Love sick 6–10

6th CHAOS

“โน่!! ตกลงเรื่องค่ากลองเป็นไงวะ!!” โห สุดยอด…….. รักผมกันสุดพลัง โผล่หน้ามาห้องชมรมปุ๊บ ถามถึงเงินก่อนเลย

“ก็ไม่เป็นไงว่ะ ไม่ตาย แค่บาดเจ็บสาหัส นี่หนีตำรวจมาว่ะ เดี๋ยวกะจะไปกบดานแถว ๆ ภูเก็ต” ผัวะ!!

“ไอ้ควาย… ตลกไม่เข้าท่า กูหมายถึง ค่ากลอง ไม่ใช่ ฆ่ากลอง… ระวังนะมึง ไปภูเก็ต เสร็จทุกราย”

“นั่นมันเสม็ดพี่…” ถึงตอนนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจว่ามุกใครควายมากกว่ากัน… ผม เดินหัวเราะหึหึผ่านตัวพี่นนท์ที่เพิ่งโบกหัวผมมา ก่อนจะเหวี่ยงกระเป๋า(ไอ้ปุณณ์) ลงโซฟาข้างเปียโน แล้วสอดส่ายสายตาหาเจ้าตัวปัญหา ที่ตอนนี้ก้มหน้าหลบสายตาผมวูบ.. แม่งก็รู้ตัวนี่หว่า

“ระ.. เราไปเข้าห้องนํ้าก่อนนะ” มันจะหนีครับ… หน็อยยยยแน่ะ!! คิดว่าพ้นเหรออออ

“ไม่ต้องเลยไอ้ง่อย!!! มึงทำกูเดือดร้อน!!!!!!” แน่นอนว่าไอ้ห่านี่ไม่ไวไปกว่าผมหรอกครับ ตัวเปี๊ยกแค่นี้น่ะ ผมตะครุบคอเสื้อมันไว้ทันก่อนที่จะหลบหนีสำเร็จ แล้วดำเนินการลากคอมาเสียบประจานกลางห้องชมรม

“ไอ้ห่านี่ไปนั่งหน้าเซ่อวันพิจงบให้พี่อั๋น-วรรณศิลป์ตัดเงินชมรมเรา ทำไงกะมันดี” อะฮ้า.. ดูเหมือนจะมีแนวร่วมแค้นไอ้ง่อยเพิ่มขึ้นตามลำดับแล้วครับ…

“ถอด กางเกงออกแล้วเอาเมจิกเขียนช้างน้อยมัน” หูย… เรื่องเหี้ย ๆ อย่างนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าความคิดไอ้เป้อ.. มึงจะหวาดเสียวไปหน่อยมั้ง อีกอย่าง กูไม่อยากดูช้างน้อยมัน

“ให้มันเต้นไก่ย่างหน้าเสาธงตอนเช้า” อันนี้ก็จะออกแนวสันทนาการบันเทิงใจเกินไป..

“ให้มันทำการบ้านเพื่อนทุกคนในชมรมเป็นเวลา 1 เดือน” ไม่เกี่ยวแล้วแหละ!!!!!!!

“เอามันเป็นเบ๊ดีกว่า หลังจากนี้ไปจนกว่าจะหมดเทอม ไอ้ง่อยต้องเป็นเบ๊ชมรมเรา ทำตามทุกอย่างที่ทุกคนสั่ง” อืม…..

“โอเคเลย… โอม คบกันมา 11 ปี วันนี้มึงพูดถูกใจกูสุด” ผมหันไปตบบ่าชมมัน มันยิ้มรับคำพูดผมได้แป๊บนึงแล้วก็หุบยิ้มทันที “แล้วเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมากุเป็นไงวะ”

“กู ครุ่นคิดมาตลอดเลยว่าจะไปขอซื้อตะกร้อต่อจากคนงานก่อสร้าง.. จะได้เอามาครอบปากให้มึง” เรียกเสียงฮาได้ทั่วทั้งห้องชมรม เว้นแต่ไอ้โอมปากหมา ที่โดนผมหลอกด่าไปเมื่อครู่

“ไอ้ควาย… มันคนละอันกัน ฝากไว้ก่อนเหอะมึง คราวหน้ายูริโทรมากูจะจีบให้เข็ด” “แล้ว ใครห้ามมึงไม่ให้จีบวะ ขอให้จีบติดนะ” สาธุ… ผมอวยพรส่งให้เลย อย่าหาว่าโง้นงี้ ยูริน่ารักดีก็จริง แต่เรื่องจริงยิ่งกว่านั้นคือ ผมไม่ได้ชอบเธอ

“โห๊.. ไอ้ขุนแผน… มีสาวสวยมาก้อร่อก้อติกหน่อยล่ะทำเป็นหยิ่ง เค้าทิ้งไปจะรู้สึก”

“เหอะ… กูน่ะโรมิโอ”

“แล้ว ไม่ไปหานางวันทองรึไง ไหนว่านัดไว้เย็น ๆ” ไอ้สัดนี่ โรมิโอบ้านพ่อมึงสินัดกับวันทอง.. แต่เออว่ะ… พูดแล้วนึกออก ผมบอกว่าจะไปตอนเย็น ๆ ก็จริงอยู่ แต่ในชมรมมันดูไม่มีอะไรให้ผมช่วยเลยนี่หว่า รุ่นน้องตรงหน้ามันรอซ้อม marching band สำหรับงานบอลก็จริง แต่โต้โผงานนี้เป็นไอ้ฟิล์ม(รัฐธรรมนูญ) ไม่ใช่ผม

“เออ จะไปละ… สรุปว่าเรื่องเงินชมรมอีกสองหมื่นกูไปคุยกับสภาฯแล้วนะ เดี๋ยวทางนั้นเขาจะจัดการให้ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง…. มั้ง” ผมพูดพลางจะหันหลังกลับ แต่เสียงเห่าหอนของไอ้โอมยังคงดังไม่หยุดปาก

“แห ง๋ล่ะสิ โน่ลงทุนไปขายตูดให้ไอ้ปุณณ์นี่หว่า..” ใครแมร่งเหยียบหางไอ้ห่านี่วะ…หอนจัง.. กุเพิ่งพูดอยู่แหมบ ๆ ว่าอยากเอาตะกร้อครอบปาก หลังจากวันนี้ไปคงต้องหามาครอบจริง ๆ แล้วล่ะมั้ง.. ผมคิด

ไปพลางหันซ้ายขวาหาที่มัดปากชั่ว ๆ ของมันไป

“จริงเหรอฮะพี่โน่!!!!!!!!?!!”

“เชื่อ มันก็ออกลูกเป็นจามรีแล้วล่ะครับ น็อต.. เออ สรุปว่าจัดการเรื่องเงินให้แล้วนะ วันนี้ไม่มีอะไร ทุกคนนั่งรอไอ้ฟิล์มไป กูขอกลับก่อนล่ะ ไอ้ง่อย!! มึงอยู่ปิดห้องด้วย ถ้ารู้ว่าเหตุการณ์ไม่เรียบร้อยหรือของหาย มึงตายย!!” ผมสั่งแกมขู่มันเอาไว้ เห็นหน้าขาว ๆ นั่นเหงื่อแตกซีดแล้วไม่วายขำ โกรธมันก็จริงอยู่ แต่เรื่องของเรื่องคืออยากแกล้งแม่งมากกว่า

“เออ บาย เจอกันพรุ่งนี้” หลังจากรํ่าลากับทุกคนเสร็จ ผมก็มุ่งหน้าออกไปยังประตูโรงเรียนทันที

จริง อยู่ที่ว่าผมไม่ได้ออกจากโรงเรียนเย็นเท่าที่โม้กับยูริไว้ แต่กว่าจะฝ่ากำแพงรถติดหน้าถนนเจริญกรุง (หลับไปแล้วเป็นสิบตื่น) รอดออกมาลัดเลาะในเมืองหลวงจนถึงสยามได้นี่ก็หนักหนาเอาการเลยทีเดียว กระทั่ง เวลาฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม ๆ ที่รถแท็กซี่โทนแดงแรงฤทธิ์ของผมจอดหน้าลานเซ็นเตอร์พ้อยท์อย่างนิ่มนวล ประทับใจ ผมงก ๆ เงิ่น ๆ ควักแบงค์สีเดียวกับรถจ่ายก่อนจะเดินลากขาตามทางผู้คนพลุกพล่านผ่านหน้าจอ screen shake ขนาดใหญ่ ว่าแต่…. มันไม่ยังเย็นเท่าไหร่เลยว่ะ.. โผล่ไปตอนนี้ยูริจะคิดเอาเองรึเปล่า ว่าผมรีบออกมาหาเธอด้วยเพราะมีใจปฏิพัทธ์

เนี่ยยยยยย!! แต่ ก็ช่างเหอะ.. ถ่อมาถึงแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไร ไอ้จะให้ไปเดินเที่ยวช้อปปิ้งในซอยสยามนี่ก็ไม่ใช่วิสัยผมซะด้วย รีบ ๆ ไปหาจะได้รีบ ๆ กลับไปนอนเล่นเกมดีกว่า คิดได้เช่นนั้นผมก็พาตัวเองมุ่งหน้าไปยังร้านบ้านหญิงทันที

เสียง พนักงานต้อนรับขานเจื้อยแจ้วทักทายผมที่เปิดประตูเข้ามา พร้อมกับเสนอบริการหาที่นั่งให้เสร็จสรรพ… อืมม บริการดีเหมือนเดิม เพียงแต่วันนี้คนที่ผมนัดไว้คงนั่งหัวเราะร่าอยู่บนชั้นสองของตัวร้านเรียบ ร้อยแล้ว

“ไม่ เป็นไรครับ นัดเพื่อนไว้” ผมตอบพวกพี่เขาสั้น ๆ พร้อมผงกหัวแค่นั้นก่อนจะปลีกตัวขึ้นชั้นสองของร้านไป.. แน่นอนว่าโต๊ะของยูริหาไม่ยากเลย ในเมื่อเป็นกลุ่มหญิงล้วน ต่อโต๊ะยาวซะขนาดนั้น แล้วนั่นแห่กันมาทั้งโรงเรียนเลยเหรอครับเนี่ย!!

“โน่!!! มาเร็วจัง!” วันทอง เอ๊ย! ยูริเห็นผมทันทีที่ปรากฏตัวบนชั้นสอง ตาไวจริง ๆ พับผ่า!! ผมผงะไปชั่วครู่ก่อนจะเกิดความลังเลว่าควรเข้าไปแจมโต๊ะหญิงล้วนขนาด 20 คนโต๊ะนี้ดีหรือไม่

“อ้าวโน่……………” แต่เดี๋ยวก่อนนะ… เสียงนี้คุ้น ๆ ว่ะ…… ไม่ใช่เสียงผู้หญิงซะด้วย… แล้วถ้าความจำผมไม่ผิด มันคือ……………

“เฮ้ย!!!!!” โผล่มาอยู่นี่ได้ไงวะ!!!!!!!!!!!!!!?

“มาด้วยก็ไม่บอก จะได้ออกมาพร้อมกัน” ยังมีหน้ามาพูด.. แค่เจอมึงนอนอยู่ข้าง ๆ ทั้งคืนกุก็เซ็งจะตาย Ha อยู่แล้ว ยังต้องมาเจอแม่งหลังเลิกเรียนอีกเหรอวะเนี่ยยยย!! ชาติที่แล้วกูกับมึงไปทำบุญร่วมกันมาที่วัดไหน กูจะได้ไปอธิษฐานล้างซวยถูก ผมโวยวายในใจไป มองหน้าไอ้ปุณณ์ไปอย่างบรรยายไม่ถูก…. ว่ากำลังทำหน้าตกใจ หรือเซ็ง หรือเบื่อ ไม่น่าลืมเล๊ยยยว่ายูริกับเอมเขาเป็นเพื่อนกัน ถ้าลองนัดกลุ่มใหญ่ขนาดนี้แล้วจะเจอไอ้ปุณณ์พ่วงมาด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

“โน่ มานี่สิ ยูสั่งมันเบรคแตกที่โน่ชอบไว้ให้ด้วยนะ” เสียงยูริเจื้อยแจ้วมาจากหัวโต๊ะเบื้องหน้าผม เรียกให้มองใบหน้าขาว ๆ นั้นที่ฉีกยิ้มให้ผมอยู่ ผมยิ้มกลับไปพลางคิดว่าถ้าต้องไปนั่งตรงนั้น สงสัยจะเซ็งยิ่งกว่า.. คิดได้ดังนั้นผมก็เบียดตัวเองลงนั่งข้างปุณณ์ทันที

“อ้าว???” มันส่งเสียงร้องเบา ๆ อย่างฉงน

“เออ น่ะ.. ขอนั่งด้วย ตรงนั้นน่ากลัว” ผมกระซิบตอบพร้อมพยักเพยิดไปทางหัวโต๊ะที่ยูรินั่งอยู่ ตรงนั้นมีเพื่อนผู้หญิงรายล้อมนับสิบ จนไอ้ปุณณ์ต้องหัวเราะร่วน ราวกับกำลังชอบอกชอบใจ

“ฮะฮะฮะ.. ตอนแรกผมก็กลัวว่ะ ดีใจนะเนี่ยที่ได้โน่มาเป็นพวก” มันได้ทีพูดเสียงใส เห๊อะ! ไม่ใช่สถานการณ์แบบนี้ กรูไม่มานั่งอิงแอบแนบชิดกะเมิงให้เสียวตรูดหรอกโว๊ยย “ปุณณ์กับโน่สนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย?”

