Smart people for smart city
Pongpisit Huyakorn, Urban Studies Lab
ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560–2579) เพื่อปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย 4.0 ได้มีการระบุถึงการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน หนึ่งในนั้นได้มีการให้ความสำคัญถึงประเด็น “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” เพื่อเพิ่มศักยภาพและคุณภาพรวมไปถึงการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอยู่ด้วย “การกระจายโอกาสอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เพื่อการพัฒนาไปสู่ประเทศไทย 4.0 โดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ? ประเทศไทย 4.0 ความเป็นเมืองอัจฉริยะแห่งยุคอนาคตเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร ?
แนวคิดเมืองอัจฉริยะโดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นของเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบอินเตอร์เน็ตและอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) เพื่อเชื่อมโยงการบริการต่างๆ ไว้ด้วยกัน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology; ICT) และข้อมูลเปิด (Open Data) นักวิชาการและนักพัฒนาส่วนใหญ่มักจะไม่ได้พูดถึงประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือการพัฒนาโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-oriented Development) หรือประชาชนอัจฉริยะ (Smart People) มากนัก ทั้งๆ ที่การพัฒนาเมืองทางกายภาพและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถทำให้เมืองกลายเป็นเมืองอัจฉริยะได้เลย คำว่าสมาร์ทหรืออัจฉริยะ (Smart) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์เพื่อช่วยเหลือตัวเราเท่านั้น ความเป็นอัจฉริยะที่แท้จริงนั้นหมายถึงการใช้กระบวนการและเครื่องมือที่ชาญฉลาดรวมไปถึงการนำเครื่องมือเหล่านั้นไปใช้อย่างเหมาะสมเพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์สูงที่สุด เมืองอัจฉริยะจะพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จได้หากมีการลงทุนในเทคโนโลยี โครงข่ายพื้นฐานเพื่อเมืองอัจฉริยะร่วมไปกับการพัฒนาคน กระตุ้นการมีส่วนร่วมที่สะดวกและเข้าถึงได้ทุกกลุ่มคน (Inclusive Community) รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่บริหารงานภายใต้กรอบแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน (Participatory Governance) อย่างแท้จริง
นอกจากประชาชนที่ตื่นตัว มีความพร้อมและตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือ ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะคือโอกาสที่จะนำไปสู่ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนและเครือข่าย (Network) การตั้งธุรกิจใหม่ (Kickstarter) ความดึงดูดต่อภาคเอกชนในการลงทุนหรือร่วมทุนเพื่อวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่สร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ อีกด้วย
เมื่อลองดูสถานการณ์เมืองอัจฉริยะในประเทศไทย ถึงแม้ว่าเมืองกรุงเทพมหานครจะถูกประเมินให้อยู่ในกลุ่มชั้นนำของเมืองที่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาเมืองในทวีปเอเชียแปซิฟิกก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาในประเด็นของข้อมูลเปิดที่เข้าถึงได้นั้น กรุงเทพมหานครกลับได้รับการประเมินจากสถาบัน McKinsey ที่ 0 คะแนน ในมุมมองของผู้เขียนนั้น ข้อมูลที่สืบค้นมาได้นี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลยีเพื่อเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยที่สูงมากหากเราสามารถให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีประชากรเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

