Smart people for smart city

Pongpisit Huyakorn, Urban Studies Lab

Pongpisit Huyakorn
Nov 7 · 4 min read

ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560–2579) เพื่อปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย 4.0 ได้มีการระบุถึงการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน หนึ่งในนั้นได้มีการให้ความสำคัญถึงประเด็น “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” เพื่อเพิ่มศักยภาพและคุณภาพรวมไปถึงการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอยู่ด้วย “การกระจายโอกาสอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เพื่อการพัฒนาไปสู่ประเทศไทย 4.0 โดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ? ประเทศไทย 4.0 ความเป็นเมืองอัจฉริยะแห่งยุคอนาคตเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร ?

แนวคิดเมืองอัจฉริยะโดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นของเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบอินเตอร์เน็ตและอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) เพื่อเชื่อมโยงการบริการต่างๆ ไว้ด้วยกัน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology; ICT) และข้อมูลเปิด (Open Data) นักวิชาการและนักพัฒนาส่วนใหญ่มักจะไม่ได้พูดถึงประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือการพัฒนาโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-oriented Development) หรือประชาชนอัจฉริยะ (Smart People) มากนัก ทั้งๆ ที่การพัฒนาเมืองทางกายภาพและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถทำให้เมืองกลายเป็นเมืองอัจฉริยะได้เลย คำว่าสมาร์ทหรืออัจฉริยะ (Smart) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์เพื่อช่วยเหลือตัวเราเท่านั้น ความเป็นอัจฉริยะที่แท้จริงนั้นหมายถึงการใช้กระบวนการและเครื่องมือที่ชาญฉลาดรวมไปถึงการนำเครื่องมือเหล่านั้นไปใช้อย่างเหมาะสมเพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์สูงที่สุด เมืองอัจฉริยะจะพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จได้หากมีการลงทุนในเทคโนโลยี โครงข่ายพื้นฐานเพื่อเมืองอัจฉริยะร่วมไปกับการพัฒนาคน กระตุ้นการมีส่วนร่วมที่สะดวกและเข้าถึงได้ทุกกลุ่มคน (Inclusive Community) รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่บริหารงานภายใต้กรอบแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน (Participatory Governance) อย่างแท้จริง

นอกจากประชาชนที่ตื่นตัว มีความพร้อมและตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือ ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะคือโอกาสที่จะนำไปสู่ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนและเครือข่าย (Network) การตั้งธุรกิจใหม่ (Kickstarter) ความดึงดูดต่อภาคเอกชนในการลงทุนหรือร่วมทุนเพื่อวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่สร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ อีกด้วย

เมื่อลองดูสถานการณ์เมืองอัจฉริยะในประเทศไทย ถึงแม้ว่าเมืองกรุงเทพมหานครจะถูกประเมินให้อยู่ในกลุ่มชั้นนำของเมืองที่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาเมืองในทวีปเอเชียแปซิฟิกก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาในประเด็นของข้อมูลเปิดที่เข้าถึงได้นั้น กรุงเทพมหานครกลับได้รับการประเมินจากสถาบัน McKinsey ที่ 0 คะแนน ในมุมมองของผู้เขียนนั้น ข้อมูลที่สืบค้นมาได้นี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลยีเพื่อเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยที่สูงมากหากเราสามารถให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีประชากรเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

ภาพที่ 1 การจัดอันดับเมืองที่พัฒนาโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ ที่มา: McKinsey Global Institute, 2018

กรอบแนวคิดหลักที่ผู้เขียนอยากยกมาพูดถึงในประเด็นของเมืองอัจฉริยะคือดัชนี Smart City Index ของ Cohen ที่ประกอบไปด้วย 6 บริบทคือ ประชาชนอัจฉริยะ (Smart People) การเคลื่อนที่ที่ชาญฉลาด (Smart Mobility) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) สิ่งแวดล้อมที่ชาญฉลาด(Smart Environment) ความเป็นอยู่ที่สมาร์ท (Smart Living) และรัฐบาลอัจฉริยะ (Smart Government)

ภาพที่ 2 ดัชนี Smart City Index ที่มา: Cohen, 2014

หากเราให้ความสำคัญกับบริบทของประชาชนอัจฉริยะ (Smart People) ที่สามารถแบ่งเป็น 2 เรื่องใหญ่ คือ 1) การปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิสัมพันธ์ของประชาชนด้วยการให้ข้อมูลหรือการให้บริการจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมในทุกด้านซึ่งการใช้เทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้นมาเพิ่มประสิทธิภาพและการเข้าถึงให้มากขึ้นกว่าเดิม 2) การให้การศึกษาที่สมาร์ทมากขึ้นเพื่อเพิ่มทางเลือกทางการประกอบอาชีพ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การศึกษารูปแบบปกติ การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการฝึกงานสายอาชีพจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตข้างหน้า ความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาความสามารถ (Talent) และการดึงดูดกลุ่มประชากรที่มีความฉลาดและความสามารถก็จะเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาเมือง

กล่าวโดยสรุปแล้วบริบทสำคัญของประชาชนอัจฉริยะคือการสนับสนุนและสร้างการเข้าถึงและสภาพแวดล้อมสำหรับทุกคน (Inclusive Community) ด้วยการมีส่วนร่วม โลกทัศน์ที่เปิดกว้าง ความหลากหลายและความคิดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มความมั่นคั่งและการพัฒนานวัตกรรมในเมืองหรือชุมชนต่อไป

นอกจากที่กล่าวมาแล้วด้านบน แอพพลิเคชั่นของเมืองอัจฉริยะจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหากเรานำไปใช้ร่วมกับนโยบายขั้นพื้นฐานและมาตรการที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากนัก ประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดมากกับกลุ่มคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี (Digital Divide) เช่นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีรายได้ต่ำ ไม่ว่าเทคโนโลยีสำหรับเมืองอัจฉริยะจะก้าวหน้าไปมากเพียงใดในอนาคตข้างหน้า กิจกรรมทางกายภาพ การใช้เครื่องมือรูปแบบเก่าก็จะยังมีความสำคัญอยู่ เพราะในความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องยากมากที่ประชาชนทุกคนจะเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ทั้งหมด ในกลุ่มที่เข้าถึงได้แล้วก็อาจจะมีหลายส่วนที่ไม่สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ดีเพียงพอ แนวทางที่ดีสุดคือการหาความสมดุลและการบูรณาการทั้งระบบ เครื่องมือและนโยบายเชิงกายภาพและในโลกออนไลน์

กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจที่ประชาชนมีส่วนร่วมกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ประกอบไปด้วยโครงการ Citizen Relationship Management ในเมือง Braga ประเทศโปรตุเกส ที่เอาแนวทางด้านลูกค้าสัมพันธ์จากภาคเอกชนมาใช้กับองค์กรภาครัฐเพื่อให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนแบบเอาใจใส่ รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์, โครงการ CitizenLab ในเมือง Winchester สหราชอาณาจักรและเมือง Brussel ประเทศเบลเยียมที่จัดห้องวิจัยที่มีชีวิตโดยให้ประชาชนเป็นผู้นำในการดำเนินการด้วยตนเอง โครงการ Walkshop ในเมือง Vancouver ที่นายกเมืองเข้าไปจัดกิจกรรมเดินทัวร์กับประชาชนด้วยตนเองเพื่อสำรวจเมืองและดูสภาพปัญหาต่างๆ โดยไม่ใช้การประชาสัมพันธ์หรือสื่อมาทำข่าวเพื่อความเข้าถึงและความเป็นกันเองกับประชาชนเป็นหลัก

