[Homework] Tedtalk

What we don’t understand about trust

“สิ่งที่เราไม่เข้าใจเกี่ยวกับความไว้วางใจ”

จาก TED Talk ในหัวข้อ “สิ่งที่เราไม่เข้าใจเกี่ยวกับความไว้วางใจ” ทำให้ได้ข้อสรุป ดังนี้

ความไว้วางใจ มี 3 มุมมอง

ข้อ1. คือ ความเชื่อ ข้อ2. คือเป้าหมาย และ ข้อ3. ต้องสร้างความไว้วางใจขึ้นใหม่

ข้อ1. ความเชื่อ ในปัจจุบันความไว้วางใจในสังคมลดลง เพราะดูจากฐานข้อมูลที่มี(การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน) ค่อนข้างเชื่อว่า ความเชื่ออาจจะลดลงในกิจกรรมบางอย่าง แต่อาจจะเพิ่มขึ้นในกิจกรรมบางอย่าง

ในมุมมองด้านตัวเราเอง แต่ละคนมีความเชื่อแตกต่างกันออกไป ซึ่งความแตกต่างบนความเชื่อเป็นที่สิ่งที่น่ากังวล เพราะเมื่อเราเชื่อไปแล้ว แสดงว่าสิ่งนั้น มันฝังลงลึกในใจเรา มันยากที่จะเปลี่ยน เมื่อแต่ละคนมาจากถิ่นฐานที่มีความเชื่อแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะถูกปลูกฝังจากวัฒนธรรม จากครอบครัว จากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ความเชื่อของเราอาจมีผลต่อการทำงาน แต่เมื่อเราต้องมาอยู่ด้วยกัน มาทำงานร่วมกัน มีเป้าหมายร่วมกันในการทำงาน เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจร่วมกันที่ถูกมากยิ่งขึ้น ไม่นำความเชื่อส่วนตัวมาตัดสินหรือใช้ในการทำงาน ถ้าความเชื่อนั้นไม่สอดคล้องกับการทำงาน อาจทำใหเกิดปัญหาตามมา เช่น คุณเชื่อว่า เพื่อนร่วมงาน ไว้ใจได้ เชื่อใจได้ มีความซื่อสัตย์ หรือ บริษัทที่คุณเข้าไปทำงาน คุณมีความเชื่อว่า ต้องมีความมั่นคง มีรายได้ที่ดี มีสวัสดิการที่ดี แต่สิ่งที่คุณได้สัมผัสจริง ไม่ตรงตามที่คุณคิดไว้ แน่นอนว่า คุณจะมีทัศนคติทางลบเกิดขึ้นมาทันที ทำให้ไม่อยากทำงานกับเพื่อนร่วมงานคนนี้ หรือ ไม่อยากร่วมงานกับบริษัทนี้

ตัวอย่างเช่น คุณมีความเชื่อว่า เพื่อนคนนี้พูดเก่ง อาจไว้ใจเพื่อนที่พูดเก่ง ให้ช่วยสร้างบรรยากาศในวงสนทนา แต่อาจจะไม่ไว้ใจให้เพื่อนเก็บความลับ ดังนั้นจึงต้องมีการแยกแยะ ในระดับที่เป็นนามธรรม และผลจากการสำรวจความคิดเห็นเป็นสิ่งบ่งชี้ที่ไม่ได้ผลมาก เพราะไม่สามารถวัดได้เลย ในการบอกระดับความเชื่อหรือความไว้วางใจที่มีอยู่จริง เพราะผลจากการสำรวจความคิดเห็นเป็นการสำรวจเพียงทัศนคติทั่วๆไป

ข้อ2. เรื่องเป้าหมาย

สำหรับเป้าหมายของเรา คิดว่า คือการเพิ่มความน่าไว้วางใจ ซึ่งมีความแตกต่างกันอีก ระหว่างการพยายามทำตัวให้น่าไว้วางใจ และสื่อสารความน่าไว้วางใจของเราให้ผู้อื่นรับรู้ กับการพยายามประเมินว่าคนอื่น หัวหน้าองค์กร เพื่อนร่วมงาน หรือนักการเมือง น่าไว้วางใจหรือไม่ เป็นเพียงการตัดสินด้วยความรู้สึก หรือทัศนคติธรรมดาๆ ยังแม่นยำไม่พอ โดยการประเมินเรื่องเป้าหมายนั้น ต้องพิจารณา 3 อย่าง คือ เขาเก่งไหม? เขาซื่อสัตย์ไหม? เขาเชื่อถือได้ไหม? ถ้าพบว่าเขาเก่ง ในเรื่องที่เรากำลังสนใจ และเขาเชื่อถือได้ และซื่อสัตย์ด้วย ก็มีเหตุผลที่ดีที่จะไว้วางใจเขา เพราะเขาจะเป็นคนที่น่าไว้วางใจ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเขาเชื่อถือไม่ได้ ตัวอย่างเช่น มีเพื่อนบางคนที่ทั้งเก่งและซื่อสัตย์ แต่เราไม่ไว้วางใจให้เขาส่งจดหมายให้ เพราะเขาขี้ลืม

ข้อ3. การสร้างความไว้วางใจขึ้นมาใหม่ เรากับเพื่อนร่วมงาน หรือเรากับหัวหน้างานสามารถร่วมกันสร้างความไว้วางใจระหว่างกันได้ แต่ที่สุดแล้ว ความไว้วางใจมีลักษณะเฉพาะ เพราะมันเป็นสิ่งที่คนอื่นให้เราหรือเราให้คนอื่น เราไม่สามารถสร้างสิ่งที่คนอื่นมอบให้เราขึ้นมาใหม่ได้ ต้องให้เหตุผล ว่าทำไมจึงควรไว้วางใจเขา

ตัวอย่าง ร้านที่ไปซื้อถุงเท้าบอกว่า สามารถคืนเงินถ้าสินค้าใส่ไม่ได้ หรือ ชำรุด หรือเปลี่ยนเป็นคู่ใหม่ ซึ่งดีมาก เราจึงไว้วางใจร้านขายถุงเท้าร้านี้ เพราะเขาเปิดช่องให้เราตรวจสอบและตอบโต้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเรายอมเปิดช่องให้อีกฝ่ายหนึ่งตรวจสอบ และตอบโต้ได้ นั่นเป็นฐานและเหตุผลที่ดี ว่าเราหรือคุณน่าไว้วางใจ

สรุปคือ เราต้องคิดเรื่องความไว้วางใจให้น้อยลง รวมทั้งทัศนคติเรื่องความไว้วางใจ ที่วัดได้ หรือจะเรียกว่าวัดผิด เพราะวัดเพียงทัศนคติพื้นฐานธรรมดาทั่วๆไป แล้วหันมาใส่ใจ มีเหตุผลให้มากขึ้นกับการเป็นคนน่าไว้วางใจ ว่าเราน่าเชื่อถือได้อย่างไร

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Puangpanot Sobkhunthot’s story.