ภูกระดึงเมื่อปีที่แล้ว2

หลังจากเมื่อวานได้นอนพักเอาแรงไปแล้ว วันนี้แหละคือวันเอาจริง เราจะเริ่มวันโดยไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ไปทัวร์น้ำตกต่างๆเพื่อตามหาใบเมเปิ้ลที่อีปีที่แล้วนี่เป็นกระแสมาก มา วันนี้เราจะไปตามหาใบเมเปิ้ลมาถ่ายรูปเล่นธีมออทัมน์กัน แล้วตอนเย็นค่อยกลับมาชิลแถววังกวาง ซึ่งก็คือตรงจุดบริการนักท่องเที่ยวที่เราพักกันแหละ พอได้ยินแผนเรารู้สึกแผนวันนี้มันค่อนข้างหลวมๆ แต่เอาเข้าจริงๆด้วยเวลามันทำให้โปรแกรมที่จัดกันไว้มันพอดีกับวันนึงเลย


ตอนตีสี่ครึ่งมั้งถ้าจำไม่ผิด กรุ้ปเราก็ปลุกๆกันเพื่อออกไปผานกแอ่นที่ห่างออกไปแค่ประมาณ 2 โลเอง แต่ตอนนั้นมันเช้ามาก ไม่ดิ คือเช้ามืดเลย มืดไปหมด ต้องเดินจากที่พักไปรอพระอาทิตย์ขึ้นที่ผากัน ระหว่างทางเนี่ยมันก็คือป่า ป่าทั้งนั้นเลย อาศัยแค่ไฟฉายอันเล็กๆที่กะเอามาฉายไฟถ่ายรูปไลท์เพนท์ติ้งกันแค่นั้น ซึ่งพอเอามาใช้งานฉายนำทางแล้วแม่งโคตรไม่เวิร์ค เลยต้องเดินเกาะๆกลุ่มกันไป ไกลแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ อีกกี่โลก็ไม่รู้ เราจำไรไม่ได้เลยนอกจากความมืดและเดิน คือขาต้องก้าวไปเรื่อยๆเพราะไม่งั้นคนด้านหลังจะเดินมาชนแล้วทีนี้จะล้มกันเป็นโดมิโน่ แล้วคือเดินอยู่ตรงส่วนไหนของภูกระดึงกันก็ไม่รู้อยู่ดีเพราะทุกอย่างมืดไปหมดจริงๆ พอเดินไปเรื่อยๆก็ถึงผานกแอ่นแล้วเฉยเลย ก็อะโอเค เราก็ปูผ้านั่ง ตั้งขากล้องรอพระอาทิตย์ขึ้นกัน แต่สุดท้ายแล้วเพราะหมอกลงเยอะมาก พระอาทิตย์ดวงกลมๆก็เลยไม่โผล่ขึ้นมาให้เห็น ซึ่งเราก็โอเคนะ เพราะเราไม่ได้อินกับการมารอถ่ายพระอาทิตย์อะไรอยู่แล้ว แต่เราโอเคตรงบรรยากาศที่มันหมอกๆหนาวๆ แล้วนั่งคุยกันตอนรอเช้ามากกว่า ด้วยความที่รอบข้างมันมืด มันเลยไม่มีอะไรให้สนใจมากไปกว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น ข้างบนมันไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่ได้มีใครให้ความสนใจกับโซเชียลหรือคนที่อยู่ไกลมากกว่าคนที่นั่งอยู่ด้วยกันตรงนั้น ซึ่งเรารู้สึกว่าตรงนี้แหละ สำคัญกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นหรือไม่ขึ้นอีก

มุมฮิตของนักท่องเที่ยว คุณพระอาทิตย์มาเป็นริ้วแสงบางๆ
คนข้างๆที่สำคัญกว่าการขึ้นของพระอาทิตย์
แต่แบบนี้ก็สวยดี

พอเริ่มเช้า แสงเริ่มมาก็เห็นวิวข้างหน้าเยอะขึ้น ข้างล่างนี่คือวิวยามเช้าของจังหวัดเลยชัดๆแจ๋วๆ มองไปเห็นถนนด้วย รถกลายเป็นรถคันจิ๋วมากๆ มันจิ๋วในสเกลที่เล็กกว่าตอนเราอยู่บนตึกแล้วมองลงไปเห็นทางด่วนอะไรแบบนั้นอีก ตอนนี้เราคงอยู่กันสูงมากๆเลยมั้ง


พอชมวิวตรงนั้นเสร็จเราก็เดินไปลานวัดพระแก้วซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน เดินไปแปปเดียวก็ถึง คราวนี้ไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยเหมือนตอนขามา น่าจะเพราะว่าเรามองเห็นทางแล้ว รู้สึกว่าการเดินมีจุดหมายขึ้น ลานวัดพระแก้วก็จะเป็นลานหินที่มีพระพุทธรูปที่ประดิษฐานตรงนั้น รู้สึกเป็นลานที่สงบเรียบง่ายดี ประกอบกับแดดเช้าๆแล้วก็อากาศหนาวมันคงทำให้อะไรก็ดีไปหมด ซึ่งมันก็ทำให้เรารู้สึกเย็นใจจริงๆนะ อย่างน้อยการขึ้นภูมานี้มันก็ทำให้เราได้ตื่นเช้ามาไหว้พระครั้งแรกในรอบหลายๆปี

