DAY 2: จ้องมา จ้องกลับ ไม่โกง!

Kolkata, India (10–12 February 2017)

หลังผ่านวันแรกมาได้อย่างราบรื่นทำให้คลายความกังวลไปได้เยอะ อาหารรสชาติถูกปาก ค่าใช้จ่ายน้อยนิด ไม่มีอินเตอร์เน็ตก็ไปไหนต่อไหนได้ อย่าว่าแต่ท้องไม่เสีย แม้แต่เข้ยังไม่มีโอกาสออกมาชื่นชมเมืองโกลกาตาเล๊ย

DAY 2: วัด ตลาด ตลาด กิน กิน กิน

เช้านี้เจอแท็กซี่ขับออกไปสามวิแล้วจอด ไม่มีคำอธิบายใดๆ แกหันไปหยิบพวงมาลัยดอกไม้สีแดงขึ้นมาวางพาดไว้ที่หน้ารถ ตามด้วยธูป 3 ดอก แช่ดด จุดธูปจ้าาาแล้วปักไว้ข้างพวงดอกไม้ หลังจากไหว้ขอพรเรียบร้อยแกก็สตาร์ทรถออกเดินทาง แท็กซี่ทุกคันที่นี่เปิดหน้าต่างหมด คันนี้เช่นกัน และนั่นทำให้ควันธูปลอยตามลมพัดใส่หน้าผมเรา…หึหึ วันนี้สนุกแน่!

Tiretti Market (ตลาดเช้า)

ตั้งใจมากว่าต้องได้สวาปามอาหารเช้าที่นี่ แล้วตลาดนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ไก่ สด เดินไปมา
ปลา ยังไม่ได้เอานิ้วจิ้ม แต่คิดว่าน่าจะสดเช่นกัน
อยากถามเฮียดังๆว่า มีบริการทอดมั้ยเฮีย

อกหักดังเป๊าะ นี่มันตลาดสดชัดๆ แถมมีซอยเดียว ลองลัดเลาะตามซอกหลืบก็ไม่เจอของกินแอบตามซอย

ของกินที่นี่น้อยนิด แต่ความหิวไม่เคยปรานีใคร เรียกว่าทุกแผงที่มีอาหาร ready-to-eat พร้อมลงกระเพาะ เราฟาดกันเรียบ ทักษะมือจกกินของนิ่มๆเปียกๆได้เลื่อนขั้นเป็น Expert แล้ว

Momo เจ๊อินเดีย VS Momo หนุ่มตี๋แว่น
แป้งทอด 4 ชิ้นเสิร์ฟกับมันคลุกกะหรี่ใส่ถาดใบไม้ 10 รูปีเท่านั้น(5 บาท) ((แถมเศษมดดำมาให้ในมันนิดหน่อยด้วย))
น้ำมะพร้าวลูกละ 20 รูปี(10 บาท) มาพร้อมหลอดดูดฝึกท่าปากรูเข็ม

Howrah Bridge

สะพานใหญ่โตอันดับต้นๆของโลกที่มีผู้คนและรถสัญจรไปมาวันละเป็นแสนๆ อยากรู้เป็นไงก็แค่ลองเดินตามคนที่นี่ข้ามสะพานไป เมื่อเดินไปสุดสะพานก็จะเจอตลาดดอกไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างทางรถไฟกับแม่น้ำฮูคลี(Hooghly river)

Mullick Ghat Flower Market

ตลาดดอกไม้ที่แน่นไปด้วยคนขาย คนซื้อ และกองดอกไม้ ความคิดแว้บแรกหลังจากเห็นสภาพตลาดนี้คือ ไม่เอาล่ะ จริงๆนะ กลัวไม่ปลอดภัย ขอยืนดูบนนี้พอ

แต่หลังจากยืนมองบรรยากาศซักพัก ความคิดในหัวมันก็แย้งขึ้นมาแรงมาก เฮ้ย! น่าสนุกจะตาย ดูดิ ได้สัมผัสวิถีชีวิตคนอินเดียไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคน เพื่อนเราก็เอาด้วย ไหนๆก็ไม่มีแพลนอะไรทั้งสิ้นอยู่แล้วหนิ ไม่ได้รีบไปไหน

ได้เดินลงมาเท่านั้นแหละ เพลินเลยค่ะทีนี้ ละลานตาไปหมด

เพลินจนรู้ตัวอีกทีก็เดินมาไกลพอควร หันไปเห็นคนตัวแดงเดินออกมาจากตรอกเล็กๆ เดินตามไปถึงรู้ว่าเป็นทางทะลุไปริมแม่น้ำ

ได้เห็นภาพคนอาบน้ำ แปรงฟัน ซักผ้า เริ่มต้นเช้าวันใหม่ตามแบบฉบับของตัวเองกัน

เราลัดเลาะกลับมาเส้นทางเดินปกติของตลาด ถ่ายรูปคนขายดอกไม้อย่างสนุกสนาน เสมือนเป็นตากล้องมาจากสำนักข่าวบันเทิงเก็บภาพบรรยากาศงานเทศกาลดอกไม้ บางคนเห็นกล้องปุ๊บนี่รีบหยิบพวงดอกไม้ร้านตัวเองขึ้นมาโชว์อย่างภูมิใจ

ที่ตลกคืออยู่ดีๆมีพี่อินเดียคนนึงยื่นดอกกุหลาบแดงให้เราตอนยืนถ่ายรูปกลางตลาด แกยิ้มให้หนึ่งทีแล้วก็เดินจากไป นี่มัน Pre-Valentine ชัดๆ(เหตุการณ์วันที่ 12 ก.พ.)

ขออภัยคุณพี่ชุดเขียวค่ะ ><
เราประทับใจตลาดดอกไม้นี้ที่สุดในทริป คนที่นี่ทำให้เราเริ่มมองคนอินเดียในมุมใหม่ เปลี่ยนความคิดความรู้สึกที่เราเคยมี สัมผัสได้ถึงความน่ารัก ความเป็นมิตร ความขยัน ไม่มีใครคิดจะเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวอย่างเรา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องขอเงิน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่คิดจะทำแบบนั้น เค้าอยู่อย่างเรียบง่ายทำมาค้าขายกันไป แถมสู้กล้องทุกคน เราคงเสียดายถ้าตัดสินใจไม่ลงมาเดินที่ตลาดนี้

Dakshineswar Kali Temple

วัดฮินดูเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ.1855 วันที่เราไปตรงกับวันเสาร์พอดี คนเพียบ ผู้คนที่นี่เค้ามาเคารพสักการะเจ้าแม่กาลีกัน

ระหว่างทางเดินเข้าวัดจะมีผู้คนเชิญชวนให้เราฝากรองเท้าตลอดทาง ไม่ฟรีนะ เรากะไว้ว่าไปให้สุดทางแล้วถ้าต้องฝากค่อยฝากดีกว่า แต่จริงๆแล้วมันไม่จำเป็น เราสามารถเดินเข้าไปโดยไม่ถอดรองเท้าได้ ยกเว้นถ้าจะเข้าไปสัมผัสตัววัดด้านในสุดถึงจำเป็นจะต้องถอดรองเท้าทิ้งไว้ด้านนอก

อีกกิจกรรมสำคัญที่พลาดไม่ได้คือ การลงอาบน้ำในแม่น้ำฮูคลี คิดหรอว่าคนอย่างเราจะพลาด

บังเอิญเราอาบน้ำมาเมื่อเช้านี้แล้ว ยังไม่เหนียวตัว ก็เลยไว้กลับไปอาบคืนนี้ทีเดียวดีกว่า ^^

ขนมขาไก่จิ๋ว

ไม่รู้จริงๆว่าเรียกว่าอะไร เห็นว่าคนที่นั่งแถวนี้ซื้อกินกันทุกคน พวกเราเลยลองมั่ง วิธีการทำคือ มือโกยส่วนผสมทุกอย่างลงไปในแก้วเชค บีบมะนาวตาม เทใส่กระดาษน.ส.พ. จบขบวนการความอร่อยละ 10 รูปี(5 บาท) เขียนแล้วคิดถึงเลย ติดใจรสมืออาเฮีย

Lemon Tea

ได้ยิน Lemon Tea~Lemon Tea~ เสียงมาพร้อมคุณพี่แบกถังชา ได้ชามะนาวเย็นๆมาซัดซักแก้วคงชื่นใจน่าดู พวกเราจัดคนละแก้ว ราคาแก้วละ 8 รูปี(4 บาท) กรึ๊บบบบ~~~~ อิ๊วววววว มันควรจะอ้าาาา..สดชื่นนะ แต่นี่มันชาซุปไก่ร้อนใส่มะนาวรึปล่าวเฮีย ตกใจในรสชาติจนต้องขอหยุดไว้เท่านี้ เจ้านี่มีผงเครื่องเทศอลังการจนไม่รู้สึกถึงรสชาติของชา เราต้องขอผ่านเป็นอย่างแรกในทริปนี้

