#priwreadbooks แผนสอง inochi no pokayoke แผนสำรองของชีวิต

Parima Spd
Sep 5, 2018 · 2 min read

malimali

เฮ้อ… เป็นเสียงถอนหายใจที่เราได้ยินได้ฟังบ่อยๆ แม้กระทั่งทำเสียงนี้ด้วยตัวเอง

  • จำครั้งสุดท้ายที่ถอนหายใจได้ไหม
  • จำครั้งสุดท้ายที่เหนื่อยใจได้ไหม
  • เคยบ้างไหมที่รู้สึกว่าใครๆ ก็ทำร้ายเรา ไม่เข้าใจเรา
  • ชีวิตจนมุมไม่มีทางออก ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหนดี
  • รู้สึกว่าคนอื่นได้ดิบได้ดี แต่เรายังไม่ไปไหนเลย
  • รู้สึกเหมือนไม่ขาดอะไร รอบตัวเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ครบครันแต่ในใจอะไรมันหายไปไม่รู้
  • เคยบ้างไหมที่รู้สึกว่าเป็นทุกข์

ทุกคนในโลกเป็นทุกข์เองได้ตั้งแต่เกิด และล้วนแต่มีทุกข์จากเรื่องคล้ายๆ กัน แต่เราก็มักไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องคิดอะไรกันขนาดนี้ เรามักมีชีวิตกันเพียงแบบเดียวซึ่งว่าด้วยการทำอย่างไรให้ได้มาแล้วจะสุข สิ่งที่ทำให้ใจหดหู่มันคือความทุกข์ เป็นความรู้สึกที่ไม่ชอบ เราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่แย่

สิ่งที่เราเรียนรู้และทำตั้งแต่นั้นมาคือวิ่งเข้าหาสิ่งที่นำพาเราไปสู่ใจที่พองโต และวิ่งหนีสิ่งที่ทำให้ใจห่อเหี่ยว

ถ้าเรื่องมันง่ายแค่ว่าเมื่อเราต้องการความสุข แล้วพอเราได้ความสุขก็จะจบลงก็คงดี เรื่องต้องการความสุขมันไม่ได้จบในเล่ม ไม่ได้มีเพียงตอนเดียว เราต้องการความสุขหลายรูปแบบ จึงต้องแสวงหามันไปเรื่อยๆ และความสุขโดยทั่วไปมักมีวันหมดอายุ เราจึงต้องต่ออายุมันไปเรื่อยๆ เนื่องจากเราแปะป้ายความสุขให้หลายสิ่งหลายอย่างมาก เราอาจคิดว่าชีวิตเราก็คงไม่ได้เอาสุขอะไรมากมายแต่เอาเข้าจริงแล้วถ้าลองหันไปดูหลังตัวเองอีกทีจะพบว่า เราแปะป้ายแบบแผนอะไรต่อมิอะไรไว้เต็มเลยเพื่อให้หยิบความสุขจากสิ่งต่างๆ มาเสพในแต่ละวัน

Happy path เป็นศัพท์เทคนิคที่ใช้ในการออกแบบวางแผนการใช้สิ่งของต่างๆกระบวนการในแง่ที่สมประสงค์ จบด้วยความสำเร็จ เช่นออกแบบหม้อหุงข้าวอันหนึ่งกระบวนการคือใส่ข้าวใส่น้ำ เสียบปลั๊ก กดปุ่ม ข้าวสุก แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราลืมใส่น้ำข้าวไหม้ ใส่น้ำเยอะเกินไป ข้าวเละ อีกวันหนึ่งโดนไอน้ำจากหม้อหุงข้าวลวกมือขณะเปิดฝา มีความเป็นไปได้ที่จะมีวันเหล่านั้น นักออกแบบวางแผนที่รอบคอบต้องตระหนักให้ได้ว่าหม้อหุงข้าวนี้ควรจะทำอะไรได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเพียงแค่ที่วางไว้ตอนต้น

ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน ไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางแห่งความสุขเสมอไป

เราทำแล้วเจอสิ่งผิดพลาดได้ทุกวันตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ตั้งแต่เดินเอาขาฟาดขอบเตียง นอนไม่หลับเพราะข้างบ้านเสียงดัง โดนเพื่อนซี้โกงเงินไป อยู่ๆ ก็เป็นอัมพาต

ไม่ว่าจะเกิดจากเราเองหรือสิ่งรอบข้าง ล้วนเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

ในฐานะที่เราไม่ปรารถนา ก็เลยแกล้งทำเป็นลืม ชอบนึกว่ามันจะไม่เกิดกับตัวเราผลลัพธ์คือเวลาเราเจอสิ่งที่นอกเหนือจากการคาดหวังไว้ เราก็พยายามวิ่งหนี รวมไปจนถึงสร้างตัวตนสร้างตรรกะความคิดขึ้นใหม่เพื่อประกาศตนเองให้กลับสู่ความคิดที่คาดหวังไว้นั้น

เราหลายคนต้องยอมรับบ้างว่า เมื่อเราเจอทุกข์ สิ่งที่เราทำเป็นมีแค่สองอย่างคือ

  • พยายามวิ่งหนีมัน
  • รออย่างทรมานจนกว่ามันจะหายไปเอง

พอมีความสุขก็ลืม พอมีความทุกข์ก็มานั่งทนทรมานกันใหม่ มันก็คงต้องเป็นอย่างนี้ต่อไปจนกว่าเราจะมี

แผนสองให้ชีวิต

แผนสองคือแผนในการอยู่กินกับความทุกข์หรือชีวิตขาลง ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการมีแผนสอง ถ้าเราเป็นทุกข์มันเกิดจากอะไร เราก็จะรู้ว่าสิ่งนั้นล่ะที่เราควรจัดการ

ความสุขกับสิ่งต่างๆ รอบตัวเรามันไม่ใช่ตัวเดียวกัน เราถึงไม่เข้าใจว่าเราไม่จำเป็นต้องสุขเวลาที่เราได้รับคำชม ไม่จำเป็นต้องร้อนรนเวลาที่ได้รับคำติเตียน

ตั้งแต่เกิดมาแม้ว่าเราจะไม่ได้ถูกสอนโดยตรงว่าสิ่งไหนคือความทุกข์ ความสุข แต่ด้วยตัวเอง ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่จะแสวงหาความสุขเพื่อตัวเอง ที่คนทั่วไปทำคือเราวิ่งไปแปะป้ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ว่าเป็นความสุข ความทุกข์ แล้วแต่ใครจะคิดว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ในที่สุดเราก็นึกทึกทักว่าสิ่งนั้นเป็นความสุขจริงๆ สิ่งนี้เป็นความทุกข์จริงๆ โดยที่ลืมไปว่าเราเป็นคนไปแปะป้ายมันไว้เอง

เมื่อเราเริ่มแยกแยะได้ เริ่มยอมรับว่าเราเป็นคนแปะป้ายเองดังนี้ เราก็จะเริ่มเห็นแล้วว่าสิ่งนั้นมันเป็นของมันอย่างนั้น ไม่ว่าจะชื่ออะไร ไม่ว่าฝนตก รถติด หงุดหงิด หมาตายนายด่า สามีหนีเที่ยว มันก็เป็นไปตามเรื่องตามราวอย่างนั้น

ส่วนที่เราจะรู้สึกอย่างไร เราจะแปะป้ายให้มันว่าอะไร มันเป็นคนละเรื่องกัน

เรื่องอกหักเรื่องหนึ่ง

  • ถ้าเกิดกับคนไม่รู้จักเราจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในโลกนี้
  • ถ้าเกิดกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิดเราจะรู้สึกเห็นใจเขาในระดับหนึ่งตามความสนิท
  • แต่ถ้าเกิดกับตัวเองเราจะอินมากที่สุด

สิ่งที่แตกต่างในเรื่องเดียวกันไม่ใช่เป็นเพราะเรารู้เรื่องของเราละเอียดที่สุด แต่เป็นเพราะเราให้ความสำคัญกับเรื่องของเรามากกว่าเรื่องของคนอื่นที่เราบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา

ตั้งแต่เกิดมาเราก็ได้รับการสั่งสอนว่า

  • นี่คือของเรา
  • นี่เป็นของเราร่างกายของเรา
  • พ่อแม่ของเรา
  • ครอบครัวของเรา
  • แฟนของเรา
  • ลูกของเรา
  • เงินของเรา
  • ทรัพย์สินของเรา
  • บ้านของเรา
  • รถของเรา
  • รวมไปถึงใจของเราด้วย

คำว่าของเรา มักหมายถึง เรื่องของการครอบครอง การควบคุม มีสิทธิ์ที่จะทำให้เป็นไปตามที่ใจต้องการ

ทำไมของเราจึงสำคัญนักล่ะ?

คำตอบก็คือการมีของเรา ทำให้การมีเราชัดเจน มีตัวตน เรากลัวว่าเราจะหายไป ทำให้เราต้องหาหลักฐาน หาทรัพย์สิน สิ่งของ หาคนที่จะอยู่กับเรา หาคนที่สนใจเรา หาความรักความเข้าใจ ความปรารถนาดี การชื่นชมสรรเสริญ เป็นเครื่องยืนยันว่าเรามีที่ยืนอยู่บนโลก การหาที่ยืนบนโลกนี้แหละที่เป็นเครื่องยืนยันอีกชั้นหนึ่งว่ามีเราอยู่เพราะถ้าไม่มีเราก็ไม่ต้องหาที่อยู่อาศัยให้เมื่อยกายเมื่อยใจ เราอยากยืนยันกับโลกนี้กับคนอื่นๆ ว่าเรามีตัวตน เลือกตัวตนในแบบที่ชอบได้ สิ่งที่เราพึงพอใจ สามารถครอบครองได้ ไม่อยากยอมรับว่าสิ่งแย่ๆ สิ่งที่ไม่พึงพอใจ เป็นส่วนหนึ่งของเรา เช่นนี้จึงมีศูนย์กลางในการผลักออกหรือดึงเข้าเกิดขึ้น

