Snow in 54 years — Tsukuba /Nikko /Mito

rapimoments
Feb 25, 2017 · 15 min read

November 22–27, 2016

คืนวันที่ 6 พฤศจิกา ที่งานเลี้ยงวันเกิดอาม่า

เหตุของทริปกระทันหันเกิดจากบทสนทนาสั้นๆตอนที่ทุกคนแยกย้ายไปขึ้นรถกลับบ้าน

“ไปญี่ปุ่นเป็นเพื่อนพี่หน่อย”

คำพูดเรียบง่ายที่ทำให้เราหันขวับมองหน้าเจ้เราที่นานๆเจอกันทีแบบงงๆ น้ำเสียงธรรมด๊าธรรมดา เหมือนเรียกให้ไปกินข้าวเป็นเพื่อนที่ร้านแถวบ้าน

“… เจ้หยกจะไปเมื่อไหร่”

พี่กะไป Nikko สิ้นเดือนนี้ ไปวันธรรมดาเนี่ยแหละ”

“ห๊ะ สิ้นเดือนนี้ ไปกี่วัน”

“3 วัน พี่จะไปดูใบไม้เปลี่ยนสี”

“โอยยยยย ไปเถ๊อะ ถ้าจะไปญี่ปุ่นอย่างน้อยก็ต้องมี 5–6 วันโน่น ไม่งั้นเสียดายตังค์ ไม่คุ้มค่าตั๋ว”

“หรอ แล้วต้องตั๋วซักเท่าไหร่อะถึงจะคุ้ม”

“ไปแค่ 3 วัน ตั๋วเกินหมื่นก็เสียดายตังค์ละ”

“อืม…”

วันรุ่งขึ้น

ไลน์เด้ง ข้อความที่ได้รับจากเจ้คือ สกรีนช็อตหน้าเว็บโชว์ราคาตั๋ว 8,xxx บาท เดินทาง 22–27 พ.ย.

“……………………………….”

พูดไม่ออก ถ้าไม่ไปก็กลืนน้ำลายตัวเอง

สุดท้ายก็เลย…ลางานไปเป็นเพื่อนเจ้แก พร้อมมีไอน้องชายอีกคน รวมสมาชิกเป็นแก๊งลูกพี่ลูกน้องกันสามคน

ไปครั้งนี้เราแทบไม่ได้หาข้อมูลอะไรจากไหนเลย เจ้จะพาไปไหนก็ตามสะดวกเลยค่ะ แค่ขอเลือกบางที่นิดหน่อยที่เราอยากไป

จุดแวะแรก: เก้าอี้นอนที่ดอนเมือง

ทริปของพวกเราเริ่มต้นด้วยการโดนดีเลย์ไฟล์ทไปสองชั่วโมง จากที่ต้องบินเที่ยงคืนครึ่ง อยู่ดีๆก็ขึ้นป้ายหน้าเคาท์เตอร์เช็คอินว่า Delayed เลื่อนไฟล์ทเป็นบินตีสองครึ่ง

สิ่งที่ทำได้คือ การเลือกหาโลเคชั่นในการนอนรอเครื่องมา เพราะคืนนี้เราจะไม่ค่อยได้นอนกันเท่าไหร่นัก ทำงานมาทั้งวัน พอลงเครื่องก็ต้องเที่ยวเลย เราหาเก้าอี้มุมมืดๆหน่อยแล้วก็นอนแผ่ยาว

แผ่นดินไหว!

ถึงนาริตะก็จะ 11 โมงอยู่แล้ว(จากที่ควรจะเป็น 8 โมง) เปิดมือถือมาเพื่อนส่งข่าวมาว่าญี่ปุ่นมีแผ่นดินไหวที่ Fukujima และอีกหลายพื้นที่เมื่อเช้านี้ อิบารากิที่เราจะไปสั่นระดับ 4 เรารีบเช็คข่าวจนดูแล้วว่าที่ที่เราจะไปไม่น่าห่วง ที่ส่งผลจริงๆคือรถไฟบางสายดีเลย์ตาม เราจึงต้องหาสายที่จะไปเผื่อไว้มากกว่าหนึ่งทาง

แค่นี้ยังไม่พอ พวกเราดันขึ้นขบวนรถไฟผิดอีก ช้ากันไปอีก

จุดแวะ 2: Hotel Bestland

เราเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมก่อน ซึ่งโรงแรมนี้ใกล้สถานีรถไฟมากก สามารถมองเห็นภูเขาได้จากหน้าโรงแรม เป็นเรื่องที่ปลื้มที่สุดในตอนนั้น แถมแถวนี้เริ่มตกแต่งไฟคริสต์มาสแล้วด้วย อากาศเย็นๆบวกความน่ารักมุ้งมิ้ง ใช้ได้เลย

จากที่พวกเราเจอเรื่องให้ดีเลย์แล้ว ดีเลย์อีก เลยตัดสินใจแวะซื้อแค่ข้าวปั้นในแฟมิลี่มาร์ทรวบยอดเป็นอาหารเช้าและเที่ยง กลัวว่าจะไปปีนเขาตามแพลนไม่ทัน

เรานั่งรถไฟเพื่อไปต่อรถบัส แต่ดันพลาด รถพึ่งออกไป ต้องรอไปอีกครึ่งชั่วโมง เฮ่ออ

พอขึ้นรถมาแล้วทำได้แค่ชมวิวข้างทางปลอบใจความผิดพลาดไป

แล้วเราก็ถึงภูเขาจ้ะ แค่เห็นก็ชื่นใจ เนี่ยแหละ ที่เรากำลังจะไปปีนกัน

จุดแวะ 3: รถรางขึ้นเขา Tsukuba

จากเดิมตั้งใจว่าจะค่อยๆเดินขึ้นเขาไปทีละชั้น เดินดูธรรมชาติไป ถ่ายรูปใบไม้เปลี่ยนสีตามทางไป คำนวณเวลาแล้วไม่ทันขึ้นยอดเขาดูพระอาทิตย์ตกแน่ๆ

เลยยอมขึ้นรถรางไปเขาชั้นที่สองเลย แล้วเดินต่อขึ้นยอดเขาเอง

เราเลือกขึ้นรถราง(สีเขียวในรูป) ซึ่งย่นระยะทางไปได้เยอะมาก แล้วเดินเท้าไปขึ้นยอดเขาฝั่งขวาต่อเอง

ไปๆมาๆวิวที่ได้จากบนรถรางสวยมากอะ เห็นใบไม้สีแดงตลอดทาง

เริ่มจะเห็นข้อดีของไฟล์ทดีเลย์ คือสวยแบบไม่ต้องเมื่อย

จุดแวะ 4: จุดชมวิวกลางเขา Tsukuba

พอขึ้นมาถึงกลางเขาซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของรถรางก็จะมีพวกร้านขายของ วิวกว้างๆ เห็นเขาลูกอื่นไกลๆ

แต่เดี๋ยวก่อน พระอาทิตย์กำลังจะตก เราคิดอย่างเดียวเลยว่าเราหยุดเห่อถ่ายรูปดูวิวตรงนี้ไม่ได้ ต้องรีบขึ้นไปบนยอดเขาก่อนพระอาทิตย์จะลาไป

ที่นี่จะมียอดเขาสองฝั่ง คือ Nantai-san กับ Nyotai-san ถ้ามีเวลาก็สามารถปีนขึ้นไปฝั่งนึงแล้วกลับลงมาเพื่อปีนขึ้นไปอีกฝั่งได้ แต่เราเลือกปีนได้ฝั่งเดียวเพราะแสงกำลังจะหมด เราเลือกฝั่ง Nyotai-san เพราะอ่านมาว่าฝั่งนี้สวยกว่า ถ้าโชคดีจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิด้วย

เริ่มค่ะ!

จุดแวะ 5: ยอดเขา Nyotaisan

หนาวก็หนาว รีบก็รีบ พื้นเปียกเหมือนฝนพึ่งตก มีทั้งหิน ทั้งแอ่งน้ำ ลื่นอะดิ

แต่พอใกล้ถึงยอดเขาแล้วเห็นภาพนี้~

มันดีมากกกกก ทั้งแสง ทั้งวิว ทั้งหมอก สูงและเสียวมาก ตอนที่ยืนบนยอดเขาขาเราสั่นหนัก เหมือนจะสั่นเพราะหนาว แต่เอาจริงๆเสียวมากกว่า หินก้อนเล็กก้อนใหญ่ที่ให้ยืนมันสะดุดแล้วตกเขาได้ง่ายๆเลยนะ

เราอ่านเจอมาว่า ภูเขาสึคุบะถูกขนานนามเปรียบเทียบกับภูเขาฟูจิ ถ้าฝั่งตะวันตกคือฟูจิ ตะวันออกก็ต้องสึคุบะนี่แหละ

เจอคนญปมาเดทกัน น่ารักดี อารมณ์แบบ เธอ ไปปีนเขาดูพระอาทิตย์ตกกัน โรแมนติกโคตร

เราอยู่ชื่นชมบนยอดเขาจนพอใจ จนตะวันลับฟ้าไป และก็…มืดสนิท

มืดจนต้องเดินกลับลงมาด้วยไฟฉายมือถือ ตอนแรกคุยกันว่าจะเดินลงเขาไปเอง หลังจากลองเดินไปได้ซักระยะ มันมืดและหนาวมากจนเดินไม่ไหวจริงๆ อากาศน่าจะ 6–7 องศา เลยย้อนกลับมาทางเดิมเพื่อขึ้นรถรางกลับลงไป ไหนๆก็ไหนๆแวะกินดังโงะร้อนๆ ตรงที่รอรถรางซักหน่อย

พอนั่งรถรางกลับลงมา รถบัสบนเขานี้หมดแล้ว พวกเราเลยต้องเรียกแท็กซี่ลงจากเขาไปต่อรถบัสข้างล่างเอา ได้คำแนะนำมาจากแก๊งนักท่องเที่ยวชาวจีนที่พึ่งลงจากเขามาเหมือนกัน ขอบคุณมากค่ะ

จุดแวะ 6: ร้านราเมงหลังโรงแรม

จริงๆต้องเรียกว่าร้านเบียร์สด เพราะเราว่าราเมงรสชาติเฉยๆเลยล่ะ แต่ Nama Biiru ไอเบียร์สดเนี่ย ดีมาก ที่ร้านจะมีผักแกล้มกับพวกเครื่องเคียงให้กินกับราเม็ง เครื่องเคียงเป็นพวกไชเท้าดอง กระเทียมเจียวแห้ง แล้วก็อย่างอื่นที่ไม่รู้เลยว่าคืออะไร เราตักมาลองอย่างละนิดละหน่อย อร่อยเกือบทุกอย่าง

พอท้องตึงเราก็กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม ยืนอยู่รู้สึกได้ว่าเก้าอี้ที่จับ อยู่ดีๆก็สั่นขึ้นมาเบาๆสองรอบ ค่ะ แผ่นดินไหวแบบเบบี๋ เตือนให้ระวังตัว

****************************

— Day 2 —

จุดแวะ 7: Breakfast at Hotel Bestland

นัตโตะ คือถั่วหมักหรือที่เราเรียกกันว่าถั่วเน่า จำได้ว่าคุณปู่ของชินจังชอบกินราดข้าว อ่านเจอมาว่ามันเป็นของดีของจังหวัดนี้ เราเลยลองจัดดูซักหน่อย(ลองไปสองเม็ด ><) ก็พอได้นะ ไม่กล้ากินเยอะกลัวขนลุก

วันนี้อากาศ 9 องศา อากาศทรมานน้อยลงไปนิดนึง

จุดแวะ 8: Train to Nikko

ปั่นป่วนมาก ขึ้นลงรถไฟผิดสลับกันไปมา เดี๋ยวคนนี้ดูผิด อีกคนดูผิด จนสุดท้ายมาเจอรถไฟสายเบาะแดง คิดถึงรถไฟสายใหม่ของเมืองไทยขึ้นมาเลย

เห็นอาเฮียเบาะตรงข้ามแกยืดขาดูสบายดี เราเลยยืดมั่ง แบบเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตามลุง

วิวระหว่างทางสวยจนไม่อยากหยุดมอง

ถึง Nikko แล้ว อากาศหนาวหนักกว่าเดิม พวกเรารีบไปซื้อตั๋ว 2 days pass สำหรับใช้ขึ้นรถบัสรอบเมือง แพลนไว้ว่าจะเที่ยวน้ำตกรอบเมืองวันนี้ นายสถานียื่นโบรชัวร์แบบน้ำตกเป็นหิมะมาให้พร้อมกับตั๋ว พวกเรายืนงงๆ เค้าบอกว่าพรุ่งนี้ ยูเจอหิมะกันแน่ๆ เอาโบรชัวร์แบบนี้ไปเลย…….ขอให้จริงเถอะ

จุดแวะ 9: Sakaeya @ Tobu Nikko Station

ก่อนจะมาทริปนี้ พี่เราย้ำนักย้ำหนาว่าถ้ามา Nikko ต้องกินอันนี้ให้ได้ โชคดีที่น้องหันไปเห็นแล้วเรียกให้ไปซื้อ ไม่งั้นคงลืมสนิท

ที่นี่ขาย Yuba Manju เป็นซาลาเปาทอดไส้ถั่วแดงโรยเกลือ มัน ดี มากกกกกก

ถ้ามา Nikko แล้วไม่ได้กินจะรู้สึกว่าพลาดมาก หน้าตาธรรมดาแต่โคตรอร่อย

จุดแวะ 10: Nikko Tokinoyuu Hotel

โรมแรมดี พนักงานคุยรู้เรื่อง ราคาไม่แพง มีออนเซ็น และที่สำคัญใกล้ป้ายรถบัส ดีมากสำหรับช่วงอากาศหนาว จะได้ไม่ต้องออกไปยืนรอที่ป้ายนาน

แต่เอาจริงๆ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราคือ โถส้วมอุ่นๆที่นี่ คือมันหนาวจนตัวเย็นไปหมด ทุกครั้งที่ได้หย่อนตัว(ตูด)ลงไป มันเป็นความรู้สึกดีดีที่ได้กลับมา

หลังจากเก็บของและเติมชุดให้หนาพอสู้อากาศข้างนอกแล้ว เตรียมตัวจะไปน้ำตกกัน แวะคุยกับ reception ได้ความว่า อย่าไปเลยค่ะวันนี้ นี่ก็จะบ่ายสามอยู่แล้ว นั่งรถไปก็เป็นชั่วโมง ไปพรุ่งนี้เถ๊อะ

อ้าว เจองี้ก็ดื้อดิ เจ้เราไม่ยอม เจ้แกแพลนมาว่าต้องไปน้ำตกวันนี้ วันถัดไปก็มีแพลนอื่นแล้ว

สุดท้าย คำนวณเวลาแล้วมันไม่ทันจริงๆ เลยต้องเปลี่ยนแผนมาเดินเล่นแถวโรงแรมแทน

จุดแวะ 11: Shinkyo Bridge, Nikko’s Shrines & Temples

ไปที่อื่นไม่ได้แล้วก็เดินเล่นยาวๆไป

หนาวขนาดนี้ต้องลองไอติมท้าหนาวกันหน่อย ยอมใจให้ไอติมมะม่วงเค้าเลย

เดินจนฟ้ามืด รู้สึกตัวอีกทีร้านค้าปิดกันหมดแล้ว เหลือร้านข้าวให้กินไม่กี่ร้าน

นี่มันพึ่ง 5 โมงครึ่งนะ ทำไมรีบปิดกันขนาดนี้

เราคิดได้อย่างเดียวคือ Yuba Manju มันอร่อยจนต้องนั่งรถกลับไปซื้อมากินอีกรอบ

จุดแวะ 12: Ramen Bonten Nikko

เดินไปเรื่อยๆจนเจอร้านนี้เปิดรอพวกเราอยู่(เข้าข้างตัวเองมาก) หน้าตาเมนูและราคาแลดูเป็นมิตร พวกเราพุ่งตัวเข้าไปไม่รีรอ

อะไรดูหน้าตาดี พวกเราจิ้มไล่เอามาหมด

ระหว่างที่เพลิดเพลินกับอาหารบนโต๊ะ อยู่ดีๆมีเด็กน้อยเดินมาเล่าเรื่องชุดกระโปรงของนาง ไล่จับชิ้นส่วนกระโปรงของตัวเองแล้วก็เล่าให้ฟังว่ามันคืออะไร เนี่ยกระโปรงหนูมีสีฟ้านะ สีส้มนะ สีแดงก็มีนะ โบว์ก็มาด้วยนะเออ ที่สำคัญพ่อแม่นางปล่อยให้นางเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นเวทีโชว์ got talent ยังไงยังงั้น โดยมีโต๊ะเราซื้อตั๋วโชว์ไว้โต๊ะเดียวเป็นโต๊ะ VIP ด้วยดิ

พอเล่าเสร็จแล้วหนูน้อยแกยืนยิ้มแฉ่งให้ถ่ายรูปต่อ แล้วนางก็เดินไปหาโต๊ะที่มีผู้ชายนั่งอยู่ คาดว่าเล่าเรื่องเดียวกันให้ฟัง

ก่อนจะกลับที่พัก พวกเราแวะร้านสะดวกซื้อ ตั้งใจซื้อถุงมือไว้สำหรับพรุ่งนี้ เพราะมือชาแข็งแบบวันนี้อีกไม่ไหว อยู่กรุงเทพฯไม่คุ้นกับอากาศแบบนี้จริงๆ

จุดแวะ 13: Onsen

กลับถึงโรงแรมไม่รอช้า รีบพุ่งตัวลงไปแช่ออนเซ็น มีเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนปิด เจ้เราไม่ไป เราเลยต้องไปคนเดียว ไปถึงคนน้อยดีนะ เพราะเค้าเริ่มจะกลับกันหมดแล้ว

ก่อนนอนเราเช็คอากาศวันพรุ่งนี้ มันจะมีหิมะจริงๆเหมือนที่นายสถานีบอกไว้

ตอนบ่ายเราเช็คมันขึ้นแค่ 90% แต่ตอนนี้คือ 100% แล้ว ตื่นเต้นนนน

เป็นคนไทยที่ยังไม่เคยเจอหิมะนอกจากที่ดรีมเวิลด์

ชั้น ตื่น เต้นนนน~~~

คืนนี้หนาวจนต้องใส่ชุดนอนบวกยูกาตะอีกชั้นนอน

Oyasuminasai~

****************************

Day 3 Thanksgiving Day

วันนี้เป็นหนึ่งในวันที่เราชอบที่สุดในปีนี้เลย

ตื่นขึ้นมาวันนี้ เราตั้งใจเลยว่าจะไปถาม reception ว่าไปที่ไหนน่าจะมีโอกาสได้เจอหิมะ พออาบน้ำเสร็จตอนประมาณ 7 โมงเช้า น้องเรียกบอกว่าหิมะตกเจ๊

เรารีบวิ่งไปเปิดหน้าต่าง

กรี๊ดดดดดดดดดดดด

หิมะเว่ยยยย

หิมะ

หิมะจริงๆ หิมะของจริง มันกำลังโปรยลงมา

เรายืนดูไปซักพักจนหิมะเริ่มปกคลุมพื้นทีรอบๆ

เรารีบกินข้าวเช้า แล้วออกไปสัมผัส หิมะแรก ของเรา

วันนั้นทั้งวันเราหุบยิ้มไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่สุขแบบสุดๆ รู้สึกโชคเข้าข้างที่หิมะตกในวันที่เรามาพอดี ทั้งๆที่หิมะจะไม่ตกในเดือนนี้ที่เมืองนี้ นี่เป็นหิมะหลงฤดูในรอบ 54 ปี ขุ่นพระ!

ดูสิดู หิมะค่ะคุณ

เมื่อวานนี้เราซื้อกล้องฟิล์มใช้แล้วทิ้งมา วันนี้หิมะตกแรงเลยได้เอาออกมาใช้พอดีเลย

เราขึ้นรถบัสเพื่อไปน้ำตกที่ตอนแรกแพลนไว้ว่าจะไปเมื่อวานนี้

จากถนนในเมืองเริ่มมีการขึ้นเขา

บ้าน ร้านค้าและตึกค่อยๆหายไป แทนที่ด้วยต้นไม้ริมทางที่โดนปกคลุมไปด้วยหิมะ

แล้วพวกเราก็มาถึงน้ำตกแรกตามแพลนซะที

ระหว่างทางไปน้ำตกพวกเราเจอกลุ่มนักเรียนเล่นหิมะรอให้คนล่ามโซ่ล้อรถอยู่ ตอนเราไปถึงเค้าพึ่งล่ามโซ่เสร็จพอดี เข้าใจเลยว่าการขับรถบนถนนที่มีหิมะมันลำบากและอันตราย ขนาดแค่เราเดินลุยยังจะลากขาลำบากเลย แล้วที่นี่รถบัสก็ช่างตรงต่อเวลา ยิ่งต้องรับผิดชอบสูงขึ้นไปอีก

จุดแวะ 14: Yutaki Waterfall

เจ๊แกพยามตั้งกล้องถ่ายรูป หมวกไม่ใส่ สภาพผมเหมือนโรยด้วยไอซ์ซิ่ง

จุดแวะ 15: ร้านอาหารและร้านขายของฝากตรงข้ามทุ่ง Senjogahara

อยู่กลางหิมะนาน ร่างกายเริ่มร้องหาไออุ่น เดินไปเจอร้านนี้ ยังไม่ทันได้สั่งอะไร พนักงานรู้ว่าพวกเราคงหนาวมาก เอาชาร้อนมาเสิร์ฟให้ เป็นชาดอกไม้ที่รสชาติเหมือนซุป เค็มเปรี้ยว อร่อยแบบแปลกๆ ขอบคุณมากๆ ได้ไอร้อนเข้าร่างไปมันดีมาก

จานแบ่งสีเพศ เหมือนผ้าห่มที่โรงแรมเมื่อคืนเลย

ที่นี่เราได้นั่งกินข้าววิวแบบนี้ กินไปชมวิวไป แหม่ะ ดีงามค่ะ

จุดแวะ 16: Senjogahara Marshland

อิ่มแล้วออกเดินได้ แค่เดินไปฝั่งตรงข้ามร้านก็เจอทุ่ง Senjogahara ละ ใกล้มาก

แล้วก็เดินมาถึง

ถ่ายรูปอยู่ซักพักก็มีคนที่ร้านขายอาหารตามมา ตั้งใจมากวาดหิมะให้พวกเราจะได้ยืนถ่ายรูปสะดวก

คนญี่ปุ่นคนนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีเลย ตั้งแต่แนะนำอาหารให้ตอนอยู่ที่ร้าน เราคุยกับเค้าว่าภาพที่เห็นก่อนมาที่นี่จะต้องมีใบไม้สีสันแปลกตาให้ดู ซึ่งเค้าก็ว่าใช่ แต่เค้าก็ยินดีที่พวกเราโชคดีมากกว่า ได้เห็นที่นี่เวอร์ชั่นหิมะในเดือนนี้ในรอบ 50 กว่าปี คนไทยอะเนาะ ไม่มีหิมะน่ะ

เรารู้สึกถูกชะตาเลยขอถ่ายรูปเค้าไว้หน่อย เผื่อได้เจอกันอีก

ไปๆมาๆเราเลยได้แลกกันถ่ายรูป เราถ่ายเค้า เค้าถ่ายพวกเราเก็บไว้เหมือนกัน

แล้วก็เต๊ะท่าให้เราถ่ายอีกรูปนึง

เราเดินกลับมาดูว่ามีอะไรน่าซื้อกลับบ้างขณะรอรถบัสมา เดินออกมาจากร้านอีกทีเจอตาคนเมื้อกี้มากวาดหิมะให้ฝั่งนี้แล้ว ขยันจริงๆ

จุดแวะ 17: Ryuzu Falls

เราเดินลุยหิมะกันจากยอดน้ำตกลงไปถึงด้านล่างน้ำตก ถ้ามีอะไรมาสไลด์ลงไปน่าจะง่ายกว่าการเดินลุยลงไปมาก

หันกลับไปมอง มีแต่รอยเท้าพวกเราทั้งนั้น ลื่นกันมาหมดแล้ว 555

ถึงด้านล่างเจอกลุ่มเด็กนักเรียนกำลังกลับลงมาจากน้ำตกด้านล่าง

ส่วนกลุ่มที่ลงมารอที่รถแล้วก็ปาหิมะเล่นกันสนุกสนาน

ภาพน้ำตกมุมล่าง ขาวไปหมด เหมือนกำลังถ่ายรูปขาวดำอยู่

พวกเราแวะเข้าห้องน้ำก่อนกลับ ฝารองนั่งไม่อุ่นเลย

เล็งจุดนั้นไว้ เดี๋ยวต้องไปรอบัสตรงนั้น

เรานั่งบัสมาลงป้ายที่เดินไปดูน้ำตก Kegon กับทะเลสาบ Chuzenji ได้

แต่อากาศวันนี้ติดลบจนทำให้เจ้ขอหยุดระหว่างทางไปน้ำตก แยกตัวไปนั่งจิบกาแฟร้อน ส่วนน้องเราเนี่ยรองเท้าเปียกเย็นไปหมดก็ขอตัวไปเดินดูของรอบๆ เราคิดว่าคงไม่ได้เห็นน้ำตกแล้วล่ะ สมาชิกไม่ไหว

เราไม่อยากนั่งเฉยๆระหว่างที่รอ เลยขอตัวไปเดินสำรวจบรรยากาศแถวๆนั้น

ยิ่งเดินไป ยิ่งได้ยินเสียงน้ำใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ เรากึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเสียงไป มองไปทางข้างหน้าไม่เห็นใครเลย

แล้วนี่ก็เป็นภาพที่เห็นหลังจากวิ่งไปถึงจุดที่ได้ยินเสียงน้ำดังที่สุด

จุดแวะ 18: Kegon Falls

ตอนที่เรายืนดูน้ำตกกับต้นไม้บนภูเขานี้ อยู่ดีๆเราก็คิดว่าเราฝันอยู่

ยืนมองภาพตรงหน้า นึกภาพคนยืนท่ามกลางหมอกคลุมตัว มีเสียงน้ำตกไหลกระทบโขดหิน ต้นไม้เรียงรายอยู่ตรงหน้าไล่ระดับตามแนวเขา แล้วทุกอย่างที่มองเห็นจากสายตาเราเป็นภาพขาวดำทั้งหมด จะว่าตาพร่าก็ไม่ใช่ แล้วเรายืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว อย่างกับฝัน

จนกระทั่ง

สุโค่ยยยยย!!!

ลุงญี่ปุ่นเดินสะพายกล้องยิ้มแฉ่งเข้ามา

เรายิ้มกว้างให้ลุงเป็นเชิงว่า ใช่ลุง สุดยอดไปเลย

หลังจากนั้นลุงแกเว่าภาษาญี่ปุ่นใส่เรามาชุดใหญ่ เราหรอยิ้มกว้างกว่าเดิมดิ ฟังไม่รู้เรื่อง โบกมือให้แล้วบอกว่า ไม่ใช่คนญี่ปุ่นลุง

ลุงยิ้มให้พูดญี่ปุ่นเยอะแยะและยาวกว่าเดิม เดินมาชวนคุยชมกล้องสวย ที่รู้เพราะลุงพูดอังกฤษตอนชม

คุยกันยิ้มแย้มแบบไม่รู้เรื่องอยู่ซักพักแล้วลุงก็จากไป

ระหว่างที่เดินกลับไปหาสมาชิก กลิ่นอาหารหอมๆลอยมาเตะจมูกเข้าอย่างจัง

จุดแวะ 19: ปลา Ayu ย่าง

อากาศหนาวติดลบ ได้ปลาย่างสดๆจากเตา เนื้อนุ่มหนังบางกรอบ รสเค็มเกลือนิดหน่อย แหม่ะ อร่อยจนอยากจะเหมาลุงมาให้หมด

ระหว่างแกะปลากิน ลุงแกจะส่งสายตามาเป็นระยะ แกกลัวว่าเราจะเอาไม้เสียบปลาไปที่อื่น คือลุงจะเอาไปใช้ใหม่นั่นแหละ พอเรากินเสร็จเลยรีบเอาไปคืนให้ จะได้ไม่ติดค้างกันนะลุง

เจ้กับน้องเราอยากกลับโรงแรมไปพักแล้ว ซึ่งตอนแรกพวกเราตั้งใจว่าจะเดินไปดูน้ำตกแล้ววกกลับไปทะเลสาบกัน นึกภาพว่าป้ายรถอยู่ระหว่างกลางน้ำตกกับทะเลสาบ

เพราะไอเจ้าป้ายรถบัสดันถึงก่อนทะเลสาบ เจ้กับน้องเลยขอหยุดที่ตรงป้ายรถ เราเข้าใจนะ เดินลุยหิมะกันมาทั้งวัน เจ้กับน้องคงรู้สึกไม่ค่อยโอเค

รถรอบถัดไปจะมาในอีก 20 นาที

เอาไงดีล่ะ

เอาความจริงคือเรายังไม่รู้สึกเหนื่อยเลย วันนี้มีความสุขมากแบบฉุดไม่อยู่

เราคิดในใจ 5 วิ

ถ้าจะไปก็ต้องเดินลุยหิมะไป ใช้เวลาเดินและแรงมากกว่าปกติ เดินไปเดินกลับจะทันมั้ย 20 นาที

สุดท้ายเราตัดสินใจบอกเจ้กับน้องว่าเราขอเดินไปต่อนะ ถ้ากลับมาไม่ทันรอบรถ กลับโรงแรมกันไปก่อนเลย ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวตามไป (เอาจริงๆคือเกรงใจมาก รู้ว่าอยากกลับโรงแรมกันแล้ว)

ทุกคนดันบอกว่าไม่เป็นไร รอได้ (กดดันเลยดิทีนี้!)

เราคิดต่อไปอีก 2 วิ

ถ้าไม่ไปจะเสียดายมั้ย?

ยิงคำถามนี้ใส่ตัวเองปุ๊บ ตัดสินใจบอกทั้งคู่เลยว่า นั้นเดี๋ยวเราจะรีบกลับมาให้ทันรอบรถนะ เหมือนอารมณ์นางเอกหนังยังไงยังงั้น ต่างที่เรื่องนี้มีแต่นางเอก แต่พระเอกไม่มี

เราเดินตัดกลางลานจอดรถบัสที่เต็มไปด้วยหิมะกองหนาตลอดทาง ตั้งใจเลือกทางที่ไปได้เร็วที่สุด เดินไปก็ดูนาฬิกาไป คำนวณเวลาเดินว่าไปเท่าไหร่ กลับน่าจะเท่าไหร่

ระหว่างเดินสังเกตได้ว่า ไม่มีใครเลย จะมีก็แต่รถกวาดหิมะที่กำลังทำงานอยู่

จุดแวะ 20: Chuzenji Lake

แล้วเราก็เดินมาถึง

เจอทะเลสาบ ภูเขา และฝูงเป็ด

เงียบและสงบมาก

ต้องบอกว่าจะไม่เงียบได้ไง มีคนอยู่ตรงนั้น 0 คน มองไกลแค่ไหนก็ไม่มีเงาใครให้เห็นซักคน

เราเดินไปเรื่อยๆ คอยดูเวลา กะระยะ หยุดตรงที่คิดว่ายังกลับไปทันรถได้ ชื่นชมความงามให้พอใจซักพักแล้วก็เดินกลับ

ขากลับค่อนข้างเร็ว เพราะเรากึ่งเดินกึ่งวิ่งกลัวทำให้ทุกคนตกรถ

แล้วเราก็กลับมาทันจ้ะ แถมยังได้นั่งคุยกับฮีทเตอร์ด้วย

ทริปนี้มีเราคนเดียวที่พกรองเท้ามาคู่เดียว เพราะคิดว่าไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมากมายนัก

พอถึงโรงแรมเราวิ่งหาโถส้วมก่อนเลย อยากได้ไออุ่น

ซักพักได้ยินเสียงไดร์เป่าผม พอเราเดินออกจากห้องน้ำเจอน้องชายนั่งเอาไดร์เป่ารองเท้าเราให้ เฮ่ยย แกไม่เป่าของแกไปล่ะ มาเป่าของชั้นทำไม

ก็เจ๊เอารองเท้ามาคู่เดียวหนิ

โอ๊ยยยยยยแก นี่ถ้าเป็นผู้ชายชั้นหลงไปละ เอาใจเก่งมาก (น้องชายโสดนะ โปรดจีบ ห่างกันแค่ปีเดียว)

เราพึ่งรู้ตัวว่าถุงเท้าเราเปียกทุกอณูทั้งสองข้าง ไม่ต้องพูดถึงรองเท้า ไม่รู้เลยจะแห้งเมื่อไหร่

เราแย่งไดร์มาเป่าเองจนในที่สุดรองเท้าก็แห้ง(แล้วเช้าก็ใช้ไดร์เป่าผมต่อ :D) เปิดน้ำอุ่นแช่เท้าในอ่างอาบน้ำกัน แล้วก็ออกไปกินข้าวเย็น

วันนี้เราเปลี่ยนร้านไปกินสเต็ก สั่งเต็มที่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือไม่อร่อยเหมือนเมื่อวาน

พอกลับไปถึงโรงแรมก็รีบลงไปแช่ออนเซ็น ไปคนเดียวอีกตามเคย ไม่มีคนเลย ดีมากอะ

****************************

Day 4 Snow is Melting

วันนี้หิมะหยุดตกแล้ว นี่เป็นหิมะหลงฤดูจริงๆ ตกวันเดียวแล้วจบ

พวกเราเช็คเอาท์ลากกระเป๋าขึ้นรถบัสเพื่อจะไปขึ้นรถไฟที่สถานี Tobu Nikko

เจ้บอกว่าให้ลงป้ายสุดท้าย แต่เราสังเกตว่าวันนี้เหมือนรถจะไม่จบด้วยการจอดหน้าสถานีรถไฟ แต่เหมือนจะไปต่อแล้วไปจอดข้างๆสถานีแทน พอเห็นแบบนั้นเลยสะกิดว่าลงนี่แหละถึงแล้ว

แต่ด้วยความที่เจ้เราเชื่อว่ามันต้องเป็นป้ายสุดท้ายเท่านั้น เดี๋ยวรถก็คงวนไปจอดข้างหน้าให้ เลยไม่ยอมลง สะกิดอยู่สองสามที เจ้แกเด็ดเดี่ยว เอ้า ไม่ลงก็ไม่ต้องลงด้วยกันหมดนี่แหละ

แต่พอรถเริ่มขับออกจากป้ายไปเหมือนเจ้จะเริ่มรู้ตัวจากการเช็ค google maps เจ้เลยรีบวิ่งไปกดลงป้ายหน้า

จุดแวะ 21: เลยป้ายรถบัสไป 1 ป้าย

เราลากกระเป๋าเดินกลับสถานีรถไฟที่พึ่งผ่านมา พอเงยหน้ามองวิว

อื้อหือ ลงป้ายผิดก็ดีไปอีกแบบเนาะ

พวกเรานั่งรถไฟลงสถานี Shin-Tochigi แล้วเปลี่ยนขบวนไป Tochigi บรรยากาศข้างทางค่อยๆเปลี่ยนจากวิวทุ่งนาโล่ง ออกแนวเป็นบ้านหลังๆเรียงราย

เรากำลังจะเข้าเมือง!

เราเลือกนั่งคนเดียวเหมือนตอนขามาNikko เพราะอยากชื่นชมกับภาพสองข้างทางแบบเต็มๆ เรานั่งยิ้มคนเดียวตลอดทาง จนรู้อีกทีก็มีลุงนั่งมองเราอยู่ เลยยิ้มมุมปากให้ลุงไปนิดนึง ไม่ได้บ้านะลุง มันมีความสุขมากจนเก็บไว้ข้างในไม่อยู่ เห็นหิมะกำลังละลายตลอดทางก็คิดว่าโชคดีเนาะเราเนี่ย หิมะตกเมื่อวานพอดี ทั้งๆที่แพลนผิดพลาดไปหมด ตกรถไฟ ไปนู่นนี่ไม่ทัน แต่สุดท้ายแพลนทุกอย่างมันราบรื่นในวันที่หิมะบังเอิญตก ลงตัวไปหมดซะทุกอย่าง

จุดแวะ 22: Mito Station

ไปอยู่นอกเมืองมาหลายวัน ทุกสถานีที่ไปอย่างมากก็จะมี Family Mart ไม่ก็พวกตู้กดน้ำ พอขึ้นมาสถานีนี้เจอพวกคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านขายขนม เราเลยตื่นเต้นเบาๆ ถึงแม้มันจะไม่ได้เป็นเมืองมากเหมือนอย่างโตเกียวก็ตาม

หลังจากเก็บกระเป๋าที่โรงแรมเรียบร้อย เรากลับมาที่สถานี Mito เพื่อขึ้นบัสไปจุดหมายถัดไป

ถ้าที่นี่มีให้โหวตคนขับบัสยอดเยี่ยม เราจะโหวตให้คนขับคนนี้เลย พี่แกขยัน อธิบายทุกอิริยาบถที่แกทำ จะหยุดรถแล้วนะ จะออกรถแล้วนะ จะหยุดรถจอดติดไฟแดงนะ จะออกรถอีกแล้วนะ ถึงป้ายแล้วนะ คุณป้าระวังนะ

เหมือนมีการสนทนาบนรถตลอดเวลา โดยพี่แกเป็นคนพูดนำ ถึงไม่มีใครตอบแกซักคน แกก็ยังยิ้มได้ตลอดทาง

จุดแวะ 23: Hitachi Seaside Park

พึ่งรู้ตัวว่าทำถุงมือหายไปข้างนึงระหว่างทางมา ได้แต่ซุกมืออยู่ในเสื้อ อากาศแต่ละวันไม่ถึง 10 องศาซะที

ระหว่างที่เดินเล่นในสวน เจอตู้กดไอติม เลยลองรสที่ไม่มีที่ไทย กินไอติมหนาวๆเนี่ยแหละดี เย็นก็ต้องเย็นให้สุด

สวนนี้หลากหลายมากนะ ที่นี่จะจัดสวนเปลี่ยนดอกไม้ต้นไม้ไปเรื่อยๆ อารมณ์คล้ายๆสวนหลวง ร.9 บ้านเรา

คนที่นั่นเค้าก็มาเดินเล่นกัน

ที่ไ่ม่เหมือนสวนบ้านเราคือเค้าให้เอาน้องหมามาเดินเล่นได้ แถมยังพ่วงสวนสนุกเข้ามาด้วย เรียกว่ายกก๊วนมากันได้พร้อมกันทั้งครอบครัว

เดินจนสวนปิด เดินตั้งนานพึ่งได้เสี้ยวเดียวของสวน พื้นที่ของสวนที่เปิดให้เดินได้ประมาณ 1,250 ไร่!

ถ้ามีเวลาแนะนำเช่าจักรยานปั่นจะดีกว่า จะได้ไปทั่วๆ

ขานั่งบัสมาเจ้เราดันเหลือบไปเห็นร้านเทนด้งระหว่างทางมาสวนนี้ แล้วนางอยากกิน

ไม่รู้ชื่อร้านด้วย รู้แต่ว่าต้องลงป้ายไหน พอนั่งบัสกลับไปปรากฎว่าบัสเปลี่ยนเส้นทางวิ่ง เค้าไม่วิ่งกลับทางเดิม พวกเราเลยต้องกระโดดลงกลางทาง

ลองเดินไปทางที่คิดว่าใช่ เดินหนาวกันพักใหญ่ หลงและงงดิ

เจ้แกถามคนแถวนั้นได้ความว่าบัสคันสุดท้ายจะหมดในอีก 20 นาที บายยย~เทนด้ง

สุดท้ายเลยต้องเดินหนาวกลับไปจุดเริ่มต้นแล้วขึ้นบัสกลับไปสถานีรถไฟ

สถานีรถไฟ Mito

พวกเราไปเดินเล่นในห้างที่สถานีจนไปเจอร้านนี้

จุดแวะ 24: Tonkatsu Wako

กรอบอร่อยมากกก เป็นหนึ่งในมื้อที่ชอบของทริปนี้ เพราะตอนนั้นทั้งหนาว ทั้งเหนื่อย แล้วก็หิว นึกภาพว่าไปเดินหลงที่ไหนมาก็ไม่รู้ อากาศหนาวๆ เดินมาทั้งวัน แล้วได้มากินทงคัตสึร้อนๆ แป้งบางกรอบ

พอกลับมาไทย พึ่งจะได้รู้ว่า ร้านนี้มีเปิดอยู่ Central World เขินเลย

เอาเป็นว่าจะไปลองที่ไทยนี่ว่าคุณภาพเหมือนกันมั้ย อย่างน้อยอารมณ์อย่างนึงแล้วล่ะที่คงไม่เหมือนกัน

พอกินอิ่มพวกเราลองไปเดินเล่นซุปเปอร์กัน เจ้ตื่นเต้นกับ Nest Beer ประมาณว่านางอ่านรีวิวมาว่ามาถิ่นเค้าเราต้องลอง พอนางเจอกับภาพนี้ปุ๊บ

นางเงียบไป แล้วก็เอานิ้วขึ้นมานับ เรากับน้องมองหน้ากันแบบอีเจ้ทำไร

แล้วเจ้ก็พูดขึ้นมา

“เนี่ย มันมีทั้งหมด 15 แบบ เราอยู่ที่นี่กันสองคืน เราก็ควรจะกินวันละ ……….”

อีเจ้!!! เรากับน้องฮาลั่นซุปเปอร์ สบายล่ะคืนนี้

ห้ามแกแทบไม่ทัน ใจเย็นๆ ที่ไทยมีเจ๊ เอาแค่พวกที่มันพิเศษๆก็พอ

จาก 15 แบบเลยได้จบลงที่ Special X’Mas edition และยี่ห้ออื่นๆปนไปพอกรุบกริบ

****************************

Day 5 ลมเย็นเย็นพัดมาแล้ว

เช้านี้เราจัดมื้อเล็กเบาเบา อันขวานี่ทีเด็ดเลยนะ

จุดแวะ 25: Ryujin-Kyo สะพานแขวนริวจินอันยิ่งใหญ่

ในเว็บเค้าโฆษณามาแบบนี้ บอกว่าเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดบนเกาะฮอนชูอันยิ่งใหญ่ ส่วนของจริงที่น่าตื่นเต้นสำหรับเราก็น่าจะเป็นบันจี้จัมพ์มากกว่าสะพานสีฟ้าอันยิ่งใหญ่นี้

เพราะมันทำให้ย้อนคิดไปถึงตอนเราลองโดดบันจี้จัมพ์เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนที่ยืนตรงขอบรอกระโดดเนี่ยน่ากลัวแล้วนะ แต่พอก้าวแรกที่กระโดดออกไปแล้ว เหมือนกำลังร่วงลงไป(เหมือนโดดตึกฆ่าตัวตายยังไงยังงั้น)แบบไม่มีจุดหมาย พอช่วงกำลังพีคแบบตายแน่ นี่ตายแน่ๆ เชือกก็ตึงดึงขาเราไว้พอดี เป็นการเรียกสติให้เรารู้ว่าเรายังหายใจอยู่ เฮ้ย ไม่ตายว่ะ แล้วมันก็ดึงให้เราโดดลอยขึ้นไปใหม่ โดดไปโดดมาจนนิ่ง (เชือกนะ ไม่ใช่เรา)

หลังจากครั้งนั้นเราคิดเลยว่าถ้ามีใครมาพูดว่าอยากตาย เราจะพาไปโดดเลยไอบันจี้จัมพ์

ของที่นี่เค้าโดดแล้วดึงคนกลับขึ้นมาบนสะพาน คือโดดไปแค่ครึ่งทางไรงี้ ไม่ได้ถึงข้างล่าง

ข้างๆสะพานมีโชว์ลิง นางชื่อ Sakura โชว์น่ารักไปตามท้องเรื่อง ดูจนจบโชว์ได้โปสการ์ดกลับมา 1 ใบ

แล้วเราก็นั่งบัสต่อเพื่อจะไปน้ำตก

ทั้งซอยมีแต่ป้าย Homemade Soba 100% พวกเราเลือกร้านเล็กๆที่มีแต่คนญี่ปุ่นนั่งกินกันเต็มร้าน

จุดแวะ 26: Yubata Soba Semmonten

เราลองกลับมาหาดู คิดว่าร้านน่าจะใช่ชื่อนี้นะ

ถ้ามองไปในครัวของร้านจะเห็นป้าๆนวดเส้นกันอยู่เลย ตอนนั่งในร้านเราจะได้ยินเสียงอยู่สามแบบ

เสียงแรก เป็นเสียงคนคุยกันตามปกติ

เสียงที่สองคือ เสียงลุงเดินรับออเดอร์ลูกค้า

เสียงสามคือ เสียง ซู้ดดดดดด เป็นร้านที่เสียงซู้ดเส้นดังที่สุดตั้งแต่เคยได้ยินมา นึกภาพทุกคนซู้ดเส้นพร้อมๆกัน แล้วเป็นคนญี่ปุ่นทั้งหมด โคตรได้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นเลย

ซู้ดดดดดดดดดดดดดดดดด~

ฟังจนหิวอะ

เราสั่ง Oroshi Soba เป็นเส้นโซบะเย็นกินกับไชเท้าฝอย เส้นจะแข็งๆ ไม่เหนียวนุ่มเหมือนที่เคยกินมา

คิดว่าหิวมั้ย นี่ขนาดเส้นแข็งนะ

พออิ่ม ลุงก็เดินเอากาใส่น้ำต้มเส้นโซบะมาให้กิน อารมณ์เหมือนน้ำซาวข้าว รสชาติดีเลยล่ะ หอมๆ ถ้าคนชอบกินชาข้าวเหมือนเราคงชอบ

กินจนจะหมดกา ลุงมาอีก เอาบ๊วยเค็มมาให้คนละเม็ด

เค็มมมมม บ้วนได้มั้ยเนี่ยลุง

ด้วยความเกรงใจเราหาวิธีกินให้หมดให้ได้ วิธีที่ได้มาคือเอาบ๊วยจุ่มกับน้ำซุปของโซบะเมื่อกี้ ผ่าน!

จุดแวะ 27: Apple trees

เยอะแยะไปหมด ไม่เคยเห็นแอ๊ปเปิ้ลเป็นลูกคาต้นอยู่แบบนี้ ตื่นเต้นดิ

ยิ่งใกล้บริเวณน้ำตกที่เราจะไปกัน ก็จะมีปลาอายุย่างแบบเดียวกับที่น้ำตก Kegon เมื่อวานนี้ ที่นี่ขายถูกกว่าประมาณ 100–200 เยน แต่ความอร่อยและเนื้อของปลาอร่อยน้อยกว่าที่ Kegon เยอะเลย

จุดแวะ 28: ขนมข้าวพอง

เดินๆอยู่ลุงกวักมือเรียกให้เข้าไปชิมขนม ลุงแกพึ่งทำเสร็จใหม่ๆ แกหั่นฉับแล้ววางให้ชิม ชวนก็ชิมดิ ของฟรี

กัดเข้าไป อื้อหืออ ได้มาแบบนี้เลยจ้า แพ้ทางของอร่อย

ยิ่งกินตอนทำใหม่ๆ ยิ่งกรอบ ยิ่งหอม ก่อนจากลุงไปเราขอถ่ายรูปแกไว้การันตีความอร่อย เสียดายเราถ่ายแบบลองใช้ฟิล์มหมดอายุครั้งแรก ยังปรับไม่ค่อยถูก ก็คิดซะว่าตาพร่าละกันเนาะ

จุดแวะ 29: Fukuroda Falls

เดินกันตั้งแต่ด้านล่างของน้ำตกขึ้นไปยังชั้นบนสุด

อากาศประมาณ 7.5 องศา เย็นฉ่ำเลยจ้ะ

พอสุดทางเค้าก็ให้ขึ้นลิฟท์ไปชั้นบนสุด

จุดแวะ 30: Homemade Apple Pie

แถวน้ำตกเต็มไปด้วยต้นแอ๊ปเปิ้ล ก็ไม่แปลกที่จะมีร้านขายพายแอ๊ปเปิ้ล

ตอนขาไปน้ำตกเราเห็นคนต่อคิวร้านนี้เยอะมาก เยอะจนคิดว่าขากลับจะมาลอง แล้วก็…ลืม

โชคยังเข้าข้าง อีเจ้จำได้เตือนขึ้นมาว่าอย่าลืมแวะซื้อก่อนกลับ และที่โชคดีไปกว่านั้นคือ เหลืออยู่สองสามกล่องสุดท้ายแล้วพวกเราซื้อทันค่าา

แป้งบางกรอบ แอ๊ปเปิ้ลหวานอมเปรี้ยวนิดๆ อันนี้คือถ้ามาน้ำตกนี้แล้วไม่กินไม่ได้เลยนะ

เรากินกันนั่งยิ้ม นั่งชม พูดกันไม่หยุด เฮ้ยโคตรอร่อยอะ ซ้ำไปซ้ำมา

จนลุงคนขายปิดร้านเสร็จแล้วต้องเดินเข้ามาคุยด้วยว่าเป็นไงมั่ง

อร่อยมากน่ะลุง ลุงยิ้มขอบคุณแล้วก็เดินจากไป

แสงเริ่มลับฟ้า พวกเรานั่งบัสไปสุดสาย แล้วขึ้นรถไฟกลับไปสถานี Mito กัน

เจ้บอกว่าพรุ่งนี้เช้าเราจะนั่งรถบัสจาก Mito ไปสนามบินเลย

เพื่อความมั่นใจพวกเราเดินไปดูป้ายรถบัส กะไว้ว่าขึ้นรอบตี 5.19 น. ไปถึงสนามบิน 7 โมงกว่าน่าจะปลอดภัย เหมือนทุกอย่างจะราบรื่น

แต่……..

ในป้ายมีแต่ภาษาญี่ปุ่น เราอ่านไล่ไปเจอภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่าที่นั่งสำหรับคนที่จองไว้ ถ้าไม่จองก็อาจจะได้ไปถ้ามีที่ว่าง พอเราพูดจบ

เจ้อุทานขึ้นมาเสียงดัง เฮ้ยชั้นไม่ได้จองมา

……………………………….

เจ้เห็นเบอร์โทรศัพท์บนป้าย เลยวิ่งไปที่ตู้ ลองโทรไปตามเบอร์ ผ่านไปห้าวิ ยังไม่ทันคุยอะไรแกก็วางสายเฉย คือว่ามันปิดบริการตอนห้าโมง ตอนนั้นหกโมงกว่าแล้ว

…สถานการณ์ตึงเครียด(มาก)…

เอาไง

Opton A: ลองเสี่ยงดู มายืนรอรถตอนเช้า ถ้ามีที่ก็โชคดี ถ้าไม่มีก็ซวยค่ะ

Option B: ถ้าขึ้นบัสไม่ได้ก็นั่งรถไฟไป

แต่เดี๋ยวก่อน รถไฟใช้เวลานานกว่า พวกแกจะมารอบัสแล้วตัดสินใจอีกทีไม่ได้ ต้องตัดสินใจ บัสก็บัส รถไฟก็ต้องรถไฟ

(บัสใช้เวลาสองชั่วโมง ส่วนรถไฟใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง ยังไม่รวมเวลาเปลี่ยนสถานีและซื้อตั๋วรถไฟ)

ที่พึ่งเดียวตอนนั้นที่คิดออกคือนายสถานีที่ Mito

พวกเราเดินกลับขึ้นไปบนสถานีรถไฟ เจอนายสถานีพี่แว่น ดีใจมากที่แกพูดภาษาอังกฤษได้ แล้วพูดได้ดีด้วย เลยเล่าปัญหาให้แกฟัง

พี่แว่นหาข้อมูลกดหน้าจอคอมแกตึงๆๆๆแบบจริงจัง ปริ้นท์รายละเอียดออกมาให้ อธิบายให้ไปรถไฟสายไหน เปลี่ยนตรงไหน เรารีบโน้ตภาษาอังกฤษตามแกเหมือนตอนจดเวลาครูเก็งให้ว่าตรงไหนจะออกสอบบ้าง แบบพลาดไม่ได้ซักจุด

รถไฟต้องเปลี่ยนสาย 3–4 รอบ ออกตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง ไหนจะต้องเดินหาป้าย ซื้อตั๋วก็ปาไปสามชม.แล้ว ใช้เวลานานกว่าไปรถบัสต่อเดียว

เครียดดดดดดด

อธิบายจบ พี่แกขยับแว่นหนึ่งที แล้วบอกว่า แกแนะนำไปบัสเหอะ เราเข้าใจว่าดีกว่านะพี่แว่น แต่พวกตรูไม่มีตั๋ว พอบอกไปพี่แกก็ดูข้อมูลที่แกมี คิดๆแล้วบอกให้โทร โทรไปแล้วพี่ มันนอกเวลาทำการ

แกเงียบไปแป๊บแล้วพูดชี้ให้ดูว่าเว็บล่ะเข้ายัง

เฮ้ยยยพี่แว่น พี่ทำให้พวกเรามีหวัง

คิดไม่ทันว่ามีเว็บโชว์อยู่ ทำไมไม่ลองกันฮะ พี่แว่นช่วยอธิบายจนเรากรอกแบบฟอร์มออนไลน์ 5 สเต็ป ภาษาญี่ปุ่นล้วนจนเสร็จ ที่เราอ่านออกอย่างเดียวคือตัวเลขอารบิก พอกรอกเสร็จแล้วแกก็รอดูจนเราได้รับเมลยืนยัน จนแกมั่นใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ปล่อยให้เรากลับออกมา

คนที่กางแผ่นแดงๆด้านซ้ายนั่นล่ะพี่แว่นที่ช่วยพวกเราไว้ เราอยากขอบคุณพี่เค้าจากใจจริง เลยคิดจะไปซื้อขนมมาให้พี่เค้า แต่เจ้ห้ามไว้บอกว่า ห้ามทำ คนญี่ปุ่นเค้าจะไม่รับของพวกนี้ เค้าทำเพราะเป็นหน้าที่ เลยทำได้แค่ยืนขอบคุณอย่างห่างๆ เสียเวลาแกไปตั้งนาน

หลังจากที่ทุกคนสบายใจแล้ว เลยไปปลอบขวัญตัวเองด้วยการเดิน Bic Camera หยอดกาชาปอง กินทาโกะยากิ แวะซุปเปอร์ เดินเซเว่น เข้าร้านขายยา ทำทุกอย่างที่ปรนเปรออารมณ์พวกเราให้ดีได้

เราตกลงกันว่าคืนสุดท้ายนี้เราจะกินมาม่า ตั้งแต่มานี่ยังไม่ได้กินเลย อยากกิน อยากมาก

เลยไปซื้อของที่อยากกิน แล้วเอาทุกอย่างมากองรวมกัน จัดปาร์ตี้คืนสุดท้ายกัน

****************************

Day 6 รอดไม่รอด

เราตื่นกันตั้งแต่ตีสามกว่า (ตี1กว่าที่ไทย) อาบน้ำเตรียมตัว ลากกระเป๋าไปรอรถ กลัวพลาดอีก

พอรถมาคนขับลงมาตรวจตั๋ว เราก็เปิดเมลยืนยันตามที่พี่แว่นสั่งไว้ให้เค้าดูพร้อมกับจ่ายเงิน แล้วก็เดินขึ้นรถไปแบบสบายใจ จบซะที หลับสนิทไปจนถึงสนามบิน :)

ก่อนจบทริป ยังไม่วายมีเหตุการณ์บนเครื่องบิน

เราเจออีเจ๊ที่นั่งด้านหลังยืดเท้ามาวางตรงที่พักแขนเรา ตกใจดิ อยู่ดีดีมีอะไรสะกิดโดนแขน หันไปมองข้างตัวเรา ส้นทีน! ยืดมาแบบนี้ก็ได้หรอ เราหันไปมองผ่านช่องวางแขนเจอแต่หน้าเพื่อนนางที่เม้ามอยด้วยกันอยู่แบบไม่สนใจ หันหลายทีจ้องตาก็ไม่สน จะบอกให้เอาลงก็คุยกันไม่หยุด โอเคได้ค่ะ

เราเลยตบอัดให้ที่วางแขนกระเด้งขึ้นไปแบบอัตราแรงและเร็วสุด เท้านางก็เด้งตกไปแบบไม่ทันตั้งตัว

จบทริปได้อย่างสวยงาม พร้อมยิ้มมุมปากเบาๆ

****************************

จบทริป

- ก่อนมาคิดว่าอากาศแต่ละวันจะประมาณ 17 องศา พอมาจริงไหงเหลือ 7 องศา

- บางทีโดนดีเลย์ไฟลท์อาจจะเป็นการช่วยให้เราไม่ต้องเมื่อยขาปีนเขาแบบทรหดก็ได้

- เสียใจมากที่ฟิล์มม้วนแรกดันเสีย ถ่ายไม่ติดเลยซักรูป รูปวันแรกหายไปหมดเลย ดีที่ถ่ายจาก iPhone เอาไว้บ้าง

- ขอบคุณเจ้ที่เรียกให้มาเป็นเพื่อนแบบกระทันหัน เลือกวันได้ดีจนได้เจอกับหิมะหลงฤดู

- ขอบคุณใครก็ตามที่ทำให้แผนการเดินทางผิดพลาดไปหมด แต่ลงเอยกับความโชคดีที่หิมะตกในวันที่ไปสถานที่ที่สวยสุดๆ

- ขอบคุณร่างกายที่ยังแข็งแรงไม่งอแง เที่ยวได้ก็จะยังเที่ยวไปเรื่อย

สุดท้าย สาเกพีชที่นิกโกะดีมาก หาที่ไหนก็ไม่เจอ ใครไปหลังไมค์มาขอฝากซื้อหน่อย :)

แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้า

つづく

rapimoments

Written by

Travel Journals | Nature Lover

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade