พาตัวเองไป “ปรับความคิด” เพื่อให้ “ชีวิตเปลี่ยน”

Pitchayanin Wadprapan
Nov 7 · 2 min read

มีหลายช่วงในชีวิตที่รู้สึกว่าสมองของตัวเองเต็มไปด้วยความรู้สึกและความคิดอันยุ่งเหยิง มันดูรกจนยากที่จะจัดการได้ แถมความรู้สึกพวกนี้ล้วนดูมีอิทธิพลมากจนรบกวนการใช้ชีวิตในบางครั้ง เห็นทีว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คงไม่ดีกับการเรียนและการทำงานในอนาคตแน่ คงถึงเวลาที่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วหละ

เมื่อวันพุธที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา ฉันได้เข้าร่วมกิจกรรม “ปรับความคิด ชีวิตเปลี่ยน” ซึ่งเป็นกิจกรรม 3 ชั่วโมงที่จัดขึ้นช่วงค่ำโดยหน่วยส่งเสริมสุขภาวะนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบรรยายโดยคุณสมภพ แจ่มจันทร์ หรือคุณเอก นักจิตวิทยาการปรึกษา วัตถุประสงค์ของกิจกรรมนี้คือการให้แนวทางการค้นหาแบบแผนทางความคิดของตัวเอง หรือพูดให้ง่ายกว่านี้คือการจัดการกับความคิดของตัวเราเองในเวลาที่ต้องเผชิญกับปัญหา

คุณเอกได้เริ่มเข้าสู่เนื้อหาของกิจกรรมด้วยการยก quote ของนักปรัชญาชาวกรีกขึ้นมาว่า

“คนเราไม่ได้เป็นทุกข์เพราะเหตุการณ์ภายนอก แต่เป็นทุกข์เพราะมุมมองของเราที่มีต่อมัน”

คุณผู้อ่านเห็นด้วยกับประโยคนี้มั้ย? สำหรับคนที่ตอบว่าเห็นด้วยก็คงบอกว่า “แค่เราคิดบวกเดี๋ยวอะไร ๆ ก็คงดีขึ้น” ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็คงคิดว่า “เพราะโลกมันเฮงซวยไงหละ ฉันถึงต้องมาจมปลักอยู่กับความเลวร้ายพวกนี้

จริงอยู่ว่าการมองอะไรให้เป็นบวก positive thinking มันช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น แต่แน่นอนอยู่แล้วว่าปัญหาที่ทำให้เราเป็นทุกข์มันก็ยังกองอยู่ตรงนั้นและไม่ได้รับการแก้ไขใด ๆ ส่วนความเฮงซวยของปัญหามันอาจจะเลวร้ายจริง แต่เรามีวิธีมองแบบอื่นมั้ยที่ทำให้มันดูเฮงซวยน้อยกว่านี้

เรามาดูหลักการกันสักหน่อยดีกว่า คุณเอกได้ยกหลักการที่ชื่อว่า CBT ขึ้นมา ซึ่งหลักการนี้สามารถนำมาทำเป็นแผนภาพ “ABC Model” ได้ดังนี้

adapted from: https://iveronicawalsh.wordpress.com/2014/12/01/the-simple-abc-of-cbt-extract-from-the-student-training-workbook/

เมื่อมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเรา(A) ตามปกติเรามักคิดว่ามันส่งผลโดยตรงให้เราเกิดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ(C) ดังเส้นด้านล่างของแผนภูมิ แต่แท้จริงแล้ว ก่อนที่เราจะมีอารมณ์ความรู้สึกออกมา เราได้ใช้มุมมองของเรา(B) ไปปะทะเป็นด่านแรกเข้ากับเหตุการณ์นั้นก่อน แล้วจึงค่อยเกิดผลลัพธ์เป็นความรู้สึก(C)

ใช้แผนภูมิอาจจะยังไม่เห็นภาพสถานการณ์พอ คุณเอกจึงได้ยกตัวอย่างขึ้นมา

มีผู้หญิงอยู่ 2 คน ทั้ง 2 ได้เผชิญสถานการณ์ที่เหมือน ๆ กันคือ กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ แต่อยู่มาวันหนึ่ง ว่าที่คู่สมรสก็ดันบอกเลิกซะอย่างงั้น แน่นอนว่าทั้งคู่ต้องเศร้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้หญิงคนแรกก็ move on ได้ แต่ผู้หญิงอีกคนกลับจมอยู่กับความเศร้านั้นแล้วในที่สุดก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า

ผู้หญิง 2 คนนี้มีมุมมองที่แตกต่างกันต่อสถานการณ์ที่ดูจะคล้ายๆ กันสิ่งที่ผู้หญิงคนแรกคิดคือ “ไม่เป็นไร ถ้ารู้ว่าไม่รักกันแล้วก็จากกันไปตอนนี้ดีกว่าอยู่กันไปแบบตายด้าน” ในขณะที่ผู้หญิงอีกคนมีมุมองว่า “เรามันไร้ค่า เรามันไม่ดี แค่คน ๆ เดียวยังรักษาไว้ไม่ได้”

เมื่อลองมองเข้าไปในองค์ประกอบของมุมมอง(B) ก็จะพบว่ายังมีองค์ประกอบย่อยที่เป็นตัวกำหนดให้คนเรามีมุมมองต่อเหตุการณ์เดียวกันที่แตกต่างกันออกไป

ประการแรกคือ “ความคิด” ตรงนี้แหละที่ใครหลายคนชอบบอกให้คิดบวก แต่การคิดบวกมันก็แค่เป็นการปลอบประโลมจิตใจไปวัน ๆ ว่า “ทุกอย่างมันดีแล้ว” มันไม่ได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด

องค์ประกอบต่อมาคือ “ความคาดหวังหรือความต้องการ” เมื่อความต้องการของเราไม่ถูกตอบสนอง แน่นอนว่าความรู้สึกขุ่นมัวในจิตใจย่อมเกิด

องค์ประกอบสุดท้ายที่มักทำให้เราติดกับดักอารมณ์แย่ ๆ คือ “กฎเกณฑ์และเงื่อนไข” แต่กฎเกณฑ์และเงื่อนไขนี้ไม่ใช่กฎธรรมชาติที่เป็นสัจนิรันดร์หรือกฎหมาย แต่มันคือ “กฎหรือเงื่อนไขที่เราสร้างขึ้นให้กับตัวเอง” เป็นต้นว่าความสำเร็จในชีวิตเราคืออะไร ชีวิตเราต้องออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร สิ่งที่ดีสำหรับเราคืออะไร ซึ่งกฎนี้อาจมาจากค่านิยมของสังคมรอบข้างหรืออาจจะเป็นคนในครอบครัวเราเอง

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่ากฎที่เราสร้างขึ้นให้กับตัวเองคืออันไหนหละ? คุณเอกได้ให้วิธีแยกเอาไว้ว่า เงื่อนไขจะมีคำว่า “ต้อง” และ “ควร” เช่นว่า “ฉันต้องได้เกียรตินิยม” หรือ “ฉันควรจะได้ A”

ย้อนกลับไปที่ตัวอย่างของผู้หญิงที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ 2 คน ผู้หญิงคนที่จมอยู่กับความเศร้า แท้จริงแล้วเธอกำลังตั้งเงื่อนไขอะไรบางอย่างกับตัวเอง “ฉันจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีคนยอมรับในตัวฉันและมาเป็นคู่ชีวิตของฉัน” เมื่อความต้องการไม่ถูกตอบสนองและเธอก็ยังคงยึดถือเงื่อนไขนั้นเอาไว้ประหนึ่งกฎสัจนิรันดร์ ท้ายที่สุดเธอก็ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านความผิดหวังนั้นไปได้

หลายครั้ง เราก็มักแยกระหว่าง “ความต้องการ” หรือเป้าหมาย กับ “เงื่อนไข” ไม่ออก

คุณเอกได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ง่าย ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง

เราหิวข้าว ความต้องการของเราคือการกินอาหารสักอย่างเข้าไป แต่เรากลับตั้งเงื่อนไขให้กับตัวเองว่า “ฉันจะต้องได้กินเย็นตาโฟเท่านั้น” แต่เมื่อเราลองออกไปหาซื้อ ปรากฏว่าไม่มีร้านไหนขายเลย ความคิดที่เกิดจากการไม่ได้กินเย็นตาโฟก็คือหงุดหงิด

ทางออกของเรื่องนี้แท้จริงแล้วไม่ยากเลย นั่นคือการหาอะไรสักอย่างกิน แต่เรากลับไปติดกับดักเงื่อนไขของตัวเองดื้อ ๆ ซะอย่างงั้น ปัญหาที่ว่าเราหิวก็เลยไม่ถูกแก้สักที

แน่นอนว่าความต้องการทางจิตใจย่อมตอบได้ไม่ง่ายเท่าความต้องการทางร่างกายที่แก้ได้อย่างตรงไปตรงมา เราต้องนั่งวิเคราะห์ให้ดีว่า “อะไรคือความต้องการที่แท้จริงของเรากันแน่”

มีหลายครั้งเช่นกันที่ความต้องการของเรามันดูจะเกินกำลังที่อาจเอื้อมถึง คุณเอกได้ให้ทางแก้มา 2 ทางคือ 1.ทำยังไงเราถึงจะไปถึงเป้าหมาย โดยไม่มีเงื่อนไข 2.จะลดระดับเป้าหมายลงมายังไงให้เรายังพอใจอยู่

และก็มีอีกหลายครั้งที่เราคิดว่าเป้าหมายของเรามันขัดแย้งกับความต้องการของคนรอบข้างเช่นครอบครัวเป็นต้น คุณเอกตอบว่าแท้จริงแล้ว เรานั่นแหละที่กลับเป็นคนสร้างเป้าหมายขึ้นมาซ้อนอีกอัน

อยากเข้าคณะที่ตัวเองชอบ แต่ครอบครัวอยากให้เข้าอีกคณะหนึ่งมากกว่า เขาต้องผิดหวังแน่ ๆ ถ้าเราเลือกคณะที่ตัวเองอยากเรียน

หากใครกำลังตกที่นั่งลำบากแบบในประโยคนี้อยู่ แท้จริงแล้วคุณกำลังซ่อนความต้องการเอาไว้อยู่ 2 อย่างคือ ความต้องการที่จะเข้าคณะที่ตัวเองเรียน และ ความต้องที่จะทำให้ครอบครัวรู้สึกดีที่เลือกคณะที่เขาตั้งใจไว้

คุณเอกบอกว่าเราทุกคนล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายเมื่อความต้องการมันซ้อนทับกันหรือที่ภาษาทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Trade-off” ซึ่งตรงกับสำนวนว่า “ได้อย่าง เสียอย่าง” อาจมีบางครั้งที่เราเกิดอาการ “รักพี่เสียดายน้อง” แต่นั่นก็แปลได้อีกนัยว่า “เราเป็นคนเลือกมันได้” เรากำหนดได้ว่าเราจะแลกอะไรไปเพื่อได้อะไรกลับมา

ย้อนกลับมาวิเคราะห์ประโยคที่ว่า

“คนเราไม่ได้เป็นทุกข์เพราะเหตุการณ์ภายนอก แต่เป็นทุกข์เพราะมุมมองของเราที่มีต่อมัน”

ถ้าให้ตัวเองตอบก็คงตอบว่าจริง แต่การใช้มุมมองเชิงบวกอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะมันไม่ได้แก้ที่ตัวปัญหา และในขณะเดียวกันก็อย่ามองให้ทุกอย่างเป็นทางตัน เพราะมันต้องมีสักมุมมองที่ใช้แล้วปัญหาที่อยู่ตรงหน้าของเราไม่ใช่ทางตัน เราต้องมองยังไงก็ได้ให้มีทางไปต่อแม้ว่าผลลัพธ์ปลายทางที่ได้อาจไม่ดีเลิศเท่าที่เราตั้งธงไว้แต่แรก

Pitchayanin Wadprapan

Written by

An arts student who usually seeking for some new experiences and pursue a Master’s degree in Political Science — Economics

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade