#priwreadbooks ไทยๆ ในโลกล้วนอนิจจัง

#salmon ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

หนังสือรวบรวม 25 ความเรียง ที่ชวนให้ตั้งคำถาม ถึงความเป็นไทยต่างๆ ผ่านมุมมองประวัติศาสตร์ โบราณคดี ฯลฯ เราขอยกตัวอย่างเรื่องที่อ่านแล้วให้แง่คิดประมาณนี้ละกัน

ยิ้มสยาม สยามของเรายิ้มให้กับใคร? สยามเริ่มแบ่งแยกยิ้มของตัวเองออกมาจากรอยยิ้มของชาติอื่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากบทความเรื่องฝรั่งในเมืองไทยกล่าวว่า “คนพวกนี้เห็นฝรั่งสูงกว่าตนในทุกทาง เห็นฝรั่งที่ไหนก็มักจะไปกระหยิ่มยิ้มย่อง ถ้าฝรั่งตบหัวลูบหลังเล่นด้วยก็เท่ากับได้ลาภอันประเสริฐ ปิติยินดีเป็นล้นพ้น” อาการกระหยิ่มยิ้มย่องนี้ดูจะเป็นการยิ้มประจบประแจงซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจเท่าไหร่นัก ในขณะที่ลูกศิษย์คนหนึ่งของคุณชายคึกฤทธิ์ ได้ให้คำนิยามของยิ้มสยามว่า “เพราะคนไทยไม่รู้ภาษาอังกฤษ เวลาที่ฝรั่งถามอะไร ด้วยความที่ฟังไม่ออก หรือฟังออกแต่ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไร ก็เลยยิ้มสู้เอาไว้ก่อน” ส่วนพวกฝรั่งที่จับต้นชนปลายไม่ถูกเพราะในวัฒนธรรมของเขาไม่เคยยิ้มแหยๆ เจอบ่อยเข้าเลยเรียกอาการอย่างนี้ว่า ยิ้มสยาม แต่ก็ไม่ใช่ทุกชาติที่เห็นยิ้มสยามของเราเป็นเพียงรอยยิ้มแหยอย่างที่พวกฝรั่งหรือชาติมหาอำนาจทั้งหลายมองเห็น ชนชาติอื่นที่ไทยมองว่าด้อยหรือต่ำกว่าตนเอง คงจะไม่มองรอยยิ้มที่เขาเห็นว่าเป็นเพียงรอยยิ้มแหย อาจจะมองเห็นยิ้มสยามเป็นรอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมด้วยซ้ำ

ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรถ้าแบบเรียนไทยจะบอกว่า เคยมีคนเชื่อว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต แต่ภายในแบบเรียนเล่มเดียวกันก็ควรจะบอกด้วยว่า ความเชื่อดังกล่าวเป็นไปไม่ได้อย่างไรบ้าง และผลเสียที่ตามมาจากความเชื่อลมๆ แล้งๆ อย่างนี้คืออะไร แบบนี้ต่างหากถึงจะสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพออกมาได้ และไม่ทำให้ทุกคนเป็นนกแก้วนกขุนทองกันหมด

เอาเข้าจริงไม่มีเมนูไหนหรอกที่เป็นไทยแท้โดยไม่มีอะไรจากชาติอื่นเข้ามาเจือปนอยู่เลย หากเจาะลึกลงไปในส่วนประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีก็จะพบว่า ถ้าไม่เอาวัตถุดิบมาจากที่นั่นนิด เอาเทคโนโลยีหรือกรรมวิธีการปรุงและการผลิตจากที่นี่หน่อย ความเป็นไทยเกิดขึ้นจากการผสมผสาน ไม่ต่างอะไรจากความเป็นชาติอื่น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องเสียเวลาที่จะไปหาว่าอะไรคือไทยแท้ แม้แต่ความเผ็ดในรสชาติอาหารยังเกิดจาก พริก ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่ทวีปอเมริกาเลย

ผมเกรียนของนักเรียนไทยนอกจากจะได้แบบอย่างมาจากทหารญี่ปุ่น หรือป้องกันเหาที่กำลังระบาดแล้ว จึงเป็นดั่งสัญลักษณ์ของการเชื่อฟังและไม่แข็งขืนต่ออำนาจ โดยเฉพาะอำนาจของเผด็จการที่ตกค้างมาถึงปัจจุบัน

ผมเกรียนไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความสมยอมต่ออำนาจเผด็จการเท่านั้น แต่ยังเป็นการยอมรับในความไม่สมเหตุสมผลของอำนาจโดยไม่อนุญาตให้ตั้งคำถามอีกด้วย

คำว่า ดอกทอง มีนัยถึงการหยามหยันความเป็นอื่น ไม่ต่างอะไรไปจาก กะหรี่ หรือต่างไปจากความเป็นไทย ที่อะไรก็ดีเพราะกดคนอื่นเสียจนแบน การเรียกคนอื่นว่ากะหรี่หรือดอกทอง จึงไม่ได้มีความหมายแค่การตีตราคนนั้นว่าเป็นคนไม่ดีอย่างไร แต่ยังไม่นับรวมว่า เป็นไทยตามมาตรฐานความดีที่ไม่รู้ใครเป็นคนกำหนดอีกด้วย

SOTUS เป็นประดิษฐกรรมที่ไทยเอาธรรมเนียมของฝรั่งมาสานต่อและพัฒนาจนมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง ขนาดที่ฝรั่งเขายังต้องงง

น่าตลกดีที่คนไทยบางคนในยุคสมัยนี้ดูจะมีทัศนคติเหยียดผู้หญิงว่า เพราะพวกเธอแต่งตัวโป๊ ถึงได้ถูกข่มขืน ทั้งทั้งที่พวกเธอมีสิทธิ์ที่จะแต่งกายยังไงก็ได้ คนที่ข่มขืนพวกเธอต่างหากที่ควรจะถูกประนามให้จงหนักที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้

หญิงไทยที่ดีต้องตัดแต่งเท้าของตนเองให้เข้ากับรองเท้าอยู่เสมอ เธอไม่เคยได้สิทธิ์มีเสียงที่จะสั่งตัดรองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้าของตนเองเสียที รองเท้าที่ดีคือรองเท้าที่สวมใส่แล้วสบาย ถ้ามันยากมากนัก เดินเท้าเปล่าดู ก็สบายดีเหมือนกันนะ

ไม่ว่าช่วงชั้นของความเป็นไทยจะชวนให้อนิจจังขนาดไหน ตราบใดที่พวกเขายังคงได้นั่งกระดิกเท้าเสวยสุขอยู่บนอำนาจของช่วงชั้นที่ว่า การหมอบกราบก็ยังจะคงอยู่คู่กับสังคมไทยตลอดไป เพราะว่าการหมอบกราบนี่แหละที่เป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับสร้างความเหลื่อมล้ำในช่วงชั้นทางสังคม

สำหรับสังคมไทยแล้ว การทำแท้งไม่ใช่สิ่งที่ผิดบาปไปซะทุกกรณี อย่างน้อยขุนแผนก็ไม่เคยตกเป็นจำเลยของสังคมไทยเลยสักครั้ง ในเมื่อการทำแท้งไม่ใช่สิ่งผิดอะไรเมื่อผู้กระทำการเป็นผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์อย่างขุนแผน บาปกรรมจึงพร้อมจะโยนให้แก่ผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียวอยู่ทุกขณะจิต ความเป็นไทยที่ยกย่องเรื่องวิปริตเหล่านี้ให้ศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่าที่เป็นปัญหาตัวจริง

เพราะภาษา ไม่ใช่เรื่องของทักษะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมด้วย

ถ้าใครสวดมนต์แล้วมุ่งหวังอะไรมากไปกว่าพระธรรมคำสอนหรือเป็นสิ่งที่ดีต่อใจแล้ว ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นวิถีพุทธหรือวิถีผีกันแน่

ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครนับว่าไม้เรียวสร้างคนมาเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ทำไมเราจึงไม่คิดสร้างคนขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้ไม้เรียวบ้าง
One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.