MYANMAR 2 Days
October 20–21, 2016
อยากไปเที่ยว อยากไปเที่ยว อยากไปเที่ยว
การทำงานใช้สมองคิดนู่นคิดนี่นานๆ สมองเองก็อยากพักบ้างนะ
ร่างกายเหนื่อยยังนอนพักได้ สมองเองก็ขอพาตัวเองหลบจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยม ไปเจอสีฟ้า สีเขียวรูปทรงประหลาดบ้าง
สมาชิกที่ได้มาหน้าตาเดิมๆ บัดดี้ทริปแม่ฮ่องสอน รวมตัวกับบัดดี้ทริปกระบี่
แค่คิดก็สนุกละ
~~~~
ณ สนามบินย่างกุ้ง ประเทศพม่า
“ห๊ะ นี่พวกน้องมาเที่ยวกันหรอ พม่ามีอะไรให้เที่ยว พี่ไม่เข้าใจ”
พี่ผู้ชายอาชีพวิศวกรที่ต้องเดินทางมาทำงานที่พม่าอยู่บ่อยครั้ง แสดงความรู้สึกอย่างชัดเจน เรารู้จักกันผ่านความมีน้ำใจของพี่เค้าที่ให้พวกเรายืมปากกาเขียนบัตรขาออก
พวกเราอมยิ้มเบาๆ ถามพี่เค้ากลับไปว่าแล้วมันมีอะไรให้เที่ยวล่ะ พวกเราไม่ได้หาข้อมูลอะไรมา แค่อยากมาก็มาเลย
“ก็ไม่มีนะ อาหารก็ไม่ถูกปาก ให้พี่แนะนำ ที่ดีที่สุดที่กินได้ก็ Black Canyon ไม่ก็ Fuji อะน้อง”
โห นี่มันขนาดนั้นเลยหรอพี่
เราเชื่อว่ามุมมองแต่ละคนไม่เหมือนกัน เก็บไว้เป็นข้อมูลละกันเนาะ
จากคำแนะนำของพี่วิศวกร เค้าแนะนำให้แลกเงินพม่า(Kyat)ซัก 500 บาทไทยติดตัวพอค่าแท็กซี่เพื่อนั่งไปโรงแรมก่อน แล้วค่อยไปหาแลกแถวตลาดเพื่อให้ได้เรทที่ถูกกว่า(มาก)
จุดแวะแรก: จุดเรียกแท็กซี่ สนามบินย่างกุ้ง
คนขับแท็กซี่คันแรกของพวกเราบังเอิญแกเป็นไกด์พาเที่ยวมาเป็นสิบสิบปี โอ้โห คุยกันตั้งแต่สนามบินยาวถึงโรงแรม เอาตั้งแต่ความศักดิ์สิทธิ์ของเจดีย์ชเวดากอง ความเชื่อของคนพม่าเรื่องเจดีย์เอย การบวช การแต่งงาน ภาษาที่คนที่นี่ใช้ ประวัติความเป็นมาของอาชีพไกด์และเป้าหมายชีวิตของลุงเค้า ร้านอาหาร สถานที่เที่ยว พร้อมทั้งช่วยวางแผนและให้คำแนะนำตารางเที่ยวสำหรับวันพรุ่งนี้ ถ้าจะจ้างแกขับรถพาเที่ยวก็ได้ด้วยนะ
พอรถมาถึงหน้าโรงแรม เราคุยกันเยอะ เลยขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้หน่อย
แต่มันไม่จบแค่นั้น!
ลุงจอดรถทิ้งไว้ แกมีน้ำใจจะช่วยยกกระเป๋า(ที่มีแค่เป้คนละใบ) ต่อว่าพนักงานที่ไม่ให้พวกเราเข้าไปนอนในห้องก่อนเวลาเช็คอินจริง แนะนำร้านอร่อยใกล้โรงแรมสำหรับมื้อเช้าให้
ยังไม่พอ!
ลุงแกยังพาข้ามสะพานลอยจากโรงแรม เดินไปร้านอาหารที่แนะนำอีก คือแกจอดรถทิ้งไว้เลย ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
ยังไม่พออีก!
ไหนๆก็ไหนๆ นั่งกินด้วยกันเลยจ้า
เราไม่ได้จ้างอะไรลุงเพิ่มเลยทั้งสิ้น แล้วก็ไม่ได้ขอให้พาไปร้าน แค่ให้ช่วยอธิบายพิกัดร้าน
แกคุยตั้งแต่บนรถว่า แกเป็นเจ้าบ้าน แกมีหน้าที่ต้อนรับแขกให้ดีที่สุด ที่สุดจริงๆค่ะลุง สังเกตจากรูปได้ เราถ่ายติดแกมาทุกรูปแบบไม่ได้ตั้งใจ กลับมาดูแล้วก็ขำนะ แต่คือแกอยู่ด้วยทุกที่ที่ไปจริงๆ
ใครสนใจจ้างแก ภาษาอังกฤษคล่องปร๋อไม่ต้องห่วง ราคาเป็นมิตร ติดต่อที่นามบัตรแกด้านล่างนี้(ย้ำว่านามบัตร แกภูมิใจนำเสนอมากบอกว่า มั่นใจว่าเราไม่เคยเห็นนามบัตรแบบนี้มาก่อนแน่นอน ค่ะลุงอินดี้มาก)
บอกไปว่าแก๊งสามสาวไทย(มาเที่ยวสองวัน)แนะนำมา

จุดแวะ 2: ร้านก๋วยเตี๋ยว ซาลาเปา KING
เราสั่ง Samusa ที่เคยลองจากทริปกาญครั้งก่อน แล้วก็ Sticky Rice Noodle คนละชาม อร่อยนะ เส้นนุ๊มมนุ่ม กินแล้วหนึบๆละลายในปาก Samosaก็อร่อย หอมและกรอบ
ส่วนลุงเจ้าถิ่นสั่งซาลาเปามากินกับชานมร้อน กินพอหอมปากหอมคอ พวกเราเลี้ยงลุงในฐานะที่พามา สี่คนรวมหมดไป 140 บาทไทย ปลื้มราคามาก
จุดแวะ 3: ร้านแลกเงิน
อยู่ไม่ไกลจากร้าน King เรทที่สนามบิน 30 เรทที่นี่ 36.20 คุ้มและต่างกันมาก
จุดแวะ 4: Circular Train
เช็คอินโรงแรมไม่ได้ก็นั่งรถไฟชมเมืองไป

พวกเราพึ่งแลกเงินมา เพราะงั้นก็มีแต่แบงค์ใหญ่ใหม่เอี่ยม ซื้อตั๋วรถไฟทีก็ต้องได้เงินทอนใช่มั้ยล่ะ คือตั๋วถูกมากก ตกคนละไม่ถึงสิบบาทไทย และสิ่งที่ได้รับกลับมา…
แบงค์ที่ทอนมามีความฉ่ำวาวดุจได้รับการฉีดพรมน้ำแร่ทั่วทั้งใบ ตอนนั้นคิดนะว่าถ้าเอานิ้วจิ้มมันจะละลายหายไปมั้ย
ระหว่างที่รอรถไฟ มีรถไฟจอดอยู่ดูว่างๆ ก็เดินเล่นนั่งรอไปดิ
ขบวน Red Bull จอดนิ่ง
คนพม่าใช้ประโยชน์จากแดดได้ดี แม้ว่าสถานที่นี้จะเป็นสถานีรถไฟใหญ่ แต่ก็ไม่เห็นต้องแคร์ใคร
อากาศร้อนๆ ใครอยากจะนอนรอก็ได้
หรือใครอยากเล่นอะไรก็ไม่มีใครว่า

ระหว่างรอจะมีเด็กพม่ามีน้ำใจพยายามบอกว่าให้นั่งรอตรงไหน ส่วนน้ำใจที่เค้าคาดหวังจะได้รับกลับคือ การซื้อน้ำเย็นๆจากเค้าเอาไว้กินบนรถไฟ มีเด็กหลายคนถือตะกร้าขายน้ำเพราะงั้นก็ซื้อตามที่สบายใจไป
11.30 น.