เออ ผมเกือบลืมไปเลยว่าปุณณ์มันมากับแฟนมัน จนสำเนียงรื่นหูของเอมดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามที่ผมนั่งอยู่นั่นแหละถึงได้นึก ออก เอ.. ตูนี่ก็มานั่งเบียดแฟนชาวบ้านเขาอยู่ได้ แย่จริง

“เฮ้ย!! ลืมไปว่ามากะแฟน งั้นเราเฟดดีกว่า โทษทีว่ะ” ผมไม่ได้ตอบคำถามนั้นของเอม(ไม่รู้จะตอบไงว๊ะ)แต่หันไปผงกหัวปลก ๆ ให้ปุณณ์ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมทำใจไปนั่งข้างยูริที่กวักมือชวนผมยิก ๆ แล้วก็คงเดินไปถึงนั่น นั่งกินมันเบรคแตกสบายไปแล้ว…. ถ้าไอ้ปุณณ์ไม่ได้คว้าข้อมือผมเอาไว้ซะก่อน

“เฮ้ย!! คิดมากไรวะ นั่งนี่ก็ได้ถ้าอึดอัด” ปุณณ์ไม่รั้งผมไว้เปล่า ยังฉุดให้ล้มลงมานั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับมันแบบเดิมอีก แน่นอนว่าหน้าผมเหวอแดก ขณะที่ยูริที่กวักมือเก้อ แถมเริ่มขมวดคิ้วทำท่าจะงอน … เฮ้ย ๆๆ ไม่ง้อนะ บอกไว้ก่อน

“เมื่อคืน เพื่อนที่ปุณณ์บอกว่ามาค้างที่บ้านคือโน่เองเหรอคะ?” เสียงหวาน ๆ ของเอมยังคงป้อนคำถามให้ผมต่อ ทำเอาผมอึกอัก พูดลำบาก เหมือนมีตระกร้อครอบปากไอ้โอมมาครอบปากผมเลยว่ะ…. เอ่อ… จะตอบว่าไงดี… มันจะดูแปลก ๆ รึเปล่าถ้าพูดไปตามจริง… ผมชักระแวงใจตะหงิด ๆ

“อื้อ นี่ไง ยังใส่เสื้อผมอยู่เลย เห็นป่าว” แต่คนที่ชิงตอบเป็นไอ้ปุณณ์ซะงั้น!!! ไม่พูดเปล่าแล้วยังเอามือมาทาบ ๆ เลขประจำตัวบนเสื้อผมให้เอมดูอีก!! นี่มึงไม่กลัวแฟนสงสัยเลยรึไงวะ!!! ถ้าใครรู้ว่ากูไปนอนบ้านมึงในฐานะอะไรล่ะก็…. โอ่ยยยย รู้ถึงไหน อายไปถึงนั่น ระหว่าง ที่ผมกำลังนั่งเหวอให้ไอ้ปุณณ์โชว์เสื้อนักเรียนที่ผมใส่ว่าเป็นของมันอยู่ เสียงคนเดินด้วย

รองเท้านักเรียนก็ดังเข้ามาประชิดตัวผมอีกแรงอย่างไม่ยอมแพ้

“โน่ ใจร้ายจัง… ไม่ยอมไปนั่งกับยู” วันไหนว่างกูจะหาเวลาไปทำสังฆทานซักที… ผมคิดพลางเกาหัวแกรก ที่โดนเพื่อนตัวเองกวนตีนไม่พอ ยูริยังจะมายืนยิ้มเผล่อยู่ข้างหลังผมอีก (เอาไงกะกูวะ!!) ถ้าโดดนํ้าในแก้วแล้วว่ายออกไปโผล่มหาสมุทรอินเดียได้ตอนนี้ ผมคงทำว่ะ

“เอ่อ…. ก็ยูมีเพื่อนนั่งด้วยเยอะแล้วนี่ โน่ไม่กวนดีกว่า”

“ใคร บอกว่ากวนล่ะ ยูอยากนั่งกับโน่นะ ไม่ได้เจอกันตั้งเป็นอาทิตย์ หรือถ้างั้น ยูมานั่งตรงนี้ก็ได้นะ โน่จะได้นั่งกับปุณณ์ด้วยไง ดีไหม” อุตส่าห์ถามว่า ดีไหม.. แต่ไม่เห็นหยุดฟังคำตอบ…. เธอวิ่งกลับไปลากเก้าอี้มานั่งข้างผมแล้วครับ T___T เอาเข้าไป ชีวิตกรู… “

ผม เพิ่งรู้ว่าโน่คบกับยูริอยู่” ปุณณ์กระซิบเบา ๆ ระหว่างที่ยูริกำลังเดินหาเก้าอี้ว่างเพื่อจะมานั่งกับผม จนผมได้แต่ยิ้มแหะ ๆ ให้กับประโยคนั้นของมันแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ดีกว่า… ขี้เกียจอธิบายยาว เรื่องของเรื่องก็คือ เดี๋ยวฝ่ายหญิงเขาจะดูไม่ดีนั่นเอง “มาแล้ว ๆๆ นี่!! ไปนั่งเบียดปุณณ์อยู่ทำไม มานั่งกับยูสิ สงสารปุณณ์เค้า เมื่อยแย่” ยูริที่ได้เก้าอี้วิ่งร่ามานั่งข้าง ๆ พวกผมพลางเอ็ดผมใหญ่ แถมยังตีไหล่อีกแน่ะ (อูยย เจ็บ)… ว่าแต่ให้ไปนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับยูริแบบนั้นนี่จะดีกว่าจริงเหรอ -_-”

“ไม่ เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ได้เมื่อยอะไร” โห๊.. ไอ้ปุณณ์ ทำเป็นแมน ผมเหล่ตามองพ่อพระเอกตลอดกาลอย่างหมั่นไส้ (ทั้งที่เค้าอุตส่าห์ให้นั่งด้วยแท้ ๆ) “ไม่ ได้หรอกปุณณ์ โน่มานั่งนี่เร็ว ๆ” แต่อย่าฝันว่ายูริจะยอมแพ้.. เฮ้อ… อยากทำอะไรก็เชิญ ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเชือกที่เขาใช้ชักเย่อ ยื้อไปทางโน้นที ทางนี้ที สุดท้ายทำได้แค่ถอนหายใจปลง ๆ แล้วย้ายตัวเองไปนั่งเบียดเก้าอี้ตัวเดียวกับยูริ ท่าทางเธอมีความสุขยิ้มร่าดีนะครับ (แต่ปกติเธอก็ยิ้มเก่งอยู่แล้ว) กุลีกุจอหาสารพัดของกินที่สั่งมาประเคนให้ผมใหญ่

“ยี้…. หมั่นไส้คนมีความรักมากเลยอะ สวีทกันไม่เห็นใจเพื่อนโสด ๆ อย่างพวกฉันเลยนะยะยู” แว่วเสียงเพื่อนสาวของยูริแซวกันระงมจนผมเหงื่อตก แต่ดูท่าทางยูริจะมีความสุขดีที่ได้ยินคำพูดแบบนี้ เพราะเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนแก้มแทบปริ

“ก็หาแฟนมั่งสิ” เอ้า… ไปตอบเพื่อนแบบนั้นทำไมล่ะครับ!… ว่าแต่ผมต้องอยู่ในสภาพนี้อีกนานเท่าไหร่เนี่ย T____T ***

เป็น เวลานาน กว่าที่พลพรรคสาว ๆ ขโยงใหญ่จะทั้งกินและเม้ากันจนสะใจ พระอาทิตย์ก็ตกดินไปหลายชั่วโมงแล้ว ผมมองซากอารยธรรมที่เหลืออยู่บนโต๊ะยาวของพวกเธอแล้วก็ต้องกลืนนํ้าลายอย่าง เหลือเชื่อ กระเพาะผู้หญิงนี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ… -_-” ขนาดว่าบริกรมาเก็บจานออกไปบ้างแล้วนะเนี่ย เรา เดินออกจากร้าน ลัดเลาะไปตามแหล่งช้อปปิ้งของสยามที่เปิดไฟสว่าง มาจนถึงป้ายรถเมล์หน้าโรงหนังสยาม รอส่งสาว ๆ ให้กลับบ้านที่อยู่ทางช่วงถนนพญาไท

“ยูริจะกลับยังไงล่ะ ดึกแล้ว” ผมถามไปเป็นมารยาทตามประสาแฟน(?)ที่ดีควรจะถาม จนเธอหันมายิ้มหวานอวดเขี้ยวน่ารักให้ผมด้วยดวงตาปิติ

“โน่จะไปส่งยูเหรอ?” เอ่อ……………….. เอางั้น.. ? แต่ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละ ยูริไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนั้นหรอก เธอหัวเราะหลังจากที่พูดจบประโยคทันที

“ล้อเล่นน่ะ! ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ยูริกลับแท็กซี่กับเมย์ แล้วเจอกันใหม่วันหลังนะ” ได้ยินแบบนั้นค่อยโล่งใจไปนิดหน่อย ไม่ใช่โล่งที่ไม่ต้องไปส่งยูรินะครับ แต่ผมโล่งใจที่มีคนกลับบ้านเป็นเพื่อนเธอต่างหาก

“ถึงบ้านแล้วก็โทรมาบอกด้วยนะครับ” ผมเองก็ไม่ใช่แฟนที่แย่นักหรอกน่า… ^_^ หลัง จากที่รํ่าลากับยูริและเพื่อน ๆ จนส่งเธอขึ้นรถแท็กซี่ไปเรียบร้อยแล้ว (ไม่ลืมจะถ่ายรูปทะเบียนรถแท็กซี่ไว้ในมือถือ) ก็ถึงตาผมบ้างล่ะที่จะกลับบ้าน แต่แค่หันหลังมายังไม่ทันจะก้าวขาไปไหน ก็เสือก

ประจัญหน้ากับไอ้ตัวป่วนชีวิตผมในช่วงหลัง ๆ มานี้เสียก่อน

“เฮ้ย!!!!!?” มึงหล่อขนาดไหน แต่ดึก ๆ ดื่น ๆ มายืนเงียบ ๆ ข้างหลังกูก็นึกว่าผีเหมือนกันนะโว๊ย!!!!!! อู่ย… เง็กเซียนฮ่องเต้ช่วยข้าน้อยด้วย ขวัญเอ๊ยขวัญมา… แน่ นอนว่าผมร้องเสียงหลงที่หันกลับมาเจอหน้ามันรออยู่ แต่สิ่งที่น่าระแวงยิ่งกว่านั้นคือการปล่อยให้มันมายืนซ้อนหลังนาน ๆ… อู่ยยย ไม่ปลอดภัยแน่ ๆ รีบหันหน้าไปคุยกับมันดี ๆ ดีกว่า “โน่เป็นแฟนที่ดียิ่งกว่าที่ผมคิดอีกนะเนี่ย” มันพูดทั้งรอยยิ้มทะเล้น แต่ผมรู้สึกเหมือนถูกหลอกด่าปะแล่ม

“หมายความว่าไง”

“เฮ้ย! ไม่ใช่อย่างนั้น หมายความว่า โน่ก็ดูแลยูริดีเหมือนกันนะ นึกว่าจะใจร้ายกว่านี้ซะอีก” นี่มึงแก้ตัวแล้วเหรอวะ -_-”..

“เป็น ผู้ชายก็ต้องดูแลเขาหน่อยสิ.. นึกว่าปุณณ์จะไปส่งเอมซะอีกนะ” ผมพูดพลางเดินไปด้วยเพื่อขึ้นบันไดเลื่อน ข้ามฝั่งไปยังป้ายรถเมล์หน้าสยามเซ็นเตอร์ แน่นอนว่าปุณณ์เดินตามผมติด ๆ เพราะจะว่าไปบ้านเราก็อยู่ใกล้กัน อย่ามาเดินอยู่ข้างหลังกูได้ไม๊เนี่ยยยย เข้าใจไหมว่ากูรู้สึกแปลก แปลกกก

“ปกติก็ไปส่งนั่นล่ะ แต่วันนี้ต้องพาโน่ไปที่บ้านนี่” มึงพูดอะไรนะ!!!!!!!!!?

“เฮ้ย!!!!!!! ให้ไปทำไมอีกวะ!!!!!!!!!!!!” กูเป็นแฟน(ในนาม)แต่ไม่ได้แต่งเข้าบ้านมึงนะโว๊ย!! จะให้ไปอยู่กินด้วยเลยรึไง!!!!!!

“อ้าว…. แล้วโน่ไม่เอามอไซค์ที่จอดทิ้งไว้บ้านผมเหรอ” เออว่ะ………….. เกือบลืม อะไรวะเนี่ย วันนี้ผมเบลอจริง ๆ

“เออว่ะ.. เอา ๆๆ แล้วแป้งอยู่บ้านปะ” ต้องถามถึงตัวปัญหาก่อนเลยเป็นดีที่สุดครับ “ไม่อยู่บ้านจะให้อยู่ไหนล่ะ ฮะฮะ” มันตอบผมกลั้วหัวเราะเหมือนผมถามคำถามโง่ ๆ… แต่คำถามของผมมันก็โง่จริง ๆ นั่นแหละ ว่าแต่.. หลังจากเป็นกับแฟนยูริ ก็ต้องไปเป็นแฟนไอ้ปุณณ์ต่ออีกเหรอวะ!!! ชีวิตผมจะมีอิสระบ้างไหมเนี่ย!!!!!!!!!!!

7th CHAOS

“สวัสดี ค่ะคุณปุณณ์ คุณโน่” ผมว่าผมมาแค่ไม่กี่ครั้งแต่แม่บ้านจำชื่อได้แล้วอะครับ คิดดู…… ผมยิ้มพลางผงกหัวให้หญิงมีอายุรุ่นราวคราวพี่แม่คนนี้อย่างนอบน้อม.. ก็แหม.. ถึงผมจะโวยวาย หยาบคาย แต่ผมก็มีมารยาทนะครับ เชื่อหน่อย!!

“ป้า น้อย ป้าถามลุงหนันให้หน่อยสิว่าเอามอเตอร์ไซค์โน่ไปจอดไว้ไหน” ปุณณ์ถามถึงพาหนะคู่ชีพของผมให้ทันทีที่สาวสูงวัยเข้ามานำกระเป๋าของปุณณ์ไป ทำท่าจะเก็บให้ ป้าน้อยได้ยินดังนั้นก็รีบหันมายิ้มอย่างใจดี

“ตา หนันแกกำลังล้างให้อยู่น่ะค่ะ ที่จริงป้าบอกให้แกล้างตั้งแต่บ่ายแล้ว แต่แกบ่นปวดหลัง เลยเพิ่งมีแรงออกมาล้างน่ะค่ะ” แล้วใครบอกให้ล้างล่ะครับป้า!!!!!!! โอ๊ยยยย ผมเกรงใจจะตายห่าอยู่แล้ว ทรมานคนแก่อีกเหรอเนี่ยเรา!

“รถ ล้างอยู่ตรงไหนฮะ” ผมรีบยิงคำถามทันทีด้วยความร้อนใจ ไม่อยากจะรบกวนบ้านภูมิพัฒน์มากไปกว่านี้อีกแล้ว ยิ่งได้เห็นป้าน้อยยิ้มให้ผมอย่างเอ็นดู ผมก็ยิ่งเกรงใจหนัก

“อยู่ข้างโรงรถน่ะค่ะ แต่ตาหนันเพิ่งจะเริ่มล้างเมื่อกี้เอง คงยังไม่เสร็จ รบกวนคุณโน่รออีกแป๊บนะคะ” เพิ่งล้างนี่แหละครับดี!! ผมได้ยินดังนั้นก็โยนกระเป๋านักเรียนให้ปุณณ์แล้ววิ่งไปโรงรถทันที

“ลุงหนันครับ!!!! ลุงหนันไม่ต้องละ……….” “ซู่!!!” ไม่ทันจนได้………… ตอนนี้น้องมอเตอร์ไซค์ของผมเปียกซ่กเรียบร้อยด้วยปลายสายยางจากลุงหนันแล้วครับ -_-”……. ออกมาห้ามไม่ทันแหะ -_-”

“ขอโทษครับคุณโน่ ๆ ผมจะรีบล้างให้นะครับ” “ไม่ เป็นไรฮะลุง ผมล้างเองดีกว่า ลุงไปพักผ่อนเถอะ นี่มืดแล้วนะ” ผมตอบลุงหนันพลางพยายาม

ยื้อสายยางไว้ที่ตัวเอง แต่ลุงหนันดันวิ่งหนีไปอีกทาง เมื่อผมก้มลงมองนาฬิกาก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าแล้ว ถ้ายังหน้าด้านปล่อยให้คนแก่ออกมาตากลมกลางคืนก็อย่าเรียกผมผู้ชายเลยครับ!!!

“ไม่ได้หรอกครับคุณโน่… มันเป็นหน้าที่ของลุง” ลุงหนันตะโกนมาจากอีกฝั่งรถมอไซค์ “ไม่เอาน่าลุง ผมไม่บอกใครหรอก ลุงไปพักเถอะฮะ ผมล้างรถเองออกจะบ่อย” ผมตะโกนกลับไป

“แต่คุณโน่เป็นแขก………….” “เดี๋ยว ผมกับโน่ช่วยกันล้างเอง ลุงหนันไปพักเถอะนะครับ..” เสียงที่สามดังขึ้นจากด้านหลังผม.. ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าใคร เป็นไอ้ลูกชายคนโตเจ้าของบ้านนั่นแหละ ผมหันไปมองปุณณ์ที่เดินมาสมทบยิ้ม ๆ เป็นยิ้มของคนที่มั่นใจว่าลุงหนันไม่กล้าขัดคำสั่งแน่

“จะดีเหรอครับคุณปุณณ์….”

“ดี ที่สุดเลยครับ ลุงวางอุปกรณ์ไว้ตรงนี้แหละ เดี๋ยวผมกับโน่จัดการเอง” ปุณณ์พูดแค่นั้น ก่อนจะเดินไปขอสายยางมาจากมือคุณลุงคนงานประจำบ้าน แล้วมองตามหลังค่อม ๆ ที่กลับไปพักผ่อนยังส่วนของคนงาน

“มา…. จัดการ” มันหันมาบอกผมพลางยิ้มเผล่ แต่ผมแค่เลิกคิ้วกลับให้มันกวน ๆ “คุณหนูปุณณ์ทำเป็นเหรอครับ”

“อ้าว พูดงี้ก็สวยสิครับโน่” มันว่าพลางฉีดนํ้าใส่ผม เฮ้ยไอ้ห่า!!!!!!!!! กูเปียกมั่งเหอะ!!!!!!!!!!

“สัด!! เปียกเว้ย!!!!!” “เสื้อ ผ้าผมทั้งนั้น กลัวไร” มันพูดล้อ ๆ แต่ก็จริงของมัน… ชุดนี้ก็ชุดมันทั้งชุด ผมมองตัวเองที่เปียกมะล่อกก่อนจะเงยหน้ามาเพื่อพบว่าไอ้ปุณณ์กำลังขมักเขม้น กับการถอดเสื้อตัวเองออกอยู่ “เฮ้ย!!!!?” “ตกใจ ไร จะใส่ชุดเต็มยศอย่างงั้นล้างรถเหรอครับ คุณโน่…” เสือกกลายเป็นว่ามันประชดผม

กลับไปซะฉิบ… เออ ถอดก็ถอด.. ผมคิดในใจพลางส่ายหัวแล้วจัดแจงถอดเสื้อนักเรียนบนตัวเองออก คงเหลือแต่เสื้อกล้ามไว้กับตัว เพราะไอ้จะให้มาแปลงร่างเป็นชีเปลือยท่อนบนอยู่กลางโรงรถบ้านคนอื่นก็รู้สึก แปลก ๆ ไม่เหมือนเจ้าของบ้านอย่างมันนิ่!! ตอนนี้แม่งเหลือแต่กางเกงนักเรียนสีนํ้าเงินตัวเดียวเรียบร้อยแล้ว “ลุย!” ไอ้ ปุณณ์แหกปากพลางวิ่งฉีดนํ้าไปรอบตัวรถ (จนผมล่ะกลัวใจรถจะพัง) โดยไม่ลืมจะฉีดใส่ผมด้วย (กูไม่ใช่มอเตอร์ไซค์โว่ยย) แต่อย่าคิดว่าผมจะยอม เพราะตอนนี้ผมได้สายยางมาไว้ในมืออีกอัน หึหึ.. บรรยากาศ การล้างรถของเราเป็นไปอย่างสนุกสนานดี แม้จะมืดและยุงกัดไปหน่อย (ไม่หน่อยอะครับ กัดชิบหาย) ไอ้ปุณณ์อุทิศแปรงสีฟันใช้แล้วของมันมานั่งขัดท่อให้ผม ขณะที่ผมลงแชมพูรถทั่วคันไปด้วย (และแกล้งหยดแชมพูลงหัวมันเป็นระยะ ๆ) จะว่าไป ที่เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าไอ้ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ เป็นคุณหนูไฮโซตระกูลผู้ดีก็ไม่ผิดจากความเป็นจริงเท่าไหร่ (สังเกตจากบ้านหลังเบ้อเริ่มและแรงงานในบ้านมากมาย แถมยังจะให้ลูกชายดูตัวอีก ทำเป็นหนังไทยเมื่อยี่สิบปีก่อนไปด๊ายยย) เพียงแต่มันก็ไม่ได้เป็นคนเลิศหรูอะไรขนาดนั้น เห็นจากท่าทางขยันขันแข็ง (แรงงานกรรมกร) ช่วยผมขัดท่อมอเตอร์ไซค์คันเก่งไปด้วย คอยฉีดนํ้ารดส่วนที่ผมจะลงแชมพูไปด้วย แล้วก็ทำให้รู้สึกว่าไอ้นี่มันพึ่งพาได้มากโขอยู่ เสียอย่างเดียว แม่งแกล้งกูจังงงงงงงงงงงงง “เฮ้ย!! จะล้างรถหรือรดนํ้าดำหัวกูวะ ไอ้ห่า!!!” ไม่ต้องแปลกใจครับ ยิ่งคุยกันก็ยิ่งสนิท คำหยาบคำเลวทั้งหลายก็ทะยอยออกมาเรื่อย ๆ.. แล้วอีกอย่างจะไม่ให้ผมด่ามันได้ไง ในเมื่อ 80% ของการล้างรถ ดูเหมือนมันจะพยายามล้างตัวให้ผมมากกว่า ไอ้สาดดด เสื้อกล้ามผมใส่ก็เหมือนไม่ได้ใส่อะครับ แนบเนื้อซะหนาวไปถึงไส้ติ่งเลย “หมั่นไส้ ใส่เสื้ออยู่ได้” อ้าว แล้วจะถอดบริจาคเลือดให้ยุงทำไมล่ะวะ!!! เลือดกูชั่ว ผม แกล้งราดแชมพูล้างรถใส่ตัวมันมั่ง “งั้นมึงอาบนํ้าเลยแล้วกัน อาบเสร็จแล้วกูจะได้ตัดแต่งขนให้” ฟองฟ่อดทั่วตัวเลยครับทีนี้ มันหน้าเหวอใหญ่ ก๊าก ๆๆ

“เฮ้ย!! ไอ้เชี่ย!!! เดี๋ยวเป็นผื่น!!!!!” “เรื่องของเมิงเด่ะ!!!!!!!!” ผมโต้กลับพร้อมหลบฟองนํ้าขัดรถที่มันปาใส่ไปด้วย แต่หลบไม่ทันว่ะ เป็นอันว่าตอนนี้ตัวพวกผมสองคนฟองฟ่อดไปด้วยสบู่ล้างรถ ตายก็ตายด้วยกันนี่ล่ะครับ พี่น้อง มัน ดูท่าทางไม่ยอมแพ้ว่ะครับ… วิ่งไล่จับผมปลํ้าจะถอดเสื้อใหญ่ ฮ่า ๆ ไม่เคยรู้ว่าไอ้ปุณณ์คนเก่งของใคร ๆ จะบ้าดีเดือดได้ขนาดนี้เหมือนกัน แต่ก็ตลกดีว่ะ แล้วอย่างมันน่ะเรอะจะจับผมแก้ผ้าได้!! เร็วไปสิบชาติไม่ว่าสิโว๊ยย =p ผมกระโดดหนีมันทันที เราสองคนวิ่งกันเป็นวงกลมรอบรถมอเตอร์ไซค์ มันยังจับผมไม่ได้ =p แต่ด้วยอารามที่พื้นโรงรถลื่นโคตร ๆ ทั้งนํ้าเอย แชมพูเอย แล้วยังอะไรต่อมิอะไรที่พวกผมเล่นกันเต็มพื้นไปหมด ยิ่งผมก้าวเท้าพลาดไปเหยียบลงบนฟองนํ้าขัดรถที่ไอ้ปุณณ์โยนมาเมื่อกี้ (ผมหลบไม่ทันอีกต่างหาก) ก็ยิ่งเสียหลักเข้าไปใหญ่ ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!” เสียงผมแหกปากดังลั่นพร้อมกับคิดว่ากูเจ็บตัวแน่งานนี้ หลังหักเดี้ยงต้องนอนบ้านมันอีกคืนทำไงวะ!! (กลัวยิ่งกว่าให้นอน รพ. อีก) “โอ๊ย!!!!” แต่สรุปว่าเสียงที่ครวญด้วยความเจ็บปวดนี่ไม่ใช่เสียงผมว่ะ… ผมหลับตาปี๋แต่ก็ระลึกได้ว่าตัวเองไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ “เฮ้ย!!! มาแอ็คเป็นพระเอกขี่ม้าขาวทำไมวะ!!! เจ็บไม๊ล่ะห่า!” เมื่อหันไปพบว่าไอ้คนที่มารองผมจากด้านหลังเอาไว้ทั้งตัวเป็นเจ้าของบ้านตัว ดีนี่แล้วก็อดด่าไม่ได้… หืมม ทำตัวเป็นพระเอกแมนไม่เข้าเรื่องนะมึง ทีนี้เลยทั้งเจ็บทั้งหนักเลยสิ ไอ้คุณปุณณ์!! “ใครบอกว่าช่วยวะ!!! มึงแหละหงายมาล้มใส่กู!!!!!!!” อ้าวเหรอ…. แหะ ๆๆ ขอโทษทีว่ะ… ผมหน้าเจื่อนไปก่อนจะพยายามลุกจากตัวมัน (ตอนนี้ผมเปียกทั้งตัวแบบบิดนํ้าออกได้เป็นถังแล้วครับ) แต่มันคงไม่ทันรู้หรอกว่าแขนมันพาดรั้งเอวผมไว้อยู่ ตามสัญชาตญาณน่ะนะ

แต่ไอ้เรื่องเหนือความคาดหมายของจริงน่ะ… มาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วต่างหาก.. “พี่ปุณณ์…. พี่โน่…………………….?” *** เสียง เครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์คันเก่า (ที่ขัดจนใหม่แล้ว) ดังตามทางอันมืดมิดก่อนจะหยุดลงหน้ารั้วบ้านผมตามคำสั่ง อืม… จอดได้นิ่มดีมาก ไอ้สารถี! “หลัง นี้เหรอวะ” มันพูดขึ้นหลังจากที่ดับเครื่องยนต์ลงหน้ารั้วบ้านสีนํ้าเงินของผมแล้ว นี่เป็นครั้งแรกของมันที่ได้มา แหมก็นะ….. บ้านผมไม่ใหญ่โตเป็นวังเท่าบ้านมันหรอก โทษทีว่ะ “เออ หลังนี้แหละ โทษทีที่ไม่ไฮโซ ฮ่า ๆๆ” ผมว่าประชดพลางเหวี่ยงขาลงจากเบาะหลังรถมอเตอร์ไซค์ ปุณณ์มันขี่รถมาส่งผมตามคำสั่งของน้องสาวมันครับ ซึ่งแน่นอนว่าถ้ามันไม่ยอมขับมาส่ง ผมก็จะไม่ได้กลับ ต้องนอนจู๋จี๋กับมันต่ออีกคืน… บ้าไปแล้ว!!! ถ้าให้ผมอยู่กับมันต่ออีกคืน ผมว่ามันแห่ขันหมากมาสู่ขอผมแต่งเข้าบ้านเลยดีกว่า.. คนเขาก็ลูกมีพ่อมีแม่นะเฮ้ย!! (ของผมนี่ต้องบอกว่ามีอาป๊ากับม๊านะเฮ้ย!!) ถึง ตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุการณ์หลังจากเมื่อกี้ ที่ผมกับไอ้ปุณณ์โดนฟองนํ้าน็อคให้ล้มลงไปกองทับกันระหว่างล้างรถ เกิดอะไรขึ้นต่อไป… จริง ๆ แล้วคงเดาได้ไม่ยากใช่รึเปล่าครับว่าน้องแป้ง…. น้องสาวชาววายตัวดีของไอ้ปุณณ์ดันโผล่มาเห็นฉากเด็ดเข้า (จังหวะดีชิบหาย) ซึ่งไม่รู้จะจำกัดความว่าดีหรือซวยดี หรืออันที่จริงต้องบอกว่า เป็นผลดีมาก ๆ กับไอ้ปุณณ์ แต่ซวยชิบหายต่อชีวิตผม… แม่งงเอ๊ย!! จะแก้ตัวก็ไม่ได้ จะพูดอะไรต่อยังลำบากเลยครับ! (ภาพแม่งฟ้องซะ…) จนสุดท้าย ผมสองคนต้องนอนมองหน้าน้องแป้งที่รีบเอาผ้าขนหนูมาวางให้พวกผม แล้ววิ่งกรี๊ด ๆ (ด้วยความดีใจ) เข้าภายในบ้านไป… เออ ขำว่ะ ฮ่า ๆๆ ผมกับไอ้ปุณณ์นอนขำกันท้องคัดท้องแข็งอยู่บนพื้นโรงรถอย่างนั้น (แต่หลังจากที่

ผมกลิ้งลงมาจากตัวมันแล้วนะเฮ้ย!!) ก่อนจะอุทิศตัวทั้งตัวให้กลายเป็นผ้าขี้ริ้ว นอนเอาหลังเช็ดพื้นโรงรถอย่างนั้นต่อไป มองดูท้องฟ้าตอนกลางคืน(ที่ไม่ค่อยมีดาว)จากโรงรถบ้านมัน(ที่เปื้อนสบู่ล้างรถ)ก็ทั้งสวยแล้วก็สบายใจดีไปอีกแบบเหมือนกัน “ไฮ โซไรวะ บ้านโน่ก็น่าอยู่ดีออก” มันพูดตอบ ขัดจังหวะผมที่กำลังยืนเหม่ออยู่ (เกือบลืมไปแล้วว่าคุยไรไว้) พลางช่วยเข็นรถมอไซค์เข้าบ้านให้หลังจากที่ผมเปิดประตูรั้ว ผมเป็นฝ่ายช่วยเข็นประตูบ้านปิด แล้วเปิดประตูเล็กให้มันแทน “เออ กลับดี ๆ ล่ะ กุไม่ไปส่งนะ” เพราะถ้าจะให้ไปส่งก็คงตลกเกินไปแล้ว มีหวังได้ส่งกันไปส่งกันมาทั้งคืนไม่จบสิ้นแหง๋ ๆ มันหัวเราะรับคำนั้นของผมก่อนจะโบกมือลาและเดินออกจากประตูบ้านไป “ส่วน.. เรื่องเงินชมรม” แต่มันหันกลับมาพูดเรื่องที่น่าสนใจโคตร ๆ เลยแหะ O.O “กำลังช่วยอยู่ รออีกซักพักนะ แต่สัญญาว่าได้แน่ ๆ” แค่ได้ยินแบบนี้ผมก็สบายใจแล้ว ^____^ ผม พยักหน้ายิ้มรับคำพูดนั้นของมัน ก่อนจะโบกมือลากันเมื่อมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างแถวนี้ผ่านมาให้มันโบกกลับพอดี ฮ้า… เป็นวันที่วุ่นวายแต่ก็สนุกดีนะ ได้สนิทกับปุณณ์นี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน..

8th CHAOS ผมตื่นมาตอนเช้าพร้อมกับรอยแดงที่แขนเล็กน้อย… สงสัย จะเป็นเพราะแชมพูล้างรถเมื่อวานว่ะครับ แม่ง.. เอามาราดกูอยู่ได้ไอ้เวรปุณณ์ กวนตีนนัก… แขนขาว ๆ ของผมตอนนี้เลยมีรอยแดงเป็นปื้น ๆ เลย หมดหล่อพอดีครับ… ล้อเล่นน่ะ… เป็นแค่รอยนิดเดียวเองต่างหาก =p ของแค่นี้จิ๊บจ๊อยสบายมาก ไม่สะเทือนความหล่อของผมหรอก ฮ่า ๆ… เดี๋ยวนะ แว่ว ๆ ใครตะโกนมาว่าผมหนังหนา เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อยครับ!! พูด ถึงไอ้ปุณณ์แล้วนึกออกเลยว่าเมื่อวานผมลืมนาฬิกาทิ้งไว้บ้านมัน (ถอดตอนล้างรถน่ะครับ กลัวน้องดีเซลจะจมนํ้าตาย) เดี๋ยวต้องโทรไปเตือนมันอย่าลืมเอามาให้ซักหน่อย ก่อนที่ผมจะเป็นฝ่ายตายเอง เพราะตั๋วแปะผมเป็นคนซื้อมาฝากจากออสเตรเลีย คิดได้ดังนั้นผมก็กดมือถือโทรออกหามันทันที กดอยู่ประมาณสองครั้งครับ กว่ามันจะรับ อดคิดไม่ได้ว่าหรือมันจะไปถึงโรงเรียนเรียบร้อยแล้วเลยไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ แต่…. เออ! มันรับสายแล้ว!! “อืม… ว่าไงโน่…” เวรกรรม… ผมได้ยินปลายสายเสียงงัวเงียขนาดนี้แล้วเซ็งแดกว่ะ อย่าบอกว่ายังไม่ตื่นนะโว๊ย!!!! เจ็ดโมงกว่าแล้วมึง!!! “ไม่ไปเรียนรึไง นอนอยู่ได้” มันโดนผมประชดใส่ทางสายโทรศัพท์ แต่ยังมีหน้ามาหาวให้ฟังอีกแน่ะ! “เออ… ไม่ไปว่ะ โน่มีไรปะ” เฮ้ย!?! “มีสิวะ นาฬิกาข้อมือกูอยู่กะมึง”

“อ๋อ อืม.. ผมเก็บไว้ให้แล้ว แต่เอาไว้พรุ่งนี้แล้วกันนะ วันนี้คงไม่ไปเรียนอะ” “เออ… ไม่เป็นไร… แล้วทำไมไม่ไปเรียนวะ” ดูเหมือนเสือก ๆ แต่ผมอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ เลขานุการสภานักเรียนดีเด่นอย่างนายปุณณ์ หยุดเรียนเป็นกับเขาด้วยเหรอวะ!? ยิ่งช่วงใกล้ ๆ งานบอลที่โคตรวุ่นวายแบบนี้อีก ฟังดูไม่น่าเชื่อแหะ เสียง ปลายสายเหมือนจะอึกอักนิดหน่อยจนผมผิดสังเกต (หรือคิดไปเองหว่า) แต่มันก็สรรหาคำตอบมาบอกผมได้ในที่สุด “ไม่ค่อยสบายตัวน่ะ.. อื้อ… เอาไว้ค่อยคุยกันนะ ตอนนี้ผมง่วงมากเลย” “เออ ๆ” ผมตอบกลับไปอย่างนั้นแล้วกดวางสาย ทั้งที่ยังรู้สึกข้องใจไม่หาย.. ไม่สบายตัวงั้นเหรอ…. *** ไอโฟนในมือผมบอกเวลาแปดโมงกว่า ขณะที่มาหยุดยืนหน้าบ้านหลังใหญ่……. นี่ผมเสนอหน้ามาบ้านหลังนี้เป็นวันที่ 3 ติด ๆ กันแล้วนะ อะไรจะเป็นแฟนพันธุ์แท้บ้านภูมิพัฒน์ขนาดนั้นวะ -_-” ตกลง เอาไงดี.. กดออดดีไหม… ผมคิดพลางเดินวนกลับไปกลับมาหน้ารั้วอัลลอยด์สีเงินตระหง่านที่ตั้งอยู่ตรง หน้า ทำไงดีวะ แปดโมงกว่าแล้วด้วย ผมแค่อยากรู้ว่ามันป่วยเป็นอะไรกันแน่ถึงไม่ไปเรียน แล้วถ้าเห็นว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิดอยู่ผมก็จะกลับไปเข้าเรียน…. แต่ถ้ามันเป็นอย่างที่ผมคิดล่ะ… เฮ้ย!……. ดูให้แน่ใจก่อนดีกว่า “อ้าว คุณโน่ มาเยี่ยมคุณปุณณ์เหรอคะ” โชคเข้าข้างโคตร ๆ ที่ป้าน้อยเดินผ่านมาเห็นพอดี ผมถึงกับรีบปรี่เข้าไปเกาะรั้วอย่างดีใจ “ครับ ปุณณ์มันเป็นไรอะป้า”

“ก็ ไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ… คุณโน่เข้ามาข้างในดีกว่า” หญิงสูงอายุตรงหน้าผมว่าพลางเปิดประตูเล็กให้ ผมยกมือสวัสดีป้าน้อยอย่างนอบน้อมก่อนจะก้าวผ่านเข้าไปในบริเวณบ้าน “ปุณณ์ ป่วยเป็นอะไรอะป้า” อย่าคิดว่าผมจะเลิกล้มความพยายามในการยิงคำถาม หึหึ แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนของป้าน้อยแทนซะอย่างนั้น นี่……… อย่าบอกนะว่าคิดแบบเดียวกันกับน้องแป้งน่ะป้า -_-”….. “คุณ โน่ขึ้นไปดูก็ได้ค่ะ คุณปุณณ์นอนอยู่บนห้องแน่ะ” เอาวะ… อยากคิดอะไรก็เชิญ (ชินแล้ว) ผมผงกหัวให้ป้าน้อยก่อนจะเดินผ่านเข้าไปในตัวบ้านที่เริ่มจะคุ้นเคยดี ตาม ทางเดินชั้นสองที่มันวับ ประตูไม้เนื้อสวยไม่ไกลจากผมนั้นคือห้องนอนไอ้ปุณณ์… ผมเดินตรงลิ่ว ๆ ไปหยุดหน้าประตูและเริ่มใช้ความคิดนิดหน่อย.. บุกเข้าไปเลยแล้วกัน! ไหน ๆ ก็ถ่อมาถึงนี่แล้ว! ผมคิดพลางหมุนลูกบิดประตูเข้าไปอย่างไร้มารยาท ไอ้เรื่องจะให้เคาะบอกน่ะ ฝันไปก่อน “ไอ้ปุณณ์!” ผมส่งเสียงดังแบบไม่มีความเกรงใจ (และสมบัติผู้ดี) แต่แล้วก็ต้องหุบปากสนิท เมื่อเห็นเจ้าของชื่อนั้นกำลังหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงเหมือนกับคนไม่มีเรี่ยว แรง เฮ้ย… ตัวแม่งแดงเกือบทั้งตัวเป็นปูนึ่งเลยว่ะ (หิว)… นี่สรุปว่าสิ่งที่ผมคิดมันเป็นจริง จริง ๆ ด้วย ผมปล่อยกระเป๋านักเรียนทิ้งไว้ข้างประตูแล้วปรี่เข้าไปดูมันที่หลับอยู่บนเตียงทันที ผิว ของปุณณ์ที่ปกติแล้วเป็นผิวขาวออกเหลือง ตอนนี้กลายเป็นสีแดงจาง ๆ เหมือนคนมีอาการผื่น

ขึ้นทั่วไป แบบเดียวกับแขนของผมที่เห็นเมื่อเช้านั่นแหละ แต่ของปุณณ์มันไม่ได้หยุดแค่แขน แต่กลับแดงทั้งตัวจนน่ากลัวจะทรมาน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครผิด……. ผมคิดถูกจริง ๆ ที่แวะมาหามันก่อนไปโรงเรียนอย่างนี้ เพราะถ้าเก็บมารู้ทีหลัง ผมคงเกลียดตัวเองชิบหาย “ผิว แพ้ก็เสือกเล่นอยู่ได้นะมึง…” เสียงผมบ่นอุบอิบระหว่างล้มตัวลงนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างเตียงมัน หางตาเหลือบเห็นแผงยาเม็ดแก้แพ้ที่ถูกแกะไปแล้ว กับนํ้าขวดหนึ่งตั้งอยู่ นี่คงจะกินยาไปแล้วสิ… ก็ยังดีวะ “มึงแหละเอาสบู่ราดกู” อ้าว…. ตกลงไม่ได้หลับซะฉิบ!!! ไอ้ห่านี่กวนตีนตลอด “ไม่ หลับแล้วเสือกแกล้งตายทำไม” ผมโวยมันกลับพลางเงื้อมือจะโบกกบาล แต่นึกสงสารคนเจ็บเลยสงวนท่าทีไว้ก่อนดีกว่า ไอ้คนป่วยตัวแดงตรงหน้าผมนี้ยังมีแรงยักยิ้มให้ผมอยู่ “เป็นคนดีนี่ มีการมาเยี่ยมด้วย” ตลก! “เปล่า…. กูมาเอานาฬิกา” แน่นอนว่ามันหัวเราะให้คำตอบงี่เง่า ๆ ของผมว่ะ… เออ ทีใครทีมัน “แล้ว…. กินยายัง” ผมเลียบ ๆ เคียง ๆ ถาม “นาฬิกาตั้งอยู่นั่น เอาเสร็จแล้วก็ไปเรียนดิ” เปื่อยแล้วยังเสือกกวนประสาทอีกนะ ไอ้เวรปุณณ์!! ผม เขม่นตามองมันอย่างอดทนที่จะไม่ทำร้ายร่างกายคนเจ็บ แล้วเดินไปหยิบนาฬิกาข้อมือตรงโต๊ะกระจกมันมาใส่ ก่อนจะนั่งแหมะลงบนโซฟาตัวยาวในห้องนอนมัน “ไม่ไป… กุขี้เกียจ นอนเล่นอยู่บ้านมึงดีกว่า” แว่วเสียงไอ้ห่านี่หัวเราะแล้วก็พาลเจ็บใจ… ไม่ติดว่ามึงป่วยเพราะกู กูก็ไม่มาหรอกโว๊ยย “แล้วเป็นไง.. เจ็บปะวะ” สุดท้ายก็ต้องถามถึงอาการมันจนได้… เจ้าคนป่วยที่นอนหลับตาอยู่งึมงำ

ตอบผมในลำคอ “คัน ๆ ว่ะ… แล้วแขนมึงล่ะเป็นไง” เออ.. สังเกตด้วยแหะว่าแขนผมแดง ผมก้มมองรอยปื้น ๆ ที่แขนตัวเองแล้วก็ยักไหล่ “ไม่เท่าไหร่ คันหน่อย ๆ” “ไปคันหน่อยระวังพี่เคนเขาก้านคอเอานะเว้ย ยิ่งหวง ๆ แฟนอยู่” ไอ้สัดนี่ “ไอ้สัด…” ปากผมตรงกับใจเสมอเรื่องด่า ๆ ครับ “หึ หึ.. เอายานี่ไปทาดิ่ ช่วยได้เยอะนะ” มันว่าพลางชี้โบ้ชี้เบ้ไปทางหัวเตียงทั้งที่ยังไม่ลืมตา ผมมองตามปลายนิ้วมันเห็นหลอดยาทาแก้แพ้อยู่แล้วก็เดินไปคว้ามาลูบลงกับแขน ตัวเองบ้าง “มึงทายัง” “ยัง ขี้เกียจ” “เอ๊า!! จะหายไหมล่ะวะ ทาเด่ะ” บอกแต่คนอื่น ตัวเองเสือกไม่ยอมทำซะงั้น ผมยืนมองหน้ามันที่ขมวดคิ้วแน่นอย่างเกียจคร้าน ไอ้ ปุณณ์บิดขี้เกียจทีสองทีก่อนจะยอมลุกขึ้นมานั่งบนเตียง ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูสบาย ๆ กับทุกสถานการณ์ กลับอิดโรยอย่างไม่น่าเชื่อ “ทาให้หน่อยได้ปะ ขี้เกียจว่ะ” กูว่าแล้วไงไอ้ปุณณ์… ไหนใครบอกว่ามันเป็นนักเรียนดีเด่น ขยันโง้นงี้ ท้าให้มาดูนี่เลย โกหกทั้งเพ “เออ ถอดเสื้อ ๆๆๆ” ผมว่าพลางนั่งปุลงบนเตียงข้าง ๆ มันแล้วกำหลอดยาไว้ในมือ รอจนมันถอดเสื้อเสร็จ เผยให้เห็นผิวขาวที่มีรอยแดงฉาบอยู่แทบทั่วทุกบริเวณ “เป็นเยอะว่ะ….” “เออ ตอนบ่ายไข้จะขึ้น” ทำนายได้อีกนะมึง.. ท่าทางเป็นขาประจำ

ผม บีบเนื้อยาสีขาวจากตัวหลอดมาพักไว้บนฝ่ามือ ก่อนตัดสินใจชะโลมไปให้ทั่วแผ่นหลังของมันก่อน จนฝ่ามือรู้สึกได้ถึงเม็ดเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้เมื่อลองทาบลงไป “จะหมดหลอดก็เพราะหลังมึงใหญ่นี่แหละ” ผมบ่นเพราะเห็นว่าทายังไงก็ไม่ทั่วซักที ไอ้บ้านี่เห็นผอม ๆ แต่โครงสร้างกระดูกไหล่กว้างสมเป็นผู้ชายจริง ๆ เสียงปุณณ์หัวเราะรับคำบ่นผม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหันหน้ามาให้เมื่อทายาทั่วทั้งหลังแล้ว “เหนื่อยปะ” ยังมีหน้ามาถามอีกนะ ไอ้ขี้เกียจจจ “เออ เหนื่อย! ข้างหน้าทาเองสิวะ กูไม่อยากทำให้มึงสยิว” ผมพูดทีเล่นทีจริง แต่กลับได้รับเป็นสายตามีเลศนัยของไอ้ปุณณ์แทน “แค่เมื่อกี้กูก็เสียวแล้ว” “ไอ้ห่า….. งั้นทาเองเลยสัด” ขนลุก!! ผมโยนหลอดยาใส่มันทันที ได้ยินเสียงมันหัวเราะร่า “ล้อเล่น! ทาก็ทาให้เสร็จสิวะ หนาว” “แล้วเสือกปรับแอร์ซะเย็นทำไม บ้าหรือโง่วะ” ผมบ่นกลับแต่ก็บีบยาก๊อกที่สองลงบนฝ่ามือตามบัญชา เสียงแอร์ดังหึ่ง ๆ เป็นสิ่งเดียวที่ทำลายความเงียบในขณะนี้.. ผม ไม่รู้จะพูดอะไรกับมันต่อดีว่ะ เพราะมันก็ไม่ได้ชวนผมคุยเหมือนกัน แบบนี้เลยยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเกร็งแปลก ๆ ผมยอมรับว่ามือสั่นนิดหน่อย ตอนเผลอสบตากับมัน ก่อนปลายนิ้วจะแตะลงบนแผ่นอกของคนตรงหน้า ปัดโธ่เว๊ย.. ตื่นเต้นทำไมวะ! ผู้ชายด้วยกันแท้ ๆ ไม่ได้อวบอึ๋มเหมือนใน DVD ที่ไอ้โอมบิทมาฝากผมซักหน่อย ผม พยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจตัวเองช้า ๆ พลางเกลี่ยยาให้ทั่วแผงอกกว้างนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า

ปุณณ์มีรูปร่างที่ดูดีเลยทีเดียวว่ะ ผอม.. แต่ไม่เก้งก้าง กล้ามเนื้อก็ไม่มีมากหรือน้อยจนเกินไป นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นผื่นแดงทั่วตัวอยู่ล่ะก็ สาว ๆ ที่ไหนมาเจอก็คงอยากแอบอิง ผม คิดอะไรเพลิน ๆ พลางละเลงยาไปจนทั่ว ด้วยกลัวว่าถ้าทาน้อยเกินไปจะไม่สำเร็จผล ฝ่ามือของผมวนไปเรื่อย ตั้งแต่หัวไหล่ หน้าท้อง แผ่นอก จนตอนนี้มาถึงแผ่นอกด้านซ้าย…. ผมเกลี่ยยาไปทางนั้นพร้อม ๆ กับที่รู้สึกว่า สิ่งที่อยู่ภายใต้ผิวหนัง กำลังเคลื่อนไหวรุนแรงอยู่อย่างประหลาด หัวใจเต้นแรง เร็ว ราวกับว่าเจ้าของมันกำลังตื่นเต้นกับอะไรซักอย่าง ปรากฏการณ์ นั้นดึงให้ผมขมวดคิ้วมุ่น พลางหยุดทาบมือตรงบริเวณหัวใจดวงนั้น ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าของมันที่เสตาไปทางอื่นเรียบร้อยแล้ว “อะไร… แค่นี้ทำเป็นหัวใจเต้น” หึหึหึ “ไม่เต้นก็ตายสิวะ” ดูมัน.. มันยังมีหน้ามาเถียงผมอีกครับ ไอ้ขี้อายนี่ก็ตลกดีเหมือนกัน ผมยิ้มเผล่ก่อนจะละเลงยาให้จนทั่วต่อไป แล้วบิดหัวนมมันซะหนึ่งทีอย่างหมั่นเขี้ยว “โอ๊ย!!!!!! เล่นไรวะ!!” “หมั่น เขี้ยว เออ เสร็จแล้ว นอน ๆๆ ใส่เสื้อด้วย เดี๋ยวเป็นหวัดอีกจะไม่มีคนไปจัดการเรื่องเงินชมรมกูที่โรงเรียน” ผมว่าพลางช่วยใส่เสื้อให้มัน แอบเห็นมันหันมาชูมะเหงกใส่ผมหนึ่งทีแล้วก็อดขำไม่ได้ “นอน ก่อนนะ มึงเล่นเกมไปก็ได้ ข้าวกลางวันลงไปหากินเลย ไม่ต้องเกรงใจ” มันสั่งเสียไว้อย่างนั้นก่อนจะมุดผ้านวมนอนเหมือนเด็ก ๆ ผมผละออกมาจากเตียงมันพลางพยักหน้ารับ “แล้วตอนบ่าย… ไข้กูจะขึ้น.. ฝากด้วย” แว่วเสียงมันอู้อี้พูดต่อจากใต้ผ้านวมหนา “อืม” เวลาที่มีใครสักคนไว้ใจเรา หัวใจมันอดจะพองโตไม่ได้จริง ๆ นะ..

9th CHAOS ‘BOMMMMMMMMME’ เสียงเกมแพ้ครั้งที่โหลพอดี ดังจากลำโพงโฮมเธียเตอร์ขนาดย่อมในห้องไอ้ปุณณ์มัน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโดนเยาะเย้ยด้วยคำว่า Game Over เป็นครั้งที่หนึ่งโหล จนต้องเขวี้ยงจอยในมือลงพื้นพรมหน้าทีวีอย่างขัดใจ XBOX บ้าบอไรวะ ไม่เห็นหนุกเลย เล่นไปก็แพ้ เซ็งว่ะ คอมขี้โกง… ผมคิด(โทษคนอื่น)พลางหงายตัวลงนอนบนพรมอย่างไม่รู้จะทำอะไร ‘ใครจะไปดี ได้ทุกชั่วโมง ก็เรามันคนไม่ใช่ละครทีวี~’ ใคร วะโทรมาตอนนี้ ผมเหลือบตามองมือถือที่ทั้งร้องทั้งสั่นอยู่ข้าง ๆ กระเป๋านักเรียนบนโซฟา ใจหนึ่งก็ขี้เกียจเดินไปหยิบ แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าโทรศัพท์จะเสียงดังเสียจนเจ้าของห้องตื่น คิดได้ดังนั้นผมก็กระโดดพรวดเดียวถึงตัวเครื่องทันที “ว่าไงครับไอ้สัด” ไอ้โอมครับ.. “ทำไมไม่มาวะ!!! วันนี้กูโดนบราเดอร์ทำโทษให้เอาขยะห้องออฟฟิศไปทิ้งตอนเย็นด้วย” เสียงตระหนกของไอ้โอมลอยมาตามสาย จนผมฟังแล้วอดขำสมนํ้าหน้ามันไม่ได้ “ทำอีท่าไหนบราเดอร์ถึงได้เล่นมึงล่ะ” “กูเล่น msn กระดาษกับไอ้ม้ง” “แล้วส่งกันยังไงให้โดนจับ” “ส่งผ่านเพื่อนมันไม่ทันใจ กูเลยเขวี้ยงไป บราเดอร์หันมาเห็นพอดี” ไอ้ควายยยยยยยยยยยยยยยย สมควรแล้วครับที่โดน

“มึงกะลังคิดว่ากูควายใช่มะ ไอ้สัด” อ้าวแล้วไอ้ห่านี่มันด่าผมกลับทำไมวะ! “ว่าแต่มึงไปไหน ทำไมไม่มา แล้วใครจะช่วยกูทิ้งขยะ” สรุปที่มันถามมันไม่ได้เป็นห่วงผมเลย แม่งอยากได้คนช่วยนี่เอง ไอ้เพื่อนเวร “กูมีธุระนิดหน่อยน่ะ…” “ธุระไร หรือติดลมจากเมื่อวานกับยูริ หึหึหึ” เรื่องเหี้ย ๆ ล่ะคิดได้ ถ้ามันอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ ผมบ้องหัวเหม่ง ๆ ของมันควํ่าไปแล้ว “สัด” เป็นคำตอบที่สุภาพที่สุดสำหรับคนอย่างมันครับ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ยินไอ้โอมตอบโต้อะไรกลับมา เสียงแหบพร่าของปุณณ์กลับดังขึ้นเสียก่อน “หนะ… หนาว….. หนาว…..” “มึงอยู่กับใคร?” ไอ้เชี่ยโอมนี่นอกจากปากมันจะหมาแล้วยังหูก็ยังเสือกดีเหมือนหมา แต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลาอธิบายอะไรแล้ว “เออ แค่นี้ก่อนนะ” “หนาว…. หนาว………….” เสียงไอ้ปุณณ์สั่นขึ้นทุกที “มึงอยู่กับใครน่ะ??” “แล้ว เจอกันวันจันทร์” ผมตัดบทมันแค่นั้นก่อนจะกดวางสายแล้วกระโดดไปคว้ารีโมทปรับอุณหภูมิเครื่อง ปรับอากาศทันที สามสิบไปเลยแล้วกัน ร้อนตายห่า ผม มองตัวเลขอุณหภูมิที่ถูกปรับให้สูงขึ้นพร้อมกับรู้สึกว่าตัวเองร้อนแปลก ๆ จึงถอดเสื้อนักเรียนออก พาดไว้บนโซฟา ก่อนจะเดินไปดูคนป่วยที่นอนขดอยู่บนเตียง ไอ้ ปุณณ์ท่าทางจะหนาวจริง มันพยายามรวมผ้าห่มผ้านวมให้มาปิดตัวมันมากที่สุด ขณะที่ทั้งปากและเนื้อตัวสั่นไปทั่วเหมือนคนกำลังทรมานอย่างหนัก

ต่อ ให้ผมโง่วิชาสุขศึกษาแค่ไหน แต่ก็พอจะรู้ว่านี่คงเป็นช่วงไข้ขึ้นตามที่มันเคยบอก.. แน่นอนว่าผมลุกลี้ลุกลนมากเพราะไม่เคยต้องดูแลคนเป็นไข้มาก่อน สิ่งแรกที่นึกออกคือยื่นมือไปแตะหน้าผากมันเพื่อจะพบว่าร้อนอย่างกับเตารีด!! ไม่ต้องไปหาหมอเหรอวะเนี่ย!!!!!!!! ผม ยิ่งลนลานเข้าไปอีก ขาสั่งให้ตัวเองเดินวนไปวนมาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะคิดได้ว่าต้องออกไปตามหาใครซักคนมาดูอาการมัน แต่ในจังหวะที่กำลังจะวิ่งออกไปนั้นเอง ตัวผมทั้งตัวดันถูกดึงลงไปเสียก่อน!? “เฮ้ย!!” ผมดิ้นขลุกขลักอยู่ในวงแขนร้อนผ่าวนั่นด้วยความตกใจ ไอ้เชี่ยปุณณ์มันละเมอดึงผมไปกอดอยู่บนตัวมันครับ แน่นด้วย ผมพยายามขืนตัวก็แล้ว ดิ้นให้หลุดก็แล้ว ไอ้บ้านี่มันก็ยังไม่ปล่อยผม แม่งคนป่วยห่าอะไร รัดซะแน่นอย่างกับอนาคอนด้า “ไอ้เชี่ยปุณณณณณ์ ปล่อยยยยย!!” ผมทั้งดิ้นทั้งด่าเพราะไม่ชิน และเพราะอยากจะรีบออกไปหาคนมาช่วยมันเร็ว ๆ ด้วย แต่เพราะหน้าผมถูกกดอยู่แถว ๆ ต้นคอมัน เสียงเลยเปล่งออกมาได้ไม่มาก มันก็ไม่รู้เรื่องห่าเหวอะไรเลยครับ นอกจากเกร็งกอดผมแน่นยิ่งขึ้น “หนาว…… หนาว………” เสียงแหบนั่นยังคงร้องครางไม่หยุด จนผมเองที่ต้องเป็นฝ่ายหยุดดิ้น ผม โงหัวขึ้น (อย่างโคตรลำบาก) มองใบหน้าขาวซีดของปุณณ์ ที่ตอนนี้รอยแดงเริ่มหายไปบ้างแล้ว คงเหลือแต่ผิวซีด ๆ เข้ามาแทนที่… ผมมองหัวคิ้วเข้มนั้นที่ขมวดเข้าหากันอย่างคนทรมานเช่นเดียวกับดวงตาปิดแน่น ทั้งที่ในเวลาปกติตาคู่เคยนี้ส่องประกายทั้งสดใส ขี้เล่น และสุขุมไปในตัว ริมฝีปากที่เคยเป็นสีอมส้มโดยไม่ต้องแต่งแต้มแบบพวกผู้หญิงนั้น ตอนนี้ซีดจางลงจนแทบไม่เหลือเค้าผู้ชายสุขภาพดีคนเดิม ปุณณ์เป็นแบบนี้ไม่สนุกเลย.. ผมอยากให้มันหายเร็ว ๆ แล้วกลับมากวนตีนผมต่อ เมื่อ เห็นดังนั้น สิ่งที่ผมทำในเวลาต่อมาคือตัดสินใจทิ้งตัวลงบนแผ่นอกกว้าง ที่เจ้าของมันโอบกอดผมไว้ ผมวาดแขนโอบมันกลับเมื่อเสียงครางว่าหนาวยังคงดังไม่หยุด ด้วยหวังว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ไม่รู้เป็นผมที่คิดไปเองหรือเปล่า ว่าปุณณ์คลายกล้ามเนื้อที่เกร็งลง พร้อมกับอุณหภูมิร่างกายเริ่ม

เข้าสู่ปกติ.. *** ‘I could be brown, I could be blue, I could be violet sky~’

