แคนาดาประเทศที่น่าชื่นชมที่สุดในโลก

ในปี 2017 นี้แคนาดาเพิ่งฉลองวันเกิดครบรอบ 150 ปีไป ในวันที่ 1 กรกฎาคม (สุขสันต์วันเกิดน้าาา~ แคนาดา) เมื่อพูดถึงแคนาดาเป็นประเทศแน่นอนและเป็นบ้านเกิดของเหล่าดารา นักร้องที่โลดแล่นอยู่ในฮอลลีวูด แบบที่พูดชื่อไปแล้วต้องร้องอ๋อกันทุกคน ชาวแคนาดาที่ถูกพาดหัวข่าวการเมืองระดับนานาชาติคงหนีไม่พ้นนายกรัฐมนตรีอย่าง จิสติน ทรูโด (Justin Trudeau)

ในปีที่แคนาดาครบรอบ 150 ปีนี้ แคนาดากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยม รวมถึงเป็นประทศที่ได้รับการยกย่องจากนานาชาติ บางทีหลายคนอาจจะสงสัยว่า แคนาดามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกันนะ? อะไรที่เป็นความสำเร็จของแคนาดาในรอบ 150 ปีนี้? และมุมมืดของแคนาดา เรามาเริ่มรู้จักแคนาดากันเลย

แคนาดาเป็นประเทศที่ไม่เหมือนกับประเทศทั่วๆไป โดยอาณาเขตเป็นอันดับที่ 2 ของโลกทำให้แคนาดามีเขตเวลาที่ต่างกันถึง 6 เขตด้วยกัน รวมถึงแคนาดาเป็นประเทศที่มีแนวชายฝั่งมากที่สุดในโลกอีกด้วย ทุกคนคงทราบกันดีว่าอาณาเขตกับชายฝั่งมันไปเกี่ยวอะไรกับความร่ำรวยหรือความสำเร็จของแคนาดา อย่างงั้นแล้วอะไรคือกุญแจความสำเร็จของแคนาดาล่ะ

ในหนึ่งกุญแจสำคัญเลยคือปีแห่งหายนะช่วงปลายยุค 80s จนถึงช่วงต้นยุค 90s ในระยะนั้นแคนาดาประสบกับหายนะความชะงักงันทางเศรษฐกิจ จนถึงจุดที่ว่า Wall Street Journal ขนานนามให้แคนาดาเป็น “สมาชิกกิตติมศักดิ์ของโลกที่สาม (an honorary member of the Third World)” เพราะพวกเขาไม่สามารถควบคุมการเงินของรัฐบาลได้ แต่ฝันร้ายกำลังจะหมดไป………

หลังจากนั้นแคนาดารู้แล้วว่าจะเล่นเกมนี้ยังไง และอะไรที่ฉุดดึงไม่ให้แคนาดาไปต่อได้ ชาวแคนาดาทุกคนจะเข้าใจความหมาย 2 คำนี้ดีคือ “ความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness)” และ “การบูรณาการ (integration)” หลังผ่านความเลวร้ายมา ชาวแคนาดาเริ่มคิดถึงรายจ่ายเป็นสิ่งสำคัญ ต้องคิดก่อนจ่ายว่ามันไปสร้างอะไร ชาวแคนาดาสำรวจความต้องการของตนเองแล้วพบว่า พวกเขาต้องการ การลงทุน ธรุกิจ และค้าขาย….ที่มาพร้อมกับข้อตกลงที่เป็นธรรม และก็อย่างที่พูดไป

ทุกวันนี้แคนาดาเป็นประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 6 ของโลก แต่ก่อนพูดถึงเสรีภาพมาพูดถึงเสรีภาพของเศรษฐกิจแคนาดากันก่อน สถาบัน Fraser ได้เผยแพร่ “Human Freedom Index” ทุกปีโดยวัดสัดส่วนจากเสรีภาพทางเศรษฐกิจและพลเมือง การวัดนั้นง่ายมากโดยวัดว่าเราทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้บ้าง และผลคือแคนาดาได้อันดับที่ 6 ไปครอง เพื่อให้การเปรียบเทียบง่ายยิ่งขึ้น สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 23 และ เมืองไทยอยู่ที่ 107

บางทีคำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่การกระจายอำนาจ (decentralization) อย่างแข็งขันของประเทศ แคนาดาแบ่งออกเป็น 10 จังหวัดและ 3 ดินแดนซึ่งมีกฎระเบียบแตกต่างกันไป ในปี 2017 แคนาดาได้เซ็นข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน “ข้อตกลงการค้าระหว่างภูมิภาคนี้คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจนับพันล้านเหรียญ (New inter-provincial trade deal expected to add billions to economy) — The Globe and Mail” ผลจากการกระจายอำนาจทำให้บริษัทที่ดำเนินการอยู่ในภูมิภาคเดียวไม่สามารถอยู่ได้เพราะรายจ่ายที่สูง เพราะฉะนั้นบริษัทจึงกระจายออกไปตามเขตต่างๆเพื่อลดรายจ่าย ซึ่งก็มีกฎระเบียบที่แตกต่างกันอีกที

“น้ำมันเบนซินในออนตาริต้องมีเอทานอลอย่างน้อย 5% แต่แมนิโทบาต้องมี 8.5% ผสมกัน (In Ontario petrol must be at least 5% ethanol; Manitoba insists on an 8.5% blend.) — The Economist”

ด้านดีก็คือเป็นตัววัดการทำงานของรัฐบาลกลาง ทำให้รัฐบาลกลางต้องมีนโยบายเพื่อพลเมืองพอสมควร ทำให้แคนาดาเคลื่อนด้วยนโยบายสาธารณะที่ดี แคนาดายังขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยการยอมรับว่าความหลากหลายไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นทั้งหลักประกันและแหล่งที่มาทางโอกาสด้านต่างๆ และแน่นอนว่าทุกวันนี้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมมักจะขึ้นอยู่กับค่านิยมเช่น ประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และ ความเสมอภาคของคนในสังคม นั่นหมายความว่าการที่จะเป็นชาวแคนาดาและได้รับการต้อนรับจากประเทศแคนาดาด้วย เราไม่จำเป็นต้องแทนที่วัฒนธรรมเดิมของเรากับวัฒนธรรมอื่นๆ เพียงแค่ยอมรับและมุ่งมั่นที่จะปฎิบัติตามค่านิยมของชาวแคนาดาก็พอแล้ว

ดูสิแคนาดามีประชากรที่อพยพเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งของโลก 1 ใน 5 ของคนแคนาดาไม่ได้เกิดที่แคนาดา และบางเมืองอย่างเช่นโตรอนโตตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 2 หรือสูงกว่านี้ และดูเหมือนว่าทุกปีจะมีผู้อพยพใหม่ๆเข้ามาอยู่กว่า 300,000 คน และรู้หรือไม่? ไม่มีปัญหาอะไรเลย การอพยพเข้าแคนาดานั้นไม่ได้ทำได้โดยเสรี แต่ขึ้นอยู่กับหลัก 3 ประการ จุดประสงค์ (points), การรวมตัวครอบครัว (family reunification) และผู้ลี้ภัย (refugees) การอนุญาตให้พำนักหรืออนุญาตให้ทำงานจะพิจารณาจากข้อเสนองาน, ระดับการศึกษา และ ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ

แล้วผลเป็นอย่างไร? กว่า 80% ของชาวแคนาดาเห็นว่าการอพยพเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจ ไม่ต้องแปลกใจเมื่อดูจากสถิติแล้วจะเห็นว่าผู้อพยพที่กลายเป็นชาวแคนาดาใหม่เอี่ยมนี้ มีการศึกษามากขึ้น ทำงานมากขึ้น สร้างสรรค์ธุรกิจมากขึ้น และเบิกใช้งบประกันสังคมน้อยลง

แล้วแคนาดามีข้อบังคับสำหรับการอพยพหรือเปล่า? แน่นอน แต่เป็นเรื่องยากที่จะหา อันที่จริงตั้งแต่ปี 1977 ชาวแคนาดาสามารถถือสัญชาติอื่นได้โดยไม่มีข้อจำกัด ดังนั้นเมื่อมีผู้อพยพเข้าไปในแคนาดา หลังจากนั้นหลายปีผู้อพยพถึงได้พาสปอร์ตของแคนาดา และผู้อพยพไม่ต้องละทิ้งสัญชาติเดิมของตัวเอง สิ่งที่แสดงสปิริตของแคนาดาได้ดีที่สุดคือนายกรัฐมนตรีอย่าง จิสติน ทรูโด

จิสติน ทรูโด เป็นนักการเมืองชื่อดัง ที่เข้ามาทำงานนี้เมื่อปี 2015 โดยวัย 44 ปี ทุกวันนี้ทรูโดกลายเป็นนักการเมืองชื่อดังที่สุดในโลกไปแล้ว ในแคนาดาก็เช่นกัน โพลก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า จากผลการสำรวจล่าสุดของ Abacus Data เกี่ยวกับความเป็นผู้นำของทรูโดแสดงให้เห็นว่าชาวแคนาดากว่า 70% มั่นใจว่าทรูโดจะจัดการความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตรชาติต่างๆได้ 63% เชื่อว่าทรูโดจะตัดสินใจพร้อมกับมีความรับผิดชอบ 62% เชื่อว่าทรูโดจะตัดสินใจได้อย่างดี จะมีนักการเมืองคนไหนในโลกที่ได้รับเรตติ้งด้านบวกเช่นนี้ (ยกเว้นเมืองไทยที่ไม่รู้ว่าโพลไปสำรวจกันตอนไหนนะครับ)

