My Cognitive Revolution #6
ไปดูหนังพี่ตูนมา
https://www.youtube.com/watch?v=ZMJJobqe5CU
ทึ่งในความพยายาม
นึกถึงตอนที่พยายามทำโปรเจ็คให้จบใน 1 เดือน ทั้งที่ของที่ทำมาก่อนหน้านั้นแทบใช้ไม่ได้เลย และต้องรื้อใหม่เกือบทั้งหมด
สิ่งดำรงชีวิตตอนนั้นมีแค่ น้ำหวาน วิตามินบีรวม อาหารมื้อเช้าที่ต้องกินดีๆ และกาแฟสตาร์บัค (เพราะต้องนัดเจอน้องให้ไปช่วย)
ความรู้เรื่องโค้ดดิ้งเรามีเท่าไส้ติ่ง ก็หาโค้ดเอาจากในเนต เรื่องโครงสร้างการเขียนแอปให้มีระเบียบที่ดีไม่ต้องพูดถึง
นอนวันละ 3 ชั่วโมง ระหว่างนอนก็คิดไปว่าจะทำยังไงเพื่อให้ตื่นมาก็ทำได้เลย
ทิ้งเงินเดือนไปครึ่งเดือน
ตอนไปสอบเหลือกกน. ตัวสุดท้ายพอดี
แต่พอผ่านมาได้มันก็มีกำลังที่จะทำอะไรต่อมิอะไรในชีวิตอีกโข
และทุกวันนี้เรายังขอบคุณตัวเราเองที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ไปตั้งแต่แรก ที่อยู่ๆ เราก็มีอาการสารพัดป่วยแบบไม่น่าเชื่อ
(จนตอนนี้เราเพิ่งจะเริ่มกลับมาฝึกให้มันเป็นที่เป็นทางได้ชั่วโมงนึง — ฮ่า — หลังจากมีความโค้ดดิ้งโฟเบียไปพักใหญ่) — เอาจริงๆ เรากำลังถูกอาชีพของเราบังคับให้ทำ
เรื่องพี่ตูนมันจะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ความพยายามของคนไปได้อีกเยอะมาก และมันจะเป็นเรื่องที่หลายคนหยิบมาเป็นพลังในการทำอะไรที่ดูเหมือนเป็นไปได้ยากให้สำเร็จ
การไปมาราธอน (ทั้งที่ซ้อมวิ่งวันละแค่ 10 กม.) และ ไตรกีฬา (ทั้งที่ฝึกเปลี่ยนเกียร์จักรยานตอนขึ้นเขาจากยูทูป กับปั่นจริงในสวนรถไฟอาทิตย์ละ 10 กม. และเช่าโร้ดไบค์ในวันแข่งเพราะจักรยานที่ฝึกไปมันไม่เหมาะกับการใช้งาน) ก็เป็นตัวอย่างนึงของเราเอง
เรื่องพวกนี้เราถูกคำพูดดับฝันจากหลายคนนะ — แต่เราเป็นคนที่ทำสำเร็จไง ความสุขมันเกิดขึ้นแล้วกับเราเอง — จะสนใจคำพูดคนที่ยังไม่เคยทำทำไม — อันนี้เป็นบทเรียน
มันยังมีอีก 3 อย่างที่เราจะต้องทำตามที่เราเขียนเอาไว้ล่วงหน้าในนามบัตรตัวเองที่อยากจะเห็นตัวเองในปี 2020
และตอนนี้เราก็อยู่ในสิ่งแวดล้อมในสถานการณ์ที่เหมาะสมพอดี
เหลือแค่ต้องปีนกำแพงความโฟเบียต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางไปให้ได้
ปี 2020 มันจะเป็นปีที่มีอะไรต่อมิอะไรเกิดขึนในชีวิตเราเยอะมาก
และมันก็เป็นผลงานของเราที่ทำตั้งแต่ตอนนี้
หมดเวลาเวิ่นเว้อ
แล้วก็ลงมือทำส่วนของตัวเองได้ละ
ราตรีสวัสดิ์
พรุ่งนี้ตื่นวิ่ง :)