ls 10–15

11th CHAOS ตลอดทางบนรถแท็กซี่… ไอ้หมอนี่ครึ่งหลับครึ่งตื่น ผม ลอบมองใบหน้าซีด ๆ ที่หมดหล่อแล้วของมันเป็นระยะเมื่อรู้สึกว่าเสียงเงียบไป พร้อมกับพยายามจับแขนมันเอาไว้ เพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายว่าสูงแค่ไหน รวมถึงต้องการจะบอกมันว่า.. ยังมีผมอยู่ข้าง ๆ ผมไม่ได้หายไป

แต่ ตัวมันก็ร้อนซะจนผมอดประท้วงคนป่วยไม่ได้ “มึงไปหาหมอดีกว่าป่าววะ” แน่นอนว่า ถึงผมจะพยายามถามกึ่งบังคับ ขอร้อง อ้อนวอน ขู่เข็ญ สักแค่ไหน คำตอบของไอ้ปุณณ์ก็ยังคงเหมือนเมื่อสิบห้านาทีที่แล้วไม่มีผิด “ไม่เป็นไรอะ พักหน่อยเดี๋ยวก็หาย” มึงเห็นกูเป็นนางพยาบาลเหรอ T______T ผม นั่งสั่นขาเป็นจ้าวเข้าอยู่บนแท็กซี่อย่างร้อนใจ พลางบอกทางคุณลุงคนขับไปด้วย ใช้เวลาเพียงไม่นานนักรถแท็กซี่คันสีฟ้าก็มาหยุดอยู่หน้ารั้วบ้านผม “ไม่ไฮโซเท่า นอนได้ใช่ปะ” ผมว่าประชดมัน แต่ได้ยินกลับมาเพียงเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ มันไม่มีแรงด่าผมตอนนี้หรอก ผมรู้ ฮ่า ๆ หลัง จากแบกมันเข้ามาถึงในบ้านได้อย่างทุลักทุเล ผมก็เจ๊อะหน้าป๊ากับม๊า ที่ยังคงดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่นกันครบทีมเสียก่อน…. ทีนี้ผมจะบอกว่าอะไรดีวะครับเนี่ยย ลูกชายพาผู้ชายเข้าบ้าน ป๊าม๊าคงไม่คิดลึกเท่ากับที่น้องสาวและแม่บ้านตระกูลภูมิพัฒน์คิดหรอกมั้ง เหอะ ๆๆ “หวัดดี ฮะอาป๊า ม๊า” ผมทำตัวเป็นเด็กดี แม้ว่าตอนนี้อยากจะวิ่งพรวดเดียวให้ถึงห้องใจจะขาด (กลัวไอ้ปุณณ์ตาย) แต่ก็ต้องชิงทักบุพการีเอาไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยทางทรัพย์สิน (ของค่าขนม) “กินข้าวมารึยังโน่… อ้าว? แล้วนั่นเพื่อนเป็นอะไร” เป็นม๊านั่นเองที่สังเกตเห็นก่อน แต่เล่นทักซะเสียงดังจนป๊าต้องหันมามองด้วยอีกคน “อ้าว… ลื้อไปแบกใครกลับมา” “สะ… สวัสดีฮะ..” เสียงไอ้ปุณณ์กระท่อนกระแท่นทักที่บ้านผมอย่างน่าเวทนา ป่วยแล้วยังเสือกจะ

ทำมารยาทงามอีกนะมึง… ผมคิดพลางเหล่มองไอ้ตัวดีที่พยายามยกมือไหว้ทั้งที่ไม่มีแรงอย่างละเหี่ยใจ “เพื่อนฮะ มันไม่สบาย กลับบ้านไม่ไหว โน่เอามันนอนนี่นะ” “รีบ พาเพื่อนไปพักเร็ว แล้วเดี๋ยวม๊าหายาขึ้นไปให้” อิอิ… น่ารักไหมล่ะครับม๊าผม จริง ๆ แล้วบ้านผมใจดีกันทั้งบ้านครับ ไม่งั้นไอ้โอม ไอ้เก่ง และอีกสารพัดไอ้ จะแห่มานั่งเล่นเกมบ้านผมกันบ่อย ๆ ทำไม แน่นอนว่าไม่มีการรอช้า หลังจากได้สัญญาณไฟเขียวแล้ว ผมรีบแบกไอ้ปุณณ์ขึ้นชั้นสอง มุ่งหน้าไปยังห้องนอนทันที ** “นอน นี่แหละ โทษทีที่เตียงไม่ใหญ่เท่า” เมื่อถึงห้องนอน ผมพาไอ้ปุณณ์ที่กะปลกกะเปลี้ยไปวางไว้บนเตียงอย่างไม่รอช้า ดูท่าทางมันสบายตัวขึ้นมากเมื่อหลังได้สัมผัสกับฟูก แว่ว เสียงมันงึมงำอะไรขอบใจผมเบา ๆ แต่ไม่ได้สนใจนักหรอกครับ เพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับการปรับองศาเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับสภาพร่าง กายไอ้ปุณณ์อยู่ โดยไม่ลืมที่จะลอบมองมันเป็นระยะ ๆ ว่าหนาวเกินไปหรือเปล่า แน่นอนว่าเพราะฤทธิ์ไข้ ผมเห็นมันตะกายผ้าห่มผมอย่างกับเป็นสมบัติลํ้าค่า.. เฮ้อ…. ป่วยไม่เจียมเองเนอะมึงอะ ‘ก๊อก ๆ’ “เข้ามาสิฮะ” “ม๊า เอายามาให้ เพื่อนโน่เป็นไข้ใช่รึเปล่า” ผมยิ้มกว้างเมื่อเห็นม๊าเข้ามาพร้อมกับขวดนํ้า และกระปุกยา “ใช่ฮะ ไว้มันตื่นจะไล่ไปขอบคุณม๊าให้”

“ไม่ เป็นไรหรอก แล้วนี่ใครล่ะ ม๊าไม่เคยเห็น บอกที่บ้านเขารึยัง” ปกติม๊าผมเห็นแต่ไอ้เหี้ยโอม กับไอ้สัดเก่ง แล้วก็ตัวเสื่อม ๆ ทั้งหลายเท่านั้นแหละครับ หน้าตาผู้ดี ๆ แบบนี้ไม่เคยมีมาหรอก.. สงสารม๊าจริง ๆ “เพื่อน ที่โรงเรียนอะม๊า ชื่อไอ้ปุณณ์ วันนี้มันป่วยผมเลยแบกมันกลับ เดี๋ยวว่าจะโทรไปบอกบ้านมันอยู่” ผมตอบพลางหันไปมองเจ้าตัวที่ผล็อยหลับไม่รู้เรื่องไปแล้ว แล้วก็ต้องถอนหายใจปลงอีกซักหนึ่งเฮือกใหญ่ “เปลี่ยน เสื้อผ้า เช็ดตัว ให้เพื่อนด้วยสิโน่ แบบนั้นนอนไม่สบายหรอก” ม๊าผมสั่งเสียไว้แค่นั้นก่อนจะเดินออกจากห้องไป…. เออว่ะะ นั่นเป็นเรื่องที่ผมลืมเสียสนิท! ปล่อยให้มันนอนทั้งกางเกงยีนส์แบบนี้ไม่ดีแน่ ผม คิดพลางหันไปมองมันที่หลับไม่รู้เรื่องแล้วตัดสินใจเดินไปหยิบกะละมังใส่นํ้า ผ้าขนหนูผืนเล็ก รวมถึงเสื้อผ้าชุดใหม่มาเตรียมซับตัวให้ “ปุณณ์…. ปุณณ์…. ปุณณ์!.. มึงตื่นมากินยาก่อน….” ใช้เวลาพักหนึ่ง กว่าที่ผมจะเขย่าตัวมัน จนมันรู้สึกตัวขึ้นมากลืนยาลดไข้ได้… ผมส่งนํ้าให้มันกรอกตามแล้วปล่อยปุณณ์นอนต่ออย่างเดิม… หน้าตามันดูไม่ไหวแล้วจริง ๆ ว่ะ ไอ้เรื่องจะให้เช็ดตัวเองนี่ลืมไปได้เลย “เช็ด ตัวก่อนดีปะวะ… มึงนอนไม่สบายหรอก มากูเช็ดให้” ผมบ่นไปปลํ้าถอดเสื้อให้มันไป กว่าจะถอดเสร็จก็เล่นเอาเหนื่อย (แม่งไม่คิดจะลุกขึ้นมาถอดเองเลยใช่ปะ)… จนในที่สุด ผมก็มีเพื่อนเป็นชีเปลือยท่อนบนนอนแผ่หราอยู่บนเตียง โชว์กล้ามเนื้อแผงอกที่ขยับขึ้นลงเล็กน้อย จนเดาได้ยากว่ามันหลับไปแล้ว หรือหมดแรงจะกระดิกตัวกันแน่ แต่ ผมก็ไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากบิดผ้าขนหนูชุบนํ้าเช็ดตัวไปเรื่อย ไล่มาตั้งแต่ใบหน้าขาวซีดที่เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างเล็กน้อยของมัน เลยมาถึงลำคอระหงส์ที่คล้ายกับกำลังพยายามเปล่งเสียงอะไรซักอย่าง ด้วยความยากลำบาก ผม มองหน้าปุณณ์พลางเลื่อนผ้าขนหนูมาเช็ดแขนยาว ๆ ของมันไปพลาง ตอนนี้ตัวปุณณ์ไม่ร้อนเป็นไฟเหมือนเมื่อตอนอยู่บนรถแท็กซี่แล้วครับ แต่ก็ยังถือว่าอุ่นอยู่มาก ผมสาละวนกับการเช็ดแขนของมัน

ทั้งสองข้าง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นลูบเบา ๆ ที่แผงอก หลัง จากที่บิดผ้าขนหนูใหม่อีกนํ้าหนึ่ง ผมจัดการเช็ดหน้าอกให้มันต่ออย่างพิถีพิถันที่สุด เพราะเล่นไปเดินตะลอน ๆ อยู่สยามจนเหงื่อออก ผมอยากให้มันนอนสบายตัว จึงเช็ดเรื่อยมาจนถึงบริเวณหน้าท้องที่ดูมันจะเกร็งเป็นพิเศษ.. “อือ………” ครางทำเหี้ยไรวะ!! “ครางหาป๊ามึงเหรอ กูฟังแล้วหยิว” ผมด่ามันพลางกดนํ้าหนักมือลงบนพุงที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อนั่น ก่อนจะแว่วเสียงมันหัวเราะเบา ๆ “ก็กูเสียว…” มีแรงเถียงผมงี้คงไม่ป่วยแล้วม๊างงงงง “ได้เสียวกว่านี้แน่… เอ้า! ถอดกางเกง” ผมพูดต่อหน้าด้าน ๆ พร้อมวางผ้าขนหนูลงกะละมัง แต่นั่นกลายเป็นต้นเหตุให้ไอ้คนป่วยนอนเคลิ้มเมื่อครู่ถึงกับเบิกตาโพล่ง “เฮ้ย!?” “ตก ใจเชี่ยไร จะใส่กางเกงยีนส์นอนรึไง หายป่วยแล้วก็ถอดเองสิวะ หรือจะให้กูถอดให้” ท้าวสะเอวด่ามันนี่ดูข่มขู่ดีนะครับ ฮ่า ๆ… ผมยืนมองหน้ามันที่เลิ่กลั่กไม่หาย ก่อนจะส่ายหัวหน่ายแล้วจัดการปลํ้าปลดกระดุมรูดซิปกางเกงมันด้วยตัวผมเอง “เฮ้ย!!!!!” “อายห่าไร.. สัญญาว่าถ้าพะโล้มึงเล็กกูไม่บอกใครหรอก…. นอกจากชมรมดนตรี สภานักเรียน เพื่อน ๆ ม.5 แล้วก็แก้งค์คอนแวนต์แฟนมึง” ฟังดูดีปะครับ ฮ่า ๆๆ แน่นอนว่าไอ้ปุณณ์รั้งขอบกางเกงยีนส์ตัวเองเอาไว้เหนียวแน่นอย่างกับเป็น สมบัติชิ้นสุดท้ายในชีวิต “มะ… ไม่ต้องถอดกางเกงหรอก”

“ไรวะ!! ผู้ชายเหมือนกันแท้ ๆ เหนียมอยู่ได้ รำคาญโว๊ย! ถอด ๆๆๆๆๆ” แต่คนป่วยหรือจะสู้คนหนุ่มแข็งแรงดีอย่างผมได้ ผมไม่ต้องเปลืองแรงมากมายเลยกับการดึงมือมันออกจากขอบกางเกงยีนส์ และจัดการรูดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายที่น่าหวงแหนของมัน คิดมากน่า!!!! บ๊อกเซอร์มันผมก็ไม่ได้ถอดออกมาซักหน่อย!!!! “อย่า ชักธงรบตอนกูกำลังเช็ดขาให้มึงแล้วกัน กูรับไม่ได้” ผมกำชับมันไว้แค่นั้นก่อนจะบิดผ้าขนหนูมาเช็ดตัวต่อ ได้ยินเสียงมันหัวเราะเหมือนคนปลงโลกแล้วก็กระหยิ่มใจได้อย่างหนึ่งว่า วันนี้ผมมีเรื่องชนะมันแล้ว หลัง จากจบเหตุการณ์ปลุกปลํ้าเช็ดตัวไอ้ปุณณ์สำเร็จ ก็ถึงตาผมไปอาบนํ้าชำระร่างกายบ้าง.. แน่นอนว่าไม่ลืมเด็ดขาดที่จะปิดโทรศัพท์มือถือทั้งของมันและของผม ป้องกันคนรบกวนเต็มรูปแบบ ท่ามกลางสายนํ้าที่ไหลผ่านตัวผม ผมกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาอย่างช้า ๆ… อัน ที่จริงผมกับปุณณ์รู้จักกันมานานก็ใช่อยู่… เพราะโรงเรียนของเรามีตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยม จึงไม่แปลกอะไรที่เราทั้งคู่จะเคยเห็นหน้าค่าตากันมานานตั้งแต่ยังเด็ก ๆ (ตอนเด็ก ๆ ไอ้ปุณณ์ก็ไม่ได้หล่อหรอกครับ ฮ่า ๆ) ปุณณ์ ในความทรงจำของผมเป็นคนที่ดีคนหนึ่ง ดีจนเกือบจะเรียกได้ว่าเพอร์เฟ็ค ทั้งตัวสูง รูปหล่อ ผลการเรียนดี บ้านมีตัง (เหมือนเป็นสโลแกนอะไรซักอย่าง..) พฤติกรรมเด่น ความสามารถทางดนตรี กีฬา ภาษา หมอนี่ก็มีครบ ที่สำคัญแฟนยังสวยจนใคร ๆ เขาก็ลือกัน แต่ เรื่องแปลกที่สุดก็คือ…. ทั้งที่มีคนเพอร์เฟ็คเสียจนน่าหมั่นไส้ขนาดนี้อยู่ทั้งคนแล้ว…. กลับไม่เคยได้ยินว่ามีใครเกลียดไอ้ปุณณ์ซักคน… แม้แต่คนหมั่นไส้ยังไม่มี ผม เคยคิดเรื่องนี้บ่อย ๆ ตั้งแต่สมัยยังไม่สนิทกับมันว่าเพราะอะไร… ทั้ง ๆ ที่ผู้ชายเราต่างมีอีโก้ในตัวเองสูง เห็นใครได้ดีกว่ามักจะทนไม่ได้ เป็นต้องถูกเหม็นขี้หน้า ท้าตีท้าต่อยทุกรายไป เว้นแต่กับปุณณ์ ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็เป็นบุคคลน่าไว้วางใจของใคร ๆ แถมยังมีเพื่อนล้อมหน้าล้อมหลังเสมอ

ผมเคยสงสัย จนกระทั่งช่วงหลัง ๆ มานี้ ผมจึงได้คำตอบ… ปุณณ์ เป็นมากกว่าคนเพอร์เฟ็ค… สำหรับผม ผมมองผ่านความเพอร์เฟ็คด้านความสามารถต่าง ๆ ของปุณณ์มาแล้ว เพราะตลอดช่วงเวลาสองสามวันที่ผ่านมา มันพิสูจน์ให้ผมเห็นได้เสมอว่าความเพอร์เฟ็คของมันคือ การเป็น คนดี โดยที่ไม่ต้องอวดสรรพคุณอะไรในตัวเองเลย ปุณณ์ มักจะปฏิบัติกับคนอื่นอย่างใส่ใจ และอ่อนโยนเสมอ.. ผมเห็นได้จากสิ่งที่มันตั้งใจทำให้เอม ให้ผม รวมถึงเพื่อน ๆ จนอื่น อาจจะกวนตีนไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันก็ยังน่าคบมากกว่าน่าถีบ ยิ่งได้อยู่ใกล้ปุณณ์ ผมก็ยิ่งหายสงสัย ว่าทำไมใครต่อใครถึงพากันชอบมัน… ทั้งที่โรงเรียนผมผู้ชายเท่ห์ ๆ ก็มีอีกเยอะแยะดาษดื่นไป ดวงตาที่เปี่ยมด้วยความจริงใจและกล้าหาญเสมอนั้นคือคำตอบ ปุณณ์เป็นมากกว่านั้นจริง ๆ…. ผมเดินออกมาจากห้องนํ้าเพื่อจะพบมันหลับปุ๋ย นอนสบายตัวอยู่บนเตียงด้วยชุดที่ผมเปลี่ยนให้ เมื่อ ทาบหลังมือลงกับหน้าผากก็พบว่าอุณหภูมิอีกฝ่ายนั้นเย็นลงนิดหน่อย แต่ก็ดูไอ้ปุณณ์จะยังคงหนาวมากอยู่ดี… เสียงครางด้วยความทรมานยังคงมีมาแผ่ว ๆ ไม่ได้หยุด “ปิดไฟแล้วนะ…” จริง ๆ ผมไม่เคยนอนเร็วขนาดนี้หรอกครับ แต่ครั้นจะปล่อยคนป่วยนอนเตียงคนเดียวแล้วผมชิ่งไปดอทเอก็คงเหี้ยเกินไป ^^” ผม พยายามเงี่ยหูฟังคำตอบ ได้ยินเสียงมันครางอะไรไม่ได้ศัพท์ก็เหมาเอาเองว่าคงอนุญาตให้ผมปิดไฟได้ นั่นแหละ ฮ่า ๆ… ว่าแล้วก็จัดการดับไฟหมดทั้งห้อง จนเหลือเพียงแสงนวลของดวงจันทร์ที่สาดเข้า

มาทางประตูระเบียงบานใหญ่ ทำให้ผมยังคงมองเห็นหน้าไอ้ปุณณ์อยู่ อด ที่จะสงสัยไม่ได้ว่ามันคิดอะไร หัวคิ้วถึงได้ขมวดเป็นปมยุ่งเหยิงขนาดนั้น ผมคลี่ยิ้มให้ภาพตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบให้ด้วยหวังว่าคงช่วยอะไรมันได้บ้าง ไม่มากก็น้อย “อืม….” มันครางรับสัมผัสนั้น ก่อนจะขดตัวมากยิ่งขึ้น จนผมละเหี่ยใจ…. นี่กูว่ากูเปิดแอร์ร้อนจนตับจะแตกอยู่แล้วนะ ไอ้ห่านี่.. “หนาว….” กลายเป็นคำฮิตติดปากของมันช่วงนี้ไปแล้วครับ ผมหัวเราะเบา ๆ ให้ถ้อยคำครํ่าครวญนั้นของมัน ก่อนจะล้มตัวลงนอนบ้าง เห็นเพื่อนตัวเองนอนสั่นหงึก ๆ อยู่ชั่วครู่ก็ตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง…. ผม หยิบแขนมันที่กอดตัวเองอยู่แน่นขึ้นมา เปลี่ยนเป็นให้พาดลงกับตัวผม… แน่นอนว่าคนป่วยอย่างมันมีท่าทีตกใจ ดวงตาคมนั้นจ้องผมนิ่งอย่างเต็มไปด้วยคำถาม ผมคลี่ยิ้มขำ ๆ ให้มัน “หนาวไม่ใช่รึไง… กูเป็นฮีทเตอร์ให้มึงต่ออีกคืนก็ได้” เพื่อนกันมันไม่แปลกหรอกใช่ไหมครับ? (แต่ผมก็ไม่เคยทำแบบนี้กับไอ้โอมนะ… อย่างว่า คนบ้าไม่เคยเป็นหวัด ไอ้โอมมันเคยป่วยกับเขาซะที่ไหน ผมล่ะอยากให้มันป่วยบ้างจะแย่ เผื่อจะได้เงียบปากมั่ง) ปุณณ์ ดูตกใจไม่น้อยกับคำพูดนั้น มือของมันสั่นนิด ๆ อย่างที่ผมไม่ทราบสาเหตุ “ยะ…. อย่าเลย…. กูเกรงใจ” ก็กล้าพูดนะว่าเกรงใจ…. คิดช้าไปหน่อยมั้งพวก ผม ถอนหายใจให้กับความดื้อด้านของมัน ก่อนจะเป็นฝ่ายจัดการซุกหัวตัวเองลงในแผ่นอกที่มีไอร้อนของปุณณ์ แล้ววาดมือกอดรอบตัวมัน “เออ เกรงใจก็รีบหาย… เมื่อกลางวันกอดกูแล้วไข้ลงไม่ใช่เหรอ คืนนี้อีกซักคืนแล้วกัน พรุ่งนี้วันเสาร์พอดี ได้พักต่อ” ผมพูดยาวพลางอิงหัวลงกับแผงอกของมันมากขึ้น แต่ดูปุณณ์ยังลังเลที่จะใช้งานผมเป็นฮีทเตอร์อยู่ “ดะ…. เดี๋ยวมึงติดไข้…”

“กูไม่แต๋ว โดนนิดโดนหน่อยก็ไข้ขึ้นอย่างมึงหรอกน่า!” “นิดหน่อยเชี่ยไร ราดแชมพูใส่กูทั้งตัว” “เงียบ แล้วนอนได้แล้ว…………” มัวแต่เถียงกันอยู่ได้ มีแรงเยอะนักรึไง.. ผมชักจะง่วงแล้วเหมือนกัน จึงตัดบทพลางกระตุกแขนเสียหนึ่งที เป็นการเตือนให้มันพักผ่อน หลังจากปล่อยเวลาให้ผ่านไปสักครู่.. ดูปุณณ์จะผ่อนแรงเกร็งลง… ก่อนจะค่อย ๆ วาดแขนผ่านตัวผมอย่างลังเล ผมนอนนิ่งอยู่ชิดกับร่างที่อุณหภูมิสูงร่างนั้น ก่อนจะรู้สึกได้ว่ามีใครสักคนตัดสินใจกอดผมเอาไว้แน่น ด้วยความรู้สึกทั้งหมดของหัวใจ นาทีนี้ผมไม่รู้แล้วว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่คืออะไร…….. ผมรู้แค่ว่าผมอยากจะกอดปุณณ์เอาไว้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลไหนก็ตามแต่ ท่ามกลางแสงแห่งจันทร์ที่นวลผ่อง…. เราทั้งคู่ต่างได้ยินเสียงหัวใจเดินไปในจังหวะเดียวกัน

“ฝันดีนะ..” “ราตรีสวัสดิ์ว่ะ”

12th CHAOS เช้าวันเสาร์ ผมเป็นคนแรกที่ลืมตาขึ้นมา….. บอกว่ากอดได้มันก็กอดจริง ๆ วุ๊ย!! แถมมือแม่งยังเหนียวเป็นตุ๊กแกเลยสาด… ผมเหลือบตามองแขนมันพลางสงสัยว่าตัวเองทนนอนนิ่ง ๆ ให้มันกอดไปได้ยังไง ไม่น่าเชื่อ (ปกติเป็นต้องดิ้นซะที่นอนกระจุยไปแล้ว) ผมแหงนหน้ามองไอ้ตัวที่มันกอดผมเอาไว้แน่นอย่างกับผมเป็นเมียมัน… เฮ้ย! เปรียบเทียบงี้ไม่ดี ๆๆ.. เทคสอง!.. ผมแหงนหน้ามองไอ้ตัวที่กอดผมเอาไว้แน่นอย่างกับผมเป็นลูกหนี้มัน อ้าว… แบบแรกดีกว่าเรอะ? ช่างเหอะ… เหมือนกันแหละ สรุปว่ามันกอดผมแน่นมาก คือ ผมพยายามแหงนหน้าแหงนมองมันจากปลายคาง แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ (เมื่อย) จะรู้สึกก็แค่ลมหายใจจากสันจมูกโด่งที่สมํ่าเสมอกันเหมือนคนยังไม่ตื่นนอนของ ปุณณ์…. อืม.. ชักร้อนตะหงิด ๆ แหะ แอร์ก็ปรับซะจนเหมือนไม่ได้เปิด ผมกระชับกอดไอ้ปุณณ์มากขึ้นนิดหน่อยเพื่อวัดอุณหภูมิ (อย่าคิดไกล) อืม ม…. มันเย็นขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะเลยครับ ถึงแม้จะยังตัวรุม ๆ อยู่บ้าง แต่สังเกตจากเหงื่อที่ซึมบริเวณหน้าอกก็รู้ว่าไข้กำลังลงเรื่อย ๆ ขอ ตัวไปทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีก่อนแล้วกัน… ผมคิดพลางขืนร่างกายจากแขนแกร่งนั่นเล็กน้อย แต่เพียงแค่ขยับหน่อยเดียว ปุณณ์ก็รู้สึกตัวทันที “หืม…..?” “ปล่อยก่อน เดี๋ยวกูมา” ผมบอกขณะพยายามมุดเอาตัวเองออกไปนอกวงแขน แต่เจ้าของมันไม่ยอมปล่อยให้ผมเป็นอิสระว่ะ “ไปไหนอะ..” ป่วยแล้วยังจะเจ้าปัญหา -_-”… ผมเหล่ตามองมันอย่างขัดใจ “ปล่อยน่า….”

แน่นอนว่าพอมันได้ยินเสียงผมดุขนาดนั้นก็รีบปล่อยทันที ฮ่า ๆ… ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ หรือจะสู้ โน่ ผู้ยิ่งใหญ่ได้ ไม่มีทาง ๆๆ ผมกลิ้งออกจากอกของมันพลางหอบหายใจนิดหน่อย ลองมาถูกคนรัดซะแน่นไว้ทั้งคืนแบบนั้น เป็นใครก็ต้องอึดอัดเหมือนกันนั่นแหละครับ! หลังจากที่ปรับอุณหภูมิให้ร่างกายตัวเองให้เข้าที่แล้ว ผมจึงมีแรงพอจะลากขาออกไปนอกห้องนอนนั่นแหละ “พักไป เดี๋ยวมา!” กลับมาไม่เห็นนอนอยู่ล่ะก็น่าดู!!! *** “อ้าว น้องโน่ วันนี้ตื่นเร็วจังค่ะ” พี่แอน ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่เลี้ยงของผมเองครับ… ทักผมเสียงสดใสแต่เช้าเลย…. ว่าแต่มันเช้าจริงหรือเปล่าหว่า -_-” ผมแหงนมองนาฬิกาบนกำแพงบ้านบอกเวลาสิบโมงกว่า… แหม… ก็ตื่นเร็วจริง ๆ แหละ ปกติผมตื่นบ่าย ฮ่า ๆๆ สงสัยจะร้อนจนต้องรีบตื่น -_-” “พี่ แอนมีไรกินมั่งอะ” มาถึงต้องถามหาของกินอย่างแรก พี่แอนจะได้รู้ว่านี่น้องโน่ตัวจริง แต่ถามไปไม่ได้ดูเล๊ยยย ว่าพี่แอนถือตระกร้าผ้าถังใหญ่อยู่ แฮะ ๆๆ… บ้านผมไม่ได้มีคนงานยั้วเยี้ยเหมือนบ้านไอ้ปุณณ์หรอกฮะ บ้านผมก็มีแค่พี่แอนกับพี่อิมนี่แหละที่คอยเลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก จนสนิทกันเหมือนพี่น้องไปแล้ว.. ว่าแต่… วันนี้พี่อิมหายไปไหนหว่า….? “เมื่อ เช้าอิมมันซื้อหมูแดดเดียวมาจากตลาด ว่าจะทอดแล้วก็ต้มซุปให้น้องโน่น่ะค่ะ แต่ตอนนี้มันหายไปไหนก็ไม่รู้ สงสัยเม้าอยู่กับป้าแดงแผงส้มตำ” พี่แอนว่าพลางเก็บผ้าเช็ดตัวที่ครอบครัวผม (ใครสักคน) พาดทิ้งไว้บนโซฟา (คงจะของผมเองแหละ แฮะ ๆ) “แต่ขอพี่แอนเอาผ้าลงเครื่องก่อนแป๊บนึงนะคะ แล้วเดี๋ยวกลับเข้ามาทำกับข้าวให้น้องโน่” “ไม่เป็นไรฮะ ๆ เดี๋ยวผมทำเองก็ได้ ไอ้นี่มันทำยังไงอะ?” ผมรีบตัดบทด้วยเพราะทั้งเกรงใจ และคิดว่าไอ้ขี้ป่วยอย่างข้างบนนั่น น่าจะได้กินอะไรที่เบากว่าหมูแดดเดียว

ซองโจ๊กคนอร์ถูกคว้ามาพลิกไปพลิกมาอย่างสนใจ “โจ๊กนั้นน้องโน่ก็เทลงหม้อ เทนํ้าตาม ตั้งไฟซักแป๊บประมาณ 4 นาทีคนจนข้าวมันพองขึ้นมาก็ทานได้แล้วค่ะ” เออ ฟังดูเหมือนง่าย? ตกลงเอาไอ้นี่แล้วกัน

“ขอบ คุณฮะพี่แอน พี่แอนไปทำงานเถอะ เดี๋ยวไอ้นี่โน่จัดการเอง” ผมพูดพร้อมกับยิ้มหวานให้พี่แอนได้เชื่อใจ… เอาเป็นว่าผมจะพยายามไม่เผาครัวแล้วกันนะ เสียง นํ้าเดือดปุด ๆ ระหว่างที่ข้าวเริ่มพองขึ้นมาอย่างพี่แอนบอก.. ผมใช้ทัพพีคนมันไปมาพร้อมกับคิดว่าน่าจะมีอะไรมากกว่านี้อีกซักหน่อย ว่าแล้วก็เดินไปหยิบไข่ไก่หนึ่งใบจากตู้เย็นมาตอกด้วยความประหม่า…. เกิดมาไม่เคยทำเลยนะโว๊ยเนี่ย!!!! และ แล้วมันก็เปื้อนมือผมครับ แต่ก็ออกมากลมสวยดี… นับว่าผมยังมีสกิลเยอะกว่าไอ้โอมมากนัก เพราะไอ้ห่ารายนั้น โชว์ตอกไข่ทีไร แตกกระจายไม่รู้อันไหนไข่แดงไข่ขาวทู้กกที… แหม ผมอาจจะแอบมีพรสวรรค์ด้านการทำกับข้าวก็ได้นะเนี่ยยย บางทีอาจจะลองลาออกไปเป็นเชฟดู… เสียงใครด่าผมวะว่าตอกไข่ได้แค่นี้อย่าทำเป็นได้ใจ… ฮึ่มม แต่ อย่างน้อย ๆ พอตอกไข่สวย ผมก็บังเกิดความมั่นใจมากขึ้นที่จะหยิบเอาหมูสับมาปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ หย่อนลงไปตามแบบที่เคยเห็นพี่แอนทำตอนต้มแกงจืด โอ้ว…. น่ากินแบบนี้ผมกินเองดีกว่าปะวะ ไม่ได้ ๆๆ ไอ้นั่นมันคนป่วย ปล่อยมันกินโจ๊กไป ส่วนผมรอพี่อิมมาทอดหมูแดดเดียวกับต้มซุปให้ดีกว่า ฮ่า ๆ…. เปรมกว่ากันเยอะ ผม คนข้าวไปมาพร้อมกับรอดูจนคิด(เอาเอง)ว่าหมูสุกแล้ว จึงปิดเตาและเทลงชามที่เตรียมไว้… อะ ผักชีโรยหน้าซักหน่อย สวยงามจริง ๆ ใครทำเนี่ย หมึกแดงยังอาย

ผมยิ้มหึ ๆ มองผลงานตัวเองก่อนจะเดินเอาไปอวดพี่แอนที่หน้าเครื่องซักผ้า (แต่ดูพี่แอนไม่ค่อยสนใจผมเลยอ่ะ!! ทำไมล่ะ!! นี่ผลงานชิ้นเอกเชียวนะ!!) เสียดายที่พี่อิมไม่อยู่ ผมว่าจะเดินไปอวดที่แผงส้มตำแต่อากาศมันก็ร้อน ส่วนป๊ากับม๊าดันไปโรงงานซะอีก ว๊า….. หรือผมควรจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระทึก…. คิดไปคิดมา.. เอาไปอวดไอ้ปุณณ์ดีกว่า *** ‘ปัง ๆๆๆๆๆๆๆๆ บู้มมมมมมมมมม ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เฟี้ยว ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ’ ไอ้ห่า!!!!!!!!! สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าเมื่อใช้เท้าถีบประตูห้องนอนเข้าไปคือ…… คนป่วยกำลังเล่นเกม! “สัด!! หายป่วยแล้วรึไง!!” อดด่าไม่ได้จริง ๆ ครับ ไอ้บ้านั่นมันนั่งขัดสมาธิไม่มองหน้าผมเอาแต่จ้องจอขนาด 29 นิ้วอยู่หน้าทีวี “ก็อยู่เฉย ๆ มันเบื่อ… มึงทำเป็นกัดกูว่าไฮโซ มี XBOX… มึงแหละมี PS3 ของดีกว่ากูอีก ไม่เคยจะชวนเล่น” มันว่าพลางกดจอยฆ่าปีศาจยิก… จนผมล่ะอยากจะเอาชามโจ๊กราดหัวมันซะจริง ๆ “ไม่ได้ถามนี่หว่า…. ตกลงจะแดกไม๊เนี่ย อุตส่าห์ทำมาให้ เอาไปทิ้งแม่ง” ดูเหมือนมันจะรีบหันมาทันที ทั้งที่ยังไม่ทันได้ pause เกม.. สมนํ้าหน้ามึง โดนปีศาจฟันไปเลย 2 ที แต่ ดูท่าทางมันจะไม่ได้สนใจเกมแล้วว่ะครับ ผมเห็นปุณณ์ปล่อยจอยเกมค้างทิ้งไว้อย่างนั้น ก่อนจะรีบปรี่มาดูของดีในมือผม… ฮะฮ้าา น่ากินล่ะสิ “ทำเองด้วยเหรอวะ!?” “แน่น๊อนนนน” ผมอวดอย่างภูมิใจ พลางวางไว้บนโต๊ะเล็กแถว ๆ หน้าทีวีกับเครื่องเกม “แดกซะ ถ้า