แน่นอนว่า จิสติน ทรูโด ไม่ใช่นักการเมืองกิ๊กก๊อก นายกรัฐมนตรีของแคนาดามีระเบียบวาระและรูปแบบทางการเมืองไม่เหมือนกับทั่วๆไป ดูจากคณะรัฐมนตรีก็ได้ 15 คนจากรัฐมนตรี 30 คน เป็นผู้หญิง บางคนเป็นทหารบอสเนียหรืออัฟกานิสถานเก่า อาสาสมัครเต็มเวลาในไนเจอร์ อดีตผู้บริหาร และแม้กระทั่งรัฐมนตรีที่เป็นซิกข์ (ศาสนาซิกข์) ยังมีอาห์เมด ฮัสเซ็น (Ahmed Hussen) ผู้อพยพชาวโซมาเลียที่อพยพมาตั้งแต่อายุ 16 ปี ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการอพยพ การเมืองของทรูโดให้ความสำคัญกับความเป็นนานาชาติเอามากๆ

หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญของรัฐบาลชุดนี้คือการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ เห็นได้จากคำพูดของรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ “อุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อคนที่พวกเขากำลังช่วยเหลือ การเติบโตของอุปสรรคจะยับยั้งนวัตกรรมและทำลายการจ้างงาน นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ (Rising trade barriers hurt the people they are intended to help. The curb growth, stifle innovation and kill employment. This is a lesson we should learn from history.)” คริสเตีย ฟรีแลนด์ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของแคนาดา

นี่คือเหตุผลว่าทำไมทรูโดจึงเซ็นสัญญาการค้าเสรีแม้แต่กับจีน แถมทรูโดไม่ได้ปฎิเสธลัทธิคุ้มครองการค้า (protectionism) ทรูโดต้องการกระตุ้นผลผลิตด้วยการนำปัญญาประดิษฐ์และการใช้เครื่องจักรกลอัตโนมัติ (automation) เราจะต่อต้านเทคโนโลยีไปทำไม หากเราลองมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีต่างช่วยให้คุณภาพของชีวิตผู้คนดีขึ้น และสร้างงานให้มากขึ้น แน่นอนว่าอาจจะดูเป็นเรื่องซับซ้อนเกินไปที่จะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงผลผลิต แต่ความเป็นจริงแล้วจะมีผู้นำโลกสักกี่คนกัน ที่จะปกป้องพวกเทคโนโลยี (pro-technology) นี้ พูดถึงงานที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน ยังมีงานท้าทายอื่นๆต่อรัฐบาลชุดนี้ หนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ทำให้เรื่องนี้แคนาดากลายเป็นกรณีศึกษาของเหล่านานาชาติ

ทรูโดเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เข้าร่วม LGBTQ Pride และล่าสุดกับนโยบาย Canada’s Feminist International Assistance Policy รัฐบาลทรูโดแกไม่ลังเลที่จะประกาศว่าเป็นผู้สนับสนุนแฟมินิสต์ และเหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาลชุดนี้ทุ่มเงินมหาศาลไปกับความร่วมมือระหว่างประเทศที่ช่วยให้สตรีมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น มันอาจจะดูเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์แต่ภาพลักษณ์บางกรณีก็เป็นสิ่งจำเป็น เรามาดูท่าทีการปฎิบัติต่อผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย ใส่ใจกับคำพูดนี้ให้ดี “จนถึงตอนนี้มีผู้ลี้ภัยชาวซีเรียอยู่ในแคนาดากว่า 40,000 คน กว่าครึ่งหนึ่งขอบคุณต่อการสนับสนุนของชาวแคนาดาที่มีไมตรีจิตต่อพวกเขา นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของความสามัคคี”

ถึงแม้ว่า การปฎิบัติของพวกเขาช่างดูใจกว้าง รักเพื่อนมนุษย์ และดูน่ารักมุ้งมิ้งเลยทีเดียว แต่รัฐบาลชุดนี้กลับประกาศความตั้งใจว่าจะเพิ่มทหารประจำการมากขึ้นกว่า 70% ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี 2024 สร้างกองทัพที่ปราดเปรียวและติดอาวุธที่ทันสมัย อ่านดูแปลกๆไหมครับ