I Seoul Alone — The 2nd day in Seoul (2)
ตอนที่ 5 Palace และ N Seoul Tower
สู่ที่หมายต่อไป
หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศที่สวน Haneul ก็ได้เวลาเดินทางไปที่หมายอื่นต่อ โดยวางแผนไว้ว่า เสร็จจากตรงนี้จะไปพระราชวังต่อ

แน่นอนว่า ยังคงใช้ Naver Map ในการวางแผนการเดินทาง เดินตามเส้นทางที่ App แนะนำไปเรื่อยๆ เพื่อไปยัง Bus stop สำหรับเส้นทางต่อไป แต่ก็พบว่า Bus stop ที่ App แนะนำไว้ ไม่มีแล้ว (แบบนี้ก็ได้เหรอTT) แล้วก็ไม่มีวี่แววของรถประจำทางจะผ่านจุดนี้ด้วย เลยต้องหาเส้นทางเพื่อไปยัง Bus Stop จุดใหม่ ซึ่งก็ไกลใช้ได้เลย (ไม่มีรูปประกอบเพราะเดินอยู่ เหนื่อย ขี้เกียจถ่ายรูปละ 555)





เดินไปถึง Bus Stop แล้ว พยายามดูทิศการเดินรถอย่างละเอียด เส้นทางที่จะไปต่อจากจุดนี้กะว่าจะไปโซนพระราชวังด็อกซู (Deoksukung Palace) โดยกะว่าแผนการเดินทางสำหรับช่วงบ่ายวันนี้ คือ การเดินทางไปยังโซนพระราชวัง หาชุดฮันบกมาใส่เดินเล่นย่านนั้น แล้วถ้าเวลาเหลือ ก็ค่อยไปยังจุดหมายอื่นต่อ (แผนที่คิดไว้คือ คงไปย่านเมียงดงเพื่อเก็บตกโบสถ์เมียงดงที่หาไม่เจอในวันแรก หรือไม่ก็ N Seoul Tower)
การเดินทางด้วยรถประจำทาง
จริงๆ แล้วการเดินทางด้วยรถประจำทางหรือรถเมล์ในโซล ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่าย โดยรถในโซลจะมีรถอยู่ 4 สีด้วยกัน คือ สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง และสีแดง แต่ที่เห็นบ่อยสุดจะเป็นสีเขียวและสีน้ำเงิน
เอาจริงๆ ไม่ต้องสนใจหรอกว่าแต่ละสีจะวิ่งไปไหน วิ่งจากย่านไหนไปไหน รู้ไปก็งงเปล่าๆ ไม่ได้จะไปแข่งรายการเกมเศรษฐีซะหน่อย 555 (ถึงแข่งก็ไม่ออก) เพราะการเดินทางเราจะดูว่าขึ้นสีไหน เลขรถอะไร ให้ดูจาก App Naver Map นั่นแหละเค้าบอกไว้หมดแล้ว ขึ้นให้ตรงกับที่บอกเป็นพอ ค่าโดยสารสีน้ำเงินและเขียวจะเท่ากันคือ 1200 วอน จะใกล้จะไกล นั่งจนรากงอกก็ราคาเดียว ส่วนอีกสองสายราคาจะแตกต่างกัน โดยการจ่ายค่ารถโดยสารเราสามารถจ่ายด้วยเงินสดแต่ควรต้องเตรียมเงินมาให้พอดี ซึ่งเอาจริงๆ ใช้ T-money นี่แหละง่ายสุด แค่แตะตอนขึ้นรอบนึง แล้วแตะบัตรที่ประตูทางออกอีกรอบนึงแค่นั้นจบ ตั้งแต่ขึ้นมายังไม่มีใครหย่อนเหรียญเลย

เมื่อถึงจุด Bus stop ก็เหลือแต่รอรถตามแผน ระวังเลขประจำรถดีๆ ด้วย เพราะบางสายนี่มีเพื่อนมันมาด้วย เช่น 7016 7016A 7016B ซึ่งคนละเส้นทางกัน จะมามโนว่าเลขใกล้เคียงน่าจะขึ้นได้เหมือนกันไม่ได้นะจ๊ะ
สิ่งที่ไม่ชอบสุดของการเดินทางด้วยรถประจำทางก็คือ การรอนี่แหละ รอๆๆ รอไป ไม่รู้เมื่อไหร่มา พอมาก็ไม่ใช่คันที่จะขึ้น ชะเง้อดูกันไป (wolrld cup park เหมือนจะเป็นโซนไกลปืนเที่ยง ความถี่ของรถที่มาก็น้อยด้วย) แต่ยังดีที่ Bus stop ที่รอ มีป้ายบอกเวลา ว่าคันไหนกำลังจะมา แต่เป็นภาษาเกาหลีนะจ๊ะ ต้องใช้ Google translate

