล่ะ!!

“เออ ขอบใจที่จำได้ งั้นปุณณ์ก็ต้องจำได้ว่าปุณณ์บอกจะช่วยชมรมเรา แต่แลกกับอะไร เราฟังไม่ถนัดว่ะ ตอนได้ยิน ฟังผิดเป็นปุณณ์บอกให้เราคบกับปุณณ์ เลยด่าแล้วออกไปก่อนนั่นแหละ… โทษทีว่ะ สงสัยหูเราไม่ค่อยจะดี…”

“โน่ก็ฟังถูกแล้วนี่…”

“ก็นั่นแหละ เลยจะมาถามว่าจริง ๆ แล้วปุณณ์พูดอะไร… หา?????????????? อะไรนะ!!!!???!???” เมื่อกี้มันพูดตอบผมว่าอะไรนะ ผมฟังไม่ถนัด!? แย่แล้ว กลับบ้านไปต้องแคะขี้หูว่ะ!

“ผมบอกว่า โน่ฟังถูกแล้ว… โน่คบกับผมหน่อยนะ” ไอ้ห่าปุณณ์ ตกลงมึงเป็นเกย์จริงเหรอวะ!!! แล้วที่กูถ่อมาถึงบ้านมึง มึงจะทำมิดีมิร้ายกับกูรึเปล่าเนี่ย!!!!!!! ผมคิดพลางรู้สึกเสียวด้านหลังขึ้นมาตะหงิด ๆ แถมยังมั่นใจว่าตอนนี้หน้าซีดแล้วแน่นอน ผม เหลือกตามองใบหน้าหล่อเหลานั้นที่คลี่ยิ้มให้ผมอย่างมีเลศนัย… แน่นอนว่าผมไม่อยากรู้ว่ามันอยากจะสื่ออะไร เพราะที่แน่ ๆ ตอนนี้ผมว่าผมกลับก่อนดีกว่า… ดีที่สุด!!

“เฮ้ยโน่!!! ฟังให้จบก่อนสิวะ!!!!!” มันไม่ให้ผมกลับครับคุณผู้อ่าน T[]T!!! ทั้งที่ผมหันหลังเรียบร้อยทำท่าจะเหวี่ยงขาขึ้นมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว แต่มันดันคว้าแขนผมไว้ได้ซะก่อน T[]T แน่นอนว่าผมต้องรีบหันหน้ากลับไปหามันทันที เพราะการปล่อยให้มันอยู่ด้านหลังผมนาน ๆ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก ผมหลับตาปี๋ พลางโบกไม้โบกมือให้ว่อน สภาพตอนนี้ช่างอเน็จอนาถ ดูไม่ได้แล้วจริง ๆ T__T

“กูไม่ใช่พวกแบบนั้น!! มึง อย่ามาชอบกูเลย กูขอโทษ กูคบมึงไม่ได้จริง ๆ” ถึงกับยกมือไหว้กันล่ะทีนี้ หรือจะให้ผมกราบเท้ามันก็ยังไหว ขอแค่ปล่อยผมกลับบ้านเถอะ วันนี้ผมไม่พร้อม T___T “เฮ้ย!! ฟังให้จบสิโน่!!! ผมก็ไม่ใช่พวกแบบนั้นเหมือนกัน!!!” ปุณณ์เขย่าตัวผมจนผมต้องลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่ง… อ้าว…. ??? ตกลงผมเข้าใจอะไรผิดอีกล่ะเนี่ย

“เข้ามาก่อน แล้วจะอธิบายให้ฟัง” มันลากผมเข้าบ้าน!!!!!!!!!!!!!!!!? แล้วผมจะรอดไหม!!!!!!!!!!!!!!?!!

3rd CHAOS

หลัง จากที่ปุณณ์พยายามลากผมเข้ามาในบ้านได้พักใหญ่ (จะเอาผมไปสาบานกับเจ้าป่าเจ้าเขาที่ไหนก็ได้ ว่าพยายามขัดขืนแล้วแต่สู้แรงมันไม่ไหวจริง ๆ) ในที่สุดตอนนี้ก้นเล็ก ๆ อันน่าหวงแหนของผม ก็ย้ายเข้ามานั่งอยู่ในซุ้มไม้ บริเวณสวนหน้าบ้านของมันเป็นที่เรียบร้อย นัยน์ตาไอ้ปุณณ์จ้องตรงเป๋งมายังผม ราวกับมีเรื่องประมาณล้านแปดแสนอยากจะบอก แต่ไม่รู้ควรเริ่มจากเรื่องไหนก่อนดี… ส่วนผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ ว่าผมอยากจะฟัง -_-”………

“โน่!” มันเรียกชื่อผมในที่สุด เล่นเอาสะดุ้งโหยง เอาล่ะแม่ง.. ทีนี้… ผมควรจะเริ่มทำอะไรก่อน.. ระหว่างวิ่งหนี ดำดิน โทรแจ้งตำรวจ หรือส่งสัญญาณเรียกแบทแมน T___T

“โน่… ฟังผมดี ๆ นะ” กูไม่อยากฟังงง T___T ปุณณ์มองหน้าผมที่คงทำท่าสยดสยองให้มันเห็นซะออกหน้าออกตา จนมันถอนหายใจเฮือก

“ผม ไม่ได้เป็นเกย์… ผมมีแฟนแล้ว เป็นผู้หญิง… โน่ก็รู้จัก เอม แฟนผมนี่” อะไรของมัน พูดจากลับไปกลับมาจริง ๆ ว่ะ.. แต่ประโยคนี้ฟังดูเข้าท่านะ ผมรู้สึกสบายตัวขึ้นตั้งเยอะ แน่ นอนว่าผมรีบพยักหน้ารับกลับไปอย่างแข็งขัน เพราะผมก็รู้จัก เอม แฟนปุณณ์จริง ๆ เธออายุเท่าพวกเรา แต่อยู่คนละโรงเรียน (แน่สิ โรงเรียนเดียวกันก็กะเทยแน่แล้ว โรงเรียนผมมีแต่ผู้ชายนี่หว่า) เอม เป็นผู้หญิงสวยมาก จนถึงขั้นสวยจัด ถึงแม้ไม่แต่งหน้าก็ยังสวยอยู่ แต่งตัวทันสมัยแบบที่สาว ๆ ผู้ดีมีตังค์ชอบใส่เด๊ะ ๆ เรียกว่าควงไปไหนยังไงรับรองไม่มีวันขายหน้าเป็นอันขาด ยิ่งควงเข้ามาในโรงเรียนผมน่ะนะ พรรคพวกนํ้าลายสอมองตามกันสลอน ใคร ๆ ก็บอกว่า เอมกับปุณณ์ สมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก.. ผมเองก็เคยเป็นคนหนึ่งที่พูดคำนั้น เพราะเขาสมกันจริง ๆ

สมกันจนผมอดสงสัยไม่ได้.. ว่าประโยคต่อไปของปุณณ์จะเป็นคำว่าอะไร

“แต่….. ผมอยากจะคบกันโน่..” ไอ้ห่า…… กูไม่อยากฟังแล้วโว๊ย!!!!!!!!

“โอ เคว่ะปุณณ์… พูดคำเดิมเลย เรากลับดีกว่า ไม่อยากฟังแล้วว่ะ” ผมตัดบทอย่างรวดเร็วพลางลุกขึ้นหมายจะกลับแน่นอน ไม่มีการล้อเล่น… ผมไม่เข้าใจอะไรมันเลย จะมานั่งแก้ตัวว่าตัวเองไม่ได้เป็นเกย์ แถมยังยกเรื่องเอมมาอ้างอีกทำไม ในเมื่อคำต่อไป มันยังยืนยันจะทำตัววิปริตกับผมอยู่ดี

“เพราะที่บ้านผมกำลังจะบังคับให้ดูตัว ผมขัดขืนพ่อกับแม่ไม่ได้ นอกจากน้องสาวจะช่วย ซึ่งเธอบอกว่าถ้าผมมีแฟนเป็นผู้ชายเธอก็จะโอเค” O.o หา… อะไรนะ????? มันพูดทั้งยาวและเร็วจนฟังไม่ถนัด สิ่งเดียวที่รู้ตอนนี้คือว่า….. ผมควรจะฟัง?

“อะไรนะ? เอาช้า ๆ ชัด ๆ”

“ผม บอกว่า… ที่บ้านกำลังจะบังคับให้ดูตัว” ปุณณ์สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดต่อ ในขณะที่ผมกลับไปนั่งตรงข้ามมันเหมือนเดิมแล้ว “อ่าฮะ.. ?”

“แล้วผมไม่เคยปฏิเสธอะไรพ่อกับแม่ได้… โน่ก็รู้ว่าท่านดุ….” ถูกต้องใช่เลย… ผมยังฝังใจแม่นถึงงานวันเกิดที่บ้านมันเมื่อ 2 ปีก่อน เพราะแม่งเล่นเอาเกร็งแทบแย่ ต้องมานั่งกลั้นคำหยาบยิ่งกว่ากลั้นตด เพราะตดยังปล่อยออกมาได้ไม่มีใครรู้ (ปะวะ?) แต่คำหยาบแม่งหลุดเมื่อไหร่… มีหวังโดนโยนออกจากบ้านไฮโซเมื่อนั้น…. กลับไปเดือดร้อนถึงไอ้โอมต้องนั่งฟังผมพ่นสารพัดสัตว์ที่ทนเก็บเอาไว้สาม ชั่วโมงเป็นวรรคเป็นเวรจนหูชา

“แต่ไม่รู้เป็นอะไร ท่านยอมแป้งเสมอ” ปุณณ์พูดต่อขัดความคิดที่กำลังเพ้อเจ้อของผม.. มันพูดว่าอะไรนะ? อ๋อ… เออ แป้งนี่เป็นชื่อน้องสาวมันครับ ผมพอจะจำได้อยู่ น้องแป้งนี่เป็นเด็กแสบพอตัวในความทรงจำสยองของผม.. ถ้าจะบอกว่าแม้แต่พ่อกับแม่ยังกลัวนี่ผมก็ไม่ค่อยแปลกใจ -_-”..

“ดังนั้นถ้าแป้งช่วยพูดให้ผม ผมก็คงไม่ต้องไปดูตัว แต่……………..” ถึงตรงนี้ผมเลิกขึ้นคิ้วสูง…. แต่…. แต่อะไรวะ!?…….. ตอนผมเรียนพิเศษวิชาภาษาไทย อาจารย์ปิงเคยบอกกับผมว่า หลังคำว่า ‘แต่’ มักเป็น main idea เสมอ.. ซึ่งนักเรียนมีหน้าที่ต้องสนใจมันเป็นพิเศษเวลาทำข้อสอบ แต่.. ตอนนี้ผมไม่อยากสนใจมันเลยว่ะ -_-”… main idea ผม ชัดพอปะ?

“เราไม่ฟังต่อได้มะ?”

“ไม่ได้โน่ ฟังให้จบดิ่” แม่งขี้บังคับอะ!!!!!!!!!!!! T[]T ผม นั่งทำหน้าเซ็งรอมันพูดต่อด้วยจิตใจลุ้นระทึก… ก็ไอ้ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ๆ นี่คืออะไรวะ หมายความว่าผมจะต้องเสียเอกราชให้ไอ้ปุณณ์รึเปล่า T__T “แต่ แป้งมัน… ก็เหมือนเด็กผู้หญิงสมัยนี้อะโน่ ที่ชอบอ่านนิยายกับการ์ตูนเกย์ อะไรของแป้งก็ไม่รู้ ผมเห็นซื้อมาเก็บเต็มห้อง” บทสนทนานี้เริ่มฟังดูน่ากลัวขึ้นทุกที ๆ…

“แป้งก็เลยบอกผมว่า ถ้าผมมีแฟนเป็นผู้ชาย แป้งถึงจะยอมช่วยพูดให้… แล้วถ้าแฟนผมน่ารัก… ก็จะยิ่งช่วยเข้าไปใหญ่” เอาล่ะ… ใครก็ได้บอกทีว่าผมไม่ได้กระพริบตามากี่นาทีแล้ว… ใน ใจผมเริ่มสวดมนต์อธิษฐานขอขมาเจ้ากรรมนายเวร.. เป็นไปได้ก็ขอให้หูตัวเองบอดซักสองสามนาที หากคำอธิษฐานเป็นจริงผมรับรองจะอาสาเก็บขยะรอบสนามหลวงซัก 3 เดือนแก้บน แต่ไม่ยักมีเจ้าป่าเจ้าเขาองค์ไหนเห็นใจผมซักคน T___T

