
#priwreadbooks คิดแค่ 1 แต่ได้ผล 100
#welearn โมะริกะวะ อะกิระ
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบริษัท อาจไม่ใช่ ผลกำไร ความสุขของพนักงาน แบรนด์ กลยุทธ์ หรือโมเดลธุรกิจ แต่เป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมออกมาให้ได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทที่สามารถทำเช่นนั้นได้จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าบริษัทสร้างผลิตภัณฑ์ยอดนิยมได้ สิ่งที่จะได้รับตามมาก็คือผลกำไร ความสุขของพนักงาน และแบรนด์ แต่ถ้าบริษัทสร้างผลิตภัณฑ์ยอดนิยมไม่ได้ ทั้งกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจ ก็เป็นเพียงแค่เศษกระดาษเท่านั้น
ส่วนใหญ่คนเรากลุ้มใจกับคุณค่าที่เปลือกนอก ทั้งที่ความจริงแล้วเราควรให้ความสำคัญกับการขบคิดให้ได้ว่า อะไรคือแก่นแท้ ถ้าไม่คิดอย่างเรียบง่ายแบบนี้ก็ยากที่จะทำอะไรให้สำเร็จได้
- ไฟในตัวเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จ
- ถ้าถามว่าธุรกิจคืออะไร มันคือห่วงโซ่ของ การจัดหา กับ ความต้องการ ไม่ว่าผู้คนจะต้องการสิ่งใดคนที่สามารถจัดหาสิ่งนั้นให้พวกเขาได้ก็จะอยู่รอดถึงแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปสักแค่ไหนก็ตาม ถ้าเรามัวแต่ยึดติดอยู่กับการแสวงหาความอุ่นใจโดยเลือกทำงานกับบริษัทใหญ่ เชื่อฟังเจ้านาย หรือพยายามดิ้นรนให้ได้เลื่อนตำแหน่ง เราก็จะถูกกำจัดออกจากห่วงโซ่นี้ในสักวัน
- เราควรคิดให้เรียบง่ายและคำนึงถึงผู้ใช้บริการเท่านั้น เมื่อเราจดจ่ออยู่กับการสร้างสิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องการจริงๆ สุดท้ายชัยชนะก็จะมาหาเราเอง
- การบริหารไม่ใช่การควบคุม ความเป็นอิสระคือบ่อเกิดของนวัตกรรม
- สิ่งที่สำคัญกว่าเงินคือหัวใจ ควรหันมาให้ความสำคัญกับความรักที่มีต่อลูกค้าและความรักที่มีต่อผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองมีส่วนร่วม
- บุคลากรคือตัวกำหนดทุกอย่างของบริษัท คนเจ๋งๆ จะดึงดูดคนเจ๋งๆ เข้ามา
- งานไม่ใช่สิ่งที่ได้รับมอบหมายแต่เป็นสิ่งที่เรากำหนดได้ด้วยตัวเอง ตราบใดที่ยังตั้งรับและรอให้งานเข้ามาหา เราก็จะได้ทำแต่งานที่ไม่ชอบ แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายเริ่มลงมือทำด้วยตัวเองอย่างไรก็ย่อมดีกว่าแน่นอน
- มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ พอได้เงิน ชื่อเสียงมาแล้ว เราก็จะพอใจกับจุดที่เรายืนอยู่จนยากที่จะพัฒนาตัวเองให้เติบโตขึ้น ส่งผลให้เรายึดติดอยู่กับสองสิ่งนี้มากกว่าความสามารถในการทำงานของตัวเอง สุดท้ายเราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม
- คนเราล้วนอยากได้รับการยอมรับจากใครสักคน คนที่พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขแบบนี้ต่างหากที่สามารถเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ
- จงใช้ชีวิตไปตามความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง เพราะนี่เป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ในการสร้างงานที่ดี
- อย่าใส่ใจคนรอบข้าง สิ่งที่ควรกลัวคือผู้ใช้บริการไม่ใช่คำวิจารณ์ในที่ทำงาน
- ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคือตัวอันตราย อย่าหลงลืมแก่นแท้ของสิ่งที่กำลังทำอยู่
- บางครั้งการไม่มีทรัพยากรอะไรเลยต่างหากที่ช่วยให้เราพัฒนาได้มากขึ้น ขณะที่กำลังลองผิดลองถูกเราจะเริ่มเชื่อมั่นมากขึ้น ความเชื่อมั่นแบบนี้จะกลายเป็นบ่อเกิดแห่งความมั่นใจในตัวเอง
- คิดให้เยอะจนกว่าจะมั่นใจ ถ้าคิดมาเป็นอย่างดีต่อให้ล้มเหลวก็สามารถใช้เป็นรากฐานของความสำเร็จได้
- ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ดีหรือแย่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจึงควรสนุกไปกับเรื่องที่น่ากังวลจะดีกว่า หันมาใช้ชีวิตด้วยการมองโลกในแง่บวกว่า เพราะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี่แหละเราถึงมีโอกาสอีกมากมาย
- อย่าให้บริษัทกลายเป็นสวนสัตว์ จงเป็นบริษัทที่ให้ผลตอบแทนแก่คนที่มีผลงาน
- ทิ้งความสำเร็จที่ตัวเองสร้าง เป็นวิธีที่จะช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการทำงาน
- พูดอย่างตรงไปตรงมา คำพูดอ้อมค้อมทำให้งานเสีย ไม่ว่าตัวเองจะถูกมองว่าอย่างไร แต่ถ้ามันจำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย เราก็ต้องบอกอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา นี่คือความจริงใจของคนทำธุรกิจ
- คนเก่งจะไม่ทะเลาะกับใคร พวกเขาจะเรียกสติกลับมาเพราะพวกเขาทำงานด้วยความคิดที่ว่าอยากสร้างสิ่งดีๆ ขึ้นมา
- ใช้วิธีประเมินผลการปฏิบัติงานที่เรียบง่ายที่สุด เรียกว่าประเมินแบบ 360 องศาพนักงานแต่ละคนจะถูกประเมินด้วยเกณฑ์ต่างๆ จากหลายทิศทาง ทั้งหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง คนที่ถูกประเมินว่า ไม่มีคุณอยู่ในบริษัทนี้ก็ไม่เป็นไร จะต้องปรับปรุงตัวเองโดยด่วน
- บริษัทไม่ใช่โรงเรียน ความอยากเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้
- คนที่ไม่มีไฟในการทำงาน คือคนที่ขาดคุณสมบัติของมืออาชีพ บริษัทไม่จำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน ถือเป็นปัญหาส่วนตัวของพนักงานแต่ละคน ถ้าสัตว์ป่าในทุ่งหญ้าสะวันนาคิดว่า ช่วงนี้ไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการล่าเหยื่อเลย พวกมันก็อดตาย
- ผู้นำที่แท้จริงต้องใช้ความฝันตัวเองขับเคลื่อนคนอื่น
- คนที่คลุกคลีกับงานคือคนที่ตัดสินใจได้ดีที่สุด
- อย่าสร้างระบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่มีความเห็นใจในการทำธุรกิจ
- ปรัชญาการทำงานที่ร่างขึ้นมาเป็นตัวการทำลายบริษัท
- ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เราเอาตัวรอดในยุคที่ทุกอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง คือความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
- กลยุทธ์ที่ดีต้องเรียบง่าย สารที่เข้าใจยากจะทำให้คนที่ปฏิบัติงานสับสน
- ถ้ามัวแต่ปกป้องสิ่งที่เคยเป็นความสำเร็จในอดีต ก็จะบุกต่อไปไม่ได้สักที
- แผนงานไม่จำเป็นต้องประกาศให้รู้ทั่วถึงทั้งองค์กร เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้พนักงานได้สร้างสิ่งดีๆ มีอำนาจเต็มที่ในงานที่ดูแลรับผิดชอบ
- อย่าแยกคนวางแผนออกจากคนปฏิบัติงาน
- คู่มือการทำงาน คือตัวการทำลายความคิดสร้างสรรค์
- บริษัทควรมอบอำนาจให้คนทำงาน เปลี่ยนมาใช้วิธีบริหารแบบทีมฟุตบอล ตลอดจนยกเลิกกฎระเบียบที่ขัดขวางความรวดเร็วในการทำงาน ผลที่ตามมาก็คือองค์กรจะสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ด้วยความเร็วสูงสุด
- กระจายอำนาจให้กับลูกน้องที่ไว้ใจได้ กำจัดคนที่เป็นตัวเพิ่มการประชุม
- การรู้ข้อมูลเกินความจำเป็นจะทำให้คิดฟุ้งซ่าน
- ผู้ใช้บริการต้องการสิ่งที่มีคุณค่าไม่ใช่ความแตกต่าง
- ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการในตอนนี้ ไม่ใช่การตั้งเป้าไปที่การสร้างนวัตกรรม นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามุ่งมั่นที่จะแสวงหาสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้ใช้บริการอย่างสุดความสามารถ
- เพิ่ม “คุณภาพ x ความเร็ว” ให้ได้มากที่สุด เมื่อเราจดจ่ออยู่กับคุณภาพ เราจะถูกบีบให้ต้องทำความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วผู้ใช้บริการกำลังต้องการอะไร
- ให้ความสำคัญกับการออกแบบ การใช้งานง่ายต้องมาก่อน
- อย่าหวังคำตอบจากลูกค้า ลูกค้าจะไม่บอกคำตอบที่แท้จริงให้เราหรอก หากเราฟังเสียงของลูกค้าผิวเผิน ก็จะมีโอกาสเดินผิดทางได้ เราจึงจำเป็นต้องขุดค้นคำตอบของลูกค้าให้ลึกลงไปเรื่อยๆ แล้วคิดว่า อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง
สุดท้ายชีวิตคนเราก็ขึ้นอยู่กับว่า จะทำหรือไม่ทำ เท่านั้นเอง
ถ้าไม่ตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่าง เราก็ไม่อาจก้าวต่อไปข้างหน้าได้ เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าสิ่งที่เลือกนั้นจะผิดหรือถูก แต่ถ้าเอาแต่กลัวแล้วไม่ลงมือทำอะไรเลยก็ถือว่าไร้ประโยชน์สิ้นดี เราต้องหาคำตอบที่เรียบง่ายในแบบของตัวเองให้เจอ แล้วลองทุ่มเทกับมันอย่างสุดความสามารถ
การทำให้ผู้คนมีความสุข เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข นี่อาจจะเป็นแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยก็ตาม
เราไม่ควรทำงานหรือใช้ชีวิตแบบที่เก็บกดความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเอาไว้ แล้วทำงานตามคำสั่ง ทำตามคู่มือราวกับเป็นเครื่องจักรชีวิต แบบนั้นจะทำให้เราใส่ใจความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นน้อยลงเรื่อยๆ