มีหลายโครงการที่ประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่นที่มีอยู่ให้ใช้ฟรีอยู่แล้วเช่น การใช้แอพพลิเคชั่นด้านการออกแบบอย่าง Pinterest เพื่อวิเคราะห์และสำรวจหาพื้นที่ท่องเที่ยวท้องถิ่น พื้นที่ประวัติศาสตร์ พื้นที่สีเขียวในเมืองที่กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวหรือประชาชนท้องถิ่น โปรแกรม Nextdoor ที่ช่วยในการจับกลุ่มในสังคมออนไลน์จากผู้อยู่อาศัยในละแวกเดียวกันเพื่อแบ่งปันแนวคิดใหม่ ข้อมูล ความรู้และไอเดีย โครงการ Citizens Academy ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเว็ปไซต์เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่พุ่งเป้าไปที่หัวหน้าชุมชนหรือผู้นำกลุ่มต่างๆ ในชุมชนเพื่อให้ข้อมูล ความรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่หัวหลักของท้องถิ่นในการคิดริเริ่มและพัฒนาโครงการในชุมชนด้วยตัวเอง โครงการ Cuppa’ Joe with Paul เป็นแฟลตฟอร์มในการแชร์กิจกรรมและข้อมูลที่เน้นการจัดการเสวนาเล็กๆ โดยนักพัฒนาเมืองตั้งแต่ผู้ว่า นักผังเมือง ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้แทนจากภาครัฐกับชาวบ้านเพื่อที่จะมีความเป็นกันเองและต่อเนื่องกันของนโยบายการพัฒนาเมืองท่องถิ่น เป็นต้น

ภาพที่ 3 กรอบการประเมินระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่มา: Simonofski et al., 2017

Simonofski ได้แบ่งการประเมินระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเป็นสามกลุ่มคือ 1. ประชาชนในฐานะผู้มีส่วนร่วมในระบบประชาธิปไตย (Citizens as Democratic Participants) 2. ประชาชนในฐานะผู้ร่วมพัฒนา (Citizens as Co-Creators) และ 3. ประชาชนในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Citizen as ICT Users) ซึ่งการมีส่วนร่วมลำดับสูงที่สุดคือ ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลเปิดได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วประชาชนแต่ละกลุ่มมีศักยภาพและขีดความสามารถในการมีส่วนร่วมที่ต่างกัน เราควรที่จะต้องพัฒนาระบบและเครื่องมือเพื่อให้บริการที่เหมาะสมแก่กลุ่มคนเหล่านั้นทั้งหมด

เมื่อคำนึงถึงประเด็นที่ได้กล่าวมาทั้งหมดแล้ว ทางผู้เขียนเห็นว่าแนวทางห้องวิจัยที่มีชีวิต (Living Lab) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการพัฒนาเมืองอัจฉริยะผ่านประชาชนของเมืองร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ให้เกิดการพัฒนาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม

แนวทางห้องวิจัยที่มีชีวิตคือการทดลองนำแนวคิดและนโยบายต่างๆ ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทดลองเพื่อปรับแต่งและวัดผลกระทบที่จะเกิดกับพื้นที่และประชาชนในพื้นที่เหล่านั้น ในท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์ที่ได้จากห้องวิจัยที่มีชีวิตจะเป็นนโยบายและโครงการที่เน้นการพัฒนาโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางโดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภาครัฐและภาคเอกชน กรณีศึกษาที่ดีคือ โครงการ Sidewalk Lab ในเมือง Toronto ประเทศ Canada ที่นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐและผู้ลงทุนทดลองปรับแต่งโครงสร้างของย่านหนึ่งในเมืองร่วมไปกับประชาชนบนพื้นที่จริง ทั้งนี้อาจมีกิจกรรมรูปแบบอื่นประกอบกันไปด้วย เช่นการนำเสนอโครงการเพื่อระดมทุน (Crowdfunding) และระดมทรัพยากร (Crowdsourcing) ผ่านช่องทางออนไลน์และแอพพลิเคชั่น รวมไปถึงการพัฒนาระบบหรือแอพพลิเคชั่นสำหรับการมีส่วนร่วมที่มีอยู่แล้วหรือพัฒนาขึ้นมาใหม่

ภาพที่ 4 กลุ่มผู้มีส่วนร่วมที่สำคัญในการทำโครงการห้องวิจัยที่มีชีวิต ที่มา: Steen & Ellen van Bueren, 2017

