มาทำความรู้จักกับ Bitcoin Gold กัน

Bitcoin Gold (BTG/BGold) เป็นการแยกตัวล่าสุดจากบล็อคเชนของ Bitcoin โดยมีกำหนดแยกสายในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ แม้ว่าจะมีชื่อว่า BGold แต่ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับทองคำแม้แต่น้อย และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ BitGold ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำระบบ Payment และมีการลงทุนในทองคำ รวมถึงการแยกสายในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกข้องใดๆ กับการแยกสายของ Bitcoin Cash (BCH/Bcash) ก่อนหน้านี้รวมถึงการแยกสายของ SegWit2X (S2X/Bizcoin) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในกลางเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

แล้วทำไมต้องเป็น Bitcoin Gold

Bitcoin Gold จะมีการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมในการยืนยันธุรกรรม (Proof-of-Work -POW) จาก SHA-256 ที่ถูกครอบครองตลาดโดยส่วนใหญ่จากเครื่องขุด ASIC จากฝั่งจีน ไปเป็น Equihash ซึ่งถูกใช้กับสกุลเงิน Zcash, Zencash, Hush ซึ่งสามารถประมวลผลด้วยกราฟฟิคการ์ด (GPUs)

จุดประสงค์หลักของการแยกสายในครั้งนี้เพื่อที่จะกลับไปสู่ยุคแรกเริ่มของการขุด Bitcoin โดยผู้ใช้งานตามบ้าน ซึ่งจะเป็นการกระจายกำลังขุดได้อย่างทั่วถึง นอกเหนือจากจีนที่ถือครองกำลังขุดโดยส่วนใหญ่แล้ว รัสเซียและญี่ปุ่นเองมีแผนที่จะสร้างกำลังขุดที่ทัดเทียมออกมาภายในปี 2018 อีกด้วย ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ ฺ BTC มีกำลังขุดกระจายตัวออกจากฝั่งจีนมากยิ่งขึ้น

บุคคลที่อยู่เบื้องหลัง BGold คือ Jack Liao ซึ่งเป็น CEO ของ LighningASIC บริษัทของประเทศฮ่องกงที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินคริปโตรวมถึงจำหน่ายเครื่องขุดที่ใช้ GPU ในการประมวลผล ซึ่งการสร้าง BGold จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อธุรกิจ

แล้วเราจะรับ BGold อย่างไรให้ปลอดภัย

การเก็บ BTC ใน Bitcoin Wallet ไว้ก่อนการแยกสายที่จะเกิดขึ้น จะส่งผลให้ได้รับ BGold ในจำนวนที่เท่ากัน แต่เราต้องเป็นเจ้าของ Private Keys ของ Bitcoin Wallet ซึ่งในกรณีการเก็บไว้กับ Exchange ที่ไม่รองรับ BGold ก็จะส่งผลให้เราไม่ได้รับประโยชน์จากการแยกสายครั้งนี้

ตอนนี้เองก็ยังไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนว่าจะสามารถรับ BTG ได้อย่างไร ในส่วนของ Exchange และผู้ให้บริการ Hardware/Software Wallet ก็กำลังตัดสินใจว่าจะสนับสนุนการแยกสายในครั้งนี้หรือไม่

ถ้าย้อนกลับไปในช่วงที่มีการแยกสายของ Bitcoin Cash การแยกสายของ BTG ในครั้งนี้ก็คงจะคล้ายกัน ซึ่งคงไม่มีปัญหาอะไร เนื่องจากทั้ง Exchange และ Wallet ที่สนับสนุนการแยกสายในครั้งนี้น่าจะมีการเตรียมพร้อมไว้ก่อนล่วงหน้า แต่อย่างไรก็ตามถ้ามีการเก็บ BTC ไว้ใน Wallet ส่วนตัว สิ่งสำคัญก็คือการเก็บรักษา Private Keys เอาไว้ให้ดี เนื่องจาก BTC เองมีมูลค่าสูงกว่า BTG ค่อนข้างมากบางทีการนำ Pivate Keys ไปใช้ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องอาจจะส่งผลต่อการถือครอง BTC ที่มีอยู่

สิ่งที่ต้องระมัดระวังอีกอย่างก็คือ อย่าหลงเชื่อใครก็ตามที่มาแจ้งว่าจะมอบ BTG ให้ล่วงหน้าแค่ส่ง Private Keys ไปให้ เพราะคุณก็จะเสีย BTC ไปทั้งหมด

รายละเอียดทางเทคนิค

ทีมที่พัฒนา BGold ดูจะแก้ไขรายละเอียดทางเทคนิคมากกว่าทีมของ BCash ถ้าพิจารณาจาก BGold’s GitHub จะพบว่ามีความเคลื่อนไหวค่อนข้างมากกว่า Bcash’s GitHub และนอกเหนือไปจากนี้เว็บไซต์ของ BGold ก็ยังไม่ได้ถูกสร้างมาจาก WIX ที่เป็นเครื่องมือสร้างเว็บไซต์สำหรับมือใหม่เหมือนกับ Bcash อีกด้วย

BGold เองมาพร้อมกับ Segwit ไม่เหมือนกับ Bcash ที่ใช้เทคโนโลยีอีกแบบหนึ่ง ซึ่ง BGold เองสามารถนำเอาเทคโนโลยีอื่นๆ ของ Bitcoin ที่จะออกมาหลังจากนี้มาใช้ได้ยกตัวอย่างเช่น Lightning Networks

BGold ได้มีการปรับรูปแบบของที่อยู่ (Wallet Address) ของกระเป๋าด้วย เพื่อป้องกันการส่ง BTC ไปยัง Wallet Address ที่ถูกเปลี่ยนแปลงแล้วของ BGold

การปรับค่าความยากในการขุด (Difficulty) BCash เองจะมีการปรับทุกๆ 2 สัปดาห์เช่นเดียวกับ BTC แต่จะมีการปรับเพิ่มหรือลดตามการคำนวณของ Emergent Difficulty Algorithm (EDA) ในขณะที่ BGold เองจะมีการปรับ Difficulty ในทุกๆ บล็อคที่เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้บล็อคที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับ 10 นาทีมากกว่า ไม่เร็วหรือช้าเกินไป

โดยถ้าเราพิจารณาจากรายละเอียดทางเทคนิคเหล่านี้แล้ว BGold เองดูจะมีอนาคตมากกว่า BCash เพราะว่า มีการดึงดูดกำลังขุดจาก นักขุดตามบ้านโดยทั่วไปที่ใช้ GPU ในการขุด ซึ่งมูลค่าของ BGold เองอาจจะเป้นคู่แข่งโยตรงกับ Bcash มากกว่าที่จะส่งผลโดยตรงกับ BTC

ที่มา 99ฺBitcoins