DAY 1: จ้องมา จ้องกลับ ไม่โกง!

Kolkata, India (10–12 February 2017)

“อินเดียสกปรกมากนะ”

“ระวังจะท้องเสีย เนี่ยลูกค้าป๊าไปมากินอาหารหน้าโรงแรมต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาลเกือบไม่รอด อย่าไปลองเชียวนะไอพวก street food”

“ประเทศนี้ไม่ปลอดภัยเล๊ย เป็นผู้หญิงไปกันสองคนได้ยังไง ไหนจะข่าวผู้หญิงถูกข่มขืนอีก”

ใครต่อใครที่รู้ว่าเรากำลังจะไปอินเดียต่างก็มีคำเตือนมากมายส่งต่อมาให้ด้วยความห่วงใย เราเข้าใจและเชื่อว่าภาพอินเดียในหัวแต่ละคนส่วนมากไม่ค่อยสดใสนัก เราเองก็เริ่มหวั่นจนกระเป๋าเป้ที่ใส่ของขึ้นเครื่องได้ 7 โลของทริปนี้แน่นด้วยของกระจุ๊กกระจิ๊กกว่าทริปไหนๆ ใช้คำว่า กระจุ๊กกระจิ๊กอาจจะน่ารักไป จริงๆมันคือพวก ยาดม ผ้าปิดปาก ยาแก้ท้องเสีย ทิชชู่เปียก และอื่นๆอีกเท่าที่คิดว่าจะช่วยเราได้ยามฉุกเฉินนั่นแหละ

ทำไมต้องอินเดีย?

เหตุผลง่ายมาก อยากไปนานแล้ว อยากลองไปสัมผัส อยากลองท้าทายความเชื่อที่มีกับประเทศนี้และคนประเทศนี้ ที่สำคัญอยากถ่ายรูปฟิล์มที่มีคนอินเดียอยู่ในนั้น

DAY 1: เดินไปเรื่อย เหนื่อยก็พัก

เราบินไฟล์ทเที่ยงคืนของวันศุกร์(ซึ่งก็คือคืนของวันพฤหัสโดยไม่มีการลางานเพิ่มเนื่องจากเป็นวันหยุดต่อเนื่อง) ถึงอินเดียเกือบจะตีสองคือประมาณตีสามครึ่งที่ไทย เราเดินออกจากสนามบินไปด้วยการคิดเอาเองว่าเรียกแท็กซี่ที่จอดหน้าประตูสนามบินเอาก็ได้ ไม่ได้สนแบบprepaidตามเคาท์เตอร์ข้างในโดยลืมคิดว่ารถไม่ได้มีให้เลือกเยอะเพราะนี่มันตีสอง!

ที่สำคัญเมื่อคุณก้าวข้ามประตูสนามบินออกมาแล้ว คุณไม่สามารถกลับเข้าไปได้จนกว่าจะมีบินอีกครั้ง ต้องโชว์ใบบุ๊คกิ้งเที่ยวบินที่กำลังจะบินของวันนั้นพร้อมพาสปอร์ตถึงจะสามารถผ่านด่านทหารสะพายปืนยาวเข้าไปได้
แท็กซี่โดนล็อคล้อกันหลายคัน

ที่สนามบินไม่มีคำว่า แท็กซี่มิเตอร์ ใดๆทั้งสิ้น จะมีก็แต่แท็กซี่เหมาคำเดียวเท่านั้น

  • คันแรกเปิดมา 850 รูปี พอเดินหนีแกลดเหลือ 500
  • คันสอง 950 รูปี พอบอกไม่เอาก็ให้ 700
  • สุดท้ายไปเจอเคาท์เตอร์ prepaid taxi ได้เรท 550 รูปีโดยที่คนขับไม่รู้จักโรงแรมเรา คนขับขับออกไปแล้วถอยกลับเข้าสนามบินมาใหม่ ถอยนะ ไม่ได้กลับรถใดๆทั้งสิ้น คือคนขับไม่ได้กลัวหลงแต่คิดได้ว่าราคาถูกไป ที่พักเราดูไกล ดึงให้เรากลับไปเคาท์เตอร์ขอเพิ่มเป็น 690 รูปี เอ้ออออ เอาก็เอาง่วงแล้วโว้ย!!

โกลกัตตายามวิกาลสงบมาก มากถึงขั้นร้างและหลอน ไม่ได้พูดเล่น เพื่อนก็รู้สึกจนถึงขั้นหันมาพูดว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้น เธอต้องเป็นคนวิ่งไปหาคนช่วย ส่วนเราจะล็อคคอคนขับไว้” เพราะนางนั่งตำแหน่งหลังคนขับ

กลัวจะมีซอมบี้พุ่งมาเกาะรถมาก #ResidentEvil #Walkingdead

สุดท้ายแท็กซี่ก็พาพวกเรามาถึงโรงแรมอย่างปลอดภัย ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีถึงเอาเกือบตีสามได้ สภาพห้องสะอาดน่าชื่นใจ

Hotel Globe International (Treebo) — ห้องพักรวมอาหารเช้าคืนละ 1,660 บาท

เรื่องอาหารเป็นเรื่องที่เราค่อนข้างกังวลตั้งแต่ก่อนมา เพราะถ้าเพื่อนที่สนิทกันจะรู้เลยว่าท้องไส้เราไวมาก หรือท้องเสียได้ง่ายๆ เราจึงฝากความหวังไว้ที่มื้อแรกที่โรงแรม คิดว่าถ้าเริ่มต้นดีน่าจะช่วยให้รอดไปอย่างน้อยก็หนึ่งวัน แต่หน้าตาอาหารเช้าไม่ทำให้เราเจริญอาหารเลยซักนิด เลยกินแค่พอมีแรงเดินแล้วค่อยไปหาเอาต่อข้างนอก

แป้งโรตี แกงใส่มันกับถั่ว กองสีเขียวคือ ออมเล็ต(ไข่ผัดถั่วฝักยาว) ผักสลัดที่น่าจะรอดคือมะเขือเทศ กองสีแดงคือผักดอง(ที่รสชาติเลวร้าย)

เราปักหมุดกันไว้ว่าจะไป St.Paul’s Cathedral, Victoria Memorial Hall, Indian Musuem และ New Market โดยเลือกเดินทางด้วย การเดิน อากาศไม่ร้อนเดินได้สบาย มีต้นไม้ร่มรื่นตลอดทาง แถมได้เห็นวิถีชีวิตคนจากแต่ละช่วงถนนอีกต่างหาก

ทาสีมุมเดียว

ภาพที่ได้เห็นเป็นภาพของตึกสีสดตัดสลับกับตึกเก่าสีปูนอิฐตลอดทาง คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางไปทำงาน อีกจำนวนหนึ่งนั่งมองอะไรอยู่ซักอย่างแบบไร้จุดหมาย จับกลุ่มคุยกันบ้าง มีคนขายอาหาร ขายขนมข้างทาง หรือจะช่างตัดผมที่มีแค่เก้าอี้สองตัวกับมีดด้ามคมก็เปิดบาร์เบอร์ข้างถนนได้ เห็นภาพโรงพยาบาลที่มีคนเข้าคิวอย่างแน่นขนัด ไม่รู้ว่าต้องรอนานแค่ไหนถึงจะได้รับบริการ

เสื้อผ้าหน้าผมของคนที่นี่ก็เหมือนคนอินเดียที่พบเห็นทั่วไป ส่วนมากผู้หญิงนุ่งชุดส่าหรีกระโปรงบ้าง กางเกงบ้าง มีทั้งแบบธรรมดาไล่ไปจนถึงการตกแต่งวิบวับที่ตัวชุดแบบไฮโซโก้หรู ส่วนผู้ชายในเมืองส่วนมากใส่เสื้อเชิ้ต เสื้อโปโลหรือเสื้อยืดกับกางเกง อาจมีบ้างที่ใส่โสร่ง แต่ส่วนมากจะเจอตามชุมชนมากกว่า

เราได้เห็นจากที่พม่าว่ารองเท้าแตะถือเป็นสิ่งสุภาพมาก ที่อินเดียก็เช่นกัน เรากับเพื่อนพกมาทั้งคู่แต่ตัดสินใจไม่ใส่เพราะคาดว่าอาจเจอสิ่งไม่พึงประสงค์ตามฟุตบาทที่เหยียบโป๊ะแล้วเกิดแจ็คพอตอารมณ์เสียไปทั้งวันได้

ประตูเข้า Victoria Memorial Hall มีหลายด้าน แต่เข้าได้เฉพาะทางเข้าหลักเท่านั้นเพราะต้องเสียค่าเข้า เราดันเดินไปผิดด้านเฉ๊ยโดนรปภ.ไล่ออกมา

พอดีกับที่หันไปเจอ St.Paul’s Cathedral เลยข้ามถนนไปที่นั่นก่อน แค่ตั้งหลักเดินเข้าประตูก็มีเด็กตัวจิ๋วสองคนวิ่งตามประกบมาขอเงิน คนนึงถึงขั้นเกาะขาเพื่อนเรา พวกเราไม่อยากให้เคยตัวเลยไม่ได้ให้เงิน

St. Paul’s Cathedral

ที่นี่สร้างเสร็จตั้งแต่ปีค.ศ. 1847 มีการรีโนเวทบ้างจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ แรกเริ่มเดิมทีคือสร้างเพื่อรองรับจำนวนชาวยุโรปที่เติบโตขึ้นโดยสร้างแทนโบสถ์ St.John ที่มีอยู่ก่อน ข้างในมีความขลังและสงบ มีรูปปั้นบุคคลสำคัญและบันทึกเรื่องราวประวัติสถานที่แห่งนี้ ด้านในเปิดให้เข้าชมฟรี โดยมีข้อห้ามคือ ห้ามถ่ายรูปและห้ามส่งเสียงดัง

ออกมาข้างนอกเตรียมเดินไป memorial hall ก็ได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่งมาขอถ่ายรูปคู่ด้วยทั้งเพื่อนทั้งเรา งง เราก็เออเค้าคงตื่นเต้นมั้งเห็นเอเลี่ยนไทยหน้าจีน เพราะบอกเลยว่าเมืองนี้นักท่องเที่ยวน้อยมาก แทบไม่เห็น คิดว่าส่วนมากเค้าคงมุ่งหน้าไปสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเมืองอื่นกัน

กลับมาที่ผู้ชายคนนี้ยืนประกบคู่ยิ้มถ่ายรูป แล้วอยู่ดีๆก็โอบเอวเราจ้ะ เกือบหันไปตบ คือเย็นเอวไงแอบป้ายยาอะไรป้ะเนี่ย เราตัดสินใจหยุดเดินกันแล้วให้เค้าไปก่อน แต่สังเกตชัดเลยว่าผู้ชายคนนั้นเดินไปหยุดรอเราไกลๆช่วงใกล้ถึง memorial hall

เราเห็นท่าไม่ดีกันเลยหยุดอีกครั้งโดยยืนอยู่เฉยๆริมรั้ว memorial hall อยู่นาน ระหว่างนั้นหันไปเจอคู่รักพลอดรักจ๊วบจ๊าบกันอยู่ในสวน memorial hall โอยยแก เปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน

สุดท้ายไปเจอผู้ชายคนนั้นอีกครั้งหยุดรอตรงจุดขายตั๋วแล้วมาขอเงิน คือ…ไม่ได้ขอแกถ่ายไง แกอะมาขอพวกชั้นถ่ายรูป มาขอเงินเฉ๊ย โว้ะ!

อย่าพึ่งคิดว่าเราจะโดนขอเงินไปทั้งทริป เพราะมีแค่สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองสองที่แค่นี้แหละที่เจอ หลังจากนี้ก็ไม่มีใครมาขอเงินอีกเลย ยกเว้นแต่ homeless อีกคนเดียวตอนวันสุดท้าย มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

Victoria Memorial Hall

ที่นี่สร้างขึ้นในช่วงระหว่างปีค.ศ. 1906 และ 1921 ใหญ่โตทั้งตัวตึกที่เป็นหินอ่อนและอาณาบริเวณที่เป็นสวนและบ่อน้ำ เปรียบเสมือนสวนสาธารณะสำหรับคนที่นี่ ทั้งคู่รักนั่งจู๋จี๋เป็นคู่เรียงกันไป พาครอบครัวมาเดินเล่น วัยรุ่นเอย นักเรียนเอยมานั่งพักผ่อน อีกเช่นเคยคือด้านในห้ามถ่ายรูป ค่าเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 200 รูปี ถ้าไม่เข้าแล้วเดินเล่นแค่สวนรอบๆเสียแค่ประมาณ 5–10 รูปี

Park Street

เจอแท็กซี่น่ารักกดมิเตอร์พาไป Park street สตาร์ทที่ 25 รูปีถึงที่หมายด้วยราคา 100 รูปีคนขับน่ารักชี้ให้ดูสถานที่นู่นนี่นั่นระหว่างทาง ซึ่งจริงๆก่อนออกรถมามีผู้ชายอินเดียอีกคนเดินมาเชียร์คนขับเราให้ชาร์จพวกเราราคาเหมา 200 รูปี พวกเราไม่ยอม คนขับเราก็ไม่ยอมเช่นกัน

ร้านอาหารดังแถวนี้มีอยู่สองสามที่ พอเห็นคิวยาวเราเลยขี้เกียจรอ บางร้านดูเมนูแล้วไม่น่ากิน สุดท้ายเลยแว่บเข้า Au Bon Pain จบจ้ะ อร่อยด้วย

Indian Museum

ขึ้นชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความหลากหลายใหญ่ที่สุดในอินเดียและในแถบเอเชียแปซิฟิก ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1814 ฐานะต่างชาติอย่างเราเลยโดนค่าเสียหายไปคนละ 500 รูปี ที่นี่มีสองชั้นหลักและแยกย่อยขึ้นชั้นสามในบางห้อง แบ่งประเภทเรื่องราวเป็นห้องๆไป เผอิญวันที่เรามามีโรงเรียนพาเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา เลยออกจะเจี๊ยวจ๊าวหน่อย

ด้านในมีความหลากหลายจริง ทั้งภาพวาดงานศิลปะในแต่ละยุคสมัย สีน้ำ สีน้ำมัน Paper mache งานแกะสลัก เครื่องแต่งกาย มัมมี่ สัตว์บก สัตว์น้ำ นกเล็กใหญ่ งานหน้ากาก ซากฟอสซิล ฯลฯ สารพัดมากมาย

งานแกะสลักจากงาช้าง มีอยู่เยอะมาก ;(
ภาพจำลองผู้หญิงอินเดียสมัยก่อนในช่วงเวลาพักผ่อนของนาง
ทุกอย่างจะมีคำบรรยายประกอบพร้อมเลขกำกับ โปรดสังเกตความแบ๊วรูปวาดปลาปักเป้าเบอร์ 4
ห้องฟอสซิล
หรืออันนี้จะนับเป็นซากฟอสซิลด้วย

เดินกันจนมิวเซียมปิด โดนเชิญออกมา เด็กนักเรียนก็ต้องออกด้วยเช่นกัน ก็ออรวมกันอยู่ข้างหน้าเยอะแยะไปหมด

New Market

เดินมาจาก Indian Museum ไม่นานก็เจอที่นี่ อยากได้อะไรก็ลองมาหาเอา จะแลกเงินรูปี จะshopping จะกินstreet food นั่งรถลาก อยากทำอะไรก็ทำ สำหรับพวกเรา พวกเราเลือกกินกับเดินเล่นก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน

Chai หรือ ชานมของอินเดีย โดยมากจะผสมเครื่องเทศ ฮิตกินกับคุกกี้โหล อยากกินคุกกี้ก็เปิดฝาแล้วจ้วงเอา หาร้านแนวนี้ได้ตามข้างถนนทั่วไป สูตรของที่ New Market เค้าใส่ขิงแก้วละ 10 รูปี กินเสร็จแล้วโยนแก้วทิ้ง เรื่องรสชาติไม่ต้องห่วง อร่อยแน่นอน

บาเยีย(ไม่แน่ใจ) เคยกินครั้งนึงที่ชายแดนพม่าตรงเมืองกาญจน์ ร้านนี้คนขายพูดอังกฤษไม่ได้ เราเลยไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกบาเยียเหมือนกันรึปล่าว เป็นมันปั้นทอดชิ้นละ 1 รูปี(ห้าสิบสตางค์บ้านเรา) เป็นขนมเคี้ยวเพลินๆ

Momo หรือเกี้ยวนึ่ง เวลากินเค้าใช้มือหยิบเกี๊ยวกินกันทั้งตัว ช้อนที่เห็นมีไว้แค่ใช้ตักซุป เราสั่งเกี๊ยวผักแล้วบังเอิญคนขายไม่มีเงินทอน เลยจัดเกี๊ยวไก่มาอีกจาน เราชอบซอสเผ็ดแสบปากดี ตัวแป้งหนาไปหน่อย

Dosa หน้าตาคล้ายขนมเบื้องญวน แค่หน้าตาเท่านั้นแหละ มันคือแป้งเครปที่ข้างในเป็นไส้มันผัดกับผงกะหรี่ เวลากินให้บิหรือฉีกแป้งกินจิ้มกับน้ำซอสมะพร้าวขาวๆ หรือซุปกะหรี่ใส่ผัก ช้อนที่ให้มาก็เช่นเดิม เค้าใช้ตักซุปกิน ส่วนแป้งก็บิ ชิมครีม จุ่มนมเอา ไม่ใช่! นั่นมันโอรีโอ แต่มันก็คอนเซ็ปต์เดียวกัน อันนี้อร่อย 50 รูปีเท่านั้น

เดินตลาดเย็นคึกคักเป็นธรรมดา คนออกมาจับจ่ายใช้สอย เลิกงานพบปะสังสรรค์ชนชา

ฟ้าเริ่มมืด เราเริ่มเล็งหาแท็กซี่กลับโรงแรมเพื่อความปลอดภัย ไม่ทันไรได้ยินเสียงดนตรีดังอึกทึก พวกเรารีบตามต้นเสียงไปจนเจอขบวนแห่ยาวเหยียด ไม่รู้เหมือนกันแห่อะไร

“นั่งรถไฟใต้ดินกันมั้ยสถานีอยู่แถวนี้พอดี” อยู่ดีๆเพื่อนหันมาชวน คิดในใจว่าไอรูปรถไฟใต้ดินที่นี่ที่เห็นก่อนมามันดูไม่ค่อยบันเทิงใจเท่าไหร่นัก แต่ไหนๆมันอยู่ใกล้แค่นี้ ลองดูก็ได้ ลงสถานีไปถึงมองไปเห็นคนแน่นขบวนจนเริ่มลังเล จะขึ้นดีไม่ดี ไอจะเดินกลับขึ้นไปก็ไกลอยู่ แต่โหคุณคะ นั่งไป 4 สถานี คนละ 5 รูปีเท่านั้น! 2.50 บาท!!

รถไฟใต้ดินที่อินเดียเป็นไงบ้าง?

สนุกดี ได้ความบันเทิงอัดแน่น จริงๆความรู้สึกไม่ต่างไปจากบีทีเอสบ้านเราตอนเย็นหลังเลิกงานหรอกนะ เราแค่กลัวกันไปเอง เอาจริงคือไม่ได้เหม็น ยกเว้นไปอยู่ใต้เต่าใคร ที่สำคัญค่ารถถูกกว่ากินChai(ชา)อีก แต่ถ้าไม่ได้อยากหาความบันเทิงใดๆ แนะนำโบกแท็กซี่เอาดีกว่า ค่ารถไม่แพงมาก ไม่บันเทิงแต่สบายกว่าเยอะ

กลับถึงโรงแรมเช็ดหน้า อื้อหืออออ ดำปื๊ดทุกอณู รูจมูกก็เช่นกัน ต้องเช็ดหน้ายกใหญ่ก่อนจะอาบน้ำเข้านอนอย่างสบายใจ

ขอขอบคุณผู้คิดค้นทิชชู่เปียก คุณทำให้การกินอาหารด้วยมือที่อินเดียวันแรกผ่านไปอย่างราบรื่น รัก ❤