ไม่อร่อยก็นี่ แม็กกี้ ปรุงเอง” มันดูจะอะเมซซิ่งมากกับสิ่งที่ผมทำเกินไปแล้ว… ถึงกับรีบวิ่งมาคว้าช้อนตักชิมทันที โถ… ไอ้โง่… “ร้อนอะ!!” มึงนึกว่าตัวเองแดกนํ้าแข็งไสอยู่รึไง… ทีเรื่องอื่นล่ะฉลาดเป็นกรด แดกโจ๊กแค่นี้ทำโง่ -_-”… ผมล่ะหน่ายจริง ๆ มัน บ่นแต่ก็กินต่อเป็นคำที่สอง (คราวนี้ฉลาดขึ้นมาหน่อยที่เป่าก่อนกิน) ก่อนจะวางช้อนลงแล้วดื่มนํ้าที่ผมเตรียมไว้ให้ “โด่…. โจ๊กคนอร์… กูหลงคิดว่ามึงนั่งเคี่ยวข้าวให้ อุตส่าห์ซึ้งใจ” “โห….. ได้คืบจะเอาศอก กูทำแค่นี้ก็เหนื่อยแล้วโว๊ย!! นั่นน่ะ ตอกไข่ ใส่หมู โรยผักชีให้ด้วย เห็นป่าว ๆๆๆ” แน่นอนว่าผมภูมิใจมากครับ ฮ่า ๆ “เออ เห็น ๆ ขอบใจมาก อร่อยดี” บอกอร่อยแต่เสือกเหยาะแม็กกี้หน้าตาเฉย สัด… จริงใจกับกูชิบหาย ผมไม่ยืนมองมันกินนานหรอก (เดี๋ยวหิว) ดูแค่แป๊บ ๆ ก็หลบไปนั่งเล่นเกมต่อจากมัน…. แหม เข้าใจเลือกแผ่น Devil may cry 4 นี่ผมเล่นมาสองเดือนแล้ว ยังไม่ผ่านซักทีเลยว่ะ ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองขี้เกียจเล่น หรือโง่กันแน่ ผมนั่งรับช่วงกดจอยเกมต่อจากมัน ขณะที่หูได้ยินเสียงมันเรียกผม “แล้วโน่ไม่กินเหรอ?” “ไม่อะ…..” ผมกดจอยเกมยิก “ไม่หิวเหรอ?” “นิดหน่อย ไม่เป็นไร รอบ่าย ๆ” เปล่าไดเอทครับ แต่รอพี่อิมมาทำให้ต่างหาก ฮี่ ๆๆ

เสียงรบกวนจากไอ้ปุณณ์เงียบไป ก่อนที่รู้สึกตัวอีกที มันก็หอบชามโจ๊กมานั่งอยู่ข้างผมแล้ว ผม เหล่ตามองมันที่ยกชามมานั่งใกล้ ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะเกมกำลังติดพัน กระทั่งมีปลายช้อนตักโจ๊กมาจ่ออยู่ตรงหน้านั่นแหละ ผมถึงได้รู้สึกตัว “เฮ้ย!? อะไร?” “กินด้วยกันเด่ะ มันเยอะอะ กินไม่หมด” “เยอะตรงไหนวะ…” “เหอะ น่า” เห็นมันเซ้าซี้มาก ๆ เข้าผมก็อ้าปากรับโจ๊กจากมันอย่างช่วยไม่ได้ (จริง ๆ คือหิวเหมือนกัน) แหม…. อร่อยดีนะ โจ๊กคนอร์ฝีมือผมเนี่ย อิอิ เป็น เวลาพักหนึ่งที่เราสองคนนั่งกินโจ๊กและเล่นเกม(ผมคนเดียวที่เล่นเกม)เงียบ ๆ… ปุณณ์กินเองคำนึง ก่อนจะป้อนผมคำนึง เป็นอย่างนี้ไม่ขาด… จนกระทั่งจำนวนของโจ๊กในชามเริ่มจะพร่องลงไป แน่ นอนว่าไอ้คนเล่นเกมไป อ้าปากรับโจ๊กไปอย่างผมมันก็ค่อนข้างจะทุลักทุเลเป็นธรรมดา… ผมพยายามจะเลียขอบปากที่รู้สึกได้ว่าเปื้อนโจ๊กแต่ก็เลียไม่ถึง จนไอ้ปุณณ์มันคงสมเพชความพยายามโง่ ๆ ของผม จึงได้ส่งเสียงหัวเราะ แล้วยื่นมือมาใช้ปลายนิ้วเช็ดบริเวณนั้นให้ ผม หันกลับไปหมายจะขอบคุณมัน (ว่อกแว่กแค่นี้เกมไม่โอเว่อร์หรอก ผมเก่ง) แต่กลับพบว่าใบหน้าเราต่างอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ……. แน่นอนว่าผมตกใจโคตร ถึงกับอุทานแล้วถอยหน้าหนีออกมา “ไอ้สัด! กูตกใจหมด” แต่ มันไม่ด่าผมกลับเลยสักนิด… สิ่งที่เห็นคือมือข้างหนึ่งของปุณณ์ค่อย ๆ วางชามโจ๊กลง ก่อนที่ใบหน้าจริงจังนั้นจะเขยิบใกล้เข้ามา เผยให้ผมเห็นโครงหน้ามันชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้ง ที่ปากผมอยากจะด่าอีก แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกดวงตาคมสีนิลคู่นั้นสะกดไว้จนไม่อาจขยับส่วนไหนได้ อย่างประหลาด นอกจากหัวใจ ที่ทั้งเต้นแรงและรัวเร็ว… ด้วยความรู้สึกอยากรู้และสงสัยรวมกันอยู่ ปนมั่วไปหมด ห้องที่เคยเสียงดังครึกโครมแปรเปลี่ยนเป็นความสงบ เมื่อผมไม่สามารถมีสติสนใจสิ่งใดได้อีก.. ใบหน้าคมของปุณณ์ขยับใกล้เข้ามา.. ผิวขาวเหลืองตรงหน้าเริ่มกลายเป็นสีแดงเรื่อ ทั้งที่ปุณณ์ไข้ลดลงแล้ว.. ผมรู้สึกได้ถึงริมฝีปากสีส้มที่สั่นระริกอยู่ห่างจากริมฝีปากของผมไม่ถึงเซ็นต์ ขณะที่ปลายจมูกเราสัมผัสกันผะแผ่ว นำให้หนังตาผมค่อย ๆ ปิดตัวมันเองลงอย่างช้า ๆ……….. แต่สำนึกอื่นกลับตื่นขึ้นมา!! ท่าทางแบบนี้คืออะไร!? ผมที่กำลังสับสนอย่างหนักผลักปุณณ์จนกระเด็น ดูท่าทางมันจะตกใจไม่น้อยกับสิ่งที่เกือบจะเกิดขึ้นเมื่อกี้เช่นเดียวกัน เราต่างนั่งมองอีกฝ่ายด้วยแววตาตระหนกครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะเป็นคนหันหนี

“กู…….. ไปเอายามาให้มึงกินก่อน.. เดี๋ยวไม่หาย” ผมไม่สนใจหาคำตอบ ว่าสาเหตุที่ทำให้หัวใจของผมกำลังเต้นแรงแบบนี้คืออะไร

13th CHAOS ผมโผล่มาโรงเรียนในวันจันทร์ด้วยใบหน้าอิดโรย…. ทั้ง ที่พยายามจะไม่คิดถึงเรื่องเมื่อวันเสาร์แล้ว แต่สมองดันทรยศ.. เพราะไม่ว่าผมจะกำลังทำอะไร นั่ง นอน ยืน ดูบอล เล่นเกม หรือแม้แต่แค่ก้าวเท้าไปในห้องนอนตัวเอง.. สิ่ง ที่ผมเห็นยังคงเป็นใบหน้าของปุณณ์ซึ่งเข้ามาใกล้ที่สุดวันนั้น.. ตรึงไว้ให้หยุดมองแววตาจริงจัง ทั้งที่เป็นคู่เดียวกับที่เคยมอบความอ่อนโยนให้ใครต่อใครแท้ ๆ แต่ผมกลับไม่สามารถละสายตาไปทางไหนได้ ความรู้สึกที่ว่าปุณณ์มีเรื่องราวมากมายอยากจะบอกผ่านดวงตาคู่นั้นยังคงฝังแน่นไม่ไปไหน.. ในขณะที่ผม สับสนมากกว่าจะปล่อยเรื่องทั้งหมดให้ดำเนินต่อไป หลัง จากที่ผมผลักปุณณ์ออกและหนีไปหายาให้มันกิน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมแทบสั่นไปหมดทั่วทั้งตัว… ในเมื่อสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่เป็นความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมา ก่อน… ไม่ว่ากับใครผมก็ไม่เคยเป็น กับไอ้โอมที่เป็นเพื่อนสนิท โดนเนื้อโดนตัวกันขนาดไหนก็ไม่เคยเป็น หรือแม้กระทั่งกับยูริ ที่มักจะมาคลอเคลียอยู่เสมอ ก็ยังไม่เคยทำให้ผมรู้สึกแบบนี้มาก่อน… มันเป็นความรู้สึกที่น่าประหลาด เพราะผมเองทั้งเคลิบเคลิ้มและหวาดกลัวในช่วงเวลาเดียวกัน

ทั้งที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ แต่กลับมีบางอย่างตะโกนบอกผมว่าไม่ได้ อันที่จริงแล้วผมไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้าใกล้ผมขนาดนี้เลยต่างหาก…… หลัง จากนั้น สิ่งที่เหลือระหว่างผมกับปุณณ์มีเพียงความเงียบ.. ราวกับว่าเราทั้งคู่ต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ปุณณ์ก็ดูเหมือนมีเรื่องให้ทบทวนหลายอย่างขณะที่ผมสับสนเกินกว่าจะอยากชวน คุยอะไร หนึ่งวันผ่านไปโดยที่เราแค่เพียงถามคำตอบคำ จวบกระทั่งตอนเย็นอาการของปุณณ์หายดีแน่แล้ว

ผมจึงขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งให้ที่บ้าน….. จนตอนนี้เราทั้งคู่ก็ยังไม่ได้เจอหรือคุยอะไรกันอีก…. น่าแปลกที่ผมรู้สึกโหวง ๆ ในอกเวลาไม่มีมันอยู่ข้าง ๆ ทั้งที่เป็นเวลาแค่ 4 วันเท่านั้น ที่เรื่องราวทั้งหมดระหว่างผมกับปุณณ์ได้เกิดขึ้น มันเป็น 4 วันที่ยาวนานจนผมยังไม่อยากเชื่อตัวเองเลยว่า เราช่วยกันสร้างเรื่องทั้งหมด จนเปลี่ยนจากคนเคยเห็นหน้าให้กลายเป็นเพื่อนสนิทได้อย่างหมดหัวใจ จริงอยู่ว่าผู้ชายเราสนิทกันง่าย เฮไหนเฮนั่นไม่มีเกี่ยง แต่ไม่เคยมีใครทำให้ผมสนิทใจได้มากและเร็วเท่ากับปุณณ์มาก่อน มากจนถึงกระทั่ง……………………….. “เฮ้ย!!!!! มานั่งเหม่อเชี่ยไรแต่เช้าวะ!!” เสียงไอ้เชี่ยโอมดังในระยะประชิด แม่งโคตรจะขัดบรรยากาศแห่งความคิดของผม.. ไอ้บ้านี่มันน่ารำคาญจริง ๆ พับผ่า ผม พยายามทำเป็นไม่สนใจมัน แกล้งฟุบหน้าลงกับโต๊ะหมายจะเนียนหลับ แต่มันเสือกรู้ทันคว้าคอผมให้เงยหัวตั้งขึ้นตามเดิมเสียก่อน “อย่าเพิ่งนอน! เมื่อวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มึงไปไหนมา… สามวัน” ยิงคำถามเป็นชุด แถมเป็นคำถามแจ็คพอตเงินล้านทั้งนั้น จะให้ตอบยังไงล่ะครับ! “ทะ…. ทำไมล่ะ!” “แฟน มึงตามหามึงให้วุ่น เสือกปิดโทรศัพท์ทั้งสามวันเลยนะ” ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกฟังเสียงไม่ถนัด เพราะนํ้าเล่นท่วมปากมาเจียนมิดรูหู… คงเป็นเพราะวันศุกร์ กับเสาร์ ผมตั้งใจปิดโทรศัพท์เนื่องจากไม่อยากให้มีใครรบกวนปุณณ์ (เดี๋ยวจะป่วยหนักกว่าเดิมขึ้นไปอีก ผมล่ะขี้เกียจเข้าครัวบ่อย ๆ) แต่สำหรับวันอาทิตย์ที่ผมปิดโทรศัพท์นั่น……… ผมตอบไม่ถูกจริง ๆ.. ท่า ทางไอ้โอมจะรู้ดีว่าต่อให้เค้นจนนํ้าลายแห้งยังไงก็คงไม่ได้คำตอบแน่.. มันถึงได้ถอนหายใจยาว

ขนาดนั้น “ถามจริง………. มึงกับไอ้ปุณณ์มีอะไรกันรึเปล่าวะ?” “เฮ้ย!!!!!!!!!!!!?!??!!” ไอ้สัด!!!!!!! เจอแบบนี้ใครไม่ร้องไม่รู้แต่ผมร้อง!!!.. ดังเสียจนเพื่อนทั้งห้องหันมามองเป็นตาเดียว เดือดร้อนไอ้โอมต้องคว้าผมไปอุดปาก แต่มือแม่งเสือกเค็มชิบหาย “ไอ้บ้า!! เสียงดังหาเหล่าก๋งมึงเหรอ!” เหล่าก๋งกูเฝ้าเง็กเซียน!! ผม ดิ้นฟึดฟัดอยู่สองสามทีมันก็ปล่อย แล้วเริ่มพูดกับผมต่อ “กูหมายถึงว่า มึงมีเรื่องอะไรกับมันรึเปล่า… สามวันที่ติดต่อมึงไม่ได้ แฟนไอ้ปุณณ์ก็ติดต่อปุณณ์ไม่ได้เหมือนกัน…..” “…………………” โอมกับผมเป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายปี.. ทำไมจะไม่รู้ว่าเวลาผมเงียบหมายความว่ายังไง “เออ…. ไม่อยากบอกก็ตามใจ… ทำอะไรคิดดี ๆ หน่อยแล้วกัน… อะนี่ เล็คเชอร์มึงเมื่อวันศุกร์ กูกะไอ้เก่งช่วยกันจดให้” มันว่าเสียงเรียบพลางยื่นสมุดปกบางให้ผม ผมรู้ว่าโอมไม่ได้พูดในแง่ที่รู้อะไรลึกซึ้งมากนักหรอก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีความกล้าพอจะสบตาอยู่ดี “ขอบใจว่ะ” หลังจากที่รับสมุดเล่มนั้นมา ผมรู้สึกว่าไอ้โอมกำลังตบไหล่สองสามทีราวกับอยากให้กำลังใจ… เพื่อนมึงสบายดีน่ะ… ไม่เป็นไรหรอก *** หนึ่งวันของผมยังคงเป็นหนึ่งวันที่ไร้สาระเหมือนเดิม… จริง ๆ แล้วพูดให้ถูกก็คือชีวิตผมไม่เคยมี

สาระนั่นแหละ.. นี่ขนาดอยู่ ม.5 แล้วนะเนี่ย คุณว่าผมจะเอนท์ติดปะวะ แต่ ถึงจะคิดอย่างงั้นผมก็ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่ เหอ ๆ อย่างน้อยถ้าผมซีเรียสคงไม่โดดเรียนคาบบ่ายมานอนกระดิกเท้าหลังตึก สบายกายอยู่กับไอ้โอมแบบนี้ ว่าแต่ทำไมชีวิตผมต้องมีไอ้ห่านี่ติดตูดเป็นแมงกุดจี่ดูดขี้ควายตลอดเวลา ด้วยวะ ผมคิด พลางเหลือบมองแมงกุดจี่ที่นอนเอาซองไอพอดมาปิดตาไป งึมงัมฟังเพลงไป จริง ๆ แล้วผมก็บ่นไปงั้นแหละ ไม่มีมันแล้วจะรู้สึก… ว่าแต่สนามหญ้าตรงนี้มันเย็นสบายดีจริง ๆ สงสัยฮวงจุ้ยตึกเรียนคงบังแดดไว้มิดพอดิบพอดี จึงกลายเป็นอานิสงส์ให้ผมกลิ้งเล่นไปมาได้สบายใจ “ฮ้าว~… ขี้เกียจหวะ นอนถึงเลิกเรียนเลยดีมะ” “เออดี กูชอบ” ไอ้ห่า… ไม่เคยจะฉุดผมไปในทางที่ดีหรอก “จัดไป” ผมก็ไม่เคยชวนมันไปในทางที่ดีเหมือนกันแหละ ฮา… เรา ทั้งคู่ต่างนอนเงียบ ๆ กันอยู่หลังตึกอำนวยการ ซึ่งจริง ๆ แล้ว แค่บราเดอร์นึกคึกเปิดหน้าต่างออกมาก็คงเห็นพวกผมนอนอยู่ ซวยบรรลัย (เป็นแบบนั้นมีหวังป๊าได้บ่นหูชาอีกแหง๋) แต่ช่างมันเหอะ ต่อให้ไปหลับในห้องเรียนก็โดนด่า ค่าเท่ากันอยู่ดี ผม ทอดสายตามองไปไกลถึงท้องฟ้าสีสวย ที่มีเมฆขาวลอยขนัด ย้ายสลับที่ไปมาจนกลายเป็นโรงละครย่อม ๆ แล้วแต่ผมจะจินตนาการ ผมเห็นก้อนเมฆรวมตัวกันบ้าง กระจายตัวบ้าง แยกเป็นช่องโหว่บ้าง แต่ก็ยังไม่ปรากฏนกบินผ่านซักตัว.. คงเป็นเพราะอากาศร้อนระอุจนไม่น่าขยับตัวไปไหนนี่ล่ะมั้ง ทุกอย่างจึงรวมใจกันนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่ลมจะผลักใบไม้สักใบให้ร่วงลงมา ผมเองตอนนี้ก็ไม่อยากจะขยับตัวไปไหนเหมือนกัน…….. เมื่อคิดถึงเรื่องที่เพิ่งเจอมาตลอดครึ่งวัน… ไอ้ ปุณณ์เป็นบ้าอะไรของมัน ผมรู้สึกตะหงิดใจตั้งแต่เมื่อวันเสาร์แล้ว ที่มันเงียบไป… แต่ก็คิดตลอดว่าเปิดเรียนวันจันทร์มา คงจะไม่มีอะไร… จนได้รู้ว่าผมคิดผิดถนัด เพราะ พอถึงวันนี้ ผมจึงเห็นว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด.. ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ ผมก็จำไม่ได้

หรอกว่าเมื่อก่อนเวลาผมเจอกับไอ้ปุณณ์มันเคยเป็นแบบไหน (จำได้ลาง ๆ ว่าอย่างน้อยก็ยิ้มให้ มีทักทายบ้างพอเป็นพิธี หรือไม่ก็วานให้ช่วยทำอะไรซักอย่างให้หน่อย) แถมไอ้ในวงเล็บที่เห็นอยู่คือเรื่องเมื่อก่อน 4 วันที่แล้วนะ แต่ทำไมพอหลังจาก 4 วันนั้นจนถึงวันนี้……….. ทั้งที่คิดว่าเราสนิทกันมากขึ้นแล้วแท้ ๆ กลับกลายเป็นว่าแย่ลงทุกอย่าง?

ตอน เช้าผมมาโรงเรียนแบบงัวเงีย ๆ (สายอีกต่างหาก)… เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเจอปุณณ์แทบทุกครั้งเพราะหมอนั่นทำงานให้สภานัก เรียน ก่อนเข้าเรียนจึงมักวนไปเวียนมาอยู่แถวตึกอำนวยการหน้าประตูรั้วให้ผมได้ เห็นหน้าประจำ ผมเคยโบกมือให้มันเป็นกำลังใจเวลาทำงานก็บ่อย.. ถึงแม้ว่าวันนี้จะลังเลเล็กน้อยว่าควรโบกดีหรือไม่ แต่ผมก็พยายามทำให้ทุกอย่าง ‘ปกติ’ แต่ไอ้บ้าตัวที่มันเมินผมไปซะฉิบ ไม่แอบยิ้มแล้วโบกมือตอบเหมือนทุกทีนี่หมายความว่ายังไง!? ยอม รับว่าผมโคตรจะหงุดหงิด แต่ก็พยายามไม่ทำตัวคิดเล็กคิดน้อยแบบพวกผู้หญิง โดยการปลอบใจตัวเองว่ามันคงไม่ทันเห็น… ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าเราสบตากัน ก่อนมันจะหันหน้าหนี แต่ผมก็บอกตัวเองอยู่เสมอว่าไม่มีเหตุผลอะไรจะทำให้ปุณณ์กลายเป็นแบบนั้น จน ถึงคาบสาม ได้เวลาที่ผมต้องเปลี่ยนห้องเรียนจากห้องประจำไปแลปภาษา อันที่จริงแล้วไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะบังเอิญเจอกันระหว่างทางบนตึกอย่างนี้ และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกกว่าปกติอะไร หากเราจะทำเนียน ๆ เดินผ่านโดยไม่ยอมทักกัน (ก็เมื่อก่อนผมกับมันไม่สนิทกันนี่) เพียงแค่วันนี้…………… ผมรู้สึกแปลก ๆ ปุณณ์ มันเป็นคนอัธยาศัยดี ใคร ๆ ก็รู้จักมันทั้งนั้น (ไอ้การรู้จักหมอนี่แบบห่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกครับ เรียนจบไปถ้ามันได้เป็น สส. ผมคงไม่มีวันแปลกใจ) ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมเห็นมันเดินยิ้มกว้างหัวเราะร่ากับเพื่อนมาแต่ไกล แถมยังโบกมือทักทายเพื่อนห้องผมตั้งหลายคนอีกต่างหาก ยิ่งกับไอ้รถเก๋งงี้ ตบหัวกันตุ้บตั้บเสียงดังสนั่น กระทั่งมาถึงผม……….. คุณลองคิดภาพเด็กผู้ชายอารมณ์ดีคนหนึ่งที่เดินยิ้มมาตลอดทาง จนมาถึง

ตัวผม………. ผม เป็นตัวอะไรวะ… ทำไมเจอหน้าต้องทำเป็นนิ่งด้วย… ถ้าลองเป็นเมื่อก่อนผมคงช่างแม่งแล้วด่ามันลับหลังว่าไอ้ขี้แอ็คไปแล้ว แต่วันนี้ไม่ใช่ ไม่ รู้อะไรที่ทำให้ผมหันไปคว้าแขนมันไว้โดยที่ตัวเองก็ยังคาดไม่ถึง เช่นเดียวกับไอ้ปุณณ์ที่ทำท่าตกใจมากอยู่ ระหว่างผมพยายามข่มความรู้สึกไม่ดีทั้งหมดแล้วพูดออกไปว่า “หวัดดี!” สิ่ง ที่ได้รับกลับมาคือ……. เจ้าของแขนข้างนั้นมีปฏิกริยาขืนตัวเองออก พร้อม ๆ กับดวงตาคู่ที่มักจะมองมาอย่างอ่อนโยน กลายเป็นผลุบลงตํ่า “หวัดดี……..” นั่นคือเสียงเดียวของปุณณ์ที่ผมได้ยินในวันนี้… หลัง จากนั้นผมก็เจอมันบ้างอีกประปรายระหว่างพักกลางวัน… แต่พอจะรู้แล้วล่ะว่าอีกฝ่ายไม่อยากเจอผมสักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงถึงเวลาของผมบ้างที่ต้องเป็นฝ่ายหลบหน้ามัน ผมไม่อยากให้มันเจอผม…. เพราะหากปุณณ์ตั้งใจจะหลบผมอีก……………… ผมคงทนยิ้มอยู่แบบนี้ไม่ไหว เสียง ถอนหายใจยาวของตัวผมเองดังขึ้น เมื่อต้องวนคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา โชคยังดีที่ตอนนี้ยังมีลมเย็นพัดผ่านหลังตึกมาบ้าง…. พลอยทุเลาความเครียดที่ผมมีลงไปได้นิดหน่อย

ปุณณ์มันเป็นอะไรวะ.. ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้ ถ้ามันจะอาย คนที่ควรอายยิ่งกว่าน่าจะเป็นผม.. แล้วถ้าผมเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาแล้ว แต่มันยังวิ่งหนีอย่างนี้ล่ะก็ ….. ไม่อยากคิดต่อแล้วแหะ ผม หลับตาลงและปล่อยให้สายลมระใบหน้าไปเรื่อย อย่างน้อยก็รู้สึกเหมือนยังมีธรรมชาติช่วยปลอบใจอยู่บ้าง ผมรักอากาศเย็นที่วิ่งผ่านปลายจมูกผม เพราะมันให้ความรู้สึกเดียวกับที่เคยได้รับเมื่อวันก่อน อ่อนละมุนเหมือนกับลมหายใจของปุณณ์ที่ยังคงค้างอยู่บนปลายจมูก… ผมรู้สึกว่าตัวเองคลี่รอยยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่เมื่อนึกถึงช่วงเวลา 4 วันที่ผ่านมา… แม้ตอนนี้จะไม่สามารถกลับไปเป็นเช่นนั้นได้อีกแล้ว แต่แค่ได้ย้อนกลับไปคิดถึงก็เป็นสุขใจ สายลมเอื่อยอ่อยยังคงวนเวียนตามตัวผมไม่ห่างไปไหน แม้จะทำให้รู้สึกเย็นขึ้นมาบ้าง แต่ความสบายมีมากกว่าจนขี้เกียจกระดิกตัวไปทำอะไร ‘ซ่า!’ ไอ้เชี่ย!!!!!!!!! คนนะไม่ใช่คอห่าน ราดนํ้ามาได้ไม่ดูตาม้าตาเรือ! ผม สะดุ้งตื่นเพราะความเย็นเฉียบของนํ้าเช่นเดียวกับไอ้โอมที่กระโดดหนีไปไกลลิบ โลก (สงสัยมันกลัวนํ้ากระเด็นใส่ไอพอด) แม่งรักเพื่อนจริง ๆ… สรุปว่าใครบังอาจทำลายคาบบ่ายอันแสนสบายของผมวะเนี่ย!!!!!!!!!!! อย่าให้รู้นะ ถ้าไม่ใช่บราเดอร์ไม่เอาไว้แน่….

ผม คิดบ่นในใจเป็นชุดพลางขุดสารรูปอันเปียกปอนของตัวเองหันไปกลับไปตาขวางมอง ต้นเหตุที่ยังคงถือถังนํ้าคาไว้ในมืออยู่…… นั่นทำให้ผมพบว่า คนที่ถือถังนํ้าหลังหน้าต่างไม่ใช่บราเดอร์ แต่เป็น… “โน่………” “ปุณณ์………….. ?”

14th CHAOS “สาด มาได้ ไอ้ห่า…. มึงแค้นจากที่ล้างมอไซค์ตอนนั้นใช่มะ” ผมบ่นไปบิดเสื้อนักเรียนชุ่ม ๆ ของตัวเองไป เมื่อมันเปียกซ่กตลอดทั้งตัว จนเปลี่ยนจากร้อนตับแตกให้กลายเป็นเย็นยะเยือกได้ในเวลาไม่ถึงห้านาที ไป ๆ มา ๆ สุดท้ายเลยต้องถอดเสื้อนักเรียนออกผึ่งคอมแอร์ไว้อย่างช่วยไม่ได้ “แล้ว ใครใช้ให้ไปนอนตรงนั้นวะ ผมจะรู้ได้ไงว่ามีไอ้เวรที่ไหนโดดเรียนนอนอยู่” แน่นอนว่าตัวปัญหาไม่เคยยอมความผม มันยังคงเถียงปนด่าไม่หยุด ทั้งที่ช่วยหาผ้าขนหนูจากห้องสภานักเรียนมาส่งให้ “นํ้าถูพื้นป่าวเนี่ยยยย” “บ้าดิ่! นํ้ากรอง! ผมจะเปลี่ยนถังนํ้าแล้วไอ้นี่มันอยู่ก้นถังเฉย ๆ” เออ ขอให้จริง.. ผมรับผ้าผืนเล็กจากมือมันเพื่อจัดการเช็ดผมที่เปียกแบบลวก ๆ โดยปล่อยให้ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ตากลมเครื่องปรับอากาศในห้องสภาอยู่อย่างนั้น…. ตอนนี้ไอ้โอมชิ่งหนีกลับห้องเรียนไปเรียบร้อยแล้วครับ กว่าจะไปได้ก็เล่นบ่นผมซะยกใหญ่ว่าเลือกทำเลไม่ดี ทำให้มันอดโดดเรียน บลา ๆๆ… แล้วผมผิดไหมวะเนี่ย!? ระหว่างที่กำลังคิดฟุ้งซ่านด่าไอ้โอมอยู่นั้นเอง ผ้าขนหนูใหญ่อีกผืนก็ถูกโยนลงมาซะก่อน “เอาไปคลุมตัว”…. ปุณณ์บอกผมอย่างนั้น? ผมหยิบมาดูอย่างไม่เข้าใจ “ใช้ไอ้นี่อันเดียวก็พอ เกรงใจ” “อันนั้นด้วยแหละ เอาไว้……. คลุมตัว..” พูดอะไรของมันวะ ทำไมต้องคลุมด้วย ดู เหมือนมันจะอ่านสายตาขี้สงสัยของผมออก “เดี๋ยวหนาว” อ้อเรอะ………. ผมพยักหน้ารับคำมัน ก่อนจะเอามาคลุมไหล่แบบลวก ๆ แล้วเช็ดผมต่อ ดีนะกางเกงไม่เปียกไปด้วย ไม่งั้นเซ็งเลย เวลาผ่านไป ภายในห้องสภาฯมีเพียงเสียงแอร์ที่ครางหึ่ง……. จนผมเริ่มรู้สึกอึดอัด

“มึงไม่เรียนเหรอวะ” คนที่ตัดสินใจทำลายความเงียบคือผมเอง “ก็รอโน่ตัวแห้งก่อน…” “ไข้กลับอีกมั่งปะ” “ไม่..” “แล้ววันนี้เมินเราทำไม…….” “……………………” คำถามนี้ไม่ใช่แค่คำพูดที่เผลอหลุดจากปากผมหรอกครับ แต่เป็นความตั้งใจจะถามมันจริง ๆ พร้อมสบตากลับไปด้วย เอาให้รู้กันไปว่าไม่ใช่ผมไม่รู้สึกอะไร ปุณณ์มองมาที่ผมวูบหนึ่งก่อนจะหันไปหยิบสมุดบนโต๊ะสภาฯ “…………………… ตัวแห้งแล้วก็ฝากล็อคห้องด้วยนะ.. ผมไปเรียนก่อน” นี่คือคำตอบ ว่าปุณณ์ไม่อยากได้เพื่อนอย่างผมอีกต่อไป *** อัน ที่จริงแล้วเด็กม.ปลายคนอื่นเขาคงจะชอบช่วงเวลาหลังเลิกเรียนแบบนี้มากที่ สุด…. เว้นแต่กับผม… ที่มักหวาดระแวงเสมอว่าจะมีใครโทรมาเรียกให้ไปที่ไหนรึเปล่า โบราณว่ายิ่งกลัวยิ่งเจอ…… ตกลงยูริเป็นคนหรือผีวะ… วันไหนผมเสียวสันหลังวาบ ๆ วันนั้นเธอจะต้องโทรมาเรียกผมให้ออกไปหาทุกที

วันนี้ ผมกลับมาที่สยามอีกครั้ง โดยมียูริเกาะแขนแจไม่ห่าง… เสียงแจ้ว ๆ ของเธอยังดังไม่หยุดแข่งกับเพลงในร้านแต่กลับไม่มีเสียงไหนสามารถแล่นทะลุ ผ่านหัวผมได้เลยสักนิด ผมยังคงคิดถึงคำพูดและท่าทางต่าง ๆ ของปุณณ์ที่รบกวนจิตใจมาตลอดวัน แม้จะรู้ดีว่าคิดไปก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา “โน่ว่าอันนี้น่ารักปะ ยูว่ามันน่าจะมีสีชมพูเนอะ แต่สีส้มก็สวยดี เราซื้อกันสองอันดีไม๊ ของโน่สีฟ้าไง…… โน่…… โน่??……. โน่!!!” ไอ้เสียงตะโกนเรียกชื่อผมรอบสุดท้ายนั่นเองที่ดึงผมออกจากภวังค์ จริง ๆ แล้วผมไม่ได้ยินคำพูดก่อนหน้านั้นหรอก แต่มาสะดุดหูอีกทีก็ตอนยูริเรียกชื่อผมครบเป็นครั้งที่สามพอดิบพอดี “คะ… ครับ??” ความเอ๋อของผมทำให้คนเรียกพองลมเข้าแก้มอย่างแสนงอน แต่ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มออกมาในที่สุด “ยูเอาสีส้ม โน่เอาสีฟ้านะ” “อื้อ เอาสิ…. เท่าไหร่ล่ะ” ผมพยายามคลี่ยิ้มตอบเธอคนที่ไม่เคยงอแงผม พลางควักกระเป๋าสตางค์ออกมาเตรียมตัวจ่ายให้ ตามแบบฉบับแฟนที่ดีเขาต้องทำกัน “ยูซื้อเองก็ได้ ซื้อให้โน่ไง” “ไม่ เป็นไรหรอก ยูซื้อให้โน่อันที่แพงกว่านี้ดีกว่า ถูก ๆ แบบนี้โน่ซื้อเอง” ผมพูดติดตลกทั้งที่จริงแล้วไอ้พวงกุญแจพลาสติกหน้าตาปัญญาอ่อนในร้าน Loft นี่มันก็ไม่ได้ถูกเท่าไหร่ ยูริหัวเราะร่า “ด๊ายยยยย…” เธอยิ้มอย่างดีใจก่อนจะพาผมไปชำระเงินบริเวณเค้าท์เตอร์ หลังจากรับพวงกุญแจนั้นใส่ถุงสีเหลืองของร้าน Loft มาแล้ว ยูริก็จัดแจงห้อยมันกับกระเป๋านักเรียนทั้งของเธอและผมทันที ผมยืนรอยูริที่ตั้งอกตั้งใจในการห้อยพวงกุญแจมาก สักแป๊บเดียวเธอก็เงย

หน้ามายิ้มกว้างโชว์ผลงาน “อย่าทำหายนะ” “ครับ” เรา ควงแขนกันเดินวนรอบห้างอีกนิดหน่อย ก่อนที่เสียงยูริจะบ่นหิว อ้อนให้ผมพาข้ามจากสยามดิสคัฟเวอรี่ไปสยามเซนเตอร์เพื่อหาอะไรกิน ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เคยขัด เราเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ จนถึงหน้าร้านหนังสือบริเวณทางเชื่อม………. ที่ที่ยูริหยุดโบกมือให้ใครสักคน เอมกับปุณณ์!? ร้อยวันพันปีผมไม่เคยเจอพวกนี้บ่อย ๆ แต่ไม่รู้ทำไมช่วงหลัง ๆ มา ผมหนีมันไม่พ้นเลยสักครั้ง “ไปหาพวกเอมกัน!” ยูริพูดไม่ฟังคำตอบ เพราะพยายามดึงกึ่งลากให้ผมเข้าไปในร้าน โดยไม่สนใจผมที่พยายามขืนตัวและบอกยูริแล้วว่า “อย่าไปกวนเขาเลย” แต่เธอก็ยังไม่สน “บังเอิญ จัง… เลิกเรียนเห็นยูรีบวิ่งออกมา กะแล้วว่าต้องมีนัดกับโน่” เอมเอ่ยปากแซวเพื่อนเป็นคำแรกทันทีที่เราทั้งคู่เดินไปถึง ในขณะที่ปุณณ์ยืนดูหนังสือเงียบ ๆ เช่นเดียวกับผมที่ไม่รู้จะเริ่มคุยอะไร “แหม…. ก็มีบ้าง..” หญิงสาวข้าง ๆ ผมยิ้มอวดเขี้ยวตาหยี ก่อนจะรีบคว้ากระเป๋านักเรียนสองใบที่ผมถืออยู่ มาอวดเพื่อนทันที “นี่ ๆๆ น่ารักไม๊ โน่ซื้อให้เมื่อกี้ล่ะ” “น่ารักจังงงงง! ปุณณ์ซื้อให้เอมมั่งสิ” ไอ้โรคไม่ยอมกันนี่สงสัยจะติดต่อในเด็กผู้หญิงทั่วภูมิภาค.. เพราะพอเอมเห็นพวงกุญแจ (ที่ผมว่ามันปัญญาอ่อน) บนกระเป๋าพวกเราปุ๊บ เธอก็หันไปกระตุกแขนเสื้อปุณณ์ที่อ่านหนังสืออยู่ทันที

เดือดร้อนไอ้ปุณณ์ต้องหันมามองอย่างสงสัย “หืม?” นัยน์ตาคมคู่นั้นหยุดที่พวงกุญแจพวกผมชั่วครู่ ก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองมาแว่บหนึ่งแล้วหันไปคลี่ยิ้มให้เอมต่อ “ก็เอาสิ…” “ซื้อเป็นคู่กันเหมือนพวกยูกับโน่เลยนะ” “ครับ..” “แหม ๆๆ เลียนแบบอ้ะ! แล้วสองคนนี้ดูหนังสืออะไรกันอยู่เนี่ย” ยูริเป็นฝ่ายตัดบทสนทนาเมื่อครู่ของทั้งเอมและปุณณ์ ก่อนจะถือวิสาสะพลิกหน้าปกดู “อื้อหืออออออออออ อะไรเนี่ย!!! หนังสือ wedding plan!!! เรียนยังไม่ทันจบม.ปลายเลยนะ!” นั่นทำให้ผมต้องหันไปมองแทบจะทันที ปุณณ์แสร้งทำเป็นหันหนีไม่สบตาผม ก่อนหมอนั่นจะคว้าเล่มใหม่เอามาพลิกดูต่อ (ตอนนี้หนังสือในมือมันเป็นเรื่องรถฟอร์มูล่า1) แว่วเสียงเอมหัวเราะแผ่ว ๆ “ดูไว้เฉย ๆ น่ะ ชุดมันสวยดี” “แหม… รีบร้อนจริงนะคู่นี้…. โน่.. เราดูกันมั่งมะ!” ยูริทำเสียงเล็กเสียงน้อยก่อนจะหันมาชวนผมอย่างซุกซนจนคนฟังต้องสะดุ้งเฮือก “จะ… จะดีเหรอ?” “ฮ่า ๆๆๆ” แต่เสียงเอมที่หัวเราะดังขัดขึ้นมาหลังคำตอบผม ส่งผลให้ยูริงอนแก้มป่อง “โน่ไม่รับมุกยูเลยอะ เสียใจ” ก็แล้วจะไปรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าเธอพูดเล่น!!! ถึงเราจะเป็นแฟนกันแบบเบลอ ๆ นัดเดทกันแบบเบลอ ๆ แต่ไอ้เรื่องจะให้เบลอ ๆ แต่งงานด้วยนี่ผมก็อยากจะมีสติคิดดี ๆ กับคนอื่นเขาเหมือนกันนะ -_-”…. แน่นอนว่าผมถูกยูริทุบแขนซะสองทีเป็นการทำโทษ “งั้น ไม่กวนละ ไปกินข้าวก่อน แล้วค่อยเจอกันพรุ่งนี้ที่โรงเรียนน๊า” หลังจากที่เรายืนคุยกันพอเป็นพิธีเสร็จแล้ว ยูริก็ตัดบทพลางโบกมือลาให้คนทั้งคู่ที่ในมือยังถือหนังสืออยู่ ผมโบกบ้าง และคงจะเดินตามยูริออกไปจนถึงหน้าร้านแล้ว

หากไม่ได้มีมือมาคว้าเอาแขนผมไว้เสียก่อน!? ผมสะดุ้งนิดหน่อยพร้อมหันไปมองมือข้างที่จำได้ดี กำลังเลื่อนไปสอดนิ้วประสานกับนิ้วผมแน่น.. ทำอะไรของมันน่ะ!! ผมมองมือข้างนั้น สลับกับใบหน้าปุณณ์ และแฟนปุณณ์ที่ดูเหมือนนอกจากหนังสือแล้ว ก็ไม่ได้สังเกตอะไร ริมฝีปากจากปุณณ์ส่งรอยยิ้มบาง ๆ ให้ผมแว่บหนึ่ง พลางกระชับมือบีบมาแน่น ก่อนจะเป็นฝ่ายปล่อยออก…. ผมไม่รู้ว่าปุณณ์ต้องการจะบอกอะไร?…

15th CHAOS ผม กลับมาถึงบ้านด้วยสมองอันว่างเปล่าพิกล…. จากเมื่อตอนกลางวันที่สุมคิดโน่นนี่เต็มหัวไปหมด จนพอถึงเวลานี้…. ราวกับทุกเรื่องที่กวนใจอยู่จะสามัคคีกันรวมตัวกลายร่างเป็นก้อนกลมสีขาว ลอยล่องไปมาในหัวผมแทนภายในพริบตา นี่ คืออาการคิดมากขั้นสุดท้ายของผมแล้วสินะ… มีหวังปล่อยไปแบบนี้เรื่อย ๆ ต้องเป็นบ้าไปก่อนแน่ ผมคิดพลางกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงนอน แล้วคลานหยิบเกมแผ่นใหม่หวังจะเล่นแก้เซ็ง แต่ดันไม่มีอารมณ์เล่นซะนี่ “ไอ้ เชี่ยปุณณ์….” ผมสบถด่ามันทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้อยู่ตรงหน้า เออ สะใจไปอีกแบบเหมือนกัน ผมเพิ่งรู้ว่าทำแบบนี้แล้วรู้สึกดีเป็นบ้า “ไอ้เชี่ยปุณณ์ ไอ้เลว ไอ้เพี้ยน ไอ้วิปริต ไอ้เจ้าชู้ แม่งเอาไม่เลือก ไอ้ ๆๆๆๆ…..” จะด่าอะไรต่ออีกดีวะ! ผมคิดอย่างหงุดหงิดใจพลางเตะหมอนข้างที่กองอยู่บนพื้น ให้ลอยสู่อีกฟากห้องไปด้วย “แม่งงงงเอ๊ย….” ไม่รู้จะด่าอะไรแล้วก็ได้แต่บ่นพลางเดินไปเดินมาเหมือนหนูติดจั่น ก่อนที่ผมจะตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง ‘ตึง ๆๆๆ’ “อ้าวโน่!! จะไปไหน!! ลงบันไดเบา ๆ หน่อย!!” “บ้านเพื่อนฮะ! เดี๋ยวมา!” ผมตอบม๊าแค่นั้นก่อนจะบึ่งมอเตอร์ไซค์คันเก่งออกนอกรั้วบ้านทันที ***

มา อีกแล้วจนได้ ไอ้บ้านหลังใหญ่เนี่ย.. ผมปลดเกียร์หยุดมอเตอร์ไซค์ลงหน้าบ้านภูมิพัฒน์พลางมองขึ้นไปชั้นสอง เห็นแสงไฟห้องไอ้ปุณณ์สว่างโร่อยู่ เป็นเครื่องหมายว่ามันกลับมาแล้ว ว่าแต่ที่ผมถ่อมาถึงนี่ ผมอยากจะพูดอะไร คุยอะไร เคลียร์อะไรกับมัน?…… บอกตามตรงว่าผมไม่รู้จริง ๆ รู้แต่เราสองคนจำเป็นต้องคุยอะไรกันบางอย่าง…. ใน ที่สุดถนนหน้าบ้านภูมิพัฒน์ก็กลายเป็นลู่ออกกำลังกายให้ผมเดินวนไปมาจนมึน หัวซะแล้วเพราะไม่รู้จะเข้าไปดีหรือไม่ดี กระทั่งมีรถคันโตขับมาจ่อหน้ารั้วบ้านนั่นแหละ จึงได้ยินเสียงเรียกชื่อผมจากกระจกเบาะหลังที่ถูกเลื่อนลง “พี่โน่???” น้องแป้ง!? “พี่โน่มาหาพี่ปุณณ์เหรอคะ?” งามหน้าไหมวะเนี่ย… ผมรู้สึกเหมือนกลายเป็นไอ้เกย์ติดแฟนไปซะฉิบ ถ่อมาหาได้ทุกวัน ๆๆ แต่ดูท่าทางน้องแป้งจะชอบแหะ -_-”….. “เข้า ไปสิคะ” เห็นไหมล่ะ…. ผมยิ้มแหย ๆ ให้น้องสาวหัวแก้วหัวแหวนของปุณณ์เมื่อเธอกดรีโมทเปิดประตูใหญ่ อนุญาตให้ผมเอามอเตอร์ไซค์บุโรทั่งเข้าไปจอดในโรงรถได้ พร้อม ๆ กับรถยุโรปคันงามและคนขับของเธอ “น้อง แป้งกลับบ้านดึกจังครับ” ผมเกริ่นทักทายเล็กน้อยพอเป็นพิธีเมื่อเห็นเด็กสาวก้าวลงจากรถทั้งชุดนัก เรียน ขณะที่ผมเองก็ใส่ชุดนักเรียนอยู่เหมือนกัน… แต่รองเท้าเนี่ย กลายร่างเป็นรองเท้าแตะไปเรียบร้อยแล้ว “แป้งเรียนพิเศษค่ะ พี่ปุณณ์กลับมาแล้วนี่คะ พี่โน่ขึ้นไปสิ” เธอตอบผมหลังจากที่เงยหน้ามองแสงไฟในห้องปุณณ์เรียบร้อยแล้ว “พี่โน่ทะเลาะกับพี่ปุณณ์เหรอคะ…?” เฮ้ย คำถามรอบแจ็คพ็อต!! ทำไมเซ้นส์ดีงี้ล่ะหนู!! เสียงใส ๆ นั่นทำเอาผมสะอึกอุกพร้อมลืมก้าวขาไปก้าวหนึ่งได้ง่าย ๆ

กูจะตอบยังไงดีวะเนี่ย…… “เอ่อ… เปล่าหรอกครับ… ที่จริง.. พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน…. แหะ ๆ” ฟังดูเป็นคำตอบรึเปล่า -_-” “ทำไมน้องแป้งคิดงั้นล่ะครับ?” “ก็ ตั้งแต่กลับจากบ้านพี่โน่เมื่อวันเสาร์… พี่ปุณณ์ก็ซึมไป ข้าวปลาไม่ค่อยจะกิน…… พี่โน่อย่าโกรธพี่ปุณณ์เลยนะคะ พี่ปุณณ์อาจจะงี่เง่า ขี้งอนไปบ้าง แต่พี่ปุณณ์ก็รักพี่โน่นะ” (เผาพี่ชายเชียวนะ) แต่ใครโกรธใครกันแน่ครับแป้ง… แล้วไอ้ปุณณ์เนี่ยนะรักผม!? ใบหน้าของผมคงแปะป้ายคำว่า ‘สงสัย’ จนน้องแป้งพูดต่อได้โดยไม่ต้องออกแรงถาม “ตั้งแต่ มีพี่โน่ พี่ปุณณ์ก็หัวเราะดังขึ้นกว่าก่อนตั้งเยอะ… แป้งเห็นสาว ๆ กรี๊ดพี่ปุณณ์เยอะก็จริง แต่ไม่เคยเห็นพี่ปุณณ์พาใครมาให้แป้งเจอที่บ้านอย่างนี้มาก่อน…. พี่ปุณณ์รักพี่โน่จริง ๆ นะคะ.. แป้งดูออก” ผมคลี่ยิ้มหงอย ๆ รับคำนั้นของน้องแป้ง… เพราะรู้ดีว่าทุกอย่างเป็นแค่เรื่องโกหก.. ปุณณ์ไม่เคยรักคนอย่างพี่หรอกครับแป้ง.. *** หลัง จากแยกกับน้องแป้งแล้ว ผมขึ้นมายืนลังเลหน้าประตูไม้เนื้อดีตรงนี้อยู่ครู่หนึ่ง ด้วยความสับสนว่าควรใช้หลังมือเคาะแบบหนังสือสอนสมบัติผู้ดีเขาทำกัน หรือถีบประตูแม่ง แล้วบุกด่าเจ้าของห้องมันแบบใจผมคิด (อยากทำอย่างหลังมากกว่า) แน่นอนว่าถึงจะเตรียมไว้หลายวิธีแต่ทำได้จริงเพียงวิธีเดียว ผม ตัดสินใจเคาะประตูห้องนั้นลงไป แต่อย่าหวังจะแอบมองผ่านตาแมวได้ เพราะผมหลบพ้นรัศมี

เป็นแน่แท้ นี่ไม่ได้ตั้งใจจะเซอร์ไพร์สหรอกนะ เพราะขืนปล่อยให้มันเห็นว่าคนยืนอยู่หน้าประตูเป็นใคร เจ้าของห้องอาจจะพาลไม่เปิดให้ผมเอาน่ะสิ แน่นอนว่าวินาทีแรกที่ประตูแง้มเปิด ผมแทรกพรวดเข้าไปด้านในทันที “โน่!?” เออ ตกใจแบบนั้นแหละดี! “ไม่ต้องทำตัวเป็นนินจาขนาดนั้นก็ได้…. มีอะไรรึเปล่า” ได้ ยินคำพูดนั้นของปุณณ์แล้วก็พาลรู้สึกหงุดหงิดชะมัด มันเพราะใครล่ะวะที่เพียรหลบหน้าผมทั้งวัน จนต้องแปลงร่างเป็นนินจาโผล่มาแบบนี้… ผมคิดพลางขมวดคิ้วมองปุณณ์ซึ่งยังใส่ชุดนักเรียนอยู่เหมือนกัน… คงเพิ่งมาถึงสินะ “กินข้าวรึยัง” เสียงปุณณ์ถามผมพลางเดินหลบไปทางตู้เย็นเล็ก คุ้ยหาโค้กกระป๋องส่งมาให้ “อ๋อ… แต่ไปกินกับยูริมาแล้วนี่นะ ลืมไป” “มึงก็ไปกินกับเอมมาแล้วนี่… มีเบียร์ปะ อันนี่ไม่เอา” มันมองหน้าผมอย่างงง ๆ นิดหน่อย แต่ก็โยนสิ่งที่ผมต้องการมาให้แต่โดยดี ผมรับเบียร์กระป๋องนั้นไว้ก่อนล้มตัวลงนั่งกึ่งนอนบนโซฟา ตามด้วยตัวปุณณ์ที่แหมะลงข้าง ๆ ผม พร้อมด้วยเบียร์ 1 กระป๋องในมือเช่นกัน เรา ทั้งคู่ต่างเงียบดูการ์ตูนเนทเวิร์คที่ปุณณ์เปิดทิ้งไว้โดยไม่มีใครพูดอะไร สักคำ.. ผมรู้สึกได้ว่าไอ้ปุณณ์เหม่อมากกว่าดูทีวี เช่นเดียวกันกับผม ที่ไม่มีสมาธิจะดูทอมแอนด์เจอร์รี่ตรงหน้าเลยสักนิด “เฮ้อ….” ผมถอนหายใจเสียงยาวพลางเงยคอพิงพนักโซฟา “เป็นไร?” ปุณณ์เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง “มึงดูอะไรโคตรปัญญาอ่อน”

“อ้าว อะนี่… เอารีโมทไป อยากดูไรกดเอง” มันว่าพลางวางรีโมทบนตักผม.. ซึ่งจริง ๆ แล้วผมไม่ได้ตั้งใจมาดูทีวี แต่จะให้เริ่มพูดอะไรตอนนี้คงทำไม่ไหวเหมือนกัน…. นิ้วมือผมกดเปลี่ยนช่องไปเรื่อย ค้างไว้ที่ช่อง 55 นานนิดหน่อย “ว่าแต่ผม โน่ดูหมีพูห์เนี่ยนะ” “เออน่า.. อยากเป็นทิกเกอร์” “เสือ?” “ใช่เสือ.. เท่ห์ปะ” “แต่ทิกเกอร์มันเสือปัญญาอ่อน” ปุณณ์ค้านผม ทำเอาคิ้วขมวดยุ่ง “ช่าง เหอะน่า…” เป็นอันว่าจบบทสนทนาว่าใครปัญญาอ่อนปัญญาดี… ผมมองภาพในจอที่จู่ ๆ ทิกเกอร์กระโดดลงคลองเพื่อเล่นเกมกับหมีพูห์แล้วพาลคิดถึงเรื่องตอนกลางวัน อย่างช่วยไม่ได้ “มึง ก็ทำกูเปียก วันนี้…” ท่าทางคำบ่นของผมจะเรียกรอยยิ้มจากปุณณ์ได้ เพราะมันแค่นหัวเราะสองสามทีก่อนจะมองหน้าผม “ใครใช้ให้โน่ไปนอนอยู่ตรงนั้นล่ะ” “ไม่ มีใครใช้แต่…….. เพราะมึง..” ผมตอบทั้งที่ตายังมองทีวีอยู่แต่ไม่เหลือสมาธิจดจ่ออะไรแล้ว ฤทธิ์แอลกอฮอล์กำลังเล่นงานให้คำพูดต่าง ๆ พรั่งพรูออกมาง่ายยิ่งขึ้น “เพราะมึงแหละ..” ผมยํ้าให้มันได้ยินอีกที “ผมทำไม…” “มึงเมินกูทั้งวัน… กูเซ็งมาก เลยโดดเรียนไปนอนแก้เซ็งหลังตึก…… นี่มึงเลิกพูดเพราะ ๆ กับกูได้ไม๊!? มึงเป็นอะไรเนี่ย” ผมรู้สึกว่าการที่มันพูดจาเพราะ ๆ กับผมเหมือนกับมันปิดบังอะไรซักอย่าง ซึ่งผมอารมณ์เสียมากจนต้องตะคอกแล้วกดปิดทีวีลง

“……………………….” ช่วง เวลาพักใหญ่ที่เราทั้งคู่ต่างเงียบไป……. เหลือเพียงเสียงเบียร์เท่านั้นที่หลั่งไหลลงลำคอไม่หยุดหย่อน… จนผมคิดว่าจะมอมตัวเองแล้วเมาหลับไปทั้งอย่างนี้เลยดีไหม “กู……. มึงรู้รึเปล่าว่ากูเคยรักเอมมากขนาดไหน…” อยู่ดี ๆ ปุณณ์ก็พูดคำนี้ออกมา ผมรู้สึกราวกับมีมีดพันเล่มปักกลางหัวใจดังฉึก “จะไปรู้ด้วยได้ไง.. เรื่องของพวกมึง” “ไม่ ว่าเอมจะทำอะไร… กูเคยให้อภัยเขาทุกอย่าง…… เขาจะงอแง เอาแต่ใจ บังคับให้กูฝืนใจทำอะไรขนาดไหน กูก็คิดว่ากูยอมเขาได้ทุกอย่าง…” “…………………….” “จนกระทั่งวันพุธ ที่มึงมาขอความช่วยเหลือจากกู……. จนวันนี้…….” “…………………….” “…. มันแปลกไปหมด” ผมทนฟังมันพูดจาวกวนไม่ได้แล้วจริง ๆ “หมายความว่าไงของมึงวะ ‘แปลก’ กูตกวิชาภาษาไทย” ผมจ้องใบหน้าด้านข้างของปุณณ์ที่สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนครั้งหนึ่ง แล้วพ่นคำพูดทั้งหมดออกมาโดยไม่ยอมมองหน้าผม

“โน่…. มึงปล่อยกูไว้อย่างนี้ซักพักเถอะ.. กูทนตัวเองไม่ไหวแล้วที่กูอยากเจอแต่มึง กูแม่งหน้าไม่อายที่จะจูบมึง ทั้ง ๆ ที่กูไม่รู้เลยด้วยซํ้าว่าความรู้สึกพวกนี้มันเกิดได้ยังไงแล้วมาตั้งแต่ เมื่อไหร่ กูรู้ตัวอีกทีกูก็คิดไปแล้วว่ากูอยากให้คนอยู่ข้าง ๆ กูเป็นมึง.. ทุกครั้งที่มึงมาช่วยกู มาดูแลกู กูคิดเสมอว่าอยากให้เป็นกู ที่เป็นฝ่ายดูแลมึง.. กูมันเชี่ยที่บริสุทธิ์ใจกับมึงไม่ได้ แม้กระทั่งทุกครั้งที่เราอยู่ใกล้กัน กูยังต้องห้ามใจอย่าง

หนัก ไม่ให้ตัวเองสัมผัสมึง… ซึ่งมึงรู้ไหมว่ายิ่งนานไปมันก็ยิ่งยากขึ้นทุกที…. เราห่างกันซักพักเถอะ กูแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่แล้วตอนนี้” คำ พูดยืดยาวของปุณณ์ถูกพ่นออกมาราวกับทนเก็บไว้มานานจนผมได้แต่นั่งนิ่ง… ทุกคำที่ไหลผ่านเข้าหูซ้ายไม่ยอมทะลุทางหูขวาออกไปไหนและผมยอมรับว่าทั้งหมด เหนือความคาดหมายตอนแรกไปมาก ดวง ตาที่ปิดสนิทจนแน่นของปุณณ์ เป็นเครื่องมือยืนยันว่าเจ้าตัวกำลังขบคิดทุกเรื่องอย่างหนัก… รวมไปถึงฝ่ามือชื้นเหงื่อที่ปุณณ์ใช้กำตัวเองจนแน่นนั้นอีก ขณะ ที่สมองผมปลอดโล่งโปร่งไปหมด… ราวกับมีใครบางคนยกภูเขาให้ออกจากอก มันอธิบายได้ยากว่าผมกำลังรู้สึกยังไง แต่ผมยังมีเรื่องที่อยากถามให้แน่ใจ.. “ทำไมมึงต้องห้ามตัวเอง… ไม่ให้สัมผัสกู….” ปุณณ์ส่ายหน้ากับตัวเองทั้งที่ยังหลับตาแน่น “เพราะ สิ่งที่มึงหยิบยื่นให้กูมาคือความเป็นเพื่อนที่มีค่ามากกว่ากูจะทรยศมัน.. เพราะมึงเป็นผู้ชายคนหนึ่ง เหมือนกันกับที่กูเป็น.. เพราะมึงมียูริข้าง ๆ เหมือนกับที่กูมีเอม… เพราะสิ่งที่กูคิดมันอาจจะทำให้มึงเกลียดกูจนไม่อยากเป็นเพื่อนกูต่ออีกเลย ก็ได้.. มึงเข้าใจไหมว่าเหตุผลทุกอย่างบอกว่ากูจะเป็นแบบนี้ไม่ได้.. กูกำลังจะทำผิดต่อทุกอย่าง แล้วกู….. กู….. กูทำอะไรไม่ถูกแล้ว…” นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคนเก่งอย่างปุณณ์จนตรอก…. เสียงมันสั่นก่อนจะเค้นคำพูดออกมาอีกครั้ง “กู…….. ไม่อยากให้ทุกอย่าง.. ผิดไปยิ่งกว่านี้อีกแล้ว…” คำพูดนั้นทำให้ผมสลดลงอย่างช่วยไม่ได้.. ในเมื่อใบหน้าสิ้นหวังของปุณณ์แจ้งชัดว่าเจ้าของมันกำลังอ่อนแอเพียงใด… ยํ้าเตือนผมว่าผู้ชายคนนี้ที่เห็นไม่ใช่ปุณณ์ ภูมิพัฒน์ของใครต่อใคร ไม่ใช่แม้แต่เลขาฯสภานักเรียนผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ชาย ตรงหน้าผม… เป็นแค่ปุณณ์… ไอ้ปุณณ์…….. เด็กผู้ชายธรรมดาที่อยู่ในช่วงจัดการความรู้สึกของตัวเอง.. แม้ทำท่าเหมือนจะไปไม่รอด

ใบ หน้าด้านซ้ายที่บิดเบี้ยวนั้นทำให้ผมต้องเผลอหลงมองปุณณ์อย่างหลงไหล… จนไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร สั่งให้ผมหยิบมือข้างนั้นมากุม ด้วยหวังว่า ความเข้มแข็งจะถูกส่งผ่านไป.. “ถ้า เราตัดเหตุผลทั้งหมดทิ้ง…. ถ้าไม่ต้องคิดว่าเราเป็นอะไร หรือความถูกต้องที่สมควรทำคือสิ่งไหน…” ผมพยายามค้นหาความจริงจากดวงตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยคำถามของความไม่เข้าใจ “… สิ่งที่มึงอยากทำคืออะไร..” ปุณณ์ มองหน้าผมที่สบตาเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวาดแขนข้างหนึ่งคร่อมตัวผมไว้ พร้อมมอบใบหน้าคมคายให้คล้อยใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ……. ทั้งหมดนี้เรียกความรู้สึกของวันก่อนที่ผมเคยมี ให้กลับมาอีกครั้ง ริมฝีปากหยุ่นสีอมส้มประชิดติดริมฝีปากของผม ก่อนจะกระซิบถ้อยคำหนึ่งแผ่วเบา.. “.. ผมอยากมีโน่..” หากเราปล่อยให้ช่วงเวลานี้ผ่านไป.. โดยไม่ต้องคำนึงถึงอนาคตที่จะตามมาเลย ได้ไหมนะ..

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.