หลังจากที่รออยู่นานก็ได้เวลาขึ้นรถเมล์สักที แต่อย่าได้วางใจ ต้อง monitor ต่อ เพราะความเสี่ยงของการขึ้นรถเมล์อย่างหนึ่งคือ การนั่งผิดฝั่ง นี่ก็นั่งไปเปิดแผนที่ไป ก็พบว่าเกือบถูกละ รถวิ่งตามเส้นทางในแผนที่จริง แต่พอถึงทางแยก ดันเลี้ยวไปอีกแยก (เกือบถูกก็คือไม่ถูกไง) สรุปคือนั่งย้อนนั่นเอง อันนี้คืองงมาก เพราะตอนขึ้นรถดูทิศทุกอย่างอย่างดี เช็คมุมถนนสี่แยกอะไรหมด แต่ดันผิดอีก😭😭😭 ถือว่าสุดวิสัยละกัน สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การโทษตัวเอง แต่ต้องตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อ
เส้นทางรถที่มาเป็นเส้นทางวงกลม นั่งวนไปยังไงก็ถึง แต่ดูท่าแล้ว น่าจะนาน ครั้นจะลงจากรถเลยก็ไม่เวิร์ค เพราะยังเป็นจุดที่รถโดยสารมาไม่เยอะ รอแต่ละคันเข้ามานานพอสมควร (หมายถึงคันที่ขึ้นได้ รถมาหลายคันแหละ แต่มันไม่ใช่เลขคันที่จะขึ้นไง 🙄) จะวางแผนเดินทางลำบาก สุดท้ายเลยตัดสินใจ นั่งรถเมล์คันเดิมต่อ สงบจิตสงบใจสักพัก พอถึงย่าน downtown แล้วค่อยลงหาทางไปรถไฟฟ้าอีกที
นั่งรถไปสักพัก รถพาผ่านแม่น้ำฮันปุ๊บ ก็ตัดสินใจลงเลย ความโชคดีดีคือ ลงจากรถเมล์ปุ๊บ ก็ได้เจอกับสถานีรถไฟฟ้า Gayang Station อยู่ตรงหน้าเลย🎉🎉🎉 (กราบตัวเองที่ตัดสินใจลงจากรถเมล์)

หลังจากพบทางสว่าง เจอสถานีรถไฟฟ้าแล้ว แผนการเดินทางต่อจากนี้คิดว่าจะใช้การเดินทาง 2 อย่างเท่านั้น คือ เดิน และ รถไฟฟ้า เพราะขี้เกียจหลงละ ทั้งวันแรกและวันนี้ พังกับรถเมล์นี่แหละ (แต่จริงๆ แล้วรถเมล์ก็เป็นการเดินทางที่ดีนะ เพียงแต่เส้นทางท่องเที่ยวต่อจากนี้ สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าได้ทั้งหมด)
พอได้ความอุ่นใจว่าตูได้ขึ้นรถไฟฟ้าแน่ๆ ละ ก็หาของกินก่อน เข้าร้านสะดวกซื้อ กะว่ากินง่ายๆ พอ ชื่อร้าน Ministop (พบเห็นได้บ่อย พอๆ กับ seven บ้านเรา) มีไก่ทอดขายด้วย(อร่อยด้วย ทำไม seven บ้านเราไม่มีไก่ทอดบ้างน๊อ) กินง่ายๆ จะได้รีบไปต่อ




พอกินอิ่มก็เดินหน้าต่อ เปิดแผนที่เช็คดูว่าตอนนี้อยู่ไหน โดยโซนที่มาอยู่ตรงนี้เรียกว่า Seoul Gangseo-Gu Deungchon-don (ลอกมาจาก Naver Map) ซึ่งมีสถานีรถไฟฟ้า Gayang Station ที่ใช้เดินทางต่อไปยังจุดต่างๆ ได้ โดยบริเวณ Tourist attraction ที่ใกล้สุดตรงนั้นก็คือ ย่านยออึยโด (Yeouido) ซึ่งจะมี รัฐสภาแห่งชาติเกาหลี (พี่ไม่อิน) Yeouido Spring Flower Festival สำหรับเป็นจุดชมซากุระ (นี่หน้าร้อนมีซากุระที่ไหนล่ะ) ตลาดนัดกลางคืน (ตอนนี้เที่ยงวันจะมีคนขายมั้ย) แล้วก็สวน Yeouido Hangang Park (สวนกลางแจ้งตอนเที่ยงน่าจะร้อนตับแลบ) เมื่อพิจารณาแล้ว สุดท้ายเลยตัด Route ของย่านนี้ออกดีกว่า มุ่งหน้าสู่ย่านพระราชวัง ไหนๆ ก็เข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าแล้ว ยังไงก็ถึง ไม่ยากเกินความสามารถแล้วล่ะ

สรุปแล้วหลังจากเปลี่ยนใจไปจาก Yeouido ก็ได้เวลาไปต่อ ตัดสินใจจะไปโซนพระราชวังด็อกซู Deoksugung Palace ซึ่งโซนนี้จะมีจุดที่เป็น Tourist attraction หลายจุด ได้แก่ ศาสนสถานชงเมียว (Jongmyo shrine) พระราชวังชางด็อก (Changdeokgung palace) สวนลับฮูวอน (Secret garden Huwon) สวนพฤกษศาสตร์ชางเคียงกุง (Changgyeonggung botanical garden) และพระราชวังชางเคียง (Changgyeonggung palace) เอาจริงๆ คือ ณ ตอนนั้นขอให้โผล่พ้นออกมาจากรถไฟฟ้าให้ถูกก่อน แล้วจะเที่ยวจุดไหนบ้างค่อยว่ากันอีกที
ณ ตอนนั้นขึ้นมาจากสถานีรถไฟสายสีม่วง Jongno 3-ga ดูจากแผนที่แล้วบริเวณที่ใกล้สุดก็จะเป็นศานสถานชงเมียว แต่พบว่าที่ศาสนสถานชงเมียว จะมีรอบการเข้าชมอยู่ซึ่งต้องมี guide พาเข้าชมด้วย มีค่าเข้าชม 1000 วอน (ถูกดี) แต่รอบเวลาไม่ลงตัว คือต้องรออีกเกือบชั่วโมง เลยตัดสินใจปล่อยผ่านดีกว่า ถ่ายรูปกับกำแพงแล้วกัน แล้วหาทางลัดเลาะเข้าชมพระราชวัง ซึ่งน่าจะเป็น hilight การเดินทางของ route นี้




ว่าแล้วก็เดินเลียบๆ ไปตามกำแพงหิน เดินไปก็หยิบขาตั้งสีแดงแป๊ดออกมา ตั้งกล้องถ่ายรูปตัวเองกับกำแพงหิน ซึ่งกำแพงหินนี้ดูเหมือนจะเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่บ่งบอกความเป็นประเทศเกาหลี โดยจะเห็นภาพกำแพงหินได้ตามโปสเตอร์หรือหนังสือนำเที่ยวเกาหลี เมื่อเดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ จึงได้พบกับ hilight ของการเดินทางสักที พระราชวังไง จะอะไรล่ะ
แต่พระราชวังที่เจอก่อนไม่ใช่พระราชวังชางด็อกแต่เป็นพระราชวังชางเคียงซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน



พระราชวังชางเคียง (Changgyeonggung palace)
เอาจริงๆ ในความรู้สึกคือ พระราชวังที่เปิดดูในหนังสือที่เกาหลีนี่คือ หน้าตาคล้ายๆ กันหมดเลยอ่ะ แยกไม่ออก ประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ศึกษา มาแบบหัวโล่งๆ ไม่รู้อะไรเลย 555 แต่จะหาข้อมูลมาเล่าให้ฟังหน่อยละกัน
พระราชวังชางเคียง เป็นพระราชวังเล็กใกล้กับพระราชวังชางด๊อก (ซึ่งจะใหญ่กว่าแต่ไม่ได้ไปเพราะตอนเดินดูพระราชวังชางเคียงเสร็จ ฝนก็ตกพอดี และหาทางเข้าไม่เจอ 555) เป็นหนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุดของเกาหลี เดิมเป็นพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์ราชวงศ์โครยอ กระทั่งพระเจ้าเซจงมหาราชมีดำริที่จะสร้างพระราชวังถวายแก่พระราชบิดาคือ พระเจ้าแทจงต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าซองจงโปรดให้บูรณะซ่อมแซมและขยายอาณาเขตของพระราชวัง ระหว่างยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น พวกญี่ปุ่นได้สร้างสวนสัตว์ สวนสาธารณะ และพิพิธภัณฑ์ไว้ที่นี่ จนในปี พ.ศ.2526 ได้มีการย้ายสวนสัตว์และสวนสาธารณะออกไปเหลือแค่พิพิธภัณฑ์เท่านั้น (ข้อมูลจาก wikipedia)



































