Krabi When It Rains

rapimoments
Feb 25, 2017 · 7 min read

May 30-Jun 1, 2016

จากเหนือ ลงสู่ใต้

แตะมือเปลี่ยนเพื่อนร่วมทาง และยังคงสมาชิกไว้ที่สองคน

ทำไมถึงเลือกกระบี่

เหตุผลแรก: เพื่อนอยากไปทะเล(หน้าฝน!?)

เหตุผลหลัก: พ่ายแพ้ให้กับโปรโมชั่น ตั๋วเครื่องบินไป-กลับกระบี่ราคาถูกที่สุด

แพ้การตลาดเต็มๆ

จริงๆเราทั้งคู่เคยมากระบี่กันแล้วสมัยละอ่อน สำหรับเราก็หลายครั้งอยู่ แต่นั่นก็เนิ่นนานมาแล้ว ต่างคนต่างมากับครอบครัว การกลับมาซ้ำครั้งนี้จึงยังพอทำให้รู้สึกตื่นเต้นอยู่ได้บ้าง

หลักการคิดเรายังคงเหมือนเดิม

“แก หน้านี้ไม่มีใครเค้าเที่ยวหรอก ไม่ต้องจองที่พักก็ได้”

และนั่นก็ทำให้เราไม่มีแผนการเที่ยวอะไรเลยซักอย่างเดียว แม้กระทั่งที่นอนก็ไม่มีในหัว

จุดแวะแรก: ชีสทาร์ต ณ ดอนเมือง

อาทิตย์ก่อนกลัวตกเครื่อง เลยไม่ทันได้แวะซื้อ ครั้งนี้เลยต้องมาแก้ตัวใหม่

พวกเราพึ่งกินเบอร์เกอร์กับแฮชบราวน์หมดไปเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว การจะยัดทาร์ตนี้ตามลงไปทันทีเกรงว่าของทุกอย่างจะตีย้อนขึ้นมาทำร้ายกัน เลยต้องอดใจเก็บทาร์ตไว้ในกระเป๋าก่อน

…ณ สนามบินกระบี่…

จะไปทางไหนดีล่ะ ไม่มีแผน อยู่บนเครื่องก็เอาแต่ถ่ายรูปเล่นกัน นี่เอาแค่เดินออกมาเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาดียังไม่รู้เลย

พวกเราเลยนั่งหาที่พักจากมือถือกันอยู่พักนึง แล้วก็ได้ผู้เข้ารอบประมาณสามที่ สุดท้ายผู้ชนะได้รับมงจากความสวยของเธอก็คือ

จุดแวะ 2:THE TAMA HOTEL @อ่าวน้ำเมา

นั่งบัสจากสนามบินมา ออกจากสนามบินปุ๊บ ฝนก็ตกปั๊บ — “

ถึงโรงแรมเก็บของเรียบร้อย โทรรายงานตัวนายแม่ซักหน่อย

“ถึงแล้วนะจ๊ะขุ่นแม่”

ม๊า: ย่ะ เออนี่กู๋เธอทำทัวร์อยู่กระบี่นะ เผื่อช่วยอะไรได้ แต่อย่าไปกวนแกมากล่ะ

พร้อมกับส่งเบอร์โทรอากู๋มาให้

“ไม่เอาอะม๊า เกรงใจแก แกทำงาน นี่วันธรรมดาด้วย”

เอาจริง ไม่สนิทกับกู๋เลยไม่กล้ารบกวนแก เจอกี่ทีผู้ใหญ่เค้าก็คุยกันเอง เราก็ได้แค่ไหว้สวัสดีค่ะ ไม่ก็กลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ แล้วนี่มาเที่ยว จะให้ไปรบกวนแกก็ใช่เรื่องมั้ยล่ะ

.

.

.