ริ งโทนโทรศัพท์เสียงไม่คุ้นค่อย ๆ ดังขึ้นจนแผดลั่นในความเงียบ เป็นสาเหตุให้ผมต้องเป็นฝ่ายงัวเงียตื่นขึ้นมาเพื่อจะพบว่าตัวเองกับไอ้ ปุณณ์นอนกอดกันซะแทบจะเป็นเนื้อเดียว -_-” ที่สำคัญ ผมยังนอนควํ่าอยู่บนตัวมันว่ะ (เมื่อยชิบหาย) คนปกติเขาดูแลผู้ป่วยเป็นไข้กันท่านี้ป่าววะะะ (ไม่) ‘I could be hurtful, I could be purple, I could be anything you like’ มิสเตอร์ Mika ยังคงส่งเสียงร้องจากลำโพงมือถือไอ้ปุณณ์ไม่ยอมหยุด แม้ว่าผมจะชอบเพลงนี้เหมือนกัน แต่ก็ต้องสะกิดเจ้าของเครื่องแรง ๆ ให้มันตื่น ข้อหนึ่ง ผมหนวกหู ข้อสอง ช่วยปล่อยกูซักที!! ไอ้ปุณณ์สะดุ้งนิดหน่อยด้วยแรงสะกิด แต่ทันทีที่ลืมตามาเจอสภาพของเราสองคนก็ยิ่งสะดุ้งหนัก “เฮ้ย!!!!?” “ไม่ต้องเลย มึงแหละทำกู” แม่งตกใจอย่างกับผมไปปลํ้ามันงั้นล่ะ.. ผมพูดพลางเหล่ตามองเจ้าของปลายคางที่เฉียดจมูกผมไปหน่อยเดียว “ผะ… ผมทำอะไรโน่?” เสือกจะคิดลึกอีกนะ ไอ้เวร หน้ามันตกใจมากครับ.. นี่มันทำไม่ทำมันไม่รู้ตัวเองรึไง -_-” ผมล่ะเหนื่อยใจ -_-” “เปล่า ๆ มึงไข้ขึ้นตัวร้อนชิบหาย แล้วก็เพ้อว่าหนาวตลอด พอกูเดินมาจับตัวมึง มึงก็เห็นกูเป็นฮีทเตอร์ มัดกูไว้อย่างที่เห็นนี่แหละ” ผมอธิบายเป็นฉาก ๆ จนมันร้องอ๋อ พยักหน้าเข้าใจทันที ตอนนี้สีหน้ามันดี

ขึ้นมากแล้ว ไม่ซีดเท่าเมื่อบ่าย ผมก็ดีใจด้วย แต่………… “รู้แล้วก็ปล่อยกูซักทีสิวะ” “เออ โทษที ๆๆ” สิ้นคำผม มันรีบผละแขนตัวเองออกทันที เยี่ยม!.. ผมถอยมาลุกขึ้นนั่งบนเตียงพลางเอนคอซ้ายขวาแก้เคล็ดที่นอนผิดท่าเมื่อกี้เป็นการใหญ่ นอนบนคนนี่มันเมื่อยชิบหาย ‘Why don’t you like me? Why don’t you like me? Why don’t you walk out the door’ ถึงตอนนี้.. Mr.Mika ร้องเพลงจนจบท่อนฮุคเรียบร้อยแล้วครับ ผมล่ะกลัวว่าเขาจะเหนื่อยกับพวกไม่ค่อยสนใจมือถืออย่างพวกผม เลยหันไปมองโนเกียเครื่องสีดำบนโต๊ะแล้วมองหน้ามันต่อ “รับปะ?” “ดูให้หน่อยดิว่าใคร” แน้…. ใช้งานกูง้านเรอะ!? ผมเหล่ตามองมัน แต่ก็เดินไปดูให้แต่โดยดี วันนี้ยกให้มันวันนึงแล้วกันครับ หน้าจอโทรศัพท์โนเกีย N81 ปรากฏรูปคู่รักโชว์อยู่หราบนโต๊ะกระจก “เอม…” ก็แค่อ่านออกเสียงตามชื่อที่ขึ้นโชว์หน้าจอเท่านั้นเอง “อ้อ… เอามา ๆๆ” เสียงไอ้ปุณณ์เรียกพลางกวักมือยิก จนน่าหมั่นไส้… ใช่ซี่… แฟนทั้งคนนี่… ผมรีบเดินไปส่งมือถือให้มันรับสายโดยไวก่อนปลายสายจะโกรธ “ฮัลโหล หวัดดีครับ… ผม.. อยู่บ้านล่ะ…… หือ? มีอะไรหรือเปล่า?…….. อ๋อ.. ขอโทษนะเอม พรุ่งนี้ได้ไม๊ วันนี้ผมไม่ค่อยสบาย อยากนอนพักจังเลย ขอโทษนะครับ” “ทำไมล่ะ!! ปุณณ์สัญญากับเอมไว้แล้วนะว่าจะไปด้วยกันวันนี้!!!!” O[]o!? หลังจากที่แอบสงสัยว่าเอมโทรมาทำไม ในที่สุดผมก็ได้คำตอบ เมื่อเสียงเอมแหวดังจากลำโพงโทรศัพท์จนต้องสะดุ้งโหยง แน่นอนว่าขนาดคนนั่งอยู่ห่าง ๆ ไม่ได้เอาหูแนบโทรศัพท์อย่างผมยังได้ยินเสียงดังจนสะดุ้ง นับประสาอะไรกับปุณณ์ที่ถึงกับต้องยกมือถือห่างจากหูเดี๋ยวนึง.. มันหันมายิ้มแหะ ๆ ให้ผมที่ทำหน้าตกใจมองมันอยู่ “แต่ว่า……… อืม….. ครับ……… งั้นเดี๋ยวปุณณ์ไปรับที่หน้าโรงเรียนตอนเย็น…. แล้วเจอกันครับ..”

“อย่าบอกนะว่ามึงจะออกไปเดท……..” ป่วยไม่เจียมนะสาดด “ไม่ ใช่เดทหรอก เอมจะไปซื้อรองเท้าน่ะ” มันตอบเนือย ๆ พลางวางมือถือไว้ข้างหมอน ผมคว้าเอาไปเก็บที่เดิมให้ ด้วยเพราะเคยได้ยินว่าวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอนมันไม่ดีต่อร่างกาย แล้วดันทุรังจะออกไปข้างนอกทั้งที่ยังไม่หายไข้ดีก็ไม่ดีกับร่างกายเหมือนกัน “เหมือน กันแหละ.. สภาพแบบนี้จะไปเหรอวะ” ผมถามกลับด้วยความรู้สึกที่ไม่พอใจมาก ๆ แต่ไอ้ปุณณ์แค่ยกมือขึ้นก่ายหน้าผากแล้วหลับตาลงช้า ๆ “ตอนนี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ… อีกอย่าง ผมก็สัญญากับเอมไว้แล้วจริง ๆ” เราอาจจะสนิทกันแล้วก็จริง… แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะยุ่งเรื่องส่วนตัวของมันได้ ผมไม่รู้จะพูดอะไร นอกจากปล่อยให้ปุณณ์นอนพักต่อไป… ในขณะที่หัวผมยังคงครุ่นคิด

10th CHAOS ผมรู้สึกเหมือนตัวเองฉายหนังซํ้า… เพราะกลับมาที่นี่อีกแล้ว แม้ว่าเมื่อวานจะเพิ่งมาไปก็เถอะ.. รอบ ตัวผมตอนนี้คราครํ่าไปด้วยนักเรียนนักศึกษาและคนทำงานหลากหลายรูปแบบ กำลังเดินกันยั้วเยี้ยอยู่ในสยามสแควร์ แหล่งที่มีวัยรุ่นขวักไขว่เป็นอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ… อันที่จริงแล้วสิ่งที่ผมชอบน้อยที่สุดรองจากงูก็การมาสยามหลังเลิกเรียนนี่ แหละ เพราะแม่งวุ่นวายสิ้นดี ถ้า ไม่ติดว่ามีเหตุการณ์ที่นํ้าหนักมากพอจะให้ผม.. ผู้ซึ่งโบกมือลากับไอ้ปุณณ์ไปแล้วเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน จะต้องแอบดอดตามมาจนถึงนี่.. ผมก็ไม่มาหรอก ผม คิดบ่นกับตัวเองพลางชะโงกดูร่างสูงโปร่งของปุณณ์ที่นำอยู่ไม่ไกลไปด้วย ก่อนจะลอบตามมันต่อไม่ให้ใครผิดสังเกต และเพราะเดินอยู่ข้างหลังแบบนี้เอง เลยได้แอบเห็นสาว ๆ ที่เดินผ่านมัน เหลียวหลังมองเพื่อนผมกันเกรียว… ก็ขำดีเหมือนกันว่ะ นี่ถ้าเดินมาพร้อมกันคงไม่ได้รู้ว่าเพื่อนผมมันมีดี ผมสะกดรอยตามไอ้ปุณณ์ไปเรื่อย ๆ จนถึงที่นัดหมายระหว่างมันกับ… เอม แต่ ดูเหมือนว่าเอมจะยังไม่มาแหะ เห็นปุณณ์เปิดประตูเข้าไปในสตาร์บักส์ตึกใหม่ตรงข้าง ๆ พาคิโน่ แล้วก็นั่งบนเก้าอี้ริมกระจกให้เห็นได้ชัดโคตรสะใจ (จริง ๆ มันเป็นกระจกทั้งร้านอยู่แล้วครับ) ดังนั้นผมจึงแสร้งเดินไปเดินมาแถว ๆ ซอยร้าน jousse เพื่อจะเห็นปุณณ์ได้ถนัด แต่มันมองไม่เห็นผมหรอกครับ เพราะกำลังหันหลังให้ผมอยู่ ยิ่ง เห็นปุณณ์นั่งอ่านหนังสือรอเอมอยู่ในร้านอย่างใจเย็นแล้วผมก็ยิ่งโมโห เดือด.. นี่ผู้หญิงคนนั้นบังคับเพื่อนผม (ที่ป่วยอยู่) ให้ออกมาหา แล้วยังจะมาช้าอีกเหรอวะเนี่ย… เดี๊ยะบั๊ดกัดหูขาด.. น่าหงุดหงิดจริง ๆ ผม เดินวนไปวนมาแถวนั้นเสียหลายรอบ จนพนักงานในร้านค้าเริ่มสงสัย อยู่ตรงนั้นนานถึงขนาดเดินเลยไปซื้อนํ้าดื่มที่บู้ทส์ กลับมาก็ยังเห็นปุณณ์แช่อยู่ที่เดิม??? นี่มึงนัดกับแฟนหรือแค่เปลี่ยนที่อ่านหนังสือเนี่ยยย

จน มากกว่าครึ่งชั่วโมงผ่านไปนั่นแหละครับ ผมถึงได้เห็นเอมในชุดนักเรียนเดินสวยมาแต่ไกล โชคดีจริง ๆ ที่เอมขาวผ่องซะโอโม่ ผมเลยได้อานิสงส์หนีทันเวลาไปด้วย ว่าแล้วผมก็แปลงร่างเป็นลูกค้าเข้าไปในร้าน jousse เป็นการด่วน (แม่ค้าคงตกใจว่าเดินไปเดินมาหน้าร้านตั้งนานเพิ่งจะเข้า) เพราะชุดนักเรียนกางเกงนํ้าเงินของผมนี่มันเด่นน้อยอยู่ซะที่ไหน… สาวคอนแวนต์ตาไวกับสีกางเกงของพวกผมนักแหละ ผม ทำเป็นเลือกดูเสื้อผ้าไป (ของผู้หญิงทั้งนั้น) เหลือบมองทั้งคู่ที่นั่งคุยกันอยู่ในร้านไป… ดูเผิน ๆ ก็ท่าทางร่าเริงเป็นธรรมชาติดีหรอก แต่ผมจำได้ว่าตอนที่ปุณณ์ออกมาจากบ้าน มันเริ่มมีอาการไข้กลับนิดหน่อย นั่นล่ะที่เป็นห่วง ผม รอทั้งสองคนดื่มกาแฟ กินขนมเค้กกันอย่างใจเย็น กว่าพวกเขาจะออกมากัน อืม…นานเป็นบ้า.. แต่เดินตามนี่ง่ายกว่าซุ่มดูเยอะเลยครับ.. อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ต้องหน้าด้านให้พนักงานร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิงมองผมแปลก ๆ นั่นแหละ ผมเดินตามทั้งคู่ที่มุ่งหน้าไปทางบายพาส ก็พอจะเข้าใจว่า เอมเขาอยากได้รองเท้านี่นะ แต่พอโผล่หัวเข้ามาในบายพาสก็ต้องตกใจกับปริมาณคนที่เยอะชิบหาย! เยอะจนน่ากลัวว่าไอ้ปุณณ์จะเดินไม่ไหวครับ! เพราะสาว ๆ มาจับจ่ายซื้อของก่อนเวลากลับบ้านกันเยอะมากในขณะที่ทางเดินมันก็แคบ ผมมองไอ้ปุณณ์อย่างเหนื่อยหน่ายใจ.. ไอ้พ่อพระนั่นก็ไม่สบายแล้วยังเสือกกระแดะถือกระเป๋านักเรียนกับถุงแฮรอดให้ เอมอีก.. มันน่าบ้องกะโหลกนัก ทำตัวพระเอกไม่เข้าเรื่องนะมึง ผมเห็นเอมเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้เป็นว่าเล่น แต่ไม่มีทีท่าจะได้รองเท้าหรืออะไรซักอย่าง ทำไมวะ มันหาซื้อยากขนาดนั้นเชียว? เอมตามหารองเท้าพระนเรศวรอยู่รึไง แล้วก่อนมาทำไมไม่คิดก่อนว่าอยากได้ของแบบไหน ร้านอะไร มาดึงเพื่อนผมเดินตามอยู่ได้ ผม ยอมรับว่าหงุดหงิดมาก ขณะกัดหลอดนํ้าเดินตามทั้งคู่มาได้พักใหญ่ จนตอนนี้ชักจะเมื่อยเหมือนกัน… บวกกับท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มแล้วด้วย

ในที่สุดเราสามคนก็ย้ายสถานที่จากบายพาสมาเป็นโบนันซ่าเรียบร้อย ซึ่งแน่นอนว่าคนเยอะกว่าเก่า.. -_-”.. ไม่รู้จะแห่กันมาทำไม ร้านไหนแจกของฟรี จะได้เอากลับไปฝากม๊า -_-”… แต่ผมว่าอย่างเอมน่ะ ไม่ซื้อของจากบนนี้หรอก แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด… ไอ้สองคนนั้นสับขาหลอกผมเดินวนไปวนมาในโบนันซ่า (เกือบหลงกันก็ตั้งหลายรอบ) วนแม่งตั้งแต่ชั้น 1 ยันชั้น 3 ทะลุออก 29 พลาซ่าอีกต่างหาก แต่เสือกเดินกลับออกมาแบบไม่มีอะไรติดมือเลยย นอกจากกระเป๋านักเรียนและถุงแฮรอดในมือปุณณ์ (แม่งทำไปได้ไง) หน้าปุณณ์มันจะตายห่าอยู่แล้วไม่เห็นรึไงวะเอม! ยิ่ง ตามสองคนนั้นไปเรื่อย ๆ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น เรากลับมาลัดเลาะอยู่ในซอยสยามสแควร์เป็นนานสองนานจนในที่สุดก็มาหยุดหน้า ร้านเสื้อผ้าผู้หญิงร้านหนึ่งที่เอมพาปุณณ์ให้แวะเข้าไป ผมเงยหน้ามองป้ายร้านแบรนด์ indy ร้านหนึ่งที่ยูริก็ชอบอุดหนุนประจำ แล้วต้องส่ายหัวหน่าย… ร้านเล็กขนาดนั้นผมไม่เข้าไปหรอก ผมคิดก่อนจะตัดสินใจไปอ่านหนังสือรอหน้าดอกหญ้าแทน… นานพักใหญ่มาก ๆ จนผมจะอ่านขายหัวเราะจบ 3 เล่มอยู่แล้วกว่าทั้งคู่จะออกมา (แน่นอนว่าผมหลบเข้าไปในร้านหนังสือเรียบร้อย) จนแอบคิดว่าเอมจะเหมาร้านนั้นทั้งร้านเลยหรือเปล่า ภาพที่ผมเห็นหลังจากทั้งคู่เดินออกมาคือถุงใหญ่ในมือปุณณ์ ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นรองเท้าหรือเสื้อผ้า แค่หวังว่าเธอจะปล่อยให้เพื่อนผมกลับบ้านไปนอนพักเสียที ว่าแต่……. แล้วนั่นจะเดินไปพาราก้อนต่อทำไม! -_-” ผม ลากสังขารตามไอ้คู่รักสองคนนั้นต่อไปยังพาราก้อนอย่างไม่ลดละ แม่ง… ขนาดผมยังเหนื่อยเลยอะ แล้วไอ้ปุณณ์มันไม่เหนื่อยมั่งรึไงวะ ป่วยก็ป่วยยังถูกใช้ให้มาเดินมาราธอนอยู่ได้ ผมล่ะอยากจะโผล่ไปกระชากลากให้มันกลับบ้านเสียจริง ๆ แต่ขืนทำแบบนั้นปุณณ์คงไม่ปลื้มแน่

จริง อยู่ที่ทางเดินในพาราก้อนคนไม่ขวักไขว่เท่าฝั่งสยามสแควร์ แต่ก็กว้างงงงงงงงเสียจนแค่คิดก็เหนื่อย… นี่อย่าบอกนะว่าจะพาเพื่อนผมเดินขาขวิดรอบห้างนี่น่ะ ตายแน่ ๆ (ไม่มันก็ผม) ผมสะกดรอยตามทั้งคู่ไปเรื่อย ๆ จนพวกเขาหายเข้าไปใน shop หรูแบรนด์หนึ่ง (อี้ผมก็เป็นลูกค้าประจำแบรนด์นี้ครับ)… โอเคจบ… ไอ้เรื่องจะให้ผมตามเข้าไปนี่ไม่มีวันเห็น ๆ!!! เพราะ เหตุนั้น ผมจึงได้แต่วนไปวนมาเป็นหนูติดจั่นอยู่แถวนั้นด้วยความเป็นห่วงไอ้ปุณณ์จน แทบบ้า.. นี่ผมเป็นห่วงมันมาก ๆ จริง ๆ นะ เพราะตอนก่อนหน้าจะเข้าไปในร้าน หน้ามันซีดเกือบจะเท่าตอนบ่ายแล้วเห็น ๆ ‘ใครจะไปดีได้ทุกชั่วโมง ก็เรามันคนไม่ใช่ละครทีวี~’ ชิบหายแล้ว!! โทรศัพท์มือถือผมทั้งร้องทั้งสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงจนต้องรีบลนลานรับสายทั้งที่ยังไม่ทันมองชื่อ “ฮัลโหล” “โน่ทำอะไรอยู่คะ” ยูรินี่หว่า!!!? ผมอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะระลึกชาติได้ว่าผมจะอึกอักทำไม ไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย.. เออ.. “ธุระนิดหน่อยน่ะ.. ยูริมีอะไรรึเปล่า?” “เปล่าหรอกค่ะ ได้ข่าวว่าโน่ไม่ไปเรียน เลยโทรมาหาเฉย ๆ เป็นห่วงว่าไม่สบายรึเปล่า” คำพูดเหล่านั้นเรียกให้ผมยิ้มออก “ใครวิ่งไปรายงานล่ะ” “ยู มีสายสืบหรอกน่า… อิอิ ถ้าไม่ได้ไม่สบายก็ดีแล้วล่ะค่ะ แล้วโน่อยู่ไหนเนี่ย เสียงดังเชียว” แต่ขืนบอกว่าอยู่พาราก้อนรับรองว่ายูริได้แจ้นมาหาผมแน่ เพราะเธอมักใช้ชีวิตหลังเลิกเรียนอยู่แถว ๆ นี้เสมอ…

คิดได้ดังนั้นสมองอันน้อยนิดของผมก็เริ่มประมวลผลทันที “ผมทำธุระอยู่น่ะ แค่นี้ก่อนแล้วกันครับ หวัดดีครับ” เอาเลยครับ! ใครจะว่าใจร้ายยังไงผมไม่สน ตอนนี้ขอรอดตัวก่อก็พอแล้วครับ ^^” หลังจากกดวางสายไม่นานเลยทั้งปุณณ์และเอมก็โผล่ออกมาจาก shop พร้อมด้วยถุงสีแดงจัด สกรีนอักษรโลโก้ร้านใบหนึ่ง… ผมเห็นทั้งคู่ยืนตกลงอะไรกันต่อนิดหน่อย ก่อนจะตัดสินใจเดินต่อไปยังบริเวณหน้าห้าง กลับแล้วใช่ไม๊!!! ต้องอย่างนี้สิโว๊ยยยย.. ผมเผลอยกกำปั้นขึ้นอย่างลืมตัวจนเกือบวิ่งตามสองคนนั้นไม่ทันแน่ะ! ที่หน้าห้าง ปุณณ์ยืนถือของทั้งหมด (กระเป๋านักเรียน ถุงแฮรอด และช้อปปิ้งแบ็กอีก 2 ถุง) รอแท็กซี่อยู่กับเอมซึ่งมีแก้วนํ้าปั่นที่แวะซื้อจากแถว ๆ food hall ในพาราก้อน ไว้ในมือ แต่แถวรอแท็กซี่หน้าพาราก้อนก็ยาวเหยียดพอ ๆ กับแถวจองตั๋วพี่เบิร์ด จนผมเริ่มสังเกตได้ว่าปุณณ์ดูโอนเอนกว่าปกติ ผม หรี่ตามองร่างสูงของเพื่อนที่ดูโงนเงนราวกับกำลังจะตั้งหลักไม่อยู่ ขนาดมองจากไกล ๆ อย่างนี้ยังเห็นชัดว่าน่ามันซีดเหมือนกระดาษจนผมกลัว……. แล้วสิ่งที่ผมกลัวก็เป็นจริง ภาพ ปุณณ์ที่มือไม้อ่อนปล่อยของทุกอย่างในมือลงพื้นพร้อม ๆ กับที่ร่างกายทรุดตามลงไปด้วยนั้น ผมไม่มีทางปล่อยให้ฉายได้นานจนถึงช็อตสุดท้ายแน่นอน ทั้งตัวของผมกระโจนไปรับมันไว้ทันทีก่อนที่แรงดึงดูดของโลกจะดึงมันลงไปให้ หัวฟาดพื้น ปุณณ์ตัวร้อนเหมือนกับผมกำลังจับไฟ “ปุณณ์!! มึงไหวป่าว!!” ผมถามทั้งที่ไม่ต้องการคำตอบ นอกจากส่งสายตาให้พี่ยามที่ตะลึงอยู่ช่วยลัดคิวโบกแท็กซี่ให้พวกผมด่วน “โน่!?” เสียงเอมเรียกชื่อผมด้วยความฉงน แต่ผมไม่สนใจอะไรแล้ว.. ผมลากไอ้ปุณณ์ที่ตัวร้อนจัดออกมาจากแถวรอขึ้นแท็กซี่ เพื่อพามันไปนั่งพักตรงหน้านํ้าตกก่อน จัดแจงคลายเข็มขัดให้ และเอาของเอมทั้งหมดที่ตกอยู่บนพื้นมาถือไว้เสียเอง

เอม เดินตามมายืนข้าง ๆ ผม แต่ผมไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าผู้หญิงคนนี้เลย.. ผมรู้ว่าผมไม่ควรพาล.. จริง ๆ แล้วผมควรเกลียดตัวเองมากกว่าที่ปล่อยให้ปุณณ์มันออกมาจนเป็นอย่างนี้ “ปุณณ์ มันไม่สบายน่ะวันนี้” ผมบอกเอมเรียบ ๆ แต่ไม่ได้มองหน้าเธอสักนิด จึงไม่รู้ว่าเธอกำลังมีสีหน้าแบบไหน.. ผมยังห้ามความไม่พอใจของตัวเองไม่ได้ “โน่!!!!!” ชิบหายแล้ว!!! ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงแหลม ๆ ร้องเรียกชื่อผมมาจากที่ไกล ๆ โดยไม่ต้องมองก็รู้ดีว่านั่นเสียงใคร…. แห่กันมาทำอะไรตอนนี้อีกวะเนี่ยยย!!! “โน่อยู่แถวนี้ทำไมไม่บอกยูล่ะคะ อ้าว.. เอม? ปุณณ์?” ยูริที่ร้องเรียกชื่อผมเมื่อครู่วิ่งมาปรู๊ดดเดียวถึงตัวผม แต่ก็นับว่ายังฉลาดที่เมื่อเห็นปุณณ์นั่งไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แล้วยังเงียบเสียงลงไป “ผม บอกแล้วว่าทำธุระน่ะ… อืม.. ยูริกับเอมกลับเองได้ใช่รึเปล่า ผมเอาปุณณ์มันกลับก่อนนะ” ไม่ต้องรอฟังคำตอบ ผมผลักข้าวของทั้งหมดคืนให้เอมทันที ก่อนจะพยุงร่างอันไม่ได้สติของปุณณ์เพื่อไปขึ้นแท็กซี่ที่พี่ยามอำนวยความ สะดวกให้พวกเราเอาไว้แล้ว ถึงแม้มันจะค่อนข้างลำบากก็ตาม พามันกลับบ้านตัวเองทั้งอย่างนี้ต้องแย่แน่ ๆ…. เอาไปบ้านผมก่อนแล้วกัน