บรรพบุรุษของวิทยาศาสตร์

วันก่อนคุยกับมิตรฯ เรื่องที่ว่าไทยนั้นพยายามเปลี่ยนตัวเองเป็นประเทศอุตสาหกรรมช่วง 1960 แต่จนป่านนี้ กลับไม่สามารถพัฒนาตัวเองเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ยังทำตัวเป็นผู้รับจ้างผลิต หรือยามเฝ้าโรงงาน

ไทยแลนด์มีคนเก่งมาก มี มีงานวิจัยระดับโลก มี แต่ภาพรวมยังไม่สามารถยกระดับทั้งกลุ่มก้อนขึ้นมา มีแบรนด์ไฮเทคส่งออกเป็นเรื่องราวได้

พัฒนาการอันนี้ให้ดูเกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน เปรียบเทียบเราจะเห็นชัดกว่าครับ กรณีจีนเพิ่งเปิดประเทศในช่วงปี 1979 เท่านั้น

พอเช้านี้เห็นกระทู้มโนเรื่องประวัติศาสตร์ไทยระยะใกล้ เลยเกิดความเชื่อมโยงอันนึงที่สอดคล้องกันอยู่

คือเราไม่มีสิ่งที่เป็นบรรพบุรุษของวิทยาศาสตร์

มันคือ “การเขียนและอ่าน”

คนไทยในภาพรวม เพิ่งจะมีการเขียนและอ่านกันเยอะๆ ในยุค facebook นี่แหละครับ

ภาษาไทยเป็นภาษาใหม่ ที่ผสมระหว่างภาษาของวัฒนธรรมรอบด้าน

หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย พิมพ์โดยบาทหลวงอเมริกัน แดน บรีช แบรดลีย์ หรือหมอบรัดเลย์

ถ้าเราไปอ่านสิ่งบันทึกภาษาไทยสมัยแค่ร้อยปีก่อน อาจตกใจที่สำนวนการเขียน วิธีการเขียน มันต่างกับปัจจุบันมาก ขณะที่ภาษาอังกฤษ ไม่ได้ต่างกันเยอะขนาดนั้น บ่งบอกว่าภาษาไทยมันใหม่ขนาดไหน เหมือนเด็กแรกเกิดที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขณะที่ภาษาอย่างจีน อังกฤษ เป็นภาษาที่นานจน Mature หรือโตเต็มตัว

และการที่ภาษาสก๊อยพัฒนาอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักๆ คือมันไม่มีการอ่าน พวกเขาไม่อ่านสิ่งบันทึกภาษาไทย ทำให้พวกเขาไม่แคร์ที่จะพิมพ์ตามกรอบประเพณีเดิม เพื่อให้คนอื่น ๆ อ่านสบาย

พวกเขาไม่อ่าน แต่ต้องเขียนเพื่อแชท เลยเขียนในแบบของตัวเอง

พอเขียนและอ่านไม่แข็งแรง แถมยังเขียนเพื่อถกเถียงพูดคุยบางเรื่องไม่ได้ อันนี้ก็ไม่เหมาะ อันนี้พูดแรงไปนะ ควรตัดออก มันเลยขาดสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมการวิพากษ์จารณ์ ทำให้ไม่มีวัฒนธรรมการคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์ critical thinking

พวกนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ ทำไมสังคมไทยภาพรวม ไม่สามารถยกระดับมาเป็น information-based, sciencific-based ได้

ก็เรื่องที่มันเกิดขึ้นไม่ถึงร้อยปี มีการบันทึกอย่างละเอียด ยังมีคนมโน ระดับกล้าเขียน มีคนกดไลค์จำนวนมาก ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายปรากฎการณ์นี้ว่าอย่างไรแล้วครับ

Propaganda-based society

เผยแพร่ครั้งแรกที่ Facebook

Like what you read? Give Perthz a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.