บนรถไฟ คนค่อนข้างแน่น
มีหนุ่มพม่าสองคนนั่งชันเข่า หันหลังมองไปนอกหน้าต่าง แทะเม็ดทานตะวันไปดูวิวไป นี่ถ้าพี่เค้าได้เบียร์ไปคนกระป๋องน่าจะเข้าท่าน่าดู
ซักพักแก๊งแทะเม็ดทานตะวันลงไป ฝั่งที่พวกเรานั่งโดนแดดส่อง
ทางเลือกแรก: ย้ายฝั่งไปนั่งแทนที่พวกนั่งชันเข่าแทะเม็ดทานตะวันเมื่อกี้ที่โยนเปลือกทิ้งไว้
ทางเลือกสอง: นั่งทนร้อนที่เดิมต่อไป แดดส่องก็ส่องไป ไม่อยากนั่งทับเปลือกที่พึ่งผ่านการแทะจากแก๊งนั้น
จะเลือกอะไร?
…
เพื่อนเมย์: มึงย้ายเหอะ คือที่ที่เรานั่งอยู่มันก็คงไม่ได้สกปรกน้อยไปกว่าตรงนั้นหรอก
!!?!?!
ขำหนัก เออย้ายเหอะ นั่งแทนแก๊งนั้นดูท่าจะเย็นกว่าเยอะ
อากาศร้อน คนเยอะ หันไปมองหน้าเพื่อนเริ่มไม่อินกับขบวนรถไฟรอบเมืองนี้ละ เลยตกลงใจลงสถานีที่พอใจโดยไม่รู้ว่าสถานีนี้คือที่ไหน
จุดแวะ 5: Inya Lake
ลงจากรถไฟก็โบกแท็กซี่ไป Inya Lake กัน
ที่นี่เป็นสถานที่จู๋จี๋ อ้อล้อต่อกระซิกของหนุ่มสาวพม่า มีร่มคู่ละคันนี่แจ๋วเลย
จุดแวะ 6: Rangoon Tea House
ร้านอยู่ชั้นสอง ด้านหลังประตูนั้น บรรยากาศดี ชอบ~
อาหารพม่ากับบรรยากาศชิคๆ
บ่ายสองกว่าพึ่งได้กินข้าวเที่ยง หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย
ว่าจะสั่งชานมเย็นมากิน เพื่อนสั่งเบียร์เร็วมาก นี่พึ่งบ่ายสองนะ!!
กินก็ด้ะ :3
อาหารอร่อย เบียร์เย็นๆ นั่งยาวจนโต๊ะข้างๆเช็คบิลไปสองรอบ
รอบที่สองพี่ฝรั่งมีน้ำใจ หยิบยื่นเบียร์ที่กินไม่หมด ยกที่เหลือให้ พร้อมกับบอกว่าไม่ต้องเกรงใจ เค้ากินไม่หมดจริงๆ
พนักงานก็คงเห็นว่าพวกเราอยู่นานนนน กินไม่ลุกซักที อยู่ดีๆก็เอามันฝรั่งทอดสดมาเสิร์ฟให้กินฟรี
แหม่ะ ของฟรี มันดีต่อใจจริงๆ ฮ่าฮ่า
จุดแวะ 7: Sule Pagoda
เดินจากร้านกลับไปโรงแรม แสงกำลังคล้อยตามเวลาบ่ายแก่ๆยามเย็น
แวะไปถ่ายรูปเจดีย์ตั้งตระหง่านกลางแยกซะหน่อย
จุดแวะ 8: โรงแรมที่รัก Hotel Heritage @Yangon
ห้องดี สะอาด กว้างขวาง มีอ่างอาบน้ำ ดีกว่าที่คิดไว้
ติดอย่างเดียวตรงที่ไม่มีลิฟท์แล้วต้องปีนบันไดอย่างชันขึ้นไปเนี่ยแหละ ดีนะพวกเราอยู่ชั้นสาม ยังพอไหว
พนักงานที่นี่น่ารักยิ้มแย้ม บริการดีเลยกลบความเมื่อยในการปีนขึ้นบันไดไปได้
จุดแวะ 9: Shwedagon Pagoda
ใครๆก็บอกว่าให้ลองไปทั้งกลางวันกลางคืนดู สวยทั้งคู่
เลือกกลางคืนอย่างเดียวละกัน ไม่ร้อน
ยังเดินขึ้นไปไม่ถึงเจดีย์โดนเรียกซะก่อน
สาวพม่า: “Hey come here”
มีการเชิญชวน สามคนมองหน้ากัน แล้วเดินไปแบบซื่อๆ
สาวพม่า: “Sawasdeeka! Put your shoes in the bag”
พร้อมกับหยิบถุงก๊อบแก๊บมาเปิดกางให้เราใส่รองเท้าคนละใบ
ในใจคิด “โคตรดี คนพม่าทำไมมีน้ำใจแบบนี้นะ”
สาวพม่า: “1,000 Kyats”
ห๊ะ!! คือไร ถุงก๊อบแก๊บ 30 บาท เอางี้เลยหรอ ใส่รองเท้าลงไปแล้วด้วยจะไม่เอาก็ไม่ได้อีก
เพื่อนยื่นให้ไป 1,000 Kyats
สาวพม่า: “No. Total 3,000 Kyats.” “1,000 Kyats each”
ห๊ะ!!!! ถุงอย่างบาง แล้วนี่คิดใบละสามสิบ รวยตายเลยงี้
เออๆ คิดซะว่าทำบุญไป นี่ก็อยู่ในวัดเค้าแล้ว
เจดีย์ชเวดากองสวยจริงและข้างบนสงบมาก คนพม่าเองก็ขึ้นมานั่งพบปะ พูดคุย สวดมนต์ นั่งสมาธิกันที่นี่ ถ้าบ้านเราเลิกงานแล้วไปหาร้านนั่ง ที่พม่านี่เลิกงานมานั่งก็คงจะเนี่ยแหละมานั่งที่เจดีย์กัน
“น้อง คนไทยรึเปล่า” มีเสียงเรียกจากกลุ่มคนบริเวณเจดีย์
มีกลุ่มคุณน้าคุณอาที่เค้ามาทำงานที่นี่กำลังเล็งแสงเพชรบนยอดเจดีย์อยู่ แล้วใจดีเผื่อแผ่จุดเล็งเพชรมาถึงพวกเรา โดยสังเกตจากหน้าตาพวกเราแล้วคิดว่าน่าจะคนไทย
ขอบคุณนะคะ โชคดี ได้เล็งเพชรฟรีไม่เสียค่าไกด์ ฮ่าฮ่า

จุดแวะ 10: Vista Bar
วิวร้าน rooftop ก็ดีแบบนี้ล่ะ เห็นไปถึงเจดีย์ชเวดากอง สวยงาม
คำเตือน: ร้านนี้ไม่เหมาะกับการนั่งกินข้าวหรือแม้แต่อาหารทานเล่น ควรสั่งแค่เครื่องดื่มพอ
อรุณสวัสดิ์ ~
ตื่น กินข้าวชั้นดาดฟ้า อาบน้ำ ลุย
จุดแวะ 11: 999 Noodle Shop
มีเจ้าถิ่นใจดีพาเดินไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้
พนักงานร้านนี้จะมีโชว์ประกอบในการเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวทุกชาม เริ่มจากวางชามก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ จากนั้นหยิบขวดพริกไทย เหยาะ 3–4 ที แล้ววางขวดอย่างเร็ว ทั้งหมดทำภายในสามวิ เร็วแค่ไหนคิดเอา
อิ่มแล้ว เดินไปเรื่อย
จุดแวะ 12: Scott Market
เดินไปจนถึง Scott Market แวะดูแป้งทานาคา ทาหน้าค่า เห็นว่าฮิต
ถึงจุดนี้ ถ่ายฟิล์มหมดม้วนพอดี แต่ดูเหมือนจะเกิดปัญหากับการกรอฟิล์ม ทำเอาเครียด ลุงขายแป้งแถวนั้นแกถ่ายรูปเหมือนกัน แนะนำให้ไปร้านแถวๆโรงแรมพวกเรา พยายามอธิบายทางและเขียนแผนที่ให้ ขอบคุณมากลุง มัวแต่ดูฟิล์มเลยไม่ได้ไปเดินดูของอะไรเลย จบที่ร้านแรกร้านเดียว
พอขึ้นแท็กซี่มา เช็คอีกที ฟิล์มเข้าม้วนเรียบร้อย สรุปไม่มีปัญหาอะไร หลงกังวลอยู่ตั้งนาน
จุดแวะ 13: Botahtaung Pagoda (เทพทันใจ)

ขอพรสิคะ ข้อเดียวพอ อย่าเยอะ
อยู่ย่างกุ้งมาเกือบสองวัน บอกตรงๆไม่ชอบคนในวัดนี้สุดตั้งแต่เจอคนพม่าในทริปนี้มา
ที่วัดนี้ได้เจอคนมาสองประเภท ซื่งคนส่วนมากน่ารัก ไม่ว่าจะคนให้ลงทะเบียนเพื่อเข้าชมเจดีย์ คุณลุงที่ช่วยเพื่อนเราม้วนแบงค์ในการไหว้เทพทันใจ แต่จะมีเด็กและวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งที่ช่วยและคอยเดินตามเพื่อหวังเงินทำบุญ ซึ่งเราเข้าใจ
สำหรับเราเล็กๆน้อยๆเราไม่ถือ การม้วนแบงค์ให้แล้วขอเงินครั้งแรกยังโอเค ให้เงินแล้วก็ยังคอยตามแล้วพูดแต่ money money money อันนี้ไม่โอเคจริงๆ เหมือนมีคนเดินตามแล้วร้องเพลง Price tag ของ Jessie J ให้ฟังตลอดเวลา
ตามจนจะออกจากวัด มันเกินไป คนมาทำบุญต้องการสมาธิ ต้องขึ้นเสียงถึงจะหยุดตาม
จุดแวะ 14: ท่าเรือแถวเจดีย์
เป็นอาณาบริเวณที่มาพร้อมกับอารมณ์หลากหลาย
ไปไหนต่อดีล่ะ …
จุดแวะ 15: Craft Cafe
ลงเอยที่ร้านนี้ นั่งเล่น นอนเล่น ห้องน้ำสะอาด ฟรี wi-fi ดีเลยนะ
จุดแวะ 16: ร้าน Potato Break
นั่งอยู่ Craft Cafe เกือบสามชั่วโมง พร้อมออกมาเดินหามื้อเย็นกิน ก็ได้ร้านนี้ล่ะที่อยู่ใกล้คาเฟ่เมื่อกี้ ฝากความหวังไว้กินก่อนไปขึ้นเครื่อง
เมนูมีมีเยอะให้จิ้มตามใจชอบ จิ้มอันไหนปุ๊บ ไม่มีขายปั๊บ
คือส่วนมากที่อยู่บนเมนูเค้าไม่ขายแล้ว ถ้าจะกินก็มีแต่เฟรนช์ฟราย = =
จุดแวะ 17: Aung Mingalar Shan Noodle Shop
เฟรนช์ฟรายแค่นั้นคงไม่รอดถึงกรุงเทพฯแน่ เวลาก็จวนเจียนใกล้จะต้องไปสนามบิน แล้วยังจะต้องกลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมอีก
เห็นร้านป้ายเขียวนี้คนนั่งอยู่เยอะพอสมควร เอาก็เอา
สั่งก๋วยเตี๋ยวมาอีกแล้ว ครั้งนี้เปลี่ยนเป็นเส้นอีกแบบ ลองไปเรื่อย
อร่อยอะ เครื่องเคียงร้านนี้ก็ใช้ได้
ส่วนเพื่อนสั่งข้าวผัดมา อร่อยมั้ย ดูเอา
หน้าบันเทิงมาก วันนี้จะกินหมดมั้ย
~~~
ได้อะไรจากทริป
- อาหารพม่าอร่อย อร่อยกว่าที่คิดไว้เยอะ
- ปริมาณอาหารต่อจานโดยเฉพาะถ้าเป็นข้าวจะใหญ่เกินคนเดียวสามารถกินให้หมดได้
- ราคาแท๊กซี่ถูก ไม่มีมิเตอร์ จะไปไหนให้ต่อรองราคาเอาอย่างเดียว ยิ่งมาหลายคนยิ่งหารเฉลี่ยถูกลงไปอีก
- เช่นเดียวกันกับเบียร์พม่าและอาหารพม่า ที่ราคามิตรภาพดีทีเดียว
- คนพม่า จิตใจดี น่ารัก มากด้วยนะ
- คนพม่ามีน้ำใจ ยินดีช่วยเหลือ ไม่ว่าเค้าจะพูดอังกฤษได้หรือไม่ได้ไม่รู้ เค้ายินดีช่วยหมด นี่ทำให้นึกถึงคนญี่ปุ่นตอนที่ไปเกียวโต โอซาก้าเลยนะ คนมีน้ำใจมากเหมือนกันทั้งๆที่พูดอังกฤษไม่ได้ก็พยายามช่วย
- คนพม่าส่วนมาก ทำบุญเป็นกิจวัตร นับถือและปฎิบัติตามหลักศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัด
- พม่าก็มีร้านชิคกะด้าวนะเออ ร้านกาแฟ คาเฟ่ มีซ่อนอยู่ตามมุมเมือง
- คนไทยที่พม่าก็มีน้ำใจเช่นกัน ทั้งพี่วิศวกรให้คำแนะนำตอนเริ่มทริป อีกกลุ่มที่ถ่ายรูปที่เจดีย์ชเวดากองให้ และกลุ่มผู้บริหารที่ชี้ชวนให้ดูเพชรบนยอดเจดีย์ รวมถึงพี่โยรุ่นพี่ที่พึ่งได้รู้จักทั้งเลี้ยงมื้อค่ำ พาไปกินก๋วยเตี๋ยว แนะนำที่ซื้อของฝากและช่วยดูกล้องตอนฟิล์มมีปัญหา
- Internet ที่พม่าให้ใช้อย่างจำกัด wifiไม่เร็วมาก เรียกว่าอืด แต่ยังพอใช้หาข้อมูลและอัพรูปได้
- พม่า บันไดเยอะมากกกกก เดินขึ้นโรงแรม เดินข้ามสะพานลอย เดินขึ้นร้านอาหาร เดินขึ้นเจดีย์ชเวดากอง เดินขึ้นไปห้องน้ำที่คาเฟ่ เดินขึ้น rooftop(คิดเอากี่ชั้นที่ต้องปีนขึ้นไป)ที่ Vista Bar ฯลฯ
รูปเกือบทั้งหมดถ่ายจาก iPhone 5 และกล้องฟิล์ม รูปเบี้ยวและเบลอเนื่องจากเป็นการลองฟิล์มม้วนแรก จริงๆม้วนแรกนี่แค่รูปไม่เสียก็ดีใจจะแย่แล้ว
สิ่งที่เรียนรู้สุดท้ายของทริปนี้คือ รองเท้าแตะหูหนีบฟองน้ำทำให้เรารู้สึกสุภาพกับทุกสถานที่ ครั้งหน้าจะไม่ใส่รัดส้นละ
แล้วพบกันใหม่
เจซูบา — อะติดตุ๊ย