5 นาทีผ่านไป

กู๋: โอ๊ย ทำไมไปพักซะไกลเมืองอย่างนั้นล่ะ รออยู่นั่นละกัน เดี๋ยวไปรับ

อุ๊ยย โทรศัพท์ลั่นไปโดนเบอร์กู๋

1 ชั่วโมงต่อมา

จุดแวะ 3: น้ำตกร้อน

ได้มาแช่น้ำเอาไออุ่นฉีดเข้าเท้าซักหน่อย

จุดแวะ 4: สระมรกต

แล้วก็มาแช่น้ำเอาไอเย็นเข้าไปลบไออุ่นเมื่อกี้ซะเกลี้ยงเลย

พวกเราไม่กล้าลงไปว่ายทั้งตัวในสระ เกรงใจรถอากู๋ เลยเอาแค่เท้าจุ่มๆ แล้วก็นั่งแช่สปาปลานิดๆหน่อยๆ

แมวน้ำ

จุดแวะ 5: เขาขนาบน้ำ

จุดแวะ 6: ลานปูดำ

ตั้งอยู่ที่เดียวกับเขาขนาบน้ำ แต่พวกเราไม่ได้สนใจจะถ่ายเท่าไหร่ วิวเขาขนาบน้ำมันล่อตาล่อใจกว่า อีกอย่างหิวข้าวมาก อยากจะออกไปหาอะไรกินแล้ว แต่กู๋ย้ำว่า ไม่ได้! มาถึงกระบี่ก็ต้องถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์ปูดำ ไม่งั้นเค้าจะหาว่ามากันไม่ถึง

“เค้า คือ ใคร!?”

เอ้า เพื่อความสบายใจของคนพามา

เต็มที่หน่อยเว้ย เกรงใจอุตส่าห์พาหลานเที่ยว เดี๋ยวหาว่าพวกเราไม่เต็มใจ

กู๋: พรุ่งนี้เดี๋ยวจัดเรือให้ไปลงเกาะละกันนะ เดี๋ยวดูฟ้าฝนอีกที ไปพวกเกาะใกล้ๆก็พอ ไปกันสองคนนะ

“ค่ะ ตามนั้นก็ได้ค่ะ”

ฟรี ก็ไปได้หมดล่ะค่ะ อุอิอุอิ

อาทิตย์ก่อนที่พวกเราจะมาเป็นช่วงที่มรสุมเข้ากระบี่ ฝนตกทุกวันแล้วพึ่งมีเรือล่ม มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตที่อ่าวนาง ทำให้ต้องระวังเป็นพิเศษ ใจจริงอยากไปปีนเขาหงอนนาคมากกว่าไปออกเกาะ แต่ฝนยังตกอยู่ทุกวัน การไปเดินป่าขึ้นเขาช่วงนี้เลยไม่อำนวยเท่าไหร่นัก ต้องตัดออกไปก่อน อีกอย่างไปฟรีไม่ไปได้ไงเล่า!

กู๋: แล้วคืนพรุ่งนี้จะนอนที่ไหนกัน

“ยังไม่รู้เลยค่ะ ดูไว้ว่าจะไปนอนที่พักชื่อภูธารา มันมีสระธรรมชาติสวยดีอะกู๋”

กู๋: โอ๊ยย ไปนอนไกลๆอีกแล้ว อยู่แถวอ่าวนางดีกว่ามั้ย แล้วแต่ละกันนะ เลือกที่ไหนก็บอกมาเผื่อช่วยไรได้

“เดี๋ยวคิดดูอีกทีละกันกู๋ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

ตื่นเช้ามา แดดจ้าเป็นใจ เหมาะแก่การออกเรือยิ่งนัก

พวกเรายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะนอนที่ไหนคืนนี้ ไอจะไปนอนภูธารามันก็ไกลจริงๆ นอนนั่นก็คงไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนแล้ว เลยเช็คเอาท์แล้วฝากกระเป๋าไว้บนรถกู๋ กะว่าขึ้นจากเกาะมาค่อยตัดสินใจอีกที

จุดแวะ 7: ทะเล~

ที่ท่าเรือ ฟ้าออกจะหม่นๆ

พอออกเรือมาก็…

ฟ้าครึ้มเลย แล้วฝนก็เทลงมาเปาะเปาะแปะแปะ โว้ะะะ

แต่ก็ยังร่าเริงได้อยู่

ฝนตก น้ำเลยไม่ใสปิ๊ง ปะการังที่เคยเห็นเมื่อหลายปีที่แล้ว คิดไว้ว่าคงไม่เหมือนเดิม ก็ไม่แปลกใจที่ภาพที่เห็นจะเป็นอย่างที่คิด

ตอนแรกลงเรือมาคนเดียวเพราะเพื่อนกลัวหูเปียก นางแก้วหูฉีกจากการไปลุยสวนน้ำที่พัทยาด้วยกันเมื่อสามเดือนก่อน ยังไม่หายสนิท ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าหู สุดท้ายเธอทนไม่ได้ ลงมาชูสองนิ้วถ่ายรูปใต้น้ำด้วยกัน :)

กลับมาถึงท่าเรือช่วงบ่าย

จะไปนอนที่ภูธาราก็คงไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน

จะไปนอนที่อื่นก็ไม่รู้จะไปที่ไหนดี

คิดไปคิดมา ตัดสินใจลากกระเป๋ากลับมาซบ The Tama ที่เดิม

เพิ่มเติมคือได้ห้องชั้น 4 Mountain view

“พึ่งเช็คเอาท์เมื่อเช้า จะมาขอเช็คอินใหม่ค่ะ”

เขินเบาๆ

พนักงานต้อนรับยิ้มสวยพร้อมตอบประโยคนี้กลับมา

The Tama: เมื่อเช้าเช็คเอาท์เอากระเป๋าออกไปลงเกาะให้ลำบากกันทำไมเนาะ

อย่าแซวค่า เขินน

หลังจากอ้อนออเซาะพนักงานเล็กน้อยถึงปานกลาง เค้าก็เปลี่ยนฝั่งจากคืนก่อนนอนดูวิวถนน ให้มาเป็นนอนชมวิวทิวเขา(แถมสายหมอก) สำหรับการหวนคืนสู่ The Tama ครั้งนี้

ด้วยความเกรงใจ(จริง)ที่อากู๋ต้องมาคอยรับส่ง พวกเราเลยตัดสินใจเช่ารถมาขับเอง

จุดแวะ 8: วัดถ้ำเสือ

เรานัดให้กู๋ขับรถมาเจอกันที่วัดถ้ำเสือ อยากให้แกปีนขึ้นเขาไปด้วยกัน เมื่อวานแกเอาแต่พูดว่าแกไม่ขึ้นไปด้วยหรอกนะ ปีนบันไดพันกว่าขั้น ไม่ใช่บันไดดอยสุเทพที่เป็นบันไดสวยเดินขึ้นกันง่ายๆ อายุปูนนี้แล้วขอรอข้างล่างนี่แหละถ้าเราจะขึ้นกัน

พอยิ่งได้ฟังแกพูด ยิ่งทำให้เราตั้งใจจะบีบบังคับให้แกขึ้นไปข้างบนให้ได้ เพราะการปฏิเสธของแก เราจับทางได้ว่าลึกๆแล้วแกอยากขึ้น แต่กลัวไปไม่ถึง

โชคดีที่กู๋ติดรองเท้าผ้าใบมาในรถ มากกว่านั้นแกซื้อน้ำเปล่าเย็นๆสามขวดมาเผื่อพวกเราทุกคนอีกด้วย

พร้อมได้อีก นี่ไม่ค่อยอยากขึ้นนะ #แซวลุง

และแล้ว กิจกรรมสานสัมพันธ์ กู๋-หลาน-เพื่อนหลาน ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

.

.

เป็นตามที่กู๋ว่าไว้ ร่างกายเผาผลาญเอาพลังงานกลับมาให้เราใช้แทบไม่ทัน บันไดบางขั้นก็สั้นไป๊ บางช่วงก็ชันซะ

ผ่านไป 100 ขั้น ก็ยังไม่เท่าไหร่

200 ขั้น เริ่มจิบน้ำนิดนึง

400 ขั้น เหงื่อเริ่มแตกเม็ด

ระหว่างทางถ้าไม่เจอลิง ก็เจอพวกต่างชาติ ใครฟิตหน่อยก็ขึ้นเร็วตามกำลังขา ใครไม่ค่อยออกกำลัง หน้าก็จะซีดๆ ปากแห้งๆหน่อย พร้อมกับยิ้มฝืนๆทักทายกลับมา

ผ่านไป 700 ขั้น เกินครึ่งทางแล้วว้อย

กู๋เริ่มชะลอและขอนั่งพัก ไล่ให้พวกเราขึ้นไปก่อนไม่ต้องรอ เรากลัวกู๋จะแพ้ใจตัวเอง เลยค่อยๆชะลอตามกันไป

ผ่านไป 1,000 ขั้น อีกแค่สองร้อยสามสิบเจ็ดขั้นก็จะถึงแล้วกู๋!

ตึก ตึก ตึก ตึก..มีผู้ชายใส่ชุดออกกำลังวิ่งสวนลงบันไดมาจากด้านบนอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงมาแต่ไกล

เราอ้าปากค้าง พร้อมทั้งรีบตะโกนถามแบบไม่รีรอ

“นี่คุณฝึกลงเขาอยู่หรอ”

หนุ่มนักกล้าม: No, I think it’s challenging. แล้วก็วิ่งหายวับลงไป

ค่ะ พี่เค้า Strongจริงอะไรจริง

พอถึงขั้นที่ 1,237 …อ้าวว ไหงมีบันไดต่ออีก ยังไม่ถึง

.

.

จนในที่สุด ขั้นสุดท้ายขั้นที่ 1260 ก็มาถึง

จุดแวะ 9: ยอดเขาวัดถ้ำเสือ

หายเหนื่อยสิคะ สัมผัสวิว 360 องศาบนนี้

หันซ้ายเจอวิวทะเลกับหมู่เกาะของกระบี่อยู่ไกลๆ เจดีย์และพระพุทธรูปองค์ใหญ่

หันหน้ามองตรงเจอพระพุทธรูปสามองค์กับวิวภูเขาลิบๆ

หันขวาเจอวิวทะเลหมอกลอยละล่อง

หันหลังเจอวิวต้นไม้เขียวชอุ่มเป็นแผงยาวสุดลูกหูลูกตา

“สวยยยยยย ชื่นใจ”

ซักพักได้ยินเสียงกู๋ดังขึ้นมา

กู๋: ฮะฮ่า ถึงแล้ว วู่วว!

แกค่อยๆปีนตามมาเรื่อยๆ แกหยุดพักช่วงประมาณร้อยขั้นก่อนถึงบนนี้ ถึงจุดนั้นแกคงไม่ยอมแพ้แน่ พวกเราจึงขึ้นนำมาก่อน จนสุดท้ายแกก็พิชิตยอดเขาวัดถ้ำเสือในวัย 50 ปลายๆได้ ปลายมากด้วย เท่ซะไม่มี ปรบมือค่ะ!!

พวกเรายืนชื่นชมความงามข้างบนนี้และความสามารถของตัวเองอยู่พักใหญ่ พอฟ้าเริ่มมืด พวกเราก็ค่อยๆลงมากลับสู่จุดเริ่มต้น

ดูดิ เพื่อนชอบรูดเสา เลยติดมาใช้กับที่นี่ เฮ่ออออ

ข้างบนมีพี่ขาวกับพี่ตาลสองตัวประจำการทุกวัน เข้าเวรเช้าและเลิกเวรเย็น โดยพวกนางจะรอจนนักท่องเที่ยวชุดสุดท้ายหมดแล้วค่อยลงบันไดมาพร้อมกับนักท่องเที่ยว

กู๋พาพวกเราไปเจี๊ยะข้าวต้มกุ๊ยหลังจากลงมา กินเสร็จแกติดธุระพอดี เลยถือโอกาสดังแล้วแยกวงจากกู๋ ขอบคุณมากๆนะคะ สองวันนี้พวกเราสนุกมาก จากไม่สนิทกลายเป็นสนิทเลย :)

แยกวงมาแล้ว อยู่ๆก็ได้อาเฮียของเพื่อนแปะมือเปลี่ยนตัวเป็นไกด์มาพาพวกเราไปกินของหวานกันต่อแทน

จุดแวะ 10: โรตีข้างห้างโว้ค

ร้านนี้มีเมนูโรตีหลากหลาย จะนิ่ม จะกรอบ จะฉีก มีชาร้อน ชาเย็น อะไรก็เลือกตามชอบ

พอเห็นโรตีทรงนี้ทีไร เราจะคิดถึงอาบังคนนึงทุกครั้ง

เมื่อ 7–8 ปีที่แล้วที่บ้านกรูด ประจวบฯ มีอาบังขายโรตีแกเข็นรถไปทั่วบ้านกรูด เรากับน้องๆสั่งโรตี ขอแบบกรอบๆ อร่อยๆนะ

บัง: ถ้าจะเอาอร่อยต้องรอนานหน่อยนะ มีทีเด็ด

แล้วแกก็ทำโรตีฉีกกรอบแบบนี้ให้ พวกเรารับมากินหมดถุงหนึ่งก็ต่อถุงสอง ถุงสาม ถุงสี่ เรื่อยไปเป็นสิบ ซื้อกลับไปให้แม่ อาอี๊ อาม่าที่นั่งรออยู่ สั่งแล้วสั่งอีก หมดกับบังไปหลายร้อย ไปนอนที่บ้านกรูดสามสี่คืน กินทุกวันตั้งแต่เจอบังวันนั้น

บัง: แบบนี้มีที่นี่ที่เดียวนะ บังบอกแบบภูมิใจ

เราก็ไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นมีการทำโรตีแบบนี้ที่นั่นที่เดียวจริงมั้ย รู้แต่ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้กินโรตีฉีกแบบกรอบๆ แล้วอร่อยมาก จนมันกลายเป็นความทรงจำคล้ายๆการแอบพ่อกินมาม่าครั้งแรก คือจำไม่ลืม

จุดแวะ 11: ทาง ม้า ลาย

มาทีมาทั้งตัว ทางของม้าเค้าจริงๆ

จุดแวะ 12: Krabi Night Life

เจ้าถิ่นพาไปสัมผัสบรรยากาศแถวถนนคนเดินที่อ่าวนาง สนุกมั้ยถามใจดู

นอนดึก ตื่นเช้ามาสดใสเป็นเรื่องธรรมดา

เจอสภาพแดดออกแล้วดีใจ ตั้งแต่มาได้แต่เห็นสีฟ้าหม่น

จุดแวะ 13: ราชรสติ่มซำ

ตามเฮียเจ้าถิ่นมา ลุยแหลก เนื้อกุ้งเน้นๆ แป้งน้อยๆ กรุบกรับ

อร่อยย

แทบลุกไม่ขึ้น

อิ่มแล้วลุยต่อ

อย่างว่าวันนี้แดดออกเต็มที่วันแรก เสื้อที่ใส่ลงทะเลตากที่ระเบียงห้องไม่แห้งซักตัว นี่แหละโอกาสทอง

เหม็นเค็มทะเลไปทั่วรถ

จุดแวะ 14: อ่าวท่าเลน

ถึงปุ๊บเปลี่ยนชุดปั๊บ พร้อมพายเรือคายัค จะดำยังไงก็ยอม วันนี้อากาศดีแดดออก

ออกมาจากห้องน้ำ ได้ยินเสียง ซู่……

“……………….”

ฟ้าฝนแกล้งกันชัดๆ ทำไงล่ะทีนี้ พนักงานก็ไม่กล้าให้ออกเรืออีก เห็นเป็นผู้หญิงมากันสองคน ไม่มีไกด์จะพาไป กลัวจะเรือล่มแล้วปีนขึ้นเรือกันเองไม่ได้

ยืนงอแงไม่ยอมกลับอยู่ซัก 15 นาทีได้

และแล้ว ฝนก็หยุดตก ฟ้าเปิด แดดออกเปรี้ยง

แต่พนักงานตรงนี้บอกว่าให้ขับรถไปหาอีกเจ้าใกล้ๆ เพราะที่นี่เค้าไม่มีไกด์ว่างไปด้วย ไม่อยากให้ไปสองคน กลัวไปไม่ถูกทาง อีกอย่างเรามีเวลาน้อยเพราะบินไฟล์ทเย็น กลัวจะได้พายกันไม่เต็มที่

สุดท้ายเลยขับรถไปหาอีกเจ้า ราคาเพิ่มขึ้นมาครึ่งนึง แต่ว่าพี่เอไกด์ที่พาพวกเราไปดีมาก อธิบายเส้นทางดี เรียกให้ดูนู่นนี่นั่น ถ่ายรูปเก่งอีก แกเล่าว่า แกพาพวกที่ถ่ายรูปสารคดี ถ่ายรูปแต่งงานมาเยอะ คอยสังเกตเอาว่ามุมไหนดี มุมไหนสวย

เส้นทางพายเรืออ่าวท่าเลนมี 4 เส้น แล้วแต่กำลังแขนและแนวความชอบ จะพายชมวิวสวยๆ พายแล้วไปหยุดปีนเขา พายไปลอดถ้ำก็มี ครั้งหน้าจะมาแบบเผื่อเวลาให้ทั้งวันลุยเส้นยากๆหน่อย น่าจะสวยแล้วก็สนุกมาก

ระหว่างทางเจอลิงทะเล ว่ายน้ำจากฝั่งนึงไปหาปลากินอีกฝั่งนึง ว่ายกันเป็นปลาเลย บางตัวมีลูกเกาะไปด้วย ลูกเก่งมากนะ ดำน้ำเกาะแม่ลิงไปด้วย

พวกนี้คือพึ่งว่ายข้ามจากฝั่งมาขึ้นเกาะกลางน้ำ

จุดแวะ 15: พายเรือลอดรู

ทางที่พวกเราเลือกมีรูให้ลอดได้หนึ่งครั้ง เวลาพายเรือลอดเข้าไปทุกคนต้องนอนราบขนานไปกับเรือ

ในรูปคือรูที่อยู่ด้านซ้ายมือตรงที่ไม้พายกำลังจิ้มอยู่ ความกว้างและสูงได้แค่เรือลำเดียวลอดผ่าน สนุกดี

ภาพนี้ได้ตอนกำลังลอดอยู่ เป็นภาพมุมบนตอนนอนมองฟ้า

ภาพระหว่างทาง

จุดแวะ 16: มุมสงบ

พายเลี้ยวมาถึงมุมนี้ที หัวใจแทบหยุดเต้น

คุณคะ สงบมาก ได้ยินแม้กระทั่งเสียงใบไม้ปลิว เสียงอื่นก็มีแค่เสียงนกร้อง กับเสียงน้ำที่ไม้พายพวกเราพายกระทบน้ำ ลองกดดูบรรยากาศ

ช่วงที่พวกเรามาเป็นช่วงที่น้ำลดอยู่ เลยได้แวะเดินเล่นนิดหน่อย

อยู่อ้อยอิ่งนานมากไม่ได้ มีเที่ยวบินไฟล์ทเย็นรออยู่

ออกมาเจอวิวเดิมแบบคนละมุม สวยงามสบายตา

วิวเกาะห้องอยู่ไกลๆ

ยอมใจให้วิว 360 องศา แขนไหม้ก็ยอม

ถึงฝั่งกินแตงโมที่พี่ไกด์จัดมาให้ อาบน้ำพอเป็นพิธี แล้วพวกเราก็รีบบึ่งไปสนามบินกัน

เครื่องบินดีเลย์พาให้พวกเรามีเวลามากขึ้น มีต่างชาติคนนึงชวนเพื่อนเราคุยเรื่องไฟล์ทบิน คุยไปคุยมาปรากฏว่าบินลำเดียวกัน ที่ต่างกันคือพี่แกได้ตั๋วไปกลับ 7,000 บาท พวกเราได้ตั๋วไปกลับ 1,000 บาท หน้าแกจ๋อยมาก

โรงแรมที่แกไปพักเสียคืนละ 4,000 บาท ด้วยความที่สงสัยว่าถ้าจองเองจะเสียเท่าไหร่ แกเลยลองไปถามฟร้อนท์ว่าถ้าวอร์คอินราคาเท่าไหร่ ได้ความว่าคืนละพันจ้า

โดนฟันหัวแบะ สงสารพี่แกจับใจ

ก่อนจะลาสนามกระบี่ ได้กลิ่นอาหารญี่ปุ่นเตะจมูกอย่างจัง เพื่อนคนดีได้กลิ่นเหมือนกันแน่

เพื่อน: แกกก กินมาม่ากัน อยากหาอะไรกินเล่น

“เดี๋ยวนะ นี่มาม่ามันเป็นอาหารกินเล่นหรอ เออๆ อยากกินอยู่ จัดมาเล่นๆซักป๋องดิ๊”

ทริปสั้นแต่สนุกมาก

ขอบคุณผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการทั้งอากู๋และอาเฮียของเพื่อน

ขอบคุณเพื่อนที่ลางานมาเที่ยวด้วย

ถึงกระบี่ ครั้งหน้าเราจะไม่พลาดเขาหงอนนาคของคุณแน่

แล้วพบกันใหม่นิ

สวัสดี..

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade