[Day #1] SIT CRAFT Camp #1 Part 2/2 — Service Design Thinking

สารบัญ

Day 1 Part 1/2 — https://medium.com/p/50bf60210dd6

Day 1 Part 2/2 —Reading

Day 2 — Coming Soon


Logo SIT CRAFT Camp

SIT CRAFT Camp คืออะไร ?

SIT CRAFT Camp เป็นค่ายที่เปิดโอกาสให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5–6 ที่มีพื้นฐาน และสนใจในการนำเทคโนโลยีเข้าไปแก้ไขปัญหาที่พบในชีวิตจริง โดยภายในค่ายสองวันแรกนั้นจะเป็นการสอนเกี่ยวกับวิธีการคิด การค้นหาไอเดีย และกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ในชีวิตจริง เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะแก้ไขปัญหาในสังคมตามหัวข้อที่ได้กำหนดในวันถัด ๆ ไป

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการรับสมัครได้จากเว็บไซต์ https://craft.sitchallenge.com/

สำหรับในตอนนี้เราก็จะมาต่อกันเรื่องของ Service Design Thinking ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ๆ ในการค้นหาไอเดียให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง และทุกคนในทีมเห็นภาพตรงกัน

เอาละ เริ่มกันเลยดีกว่า~~~

Innovation

สามเสาหลักของนวัตกรรม

นวัตกรรมที่ดีนั้นไม่เพียงแต่ประกอบด้วย Software และ Hardware ที่ดีเท่านั้น หากแต่ต้องประกอบด้วย Peopleware ที่ดีด้วย ซึ่ง Peopleware ในที่นี้ไม่ได้จำกัดหมายถึงเพียงเฉพาะผู้ที่ร่วมทำงานกับเราด้วยเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการพัฒนา Software และ Hardware ให้เหมาะสมกับผู้ใช้ เข้าใจ และตีความปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่คิดไปเองว่าจุดนี้น่าจะเป็นปัญหา หากแต่มีการ Research อย่างแท้จริง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาจริง ๆ กับทุก ๆ คน ไม่ใช่เพียงแค่เกิดขึ้นกับเราเท่านั้น

Lean Customers

Customer ทั้ง 4 กลุ่ม

หากเราพูดถึงในโลกของซอฟต์แวร์แล้ว ถามว่าคนที่จะมาใช้ผลลัพธ์ของเราคือใคร 100 ทั้ง 100 ย่อมตอบว่า ‘User’ หรือ ผู้ใช้นั้นเอง แต่หากเราลองมาแบ่งให้ชัดเจนขึ้น เราจะแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

  • User — ผู้ที่ใช้คุณค่าจากผลิตภัณฑ์ของเรา
  • Functioner — ผู้ที่ใช้งานผลิตภัณฑ์ของเรา
  • Merchant — ผู้ที่นำผลิตภัณฑ์ของเราไปขายต่อ
  • Processor — ผู้ที่นำผลิตภัณฑ์ของเราไปต่อยอด
  • Social — ผู้ที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ขเรา หากแต่ได้รับประโยชน์จากการที่คน 4 กลุ่มข้างบนใช้งานผลิตภัณฑ์ของเรา

ตัวอย่างการแยก User และ Functioner

Credit: https://pixabay.com/en/milk-powder-primmavit-netherlands-526540/

นมผงเด็กเล็ก หากเราลองมองว่ามีใครที่เกี่ยวข้องกับนมผงบ้าง เราจะได้มากหลัก ๆ 5 กลุ่ม คือ

  • แม่
  • ลูก
  • ห้างสรรพสินค้า
  • ร้านค้าขายขนมปังสำหรับเด็ก
  • รัฐบาล

เอาละ เรามาเริ่มวิเคราะห์กันเลยดีกว่า~

เริ่มกันที่ User & Functioner ถ้าเรามาลองวิเคราะห์กันดี ๆ ก็ย่อมเลือกได้ไม่ยาก นั่นคือ ลูก เป็น Functioner เพราะลูกกินนมผงโดยตรงนั่นเอง ส่วนแม่ก็เป็น User เพราะได้ประโยชน์จาการที่ลูกกินนมนั่น คือ ลูกอิ่มนั่นเอง

ส่วน Merchant นั้นเราสามารถเดาได้ไม่ยาก นั่นก็คือ ห้างสรรพสินค้า ซึ่งนำนมผงมาขายบนชั้นนั่นเอง

ส่วนร้านค้าขายขนมปังสำหรับเด็กนั้นก็เป็น Processor เพราะนำนมผงมาทำเป็นขนม เพื่อขายต่อ

สุดท้ายรัฐบาลก็จะได้ประโยชน์ในฐานะ Social ซึ่งประชาชนก็จะแข็งแรง เพราะลูกของพ่อแม่ทุกคนต่างก็ได้กินนมผงอย่างเต็มอิ่มนั่นเอง :)

Problem

ปัญหาที่ดีนั้นควรมีลักษณะยังไง คำว่าดีในที่นี้ หมายถึง ดีในแง่ของการนำมาคิดต่อเพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ เพราะปกติมีปัญหามันก็ไม่ดีอยู่แล้วเนอะ ^^

ปัญหาที่ดีนั้นควรมี ลักษณะ คือ

  • หนัก เป็นปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว
  • ใหญ่ เป็นปัญหาที่มีผู้คนหลาย ๆ คนประสบปัญหาแบบเดียวกัน
  • ยาว เป็นปัญหาที่กินระยะเวลามายาวนาน ไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้น ซึ่งอาจหายไปตามเวลา

WHY & WHY

ถ้าอยากวิเคราะห์ว่าผลิตภัณฑ์ของเรานั้น ช่วยแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ เราก็สามารถใช้ Why & Why technique ได้ โดยเราจะวิเคราะห์ปัญหานั้นใน 5 ระดับ

เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ปัญหานั้นจะถูกจัดเป็น Event ซึ่งการแก้ปัญหาในระดับนี้นั้น มักแก้ปัญหาให้กับคนได้จำนวนไม่มากนัก เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น และหายไป

ในระดับถัดมา หากพบว่าปัญหาเดียวกันนั้นมีคนประสบเป็นจำนวนมากเราจะจัดปัญหานั้นเป็น Trend ซึ่งการแก้ปัญหาที่ระดับนี้ มักจะออกมาในรูปของแคมแปญ รณรงค์ ซึ่งมักแก้ปัญหาได้เพียงระยะหนึ่ง แล้วหายไป

ต่อมาคือ Component หรือปัญหาระดับโครงสร้าง นโยบาย ปัญหาในระดับนี้นั้นมักจะมาจากนโยบาย หรือโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนนั้น ๆ ซึ่งมักแก้ไขได้ยาก แต่ถ้าหากแก้ไขได้ ก็มักจะแก้ได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง ซึ่งเหล่า Startup ที่ประสบความสำเร็จกันนั้น ก็มักจะแก้ปัญหากันที่ระดับนี้นั่นเอง

สุดท้าย คือ Mindset เป็นปัญหาที่เกิดจากความคิด/ความเชื่อของบุคคล ซึ่งมักแก้ไขได้ยาก หรืออาจแก้ไม่ได้เลยตลอดชั่วชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่หากแก้ไขได้ก็จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างนั่นเอง

สรุปได้ว่าการที่เราแบ่งปัญหาออกเป็น 4 ระดับนั้น ก็เพื่อให้เราเข้าใจปัญหาที่เราคิดมากยิ่งขึ้น เราถึงสามารถคาดคะเนได้ว่าหากเราแก้ไขปัญหาไปจะส่งผลกระทบจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคลื่นลูกหนึ่งที่กระทบชายฝั่ง และหายไป


สำหรับบทความนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้นะครับ พบกันใหม่บทความหน้าครับ ^_^

Happy Reading :)

Like what you read? Give Pete Pittawat a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.