แสงประมาณนี้ แต่ไม่ร้อนเลย

พอเรากลับที่พักมาก็กินข้าวทำธุระกันเสร็จคราวนี้แหละถึงเวลาทัวร์น้ำตกกัน เราก็จำไม่ได้แล้วว่าไปน้ำตกไหนกันบ้าง แต่ก็ไปสามสี่ที่นะ ซึ่งความเศร้าคือแต่ละที่อยู่ไกลกันมาก แล้วทีนี้ระหว่างทางแม่งเป็นป่าอีกแล้ว ไม่ใช่ที่โล่งๆเตียนๆ มีต้นไม้สูงๆขึ้นห่างๆกันแบบตรงวังกวาง แต่เป็นต้นไม้ทึบๆ มีทางเดินแบบสองคนเดินเบียดๆกันไปได้อยู่ แต่ทางที่ดีก็คือต่างคนต่างเดิน เรียงแถว จะง่ายสุด ซึ่งความหนึ่งเรียงหนึ่งนี้ก็ไม่ได้สร้างความโรแมนติกอะไรขึ้นมาเลย การจะคุยกันแต่ละทีต้องตะโกนจากหน้าสุดไปหลังสุด แถวหน้าเล่นมุกแถวหลังก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี แถวหลังร้องเพลงแถวหน้าก็ไม่ได้ยิน ความเศร้าที่สองคือน้ำตกเหือดแห้งไปแล้ว เราก็ไม่แน่ใจว่าน้ำตกคือต้องมีตอนหน้าฝนหรือเปล่า แต่มันเหือดไปเยอะอยู่ เพราะเท่าที่เห็นก็จะเป็นหินๆ มีน้ำขังๆอยู่นิดหน่อย ความเศร้าที่สามคือใบเมเปิ้ลก็ไม่มีด้วย ความเศร้าที่สี่คือกางเกงขาด อันนี้ความผิดเราเองที่เอากางเกงตัวนี้มา คือมันเป็นกางกางที่ขาดๆวิ่นๆเซอร์ๆอยู่แล้ว แต่ก็เออไม่เข้าใจว่ามันขาดเป็นแนวตั้งฉากกับพื้นขึ้นมาได้ไง และความเศร้าสุดท้ายคือรองเท้ากัดอีก เออให้มันได้อย่างงี้ คนรอบข้างนี่ต้องคอยมาวนๆดูแลอีกแล้ว ไม่ชอบเลย ความรู้สึกที่เหมือนจะดูแลตัวเองไม่ได้แบบนี้ แต่มันก็แอบมีความรู้สึกซึ้งใจเล็กๆเข้ามาชะโลมๆ ก็ดีใจแหละที่จริง ที่คนที่ไม่ใช่เพื่อนที่ซี้ๆกัน แต่มาคอยดูแลให้อะไรแบบนี้ ถือว่าวันนี้ก็ไม่ได้เศร้าซะทีเดียว

ตอนทางยังไม่ลำบากเท่าไร ถ่ายรูปเล่นได้
สิ่งนี้ก็คือความน่ารักของภูกระดึงอีกอย่างที่เราบอกไปว่าภูมิประเทศมันเยอะมาก ต้นไม้มันก็จะแปลกๆไม่ใช่ไทป์เดียวกันหมด พอถ่ายรูปมามันก็ขึ้นๆลงๆเป็นแพทเทิร์นที่แปลกตาดีเหมือนกัน
น้ำตก

วันนี้ก็หมดวันไปโดยที่เราก็จำอะไรไม่ค่อยได้เลยนอกจากเดิน เดิน เดิน แล้วก็สีเขียวๆเต็มไปหมด แต่อย่างว่าพอยท์ของการมาครั้งนี้คือการมาศึกษาการถ่ายรูปนอกสถานที่กัน พอยท์ที่สองก็คือการสร้างสัมพันธ์กัน ซึ่งเอาจริงๆเราว่ามันได้ทั้งสองอย่างเลย ความสนุกของการขึ้นมาถ่ายรูปบนนี้มันก็ต่างกันการไปถ่ายเล่นกันอยู่ในมอ เพราะอย่างที่บอกไปว่าภูมิประเทศมันเยอะ พรรณต้นไม้ก็เยอะ มองๆไปมันก็จะมีลูกเล่นของต้นไม้ มีขึ้นมีลง ต้นสูงต้นเตี้ย อีกอย่างแสงสนุกมาก มันจะเดี๋ยวมีลอดมาจากต้นไม้บ้าง ส่องมาจากด้านซ้ายด้านขวา เราเห็นคนนู้นคนนี้ถ่ายรูปเล่นกันแล้วเราก็สนุกดี อีกอย่างการสร้างสัมพันธ์เนี่ย เห็นชัดๆเลยคือตอนที่เราเจ็บเท้าก็จะมีพี่มีเพื่อนผลัดกันมาดู หรืออย่างใครเป็นตะคริวก็จะต้องช่วยกันหมด อันนี้เราก็ถือเป็นเรื่องน่ารักๆระหว่างอยู่บนนั้น