10 ปี Compulsory License

หลังจากที่อ่านข่าว “หมอมงคล” เล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ซีแอลยาเอดส์ ฝรั่งชี้หน้า You are the bad guy ผมก็อยากเขียนอะไรสักหน่อย

CL = Compulsory License หรือ Compulsory Licensing แปลเป็นไทยว่า "มาตรการบังคับใช้สิทธิ" หรือ "สิทธิเหนือสิทธิบัตร" หรือ "การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร"

เอาแบบเข้าใจง่าย ๆ คือ รัฐมีสิทธิ์ที่จะไม่คุ้มครองบริษัทผู้ถือสิทธิบัตรสินค้า (ในที่นี้คือยา) ได้ถ้าจำเป็น แล้วจะเป็นผู้ละเมิดเสียเอง (เน้นว่าถ้าจำเป็น)

คืองี้ ปกติบริษัทข้ามชาติต่าง ๆ จะทำตามขั้นตอนเพื่อจดสิทธิบัตร ขอให้รัฐคุ้มครองสินค้า และวิธีการผลิต ของเค้า ไม่ให้บริษัทรายอื่นมีการผลิตสินค้าลักษณะเดียวกันมาแข่งในรัฐนั้น ๆ เป็นเวลาช่วงหนึ่ง.

พูดง่าย ๆ คือ ผูกขาด แต่ถ้ามองมุมมองของบริษัทเค้าก็คือ เค้าเสียเงิน R&D มากมาย ก็ขอถอนทุนบ้าง เนื่องจากยาถือเป็น สินค้าที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา เพียงแต่ในมุมของผู้บริโภค คิดว่า การผูกขาดด้วยราคาที่สูงมันอาจเป็นการค้ากำไรเกินควรหรือเปล่า หากสินค้านั้นจำเป็นต่อชีวิต (ในที่นี้คือยา)

ทีนี้พอรัฐทำ CL รัฐก็ไม่คุ้มครองให้ กลับหาสินค้าบริษัทอื่นที่ราคาถูกกว่าเข้ามา หรือ ผลิตเองเสียเลย (ในที่นี้คือ การผลิตยาชื่อสามัญ ซึ่ง บริษัทเจ้าของสิทธิบัตร จะเรียกยาเลียนแบบ)

ซึ่งการกระทำแบบนี้ บริษัทผู้ที่ถือสิทธิบัตร (ในที่นี่คือบริษัทยา) จะรู้สึกว่า ตัวเองโดน (รัฐ) ละเมิดสิทธิ์ ปกติไม่มีใครยอมหรอก ก็จะโวยวายฟ้องร้อง

แต่ว่า มันมีข้อตกลงของ ประเทศสมาชิกองค์กรการค้าโลก (World Trade Organization - WTO) ว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาด้านการค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights หรือ TRIPs) กำหนดว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศสมาชิกสามารถบังคับใช้สิทธิ เหนือสิทธิบัตรได้โดยมีเงื่อนไขว่า ประเทศต้องอยู่ในภาวะอันตราย (national emergency) หรือความจำเป็นเร่งด่วน (extreme urgency)

กรณีในข่าวนี้นี้คือยาต้านไวรัส HIV เพราะว่า ยาของเจ้าของสิทธิบัตรแพงมาก. จะเอายาถูกจากผู้ผลิตอื่นมาขายก็ไม่ได้ เพราะมีกฏหมายสิทธิบัตรคุ้มครองอยู่ว่า ห้ามเอายี่ห้ออื่นมาแข่งเป็นระยะเวลาเท่านี้ ๆ ปี

แต่รัฐไทยมองว่า มันมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้ยามารักษาคนไข้ HIV/AIDS จำนวนมาก คนวัยทำงานทั้งนั้น ถ้าไม่ได้รักษาก็ตายหมด ประเทศชาติล่มจมพอดี ซึ่งเรายาต้องมีราคาถูกพอทีจะ run โครงการช่วยเหลือคนไข้กลุ่มนี้ได้ด้วย

รัฐไทย จึงตัดสินใจทำ CL ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2549 เพราะมั่นใจว่า มีความจำเป็นเร่งด่วน ทำได้เพราะมีหลักการที่ WTO / TRIPS รับรอง

ตามขั้นตอนเนี่ย ก่อนจะ CL ได้ รัฐจะต้องคุยกับบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์อันมีสิทธิบัตร (กรณีนีคือยาต้านไวรัส HIV) ว่า ให้ลดราคาลง จนกว่าเป็นที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย จะได้ไม่ต้อง CL รัฐได้ยาตัวเดิม ราคาถูกลง บริษัทก็ขายสินค้าได้กำไรลดลง (แต่ก็ยังผูกขาดต่อ)

แต่ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ค่อย CL (อันนี้ บริษัท ไม่ชอบ เพราะ สินค้าตัวเองจะมีคู่แข่งทันที ทั้ง ๆ ที่ตัวเอง น่าจะได้รับการคุ้มครอง หากไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน)

ไม่รู้จริงหรือเปล่า. บางเค้าว่ากันว่า ที่ บริษัทข้ามชาติ รัฐมนตรีในต่างประเทศ (ที่บริษัทนั้นมีสัญชาติ) โมโหมาก เพราะเราไม่ได้เจรจาขอลดราคาก่อน ซึ่งส่วนตัวผมไม่เชื่อว่า เราไม่ได้เจรจาก่อนแล้ว ไม่งั้นมันจะผิดกฏหมายระหว่างประเทศ แล้วจะทำไม่ได้

ถ้ารัฐทำ CL สำเร็จ ที่จะทำได้คือ เอายาจากบริษัทอื่นเข้ามาขาย (ตัวสารเคมียาเดียวกัน แต่เค้าขายถูกกว่า แต่ไม่ได้เอาเข้ามาเพราะ มีกฏหมายสิทธิบัตรคุ้มครอง) ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทจากอินเดีย เพราะมีความรู้ มีเทคโนโลยี และราคาถูก

หรือ รัฐผลิตเอง แล้วปิดยี่ห้อขององค์การเภสัช (ซึ่งเดิมถ้ายังไม่ CL จะผลิตมาแข่งไม่ได้ เพราะผิดกฏหมายสิทธิบัตร)

หลัก ๆ ของ CL คือ เราต้องพิสูจน์ให้ ทุกฝ่ายเชื่อ ยอมรับ ได้ว่า เรามีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ จึงทำ CL นอกจากยาต้านไวรัส HIV บางตัว (efavirenz, lopinavir/ritonavir) แล้ว รัฐไทย ยังทำ CL ยาต้านเกร็ดเลือด (clopidogrel) สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจด้วย

การทำ CL ของไทยนั้น สั่นสะเทือนโลกมากในสมัยนั้น จนประเทศอื่นก็ฮึ่ม ๆ จะทำตาม บริษัทเดือดร้อน ผมไม่ได้ตามต่อว่าประเทศไหนทำตามสำเร็จบ้าง เพราะอย่างที่บอก ถ้าเจรจาลดราคาได้ ก็ไม่ต้องทำ หรือถ้าไม่จำเป็นเร่งด่วนจริง ก็ทำไม่ได้

และหลังจากนั้น รัฐไทย ก็ไม่ได้ทำ CL อีก. ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตกลงกันได้ หรือว่า กว่าจะทำสำเร็จทีมันมีแรงเสียดทานมากจนไม่สามารถทำได้อีก