การจัดการกับการมีเรา ไม่ใช่การเอาไปทิ้งเฉยๆ

เป็นการจัดการกับการมีเรา เพื่อให้มันไม่มาทำให้เราทุกข์ ความมีเรามันไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา ความเป็นเราแม้ว่าตัวมันเป็นนามธรรม แต่ก็สามารถสังเกตเห็นได้จากทางที่มองเห็นและทางที่มองไม่เห็นด้วยตา

เรามักมีความคิดเคยชินขึ้นมาว่า หน้าของฉัน ผมของฉันของฉัน เรากำลังเดิน เรากำลังยืน เรากำลังนั่ง แทนที่จะคิดว่า มือใบหน้าเส้นผม ขากำลังเดิน ร่างกายอยู่ในท่ายืน ร่างกายกำลังนั่ง

เมื่อความคิดที่เป็นของเจ้าเกิดขึ้น เราก็อยู่ตรงนั้นด้วย ยิ่งอยู่กับคนอื่น เราจะยิ่งเห็นว่าเป็นมือเรา มือเขา

เรารู้สึกว่าความรู้สึกของเราสำคัญกว่าของคนอื่น อยากให้คนอื่นสนใจความรู้สึกของเรา ความรู้สึกของคนที่เรารักสำคัญกว่าความรู้สึกของใครไม่รู้ ทั้งๆ ที่อาจเป็นความรู้สึกแบบเดียวกัน บางทีเราก็คิดว่าไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของเราอย่างแท้จริงเพราะคนอื่นก็เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เรา เราคุ้นเคยกับการมองโลกในแบบที่มีอะไรอยู่ในโลกแต่เราไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยกับการมองเห็นโลกก่อนที่จะมีอะไรอยู่

ประโยชน์ที่ได้จากการสังเกตเห็นเรา

ได้ฉุกคิดก่อนที่จะไหลไปตามอารมณ์ ทำให้การคิดก่อนทำมีประสิทธิภาพมากขึ้นจริงๆ ก็ไม่ต้องทำตามคำสั่งตลอด อารมณ์หรือความคิดที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกับเรา

เคล็ดลับในการฝึกสังเกตเห็นเราให้เก่ง

ฝึกดูบ่อยๆ เพิ่มพลังในการรู้ทัน ไม่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อจะให้เห็นเรา ทำได้บ่อยเท่าเวลาเปิดบริการของเซเว่น เห็นเราทางไหนก่อนก็ได้

การฝึกให้รู้เราทางร่างกาย 4 เรื่องต่อไปนี้คือ

  • การฝึกให้รู้เราทางร่างกาย อริยาบถ สิ่งที่ผ่านร่างกายเข้ามา สิ่งที่ผ่านออกจากร่างกาย
  • การฝึกให้รู้เราทางความรู้สึก เป็นสุข เป็นทุกข์ เฉยๆ
  • การฝึกให้รู้เราทางลักษณะของใจ ลักษณะใจเป็นสุข ลักษณะใจที่อยาก ลักษณะใจที่โกรธ
  • การฝึกให้รู้เราทางพื้นเพดั้งเดิม การก่อนหน้าสิ่งที่มันเคยมี เช่น ก่อนจะมีการเดินก็ไม่มีการเดิน ก่อนจะมีความคิดว่านี่ขาวนี่ดำ ก็ไม่มีขาวไม่มีดำ

เมื่อไม่มีหลักฐานที่แท้จริงที่จะยืนยันแสดงได้ว่าเรามีตัวตน เราจะไปหาสาระอะไรกับเรา

รู้ไปเฉยๆ ไม่ต้องคาดเดา รู้ไปทีละขั้น รู้แล้วก็อย่าไปอิน ขยันไว้ก่อน

เราไม่ได้มีอาวุธอะไรเลย ไม่มีอะไรเป็นของมัน แม้แต่ตัวมันเองก็ไม่ใช่ของมัน เพราะเราไม่รู้ชีวิตจึงได้มีแต่แผนหนึ่ง แผนสองที่จะทำให้เราถูกตรวจสอบถูกเราซ่อนไว้ เมื่อไหร่ที่เกิดไม่รู้ขึ้นมา เราก็จะกลับมาครอบงำบัญชาได้เหมือนเดิม จึงต้องฝึกเห็นเรา ฝึกรู้เราบ่อยๆ เพื่อให้รู้บ่อยๆ แล้วง่ายขึ้น เบียดเวลาที่ไม่รู้ให้เล็กลง และเมื่อทำตามแผนสองได้จนคล่องแคล่วแล้ว

ไม่ว่าชีวิตจะขาขึ้นหรือขาลงก็อยู่กับมันได้ โดยที่ไม่ต้องให้เราบังคับบัญชาอีกต่อไป

ขอบคุณหนังสือธรรมะอ่านง่ายจากพี่มิหมี่ค่ะ

Parima Spd

Written by

Love to Read and Write; Interested in UX, UI, Travel, Photography, Trends, and etc.

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade