#priwreadbooks How I Live My Life

#bunbooks

อีกหนึ่งผลงานจากน้องพาย ภาริอร ข้าพเจ้าได้กลายเป็นแฟนคลับของน้องไปแล้วโดยสมบูรณ์ #แหม่ ผลงานเล่มแรกของน้องคือ how i love my mother

ในหนังสือเล่มก่อนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ซะส่วนมาก ส่วนเล่มนี้เป็นเรื่องของน้องเอง ยังคง concept เล่าเรื่องราวของตัวเองได้ชัดเจน และในแต่ละบทก็ได้ให้ข้อคิดสะกิดเตือนใจ อ่านได้เพลินๆ ไม่น่าเบื่อ

จากเล่มก่อนจนถึงเล่มนี้ เราก็ยังรู้สึกว่าน้องเป็นคนที่เก่งมาก ด้วยความที่ครอบครัวมีกันสองคน การล้มป่วยของแม่จึงทำให้น้องต้องกลายเป็นผู้นำครอบครัว ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ชีวิตมีเรื่องให้เรียนรู้มากมายไปหมด โลกไม่ได้หมุนรอบตัวน้องอีกต่อไป ชีวิตประจำวันที่ต้องเปลี่ยนไป การเดินทางที่ต้องหัดขึ้นรถสาธารณะ การปรับตัวจากจุดที่เคยสบายในอดีต มาอยู่ในจุดที่ยากกว่าในปัจจุบัน รวมถึงปัญหามากมายที่โผล่เข้ามาเป็นระยะ แต่น้องก็สามารถรับมือกับปัญหาเหล่านั้นได้ดี

ชีวิตคนเราไม่มีวันที่แย่หรอก มีแค่วันที่ดีน้อยกับดีมากเท่านั้นเอง

การรู้จักคนมากขึ้น การเลือกสังเกตและรับรู้เรื่องราวของคนอื่นมากขึ้น ทำให้เราพบว่าทุกคนต่างมีปัญหาและเงื่อนไขของตัวเอง บางครั้งการอธิบายเงื่อนไขหรือข้อจำกัดของชีวิตตัวเองออกไปไม่ใช่เรื่องยากหรือน่ากลัวอะไร เราจะพบว่ามีคนรอบตัวที่พร้อมจะเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เราเป็นอยู่มากมาย

เราอาจไม่สามารถทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำได้ทุกอย่าง แต่ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้เลย สิ่งสำคัญอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตจัดสรรอะไรให้เราบ้าง แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรามองและรับมือกับสิ่งที่ชีวิตจัดสรรมาให้นั้นอย่างไร

เรามัวแต่พยายามทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เราคิดว่าจะต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด จนกลายเป็นคนที่ไม่มีเวลาละเลียดอยู่กับสิ่งใดเลย เราไม่ได้สูดกลิ่นอาหารที่ตัวเองกำลังจะกิน ไม่เคยสังเกตเห็นว่าต้นไม้ที่รดน้ำอยู่ทุกวันเริ่มออกดอกหรือเติบโตขึ้นแค่ไหน กระทั่งการออกไปเก็บดอกไม้มาลอยน้ำเพื่อตั้งไว้ในบ้านก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากสำหรับเรา เราคงเสพติดการพยายามทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้มีเวลาไปทำอะไรหลายๆ อย่าง

ลองหยุดดูสักนิด เราจะเห็นว่าช่วงเวลาแห่งการทำอะไรช้าๆ และการได้ใช้เวลาเพื่อสังเกตสิ่งเล็กน้อยที่เรามองข้ามมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาซะทีเดียว

// คน multi tasking อย่างเราอ่านแล้วถึงกับสะดุ้งเฮือก

ในวันที่สู้คนเดียวไม่ไหว เราก็อาจจะต้องยอมให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบ้าง ไม่ว่าจะด้วยการเอ่ยปากขอร้องเอง หรือการยอมรับความช่วยเหลือจากคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยโดยไม่ต้องร้องขอ

การใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความใส่ใจ มีคุณภาพมากกว่าการใช้เวลาด้วยกันนานๆ หรือบ่อยๆ ผลัดกันเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับที่ดี ยิ่งเราใส่ใจมากเท่าไหร่ คนที่รับไปก็จะยิ่งให้กลับมามากเท่านั้น

การได้ทำอะไรให้คนอื่น สุดท้ายแล้วมันจะกลายมาเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีที่เราจะเก็บไว้ใช้ต่อไปได้อีกนาน

พอโตขึ้นเราแคร์คนทุกคนไม่ได้หรอก ชีวิตไม่ได้มีเวลามากมายขนาดนั้น ใช่ว่าทุกคนจะคู่ควรกับความใส่ใจของเราเสียเมื่อไหร่ การใช้ชีวิตอยู่กับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยรับฟังเหตุผล โมโหร้าย วาจาเชือดเฉือน คิดว่าตัวเองถูกอยู่ฝ่ายเดียว มักมองเราในแง่ร้ายเสมอ ทำให้ทั้งวันของเราหม่นหมองได้ในพริบตา ทั้งๆ ที่เจ้าตัวอาจจะไม่ได้สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเราเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายเราควรเดินออกมาจากชีวิตของเขาจะดีกว่า

// อ่านตรงนี้แล้วหน้าบางคนลอยขึ้นมาเลยค่ะ สำหรับคนที่ยังเดินออกมาจากชีวิตเขาไม่ได้เพราะติดว่ายังต้องทำงานด้วยกันอยู่ ก็จงรับมือด้วยความใจเย็น มีสติและมีความเมตตาให้มาก นับ 1–100 ไปเลย แล้วค่อยไปแอบกรี๊ดสติแตกทีหลังเอา 55+

เราควรใส่ใจคนที่ยังอยู่ในระบบความสัมพันธ์ของเราให้ดี เพื่อรักษาพวกเขาไว้ในสายใยชีวิตของเราไปนานๆ การได้เห็นทั้งจุดแข็งและจุดเปราะบางที่แตกต่างกันทำให้เราเข้าใจว่า การรู้ว่าคนอื่นชอบอะไรอย่างเดียวอาจไม่พอ เราต้องใส่ใจในสิ่งที่เขาไม่ชอบด้วย เพื่อที่จะได้ทะนุถนอมเขาไว้ในชีวิตนานๆ

นอกจากคนเราจะต้องใช้เงินเพื่อซื้อข้าวของที่จำเป็นแล้ว อีกปัจจัยที่ลืมไม่ได้เลยคือ สิ่งนั้นมันจำเป็นสำหรับใคร

บนโลกนี้มี 3 อย่างที่เสียไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้คือ ชีวิต เวลา และคำพูด

คำพูดหลุดออกจากปากไปแล้ว มันได้เข้าผ่านหูไปถึงหัวใจคนฟัง ต่อให้เราพยายามพูดคำใหม่ที่ดีกว่า มันก็เปลี่ยนคำพูดเดิมไม่ได้อยู่ดี

การพูดไม่ดี 1 ครั้งแล้วคนฟังจำขึ้นใจ การพูดดี 1 ครั้งในเวลาที่เขาต้องการ เขาก็จะจำขึ้นใจไม่ต่างกัน

ชีวิตคนเราช่างสั้นนัก หากมีบางอย่างที่คุณเก็บไว้ในใจ รู้ไว้เถิดว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายของคุณ ขอจงทำมัน เอ่ยปากวันนี้เลย เพราะช่วงเวลาที่สุดมหัศจรรย์ที่คุณรอคอยมันคือวันนี้เอง

การที่เราไม่รู้ว่าจะขอพรอะไรให้ตัวเองก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่าตัวเราเองมีความสุขดีอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ไม่ได้รู้สึกขาดหรือต้องการอะไร

// ปกติเวลาเราไปไหว้พระ เราก็ขอให้ครอบครัว ญาติพี่น้อง คนที่เรารักและรักเราเหมือนกันนะ เออเพิ่งคิดได้ตอนอ่านเนี่ยแหละ


อ่านจบเล่มแล้วก็ยังคงเป็นกำลังใจให้น้องเหมือนเดิม มานึกย้อนดูอีกที แม่เราก็เจอโรคใหม่เมื่อปีที่แล้วเหมือนกัน เป็นโรคที่หาต้นตอไม่เจอ รักษาไม่หายขาด ได้แต่กินยาเป็นกำๆ เพื่อต่อสู้กับเชื้อเหล่านั้น เราเองก็ผ่านการไปนอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลอยู่หลายคืน ช่วงนั้นอาจจะเป็นช่วงที่กราฟชีวิตเราตกลงต่ำกว่าปกติไปหน่อย แต่สุดท้ายมันก็จะกลับมาสูงขึ้น ชีวิตก็ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้แหละ… สู้ๆ นะน้องพาย ☺

ปล. น้องวินเป็นผู้ชายที่ดีมาก ขอแอบปลื้มผ่านตัวหนังสือ 55+

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.