ความรู้สึกแรกของการเข้าไปภายในพระราชวัง คือ ทำไมเล็กจัง 555 คือค่อนข้างต่างกับพระราชวังบ้านเราอยู่ อันนี้คือดูเรียบง่าย ไม่ได้กว้างขวางใหญ่โตมาก เดินแป๊บเดียวก็ครบแล้ว (ส่วนเหตุผลที่ไม่ใหญ่โต จริงๆ แล้วเหมือนว่าส่วนอื่นๆ จะถูกทำลาย เหลือไว้แค่บางส่วน รายละเอียดเกี่ยวกับพระราชวัง เดี๋ยวค่อยลงในตอนต่อๆ ไป)เอาจริงๆ ดูเหมือนว่าพระราชวังชางเคียงนี่คือ เล็กสุดแล้ว ด้วยความไม่ใหญ่มากก็เลยมีเวลาสำหรับการตั้งกล้องถ่ายรูป ถ่ายวนไปเรื่อย (สกิลการใช้ขาตั้งกล้องถ่ายตัวเอง เริ่มคล่องแล้ว) แต่ถ่ายเสร็จมาดูรูปที่หลังเจอปัญหาคือ ลืมปรับจุดโฟกัส (คือตอนตั้งกล้องถ่ายเลือกจุดโฟกันไว้แบบเฉพาะจุด ไม่ได้ตั้งแบบ wide area ไว้ ทำให้ภาพบางภาพไม่ focus ที่หน้า แต่ไปโฟกัสตรงจุดที่ lock ไว้) ภาพเลยเบลอๆ ไปหลายภาพ — — “ แต่อาศัยถ่ายไว้เยอะ เลยยังมีภาพที่ใช้ได้อยู่ ไม่ต้องไปถ่ายซ่อม
ช่วงที่อยู่ที่พระราชวังชางเคียงนี่คือ ฟ้าพังมาก สภาพท้องฟ้าเลยเป็นอย่างที่เห็น ไม่มีความใส ความฟ้าอยู่เลย — — “ พังได้ไม่นานฝนก็เริ่มตก ณ บริเวณพระราชวัง ทางเดินต่างๆ เป็นทางเปิดโล่ง ถ้าเดินกลับเพื่อไปสถานีรถไฟฟ้า คือตัวเปียกเป็นลูกหมาแน่นอน (แต่ตัวเปียกไม่เท่ากล้องเปียก) โชคดีที่ด้านหน้าพระราชวังมีจุดรอรถประจำทาง(ยังไม่เข็ดกับรถเมล์? เปล่า ไม่มีทางเลือก!!!) เลยตัดสินใจขึ้นรถเมล์เพื่อไปยัง N Seoul tower ต่อ เพราะ N Seoul tower อยู่ใกล้กับโรงแรมมาก ถ้าหลงจนหารถไม่ได้ หรือดึกมากจนไม่มีรถก็เดินเอาได้
ลงจากรถเมล์ สู่เส้นทาง N Seoul tower แต่ฝนตกหนักมาก เลยวิ่งมาหลบร้านกาแฟ น่าจะเป็นการฆ่าเวลาที่ดี แต่ถ้ายังตกไม่เลิก วันนี้คงต้องยกเลิกการไป N seoul tower ค่อยไปพรุ่งนี้เอา หรือไม่ก็คืนนี้แทน
Cafe Molinari
Moliari เหมือนจะเป็น Brand กาแฟจากประเทศอิตาลี (ที่ไทยเราก็มีกาแฟยี่ห้อนี้จำหน่ายนะเออ) ที่ร้านนอกจากจะมีเมนูกาแฟ ของหวานแล้ว ยังมีอาหารอิตาเลี่ยนด้วย แต่ไม่ได้สั่งเพราะไม่ได้ตั้งใจจะกินอาหารอิตาเลี่ยนที่เกาหลี (กลัวแพงด้วย 555)
ความโก๊ะกังของตัวเองคือ เห็นว่ามาถึงร้านก็เกือบเย็นแล้ว ครั้นจะกินกาแฟก็กลัวนอนไม่หลับ (มีการวางแผนนะเออ) ก็เลยสั่งเมนูเบาๆ กาแฟน้อยๆ อย่างชาเขียว แต่พอดูเมนูแล้วมีแต่เมนูกาแฟ เลยถามไปว่ามีชาเขียวเย็น “Do you have iced green tea” บาริสต้าก็คิดอยู่พักนึง แล้วก็ตอบว่ามี จ่ายไป 5000 วอน สบายใจละ เดี๋ยวก็ได้กินชาเขียวเย็นๆ หวานๆ ชุ่มคอ พอเอามาเสิร์ฟ เท่านั้นแหละ ชาเขียวชงพร้อมน้ำแข็งจร้าาาา น้ำนี่ใสเชียว (ไอ้ที่ดูเหมือนน้ำเปล่าและมีซองชานั่นแหละ) ตอนแรกนึกว่าเสิร์ฟน้ำเปล่าก่อนแล้ว มีชาเชียวเย็นใส่นมตามมา (โนจร้า อันนั้นแหละชาเขียวเย็น iced green tea ตามชื่อเลย) ที่เกาหลีไม่มีชาเขียวเย็นแบบบ้านเราเหรอ TT รู้งี้ตูสั่งกาแฟดีกว่า ราคาเท่ากันเลย
อะไหนๆ ก็ไหนๆ ละ จะกินแค่นำ้ชาเขียวก็ใช่ที่ ขอสั่งของหวานเพิ่มด้วยแล้วกัน iced green tea อย่างเดียวมันไม่ได้จริงๆ แต่ช่วงที่ไปของหวานเหลืออยู่อย่างเดียว ซึ่งก็คือ Teramisu (7500 วอน) ขมกาแฟนำมาเลย (อะไรคือไม่สั่งกาแฟแล้วมาเจอกาแฟใน Teramisu แทน TT) พร้อมรถหวานหน่อยๆ มีแอบเติมนำ้ตาลเพิ่มด้วย เพราะพี่ติดหวาน ชีวิตขาดหวานไม่ได้






ทานไปได้สักพัก โชคดีเป็นของเรา ฝนซาลงแล้ว เลยออกจากร้านร้าน เดินทางต่อเพื่อไปยัง N Seoul tower ก่อนเดินทางต่อขอซื้อร่มกันเหนียวไว้ก่อน อย่างน้อยๆ ก็ต้องกันละอองฝนไม่ให้โดนหัวตรงๆ เพราะเป็นหวัดขึ้นมาระหว่างเดินทางนี่ไม่สนุกแน่
ร่มที่ซื้อมาเป็นร่มใส ราคาประมาณ 6000 วอน ประหลาดใจมาก คือ ถึงเกาหลีจะมีค่าครองชีพที่สูงกว่าบ้านเรา แต่ราคาร่มนี่คือ ถูกมาก จะถูกกว่าข้าวมื้อนึงด้วย (อารมณ์เดียวกันเลยกับร่มที่ญี่ปุ่น) คือทำให้กรณีลืมร่มมาแล้วฝนตกนี่ ไม่ต้องคิดมากเรื่องซื้อร่มเลย ไม่ต้องยอมเปียกเพราะเสียดายเงินค่าร่ม
มุ่งหน้าสู่ N Seoul Tower
หลังจากได้ร่มกันเปียกมาเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินทางไปยัง N Seoul tower สักที เปิด Naver map เพื่อดูเส้นทางการเดินทาง คิดว่าไม่น่าจะไกลเพราะ ณ จุดที่อยู่สามารถมองเห็น N Seoul tower ได้ค่อนข้างชัด แต่พอเปิดดูจาก App แผนที่แล้วพบว่าต้องนั่งรถอ้อมไปค่อนข้างไกลเลยทีเดียว (ต้องขึ้นรถเมล์อีกละ TT) ใช้เวลาเดินทาง 42 นาที ถ้าเดินก็เกือบ ชม. เอาไงดี




ตัดสินใจอยู่นาน รู้สึกว่าด้านหลังมีอาคารที่มีสัญลักษณ์ของ N Seoul Tower เลยลองเดินเลียบๆ ไปดู ในใจนี่คือหวังว่าจะเจอจุดขึ้น cable car ที่จะไป N Seoul Tower แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร ขอไปดูก่อนก็ยังดี บทสรุปคือ เป็นอาคารสำหรับ cable car จริงๆ (ดีนะที่เชื่อสัญชาตญาณตัวเอง) สุดท้ายเลยได้ขึ้นไปยัง N Seoul Tower สบายใจไป ไม่ต้องเดินขึ้นไปแบบขาลาก


ถ้าสังเกตดูดีๆ ในแผนที่ การ search หา N Seoul tower ด้วยการเดิน จะพบว่าแผนที่กลับพาไปยังอีกจุดหนึ่ง คือ National Museum of Korea ซึ่งเป็นคนละจุดกับ N Seoul ที่จะไป และห่างกันโขอยู่ ถ้าลองเปลี่ยนชื่อเป้าหมายใหม่เป็น Namsan Mountain Sky Tower (ลอกตามชื่อในแผนที่) App ถึงจะนำทางมายังจุดขึ้น Cable car
สรุปคือ จุดหมายที่เราต้องการไป กับ ที่หมายที่ App เข้าใจ เป็นคนละจุดกัน สื่อสารไม่ตรงกันนั่นเอง (ไหวพริบก็ต้องมีนะเออ)


การเดินทางไปยัง N Seoul Tower ด้วย Cabel Car
ก่อนจะขึ้นไปยัง Cabel car จะมีลิฟท์แก้วชื่อ Namsan Ormi Inclined Elevetor ไว้บริการพาเราขึ้นไปยังสถานี Cable car ตรงจุดนี้จะบริการฟรี ใช้บริการก็ง่ายแค่กดปุ่มเหมือนกดลิฟท์ทั่วไป







จากนั้นเมื่อเข้าไปยังสถานี ก็ทำการซื้อตั๋ว โดยจะมีให้เลือกสองแบบคือ แบบเที่ยวเดียว (one way ticket) ราคา 7000 วอน และแบบไปกลับ (round ticket) 9500 วอน แน่นอนคนอย่างพี่ อายุน้อยอย่างพี่ ก็ต้องเลือก round ticket อยู่แล้ว 555 ไม่ใช่ไร เหนื่อยจาก trip ตอนเช้ามาพอแล้ว ขอสบายมั่ง แถมไป-กลับยังคุ้มค่ากว่าเยอะ
แต่เอาจริงๆ ถ้ามีเวลาแนะนำว่าอาจจะเลือกขาเดียว แล้วอีกขาใช้การเดินทางด้วยการเดินขึ้นหรือลงเขา จะได้อรรถรสอีกแบบ เพราะบริเวณทางขึ้นเขา Namsan นั้นเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีทั้งวิวกำแพงเมือง ป้อมปราการ นำ้พุ สวนพฤกษศาสตร์รอบๆ ทางเดิน ยิ่งถ้ามาช่วงฤดูใบไม้ผลินี่ควรเดิน เพราะต้นซากุระจะบาน หรือช่วงใบไม้ร่วงก็จะมีใบไม้เปลี่ยนสีด้วย แต่พี่ขอบายเพราะพี่มาหน้าร้อน (หรือหน้าฝนวะ) พี่รีบ พี่ขี้เกียจ





ซื้อตั๋วเสร็จก็ขึ้นไปยังชั้นบนสุดที่เป็นชานชาลาสำหรับเข้าไปใน cable car ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ จุคนได้เยอะทีเดียว (ประมาณ 20 คนได้มั้ง) การโดยสารใช้การยืนและจับตามขอบเพื่อการทรงตัว ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวก็ถึงบริเวณ N Seoul tower ละ






เมื่อมาถึงยังสถานี cable car ด้านบน ก็จะพบกับ กุญแจ กุญแจ แล้วก็กุญแจ คล้องอยู่เต็มไปหมด ตามความเชื่อในเรื่องความรักของคนที่นี่ เดินขึ้นจากจุดนี้ไปอีกเล็กน้อย ก็จะเจอกับโซน tower และจุดชมวิวแล้ว










N Seoul Tower
N Seoul Tower หรือชื่อเต็มคือ Namsan Seoul Tower หรือชื่อใน Map ที่จะทำให้เราเดินทางมาได้ถูกต้องคือ Namsan Mountain Seoul Tower โดยตัว N ย่อมาจากชื่อภูเขา Namsan ที่เป็นที่ตั้งของหอคอยนั่นเอง เป็นอีกหนึ่ง Landmark ของกรุงโซล (อารมณ์เดียวกันกับ Tokyo towr) เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นหอส่งสัญญาณโทรทัศน์ (ใน Seoul ยังมี Tower อีกแห่งซึ่งจะเป็นอาคารสูงเรียกว่า Lotte Sky Tower โดยจะเป็นตึงสูงระฟ้าซะมากกว่า แต่ N Seoul Tower จะเป็นลักษณะเหมือนหอคอย)
บริเวณ N Seoul Tower จะแบ่งได้เป็นพื้นที่ส่วนฐาน จะมีจุดชมวิว ร้านค้า ร้านอาหาร และจุดจำหน่ายตั๋วสำหรับขึ้นไปยังอาคารด้านบน ส่วนด้านบนอาคารจะมีสี่ชั้น มีจุดชมวิว 360 องศา และร้านอาหารด้านบน ต้องซื้อตั๋วสำหรับขึ้นไปชมด้านบน ค่าขึ้นประมาณหมื่นวอน
ก่อนจะขึ้นไปยังบริเวณจุดชมวิวของหอคย ก็ทำการเก็บภาพ ณ ลานจุดชมวิวด้านหน้าหอคอยก่อน บรรยากาศดีและสวยมาก เพราะฝนเพิ่งตก เลยมีไอนำ้คลุมเมืองอารมณ์เหมือนทะเลหมอกเลย ตอนที่ถ่ายอยู่ก็หามุมหลายๆ มุมเดินไปเดินมาอยู่หลายจุด ถ่ายรูปไปสักพัก อ้าวลืมร่ม แต่จำได้ว่าวางไว้ไหน กลับไปดูอีกที หายไปแล้วจร้า วาสนาเรามีกันแค่นี้ TT คือไม่ใช่คนเกาหลีหรอกที่เอาไป แต่เป็นนักท่องเที่ยวด้วยกันเองนี่แหละเอาไป (ชาติไหนคุณก็รู็) พอฟ้ามือก็ซื้อตั๋วขึ้นไปชมวิวมุมสูงที่หอคอย










เมื่อเข้าไปในลิฟท์ ภายในจะมีจอฉายสร้างบรรยากาศเหมือนกำลังท่องอยู่ในอวกาศ แป๊บเดียวก็มาถึงยังส่วนด้านบน สำหรับบริเวณจุดชมวิวนี้ รูปที่มองด้วยตานี่คือสวยทีเดียว เดินวนรอบได้ 360 องศา แต่รูปจากกล้องไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะเหตุผลหลายอย่างคือ ตัวอาคารเป็นกระจกทำให้มีภาพสะท้อน (จริงๆ มี Trick ในการถ่ายเพื่อลดแสงสะท้อนในกระจก คือ เอาเลนส์แนบกระจกแล้วใช้ผ้าคลุม แต่พี่ไม่ได้ต้องการรูปมากขนาดนั้น 555 มีคนถ่ายสวยกว่าพี่เยอะ พี่ไม่แข่ง ขอซึมซับบรรยากาศข้างบนพอ) และเหมือนจะไม่อนุญาตให้ใช้ไม่ Selfie และขาตั้งกล้องด้วย (อันนี้ไม่ชัวร์ จำได้แบบเลือนลาง)




เต็มอิ่มกับการเดินดูวิวรอบเมืองแล้วก็ลงมาเก็บภาพด้านล่างต่อ โดยใช้ขาตั้งแล้วเก็บภาพแบบพาโนรามา กะว่าลองทำแบบมือโปรเค้าทำกันดู คือถ่ายภาพเป็น Shot เล็กๆ หลายๆ ภาพแล้วค่อยเอาภาพมาต่อกันใน Photoshop ได้ไว้ประมาณ 3–4 ชุด (แต่รูปยังไม่ได้ต่อให้เสร็จเพราะยังไม่ได้ลง Photoshop)
เสร็จจากจุดนี้จริงๆ ก็ยังอยากเก็บภาพต่อ แต่เนื่องด้วยเอาแบตกล้องมาแค่สองก้อน (ลืมไว้ที่โรงแรมอันนึง) แล้วแบตก็หมดเกลี้ยงแล้ว เลยคิดว่าน่าจะได้เวลากลับไปนอนเอาแรงสำหรับวันพรุ่งนี้ได้แล้ว เลยตัดสินใจลงจากเขา Namsan ไปขึ้น cable car เหมือนเดิม



ลงมาจากสถานี cable car เรียบร้อยแล้ว ก็พบว่าหน้าทางเข้าสถานี บริเวณทางเดินมีซุ้มไฟด้วย >< เลยตั้งกล้องถ่ายตัวเองซะเลย แต่แบตกล้องนี่ รีดมาได้แค่สองสามรูป (ใช้ได้รูปเดียว) เลยต้องเอาเจ้าตัวเล็ก Rx0 มาถ่าย ถึงโบเก้จะไม่สู้พี่ใหญ่อย่าง A7ii + 55F1.8 แต่ก็ยังได้ภาพที่โอเคอยู่




ถ่ายรูปเสร็จก็มุ่งหน้าเดินกลับโรงแรม (คืออยู่ใกล้กันใช้ได้เลยทีเดียว) เก็บของเสร็จก็หาของกินมาประทังชีวิตต่อ เป็นเมนูง่ายๆ หมูชุบเกล็ดขนมปังทอดกับไข่เจียวในราคาน่ารัก 7500 วอน ก่อนขึ้นโรงแรงก็เข้ามินิมาร์ทหาอะไรมากินอีกนิดหน่อย แล้วก็อาบนำ้เข้านอนเตรียมตัวสำหรับการเดินทางวันต่อไป





วันที่สองของการเดินทางนี่ จัดว่าเป็นวันที่โหดมากสำหรับตัวเอง เพราะไปสถาที่ที่จัดว่าเดินทางไปค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะ Haneul park นี่ ยากทั้งไปทั้งกลับ (จริงๆ แล้วเหมือนจะมีทางที่ง่ายกว่า) แล้วก็หลงหลายระลอกมาก แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี หลายอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่คิดไว้ แต่ไม่เป็นไร ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นพอ
ถอดบทเรียนการเรียนรู้จากการเดินทางในวันนี้
- ถึงจะมี App แผนที่ไว้เดินทาง แต่การมีหนังสือนำเที่ยวดีๆ ก็ยังจำเป็น เพราะทำให้การวางแผนการเดินทางได้ดีขึ้น (สำหรับทริปนี้ยกความดีให้หนังสือ Let’s walk Seoul สองขาพาเดินเที่ยวโซล)
- วันนี้ ทำให้ได้รู้ว่า ที่เที่ยวบางที่นี่มันยากกกกก เวลาวางแผนการเดินทางเรามักจะบีบทุกอย่างในเวลาที่จำกัด แต่เวลาเดินทางจริง เราจะเสียเวลากับการเดินทางไปพอสมควร ทั้งหลงทาง เดินหา ถามทาง รอรถ ยิ่งถ้าต้องใช้รถประจำทาง อาจต้องเผื่อเวลาเยอะๆ เผื่อขึ้นผิดคัน ขึ้นรถผิดฝั่งด้วย ถ้ายังไม่คล่อง ยังไงๆ ระบบรถไฟ ก็ค่อนข้างแน่นอนกว่าเยอะ ถ้าต้องทำเวลาเรื่องที่เที่ยว การเก็บที่เที่ยวที่อยู่ตามสถานนีาถไฟ จะเป็นอะไรที่ง่ายกว่าเยอะ แต่ก็นะ ไปสวนเมื่อเช้าก็คุ้มดี ได้ทั้งเดินขึ้นเขา ชมสวน แถมทั้งสวนมีอยู่คนเดียว ได้ชมวิวมุมสูงด้วย ถือว่าแลกกัน ถ้าหนทางที่ไปมันง่ายไป เราอาจจะไม่ฟินก็ได้เมื่อไปถึงจุดหมาย
- รถประจำทาง เป็นแผนการเดินทางที่ดี นั่งชิวๆ ดูรอบๆ ไปเรื่อยๆ เพลินดี แต่ก็พบปัญหาหลายอย่าง ทั้งการรอรถที่ bus stop หนึ่งมีรถหลายสายผ่าน ต่างจากรถไฟฟ้าที่ขึ้นได้เลยที่รถมาไม่ต้องคิดไรมาก และต้องคอยเพ่งมองหาจุดจอดสำหรับที่หมายซึ่งต้องคอยดูมากกว่ารถไฟฟ้า คือถ้าเลยไปนั่งย้อนลำบากกว่ารถไฟฟ้า สรุปคือ เหตุผลที่ควรใช้รถประจำทางคือ 1.รถไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 2.ชำนาญเส้นทางหรือการเดินทางประมาณนึง 3.ต้องการนั่งชิวๆ ดูเมือง ดูวิว ไม่รีบ
- ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเรา หลายๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ไม่เป็นไปตามคาด เช่น การเดินทางกลับจาก Haneul Park ที่งุนงง ข้อกำหนดการเข้าศานสถานชงเมียวทำให้ต้องรอเข้า ถึงอย่างไรก็ตามโลกก็หมุนไปตามที่มันควรจะเป็น เราก็แค่ปรับตัวและสนุกไปกับมัน
- แผนสร้างมาเพื่อใช้เป็นแนวทาง ปรับเปลี่ยนได้เสมอ อย่าไปซีเรียส คือแผนที่วางไว้ทั้งหมดก่อนจะมาเที่ยว กับที่เที่ยวจริง ค่อนข้างจะคนละเรื่องกันเลย แต่การเขียนแผนไว้ก่อน ทำให้เราเข้าใจภาพรวมของการเดินทางทั้งหมด และทำให้การเดินทางในสถานที่จริง แม้จะหลง หรือการเดินทางไม่เป็นไปตามแผน ก็ทำให้เราปรับเปลี่ยนแผนได้รวดเร็ว
- ทุกอย่างเริ่มใหม่ได้เสมอ มีอะไรผิดพลาด ก็แค่ก้าวข้ามมันไป มุ่งสู่จุดหมาย ปรับและวางแผนใหม่ แค่นั้น อย่าไปซี
- บางทีเราก็ต้องเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง หลายๆ ครั้งสัญชาตญาณของเรานี่แหละ ที่ทำให้เราลำบากน้อยลง ข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าอาจเชื่อไม่ได้ เพราะไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมดที่ทำให้แผนของเราสำเร็จ (เช่น N Seoul Tower กับ Namsan Mountain Seoul Tower จะพาไปคนละจุดกัน ถ้าไม่เชื่อตัวเองแล้วหันหลังกลับไปมองสถานี cable car วันนี้ก็อาจจะไม่ได้ขึ้นไป N Seoul Tower แล้ว)
- ข้อคิดสำหรับการถ่ายรูป ถ่ายเสร็จ ควรเช็ครูปก่อนทุกครั้ง ว่ามีติดขัดปัญหาอะไรมั้ย เช่น รูปหลุดโฟกัส หน้าเบลอ ฯลฯ ถ้าเช็คก่อน เวลาเจอปัญหาจะได้แก้ไขเลย เพราะมาเที่ยวแบบนี้โอกาสกลับมาถ่ายซ่อม คือ ไม่มี
- ข้อคิดอีกเรื่องคือ คนเกาหลี ค่อนข้าง Concern เรื่องขยะ เค้าไม่นิยมสร้างขยะเพิ่มแล้วก็ใช้แยกขยะกันค่อนจริงจัง อย่างมินิมาร์ทที่ไปซื้อของปกติจะไม่ให้ถุง แต่พอเค้าเห็นเราเป็นนักท่องเที่ยวก็จะถามว่าเอาถุงมั้ย พอเห็นแบบนี้แล้วเลยรู้สึกดี ปฎิเสธถุงได้ก็จะทำ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี
ตอนก่อนหน้า
ตอนถัดไป
จะพาไปชม Lotte Sky Tower และ Museum รวมทั้งมหาลัยหญิงที่ใครๆ ก็มา
