#Techsauce knowledge sharing — การเดินทางของไอเดีย
เป็นเรื่องที่พี่กั้งมองแล้วสนใจเมื่อตอนไปเรียนแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องที่หลายคนพูดถึงและหลายคนให้ความสนใจ เห็นคำว่า Creative แล้วคิดถึงอะไร? ความสร้างสรรค์ ดีไซน์ ไอเดีย

Creative คือ การผลิต Product จากไอเดีย imagine ที่เราสร้างไว้ หรือ creative thinking ที่เรามี ที่เอาไปใช้ได้จริงๆ
เทคนิค
- Brainstorming
- mind mapping
- six thinking hats
- 5 whys
- porter’s five forces
จะมี exercise ที่น่าจะเจอกันเป็นปกติ

จะทำยังไงให้จุดเทียน ติดกับกำแพง โดยที่ไม่ให้น้ำตาเทียนหยดลงพื้น

คนเราเวลาคิดถึง creativity มาจับที่ เทคนิค ที่ exercise แต่เราอาจจะลืมไปว่า มันมีสาระสำคัญจุดหนึ่งที่หลายๆ คนมองข้ามไป เวลาเกิดไอเดียขึ้น บางช่วงเราไม่กล้าแชร์มันออกมา หรือเรา persuade idea
ความคิดอยู่แล้วมันโดนทิ้งลงกลางทาง หรือใกล้จะไปถึงจุดปลายทางแล้ว ทำไมมันถึงหายไป

จาก paper ระยะของไอเดีย มีช่วงเวลาการเดินทางของมัน คนที่เรียนรู้เกี่ยวกับ creativity ไปสนใจตอนที่มันเกิด กับช่วงที่มันมีแล้ว แต่ช่วงตรงกลางมันหายไป
ไอเดียมีการเดินทาง ฟุ้งๆ เป็น concept แล้วใช้งานได้จริงๆ
ไอเดียเริ่ม จะมีการ generate -> develop -> elaboration -> การปรึกษา นำเสนอ จนออกมาเป็น championing -> implementation

idea generation
คนเป็น creator เค้าต้องการ cognitive flexibility อยู่ตรงไหนมันก็เกิด เช่น J.K.Rowling ที่นั่งรถไฟแล้วอยากเขียน Harry potter มันเกิดตรงไหนก็ได้ แต่ต้องมีความสามารถในการเก็บเล็กเก็บน้อยเอามาผสมกัน

idea elaboration
กลั่นกรองไอเดียออกมาเป็นคำพูด สิ่งที่กลั่นกรองให้เราสามารถพูดกับคนอื่นได้ คนที่อยู่ในสังคมเดียวกับเรา คนพวกนี้มีผลกับเส้นทางของไอเดีย เป็นช่วงที่เราได้ไอเดียมาแล้ว making improvement และ ready to share ส่ิงที่ต้องการคือ การ support ทาง emotion ให้เรารู้ว่าเราทำได้ เอาเลย ทำเลย ลองทำดู ไม่ใช่ คิดดูก่อนไหม จะมีใครว่าอะไรไหม
การให้ feedback กับคนที่เพิ่งเอาไอเดียสดๆ ใหม่ๆ มา ระวังนิดนึงก่อนจะให้ feedback ใครไป ซึ่ง feedback ควรเป็นการให้แนวทางการแก้ไข เห็นภาพว่าควรพัฒนาอะไร สามารถเห็นได้ชัดเวลา Brainstorming คือการห้ามแทรก เราไม่ต้องการให้คนหนึ่งที่กำลัง create idea แล้วมีคนเบรก

idea championing
ถ้ามองในมุม startup คือช่วง pitching เป็นไอเดียที่เอาไปพูดต่อหน้าคนที่จะให้เงินเราหรือไม่ให้เงินเรา จะมีเรื่องของ social influence เป็นการพูดกว้างๆ ว่า เราเดินออกไปข้างนอก ออกจาก comfort zone ออกไป present ให้คนข้างนอกฟังแล้ว ไม่ใช่แค่คนที่อยู่ในสังคมเรา
มันจำเป็นต้องมีความสามารถที่จะไม่รู้สึกแย่ หรือไม่รู้สึกทิ้งไอเดีย ไปกับการโดนบอกว่า “คุณทำไม่ได้หรอก” ต้องมีความสามารถในการ protect idea ของตัวเอง มองว่าสิ่งที่เค้าพูดมาคือสิ่งที่เราต้องเอาไปปรับปรุง พยายามทำมันต่อไป มันไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ทำเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จ จนกว่าจะได้เงิน ได้ implement ที่เห็นได้จากคนโดนปฏิเสธจากค่ายทำหนัง คนทำหนังสือ รวมถึง Legitimacy เวลาเราเอาทีมงานไป profile ดีมากเลย คนให้เงินดูแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ สามารถไปต่อได้

idea implementation
เหมือนเป็นช่วงหนึ่งที่แยกออกมาจากการเดินทางของไอเดีย ทำยังไงให้เป็นรูปร่างออกมาจริงๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 sub phase คือ
- production ช่วงที่เกิดขึ้นเป็น product จริงๆ ลักษณะเป็นพวก blueprint detail
- impact พอมันเกิดขึ้น มีคนเอาไปใช้ต่อ เอาไปอ้างถึงหรือเปล่า มาแล้วกลายเป็นจุดเริ่มต้นหรือเปล่า เช่น broadway สมัยก่อน ถ้าไม่ได้รับการยอมรับสมัยก่อน ปัจจุบันจะมี la la land ไหม
ช่วง implement ต้องการอะไรบ้าง? คือการ share vision การที่คนในทีม คนที่อยู่ตรงนั้น เห็นคุณค่าของสิ่งนั้นในคุณค่าเดียวกัน ใน common langauge เดียวกัน value เดียวกัน อย่างตอนเราทำงาน Techsauce Global Summit คือ การทำงานออกมาให้ดีที่สุดใน SEA ให้ทุกคนมองกลับมาว่ามันคืองานที่เจ๋งที่สุด พอเราเจออุปสรรคอะไร มันจะทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามันมี commitment กับสิ่งตรงนั้นอยู่ เวลามีอะไรจะช่วยเหลือกัน จะสอนกัน มี value อยู่ตรงกลาง ทำให้ทุกคนไปถึง พอมี share vision แล้ว มันจะมี sense of ownership เพื่อให้ภาพรวมของงานออกมาดีที่สุด พอต่างคนต่างมีรับผิดชอบ มี commitment อยาก share information กัน ถ้าอยู่ในที่ๆ ต้องแข่งขันกัน ก็จะเกิดการไม่อยากช่วย ตรงกันข้าม เรารู้สึกเป็นทีมเดียวกัน ทำให้ตื่นมาแล้วรู้สึกอยากมาทำงาน อยากตื่นมาทำให้สำเร็จ ไม่ว่างานอะไรก็ตามช่วงใกล้งาน (เหมือนผีเข้า) ก็เข้ามาเถอะ บางกลุ่มบางคนที่รู้สึกว่า project นี้กำลังเดินต่อไป มีคนไม่เห็นด้วย ไม่เข้าใจ มัน impact ที่คน ถ้าเค้ารู้ว่า สิ่งที่ทุกคนทำอยู่คืออะไร สื่อสารออกไป มันจะทำให้คนอื่นเข้าใจเรามากขึ้น มันต้องมีสื่อกลางที่เรารู้กันว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ว่าเราพูดภาษาเดียวกัน รู้ว่าเมื่อพูดถึง Techsauce Global Summit ปีนี้คืองาน Tech Conf. ที่ใหญ่ที่สุดใน SEA ที่จะเกิดขึ้น

ช่วงแรก ไอเดีย เกิดขึ้นมาของมันเอง ทุกคนที่เข้ามาแล้วก็ผ่านไป หลังจากที่มันเกิดขึ้น เดินทางมาเรื่อยๆ ความตั้งใจของคนสร้าง ความเกี่ยวข้องของคนอื่นที่เข้ามาจะมากขึ้น ยิ่งตอน implement คนรอบๆ จะรู้ว่าเราต้องทำอะไร คนสร้างไม่ได้กำไอเดียไว้คนเดียว

เวลาทุกคนเห็นกล่อง เราจะไม่รู้สึกอยากเทมันออกมา ถ้าเริ่มเทหมุดออกมาจากกล่อง แล้วกลายเป็นกล่องเปล่าๆ ก็จะเห็น function ของมันชัดเจนมากขึ้น
มี 2 กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มที่ได้รางวัล กับกลุ่มที่ไม่ได้รางวัล กลุ่มหลังหาทางออกได้เร็วกว่า เพราะเหมือนว่า focus ไปเรื่องอื่น
เวลาที่เราเข้าไปหาคน หรือมีคนเข้ามาหาเรา ทำให้เรารู้ว่าใครคือคนที่เราควรเดินไปหา การที่เราเดินไปหาคนที่เราไว้ใจ เราไม่ต้องแปลภาษาคำที่เค้าพูดออกมาต่อ ไม่ต้องสงสัยว่าเค้าพูดสิ่งนั้นจริงหรือเปล่า

อย่าลืมว่า Ideas are Useless, Unless Used (Levitt, 1963: 79)
- การเรียนรู้สิ่งนี้ทำให้เราไม่ไป disrupt ความคิดของคนอื่น ถ้าช่วงนั้น รู้สึกอยากเสริมอะไรให้เก็บไว้ตอนท้าย
- การเงียบไม่ใช่คุณไม่รู้ แต่คือการพิจารณาแล้ว develop มันอยู่ ทำให้เรารู้จักฟังมากขึ้น ขี้สงสัยมากขึ้น ถาม “ทำไม” มากขึ้น
- เวลาปกติมันจะคุยให้ครบทุกคนในวง ถ้าเกิดกำลังฟังคนอื่นอยู่ แล้วคิดไอเดียอะไรได้ แล้วทำให้ไม่ฟังคนอื่น แนะนำให้จด

ถ้าออกไอเดียไปแล้ว คนที่เป็นหัวหน้าหรือ founder ไม่เปิดรับไอเดียใหม่ๆ พอถามเค้าเค้าก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน อันนี้มองว่าเป็น leadership ของคนนั้น ปกติในช่วงนี้ หัวหน้าต้องเปิดรับ ให้คน create idea ขึ้นมา และไม่ judge มันจะมี personality test ของ leadership หรือถ้าไม่ได้จริงๆ ให้ไปหาคนที่จะ influence คนนี้ได้ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ก็มีทางออก มันต้องมีคนๆ นึงที่เค้าฟัง แค่เราอาจจะยังไม่รู้ว่าเค้าเป็นใคร หรืออีกวิธี ไม่รู้อะ ไม่มี comment แต่ไม่รู้จะเอาอะไร ก็ลองดูว่าเค้าชอบอะไร มีนิสัยยังไง ชอบอะไร แล้วลองเอาสิ่งที่เค้าชอบมาใส่ในไอเดีย
- constructive feedback เป็นเรื่องที่ต้องฝึก
- จะทำยังไงให้ไม่เอาอารมณ์เข้ามาอยู่ใน negative feedback
- การ gather feedback ที่ดีที่สุด ต้องตัดเรื่อง know-how, position ออกให้หมด เป็นเหตุที่ว่าทำไม CEO ต้องปลอมตัวลงไปหน้างาน เพื่อดูส่ิงที่เกิดขึ้น อย่ารอฟังการรายงานจาก middle management
- Deep magic ไอเดียมันเดินทางไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ทำ มันก็จะเด้งไปหาคนอื่นเรื่อยๆ
