พาตัวเองไป “ปรับความคิด” เพื่อให้ “ชีวิตเปลี่ยน”
มีหลายช่วงในชีวิตที่รู้สึกว่าสมองของตัวเองเต็มไปด้วยความรู้สึกและความคิดอันยุ่งเหยิง มันดูรกจนยากที่จะจัดการได้ แถมความรู้สึกพวกนี้ล้วนดูมีอิทธิพลมากจนรบกวนการใช้ชีวิตในบางครั้ง เห็นทีว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คงไม่ดีกับการเรียนและการทำงานในอนาคตแน่ คงถึงเวลาที่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วหละ
เมื่อวันพุธที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา ฉันได้เข้าร่วมกิจกรรม “ปรับความคิด ชีวิตเปลี่ยน” ซึ่งเป็นกิจกรรม 3 ชั่วโมงที่จัดขึ้นช่วงค่ำโดยหน่วยส่งเสริมสุขภาวะนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบรรยายโดยคุณสมภพ แจ่มจันทร์ หรือคุณเอก นักจิตวิทยาการปรึกษา วัตถุประสงค์ของกิจกรรมนี้คือการให้แนวทางการค้นหาแบบแผนทางความคิดของตัวเอง หรือพูดให้ง่ายกว่านี้คือการจัดการกับความคิดของตัวเราเองในเวลาที่ต้องเผชิญกับปัญหา
คุณเอกได้เริ่มเข้าสู่เนื้อหาของกิจกรรมด้วยการยก quote ของนักปรัชญาชาวกรีกขึ้นมาว่า
“คนเราไม่ได้เป็นทุกข์เพราะเหตุการณ์ภายนอก แต่เป็นทุกข์เพราะมุมมองของเราที่มีต่อมัน”
คุณผู้อ่านเห็นด้วยกับประโยคนี้มั้ย? สำหรับคนที่ตอบว่าเห็นด้วยก็คงบอกว่า “แค่เราคิดบวกเดี๋ยวอะไร ๆ ก็คงดีขึ้น” ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็คงคิดว่า “เพราะโลกมันเฮงซวยไงหละ ฉันถึงต้องมาจมปลักอยู่กับความเลวร้ายพวกนี้
จริงอยู่ว่าการมองอะไรให้เป็นบวก positive thinking มันช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น แต่แน่นอนอยู่แล้วว่าปัญหาที่ทำให้เราเป็นทุกข์มันก็ยังกองอยู่ตรงนั้นและไม่ได้รับการแก้ไขใด ๆ ส่วนความเฮงซวยของปัญหามันอาจจะเลวร้ายจริง แต่เรามีวิธีมองแบบอื่นมั้ยที่ทำให้มันดูเฮงซวยน้อยกว่านี้
เรามาดูหลักการกันสักหน่อยดีกว่า คุณเอกได้ยกหลักการที่ชื่อว่า CBT ขึ้นมา ซึ่งหลักการนี้สามารถนำมาทำเป็นแผนภาพ “ABC Model” ได้ดังนี้

เมื่อมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเรา(A) ตามปกติเรามักคิดว่ามันส่งผลโดยตรงให้เราเกิดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ(C) ดังเส้นด้านล่างของแผนภูมิ แต่แท้จริงแล้ว ก่อนที่เราจะมีอารมณ์ความรู้สึกออกมา เราได้ใช้มุมมองของเรา(B) ไปปะทะเป็นด่านแรกเข้ากับเหตุการณ์นั้นก่อน แล้วจึงค่อยเกิดผลลัพธ์เป็นความรู้สึก(C)
ใช้แผนภูมิอาจจะยังไม่เห็นภาพสถานการณ์พอ คุณเอกจึงได้ยกตัวอย่างขึ้นมา
มีผู้หญิงอยู่ 2 คน ทั้ง 2 ได้เผชิญสถานการณ์ที่เหมือน ๆ กันคือ กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ แต่อยู่มาวันหนึ่ง ว่าที่คู่สมรสก็ดันบอกเลิกซะอย่างงั้น แน่นอนว่าทั้งคู่ต้องเศร้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้หญิงคนแรกก็ move on ได้ แต่ผู้หญิงอีกคนกลับจมอยู่กับความเศร้านั้นแล้วในที่สุดก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า
ผู้หญิง 2 คนนี้มีมุมมองที่แตกต่างกันต่อสถานการณ์ที่ดูจะคล้ายๆ กันสิ่งที่ผู้หญิงคนแรกคิดคือ “ไม่เป็นไร ถ้ารู้ว่าไม่รักกันแล้วก็จากกันไปตอนนี้ดีกว่าอยู่กันไปแบบตายด้าน” ในขณะที่ผู้หญิงอีกคนมีมุมองว่า “เรามันไร้ค่า เรามันไม่ดี แค่คน ๆ เดียวยังรักษาไว้ไม่ได้”
เมื่อลองมองเข้าไปในองค์ประกอบของมุมมอง(B) ก็จะพบว่ายังมีองค์ประกอบย่อยที่เป็นตัวกำหนดให้คนเรามีมุมมองต่อเหตุการณ์เดียวกันที่แตกต่างกันออกไป
ประการแรกคือ “ความคิด” ตรงนี้แหละที่ใครหลายคนชอบบอกให้คิดบวก แต่การคิดบวกมันก็แค่เป็นการปลอบประโลมจิตใจไปวัน ๆ ว่า “ทุกอย่างมันดีแล้ว” มันไม่ได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด
องค์ประกอบต่อมาคือ “ความคาดหวังหรือความต้องการ” เมื่อความต้องการของเราไม่ถูกตอบสนอง แน่นอนว่าความรู้สึกขุ่นมัวในจิตใจย่อมเกิด
องค์ประกอบสุดท้ายที่มักทำให้เราติดกับดักอารมณ์แย่ ๆ คือ “กฎเกณฑ์และเงื่อนไข” แต่กฎเกณฑ์และเงื่อนไขนี้ไม่ใช่กฎธรรมชาติที่เป็นสัจนิรันดร์หรือกฎหมาย แต่มันคือ “กฎหรือเงื่อนไขที่เราสร้างขึ้นให้กับตัวเอง” เป็นต้นว่าความสำเร็จในชีวิตเราคืออะไร ชีวิตเราต้องออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร สิ่งที่ดีสำหรับเราคืออะไร ซึ่งกฎนี้อาจมาจากค่านิยมของสังคมรอบข้างหรืออาจจะเป็นคนในครอบครัวเราเอง
แล้วเราจะรู้ได้ไงว่ากฎที่เราสร้างขึ้นให้กับตัวเองคืออันไหนหละ? คุณเอกได้ให้วิธีแยกเอาไว้ว่า เงื่อนไขจะมีคำว่า “ต้อง” และ “ควร” เช่นว่า “ฉันต้องได้เกียรตินิยม” หรือ “ฉันควรจะได้ A”
ย้อนกลับไปที่ตัวอย่างของผู้หญิงที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ 2 คน ผู้หญิงคนที่จมอยู่กับความเศร้า แท้จริงแล้วเธอกำลังตั้งเงื่อนไขอะไรบางอย่างกับตัวเอง “ฉันจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีคนยอมรับในตัวฉันและมาเป็นคู่ชีวิตของฉัน” เมื่อความต้องการไม่ถูกตอบสนองและเธอก็ยังคงยึดถือเงื่อนไขนั้นเอาไว้ประหนึ่งกฎสัจนิรันดร์ ท้ายที่สุดเธอก็ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านความผิดหวังนั้นไปได้
หลายครั้ง เราก็มักแยกระหว่าง “ความต้องการ” หรือเป้าหมาย กับ “เงื่อนไข” ไม่ออก

คุณเอกได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ง่าย ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
เราหิวข้าว ความต้องการของเราคือการกินอาหารสักอย่างเข้าไป แต่เรากลับตั้งเงื่อนไขให้กับตัวเองว่า “ฉันจะต้องได้กินเย็นตาโฟเท่านั้น” แต่เมื่อเราลองออกไปหาซื้อ ปรากฏว่าไม่มีร้านไหนขายเลย ความคิดที่เกิดจากการไม่ได้กินเย็นตาโฟก็คือหงุดหงิด
ทางออกของเรื่องนี้แท้จริงแล้วไม่ยากเลย นั่นคือการหาอะไรสักอย่างกิน แต่เรากลับไปติดกับดักเงื่อนไขของตัวเองดื้อ ๆ ซะอย่างงั้น ปัญหาที่ว่าเราหิวก็เลยไม่ถูกแก้สักที
แน่นอนว่าความต้องการทางจิตใจย่อมตอบได้ไม่ง่ายเท่าความต้องการทางร่างกายที่แก้ได้อย่างตรงไปตรงมา เราต้องนั่งวิเคราะห์ให้ดีว่า “อะไรคือความต้องการที่แท้จริงของเรากันแน่”
มีหลายครั้งเช่นกันที่ความต้องการของเรามันดูจะเกินกำลังที่อาจเอื้อมถึง คุณเอกได้ให้ทางแก้มา 2 ทางคือ 1.ทำยังไงเราถึงจะไปถึงเป้าหมาย โดยไม่มีเงื่อนไข 2.จะลดระดับเป้าหมายลงมายังไงให้เรายังพอใจอยู่
และก็มีอีกหลายครั้งที่เราคิดว่าเป้าหมายของเรามันขัดแย้งกับความต้องการของคนรอบข้างเช่นครอบครัวเป็นต้น คุณเอกตอบว่าแท้จริงแล้ว เรานั่นแหละที่กลับเป็นคนสร้างเป้าหมายขึ้นมาซ้อนอีกอัน
อยากเข้าคณะที่ตัวเองชอบ แต่ครอบครัวอยากให้เข้าอีกคณะหนึ่งมากกว่า เขาต้องผิดหวังแน่ ๆ ถ้าเราเลือกคณะที่ตัวเองอยากเรียน
หากใครกำลังตกที่นั่งลำบากแบบในประโยคนี้อยู่ แท้จริงแล้วคุณกำลังซ่อนความต้องการเอาไว้อยู่ 2 อย่างคือ ความต้องการที่จะเข้าคณะที่ตัวเองเรียน และ ความต้องที่จะทำให้ครอบครัวรู้สึกดีที่เลือกคณะที่เขาตั้งใจไว้
คุณเอกบอกว่าเราทุกคนล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายเมื่อความต้องการมันซ้อนทับกันหรือที่ภาษาทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Trade-off” ซึ่งตรงกับสำนวนว่า “ได้อย่าง เสียอย่าง” อาจมีบางครั้งที่เราเกิดอาการ “รักพี่เสียดายน้อง” แต่นั่นก็แปลได้อีกนัยว่า “เราเป็นคนเลือกมันได้” เรากำหนดได้ว่าเราจะแลกอะไรไปเพื่อได้อะไรกลับมา
ย้อนกลับมาวิเคราะห์ประโยคที่ว่า
“คนเราไม่ได้เป็นทุกข์เพราะเหตุการณ์ภายนอก แต่เป็นทุกข์เพราะมุมมองของเราที่มีต่อมัน”
ถ้าให้ตัวเองตอบก็คงตอบว่าจริง แต่การใช้มุมมองเชิงบวกอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะมันไม่ได้แก้ที่ตัวปัญหา และในขณะเดียวกันก็อย่ามองให้ทุกอย่างเป็นทางตัน เพราะมันต้องมีสักมุมมองที่ใช้แล้วปัญหาที่อยู่ตรงหน้าของเราไม่ใช่ทางตัน เราต้องมองยังไงก็ได้ให้มีทางไปต่อแม้ว่าผลลัพธ์ปลายทางที่ได้อาจไม่ดีเลิศเท่าที่เราตั้งธงไว้แต่แรก