วันนี้เราเอียนเสียงแตรรถจากการจราจรบนถนนขั้นสุด คิดว่าเวียดนามปวดหัวแล้ว ที่นี่ชนะเลิศเลยล่ะ ขามาวัดเราหลับๆตื่นๆเพราะไม่ไหวจริง พอดีกับที่พวกเราเห็นเรือพร้อมผู้โดยสารกำลังจะออกจากท่าเรือเล็กวัดนี้ คาดว่าพาเราไปยังจุดหมายถัดไปได้ เลยไม่รีรอ

River Ferry to Belur Math

ถามไถ่ได้ความว่าไปได้ให้ขึ้นมาเลย เอเลี่ยนสองคนอย่างพวกเราได้ทีกระโดดขึ้นเรือนั่งที่ว่างที่เหลือโดยลืมถามราคาค่าโดยสารไปซะสนิท

การนั่งเรือที่นี่ถือเป็นหนึ่งในความประทับใจรองลงมาจากตลาดดอกไม้เมื่อเช้านี้ เราชอบเสียงที่ได้ยินที่มีแค่เสียงเรือ เสียงน้ำ เสียงคนกระโดดน้ำ หรือเสียงคนบนเรือคุยกันเบาๆ มันรู้สึกเหมือนสมองเราได้พัก ยิ่งเมื่อเทียบกับเสียงแตรรถดังๆเมื่อวานกับวันนี้ มันหายไปเหมือนใครกดปิดสวิทช์ให้
Dakshineswar Kali Temple
ท่าเรือที่เราขึ้นเล็กกว่านี้เยอะ
เด็กคนนี้ตั้งใจกระโดดโชว์ให้เราถ่าย อยากให้เค้าได้เห็นนะ ภูมิใจที่ลั่นชัตเตอร์กล้องฟิล์มทัน #ตรูถ่ายรัวไม่ได้

ถึงจุดนี้ เราเริ่มชินและปรับตัวได้กับพฤติกรรมคนอินเดียที่มักจะมองจ้องเราอย่างไม่ละสายตา แม้จะเดินเลยไปแล้วก็จะหันหลังกลับมามอง ถ้าให้เห็นภาพคือเค้ามองพวกเราโดยเฉพาะเราที่หน้าหมวยขาว ตาตี่ แต่งตัวและทำตัวไม่เหมือนผู้หญิงบ้านเค้า เป็นเอเลี่ยนหรือง่ายๆคือตัวประหลาด(โปรดเข้าใจในความหน้าตาดี นี่เป็นการอธิบายความน่าจะเป็นในมุมมองคนอินเดียเท่านั้น)

ที่พวกเค้าจ้องก็เพียงเพื่อจะหาคำตอบว่า “พวกเราเป็นใครมาจากไหน” หลังจับทางได้เราเลยตะโกนใส่กลับทุกคนที่จ้องเราว่า “มองหน้าหาเรื่องหรอ!” ตลกสิ้นดี ใครจะกล้าไปทำงั้น

สิ่งที่เราทำของจริงคือ พอเค้าจ้อง เราก็จะจ้องกลับ พร้อม “ยิ้มสยาม” สวยๆไปหนึ่งที สิ่งที่ได้รับกลับมา 90% คือทุกคนจะเปลี่ยนจากหน้านิ่งเป็นหน้ายิ้มกลับมา ส่วนอีกกลุ่มนึงคือ ตกใจที่จับได้ว่ามองเราอยู่ ก็จะรีบหันหนีหรือเดินหนีไป และนี่คือที่มาว่าทำไมเรานิยามทริปนี้ว่า จ้องมา จ้องกลับ ไม่โกง มันเป็นวิธีผูกมิตรขั้นพื้นฐานที่ใครก็ทำได้

นั่งมาครึ่งชั่วโมงเกือบถึงฝั่ง เราเก็งราคาคร่าวๆว่าค่าเรือน่าจะหลายสิบรูปี สุดท้ายเค้าขอให้จ่าย 20 รูปี อ๋อได้ คนละ 20 รูปีเนาะ โนวโนวว 20รูปีสำหรับสองคนแล้ว ค่าเรือคนละ 5 บาทค่า!

เราขึ้นจากท่าเรือมาบ่ายสามในขณะที่ Belur Math เปิดสี่โมงครึ่ง ขี้เกียจรอก็เลยนั่งรถกะป๊ออินเดียกลับไปสะพาน Howrah เหมือนหวนกลับสู่โลกความจริง เสียงแตรดังสนั่น รถซอกแซกเหมือนจะชนกันตลอดเวลา แรงกระแทกพื้นถนนส่งตรงถึงตูดอย่างไม่ปรานี

อีกนิดเดียวจะชนแล้วเพ่

ลงรถมาแบบงงๆ นี่เราไปไหนต่อดี เรียกแท็กซี่ที่ตรงไหน เหมาเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าไม่โดนโก่งราคา

เดินงงจนไปเจอร้านโรตีข้างทาง คนขายไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ จะสั่งว่าเอาแบบไหนก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าเค้าทำแบบไหนได้บ้าง โชคดีเจอคนมีน้ำใจที่นั่งกินอยู่ เดินมาอธิบายให้แล้วสั่งให้ด้วย ขอบคุณนะ

โรตีใส่ผักนี้อันละ 20 รูปี อร่อยดีนะ

เดินกินโรตีหารถไปเรื่อยแล้วเหลือบเห็นรถเมล์สีฟ้าสดเขียนไว้ข้างรถว่า Park Street พวกเรามองหน้ากันหยั่งเชิงว่ากล้าขึ้นป่าวรถเมล์อินเดีย

กลัวที่ไหน ไปเด้! เสียไปคนละ 6 รูปี(3 บาท)ด้วยเวลา 20 นาทีถึง

เราแวะร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ซื้อโปสการ์ด แล้วนั่งใต้ดินเป็นครั้งที่สองกลับที่พัก ด้วยเหตุผลที่ว่าหมั่นไส้แท็กซี่ พอเห็นว่าเป็นนักท่องเที่ยวก็จะไม่ยอมใช้มิเตอร์ เรียกอยู่หลายคันจนตกลงกันว่าไปใต้ดินก็ได้ ไม่อยากสนับสนุนพวกนี้ เราสายถึกอยู่แล้ว ไม่แคร์

Kachuri

แป้งทอดแผ่นกลมแผ่นละ 5 รูปี เสิร์ฟพร้อมกับซุปแกงกะหรี่ บิแป้งกินกับซุป จัดว่าเด็ดมาก ร้านข้างๆขาย Chai มาในรสชาติเหมือนชานมบ้านเรา ร้านนี้ไม่ใส่ขิง แก้วละ 6 รูปีเอง หอมและเด็ดไม่แพ้กันเลย

จานละ 10 รูปี ชานมแก้วละ 6 รูปี มื้อนี้กินสองคนหมดไป 11 บาท
ร้านขาย Kachuri มีสองชั้น ชั้นบนคิดเงิน ชั้นล่างปั้นแป้ง

Tandoori Darbar

ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามเยื้องกับร้านเมื่อกี้ เดินจากโรงแรมมาไม่ไกล เรากลับไปพักก่อนแล้วออกมาร้าน ราคาและรสชาติอาหารค่อนข้างต่างไปจากร้านเมื่อกี้ มีความอร่อยแบบเรียบหรูและมีเมนูที่หลากหลาย พวกเราสั่ง Veg pulao rice(คิดว่าจะมาเป็นข้าวเหลือง แต่ไม่ใช่), chicken tikka chaptapa, butter chicken with naan ตบท้ายด้วยสลัด หมดไป 711 รูปี

ได้แจก Sauf candy ให้อมตบท้ายมื้อ เป็นลูกอมที่มีเมล็ดfennelอยู่ข้างใน

วันนี้พวกเราไม่ได้วางแผนอะไร การเดินทางพาให้ใช้ระบบขนส่งที่อินเดียคุ้มแบบไม่ได้ตั้งใจ เราเลยลองคำนวณค่าเดินทางวันนี้เล่นๆ สรุปเสียไปคนละ 166 รูปีต่อคน เท่ากับ 83 บาทไทย ไปไหนมาไหนตั้งหลายที่ คุ้มมาก #สายถึก

  • Taxi 100 rupees = 50 baht
  • River ferry 10 rupees = 5 baht
  • Tuk Tuk 45 rupees = 22.5 baht
  • Bus 6 rupees = 3 baht
  • Metro 5 rupees = 2.5 baht
เจอกัน Day 3