กรอบแนวคิดหลักที่ผู้เขียนอยากยกมาพูดถึงในประเด็นของเมืองอัจฉริยะคือดัชนี Smart City Index ของ Cohen ที่ประกอบไปด้วย 6 บริบทคือ ประชาชนอัจฉริยะ (Smart People) การเคลื่อนที่ที่ชาญฉลาด (Smart Mobility) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) สิ่งแวดล้อมที่ชาญฉลาด(Smart Environment) ความเป็นอยู่ที่สมาร์ท (Smart Living) และรัฐบาลอัจฉริยะ (Smart Government)

หากเราให้ความสำคัญกับบริบทของประชาชนอัจฉริยะ (Smart People) ที่สามารถแบ่งเป็น 2 เรื่องใหญ่ คือ 1) การปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิสัมพันธ์ของประชาชนด้วยการให้ข้อมูลหรือการให้บริการจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมในทุกด้านซึ่งการใช้เทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้นมาเพิ่มประสิทธิภาพและการเข้าถึงให้มากขึ้นกว่าเดิม 2) การให้การศึกษาที่สมาร์ทมากขึ้นเพื่อเพิ่มทางเลือกทางการประกอบอาชีพ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การศึกษารูปแบบปกติ การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการฝึกงานสายอาชีพจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตข้างหน้า ความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาความสามารถ (Talent) และการดึงดูดกลุ่มประชากรที่มีความฉลาดและความสามารถก็จะเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาเมือง
กล่าวโดยสรุปแล้วบริบทสำคัญของประชาชนอัจฉริยะคือการสนับสนุนและสร้างการเข้าถึงและสภาพแวดล้อมสำหรับทุกคน (Inclusive Community) ด้วยการมีส่วนร่วม โลกทัศน์ที่เปิดกว้าง ความหลากหลายและความคิดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มความมั่นคั่งและการพัฒนานวัตกรรมในเมืองหรือชุมชนต่อไป
นอกจากที่กล่าวมาแล้วด้านบน แอพพลิเคชั่นของเมืองอัจฉริยะจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหากเรานำไปใช้ร่วมกับนโยบายขั้นพื้นฐานและมาตรการที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากนัก ประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดมากกับกลุ่มคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี (Digital Divide) เช่นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีรายได้ต่ำ ไม่ว่าเทคโนโลยีสำหรับเมืองอัจฉริยะจะก้าวหน้าไปมากเพียงใดในอนาคตข้างหน้า กิจกรรมทางกายภาพ การใช้เครื่องมือรูปแบบเก่าก็จะยังมีความสำคัญอยู่ เพราะในความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องยากมากที่ประชาชนทุกคนจะเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ทั้งหมด ในกลุ่มที่เข้าถึงได้แล้วก็อาจจะมีหลายส่วนที่ไม่สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ดีเพียงพอ แนวทางที่ดีสุดคือการหาความสมดุลและการบูรณาการทั้งระบบ เครื่องมือและนโยบายเชิงกายภาพและในโลกออนไลน์
กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจที่ประชาชนมีส่วนร่วมกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ประกอบไปด้วยโครงการ Citizen Relationship Management ในเมือง Braga ประเทศโปรตุเกส ที่เอาแนวทางด้านลูกค้าสัมพันธ์จากภาคเอกชนมาใช้กับองค์กรภาครัฐเพื่อให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนแบบเอาใจใส่ รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์, โครงการ CitizenLab ในเมือง Winchester สหราชอาณาจักรและเมือง Brussel ประเทศเบลเยียมที่จัดห้องวิจัยที่มีชีวิตโดยให้ประชาชนเป็นผู้นำในการดำเนินการด้วยตนเอง โครงการ Walkshop ในเมือง Vancouver ที่นายกเมืองเข้าไปจัดกิจกรรมเดินทัวร์กับประชาชนด้วยตนเองเพื่อสำรวจเมืองและดูสภาพปัญหาต่างๆ โดยไม่ใช้การประชาสัมพันธ์หรือสื่อมาทำข่าวเพื่อความเข้าถึงและความเป็นกันเองกับประชาชนเป็นหลัก
มีหลายโครงการที่ประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่นที่มีอยู่ให้ใช้ฟรีอยู่แล้วเช่น การใช้แอพพลิเคชั่นด้านการออกแบบอย่าง Pinterest เพื่อวิเคราะห์และสำรวจหาพื้นที่ท่องเที่ยวท้องถิ่น พื้นที่ประวัติศาสตร์ พื้นที่สีเขียวในเมืองที่กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวหรือประชาชนท้องถิ่น โปรแกรม Nextdoor ที่ช่วยในการจับกลุ่มในสังคมออนไลน์จากผู้อยู่อาศัยในละแวกเดียวกันเพื่อแบ่งปันแนวคิดใหม่ ข้อมูล ความรู้และไอเดีย โครงการ Citizens Academy ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเว็ปไซต์เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่พุ่งเป้าไปที่หัวหน้าชุมชนหรือผู้นำกลุ่มต่างๆ ในชุมชนเพื่อให้ข้อมูล ความรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่หัวหลักของท้องถิ่นในการคิดริเริ่มและพัฒนาโครงการในชุมชนด้วยตัวเอง โครงการ Cuppa’ Joe with Paul เป็นแฟลตฟอร์มในการแชร์กิจกรรมและข้อมูลที่เน้นการจัดการเสวนาเล็กๆ โดยนักพัฒนาเมืองตั้งแต่ผู้ว่า นักผังเมือง ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้แทนจากภาครัฐกับชาวบ้านเพื่อที่จะมีความเป็นกันเองและต่อเนื่องกันของนโยบายการพัฒนาเมืองท่องถิ่น เป็นต้น

Simonofski ได้แบ่งการประเมินระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเป็นสามกลุ่มคือ 1. ประชาชนในฐานะผู้มีส่วนร่วมในระบบประชาธิปไตย (Citizens as Democratic Participants) 2. ประชาชนในฐานะผู้ร่วมพัฒนา (Citizens as Co-Creators) และ 3. ประชาชนในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Citizen as ICT Users) ซึ่งการมีส่วนร่วมลำดับสูงที่สุดคือ ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลเปิดได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วประชาชนแต่ละกลุ่มมีศักยภาพและขีดความสามารถในการมีส่วนร่วมที่ต่างกัน เราควรที่จะต้องพัฒนาระบบและเครื่องมือเพื่อให้บริการที่เหมาะสมแก่กลุ่มคนเหล่านั้นทั้งหมด
เมื่อคำนึงถึงประเด็นที่ได้กล่าวมาทั้งหมดแล้ว ทางผู้เขียนเห็นว่าแนวทางห้องวิจัยที่มีชีวิต (Living Lab) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการพัฒนาเมืองอัจฉริยะผ่านประชาชนของเมืองร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ให้เกิดการพัฒนาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม
แนวทางห้องวิจัยที่มีชีวิตคือการทดลองนำแนวคิดและนโยบายต่างๆ ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทดลองเพื่อปรับแต่งและวัดผลกระทบที่จะเกิดกับพื้นที่และประชาชนในพื้นที่เหล่านั้น ในท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์ที่ได้จากห้องวิจัยที่มีชีวิตจะเป็นนโยบายและโครงการที่เน้นการพัฒนาโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางโดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภาครัฐและภาคเอกชน กรณีศึกษาที่ดีคือ โครงการ Sidewalk Lab ในเมือง Toronto ประเทศ Canada ที่นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐและผู้ลงทุนทดลองปรับแต่งโครงสร้างของย่านหนึ่งในเมืองร่วมไปกับประชาชนบนพื้นที่จริง ทั้งนี้อาจมีกิจกรรมรูปแบบอื่นประกอบกันไปด้วย เช่นการนำเสนอโครงการเพื่อระดมทุน (Crowdfunding) และระดมทรัพยากร (Crowdsourcing) ผ่านช่องทางออนไลน์และแอพพลิเคชั่น รวมไปถึงการพัฒนาระบบหรือแอพพลิเคชั่นสำหรับการมีส่วนร่วมที่มีอยู่แล้วหรือพัฒนาขึ้นมาใหม่

ENOLL ได้ให้คำจำกัดความของห้องวิจัยที่มีชีวิตไว้ว่า “ระบบนิเวศน์ที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลางและเปิดรับต่อวิธีการใหม่ๆ โดยใช้ระบบการสร้างและพัฒนาร่วมกันกับผู้ใช้งานในการก่อให้เกิดหุ้นส่วนร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชน (Public–private–people partnerships) เพื่อการประยุกต์กระบวนการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมในพื้นที่ชุมชนจริง” ขั้นตอนการดำเนินการของห้องวิจัยที่มีชีวิตที่ดีจะประกอบไปด้วย การริเริ่มโครงการ (Initiation) เพื่อเข้าสู้วงจรการพัฒนาโครงการ โดยเริ่มจากการวางแผนพัฒนา (Plan Development) การออกแบบร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ (Co-creative design) ที่จะเปลี่ยนแนวทางการทำงานจากการสั่งงานหรือปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นแบบแนวดิ่งเป็นรูปแบบที่มีการเชื่อมโยงกันในรูปแบบที่มีความซับซ้อนแต่มีการปฏิสัมพันธ์กันทั้งแนวราบแนวดิ่งและแนวแทยง การเผยแพร่ข้อมูล (Dissemination) การปรับแต่ง (Refinement) การประเมิน (Evaluation) และการนำไปใช้จริง (Implementation) เพื่อท้ายที่สุดจะสามารถนำโครงการหรือบทเรียนที่ได้ไปทำซ้ำ (Replication) ได้ในบริบทอื่นต่อไป

การที่ห้องวิจัยที่มีชีวิตจะสำเร็จได้นั้น ภาคมหาวิทยาลัยและภาคการศึกษามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังที่การวิจัยด้านเมืองอัจฉริยะหลายโครงการได้ข้อสรุปว่ามหาวิทยาลัยสามารถเป็นทั้งเมืองต้นแบบ พื้นที่ทดลองและตัวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพราะมหาวิยาลัยมีศักยภาพมากที่สุดรวมไปถึงมีบทบาทที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายและการบูรณาการของศาสตร์หลายแขนง ความสามารถในการเป็นหน่วยงานกลางระหว่างทุกภาคส่วนที่จะจัดสรร วิเคราะห์ จัดลำดับความสำคัญและส่งต่อข้อมูลที่ได้จากเทคโนโลยีและระบบเพื่อเมืองอัจฉริยะไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปได้ ทางภาครัฐก็ให้บทบาทงานวิจัยแก่มหาวิทยาลัย ภาคเอกชนในปัจจุบันก็เริ่มให้ทุนและพัฒนาโครงการวิจัยร่วมกันกับภาคการศึกษามากขึ้น การทดลองกิจกรรมและระบบของเมืองอัจฉริยะโดยเฉพาะในกิจกรรมของ Urban Living Lab นั้นก็มีความคล้ายคลึงกันกับการจัดการเรียนการสอนแบบสตูดิโอและห้องแลปเชิงปฏิบัติการณ์ของมหาวิทยาลัยอยู่แล้วซึ่งสามารถนำมาผนวกกันได้ไม่ยากนัก ที่สำคัญที่สุดทางมหาวิทยาลัยควรจะมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย (Place-making) ไปพร้อมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากพื้นที่รอบๆ อยู่แล้ว
Boyer ยังได้กล่าวไว้ว่าทางมหาวิทยาลัยควรจะเป็นองค์กรวิชาการที่มีการปฏิสัมพันธ์ (Engaged Scholarship) กับทุกภาคส่วนอย่างสร้างสรรค์เพื่อสื่อสารและเป็นตัวเชื่อมระหว่างนักวิชาการและนักปฏิบัติการ และ Hambleton ได้ขยายความต่อผ่านผังแนวคิดองค์กรวิชาการที่มีการปฏิสัมพันธ์ที่ประกอบไปด้วยการวิจัย การศึกษานโยบายและการปฏิบัติจริง ทั้งสามองค์ประกอบนี้มีความคล้ายคลึงกับผังความคิดองค์ประกอบของห้องวิจัยอัจฉริยะที่ถูกเสนอโดยบริษัท Ecovat ในด้านนวัตกรรม แนวคิดและการบริการ

Boyd Cohen นักวิชาการด้านการวางนโยบายเมืองและเมืองอัจฉริยะได้ให้คำจำกัดความของเมืองอัจฉริยะไว้สามระดับคือ 1) เมืองอัจฉริยะระดับ 1.0 คือวิสัยทัศน์ที่เน้นเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางการพัฒนาซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อทำให้เกิดเมืองที่นวัตกรรมและความมีประสิทธิภาพเป็นตัวนำการพัฒนา 2) เมืองอัจฉริยะระดับ 2.0 คือวิสัยทัศน์ที่รัฐบาลเป็นผู้นำโดยเน้นที่การประยุกต์และการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีมาเป็นหนทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเมือง และ 3) เมืองอัจฉริยะระดับ 3.0 คือวิสัยทัศน์ที่ประชาชนหรือมนุษย์เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับการร่วมสร้าง (Co-creation) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและทำให้เกิดความมั่นคั่ง
ถึงแม้ว่าเมืองส่วนใหญ่ทั่วโลกจะยึดถือแนวทางการพัฒนาเมืองในระดับ 1.0 หรือ 2.0 เป็นหลัก แต่มีงานศึกษาหลายชิ้นที่ได้มีข้อโต้แย้งว่าการพุ่งเป้าไปที่สองระดับนี้โดยไม่มีการศึกษาและทำความเข้าใจถึงบริบท องค์ประกอบของสังคมและแก่นแท้ของความเป็นเมืองอัจฉริยะว่าทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อยู่อาศัยในเมืองเป็นหลักก่อนแล้วนั้นก็จะเป็นเรื่องยากมากที่แนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของประเทศที่กำลังพัฒนา
ดังนั้นเป้าหมายความเป็นเมืองอัจฉริยะที่ผู้เขียนต้องการพัฒนาให้เกิดคือ เมืองอัจฉริยะระดับ 3.0 ที่ยึดถือแนวทางการพัฒนาจากล่างขึ้นบนที่เป็นความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนอย่างสร้างสรรค์ ยืดหยุ่นและต่อเนื่องผ่านกระบวนการที่มีการบูรณาการเครื่องมือ ระบบ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะรูปแบบใหม่เพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคมเมืองเพื่อคนทุกกลุ่ม (Inclusive Urban Society) โดยจะยึดถือ 4 ภาคส่วนในโมเดล Quadruple Helix เป็นแกนนำการพัฒนาสังคมเมืองอัจฉริยะ โมเดล Quadruple Helix ที่ธุรกิจรูปแบบใหม่นิยมนำไปใช้พัฒนาธุรกิจ ได้ระบุว่า 4 เสาหลักของการพัฒนานโยบายที่สร้างสรรค์และเอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมคือภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษาและประชาชน

จนกว่าจะถึงวันที่เราสามารถจัดหาและสร้างศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพให้กับประชาชนทุกกลุ่มแล้ว ห้องวิจัยที่มีชีวิต (Living Lab) จะเป็นนวัตกรรมสำคัญในการช่วยให้เมืองอัจฉริยะไม่เป็นเพียงวาทกรรมหรือความฝันที่ไกลตัวประชาชนเมืองอีกต่อไป
1) นายกฯ สั่งขับเคลื่อน ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ ก้าวสู่ยุค 4.0 ลั่น! “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” 9 กุมภาพันธ์ 2561 http://www.thansettakij.com/content/257747
2) Anthony Simonofski, Johannes De Smedt, Estefanía Serral Asensio, Monique Snoeck, 2017: Citizen Participation in Smart Cities: Evaluation Framework Proposal
3) Boyd Cohen, 2014: The Smartest Cities in The World 2015: Methodology
4) Kris Steen & Ellen van Bueren, 2017: Urban Living Labs: A Living Lab Way of Working
5) Malin Lindberg & Monica Lindgren & Johann Packendorff, 2012: Quadruple Helix as a Way to Bridge the Gender Gap in Entrepreneurship: The Case of an Innovation System Project in the Baltic Sea Region, Springer Science+Business Media, LLC 2012
6) Robin Hambleton, 2014: From the Smart City to the Wise City: The role of universities in place-based leadership
7) Thomas Mueller, 2017: Call for a Human-Centric Smart City Approach
8) Thomas Mueller, 2017: Towards a New Paradigm of the Smart City