“คือโน่ก็…….. ดูดี…” นี่คือประโยคต่อมาที่ผมได้ยิน… โอเคอะปุณณ์!!!!!!! กูขอโทษที่เกิดมาตัวเล็กกว่ามึง (จริง ๆ ผมก็ไม่ได้เตี้ยเท่าไหร่ แล้วปุณณ์มันก็

ไม่ได้สูงมากมายอะไร แต่ก็นั่นแหละ… ยังไงผมก็ยังสูงน้อยกว่ามันอยู่ดี) กูขอโทษที่กูเป็นลูกคนจีน ตัวเลยขาวจั๊วะ ตากแดดยังไงก็ไม่ยอมดำ กูขอโทษที่ถึงแม้กูจะเป็นลูกคนจีนตาครึ่งชั้น แต่ตากูเสือกกลมแป๋ว แถมปากยังแดงแจ๋….. กูโดนเพื่อนแซวอยู่บ่อย ๆ ว่าน่ารักก็จริงอยู่ แต่กูไม่เคยคิดอะไร จนถึงวันนี้นี่แหละที่มึงทำให้กูรู้สึกว่าสิ่งที่กูเป็นมัน.. นรกชัด ๆ !!! ท่าทางมันจะอ่านความคิดผมออกทั้งหมดโดยที่ไม่ต้องออกเสียงซักแอะ..

“โธ่ โน่… ผมขอโทษ ไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่คือ…… จะให้ไปคว้าเอาไอ้เชนมาบอกแป้งว่านี่แฟน ก็ไม่ใช่เรื่องใช่ไหมล่ะ” เข้าใจพูดนี่หว่า… มันอ้างไปถึงไอ้เชนครับ ไอ้เชนนี่เป็นนักกีฬาเต็งหนึ่งของโรงเรียน… ฟังดูก็รู้แล้วใช่ไหมล่ะครับว่าไซส์จะประมาณไหน

“แล้ว ทำไมไม่ไปให้พวกแก๊งค์นางฟ้าช่วยล่ะ” ผมโยนถามต่อไปถึงแก๊งค์กะเทยจอมแก่น ที่เซี้ยวซะจนผู้ชายแมน ๆ อย่างพวกผมยังผวา.. แน่ล่ะว่าถ้าลองปุณณ์ไปขอความช่วยเหลือจากพวกนี้ล่ะก็ ขี้คร้านจะกรี๊ดกร๊าดแย่งกันช่วยแทบไม่ทัน “ก็แป้งเขาไม่ชอบแบบนั้นนี่โน่ แป้งชอบเกย์ ไม่ได้ชอบกะเทย…” แล้วกูเป็นที่ไหนล่ะ!!!!! อยากจะตะโกนใส่หน้าจริงโว๊ยยย

“ไอ้ โอ๊ค ไอ้ดุลย์ วิทย์… ผู้ชายตัวเล็ก ๆ ขาว ๆ เยอะแยะ ตัวเล็กกว่าเราด้วย ทำไมไม่ไปให้พวกนั้นช่วยล่ะ” ผมยังพยายามโบ้ยต่อไม่จบสิ้น แต่ดูท่าทางปุณณ์จะหน่าย ถึงได้ถอนหายใจใส่หน้าผมอย่างนั้น

“พวกนั้นก็ปกติเหมือนเรานี่โน่… ไม่ยอมหรอก” “แล้วทำไมต้องเราอะ!!!” “ก็ถ้ากับโน่…….. ผมยังมีเรื่องที่ช่วยโน่แลกเปลี่ยนได้” สะอึกอุกกันเลยทีเดียว……… นี่ผมกำลังถูกขู่รึเปล่าวะ??

เกือบ ลืมไปแล้วเชียวว่าตัวเองต้องอาศัยใบบุญจากปุณณ์อยู่ ถึงตอนนี้ผมมองเห็นหน้าเจ้าปุณณ์เป็นแบงค์พัน สองปึก ปึกละหมื่น เรียบร้อยแล้ว

“โอเคไหม… ที่อื่นไม่ต้อง ขอแค่ต่อหน้าแป้งก็พอ…. แล้วเงินชมรมโน่ ได้แน่นอน” …… หึ๊ยย!!!……………………………….. เพื่อเงินสองหมื่น กูต้องยอมเสียศักดิ์ศรี เป็นเมีย (ในหน้าที่) ของยอดชายนายปุณณ์เลยเหรอวะ!!! ผมมองหน้ามันที่ยิ้มกริ่มอยู่พลางครุ่นคิด แต่ยังไม่ทันจะคิดตกดี เสียงแหลม ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นก่อน “พี่ปุณณ์ นี่ใครน่ะ?”

4th CHAOS — !?

“พี่ปุณณ์ นี่ใครน่ะ?” เพราะ เสียงนี้ทำเอาผมต้องสะดุ้งเฮือกจนตัวลอยกันเลยทีเดียว ก็ทำไมผมจะจำไม่ได้ล่ะ ว่าไอ้เด็กผู้หญิงหน้าบ๊องแบ๊ว แต่นัยน์ตาเจ้าเล่ห์ ที่มายืนปั้นหน้างงอยู่ข้างหลังปุณณ์น่ะคือใคร โผล่มาแล้วครับ น้องแป้งในตำนาน!!!!!!!!!!!! กูเริ่มส่งสัญญาณเรียกแบทแมนตอนนี้ได้เลยรึเปล่าวะเนี่ยยยยยยยยยยยยยยยย! ผม ตะลึงงันมองหน้าเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนนี้อย่างกับเห็นผี (ให้เลือกดี ๆ ตอนนี้ผมเจอผียังรู้สึกดีซะกว่า) ในขณะที่ปุณณ์ดูจะควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่าที่คิด (รึเปล่าวะ) มันเพียงสูดหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้น้องสาวที่น่ารักของมันทันที เฮ้… เพื่อน….. อย่าทำท่ากระดี๊กระด๊าแบบนั้น……. กู.. กลัว….

“ไหนแป้งบอกจะนอนแล้วไงคะ?” ผมขมวดคิ้วมองไอ้ท่าทางอ่อนโยนของปุณณ์ที่ทำกับน้องสาว ก็เป็นซะอย่างนี้แหละ เด็กคอนแวนต์ทั่วสารทิศถึงได้พากันหลงนักหลงหนา… ผมคิดพลางเลิกคิ้วมองปุณณ์ที่ลูบหัวน้องวัยม.ต้นอย่างพี่ชายใจดี แล้วพลันรู้สึกสบายใจกับภาพที่ได้เห็นอย่างบอกไม่ถูก

“ก็ นอนไม่หลับ ว่าจะลงมาดูว่าพ่อกลับยัง แต่เห็นพี่ปุณณ์ก่อน” เจ้าตัวจุ้นตอบพลางเหล่ตามองผมไปพลาง.. คงจะคุ้นหน้าผมล่ะซี่ เด็กน้อยย (ผมเจอเธอครั้งล่าสุดเมื่อปีกลายที่งานบอลครับ น้องแป้งแวะมาหาปุณณ์ที่อยู่ฝ่ายพัสดุ ส่วนผมทำหน้าที่ band เดินไปตามไอ้ปุณณ์ให้น้องแป้งเองกะมือ) ผมฉีกยิ้มให้เธอจนเห็นฟันครบ 32 ซี่อย่างเป็นมิตร (เหงือกแทบแหก) เห็นไอ้ปุณณ์หันมองมาทางผมแล้วก็ยิ้มให้แบบที่ทำเอาเสียวตะเข็บชายแดนด้านหลังวูบบ

“อ๋อ… พอดี.. เพื่อนนแวะมาหาน่ะ” มันหันกลับไปพูดกับน้องแป้ง ว่าแต่ทำไมต้องเน้นคำว่า เพื่อนน แปลก ๆ ด้วยวะ (มีการลากเสียงด้วย!?)

“เพื่อนน??” ยิ่งเห็นสายตาซน ๆ ของยัยเด็กนี่แล้วยิ่งไม่น่าไว้ใจทะแม่งว่ะ…… นี่ผมกำลังโดนไอ้สองศรีพี่น้องตัวแสบกลั่นแกล้งอะไรอยู่รึเปล่าครับเนี่ย!?

“คือ อันที่จริง………” ปุณณ์พูดพลางขยับตัวหันไปหาน้องแป้งมากขึ้น พร้อมกับเหลือบตามองผมเป็นระยะ แต่ไม่ยักว่ามันจะสนใจสายตาสงสัยเสียเต็มประดาของผมที่ส่งไปเลย!?

“เห็นแป้งบอกว่าอยากเจอโน่… เลยขอร้องให้โน่มาหาหน่อยน่ะ” อะไรนะ!!!!!!!!!!!!! แน่จริงตอนพูดมึงอย่าลอบทำร้ายด้วยการเตะหน้าขากูดังป้าบบสิวะ สาดดดดด!! อูยยยยยย ไอ้บ้า ฝากไว้ก่อนเหอะมึง!

“แป้งอยากเจอพี่โน่?”

“ก็แป้งบอก…….. อยากเห็นแฟนพี่ไม่ใช่เหรอ…” แล้วกูไปตกลงกับมึงตั้งแต่ตอนไหน!!!!!!!!!!!!!

ความจำกูเสื่อมหรือมึงโมเมวะสัด! ผมเกือบจะโวยวายลุกขึ้นมาทุบหัวมันอยู่แล้ว ถ้ามันไม่ได้ คว้า มือผมไปจับไว้อย่าง อ่อนโยน เสียก่อน เวรกรรมแล้วไหมล่ะ ชีวิต……….

ใน ที่สุดผมก็โดนลากให้เข้ามาในบ้านภูมิพัฒน์จนได้ (นี่ผมก็ขัดขืนแล้วเหมือนกันครับ) จุ้นพอกันทั้งพี่ทั้งน้องนั่นล่ะผมว่า เจ้าเด็กแป้งพอรู้ตัวว่าผมจะมาเป็นพี่สะใภ้ (กูจะบ้า!!) ก็คะยั้นคะยอให้พี่พาแฟนเข้า ไปกินนํ้าในบ้าน (แล้วเอาออกมาให้ไม่ได้เหรอวะ) ข้างฝ่ายไอ้ปุณณ์ก็เสือกสนับสนุนเต็มที่อีก บอกคุย

ข้างนอกยุงกัด (พวกมึงปล่อยกูกลับบ้านง่ายกว่าเยอะ!) แน่ นอนว่าผมเถียงอะไรไม่ได้ซักคำ โบราณว่านํ้าท่วมปาก ผักบุ้งโหรงเหรงเป็นยังไง วันนี้ผมรู้ซึ้งแล้วครับ (เอ๊ะ.. แว่ว ๆ เหมือนใครด่าผมว่าสุภาษิตนี้มันไม่มี) ตอนนี้ผมเลยต้องมานั่งแหมะอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นบ้านภูมิพัฒน์ โดยที่มีน้องแป้ง นั่งอยู่บนโซฟาอีกตัวนึง และ ไอ้ปุณณ์……… ที่แทบจะยกเอาผมไปนั่งบนตัก

“เบียดทำไม! ร้อน!” ผมกระซิบด่ามันพอเป็นพิธี ไม่ให้น้องแป้งที่กำลังตั้งใจดูซีรี่ย์หนังฝรั่งอยู่ได้ยิน แต่ไอ้เวรนั่นกลับทำหน้าเหรอหราใส่

“ร้อนเหรอ เร่งแอร์ไหม?” “ไม่ต้อง! เขยิบไปก็พอ!” เรื่องแค่นี้ทำไมคิดไม่ได้วะ -_-” แต่ คำตอบที่ผมได้รับกลับเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จากคนที่นั่งเบียดผมอยู่นี่แทน

“ได้ไงล่ะ ให้มันเนียน ๆ หน่อยสิโน่” หึ๊ย… เนียนห่าเนียนเหวอะไร!! มึงบังคับขืนใจกูมาชัด ๆ!!!!!!! “เนียนเชี่ยไร! เถิบไป!” เริ่มขึ้นคำหยาบแล้วครับ.. ผมยังไม่ลดละความพยายามที่จะอยู่ห่าง ๆ ไอ้บ้านี่ง่าย ๆ ซึ่งงวดนี้ดูเหมือนมันจะยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี.. ผม ถอนหายใจโฮกใหญ่ที่ปุณณ์ยอมกระเถิบออกไปนิดหน่อย (แต่ก็ยังนั่งติดกันอยู่ดี) ซึ่งแน่นอนว่าความโล่งใจไม่ได้อยู่กับตัวผมนานเลย เมื่อไอ้ปุณณ์มัน….. พาดแขนมาโอบบ่าผมแทนซะนี่!!!! คิดได้นะมึง!!!!!!!!!!! ผม เห็นชัดว่าน้องแป้งหันมามองเราสองคนด้วยนัยน์ตาที่เป็นประกายวูบไหวแปลก ๆ มันแลดูเป็นประกายอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก ทำเอาผมขนลุกพรึ่บพร้อมกันทั้งสองแขนโดยไม่ต้องโทรนัดกันให้เสียเวลา!! ดูทีวีต่อไปสิครับแป้ง!! T____T

“พี่ โน่กลับยังไงคะวันนี้ ดึกแล้วนะ” น้องแป้งหันมายิงคำถามให้ผม แต่… คำถามนี้มันแอบแฝงอะไรรึเปล่าวะ… ไม่ ๆๆ ไม่ดีแน่ รีบปัดไปจะปลอดภัยกว่า.. ผมยกนาฬิกาข้อมือตัวเองมามองแล้วก็พบว่ามันดึกมากแล้วจริง ๆ ได้เวลาหนีจากขุมนรกชั้นที่ 18 นี่ซักที

“พี่ ขับมอไซค์มาครับ งั้นพี่ขอตัวกลับก่อนนะ บายปุณณ์” ผมหันไปโบกมือให้ไอ้ตัวปัญหาคนโต ที่ลุกขึ้นทำท่าจะเดินไปส่ง ในขณะที่ตัวปัญหาคนเล็กดูเหมือนจะไม่ยอมปล่อยผมให้ไปผุดไปเกิดง่าย ๆ

“ปล่อยพี่โน่กลับตอนนี้ได้ไงอะพี่ปุณณ์!! ระหว่างทางเป็นอะไรไปใครจะรับผิดชอบ!” อ้าวเห้ย… พี่เป็นผู้ชาย อายุ 17 แล้วนะครับ!! ดูแลตัวเองได้แล้วครับแป้ง!!

“เอ่อ……..” “พี่ โน่นอนนี่นะ ๆๆ…. นอนห้องพี่ปุณณ์ก็ได้ อย่ากลับเลยนะ มันอันตราย” ทีนี้จะเอายังไงกะลูกแมวน้อยที่มาเกาะแขนแจอยู่ข้างผมนี่ดีหว่า -_-”… ถ้าเป็นไปได้.. ผมอยากจะถีบแม่งให้กระเด็น ริม ฝีปากเล็ก ๆ นั่นยังจ้อไม่หยุด..

“พี่ปุณณ์จะบอกว่ามีแฟนอย่างเดียวแล้วให้หนูช่วยพูดกับพ่อเรื่องนั้นไม่ได้ หรอกนะ ถ้าพี่ปุณณ์ไม่ดูแลพี่โน่ให้ดี หนูก็ไม่ช่วยพูดให้เหมือนกัน” ชิบหายแล้ว!!!! ไหงงั้นล่ะวะ!!!! หน้าผมตอนนี้มีเครื่องหมายอัศเจรีย์ขนาด 500pt แปะป้ากอยู่กลางกะบาลจนแทบหงายเก๋ง

“เอ่อ โน่….. นอนนี่เถอะว่ะ กลับตอนนี้มัน…… หึหึ…… อันตราย.. หึหึหึ” ดูนั่น มันขำชัด ๆ ไอ้เชี่ยปุณณ์ มึงไม่ช่วยกูแล้วมึงยังจะ……. โอ๊ยยยยย ผมควรเฟ้นคำไหนมาด่ามันก่อนดีวะเนี่ย!!!!!

“นอนยังไงล่ะ พรุ่งนี้มีเรียน ชุดนักเรียนไม่มี” “ชุดพี่ปุณณ์ไงคะพี่โน่” “ไม่ได้หรอกครับ รหัสนักเรียนมันไม่เหมือนกัน” เอาวะ… ตอนนี้อยู่ที่ว่าใครจะเถียงชนะใครแล้ว “ไม่ เป็นไรหรอก วันดีคืนดี บราเดอร์ไม่เคยตรวจนี่… หรือถึงเขาสงสัย โน่บอกไปก็ได้ว่าบังเอิญมาค้างบ้านผม แล้วใช้ชุดของผม” ไม่ช่วยกูแล้วยังจะฝังกลบกูอีกนะปุณณ์!!!!!!! ไอ้เหี้ย กูซึ้ง!!!!!!!!!!! กูซึ้งว่ะเพื่อน!!!!!!

“…………………….” ถึงตอนนี้ผมอึ้งรับประทาน ใบ้แดก เถียงต่อไม่ออกแล้วครับท่าน “รีบ ขึ้นไปอาบนํ้านอนเถอะค่ะ ทั้งสองคนเลย แล้วเรื่องนั้นแป้งจะค่อย ๆ คุยกับพ่อให้นะพี่ปุณณ์” น้องแป้งพูดพลางดันหลังทั้งผมและปุณณ์ให้ออกจากอาณาเขตห้องนั่งเล่นไป เพื่อมุ่งสู่เรือนหอรอรัก (??) ตบท้ายประโยคด้วยคำที่ทำให้ปุณณ์ตาวาว แต่ผมนี่สิ ห่อเหี่ยวใจเป็นอย่างที่สุด ทำไมต้องค่อย ๆ คุยด้วยวะครับ!! แล้วผมจะต้องตกอยู่ในสภาพนี้อีกนานแค่ไหนเนี่ย!!!!!!!!! “ไม่ต้องห่วง เรื่องเงินชมรมนายฉันก็จะจัดการให้เหมือนกัน” เสียงปุณณ์กระซิบบอกผมเบา ๆ ในขณะที่ผมเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว มันคุ้มกันแน่หรือเปล่าวะ ถามจริง!

5th CHAOS — Just let it Flow

ผมโผล่หัวไปโรงเรียนในตอนเช้าด้วยสภาพสะบักสะบอม.. เอ่อ….. อย่าเพิ่งคิดลึกไปถึงไหนต่อไหนล่ะ… แม้ว่าผมจะแทบไม่ได้นอนทั้งคืนตามที่พวกคุณแอบคิดอยู่ก็เถอะ -_-” แต่ไม่ได้มีเรื่องผิดผีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน สาบาน!! ก็จะให้ผมนอนหลับเข้าไปได้ยังไงล่ะครับ!! กับไอ้ปุณณ์เนี่ย ถึงจะพอรู้จักกันบ้างก็จริงอยู่ แต่ก็อย่างที่ผมเคยบอก ว่าเราไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่ (อันที่จริงคือไม่สนิทเลยยยย ผ่านมาผ่านไปโคตร ๆ)

ดังนั้นไอ้ เรื่องจะให้อยู่ดี ๆ มานอนร่วมเตียงกันสองต่อสอง แถมยังในบ้านของมัน ที่ผมเคยแต่เข้ามาอย่างมากสุด ๆ ก็แค่สนามหญ้า (เมื่อสองปีก่อน) นั่นน่ะ.. อยู่ดี ๆ จะให้มาอัพเลเวลค้างอ้างแรมกับมันในห้องนอนสองต่อสองเลยนี่มันก็เร็วเกินไป แถมเรื่องทั้งหมดยังกิดขึ้นภายในเวลาแค่วันเดียวนี่ก็อีก ผมเตรียมใจไม่ทันว่ะ แต่ จริง ๆ จะให้นอนก็นอนได้นะ ไม่มีคิดมากอยู่แล้ว.. ผมอาบนํ้า เปลี่ยนชุดนอนของมันเสร็จสรรพ (ทั้งที่ปกติผมใส่เสื้อกล้ามนอน แต่วันนี้มิดชิดหน่อยดีกว่า เพื่อความปลอดภัย) เรานั่งคุยกันพอเป็นพิธีนิดหน่อย ตอนแรกว่าจะเล่นเครื่อง XBOX360 สุดไฮโซของมันตามที่ถูกชวน แต่เอาเข้าจริง ๆ ดันไม่ค่อยมีอารมณ์ ในที่สุดปุณณ์ก็เป็นฝ่ายปิดไฟนอนอย่างว่าง่าย เคราะห์ดีที่บ้านมันรวย เตียงมันเลยใหญ่ นอนกลิ้งกันสองคนนี่นอนได้สบาย สามคนสี่คนก็ยังไหวนะ เอ้า! แต่ไม่รู้ชาติที่แล้วผมทำกรรมหนักอะไรนักหนา…. น้องแป้งเสือกเปิดประตูผลัวะ! เข้ามา!? ไอ้ ปุณณ์เลยรีบคว้าตัวผม (ที่นอนอยู่ไกลโพ้นอีกฝั่งเตียง แถมมีหมอนข้างกั้นอาณาเขตอีกต่างหาก) ที่ทำท่าจะหลับอยู่มะรอมมะร่อแล้ว.. เข้าไปกอด

มันกอดผม!!!!!!!!

เรื่องจริงไม่ได้โม้!!!

แม่งเอ๊ยยยย!! ผมดิ้นสุดชีวิตก็แล้ว ผลักมันออกก็แล้ว แต่สู้แรงมันไม่ไหวจริง ๆ แขนไอ้ห่านี่แม่งแรงเยอะชะมัด! เห็นผอม ๆ อยู่แต่ดูถูกไม่ได้ อีกอย่าง มันอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าผมมากครับ ทำเอาผมได้แค่ดิ้นพราด ๆ อย่างขัดใจอยู่ในแขนมัน

“แป๊บ เดียว ๆ” มันกระซิบปลอบใจผมให้หยุดดิ้น ก่อนจะทำท่าเหมือนคนเพิ่งตื่น ชะโงกหัวไปมองน้องสาวที่ยืนหน้าเอ๋ออยู่ตรงประตู เพราะเพิ่งเดินเข้ามาเจอพี่ชายนอนกอดกับแฟนตัวเองกลม (ดูดี ๆ สิวะ กูขัดขืนอยู่!!)

“มีอะไรคะแป้ง?” ไอ้พี่น้องคู่นี้รีบ ๆ คุย รีบ ๆ ไปซักทีสิโว๊ยยยยยยยยย!!!

“แป้ง… เอาผ้าห่มมาให้เพิ่ม… กลัวพี่โน่หนาว..” น้องมันทำท่าอึ้งรับประทาน ปนกับแลดูมีความสุขเล็กน้อยครับ… โอ้ ไม่… น้องแป้งครับ.. น้องแป้งคิดอะไรรรรรรรรรรรรรรรร

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะแป้ง” ผมได้ยินเสียงปุณณ์ตอบน้องแบบนั้น พร้อมกับรู้สึกได้ว่ามันกระชับกอดผมแน่นขึ้นไปอีก แน่นอนว่าผมแกล้งหลับตายแบบไม่รับรู้เรื่องราวอะไรบนโลกนี้อีกแล้ว

“พี่โน่เขาไม่หนาวหรอก” ไม่ต้องลืมตาผมก็รู้ว่าไอ้ปุณณ์ทำหน้าแบบไหนอยู่ แล้วก็รู้ด้วยว่าน้องแป้งกำลังมีสีหน้ายังไง โอ๊ยยย ไอ้พี่น้องบ้านนี่มันช่างขยันสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นจริงโว๊ยย!!

“อ๋อ.. แป้งลืมไป… ฮิฮิ… งั้นแป้งไม่กวนละ จะล็อคห้องให้นะ” ‘กริ๊ก’

แล้ว คืนนั้น เราสองคนก็แยกย้ายกันนอน ต่างคนต่างไม่ห่มผ้า (เพื่อความเท่าเทียม เพราะผ้าห่มมีอยู่ผืนเดียว) ยังดีที่ปุณณ์ปรับแอร์เป็น 25 องศา ให้ห้องไม่หนาวจัด แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็นอนไม่ค่อยจะหลับเลยจริง ๆ

** ตัดกลับมาที่เวลาปัจจุบัน.. ทันทีที่ผมเปิดประตูห้องเรียนก้าวขาเข้ามา ก็ถูกรุมมองด้วยสายตาแปลก ๆ อะไร.. ไม่เคยเห็นโดมรึไง!?

“มี ไร.. มองไม” ผมถามกลับห้วน ๆ พลางเหวี่ยงกระเป๋านักเรียน (ของปุณณ์) ลงจอดบนโต๊ะเรียนตัวประจำ โดยพยายามสบสายตาเพื่อนฝูงให้น้อยยย ที่สุด เนื่องจากกลัวมันจะผิดสังเกต (ลืมไปว่าแบบนี่นี้แหละ ผิดหนัก)

“มึงไปเอาชุดนักเรียนใครมาใส่” นั่น….. ไอ้เก่ง แม่งรู้ได้ไงวะ!!!! เก่งสมชื่อจริง ๆ “ไรของเมิงงง” แต่ถ้าคิดว่าจะยอมแพ้ง่าย ๆ ก็ไม่ใช่โน่แล้วครับ!! ถูกผิดไม่สน กูขอเถียงไว้ก่อน แต่ที่ไม่มองตาแบบนี้ ไม่รู้มันจะเชื่อผมรึป่าว

“มึง นั่นแหละ ปฏิเสธทำไม เห็นอยู่ทนโท่ว่าไอ้ชุดนี้ไม่ใช่ของมึง รหัสนักเรียนก็ไม่ใช่ ไซส์หลวมโพรกอย่างนี้ก็ไม่ใช่ นอกจากมึงจะตัวหดลงได้ภายในเวลา 1 คืนอะนะ” ช่างสังเกตจังวุ๊ย!

“อีกอย่าง… มึงไม่ได้ใช้จาคอปรุ่นนี้ แล้วกระเป๋ามึงของแท้ต้องมีสติ๊กเกอร์เสี่ยว ๆ แปะอยู่” วิเคราะห์ได้เป็นฉาก ๆ เลยวะ!!!? “สรุป…. มึงไปนอนบ้านใครมา เมื่อคืนกูดอทเอรอมึงมาเล่นด้วยทั้งคืน” ตกลงว่าเรื่องของเรื่องคือมึงรู้ตั้งแต่ก่อนเห็นกูแล้วว่างั้นเหอะ!! ไอ้สาดด ทำเป็นพูดดี…

ผมถอนหายใจหน่ายกับท่าทีเค้นความจริงของไอ้เก่ง ที่มีโอมพยักหน้าเป็นกำลังเสริม “เออ เมื่อคืนกูไม่ได้กลับบ้าน”

“วะ วะ วะ ว๊าวววววว… จิ๊กกริ๊วกะสาวที่ไหนวะ!!” เชี่ยโอม ไอ้หมาเจาะปากมาเกิด ถ้าเมื่อคืนกูได้ไปจิ๊กกริ๊วกะสาว กูจะไม่ทำหน้าเซ็งอย่างนี้เลยโว๊ยย

“สาวเหี้ยที่ไหนล่ะ กูติดแหง็กอยู่กะไอ้ปุณณ์ห้อง 1 ทั้งคืน” เท่านั้นแหละ คนที่ถอยเก้าอี้ออกไปไกลโพ้นคือไอ้โอม ส่วนไอ้เก่งปรี่เข้ามายกแขน ลูบหลัง ผมดูเป็นการใหญ่

“ใน ที่สุดมึงก็เสร็จผู้ชายจนได้สินะ… กูว่าแล้ว… ไหนวะ ครั้งแรกเจ็บรึเปล่า ได้ข่าวว่าของไอ้ปุณณ์มันใหญ่ด้วย” เรื่องเหี้ย ๆ น่ะไวนะมึง สัดเก่ง!!!!!!!!!!!!! ว่าแต่ของไอ้ปุณณ์มันใหญ่จริงเหรอวะ?.. เห้ย ไม่ใช่!

“บ้านป๊ามึงสิ!!! กุมีธุระกับมันเฉย ๆ แล้วบังเอิญว่าดึกแล้ว กุเลยต้องนอนค้างบ้านมัน ไม่มีอะไรโว๊ยย!!” พออธิบายถึงตรงนี้ ไอ้โอมถึงได้ยอมเดินกลับมานั่งใกล้ ๆ ผมตามเดิมครับ.. ไอ้เวรนี่นิ่ จริง ๆ เล้ย

“มึงไปสนิทกับปุณณ์ตั้งแต่ตอนไหนวะ กูนึกว่ารู้จักกันแต่ห่าง ๆ”

“ก็ไอ้เหี้ยง่อยแหละตัวดี ทำให้กูต้องไปสนิทกับมัน… เออ กูจัดการเรื่องงบชมรมอีก 2 หมื่น ให้ได้แล้วนะ”

“อย่าบอกว่ามึงไปขายตูดให้ไอ้ปุณณ์!?” ผวัะ!!! ตบเกรียนมันเจ็บมือ แต่ก็ขอตบแม่งซักทีเหอะครับ.. ไม่ไหวแล้ว.. ไอ้เชี่ยโอม! “โอ๊ย!! ตบไมวะ!!!!” ยัง… ยังมีหน้ามาถาม…..

“กุ เห็นหมามันแกว่งตีนออกจากปากมึงอยู่เหมือนขาดอากาศหายใจ เลยตบให้อิสรภาพกะมันซะมั่ง เรื่องเหี้ย ๆ ล่ะคิดได้ สาดด” ผมก่นคำด่าพลางมองนาฬิกาข้อมือพลาง เห็นแล้วขัดใจเป็นชิบหาย! ปัดโธ่

เว๊ย!!! นี่อีกตั้งหลายนาทีกว่าจะถึงเวลาโรงเรียนเข้า ผมต้องทนนั่งให้ไอ้พวกนี้เค้นคออีกนานแค่ไหนกันวะ!! ‘.. ถ้ากาลเวลาอาจจะล่วงเลยพ้นผ่าน กาลเวลายาวนานเธอลืมเลือนฉันบ้างไหม~’

เสียงริงโทนท่อนฮุคเพลง คิดถึงฉันรึเปล่า ของวง cocktail ที่ ไอ้โอมใช้มานานสามเดือนกว่า (จนผมเริ่มเบื่อ) ดังขึ้นเหมือนเป็นกระดิ่งหมดยกนักมวย เฮ้อ.. ในใจแอบโล่งโคตร ๆ ที่ไม่ต้องทนฟังมันกวนประสาทต่อ ผมยิ้มเย้ย ๆ ใส่มันก่อนจะก้มลงหยิบสมุดการบ้านใต้โต๊ะมาเช็คดูความเรียบร้อย แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมากลับเห็นว่าคนเป็นฝ่ายยิ้มเยาะกลับมา กลายเป็นมันซะฉิบ

“แม่มึงโทรมาว่ะ” ไอ้ห่า.. ใครวะแม่กู? ผมขมวดคิ้วมองหน้าจอมือถือ LG มันอย่างใคร่รู้ ก่อนจะตาแทบเหลือถลน

“มึงบอกไปว่าไม่ได้อยู่กับกู” “ไรวะ แฟนมึงเองแท้ ๆ ทำเป็นหยิ่ง ยูริเค้าไม่น่ารักตรงไหน” ก็ไม่ได้ชอบจะให้ทำไงเล่า!! อีกอย่าง ผมไม่ถนัดกับการที่มีผู้หญิง หรือใครสักคน มาวิ่งไล่ตามแบบนี้ด้วย ไอ้ โอมเมื่อไม่ได้คำตอบอะไรจากปากผม มันจึงทำแค่ยักไหล่อย่างไม่สนใจแล้วกดรับสายโทรศัพท์ที่ยังคงดังอย่างต่อ เนื่อง ผมตบไหล่มันอีกสองทีเป็นการกำชับให้ทำตามแผน ส่วนมันก็ได้แต่ปัด ๆ มือผมออกเหมือนจะบอกว่า รู้แล้วแหละน่า..

“ครับ… โน่… ไม่อยู่ครับ ยังไม่เจอกันเลย” ดีมาก ดีมาก.. “อะ…………… แหะ ๆๆ…….. เก่งจังครับ แป๊บนึงนะ” เฮ้ย!?

“แม่ มึงรู้ทันว่ะ” มันใช้มือป้องลำโพงมือถือแล้วกระซิบกระซาบคำที่ผมไม่ค่อยอยากฟัง.. ไม่รู้ทำไม.. ไม่ว่าเมื่อไหร่ ผู้หญิงคนนี้เป็นรู้ทันผมเสมอ สุดท้ายคนที่ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วรับเอาโทรศัพท์เครื่องเหลี่ยมสีดำมาคุยคือผมนั่นเอง “ครับ ว่าไง?”

“ทำไม ยูริโทรหาโน่ไม่ติดเลยล่ะคะ” เสียงเริงร่าจากปลายสายดังตอบโต้ผมโดยที่มีเสียงรอบข้าง

เอะอะดังลั่น นี่เธอคงจะถึงโรงเรียนแล้วล่ะมั้ง ผมคิดและได้แต่ฉีกยิ้มแหย ๆ ให้โทรศัพท์

“มือถือผมแบตหมดน่ะ”

“เมื่อคืนก็ไม่ออนไลน์นะ”

“ก็ผมไปนอนบ้านเพื่อนมา…. ยูริมีอะไรจะคุยกับผมรึเปล่า” รีบเข้าประเด็นซักทีเถอะครับ!

“อ๋อ… ฮิฮิฮิ” เสียงที่เธอหัวเราะกลับมานั้นฟังดูไม่น่าไว้ใจชอบกล ตอนนี้ผมรู้สึกเหงื่อตก แม้ในห้องเรียนจะเปิดแอร์เย็นเจี๊ยบอยู่ก็เถอะ

“เย็นนี้ไปกินข้าวกันนะโน่…” ว่าแล้วไง.. “เย็นนี้ผมต้องเข้าชมรม คงเลิกเย็น ๆ เลยน่ะ”

“ไม่ เป็นไร ยูรอที่สยามนะ ร้านบ้านหญิง ชั้นสองเหมือนเดิม” คิดเหมาเอาเองเสร็จสรรพ นี่แหละยูริ… ตัวผมเองก็เป็นพวกปฏิเสธคนไม่เก่งเสียด้วย โดยเฉพาะกับยูริแล้ว ยิ่งปฏิเสธยากเข้าไปใหญ่ (จะว่าไปผมก็ปฏิเสธไอ้ปุณณ์ไม่เป็นเหมือนกันนี่หว่า)

“อาจจะโผล่ไปคํ่าหน่อยนะ..” ทำได้ดีที่สุดก็แค่นี้แหละครับ -_-”

“ไม่ เป็นไรค่ะ ยูไม่รีบ แล้วเจอกันนะ” เสียงเริงร่าของเธอเอ่ยลาก่อนสายจะถูกตัดไป จริง ๆ แล้วยูริก็เป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่งเลยล่ะ เธอไม่เรื่องมาก ไม่งอแง ไม่เอาแต่ใจเหมือนผู้หญิงคนอื่น ติดแต่จะชอบคิดเหมาเอาเองก็เท่านั้น อย่างตอนนี้ที่ผมมีสถานะเป็น ‘แฟน’ ของเธออยู่นี่ก็เหมือนกัน ผมยังไม่ยักจำได้เลยแหะว่าเราไปตกลงกันตั้งแต่ตอนไหน? รู้แต่ว่า…. รู้ตัวอีกทีก็มี ‘แฟน’ เป็นยูริซะแล้ว แต่ ก็เอาเถอะ ไม่ได้เสียหายอะไร ยูริก็น่ารักดี คุณพ่อเธอเป็นชาวญี่ปุ่น เธอจึงเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นน่ะครับ ขาว ๆ หน้าใส ตาโต (อืม.. มีเขี้ยวด้วย) พูดจ้อได้ทั้งวันโดยไม่มีวี่แววจะเหนื่อย บางทีผมก็รู้สึกว่าเธอช่างสดใส และน่ารำคาญในเวลาเดียวกัน แหะ ๆๆ.. วันนี้โผล่ไปเจอซักหน่อยก็แล้วกัน ไม่ได้เจอเป็นอาทิตย์แล้วนี่… เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าผมไม่ดูแลแฟน

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.