แชร์ลูกโซ่ คาสิโน และ เงินฝาก
สามสิ่งที่เหมือนกัน แต่ ต่างกันตรง “กฎหมาย” และ “เวลา”
หลายคนคงคิดว่า สามสิ่งนี้มันคนละเรื่องเลย แต่จริง ๆ 3 อย่างนี้ นั้น มีกระบวนการทางความคิด ที่คล้ายคลึงกันมาก เพียงแต่สมองเราโดนหลอกให้คิดว่ามันต่างกัน
สิ่งแรก คือ ความเชื่อใจ ถ้าคุณไม่เชื่อใจ หรือไม่มั่นใจว่าจะได้เงิน คุณจะไม่ลงเงินเพิ่ม
แชร์ลูกโซ่ คุณเสียมาก เพราะ คุณมั่นใจว่าเขาไม่โกง และเคยลองน้อย ๆ แล้วว่าได้ นั้นหมายความว่า ลึก ๆ คุณรู้ แต่คุณแค่คิดว่า คุณน่าจะลุกก่อน เข้าทำนองลุกช้าจ่ายรอบวง โดยลึก ๆ ผมเชื่อว่า ที่คุณเสียมาก ๆ เพราะคุณเคยได้มาก่อน แต่ไม่หยุด และคิดว่าเขาจะไม่โกง ทั้ง ๆ ที่ลึก ๆ ก็รู้ แต่พอโดนเข้าให้แล้ว ความไม่อยากเสียหน้า และ อื่น ๆมันบดบังความจริงในใจ ที่ไม่อยากพูดออกมา เลยต้องมาบอกว่าตัวเองโดนโกง
คาสิโน หลายคนคงจะเคยได้ยินว่า ครั้งแรก มันจะได้ และให้หยุด เหมือนกัน ไม่มีใครอยากโดนว่าเข้าบ่อน และเมื่อคุณเข้าบ่อน หลายบ่อน ก็จะให้คุณได้ พอคุณได้ คุณก็จะลงมากขึ้น สุดท้าย ก็เสียอยู่ดี แต่คุณอาจจะบอกว่า มันมีค่าความน่าจะเป็น และ อื่น ๆ อีกสารพัดเหตุผล แต่สุดท้ายมันก็เหตุผล เดียวกันคือ คุณมั่นใจว่าจะได้
แต่ของคาสิโน มันดันมีที่ถูกกฎหมายคือถ้าคุณเสียโวยวายไม่ได้ นะ
เงินฝาก อันนี้หลายคนคงคิดว่า มันเกี่ยวอะไร หรือเหมือนกันได้ยังไง
เงินฝากนั้น ได้ดอกที่ต่ำมาก ๆ ฝากประจำก็ 1.5% นั้นหมายความว่า คุณฝาก 10ปี ได้ดอก 15% แต่ถ้าฝากออกมทรัพย์นี้ 10 ปี ดอกจะได้ 2.5% แต่ถ้า ธนาคารที่คุณฝากมันล้มหล่ะ เงินฝากคุณจะได้คืนเท่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งก็ไม่เกิน 1 ล้าน
คุณคงคิดว่า มันก็ปลอดภัย ใช่ปลอดภัย เพราะคุณลงน้อย ก็ไม่ต่างกับแชร์ ลูกโซ่ คุณลงน้อย เขาก็ให้ เมื่อคุณลงใหญ่ วงก็แตก
ถ้าธนาคารวงแตก คุณจะไปโวยวายกับใคร เพราะ 10 ปี คุณพึ่งได้ดอกแค่ 15% ยังมีเงินต้นอีก 85% ที่อาจจะได้คืนแค่ 1 ล้านบาท
ผมมองว่ามันก็ไม่ต่างกันกับจับ ต้นหัวแชร์ลูกโซ่ แล้วมาแบ่งเงินกัน ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น
มันต่างกันที่ ธนาคารอาจจะใช้เวลานานเป็นสิบ ๆ ปี ค่อย ๆ สะสมปัญหา จนกว่าจะวงแตก และมีกฎหมายคุ้มครอง
แชร์ลูกโซ่มันเร่งเวลาให้เร็วขึ้นเห็นผลทันตา และผิดกฎหมาย
ธนาคารอาจจะมีหลายระบบช่วยกันผยุง เพราะมันวงกว้างมาก ๆ
แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น มันก็คือการเล่นกับสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาคือการให้เงินทำงาน และเราไม่ต้องทำงาน
ต้องเข้าใจว่าเงินเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แปลก เก็บไว้เอง จะด้อยค่าลง เพราะเงินมันเฟ้อ แต่พอเปลี่ยนมือไปที่คนอื่น ด้วยการ “ยืม” มันจะเพิ่มค่า ด้วยดอกเบี้ย ทันที
และถ้าคนยืม เอามันไป ลงทุนในสิ่งที่ด้อยค่า เร็ว ๆ คนยืมจะ ไม่อยากจ่ายดอกเบี้ย เพราะ ดอกมันวิ่งตลอด ในขณะที่เงินมันหายไปแล้ว
นั้นคือจริง ๆ เราเสกตัวเลขเพิ่มขึ้นมาในขณะที่เงินในระบบมันไม่มีจริง
ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ
ในยุคหิน เมื่อ เนื้อ คือสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงิน
วันนี้ เหลือ หมู 2 ตัวสุดท้ายในทุ่งกว้าง โดยที่ไม่มีใครรู้เพราะมันโดนจับตลอดเวลา
นาย ก จับหมูตัวแรกมาได้ และ นาย ข ก็จับหมูอีกตัวมาได้
นาย ก มีหมูตุนไว้มากพออยู่แล้ว นาย ข ขอยืมหมูนาย ก และ ให้สัญญาว่าจะคิดดอกเป็นหมู ให้ เดือนล่ะ 1 กิโล
นาย ข เอาหมูมาให้ลูกน้อยกินก่อน และออกล่าหมูเพิ่ม หวังว่าจะเอามาคืน นาย ก
แต่หารู้ไม่ หมู มันสูญพันธ์ แล้ว นาย ข หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ หมูที่จะต้องคืนนาย ก ก็ต้องคืนมากขึ้น ๆ เรื่อย
สุดท้าย นาย ข บอกขอใช้เป็นอย่างอื่น เพราะหมู หมดแล้วหาไม่เจอ นาย ก ไม่ยอม บอกถ้าไม่คืนหมู จะยึดบ้านนาย ข และ อื่น ๆ แทนที่เขาคิดว่า ราคาเท่า หมู
แต่โชคดีที่เราไม่ได้ใช้อะไรพวกนี้ เราใช้เงินที่มันพิมพ์ออกมาได้เลย (สำหรับบางประเทศ)
และนี้คือที่มาของ เงิน ที่บางประเทศพิมพ์ได้จำกัน และ บางประเทศพิมพ์ได้ไม่จำกัด