ENOLL ได้ให้คำจำกัดความของห้องวิจัยที่มีชีวิตไว้ว่า “ระบบนิเวศน์ที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลางและเปิดรับต่อวิธีการใหม่ๆ โดยใช้ระบบการสร้างและพัฒนาร่วมกันกับผู้ใช้งานในการก่อให้เกิดหุ้นส่วนร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชน (Public–private–people partnerships) เพื่อการประยุกต์กระบวนการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมในพื้นที่ชุมชนจริง” ขั้นตอนการดำเนินการของห้องวิจัยที่มีชีวิตที่ดีจะประกอบไปด้วย การริเริ่มโครงการ (Initiation) เพื่อเข้าสู้วงจรการพัฒนาโครงการ โดยเริ่มจากการวางแผนพัฒนา (Plan Development) การออกแบบร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ (Co-creative design) ที่จะเปลี่ยนแนวทางการทำงานจากการสั่งงานหรือปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นแบบแนวดิ่งเป็นรูปแบบที่มีการเชื่อมโยงกันในรูปแบบที่มีความซับซ้อนแต่มีการปฏิสัมพันธ์กันทั้งแนวราบแนวดิ่งและแนวแทยง การเผยแพร่ข้อมูล (Dissemination) การปรับแต่ง (Refinement) การประเมิน (Evaluation) และการนำไปใช้จริง (Implementation) เพื่อท้ายที่สุดจะสามารถนำโครงการหรือบทเรียนที่ได้ไปทำซ้ำ (Replication) ได้ในบริบทอื่นต่อไป

ภาพที่ 5 ขั้นตอนการดำเนินการของห้องวิจัยที่มีชีวิต ที่มา: Steen & Ellen van Bueren, 2017

การที่ห้องวิจัยที่มีชีวิตจะสำเร็จได้นั้น ภาคมหาวิทยาลัยและภาคการศึกษามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังที่การวิจัยด้านเมืองอัจฉริยะหลายโครงการได้ข้อสรุปว่ามหาวิทยาลัยสามารถเป็นทั้งเมืองต้นแบบ พื้นที่ทดลองและตัวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพราะมหาวิยาลัยมีศักยภาพมากที่สุดรวมไปถึงมีบทบาทที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายและการบูรณาการของศาสตร์หลายแขนง ความสามารถในการเป็นหน่วยงานกลางระหว่างทุกภาคส่วนที่จะจัดสรร วิเคราะห์ จัดลำดับความสำคัญและส่งต่อข้อมูลที่ได้จากเทคโนโลยีและระบบเพื่อเมืองอัจฉริยะไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปได้ ทางภาครัฐก็ให้บทบาทงานวิจัยแก่มหาวิทยาลัย ภาคเอกชนในปัจจุบันก็เริ่มให้ทุนและพัฒนาโครงการวิจัยร่วมกันกับภาคการศึกษามากขึ้น การทดลองกิจกรรมและระบบของเมืองอัจฉริยะโดยเฉพาะในกิจกรรมของ Urban Living Lab นั้นก็มีความคล้ายคลึงกันกับการจัดการเรียนการสอนแบบสตูดิโอและห้องแลปเชิงปฏิบัติการณ์ของมหาวิทยาลัยอยู่แล้วซึ่งสามารถนำมาผนวกกันได้ไม่ยากนัก ที่สำคัญที่สุดทางมหาวิทยาลัยควรจะมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย (Place-making) ไปพร้อมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากพื้นที่รอบๆ อยู่แล้ว

Boyer ยังได้กล่าวไว้ว่าทางมหาวิทยาลัยควรจะเป็นองค์กรวิชาการที่มีการปฏิสัมพันธ์ (Engaged Scholarship) กับทุกภาคส่วนอย่างสร้างสรรค์เพื่อสื่อสารและเป็นตัวเชื่อมระหว่างนักวิชาการและนักปฏิบัติการ และ Hambleton ได้ขยายความต่อผ่านผังแนวคิดองค์กรวิชาการที่มีการปฏิสัมพันธ์ที่ประกอบไปด้วยการวิจัย การศึกษานโยบายและการปฏิบัติจริง ทั้งสามองค์ประกอบนี้มีความคล้ายคลึงกับผังความคิดองค์ประกอบของห้องวิจัยอัจฉริยะที่ถูกเสนอโดยบริษัท Ecovat ในด้านนวัตกรรม แนวคิดและการบริการ

ภาพที่ 6 ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างองค์กรวิชาการที่มีการปฏิสัมพันธ์และห้องวิจัยที่มีชีวิต ที่มา: ผู้เขียนพัฒนาจาก Hambleton และ Ecovat

Boyd Cohen นักวิชาการด้านการวางนโยบายเมืองและเมืองอัจฉริยะได้ให้คำจำกัดความของเมืองอัจฉริยะไว้สามระดับคือ 1) เมืองอัจฉริยะระดับ 1.0 คือวิสัยทัศน์ที่เน้นเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางการพัฒนาซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อทำให้เกิดเมืองที่นวัตกรรมและความมีประสิทธิภาพเป็นตัวนำการพัฒนา 2) เมืองอัจฉริยะระดับ 2.0 คือวิสัยทัศน์ที่รัฐบาลเป็นผู้นำโดยเน้นที่การประยุกต์และการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีมาเป็นหนทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเมือง และ 3) เมืองอัจฉริยะระดับ 3.0 คือวิสัยทัศน์ที่ประชาชนหรือมนุษย์เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับการร่วมสร้าง (Co-creation) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและทำให้เกิดความมั่นคั่ง

ถึงแม้ว่าเมืองส่วนใหญ่ทั่วโลกจะยึดถือแนวทางการพัฒนาเมืองในระดับ 1.0 หรือ 2.0 เป็นหลัก แต่มีงานศึกษาหลายชิ้นที่ได้มีข้อโต้แย้งว่าการพุ่งเป้าไปที่สองระดับนี้โดยไม่มีการศึกษาและทำความเข้าใจถึงบริบท องค์ประกอบของสังคมและแก่นแท้ของความเป็นเมืองอัจฉริยะว่าทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อยู่อาศัยในเมืองเป็นหลักก่อนแล้วนั้นก็จะเป็นเรื่องยากมากที่แนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของประเทศที่กำลังพัฒนา

ดังนั้นเป้าหมายความเป็นเมืองอัจฉริยะที่ผู้เขียนต้องการพัฒนาให้เกิดคือ เมืองอัจฉริยะระดับ 3.0 ที่ยึดถือแนวทางการพัฒนาจากล่างขึ้นบนที่เป็นความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนอย่างสร้างสรรค์ ยืดหยุ่นและต่อเนื่องผ่านกระบวนการที่มีการบูรณาการเครื่องมือ ระบบ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะรูปแบบใหม่เพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคมเมืองเพื่อคนทุกกลุ่ม (Inclusive Urban Society) โดยจะยึดถือ 4 ภาคส่วนในโมเดล Quadruple Helix เป็นแกนนำการพัฒนาสังคมเมืองอัจฉริยะ โมเดล Quadruple Helix ที่ธุรกิจรูปแบบใหม่นิยมนำไปใช้พัฒนาธุรกิจ ได้ระบุว่า 4 เสาหลักของการพัฒนานโยบายที่สร้างสรรค์และเอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมคือภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษาและประชาชน

ภาพที่ 7 โมเดล Quadruple Helix ที่มา: Lindberg et al., 2012

จนกว่าจะถึงวันที่เราสามารถจัดหาและสร้างศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพให้กับประชาชนทุกกลุ่มแล้ว ห้องวิจัยที่มีชีวิต (Living Lab) จะเป็นนวัตกรรมสำคัญในการช่วยให้เมืองอัจฉริยะไม่เป็นเพียงวาทกรรมหรือความฝันที่ไกลตัวประชาชนเมืองอีกต่อไป

1) นายกฯ สั่งขับเคลื่อน ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ ก้าวสู่ยุค 4.0 ลั่น! “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” 9 กุมภาพันธ์ 2561 http://www.thansettakij.com/content/257747

2) Anthony Simonofski, Johannes De Smedt, Estefanía Serral Asensio, Monique Snoeck, 2017: Citizen Participation in Smart Cities: Evaluation Framework Proposal

3) Boyd Cohen, 2014: The Smartest Cities in The World 2015: Methodology

4) Kris Steen & Ellen van Bueren, 2017: Urban Living Labs: A Living Lab Way of Working

5) Malin Lindberg & Monica Lindgren & Johann Packendorff, 2012: Quadruple Helix as a Way to Bridge the Gender Gap in Entrepreneurship: The Case of an Innovation System Project in the Baltic Sea Region, Springer Science+Business Media, LLC 2012

6) Robin Hambleton, 2014: From the Smart City to the Wise City: The role of universities in place-based leadership

7) Thomas Mueller, 2017: Call for a Human-Centric Smart City Approach

8) Thomas Mueller, 2017: Towards a New Paradigm of the Smart City

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade